คาํ ศพั ท์
เรือง การลําเลยี งของพืช
จดั ทําโดย
นาย กติ ตพิ ัทธ์ แก้วอรสาณ ม.5/6 เลขที 13
เสนอ
ครู นิชาภา พัฒน์วชิ ัยโชติ
โรงเรยี นอยธุ ยาวิทยาลัย
สาํ นกั งานเขตพนื ทีการศกึ ษา เขต 3
1.ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata) เปนปากใบของ
พชื ทวั ไปโดยมีเซลลค์ มุ อยใู่ นระดบั เดียวกบั เซลล์เอพเิ ดอร์มสิ พืช
ทีปากใบเปนแบบนีเปนพวกเจรญอยู่ในที ๆ มีนําอุดมสมบรู ณ์
พอสมควร (mesophyte)
2.ปากใบแบบจม (sunken stomata) เปนปากใบทอี ยลู่ กึ เข้าไป
ในเนือใบเซลลค์ มุ อยู่ลกึ กวา่ หรอตํากวา่ ชนั เซลลเ์ อพเิ ดอร์มิสพบใน
พชื ทอี ยู่ในทีแห้งแลง้ (xerophyte) เชน่ พืชทะเลทราย พวก
กระบองเพชร พืชปาชายเลน (halophyte) เช่น โกงกาง แสม ลาํ พู
เปนตน้
3.ปากใบแบบยกสูง (raised stomata) เปนปากใบทมี ีเซลล์คมุ
อย่สู ูงกวา่ ระดับเอพิเดอร์มสิ ทัวไป เพือชว่ ยให้นาํ ระเหยออกจากปาก
ใบได้เร็วขึนพบไดใ้ นพชื ทเี จรญอยใู่ นนาํ ที ทีมีนํามากหรอชืน
แฉะ(hydrophyte)ใบพืชใบเลยี งเดียวบางชนดิ เชน่ หญ้า
ข้าวโพด ทชี นั เอพิเดอร์มสิ มเี ซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์บาง เรยก
วา่ บลั ลิฟอร์มเซลล์ (bulliform cell) ช่วยทาํ ใหใ้ บมว้ นงอได้เมอื
พืชขาดนําชว่ ยลดการคายนําของพืชให้น้อยลง พืชบางชนดิ อาจมีเอ
พิเดอร์มสิ หนามากกวา่ 1 ชนั ซึงพบมากทางดา้ นหลงั ใบมากกวา่ ทาง
ดา้ นทอ้ งใบเรยกวา่ มัลติเปล เอพิเดอร์มสิ (multiple epidermis)
ซงึ พบในพชื ทแี หง้ แลง้ ชว่ ยลดการของได้ เซลล์ชันนอกสดุ เรยกวา่ เอ
พเิ ดอร์มสิ ส่วนเซลลแ์ ถวทีอยู่ถัดเข้าไปเรยกวา่ ไฮโพเดอร์มิส
(hypodermis)
4.เทรคีด (tracheid) เปนเซลลเ์ ดยี ว มรี ูปร่างเปนทรงกระบอกยาว บรเวณปลาย
เซลล์แหลม ทําหนา้ ทเี ปนท่อลาํ เลยี งนําและแร่ธาตุตา่ งๆ โดยจะลําเลยี งนาํ และแร่
ธาตไุ ปทางดา้ นขา้ งของลําตน้ ผ่านรูเล็กๆ (pit) เทรคีดมผี นังเซลลท์ แี ขง็ แรงจงึ ทาํ
หน้าทีเปนโครงสร้างคําจุนลําตน้ พชื และผนงั เซลลม์ ลี ิกนนิ (lignin) สะสมอยแู่ ละ
มรี ูเลก็ ๆ (pit) เพือทาํ ใหต้ ดิ ตอ่ กบั เซลล์ข้างเคียงได้ เมอื เซลลเ์ จรญเต็มทจี น
กระทงั ตายไป ส่วนของไซโทพลาซึมและนวิ เคลียสจะสลายไปดว้ ย ทําใหส้ ่วนตรง
กลางของเซลลเ์ ปนชอ่ งวา่ ง ส่วนของเทรคดี นีพบมากในพืชชันตาํ (vascular
plant) เชน่ เฟน สนเกยี ะ เปนต้น
5.เวสเซล (vessel) เปนเซลลท์ ีมีขนาดคอ่ นขา้ งใหญ่ แต่สันกวา่ เทรคีด เปน
เซลลเ์ ดยี วๆ ทีปลายทังสองข้างของเซลลม์ ีลกั ษณะคล้ายคมของสิว ที
บรเวณด้านข้างและปลายของเซลลม์ ีรูพรุน สว่ นของเวสเซลนีพบมากใน
พืชชนั สูงหรอพืชมีดอก ทําหน้าทีเปนท่อลาํ เลยี งนาํ และแร่ธาตตุ ่างๆ จากราก
ขนึ ไปยังลําต้นและใบเทรคีดและเวสเซลเปนเซลลท์ มี สี ารลิกนินมาเกาะทีผนงั
เซลล์เปนจุดๆ โดยมีความหนาต่างกัน ทาํ ให้เซลลม์ ีลวดลายแตกต่าง กัน
ออกไปหลายแบบ
6.ไซเล็มพาเรคิมา (xylem parenchyma) มีรูปร่างเปนทรงกระบอกหนา้
ตดั กลมรหรอหน้าตัดหลายเหลยี ม มีผนงั เซลลบ์ างๆ เรยงตวั กันตามแนว
ลาํ ตน้ พชื เมือมอี ายมุ ากขนึ ผนงั เซลล์จะหนาขนึ ดว้ ย เนืองจากมสี ารลกิ นิน
(lignin) สะสมอยู่ และมรี ูเลก็ ๆ (pit) เกดิ ขึนด้วย ไซเล็มพาเรนไคมาบาง
ส่วนจะเรยงตัวกนั ตามแนวรัศมขี องลาํ ตน้ พืช เพือทําหน้าทีลาํ เลยี งนําและแร่
ธาตุต่างๆ ไปยังบรเวณด้านข้างของลําต้นพืช พาเรคมิ าทําหนา้ ทสี ะสม
อาหารประเภทแปง นํามัน และสารอนิ ทรย์อนื ๆ รวมทังทําหนา้ ทีลําเลียงนาํ
และแร่ธาตุต่างๆ ไปยังลาํ ต้นและใบของพชื
7.ไซเลม็ ไฟเบอร์ (xylem fiber) เปนเซลล์ทีมรี ูปร่างยาวแต่สนั กวา่ ไฟเบอร์
ทัวๆ ไป ตามปกตเิ ซลล์มลี ักษณะปลายแหลม มีผนงั เซลล์หนากวา่ ไฟเบอร์
ทัวๆ ไป มผี นงั กนั เปนหอ้ งๆ ภายในเซลล์ ทาํ หน้าทเี ปนโครงสร้างคาํ จนุ และ
ให้ความแขง็ แรงแก่ลําตน้ พชื
8.ซฟี ทิวบเ์ มมเบอร์ (sieve tube member) เปนเซลลท์ ีมีรูปร่างเปนทรง
กระบอกยาว เปนเซลล์ทีมีชวี ต ประกอบดว้ ย ช่องวา่ งภายในเซลล์
(vacuole) ขนาดใหญ่มาก เมือเซลล์เจรญเตบิ โตเต็มทีแล้วสว่ นของ
นิวเคลยี สจะสลายไปโดยทีเซลล์ยงั มี ชีวตอยู่ ผนงั เซลลข์ องซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์มี
เซลลโู ลส (cellulose) สะสมอยูเ่ ล็กนอ้ ย ซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์ทําหน้าทีเปนทาง
สง่ ผา่ นของอาหารทไี ดจ้ ากกระบวนการ สังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื โดยส่ง
ผา่ นอาหารไปยงั ส่วนต่างๆ ของลาํ ตน้ พชื
9.คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell) เปนเซลลพ์ เิ ศษทมี ตี น้ กาํ เนิดมา
จากเซลล์แม่เซลล์เดียวกนั กบั ซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์ โดยเซลลต์ ้นกาํ เนดิ 1 เซลล์
จะแบ่งตัวตามยาวได้ 2 เซลล์ โดยเซลลห์ นึงมขี นาดใหญ่ อกี เซลลห์ นงึ มี
ขนาดเลก็ เซลล์ขนาดใหญ่จะเจรญเติบโตไปเปนซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์ ส่วนเซลล์
ขนาดเล็กจะเจรญเติบโตไปเปนคอมพาเนียนเซลล์ คอมพาเนียนเซลลเ์ ปน
เซลล์ขนาดเล็กทีมรี ูปร่างผอมยาว มีลักษณะเปนเหลียม สว่ นปลายแหลม
เปนเซลลท์ มี ีชีวต มไี ซโทพลาซมึ ทีมีองค์ประกอบของสารเข้มขน้ มาก มี
เซลลูโลสสะสมอยู่ทีผนงั เซลลเ์ ล็กน้อย และมีรูเล็กๆ เพอื ใชเ้ ชือมตอ่ กับซีฟทิว
บเ์ มมเบอร์ ทําหน้าทชี ว่ ยเหลอื ซีฟทวิ บเ์ มมเบอร์ให้ทาํ งานได้ดีขนึ เมอื เซลล์
มีอายมุ ากขนึ เนืองจากเมอื ซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์มอี ายุมากขึนนวิ เคลียสจะสลาย
ตวั ไปทาํ ให้ทํา งานได้นอ้ ยลง
10.โฟลเอ็มพาเรงคมิ า (phloem parenchyma) เปนเซลล์ทมี ีชวี ต มีผนัง
เซลล์บาง มรี ูเลก็ ๆ ทผี นงั เซลล์ โฟลเอ็มพาเรงคิมาทาํ หน้าทสี ะสมอาหารทไี ด้
จากกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงของ พืช ลาํ เลียงอาหารไปยงั ส่วนต่างๆ
ของพชื และเสรมความแข็งแรงให้กับท่อลําเลียงอาหาร
11.โฟลเอ็มไฟเบอร์ (phloem fiber) มีลักษณะคล้ายกับไซเลม็ ไฟเบอร์ มี
รูปร่างลกั ษณะยาว มหี นา้ ตดั กลมหรอร ทําหนา้ ทีชว่ ยเสรมความแข็งแรงให้
กบั ท่อลาํ เลยี งอาหารและสะสมอาหารให้แก่พืช
12.การแพร่ของสาร (Diffusion) คือการเคลือนทขี องโมเลกุลหรอการก
ระจายตวั ของอนภุ าคภายในสสาร จากบรเวณทมี คี วามเข้มขน้ สงู ไปยงั
บรเวณทีมคี วามเข้มข้นตาํ โดยอาศยั พลังงานจลน์ (Kinetic Energy)
ของโมเลกุลหรอไอออนของสาร ใหเ้ กิดการกระจายตัวอย่างสมําเสมอ เพือ
สร้างสมดุลใหท้ งั สองบรเวณมีความเข้มขน้ ของสารเท่ากนั หรอทเี รยกวา่
“สมดลุ ของการแพร่” (Diffusion Equilibrium) โดยการแพร่นันเกิด
ขนึ ได้ในทุกสถานะของสสาร ทังของแขง็ ของเหลว และกา๊ ซ
13.ออสโมซิส (Osmosis) หมายถงึ การเคลอื นทีของโมเลกลุ ของ
นําจากบรเวณทีมคี วามเข้มข้นของนาํ มาก (มจี าํ นวนโมเลกลุ ของนํา
มาก) ไปยังบรเวณทมี คี วามเข้มข้นของนาํ นอ้ ย (มจี าํ นวนโมเลกุล
ของนาํ นอ้ ย) โดยผา่ นเยือกันบาง ๆ ซึงจะทําหนา้ ทเี ปน เยอื เลอื ก
ผา่ น (Semi - permeable membrane)เยอื เลือกผ่าน คอื เยือ
บาง ๆ ทยี อมใหส้ ารบางอย่างผา่ นไดแ้ ตส่ ารบางอย่างผ่านไม่ได้
ตวั อยา่ งเชน่ เยอื ห้มุ เซลล์ทที าํ หนา้ ทเี ปนเยือเลอื กผา่ นออสโมซิส
(Osmosis) หมายถึง การเคลือนทขี องโมเลกุลของนาํ จากบรเวณที
มคี วามเข้มข้นของนาํ มาก (มจี าํ นวนโมเลกลุ ของนํามาก) ไปยัง
บรเวณทีมีความเขม้ ขน้ ของนาํ น้อย (มีจํานวนโมเลกุลของนาํ น้อย)
โดยผ่านเยือกนั บาง ๆ ซึงจะทาํ หนา้ ทีเปน เยอื เลือกผา่ น (Semi -
permeable membrane)เยือเลือกผา่ น คอื เยอื บาง ๆ ทยี อมให้
สารบางอย่างผ่านไดแ้ ตส่ ารบางอย่างผา่ นไม่ได้ ตัวอยา่ งเชน่ เยือ
ห้มุ เซลล์ทีทําหนา้ ทเี ปนเยอื เลอื กผ่าน
14.เลนทเิ ซล (lenticel) หมายถงึ รอยแตกทผี ิวของลําตน้
หรอกงิ ซึงพชื อาจสูญเสยี นําทางเลนทิเซลได้
15.กตั เทชัน (Guttation) คอื กระบวนการคายนาํ ของพืช
ในรูป ของหยดนาํ ทางรูเลก็ ๆ คือ รูไฮดาโทด
(hydathode)