CONTENTS สารบัญ สารจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 2 สารจากรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ฝ่ายพัฒนา 3 สารจากคณะท�ำงาน 4 ส่วนที่1 พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ 5 ประวัติพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ 6 พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ณ จังหวัดนนทบุรี 12 ส่วนที่2 ร้อยเรียงเรื่องราวในอดีต 19 อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก 20 ประวัติการลงโทษของไทย 35 เครื่องมือการลงโทษของไทยในอดีต 41 การคุก การตะราง ในอดีต 58 ส่วนที่3 บทความพิเศษ 61 การดูแลสุขภาพอนามัยนักโทษของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม 62 ประวัติการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขัง 68 การลงทัณฑ์...สู่การแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ยุค ปลาทองในอ่างแก้ว 73 ห้องสมุดเรือนจ�ำที่ก�ำลังจะเปลี่ยนไป 76 ส่วนที่4 วารสารราชทัณฑ์ 78 สารจากบรรณาธิการ 79 เลาะรั้วพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์รอบโลก 80 ข่าวกรมราชทัณฑ์ 88 ข่าวพัฒนาบุคลากร 92 ผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ 95 ใบสมัครสมาชิกวารสารราชทัณฑ์ 100 วารสารราชทัณฑ์ 1
สารจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ มีประวัติความเป็นมา ที่ยาวนาน จากเดิมที่เคยจัดแสดงครั้งแรก ณ เรือนจ�ำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2482 กระทั่งต่อมาได้ย้ายไปตั้งอยู่ภายใน สวนรมณีนาถ ด้านถนนมหาไชย เขตพระนคร ซึ่งเคยเป็น เรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร หรือ คุกใหม่มาก่อน ในช่วงเวลานั้น พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ นับเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีมนต์เสน่ห์ ถ่ายทอด เรื่องราวหลากหลาย เช่น ความเป็นมาของงาน ราชทัณฑ์ไทย การลงโทษ เครื่องลงทัณฑ์สมัยโบราณ และการประหารชีวิตในยุคต่าง ๆ เป็นต้น ปัจจุบัน ผ่านมากว่า 80 ปี พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ได้หวนกลับมา จัดแสดงยังถิ่นที่ตั้งเดิม หากแต่อยู่ภายใต้อาคาร พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ บนพื้นที่ 3 ไร่ 47 ตารางวา ริมฝั่งแม่น�้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ประชาชนได้แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอีกครั้ง และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสส�ำคัญ กรมราชทัณฑ์ จึงได้ท�ำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา โดยได้บอกเล่าวิวัฒนาการ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ และรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ การราชทัณฑ์ในอดีต ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงน�ำมาจาก พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งเดิม กับอีกส่วนที่ร้อยเรียง เพิ่มเติมให้เข้ากับการราชทัณฑ์ที่ถูกพัฒนาด้วยแนวคิด มุมมองต่อปรัชญาการลงโทษที่เปลี่ยนไปตามบริบท ของยุค ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะมีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน และเชื่อมั่นว่า พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ ณ จังหวัดนนทบุรี จะเป็น สถานที่ท่องเที่ยวต่อผู้อ่านและแหล่งศึกษาค้นคว้า ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เป็นที่นิยม ของประชาชนในอนาคตอย่างแน่นอน ดร.อายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พฤษภาคม 2566 2 วารสารราชทัณฑ์
พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์หรือศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์งานราชทัณฑ์ไทยซึ่งเป็นแหล่งรวบรวม องค์ความรู้แขนงหนึ่งที่ส�ำคัญของประเทศไทยไว้เพื่อสะท้อนแนวคิดของการปฏิบัติต่อผู้กระท�ำผิด ที่เข้ามาอยู่ในระบบงานคุกงานตารางตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน โดยจัดแสดงผ่านวัตถุที่มีจิตวิญญาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในเรือนจ�ำเมื่ออดีต ผ่านประวัติศาสตร์เรื่องเล่า ต�ำนาน สืบทอดกันมาหลายยุค หลายสมัย ในโอกาสที่เปิดท�ำการพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์อีกครั้ง นับเป็นการสืบสาน อนุรักษ์องค์ความรู้ ดังกล่าวมิให้สูญหายและยังเป็นอนุสรณ์เตือนใจแก่คนรุ่นหลังถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับจากการกระท�ำผิด กฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาได้เปลี่ยนผ่าน การลงทัณฑ์ที่น่ากลัว รุนแรงได้ถูกยกเลิกไป การแก้ไขพัฒนาและให้โอกาสในการกลับตนเป็นคนดีไม่กลับมากระท�ำผิดซ�้ำเข้ามาแทนที่ นับเป็นมิติใหม่ ของการราชทัณฑ์ในยุคปัจจุบันและอนาคตซึ่งขับเคลื่อนผ่านโครงการส�ำคัญ อาทิโครงการพระราชทาน ต่างๆการฝึกวิชาชีพที่รองรับความต้องการของตลาดการสร้างงานสร้างอาชีพ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และศูนย์จ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์“หับเผย” เป็นต้น หนังสือนี้ได้จัดท�ำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์และยังเป็น การแนะน�ำสถานที่ท่องเที่ยวร่วมสมัยแห่งหนึ่งของกรมราชทัณฑ์และจังหวัดนนทบุรีด้วย หวังเป็น อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการกรมราชทัณฑ์ ประชาชน นิสิต นักศึกษา ผู้สนใจได้เป็น อย่างดีต่อไป สารจากรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ฝ่ายพัฒนา (ดร.ชาญ วชิรเดช) รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ฝ่ายพัฒนา พฤษภาคม 2566 วารสารราชทัณฑ์ 3
คณะท�ำงาน พฤษภาคม 2566 พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่ 47 ตารางวา จังหวัดนนทบุรีเป็นกลุ่มอาคาร ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ของสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ประกอบด้วย อาคารปูนดิบสีเทาด�ำ 3 อาคาร ริมแม่น�้ำเจ้าพระยา วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 นายอายุตม์สินธพพันธุ์อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้มอบนโยบาย ให้สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ท�ำการย้ายวัตถุจัดแสดงต ่าง ๆ ที่ถูกปิดการให้บริการเมื่อ ต้นปีงบประมาณ 2558 เป็นเวลากว่า 7 ปีและให้ท�ำการปรับปรุงอาคารใหม่ดังกล่าว ให้กลับมาสามารถ จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์อีกครั้งหนึ่ง แม้ในปีดังกล่าวสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์จะได้รับ งบประมาณตามภารกิจการฝึกอบรมไม ่มากนัก แต่การท�ำให้พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์กลับมามีชีวิตและ จิตวิญญาณอีกครั้ง เป็นเรื่องส�ำคัญต ่อขวัญก�ำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการราชทัณฑ์ทั้งปวง กรมราชทัณฑ์จึงได้เร่งและสนับสนุนให้สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ขับเคลื่อนในทุกมิติ การด�ำเนินการดังกล่าวส�ำเร็จตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดีด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงาน และ บุคคล/คณะบุคคลต่างๆอาทินายนัทธีจิตสว่างอดีตผู้อ�ำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์และ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่มีส่วนผลักดันที่ส�ำคัญยิ่ง รวมถึง นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีฝ่ายพัฒนา ซึ่งก�ำกับดูแลภารกิจของสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์และกองพัฒนาพฤตินิสัย คณะท�ำงาน ชุดต่างๆตลอดจนผู้บัญชาการเรือนจ�ำ ผู้อ�ำนวยการทัณฑสถาน อดีตผู้บริหารผู้ทรงคุณวุฒิและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ครั้งนี้ใช้เวลากว่า 1 ปีนับตั้งแต่การขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์ ที่เช่าเก็บในโกดังเอกชนครั้งแรก เมื่อวันที่11-12 กุมภาพันธ์2565 โดยภายในอาคารทั้ง 3 หลัง ได้นำ�เสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับการราชทัณฑ์ในอดีต ตั้งแต ่การลงทัณฑ์จารีตนครบาล การจัดแสดงเครื่องลงทัณฑ์ เครื่องพันธนาการและแสดงวิธีการประหารชีวิตรวมถึงอาวุธอุปกรณ์วัตถุพิพิธภัณฑ์เครื่องมือเครื่องใช้ ในเรือนจ�ำเมื่ออดีต เพื่อเป็นการอนุรักษ์องค์ความรู้อันเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของไทยให้คงอยู่ เป็นแหล่ง เรียนรู้และอนุสรณ์เครื่องเตือนใจแก่คนรุ่นหลังตลอดจนแสดงถึงความวิวัฒน์ด้านการแก้ไขพัฒนาผู้ต้องขัง ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆในปัจจุบัน อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนางานราชทัณฑ์ในอนาคตสืบไป หนังสือเล ่มนี้หากมีความไม ่ครบถ้วนสมบูรณ์ใด ๆ สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์และ คณะผู้จัดท�ำขอน้อมรับไว้เพื่อน�ำไปแก้ไขปรับปรุงในโอกาสต่อไป สารจากคณะท�ำงาน 4 วารสารราชทัณฑ์
พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ส่วนที่1 วารสารราชทัณฑ์ 5
ยุคที่ 1 พ.ศ. 2482 ก่อตั้ง ณ เรือนจ�ำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากเครื่องมือการลงโทษในสมัยโบราณมีประโยชน์ต ่อการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการการปฏิบัติต ่อ ผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก เรือนจ�ำและสถาบันการป้องกันสังคมหลายแห่งได้ขอยืมจากกรมราชทัณฑ์ไปติดตั้งแสดง เพื่อประกอบการศึกษาในโอกาสต่างๆ ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนโดยทั่วไป กรมราชทัณฑ์ จึงได้มีแนวคิดจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2482 โดยนายพันต�ำรวจโทขุนศรีศรากร (ชลอ ศรีศรากร) อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เริ่มรวบรวมวัตถุเกี่ยวกับการลงโทษและวัตถุโบราณที่พบภายในบริเวณ เรือนจ�ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ สมัย 50 ปีก่อน มาเก็บรวมไว้ยังที่แห่งเดียวกัน ณ เรือนจ�ำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เพื่อจัดแสดงวิวัฒนาการด้านการราชทัณฑ์ของไทยตั้งแต่โบราณ ถือเป็นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ายิ่งแขนงหนึ่ง ของไทย ซึ่งครั้งแรกนั้นได้รับโบราณวัตถุจากเรือนจ�ำต่าง ๆ จ�ำนวน 41 ชิ้น นายพันต�ำรวจโทขุนศรีศรากร (ชลอ ศรีศรากร) ประวัติพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ 6 วารสารราชทัณฑ์
ยุคที่ 2 พ.ศ. 2515 ก่อตั้ง ณ ศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี ในปีพ.ศ.2514เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการราชทัณฑ์ขึ้นแทนโรงเรียนข้าราชการ ฝ่ายราชทัณฑ์ณ บริเวณตรงข้ามเรือนจ�ำกลางบางขวาง เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมข้าราชการกรมราชทัณฑ์ทุกระดับ ให้มีพื้นฐานความรู้งานราชทัณฑ์ซึ่งเป็นงานเฉพาะไม่มีสอนในโรงเรียน หรือสถานศึกษาทั่วไป นายประดิษฐ พานิชการ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น จึงเห็นควรให้ขนย้ายวัตถุสิ่งของดังกล่าว จากเรือนจ�ำกลางบางขวางมาจัดแสดงไว้ ณ ที่ท�ำการชั้นล่างของศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการราชทัณฑ์(อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ในปัจจุบัน) ในนาม พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม โดยมีพิธีเปิดเป็นทางการพร้อมกับ นายประดิษฐ พานิชการ อาคารศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2515 ทั้งนี้ได้ปรับปรุงจัดหาโบราณวัตถุ เพิ่มเติมได้มากขึ้นถึง 334 รายการ อาทิเครื่องมือ จารีตนครบาล อุปกรณ์การประหารชีวิตด้วยดาบ การประหารชีวิต ด้วยปืน ภาพวาดสีน�้ำมันเกี่ยวกับ โทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ (การลงโทษ 32 ประการ) อาวุธปืนโบราณ ภาพถ่ายการประหารชีวิต หุ่นรูปปั้น สิ่งของต้องห้าม และเครื่องมือในการกระท�ำผิด หรือ สิ่งของที่ผู้ต้องขังลักลอบน�ำเข้าเรือนจ�ำ เป็นต้น วารสารราชทัณฑ์ 7
ยุคที่ 3 พ.ศ. 2542 ก่อตั้ง ณ สวนรมณีนาถ เรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) กรุงเทพมหานคร คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2530 เห็นชอบให้ย้ายเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) ณ ถนนมหาไชย แขวงส�ำราญราษฎร์เพื่อให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงบริเวณที่ตั้งดังกล่าวและจัดสร้างสวนสาธารณะ น้อมเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา60 พรรษา ในวันที่12สิงหาคม พ.ศ.2535โดยกรมราชทัณฑ์ได้มอบพื้นที่ทั้งหมดของเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม)ยกเว้น อาคารด้านหน้า จ�ำนวน 3 หลัง และอาคารแดน 9 ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว รวมถึง เริ่มทยอยการขนย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) ไปที่บริเวณทัณฑสถานวัยหนุ ่มบางเขน ถนนงามวงศ์วาน แขวงจตุจักร เขตลาดยาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา และ ภายหลังขนย้ายเสร็จสิ้นเมื่อวันที่19กุมภาพันธ์พ.ศ.2535จึงได้มีการปรับปรุงอาคารของเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์จัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงประวัติความเป็นมาของกิจการราชทัณฑ์ โดยจัดย้ายวัตถุสิ่งของจากพิพิธภัณฑ์แห่งเดิมบริเวณศูนย์ฝึกอบรม ข้าราชการราชทัณฑ์จังหวัดนนทบุรีมาตั้งแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ที่ถนนมหาไชย 8 วารสารราชทัณฑ์
ต่อมา เมื่อวันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชด�ำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์ ราชทัณฑ์และสวนสาธารณะซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “สวนรมณีนาถ” อันหมายถึง “นางผู้เป็นที่พึ่ง” โดยมี ข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กรมราชทัณฑ์และประชาชนเฝ้ารับเสด็จจ�ำนวนมาก พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์อยู่ด้านถนนมหาไชย ประกอบด้วยอาคาร 4 หลัง แบ่งการด�ำเนินการ ดังนี้ 1) อาคารหลังที่ 1 1.1) ชั้นล่าง แบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องแรกจัดแสดงเครื่องพันธนาการในสมัยโบราณ ได้แก่ ขื่อ คา โซ่ ตรวน สมอบกและกลัง เป็นต้น สำ� หรับห้องที่สองจัดแสดงเครื่องมือการลงทัณฑ์สมัยโบราณ ด้วยวิธีการที่เรียกว่าจารีตนครบาล ได้แก่การลงทัณฑ์ด้วยวิธีทารุณ เช่น การบีบเล็บ บีบขมับ เบ็ดเหล็ก ตะกร้อช้างเตะ เป็นต้น วารสารราชทัณฑ์ 9
1.2) ชั้นบน แบ่งเป็น 3 ห้อง ห้องแรก แสดงให้เห็นถึงการประหารชีวิตแบบสมัยโบราณ ได้แก่การแสดง หุ่นประหารชีวิตด้วยดาบ ประกอบด้วยศาลเพียงตาขันน�้ำมนต์และอาหารมื้อสุดท้ายของผู้ต้องขัง เป็นต้น ห้องที่สอง จัดแสดงอาวุธปืน ซึ่งเคยใช้ในราชการของกรมราชทัณฑ์ในสมัยต่างๆและอุปกรณ์การลักลอบน�ำยาเสพติดเข้าเรือนจ�ำ อุปกรณ์การหลบหนีและอุปกรณ์ก่อเหตุร้ายของผู้ต้องขังชนิดต่าง ๆ ในส่วนห้องที่สาม จัดแสดงการประหารชีวิตปืน 2) อาคารหลังที่ 2 2.1) ชั้นล่าง แสดงภาพประวัติความเป็นมาของเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) ในสมัยต่าง ๆ และ แสดงวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ที่คงเก็บรักษาไว้ภายหลังการรื้อถอนอาคารของเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม) 2.2) ชั้นบน จัดเป็นห้องแสดงนิทรรศการพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชจักรีวงศ์ในงานราชทัณฑ์ 3) อาคารหลังที่ 3 จัดเป็นสถานที่ส�ำหรับจ�ำหน่ายสินค้าที่ระลึก ส�ำหรับผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และเป็นที่บรรยายสรุปประวัติ ความเป็นมาของการราชทัณฑ์ไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้กับผู้เยี่ยมชมที่เป็นหมู่คณะ 4) อาคารหลังที่ 4 หรือ อาคารแดน 9 เป็นอาคารเรือนนอนของผู้ต้องขังเรือนจ�ำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เดิม)ซึ่งคงสภาพเดิมไว้เพื่อแสดงให้เห็น ถึงลักษณะของอาคาร ห้องท�ำงานของเจ้าหน้าที่ ห้องควบคุมผู้ต้องขังและสภาพการใช้ชีวิตประจ�ำวันของผู้ต้องขัง เช่น การกินอยู่หลับนอน ลักษณะการก่อสร้างตัวอาคารเป็นการน�ำเอาแบบอย่างทางตะวันตกมาใช้เช่น อุปกรณ์ส่วนประกอบ ของประตูเหล็กมาจากบริษัทในสิงคโปร์มีระบบการเปิดปิดห้องนอนผู้ต้องขังเป็นระบบรวม โดยยกคันยกเพียง 1 ครั้ง จะสามารถเปิดปิดห้องนอนได้ถึง 9 ห้อง 10 วารสารราชทัณฑ์
ในปีพ.ศ. 2545 กรมราชทัณฑ์ได้จัดงานเฉลิมฉลอง “111 ปีคุกสยาม 1 ในความวิวัฒน์รัตนโกสินทร์” โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานพร้อมทอดพระเนตร การแสดงแสงสีและพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งนี้โดยมีข้าราชการจากกรมราชทัณฑ์กระทรวงมหาดไทยกรุงเทพมหานคร ตลอดจนประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมร�ำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างคุกมหันตโทษแห่งนี้มาเป็นเวลา 111 ปีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2433 และ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2545 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต ่อกรมราชทัณฑ์และผู้ต้องขัง นอกจากน ี้ ยังเพื่อเป็นการแสดงถึงวิวัฒนาการระบบ การราชทัณฑ์ไทยจากอดีตที่มีพัฒนาการเรื่อยมาจากการลงโทษให้เข็ดหลาบไปสู่การพัฒนาพฤตินิสัย ให้ประพฤติตน เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมเมื่อพ้นโทษ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ณ สวนรมณีนาถ ได้เปิดให้ประชาชนผู้ที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชมมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ในปีพ.ศ. 2557 กระทรวงยุติธรรมขอใช้พื้นที่จัดแสดง ณ สวนรมณีนาถ เพื่อจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม” ท�ำให้กรมราชทัณฑ์จ�ำเป็นต้องปิดท�ำการพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งเดิมตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 เป็นต้นมา ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ทดแทนให้จ�ำนวน 3 หลัง ริมแม่น�้ำ เจ้าพระยา ณ บริเวณกรมราชทัณฑ์จังหวัดนนทบุรี บรรณานุกรม - กรมราชทัณฑ์กระทรวงมหาดไทย. (2518). รายงานประจ�ำปีพ.ศ. 2512-2517, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์ - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมราชทัณฑ์. (2545). “111 ปีคุกสยาม”, วารสารราชทัณฑ์ปีที่ 50 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 - นัทธีจิตสว่าง. (2554). จากคุกมหันตโทษ สู่พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ เผยแพร่ทาง https://www.gotoknow.org/ posts/440788 - บรรหาร ชลสินธุ์และจุฑามาศ เศรษฐบุตร. (2543). พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์, กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์จ�ำกัด วารสารราชทัณฑ์ 11
พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ณ จังหวัดนนทบุรี พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่นี้ถือเป็นยุคที่ 4 ต่อเนื่องมาจากยุคที่ 3 ณ สวนรมณีนาถ โดยตั้งอยู่ ณ ถนน นนทบุรี1 ต�ำบลสวนใหญ่ อ�ำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรีอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่ 47 ตารางวา ถึงแม้ว่าส�ำนักงาน ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ส่งมอบอาคารพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่จ�ำนวน 3 หลัง พร้อมทั้งวัตถุครุภัณฑ์และอุปกรณ์ ประกอบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ให้กรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่17กันยายน 2562อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคาร ทั้ง 3 หลัง และบริเวณโดยรอบ ยังไม่พร้อมส�ำหรับการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กรมราชทัณฑ์จึงได้เช่าพื้นที่เอกชน เพื่อเก็บรักษาวัตถุพิพิธภัณฑ์ไปพลางก่อน สำ� หรับสภาพกายภาพภายนอกเป็นลักษณะกลุ่มอาคารปูนดิบสีเทาด�ำ 3 หลังตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ของสถาบัน พัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์มีเนื้อที่ในการจัดแสดงทั้งหมด 1,197.83 ตารางเมตร ประกอบด้วย 1) อาคาร 1 (อาคารเก็บวัตถุจัดแสดง) 1.1) พื้นที่ชั้น 1 รวม 85.72 ตารางเมตร 1.2) พื้นที่ชั้น 2 รวม 99.72 ตารางเมตร 2) อาคาร 2 (อาคารจัดแสดงนิทรรศการ) 2.1) พื้นที่ชั้น 1 จ�ำนวน 198.90 ตารางเมตร 2.2) พื้นที่ชั้น 2 รวม 283.49 ตารางเมตร 3) อาคาร 3 (อาคารอเนกประสงค์) 3.1) พื้นที่ชั้น 1 รวม 360 ตารางเมตร 3.2) พื้นที่ชั้น 2 รวม 170 ตารางเมตร 4) อาคารห้องน�้ำ ขนาด 5 ห้อง ราชทัณฑ์ให้เร่งด�ำเนินการพัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่นี้ให้สามารถเปิดท�ำการจัดแสดงกลับมามีชีวิต ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับงานราชทัณฑ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อีกครั้ง เพื่อสืบทอดรักษาองค์ความรู้ด้าน การราชทัณฑ์อันทรงคุณค่าแขนงหนึ่งของไทยรวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับอนุชนคนรุ่นหลัง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่ด้วยเหตุที่ยังเป็นอาคารว่างเปล่า ไม่มีสิ่งอ�ำนวยความสะดวก ไม่มีสาธารณูปโภคหรือตกแต่งภายในและ ยังไม่มีการบริหารพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมส�ำหรับการจัดเก็บหรือจัดแสดงนิทรรศการแต่อย่างใดระหว่างนั้นกรมราชทัณฑ์ ยังจ�ำเป็นต้องเช่าพื้นที่เอกชนเพื่อเก็บรักษาวัตถุต่าง ๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะท�ำการปรับปรุงแล้วเสร็จ (สัญญาการเช่า จุดแรกเริ่มส�ำคัญ คือ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายอายุตม์สินธพพันธุ์อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มอบ นโยบายการบริหารราชการสถาบันพัฒนาข้าราชการ 12 วารสารราชทัณฑ์
จะสิ้นสุด 30 เมษายน พ.ศ. 2565) จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องเร่งท�ำการปรับปรุงและขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด จากที่เช่าเอกชนกลับมายังกรมราชทัณฑ์ ในขณะเดียวกัน ประมาณปลายปีพ.ศ.2564กรมราชทัณฑ์โดยสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ได้ประสาน ให้กองออกแบบและก่อสร้าง ส�ำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ท�ำการออกแบบปรับปรุงอาคารจัดเก็บวัตถุพิพิธภัณฑ์ หรืออาคารคลังความรู้พิพิธภัณฑ์ (อาคาร 1) เพื่อจัดเตรียมสถานที่ในการจัดเก็บและจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์รวมถึง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่เอกชน ต่อมา กรมราชทัณฑ์ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อเป็นค่าปรับปรุงตกแต่งภายใน อาคารเก็บของกลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนย้ายเอกสารสิ่งของ วัตถุโบราณ และอุปกรณ์ประกอบ การแสดงพิพิธภัณฑ์จากสถานที่เอกชนมาเก็บรักษายังกรมราชทัณฑ์ วันที่ 10 กุมภาพันธ์2565 สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ประกอบพิธีบอกกล่าวขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระภูมิชัยมงคล เจ้าพ่อเจตคุปต์เจ้าแม่ไทรทอง เจ้าแม่พิกุลทอง และบรรดาเทวดาอารักษ์ทั้งปวง ที่ปกป้องคุ้มครอง พื้นที่สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์และกรมราชทัณฑ์อันเป็นสิริมงคลต่อคณะข้าราชการ ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ ในครั้งนี้ให้สำ� เร็จลุล่วงด้วยดีเพื่อท�ำการขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์กลับมาสู่สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์อีกครั้งซึ่งวัตถุ พิพิธภัณฑ์ชิ้นแรกที่ท�ำการย้ายมาเก็บรักษาไว้คือ ดาบประหารชีวิตของเพชฌฆาตคนสุดท้าย (นายเหรียญ เพิ่มก�ำลัง เมือง)และปืนประหารชีวิตจริง ในการนี้ได้กราบนิมนต์พระครูศรีนนทวัฒน์เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้มาเป็นประธาน ฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีประพรมน�้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยส่วนวัตถุพิพิธภัณฑ์หลายร้อยรายการอื่น ๆ จึงได้ทยอยเคลื่อนย้ายตามมาซึ่งมีการขนย้ายทั้งสิ้น 3ครั้ง โดยการสนธิก�ำลังกันระหว่างคณะเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนา ข้าราชการราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่จากเรือนจ�ำกลางคลองเปรม จึงได้ท�ำการส�ำเร็จครบถ้วนทั้งหมด316รายการดังนี้ 1) ครั้งที่ 1 วันที่ 10-11 กุมภาพันธ์2565 ท�ำการขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์145 รายการ 2) ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มีนาคม 2565 ท�ำการขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์78 รายการ 3) ครั้งที่ 3 วันที่ 26 เมษายน 2565 ท�ำการขนย้ายวัตถุพิพิธภัณฑ์93 รายการ วารสารราชทัณฑ์ 13
วัตถุพิพิธภัณฑ์ที่ขนย้ายมาเหล่านั้นถูกน�ำมาเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราว ณ อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการ ราชทัณฑ์เพื่อท�ำการบูรณะซ่อมแซม ทำ�ความสะอาดเตรียมความพร้อมไว้ส�ำหรับการจัดแสดงต่อไป ในส่วนวัตถุโบราณ ที่ทรงคุณค่าหลายรายการได้เก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องท�ำงานผู้อ�ำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ต่อมา กรมราชทัณฑ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงพัฒนาพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ เชิงประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวร่วมสมัย โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร ทั้งจากภายในและภายนอก กรมราชทัณฑ์ เป็นคณะกรรมการ โดยได้มีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 และครั้งที่ 2 วันที่ 14 กุมภาพันธ์2565 ทั้งนี้ มติที่ประชุมเห็นชอบให้การจัดแสดงภายใต้แนวคิด “การลงทัณฑ์กับกาลเวลา ที่เปลี่ยนผ่าน” โดย ดร.นัทธีจิตสว่าง ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และอดีตอธิบดี กรมราชทัณฑ์เป็นผู้มอบแนวคิดนี้ในการจัดแสดง 14 วารสารราชทัณฑ์
ความพยายามในการผลักดันให้พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์สามารถมีความพร้อมและกลับมาเปิดด�ำเนินการ ได้รับ ความช ่วยเหลือจากหลายฝ ่าย ทั้งจากหน ่วยงานภายในสังกัดกรมราชทัณฑ์อีกทั้งภาคีเครือข ่ายทั้งภาครัฐและ ภาคประชาชน จิตอาสา ร่วมให้การสนับสนุน เช่น การซ่อมแซม ทาสีวัตถุพิพิธภัณฑ์การจัดท�ำแท่นฐานการจัดแสดง ตู้เก็บวัตถุการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางกายภาพ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทำ� ให้องค์ประกอบ ในแต่ละส่วนของพิพิธภัณฑ์เริ่มทยอยเสร็จสมบูรณ์ตามล�ำดับ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมการตกแต่งพื้นที่โดยรอบ วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2565 ขึ้น 15 ค�่ำ เดือน 11 เวลา 09.45 นาฬิกา กรมราชทัณฑ์ได้จัดพิธีวันสถาปนา กรมราชทัณฑ์ครบรอบ 108 ปีโดยได้จัดพิธีบวงสรวงบูชาครูแผ่เมตตาแก่ดวงจิตและประพรมน�้ำมนต์เครื่องลงทัณฑ์ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งปวง โดยนิมนต์พระคุณเจ้าจากวัดต่าง ๆ จ�ำนวน 5 รูป มาประกอบพิธีทางสงฆ์ เพื่อให้เกิด ความเป็นสิริมงคลกับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเพื่อให้การด�ำเนินการปรับปรุงส�ำเร็จลุล่วง ตามเจตนารมณ์โดยนายอายุตม์สินธพพันธุ์อธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นประธาน นายสิทธิสุธีวงศ์รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายบริหาร นายณรงค์จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ฝ่ายปฏิบัติการ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายพัฒนา นางสาวจุฑารัตน์จินตกานนท์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทัณฑวิทยา พร้อมด้วยผู้บัญชาการเรือนจ�ำ ผู้อ�ำนวยการ ทัณฑสถาน ผู้อ�ำนวยการกอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง วารสารราชทัณฑ์ 15
ในที่สุด พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ ณ จังหวัดนนทบุรีมีความพร้อมที่จะเปิดด�ำเนินการอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 โดยรูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่แบ่งเป็น 3 อาคาร ดังนี้ อาคาร 1 ชั้น 1 เป็นห้องแรกในการต้อนรับผู้เข้าชม จุดเริ่มต้นของทุกเรื่องราว เป็นห้องแห่งค�ำถาม “คุก...มีไว้ท�ำไม” ที่จะต้องค้นหาค�ำตอบได้ในการ จัดแสดงในจุดหรืออาคารต่อไป ภายใต้แนวคิด “พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ...พิพิธภัณฑ์แห ่งการเรียนรู้” นอกจากน ี้ ยังได้แสดงเรื่องราว การราชทัณฑ์กับจังหวัดนนทบุรีโดยเฉพาะบทบาทของกรมราชทัณฑ์ และผู้ต้องขังในการก่อสร้างถนนสายส�ำคัญของจังหวัด อาคาร 2 ชั้น 1 จัดแสดงการลงทัณฑ์สมัยโบราณที่มุ ่งเน้นการลงโทษด้วย เครื่องลงทัณฑ์ด้วยวิธีการรุนแรงให้เข็ดหลาบ หวาดกลัว โดยเริ่มตั้งแต่ ห้องการลงทัณฑ์แบบจารีต วิวัฒนาการการประหารชีวิตยุคต่าง ๆ ได้แก่ การประหารด้วยดาบ การประหารด้วยปืน และการประหาร ด้วยการฉีดสารพิษ แสดงตัวอย ่างเครื่องพันธนาการแบบโบราณ อุปกรณ์ เครื่องมือการจองจ�ำ เครื่องมือในการประหารชีวิตที่ส�ำคัญ รวมถึงแสดงดาบประหารจริง ปืนประหารจริง เป็นต้น 16 วารสารราชทัณฑ์
อาคาร 2 ชั้น 2 จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับคุกในสมัยอดีต จ�ำลองภาพประตูคุกเก่า ป้อมเก่า ห้องท�ำงาน จ�ำลองความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตในเรือนจ�ำ โรงเลี้ยง โรงครัว โรงฝึกวิชาชีพ ห้องนอน ห้องขังเดี่ยว ห้องขังรวม ห้องพยาบาล จัดแสดง ลายพระหัตถ์ในหมายปล่อยตัวนักโทษ ภาพเหตุการณ์ส�ำคัญในอดีต เครื่องหมาย/เครื่องแบบข้าราชการราชทัณฑ์ ในยุคต่าง ๆ รวมถึงโครงการส�ำคัญในราชทัณฑ์ยุคปัจจุบัน เช่น โครงการในพระราชด�ำริเป็นต้น วารสารราชทัณฑ์ 17
การเปิดพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห ่งใหม ่ในเดือนพฤษภาคม 2566 นับว ่าเป็นโอกาสส�ำคัญหลายประการ ประการที่หนึ่ง เป็นการย้ายกลับมาที่ดินแดนถิ่นเดิมอีกครั้งในรอบ 51 ปีของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ณ ศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการราชทัณฑ์ในวันที่21 เมษายน พ.ศ. 2515 (สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์ในปัจจุบัน) ประการที่สอง เป็นการกลับมายังจุดต้นก�ำเนิดพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ครั้งแรก ณ เรือนจ�ำกลางบางขวาง เมื่อปีพ.ศ.2482 ซึ่งครบรอบ 84 ปีด้วย และประการส�ำคัญ พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์แห่งใหม่ ณ จังหวัดนนทบุรีนี้จะเป็นแหล่งองค์ความรู้ ด้านอาชญาวิทยา ทัณฑวิทยา และงานราชทัณฑ์ไทย อันเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่จะมีเพียงแห่งเดียวในประเทศหรือ แห่งเดียวในโลก และจะหามิได้จากที่แห่งใดอีกแล้ว เมื่อการปรับปรุงส�ำเร็จจึงได้เปิดให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ นักท ่องเที่ยวทั่วไปเข้าเยี่ยมชม ศึกษาเรียนรู้อย ่างเป็นทางการในฐานะ “พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวร่วมสมัย”.... อาคาร 3 อาคารอเนกประสงค์ริมแม ่น�้ำเจ้าพระยา เป็นอาคารแสดงถึงการราชทัณฑ์ในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนจาก การลงทัณฑ์ด้วยเครื่องลงโทษต่าง ๆ ในอดีต เป็นการพัฒนาแก้ไข มุ่งเน้นการฝึกวิชาชีพ การให้โอกาสกลับสู่สังคม โดยจัดแสดงผ่านศูนย์จ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์“หับเผย : ราชทัณฑ์แก้ไข คนไทยให้โอกาส” นิทรรศการเรือนจ�ำ ท่องเที่ยว นิทรรศการด้านอาหารและเครื่องดื่มจากฝีมือผู้ต้องขัง นิทรรศการแสดงความสามารถและทักษะพิเศษของ ผู้ต้องขังด้านศิลปะดนตรีการแสดงร่วมสมัยรวมถึงนิทรรศการศูนย์การเรียนรู้โคก หนอง นาแห่งนำ �้ใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ตลอดจนการจัดนิทรรศการหมุนเวียนตามเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น เรียบเรียงโดย นางสาวสาธิกา สามศรีผู้อ�ำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์และคณะท�ำงาน 18 วารสารราชทัณฑ์
ร้อยเรียงเรื่องราวในอดีต ส่วนที่2 วารสารราชทัณฑ์ 19
พระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ข�ำ ณ ป้อมเพ็ชร์) อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรกและคนสุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทย Phraya Chaivichitvisittammathada (Kham Na Pombejra) อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก 20 วารสารราชทัณฑ์
The First Director General of the Department of Corrections of Thailand วารสารราชทัณฑ์ 21
พระยาไชยวิชิตสิทธิศาสตรา (นาค) บิดาของพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ข�ำ) พระยาและคุณหญิงชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา กับลูกหลาน พ.ศ. 2474 22 วารสารราชทัณฑ์
พระยาและคุณหญิงชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา กับลูกหลาน พ.ศ. 2481 คุณหญิงเพ็ง ชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา กับลูกหลาน พ.ศ. 2500 วารสารราชทัณฑ์ 23
24 วารสารราชทัณฑ์
วารสารราชทัณฑ์ 25
26 วารสารราชทัณฑ์
วารสารราชทัณฑ์ 27
28 วารสารราชทัณฑ์
วารสารราชทัณฑ์ 29
30 วารสารราชทัณฑ์
วารสารราชทัณฑ์ 31
32 วารสารราชทัณฑ์
วารสารราชทัณฑ์ 33
หมายเหตุเป็นการเขียนภาษาไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปีพ.ศ.2485จอมพล ป. พิบูลสงครามพร้อมด้วยคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยได้ยกร่างและ ประกาศให้อักขรวิธีไทยแบบใหม่ขึ้น เพื่อให้การสะกดค�ำในภาษาไทยกะทัดรัดและลดความซ�้ำซ้อนของตัวอักษร เช่น ยกเลิกการใช้สระ ใ ไม้ม้วน ฤ ฦ ฤๅ ฦๅ ฑ ฆ ฎ ฏ ฐ ฒ ณ ศ ษ ฬ และเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ้นจากต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ออกประกาศยกเลิกการใช้อักขรวิธีดังกล่าว และการใช้เลขสากล รวมระยะเวลาการบังคับใช้อักขรวิธี ของคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยประมาณ 2 ปี3เดือน ส่งผลให้กลับไปใช้อักขรวิธีไทยแบบเดิม อีกครั้งหนึ่งซึ่งได้ใช้มาเกือบจนถึงปัจจุบัน เขียนโดย นายปรีดีพนมยงค์ เรียบเรียงโดย นางสาววรางคณา ธรรมะ ภาพประกอบจาก กษิดิศ อนันทนาธร และ กฤตพร โทจันทร์ จากเว็บไซต์https://www.the101.world/na-pombejra/ และสมุดภาพ 130 ปีกระทรวงมหาดไทย 34 วารสารราชทัณฑ์
ประวัติการลงโทษของไทย การลงโทษผู้กระท�ำผิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันทุกประเทศ กล่าวคือ มีวิวัฒนาการในแนวทางที่เป็น หลักมนุษยธรรมยิ่งขึ้น เริ่มจากการลงโทษอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อแก้แค้น ตอบแทนให้สาสม เพื่อข่มขู่ยับยั้งให้กลัว และเข็ดหลาบ มาเป็นการฟื้นฟูอบรมแก้ไขให้เป็นพลเมืองดีทั้งนี้รูปแบบของการลงโทษในแต่ละยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลง ไปตามลักษณะการปกครองและสังคมเป็นส�ำคัญ เฉพาะการราชทัณฑ์ของประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งอาจแบ ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ 1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 2. ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 3. ยุคปัจจุบัน เริ่มแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแม้กฎหมายเก่าจะสูญหายไปมากแต่จากกฎหมายตราสามดวงก็ยังเห็นเค้าโครง ของการลงโทษในสมัยนั้นได้ว่า เป็นการลงโทษเพื่อตอบแทนให้สมแค้นและข่มขู่ยับยั้ง เพราะมุ่งลงโทษที่ตัวผู้กระท�ำผิด อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตในพระอัยการขบถศึกอันว่าด้วยโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์32 ประการได้กำ�หนด วิธีการประหารชีวิตหลายรูปแบบอย่างน่าสยดสยอง วารสารราชทัณฑ์ 35
การลงโทษในสมัยอยุธยาพอจะประมวลได้ดังนี้ 1. การประหารชีวิต ปกติใช้วิธีตัดศีรษะด้วยดาบ แต่ในกรณีกบฏ ได้มีบทบัญญัติในลักษณะที่โหดร้ายทารุณ อย่างยิ่งซึ่งเข้าใจว่ามุ่งหมายข่มขู่ให้เกรงกลัวและในกรณีลงโทษพระราชวงศ์ก็มีวิธีประหารชีวิตแตกต่างจากสามัญชน 2. ลงโทษร่างกายให้เจ็บปวดทรมาน โดยปกติใช้เฆี่ยนด้วย หวายหรือทวนด้วยลวดหนามจองจ�ำเครื่องพันธนาการด้วย ขื่อ คา พวงคอ ล่ามโซ่ ตรวน ขึ้นขาหย่าง การบั่นทอนอวัยวะ อาทิตัดมือ ตัดเท้า ปอกเล็บ ควักนัยน์ตา แหวะปาก ตัดลิ้น 3. ประจาน ได้แก่ สักหน้าหรือตัว และหน้าผากหรือแก้ม พร้อมทั้งจ�ำเครื่องพันธนาการ มีคนตีฆ้องร้องประกาศความชั่วตระเวน ไปรอบเมือง 4. ปรับตามลักษณะความร้ายแรงของความผิด และตาม ฐานันดรศักดิ์ 5. ริบทรัพย์มักคู่กับโทษประหารชีวิต เรียกว่าริบราชบาทว์ คือ ถูกริบหมดทั้งทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งลูกเมีย 6. โทษจาคุกํ ไม่มีก�ำหนดยาวนานเท่าใดแล้วแต่พระเจ้าอยู่หัว จะทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษหรือมีพระบรมราชโองการส่งให้เป็น อย่างใด 36 วารสารราชทัณฑ์
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หลักการและแนวความคิดในการ ลงโทษก็ไม่แตกต่างกันนักการเรือนจ�ำในกรุงเทพฯ มี2อย่างคือ“คุก” ใช้เป็นสถานที่จ�ำขังผู้ร้าย ที่มีก�ำหนดโทษสูง 6 เดือนขึ้นไป ส่วนผู้ต้องขัง ที่มีก�ำหนดโทษตั้งแต่6เดือนลงมาก็ให้ขังไว้ในตะรางซึ่งมีอยู่หลายตะราง สังกัดกระทรวงทบวงกรม ที่บังคับบัญชากิจการนั้น ๆ ส่วนการเรือนจ�ำ ในหัวเมืองชั้นนอกอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการเมืองมีสถานที่ คุมขังผู้ต้องโทษ เรียกว่า ตะรางประจ�ำเมือง ถ้าเป็นกรณีความผิดฉกรรจ์ มหันตโทษ ผู้ว ่าราชการเมืองต้องส ่งตัวผู้กระท�ำผิดมายังกระทรวง เจ้าสังกัด การคุมขังนักโทษในสมัยนั้นมิได้มีกฎข้อบังคับไว้โดยเฉพาะ ให้แล้วแต่ผู้ว่าราชการเมืองจะก�ำหนดขึ้นใช้เองตามแต่จะเห็นควร ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 วารสารราชทัณฑ์ 37
38 วารสารราชทัณฑ์
ในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงงานราชทัณฑ์ของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น โดยได้ทรงยกเลิกจารีตนครบาลอันโหดร้าย ทรงจัดระเบียบการคุกการตะรางใหม่ เริ่มแต่ ร.ศ. 110 ได้มีการประกาศ ใช้พระราชบัญญัติลักษณะเรือนจาํร.ศ.120เพื่อใช้บังคับกิจการเรือนจาเป็นการเฉพาะ ํทรงวางระเบียบข้อบังคับเรือนจาํ ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันด้วยกฎหมายลักษณะอาญาร.ศ.127ซึ่งมีหลักการและวิธีการลงโทษที่ได้ละเว้นความทารุณ โหดร้ายลงไปมาก กับได้บัญญัติวิธีลงโทษผู้กระทําผิดอาญาแผ่นดินต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตํารวจ อัยการ ศาล และเรือนจํา ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้ประกาศตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้นในปีพ.ศ. 2458 โดยรวมกิจการเรือนจํา ทั่วราชอาณาจักรไว้ในสังกัดกระทรวงนครบาล การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตามระเบียบกฎข้อบังคับอันเดียวกัน นับว่าการราชทัณฑ์ไทยได้พัฒนาไปสู่แนวทางที่มีเหตุผลยิ่งขึ้น วารสารราชทัณฑ์ 39
ยุคปัจจุบัน เริ่มแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ. 2475 การราชทัณฑ์ไทยจึงได้วิวัฒนาการเข้าสู่ยุคปัจจุบัน เริ่มจากการสร้างเรือนจํากลางบางขวางให้เป็นเรือนจําที่ทันสมัยในปีพ.ศ. 2477 แก้ไขเปลี่ยนแปลงการประหารชีวิต ด้วยดาบเป็นการประหารชีวิตโดยใช้อาวุธปืนยิงให้ตาย มีการกําหนดนโยบายอาญาและหลักทัณฑปฏิบัติให้สอดคล้อง กับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและตามหลักการของอารยประเทศยิ่งขึ้น โดยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 กําหนดหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต�่ำสําหรับ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องขององค์การสหประชาชาติโดยคํานึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และ มุ่งในเรื่องการพื้นฟูอบรมแก้ไขผู้กระทําผิด 40 วารสารราชทัณฑ์
เครื่องมือในการลงโทษของไทยในอดีต เครื่องมือที่ใช้ในการลงโทษผู้กระท�ำผิดในสมัยโบราณ แบ่งออก 3 ชนิด คือ (1) เครื่องพันธนาการ (2) เครื่องทรมานเกี่ยวกับจารีตนครบาล (3) เครื่องลงทัณฑ์เกี่ยวกับการประหารชีวิต สันนิษฐานได้ว่าเริ่มมีการใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาด้วยปรากฏวิธีการลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาหลวง และกฎหมายลักษณะโจรในประมวลกฎหมายตราสามดวง ที่ได้ก�ำหนดไว้6สถาน คือ ประหารชีวิตตัดตีนสินมือ ทวน จ�ำโซ่ตรวน ขื่อคา ปรับไหม และภาคทัณฑ์ เครื่องพันธนาการ เครื่องพันธนาการ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการจองจ�ำผู้กระท�ำความผิด เพื่อป้องกันการหลบหนีเช่น ตรวน กุญแจมือ โซ่ล่าม เหล็กครอบสะเอว โซ่พวงคอ ขื่อคา ตะโหงก กลัง และสมอบก เป็นต้น ในสมัยโบราณได้มีการใช้ เครื่องพันธนาการเป็นเครื่องมือในการลงโทษนักโทษอุกฉกรรจ์และนักโทษนิสัยดื้อด้านด้วย ขื่อ ขื่อ เป็นเครื่องพันธนาการใช้จองจ�ำนักโทษ ซึ่งเป็นโทษทางอาญา ควบคู่ไปกับการจ�ำคุก ใช้ใส่มือ และเท้าทั้งสองข้าง มี2 ชนิด คือ ขื่อมือ และขื่อเท้า ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็ง รูปร่างคล้ายเสาสี่เหลี่ยม มีความยาว พอสมควรที่ตัวไม้นี้เจาะเป็นช่องทะลุลอดขนาดพอให้เท้าไปโผล่อีกข้างหนึ่ง ด้านบนของช่องที่สอดเท้า มีลิ่ม ตอกบังคับไม่ให้ดึงเท้ากลับออกมาได้ปรากฏหลักฐานแน่ชัดเริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่1) โดยกฎหมายพระอัยการอาญาหลวง พุทธศักราช1895และกฎหมายลักษณะโจร พุทธศักราช 1903 วารสารราชทัณฑ์ 41
คาไม้ไผ่ คา ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือไม้ไผ่ ใช้ใส่คอผู้ถูกลงโทษ ประกอบด้วยไม้2 ชิ้น มีลิ่มตอกบังคับหัวท้าย เวลาใส่แยกไม้ทั้งสองออกจากกัน แล้วเอาส่วนที่ท�ำเป็นช่องประกบกับคอตอกสลัก หรือลิ่มหัวท้าย เพื่อบังคับ ไม่ให้หลุดจากคอได้คามี2ชนิดคือคาไม้แก่น และคาไม้ไผ่ส�ำหรับคาไม้ไผ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว มี2 ท่อน ความยาวประมาณท่อนละ 3 เมตร เป็นไม้สลักสองท่อนขนาบคอพอดีตรงกึ่งกลางติดสลักไม้เนื้อแข็ง 2 อัน ขนาดสวมคอคนโทษได้ไม่หลุด มีไว้ใส ่คอคนร้ายที่จับตัวได้และน�ำเดินทางด้วยเท้ามาพิจารณาคดี จากเมืองหนึ่งมาอีกเมืองหนึ่ง หรือจากที่เกิดเหตุมาพิจารณาคดีในเมือง ส่วนมากมักเป็นคดีเล็กน้อย เช่น ลักทรัพย์เป็นต้น สมอบก ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็งที่มีน�้ำหนักมาก ตรึงด้วยโซ่ ปลายโซ่มีวงแหวนวงเดียวไว้สวมข้อเท้าคนโทษที่ท�ำผิด วินัยในคุก หรือผู้มีนิสัยดื้อด้าน นักโทษผู้ถูกใส่สมอบกต้องตากแดด ตากลมอยู่กับที่ ถ้าจะเคลื่อนไหวก็ต้อง ยกขอนไม้แก่นอันหนักติดตัวไปด้วย 42 วารสารราชทัณฑ์
ตะโหงก ท�ำด้วยไม้หรือลักษณะคล้ายขื่อ แตกต ่างกันที่สวมที่คอและยาวกว ่าขื่อราว 3 เท่า พอจะเดินไปไหนได้ในที่ไม ่ต้องห้าม และอยู่ในคุกใช้มือท�ำงานได้แต่หลบหนียาก เพราะเกะกะ มักใช้กับนักโทษที่มีโทษหนัก หรือผู้ร้ายส�ำคัญที่ถูกส่งไปยังที่คุมขัง ป้องกัน การหลบหนีระหว่างทาง กลังหรือคลัง มีลักษณะเป็นไม้กระบอก (ไม้ไผ่) ที่ร้อยโซ่ หรือเชือกเข้ากลางกระบอก ให้โซ ่หรือเชือกโผล ่ออก ทางปลาย 2 ข้างทางกระบอก การใช้กลังหรือคลัง เป็น เครื่องพันธนาการผู้ต้องพระราชอาญานี้เริ่มใช้ปรากฏ หลักฐานแน่ชัดในกฎหมายตราสามดวง (พระธรรมนูญ) เลิกใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทางกระทรวง มหาดไทยได้สั่งให้เลิกใช้ตะโหงกและกลังเป็นเครื่อง จองจ�ำผู้ต้องหาหรือนักโทษ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 ดังปรากฏหลักฐานตามส�ำเนาหนังสือ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยถึงสมุหเทศาภิบาล ส�ำเร็จราชการมณฑล ตรวนขาถ่าง เป็นเครื่องพันธนาการข้อเท้า ทั้งสองข้างของนักโทษ มีลักษณะเป็น เหล็กท่อนวางระหว่างแข้ง ปลายมีวงแหวน ส�ำหรับใส่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ท�ำให้ขากาง เดินไม่สะดวก ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้ตั้งแต ่สมัยกรุงศรีอยุธยา ราว จุลศักราช796 (พ.ศ. 1978) โดยกฎหมาย พระอัยการขบถศึก เลิกใช้สมัยกรุง รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5) โดยกฎหมาย ลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) วารสารราชทัณฑ์ 43
ตรวนขานกยาง เป็นเครื่องพันธนาการข้อเท้า มีเหล็ก2 ท่อน ที่ร้อยด้วยวงแหวน ไม่ใหญ่นัก เพื่อเชื่อมให้เหล็ก 2 ท่อนติดกันตรงปลายมี วงแหวนส�ำหรับใส่ข้อเท้านักโทษ ทำ� ให้ขาถ่าง ออกไปมากดุจนกยาง มีน�้ำหนักเหล็กมาก นับว่าทรมานมากกว่าตรวนชนิดอื่น ใช้ส�ำหรับ ลงโทษผู้ต้องโทษที่กระท�ำผิดวินัยเรือนจ�ำ คดีอุกฉกรรจ์หรือดุร้าย เพื่อเป็นการป้องกัน และให้เข็ดหลาบ ค้อนตอกเล็บ ท�ำด้วยไม้แก่น ปลายไม้ข้างแหลมจะใส่เข้าไประหว่างเล็บและเนื้อ แล้วใช้ค้อนตอกไม้ปลายแหลม เข้าไปในเล็บ เครื่องลงทัณฑ์ และเครื่องมือทรมาน เครื่องทรมาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เครื่องจารีตนครบาล” ปรากฏตามหลักฐานกฎหมายตราสามดวง สันนิษฐานว่ามีการใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คำ�ว่า“จารีตนครบาล”คือวิธีการ ไต่สวนจ�ำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระท�ำผิดอาญาแผ่นดินให้รับสารภาพด้วยวิธีการทรมานร่างกายให้เกิดความทุกข์ ทรมานเจ็บปวด เช่น ตอกเล็บ บีบเล็บ บีบขมับ เป็นต้น จารีตนครบาลได้ถูกยกเลิกอย่างเด็ดขาด ในปีพ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) โดยประกาศประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ยกเลิกการไต่สวนโดยจารีตนครบาล นอกจากน ี้ในสมัยโบราณผู้ร้ายที่ถูกนําตัวเข้าคุกหรือตะรางแล้วจะถูกเข้าเครื่องลงทัณฑ์ เพื่อทรมาน ให้เข็ดหลาบจะได้ไม่กระทําความผิดซ�้ำอีก แต่ละคุกแต่ละตะรางก็มีเครื่องมือใช้ลงทัณฑ์แตกต่างกันไป เท่าที่พอ รวบรวมได้มีดังนี้คือ 44 วารสารราชทัณฑ์
ตะกร้อลงโทษ (ตะกร้อช้างเตะ) เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ มีลักษณะทรงกลม ท�ำด้วย หวายเส้น สานกันห่าง ๆ หวายที่สานมีด้วยกันแผงละ 13 เส้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80เซนติเมตร มีช่องขัดเสียบเหล็กแหลม ลงไปช่องละ 6-9 ตัว วิธีการลงทัณฑ์จับผู้ต้องโทษ ยัดใส่ตะกร้อ ให้ช้างเตะตะกร้อให้กลิ้งไปมา ผู้ต้องโทษจะเจ็บปวดจากการ ถูกเหล็กแหลมต�ำ ตะกร้อใบนี้ได้มาจากเรือนจ�ำกลางนครราชสีมา เบ็ดเหล็ก ใช้เพื่อลงทัณฑ์ผู้ต้องโทษ โดยเกี่ยวเบ็ดเหล็กเข้าไปใต้คางของผู้ต้องโทษ แล้วชักรอกให้เท้าลอยพ้นพื้นดิน ไม่ให้คาง หลุดจากเบ็ดเหล็ก เบ็ดเหล็กนี้ท�ำด้วย เหล็กท่อนขนาด4 หุน ปลายแหลมเหมือน เบ็ดตกปลา ยาวประมาณ 16 นิ้ว หวาย เป็นเครื่องมือทรมานในการไต่สวนคนร้ายที่ถูกกล่าวรับสัตย์(รับผิด) เริ่มใช้สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และเลิกใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) หวายที่ใช้ลงโทษผู้ต้องขังมี 3 ลักษณะ ได้แก่ หวายแช่น�้ำแสบ (น�้ำเกลือ) หวายกระชากหนังก�ำพร้า และหวายสามแนว วารสารราชทัณฑ์ 45
หีบทรมาน หีบทรมาน ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีลักษณะ คล้ายหีบศพขนาดพอดีกับตัวคน ที่ฝาปิดมีรูเจาะไว้2 รู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว สำ� หรับให้พอหายใจได้ เท่านั้น เมื่อเอาผู้ร้ายเข้าไปนอนในหีบ ปิดฝาแล้วจะ พลิกหรือตะแคงตัวไม ่ได้อาจวางนอน หรือวางยืน ไว้กลางแดดก็ได้ร้อนจนอึดอัดแทบขาดใจตาย เป็น การทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยกฎหมาย “พระอัยการ ขบถศึก” จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิกใช้สมัย กรุงรัตนโกสินทร์(รัชกาลที่ 5) ไม้บีบขมับ เป็นเครื่องมือทรมาน ท�ำด้วย ไม้เนื้อแข็ง มี2 อัน ปลายข้างหนึ่งใช้เชือก ผูกไว้ส่วนปลายอีกด้านมีเชือกขันตรงกลาง มีปุ่ม 2 ปุ่ม ส�ำหรับใส่ตรงขมับทั้ง 2 ข้าง และขันเชือกอีกปลายด้านหนึ่งให้แน ่น กดขมับให้เจ็บปวดจนกว ่าจะให้ถ้อยค�ำ ที่เชื่อถือได้ 46 วารสารราชทัณฑ์
ไม้ขาหย่าง เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ซึ่งมักใช้เป็นโทษ ประจานให้ได้อาย มีลักษณะเป็นไม้กลม 3 ท่อน ยาวท่อนละประมาณ 1.60เมตร ปลายมีเหล็กแหลมหุ้ม ส�ำหรับเสียบลงในดินให้แน ่น ปลายอีกข้างหนึ่งใช้ เชือกมัดรวมแล้วมัดผู้กระท�ำผิดไว้บนไม้สามขา หรือ อาจแขวนห้อยไว้ไม่ให้เท้าหยั่งพื้นถึง มีเจ้าหน้าที่ตีฆ้อง ร้องป่าว มิให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง การประหารชีวิต การลงโทษประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่ใช้ต่อผู้กระท�ำความผิด ถือได้ว่าเป็นการลงโทษที่ เก่าแก่ที่สุดซึ่งด�ำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายคือ การก�ำจัดผู้กระท�ำผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธีการฆ่า การประหารชีวิตด้วยดาบ ในสมัยโบราณการลงโทษประหารชีวิตด้วยดาบ เรียกว ่า “กุดหัว” โดยใช้ดาบฟันคอนักโทษให้ขาด ดาบที่ใช้ในการประหารมีรูปร่างต่าง ๆ กัน ครูเพชฌฆาตเป็นผู้จัดท�ำดาบขึ้น มีดาบปลายแหลม ดาบปลายตัด และ ดาบหัวปลาไหล การประหารชีวิตครั้งใดจะใช้ดาบชนิดใด ให้อยู่ในดุลยพินิจของครูเพชฌฆาต วารสารราชทัณฑ์ 47
เพชฌฆาตผู้ท�ำหน้าที่ประหารชีวิตมี3 คน คือ ดาบที่หนึ่ง และตัวส�ำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสองและ ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ�้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด พิธีการประหารชีวิตด้วยดาบ มีเครื่องมือเครื่องใช้และพิธีทางไสยศาสตร์ เช่น มีสายมงคลล้อมรอบ บริเวณประหาร กันผีตายโหงจะเฮี้ยน การตัดสายมงคลต้องใช้มีดโดยเฉพาะจะใช้ของอื่นไม่ได้เป็นต้น 48 วารสารราชทัณฑ์