The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ab0982346325, 2021-07-30 09:46:09

มวยไทย

มวยไทย

ประวตั ิความเปน็ มาของกีฬามวยไทย

1. มวยไทยกับคนไทย ....จากการจาแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ คนไทยมีเชื้อชาติอยู่ในกลุ่ม
มองโกเลีย ลักษณะร่างกายโดยทั่วไปตัวเล็กกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว ความสูงโดยเฉล่ีย 5 ฟุต 3
นิ้ว ร่างกายล่าสัน สมส่วน ทะมัดทะแมง น้าหนักตัวน้อย มีความคล่องตัวและยืดหย่นุ สูง มือมีเน้ือนุ่ม
น่ิม ผิวสีน้าตาลอ่อน ผมดกดา ขนตามตัวมีน้อย เคราไม่ดกหนา รูปศีรษะเป็นสัดส่วนดี ลูกตาสีดาตา
ขาวมีสีเหลืองเล็กน้อย กระพุ้งแก้มอวบอูม ใบหน้ากลม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเมืองร้อน
ใกล้เส้นศูนย์สูตรประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้า ใช้เรือเป็นพาหนะ จึงทาให้คนไทยสวม
เส้ือผ้าน้อยชิ้น ไม่สวมหมวกและรองเท้า สามารถใช้อวัยวะหมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างคล่องแคล่ว
ว่องไว จึงนาไปผสมผสานกับการใช้อาวุธมดี ดาบ หอก เพ่อื ป้องกนั ตนเองและป้องกันประเทศ ....มวย
ไทยนั้นมีมาพร้อมกับคนไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาช้านาน ในสมัยโบราณประเทศ
ไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพ่ือนบ้านหลายประเทศ จึงมีการสู้รบกันอยู่เสมอๆ ดังน้ันชายไทย
จึงนิยมฝึกมวยไทยควบคู่กับการฝึกอาวุธ ต่อมาได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มี
เอกลักษณ์เฉพาะตัวมากข้ึน มีลีลาการเคล่ือนไหวท่ีสวยงามแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน สามารถ
ฝึกเพ่ือป้องกันตนเอง เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย และเพ่ือเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 2. มวย
ไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ....สมัยกรุงสุโขทัยเร่ิมประมาณ พ.ศ.1781 - 1951 รวมระยะเวลา 140 ปี
หลักฐานจากศิลาจารึกกล่าวไว้ชัดเจนว่า กรุงสุโขทัยทาสงครามกับประเทศอ่ืนรอบด้าน จึงมีการฝึก
ทหารให้มีความรู้ความชานาญในรบด้วยอาวุธ ดาบ หอก โล่ห์ รวมไปถึงการใช้อวัยวะของรา่ งกายเขา้
ช่วยในการรบระยะประชิดตวั ดว้ ย เช่น ถบี เตะ เขา่ ศอก เพ่อื เพิ่มประสิทธภิ าพในการรบ ....หลงั เสรจ็
สงครามแล้ว ชายหนุ่มในสมัยกรุงสุโขทัยมักจะฝึกมวยไทยกันทุกคนเพื่อเสริมลักษณะชายชาตรี เพ่ือ
ศิลปะป้องกันตัว เพื่อเตรียมเข้ารับราชการทหารและถือเป็นประเพณีอันดีงาม ในสมัยน้ันจะฝึกมวย
ไทยตามสานักท่ีมีชื่อเสียง เช่น สานักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี นอกจากน้ียังมีการฝึกมวยไทยตาม

ลานวัดโดยพระภกิ ษุอีกด้วย วิธีฝึกหัดมวยไทยในสมัยกรงุ สุโขทัย ครูมวยจะใช้กลอุบายให้ศิษย์ ตักน้า
ตาข้าว ผ่าฟืน ว่ายน้า ห้อยโหนเถาวัลย์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและอดทนก่อนจึงเร่ิมฝึกทักษะ โดย
การผูกผ้าขาวม้าเป็นปมใหญๆ่ ไว้กับกิ่งไม้ แล้วชกให้ถูกด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก นอกจากน้ียังมีการฝกึ
เตะกับต้นกล้วย ชกกับคู่ซ้อม ปล้ากับคู่ซ้อม จบลงด้วยการว่ายน้าเพื่อทาความสะอาดร่างกายและ
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน ครูมวยจะอบรมศีลธรรมจรรยา ทบทวนทักษะมวยไทยท่าต่างๆ จาก
การฝึกในวันน้ันผนวกกับทักษะท่าต่างๆ ที่ฝึกก่อนหน้านี้แล้ว ....สมัยกรุงสุโขทัยมวยไทยถือว่าเป็น
ศาสตร์ช้ันสูงถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มี
สมรรถภาพร่างกายดีเยี่ยม เป็นกษัตริย์ท่ีเก่งกล้าสามารถในการปกครองประเทศต่อไป ดังความ
ปรากฏตามพงศาวดารว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์กษัตริย์กรุงสุโขทัยพระองค์แรกทรงเห็นการณ์ไกลส่ง
เจ้าชายรว่ งองคท์ ี่ 2 อายุ 13 พรรษา ไปฝกึ มวยไทยที่ สานักสมอคอน แขวงเมืองลพบรุ ี เพอ่ื ฝึกให้เป็น
กษัตริย์ที่เก่งกล้าในอนาคต และในปี พ.ศ. 1818 - 1860 พ่อขุนรามคาแหงได้เขียนตาหรับพิชัย
สงคราม ข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทยด้วย นอกจากน้ีพระเจ้าลิไท เม่ือครั้งยังทรงพระเยาว์ทรง
ไดร้ ับการศึกษาจากสานักราชบัณฑติ ในพระราชวังมีความรู้แตกฉานจนได้รับยกย่องวา่ เปน็ ปราชญ์ ซึ่ง
สานักราชบัณฑิตมิได้สอนวิชาการเพียงอย่างเดียว พระองค์ต้องฝึกภาคปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย
โดยเฉพาะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าแบบมวยไทย และการใช้อาวุธ คือ ดาบ หอก มีด โล่ห์ธนู
เป็นตน้

มวยไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ....สมัยกรุงศรีอยุธยาเร่ิมประมาณ พ.ศ.1988 - 2310 ระยะเวลา 417
ปี บางสมัยก็มีศึกกับประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า และเขมร ดังน้ันชายหนุ่มสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงต้อง
ฝึกฝนความชานาญในกานต่อสู้ด้วยอาวุธและศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่า โดยมีครูผู้เช่ียวชาญ
ทางการตอ่ สู้เปน็ ผู้สอน การฝึกเรม่ิ จากในวังไปสปู่ ระชาชน สานักดาบพุทธไทสวรรคเ์ ปน็ สานักดาบท่ีมี
ช่ือเสียงสมัยอยุธยา มีผู้นิยมไปเรียนมาก ซึ่งในการฝึกจะใช้อาวุธจาลอง คือดาบหวายเรียกว่า กระบ่ี
กระบอง นอกจากน้ียังต้องฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า เรียกว่า มวยไทย ควบคู่กันไปด้วย ใน
สมัยน้ีวัดยังคงเปน็ สถานทใ่ี หค้ วามรู้ทง้ั วิชาสามัญและวชิ าปฏิบัตใิ นเชงิ อาวุธควบค่กู ับมวยไทยอีกดว้ ย

• สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2133 - 2147) ....พระองค์ทรงเลือกคนหนุ่มรุ่นราว
คราวเดียวกับพระองค์มาทรงฝกึ หัดดว้ ยพระองค์เอง โดยฝึกให้มีความกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นตนเอง
ใชอ้ าวุธได้ทุกชนิดอย่างชานาญ มีความสามารถในศิลปะการต่อสู้มวยไทยดีเยี่ยม และพระองค์ทรงต้ัง
กองเสือป่าแมวมอง เป็นหน่วยรบแบบกองโจร ซ่ึงทหารกองน้ีเองมีบทบาทมากในการกอบกู้เอกราช
จากพมา่ ในปี พ.ศ.2127

• สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2147 - 2233) ....สภาพบ้านเมืองสงบร่มเย็น มี
ความเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงให้การส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาอย่างกวา้ งขวาง โดยเฉพาะมวย

ไทยนั้นนิยมกันมากจนกลายเป็นกีฬาอาชีพ มีค่ายมวยเกิดข้ึนมากมาย มวยไทยสมัยน้ีชกกันบนลาน
ดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบชุบแป้งหรือน้ามันดินจน
แข็งพันมือ เรียกว่า คาดเชือก หรือ มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้น
แขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกด้วยความสมัครใจท้ังสองฝ่าย ไม่คานึงถึงขนาดร่างกายลาอายุ
กตกิ าการชกง่ายๆ คือ ชกจนกว่าฝ่ายหน่ึงฝา่ ยใดจะยอมแพ้ ในงานเทศกาลต่างๆ ตอ้ งมีการจดั แข่งขัน
มวยไทยด้วยเสมอ มีการพนันกันระหว่างนักมวยที่เกง่ จากหมบู่ ้านหน่ึงกับนกั มวยที่เก่งจากอีกหมู่บ้าน
หนงึ่

• สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ.2240 - 2252) ....สมัยพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสุรศักดิ์
พระองค์ทรงโปรดการชกมวยไทยมาก คร้ังหน่ึงพระองค์ได้เสด็จไปท่ีตาบลหาดกรวด พร้อมด้วย
มหาดเลก็ อีก 4 คน แต่งกายแบบชาวบ้านไปเท่ียวงานแล้วเข้าร่วมการเปรียบคู่ชก นายสนามร้เู พียงว่า
พระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุงจึงจัดให้ชกกับนักมวยฝีมือดีจากสานักมวยเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่ง
ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก ซึ่งพระองค์ชกชนะทั้งสามคน
รวด นกจากนี้พระองค์ทรงฝึกฝนให้เจ้าฟ้าเพชรและเจ้าฟ้าพร พระราชโอรสให้มีความสามารถในดา้ น
มวยไทย กระบีก่ ระบองและมวยปล้าอีกดว้ ย

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ....พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้มีกรมมวยหลวงข้ึนโดยให้คัดเลือกเอา
ชายฉกรรจ์ท่ีมีฝีมือในการชกมวยไทยเข้าต่อสู้กันหน้าพระที่นั่ง แล้วคัดเลือกผู้มีฝีมือเลิศไว้เป็นทหาร
สนิท และทหารรักษาพระองค์ เรียกว่า "ทหารเลือก" สังกัดกรมมวยหลวง มีหน้าท่ีรักษาความ
ปลอดภัย ภายในพระราชวังหรือตามเสด็จในงานต่างๆ ทั้งยังเป็นครูฝึกมวยไทยให้ทหารและพระราช
โอรสอกี ด้วย

สมัยกรงุ ศรอี ยุธยาตอนปลาย หลังจากพา่ ยแพแ้ ก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 มนี กั มวยมชี ือ่ เสียงสอง
คน ดังนี้

1. นายขนมต้ม เป็นเชลยไทยที่ถูกกวาดต้อนไปครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่ 2 เม่ือปี พ.ศ.2310
ต่อมาในปี พ.ศ.2317 พระเจ้ากรุงอังวะ กษัตริย์พม่าโปรดให้จัดงานพิธีสมโภชมหาเจดีย์ใหญ่ ณ เมือง
รา่ งกุ้ง ทรงตรสั ใหห้ านกั มวยไทยฝมี ือดี มาเปรียบกับนักมวยพม่า แลว้ ใหช้ กกนั ท่หี นา้ พระทนี่ ่ัง ในวันท่ี
17 มีนาคม พ.ศ.2317 ซ่ึงนายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าถึง 10 คน โดยไม่มีการพักเลย การชกชนะ
คร้ังน้ีเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยในต่างแดนเป็นคร้ังแรก ดังน้ันนายขนมจึงเปรียบเสมือน "บิดา
มวยไทย" และวันที่ ๑๗ มนี าคม ถอื วา่ เป็นวันมวยไทย

2.พระยาพิชัยดาบหัก (พ.ศ.2284 - 2325) เดิมชื่อจ้อย เป็นคนเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความรู้
ความสามารถเชิงกีฬามวยไทยมาก ได้ฝึกมวยไทยจากสานักครูเที่ยงและใช้วิชาความรู้ชกมวยไทยหา
เลี้ยงตัวเองมาจนอายุได้ 14 ปี แล้วจึงฝึกดาบ กายกรรม และมวยจีนจากคนจีน ด้วยฝีมือเป็นเลิศใน

เชิงมวยไทยและดาบ เป็นที่ปรากฏแก่สายตาของพระยาตาก จึงนาเข้าไปรับราชการได้บรรดาศักด์ิ
เป็นหลวงพิชัยอาสา หลังจากพระเจ้าตากส้ินได้กรุงธนบุรีเป็นราชธานี ก็ให้พระยาพิชัยไปครองเมือง
พิชัยบ้านเมืองเดิมของตนเอง ในปี พ.ศ.2314 พม่ายกทับมาตีเมืองเชียงใหม่แล้วเลยมาตีเมืองพิชัย
พระยาพิชัยนาทหารออกสู้รบ การรบถึงขั้นตะลุมบอน จนดาบหักทั้งสองข้าง จึงได้นามว่า พระยา
พิชยั ดาบหัก

สมัยกรุงธนบรุ ี สมัยกรุงธนบุรเี ริ่ม พ.ศ.2310 - 2324 ระยะเวลา 14 ปี บ้านเมืองอยู่ระหวา่ งการฟ้นื ฟู
ประเทศ หลังจากการกู้อิสรภาพคืนมาได้ การฝึกมวยไทยสมัยน้ีเพื่อการสงครามและการฝึกทหาร
อย่างแท้จริง ในยุคน้ีมีนักมวยฝีมือดีมากมาย เช่น นายเมฆบ้านท่าเสา นายเที่ยงบ้านเก่ง นายแห้ว
แขวงเมืองตาก นายนิลทงุ่ ยงั้ นายถึกศิษย์ครนู ิล สว่ นนกั มวยท่เี ป็นนายทหารเลือกของพระเจ้าตากสิน
ได้แก่ หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสนห่ า ขุนอภัยภักดี นายหมึก นายทองดี ฟันขาว หรือพระยาพิชัย
ดาบหัก การจัดชกมวยในสมัยกรุงธนบุรี นิยมจัดนักมวยต่างถิ่น หรือลูกศิษย์ต่างครูชกกัน กติกาการ
แข่งขันยังไม่ปรากฏชัดเจน ทราบเพียงแต่ว่าชกแบบไม่มีคะแนน จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ไป
สงั เวยี นเป็นลานดนิ ส่วนมากเปน็ บริเวณวดั นักมวยยังชกแบบคาดเชอื กสวมมงคล และผกู ประเจียดที่
ต้นแขนขณะทาการแข่งขนั

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กีฬามวยไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลท่ี 1 ถึงรัชกาลท่ี 4 พ.ศ.
2325 - 2411 ระยะเวลา 86 ปี กีฬามวยไทยยังเปน็ ศิลปะประจาชาติ มีการจดั แข่งขันในงานเทศกาล
ประจาปี กติกาเร่ิมมีการกาหนดเวลาการแข่งขันเป็นยก โดยใช้กะลามะพร้าวที่มีรูลอยน้าถ้า
กะลามะพร้าวจมถึงก้นอา่ งกจ็ ะตกี ลองเปน็ สญั ญาณหมดยก การแข่งขนั ไมก่ าหนดยก ชกกันจนกว่าอีก
ฝา่ ยหน่งึ จะยอมแพ้

สมัยรัชกาลท่ี 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ 2325- 2352)
พระองค์ทรงฝึกหัดมวยไทยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงสนพระทัยในการเสด็จทอดพระเนตร
การแขง่ ขนั ชกมวยไทยอยเู่ สมอ ในปี พ.ศ.2331 พอ่ ค้าชาวฝร่ังเศสสองพ่ีน้องเดินทางไปค้าขายท่ัวโลก
ด้วยเรือกาบ่ัน คนน้องเป็นนักมวยฝีมือดี เท่ียวพนันชกมวยมาหลายเมืองเดินทางมาถึง
กรุงเทพมหานครจึงได้ล่ามกราบเรียนพระยาพระคลัง ขอชกมวยพนันกับคนไทยพระยาพระคลังได้นา
ความขึ้นกราบทูลรัชกาลท่ี 1 พระองค์ทรงตรัสปรึกษากับกรมพระราชวังบวรพระอนุชา ซ่ึงเป็นผู้มี
ฝีมือมวยไทย และคุมกรมมวยหลวงอยู่ในขณะนั้น รับตกลงพนันกันเป็นเงิน 50 ช่ัง กรมพระราชวัง
บวรคัดเลือกทนายเลอื กวังหนา้ ฝีมือดีช่ือ หมื่นผลาญต่อสู้กับนักมวยฝร่ังเศสครง้ั น้ี สังเวียนการแข่งขัน
จัดสร้างข้ึนท่ีสนามหลงั วดั พระแก้ว โดยใช้เชือกเส้นเดียวผูกกับเสา 4 ต้น สูงประมาณ 70 เซนติเมตร
ขึงก้ันบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 20 เมตร ด้านหน้าปลูกพลับพลาที่ประทับ
กติกาการแข่งขันไม่มีการให้คะแนน ชกกันจนกว่าจะแพ้ชนะกันโดยเด็ดขาด เม่ือใกล้เวลาชกทรงตรสั

สง่ั ให้แตง่ ตวั หมน่ื ผลาญ ด้วยการชโลมนา้ มนั วา่ นยาตามรา่ งกาย ผกู ประเจยี ดเคร่อื งรางทตี่ ้นแขน แลว้
ให้ขี่คอคนมาส่งถึงสังเวียนเมือการแข่งขันเริ่มขึ้น ฝรั่งได้เปรียบรูปร่าง เข้าประชิดตัว พยายามจะปล้า
เพอื่ หักคอและไหปลารา้ หมืน่ ผลาญพยายามปิดป้อง ปดั เปิด สลบั กบั เตะถีบชิงต่อยแล้วถอยวนหนียิ่ง
ชกนานฝร่ังยิง่ เสียเปรยี บเพราะทาอะไรไม่ได้ ฝรั่งพี่ชายเหน็ วา่ ถ้าชกต่อไปน้องชายคงเสียเปรียบแนจ่ งึ
ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขวางก้ันไม่ให้หมื่นผลาญถอยหนี การกระทาเหมือนช่วยกัน จึงเกิดมวยหมู่
ระหว่างพวกฝร่ังกับพวกทนายเลือก ฝร่ังบาดเจ็บหลายคน รัชกาลที่ 1 พระราชทานหมอยาหมอนวด
ไปรักษาพยาบาล เมอื่ หายดแี ลว้ ฝร่งั เศสสองพน่ี อ้ งก็ออกเรือกลบั ไป

• สมยั รชั กาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย (พ.ศ.2352 - 2367) ......เม่ือทรง
พระเยาว์ พระองค์ทรงฝึกมวยไทยจากสานักวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) จากสมเดจ็ พระวัน
รตั (ทองอยู่) ซง่ึ เคยเป็นแม่ทบั เก่า ครัน้ เมอื่ พระชนม์อายุ 16 พรรษา ไดเ้ สด็จมาประทับในพระราชวัง
เดิมและทรงฝึกมวยไทยจากทนายเลือกเพ่ิมเติมอีก อีกท้ังทรงโปรดใหญ่สร้างสนามมวยที่สนามหญ้า
บริเวณวังหลัง และทรงเปลีย่ นคาว่า "ราหมัด รามวย" มาเปน็ "มวยไทย"

• สมัยรัชกาลท่ี 3 พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2367 -2394) .......พระองค์
ทรงฝึกมวยไทยจากทนายเลือกในรัชกาลท่ี 2 ในสมัยนี้ประชาชนตามหัวเมืองยังคงนิยมฝึกมวยไทย
และกระบี่กระบองกันอยู่ ด้วยเหตุผลนี้เองท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองโคราช จึง
สามารถคมุ ทับออกตอ่ ส้เู อาชนะกองทัพของเจ้าอนุวงค์แห่งเมืองเวียงจันทร์ รักษาเมอื งไวไ้ ด้

• สมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394 - 2411) ......ในขณะท่ีทรงพระ
เยาว์ ทรงแต่งองค์อยา่ งกุมารชกมวยไทย และเล่นกระบ่ีกระบองโชว์ในงานสมโภชหน้าพระอุโบสถ วัด
พระศรีรัตนศาสดาราม ในสมัยน้ีเป็นหัวเล้ียวหัวต่อของอารยธรรมตะวันตกเร่ิมแพร่หลายเข้ามาใน
ประเทศไทย แต่มวยไทยยังคงเป็นกีฬาประจาชาติอยู่

• สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2411 - 2453) ......
พระองค์ทรงฝึกมวยไทยจากสานักมวยหลวง ซึ่งมีปรมาจารย์หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวงเป็นผู้
ถวายการสอน ทาให้พระองค์โปรดกีฬามวยไทยมาก เสด็จทอดพระเนตรการชกมวยหน้าพระที่นั่ง
ทรงโปรดให้ข้าหลวงหัวเมืองต่างๆ คัดนักมวยฝีมือดีมาชกกันหน้าพระท่ีนั่งเพ่ือหานักมวยท่ีเก่งท่ีสุด
เข้าเป็นทหารรักษาพระองค์ สังกัดกรมมวยหลวง .....พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของกีฬาประจาชาติ จึง
ตรัสให้มีการแข่งขันมวยไทยข้ึนท่ัวประเทศ เพ่ือให้เกิดความนิยมกีฬามวยไทยมากข้ึน นอกจากน้ีทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าให้มี "มวยหลวง" ตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทาหน้าที่ฝึกสอน จัดการแข่งขัน และ
ควบคุมการแข่งขันมวยไทย เม่ือมีงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น งานโสกันต์ งานพระเมรุหรืองานรับแขก
เมือง สานกั พระราชวงั จะออกหมายเรยี กใหม้ วยหลวงนาคณะนักมวย คณะปกี่ ลองมารว่ มแสดงในงาน
ด้วย ดังเช่นในงานศพของ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ซึ่งจัดขึ้นท่ีท้องทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) ด้านป้อม

เผด็จดัสกร ในงานน้ีพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีการจัดแข่งขันมวยไทยหน้าพระที่นั่ง มี
นักมวยฝีมือดีจากต่างจังหวัดหลายคนชกชนะคู่ต่อสู้ได้รับพระราชทาน "หม่ืน" ดังนี้ 1. หม่ืนมวยมีช่ือ
คือ นายปล่อง จานงทอง นักมวยฝีมือดีจากเมืองไชยา ผู้ชกด้วยท่าเสือลากหางเข้าจับทุ่มคู่ต่อสู้จน
ไดร้ บั ชัยชนะหลายครงั้ 2. หมื่นมวยแมน่ หมัด คือ นายกลง้ิ ไม่ปรากฏนามสกุล นักมวยฝมี อื ดจี ากเมือง
ลพบรุ ี ผู้มีลลี าการชกฉลาด รกุ รับ หลบหลีกวอ่ งไว ใช้หมัดตรงได้อย่างดียอดเย่ียม 3. หมน่ื ชงดั เชิงชก
คือ นายแดง ไทยประเสริฐ นักมวยฝีมือดีจากเมืองโคราช ผู้มีการเตะที่รุนแรง และมีหมัดเหวี่ยงอัน
เลื่องลือ สมยานามว่า "หมัดเหว่ียงควาย" ...ปี พ.ศ.2430 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง
กรมศึกษาธิการข้ึน ให้มวยไทยเป็นวิชาหน่ึงในหลักสูตรของโรงเรียนครูฝึกหัดพลคึกษา และโรงเรียน
นายร้อยพระจุลจอมเกลา้ ในสมยั นี้เป็นท่ียอมรับวา่ คอื ยคุ ทองของมวยไทย

• สมยั รัชกาลท่ี 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หวั (พ.ศ.2453 - 2468) ...ในระหว่าง
ปี พ.ศ.2457 - 2461 ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งท่ี 1 ณ
เมืองมาเซย์ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพลโทพระยาเทพหัสดินเป็นแม่ทัพคุมทหารไทยไปร่วมรบในครง้ั นี้
ทา่ นเป็นผูส้ นใจมาก ได้จดั มวยไทย ชกมวยไทยโชว์ใหท้ หารและประชาชนชาวยโุ รปชม สรา้ งความชื่น
ชอบและประทับใจอย่างยิ่ง ซ่ึงนับเป็นคร้ังแรกที่มวยไทยเริ่มเผยแพร่ในยุโรป ....ปี พ.ศ.2464 หลัง
สงครามโลกครง้ั ที่ 1 ...สนามมวยสวนกุหลาบเป็นสนามมวยถาวรแห่งแรกที่จดั การแข่งขันเป็นประจา
บนสนามฟุตบอลภายในโรงเรียนสวนกุหลาบ ระยะเริ่มแรก ผู้ชมจะน่ังและยืนรอบสังเวียนซ่ึงเป็นรูป
สีเ่ หลี่ยมจตั รุ สั กวา้ งประมาณด้านละ 26 เมตร ขดี เส้นกั้นบริเวณห้ามผ้ชู มล้าเขตสังเวียน นกั มวยคาด
เชือกที่มือด้วยด้ายดิบ สวมมงคล ผูกประเจียดไว้ท่ีต้นแขน สวมกางเกงขาส้ัน สวมกระจับบุนวม
ป้องกันอวัยวะท่ีสาคัญ และใช้ผ้าคาดทับรอบเอวอย่างแน่นหนาอีกคร้ัง ไม่สวมเสื้อและรองเท้า
กรรมการผู้ช้ีขาดแต่งกายด้วยชุดผ้าม่วงนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตนและสวมถุงเท้าขาว ....
มวยคู่ผู้ที่สนใจมาก คือ หมื่นมวยแม่นหมัด นกมวยฝีมือดีในสมัยรัชกาลท่ี 5 ซึ่งอายุได้ 50 ปี ชกกับ

นายผ่อง ปราบสบถ นักมวยหนมุ่ ฝมี อื ดี รปู รา่ งสงู ใหญ่ อายุ 22 ปี จากโคราช การชกครั้งนีเ้ พือ่ แก้แค้น
แทนบิดาท่ีแพ้หม่ืนมวยแม่นหมัด เมื่อคร้ังชกกันหน้าพระที่น่ังงานพระเมรุขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ การ
แข่งขันใช้เวลา 2 นาที หมื่นมวยแม่นหมัดถูกหมัดเหว่ียงควายของนายผ่อง ล้มนอนหมดสติกับพ้ืน
สนาม ผู้ชมต่างต่ืนเต้นกับชัยนะของนายผ่อง วิ่งเข้าห้อมล้อมเพ่ือแสดงความยินดี ทาให้เกิดความ
วุ่นวาย เจ้าที่และลูกเสือต้องทางานหนัก จากเหตุการณ์คร้ังน้ีคณะกรรมการจัดมวยจึงจัดประชุมเพ่ือ
หาทางแก้ไข ในทส่ี ดุ ตกลงสรา้ งเวทีมวยขึ้นใหม่ในวันรุ่งข้ึน โดยยกพืน้ เวทีสูง 4 ฟตุ ปูพ้ืนด้วยเส่ือจันท
บรู ณห์ ลายผืนเย็บติดกัน มีเชือกกัน้ เวทีขนาด 1 นิ้ว มีช่องตรงมุมบันไดสานักมวยและผู้ตัดสินข้ึนลง ผู้
ตัดสนิ แต่งเครือ่ งแบบเสอื ป่าเตม็ ยศ มีเจา้ หนา้ ท่รี ักษาเวลาโดยใชน้ าฬิกาจบั เวลา 2 เรอื น ใช้เสียงกลอง
เป็นสัญญาณการชกแข่งขันกัน 11 ยกๆ ละ 3 นาที ต้องแยกจากกันเมื่อผู้ตัดสินสั่งแยก ห้ามกัด ห้าม
ซ้า ใช้ลูกติดพันได้ ถ้าคู่ต่อสู้ล้มให้ไปยืนรอที่มุมกลาง มีวงมโหรีป่ีกลองของหม่ืนสมัคร เสียงประจิตร
บรรเลงให้จังหวะขณะแขง่ ขัน ....ประชาชนสนใจเข้าชมการแขง่ ขนั กันมากและเรยี กร้องใหจ้ ดั ต่อไปอีก
รัชกาลท่ี 6 จึงทรงโปรดเกล้าให้พระยานนทิเสนสเุ รนทรภักดี แม่กองเสือป่า จัดแข่งขันชกมวยเพ่ือหา
ทุนซื้อปืนให้กองเสือป่า โดยให้สมุเทศาภิบาลและข้าหลวงหัวเมืองต่างๆ จัดนักมวยฝีมือดีมาชกกัน
นักมวยส่วนใหญ่จากต่างจังหวัดจะพกั ทห่ี ้องสโมสรเสือปา่ บรเิ วณสวนดุสติ เมื่อนักมวยเปรียบคู่ได้แล้ว
นักข่าวจะถ่ายภาพทาโฆษณา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกท่ีมีการโฆษณา การแข่งขันมวยไทย ...มวยคู่
ประวัติศาสตร์ท่ีสามารถทาเงินได้มากท่ีสุดในยุคน้ัน คือ นายยัง หาญทะเล กับ จี๊ฉ่าง (โฮ้ว จงกุ๋น)
นักมวยจีน ผลการแข่งขนั จีฉ๊ ่างถกู ชกทใ่ี บหน้าแล้วเตะตามที่ก้านคอล้มลงนอนน่งิ ผ้ตู ดั สนิ นับ 10 กไ็ ม่
สามารถลุกข้ามาตอ่ สไู้ ด้

• สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2468 - 2477) ....ระหว่างปี
พ.ศ.2466 - 2472 พลโทพระยาเทพหัสดินได้สร้าง สนามมวยหลักเมืองท่าช้าง ข้ึน บริเวณโรงละคร
แห่งชาติปัจจุบัน เวทีมีเชือกกั้นเส้นใหญ่ข้ึน เชือกแต่ละเส้นขึงตึงเป็นเส้นเดียวไม่เปิดช่องตรงมุม
สาหรับขนึ้ ลงเหมอื นกับยุคเก่า เพือ่ ปอ้ งกนั นักมวยตกเวทีตรงช่องน้ีและจดั การแข่งขนั เปน็ ประจาทุกปี
....ปี พ.ศ.2472 รัฐบาลมีคาส่ังให้การแข่งขันชกมวยไทยท่ัวประเทศสวมนวมชกได้ ตังอย่างการสวม
นวมจากนักมวยฟิลิปปินส์ที่เข้ามาชกมวยสากลในประเทศไทย ทั้งนี้สาเหตุเนื่องจาก นายแพ เลี้ยง
ประเสริฐ นักมวยฝีมือดีจากบ้านท่าเสา จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ได้ตอ่ ย นายเจยี แขกเขมร ตายดว้ ยหมดั คาด
เชือก ...ในวนั เสาร์ที่ 9 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2472 เจา้ คณุ คธาธรบดี ไดเ้ ริ่มจดั การแข่งขันชกมวยไทยข้ึนที่
สวนสนุกภายในบริเวณสวนลุมพินีร่วมกับมหรศพอื่นๆ โดยคัดเอานักมวยฝีมือดีชกกันทุกวันเสาร์
เนือ่ งจากเจา้ คุณเป็นคนทันสมยั จงึ เวทีมวยแบบมาตรฐานสากล คือ มเี ชอื ก 3 เสน้ ใช้ผ้าใบปพู ื้น มมี ุม
แดง น้าเงิน มีผู้ตัดสินให้คะแนน 2 คน มีผู้ช้ีขาดการแข่งขันบนเวที 1 คน ให้สัญญาณด้วยระฆังเป็น
คร้ังแรก และในวันเสาร์ท่ี 30 ธันวาคม พ.ศ.2472 ในรายการต้อนรับวันปีใหม่ คู่เอกระหว่างสมาน
ดิลกวิลาศ กับ เดช ภ่ภู ิญโญ มวยประกอบรายการไดแ้ ก่ นายแอ มว่ งดี กบั สุวรรณ นวิ าสะวัตร ซึง่ นาย

แอ ม่วงดี ไดน้ าเอากระจับเหลก็ มาใช้ป้องกันอวัยวะสาคัญทาให้นักมวยคนอ่นื ๆ หนั มาใชก้ ระจับเหล็ก
ตั้งแต่น้ันเปน็ ต้นมา

• สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล (พ.ศ.2477 - 2489) ....
ระหว่างปี พ.ศ.2478 - 2484 คหบดีผู้มีชื่อเสียงในสมัยน้ันได้สร้างเวทีมวยขึ้นบริเวณท่ีดินของเจ้าเชต
ช่ือ สนามมวยสวนเจ้าเชต ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมรักษาดินแดน การดาเนินการจัดการแข่งขันเป็นไป
ด้วยดี เน่ืองจากทหารเข้ามาควบคุม เพื่อนารายไปบารุงกิจการทหาร จัดการแข่งขันกันติดต่อหลายปี
จึงเลิกไปเพราะเกิดสงครามโลกคร้ัง ที่ 2 กองทัพญ่ีปุ่นบุกเข้าประเทศไทย เมื่อวันท่ี 8 ธันวาคม พ.ศ.
2484 ...ระหว่างปี พ.ศ.2485 -2487 สงครามโลกคร้ังท่ี 2 กาลังจะสงบแต่ยังคงมีเครื่องบินข้าศึกบิน
ลาดตระเวนอยู่ท้ังกลางวันกลางคืน จาเป็นต้องจัดการแข่งขันชกมวยไทยตามโรงภาพยนต์ต่างๆ ใน
เวลากลางวัน เช่น สนามมวยพัฒนาการ สนามมวยท่าพระจันทร์ สนามมวยวงเวียนใหญ่ เน่ืองจาก
ประชนยังคงให้ความสนใจมวยไทยอยู่ ....วันท่ี 23 ธันวาคม พ.ศ.2488 สนามมวยเวทีราชดาเนินได้
เปิดสนามทาการแข่งขันครั้งแรก มีนายปราโมทย์ พ่ึงสุนทร เป็นนายสนามมวยคนแรก พระยาจินดา
รักษ์เป็นกรรมการบริหารเวที ครูชิต อัมพลสิน เป็นโปรโมเตอร์ จัดชกเป็นประจาในวันอาทิตย์เวลา
16.00 - 17.00 น. ใช้กติกาของกรมพลศึกษา ปี พ.ศ.2480 ชก 5 ยกๆละ 3 นาที พักระหว่างยก 2
นาที ในระยะแรกช่ัง น้าหนักตัวนักมวยด้วยมาตราส่วนเป็นสโตนเหมือนนา้ หนักม้า อีก 2 ปีต่อมา จึง
เปล่ียนเป็นกิโลกรัม ปี พ.ศ.2491 เปล่ียนน้าหนักนักมวยเป็นปอนด์ เพื่อให้เป็นระบบสากลมากขึ้น
และเรียกชื่อรุ่นตามน้าหนัก เช่น น้าหนักไม่เกิน 112 ปอนด์ รุ่นปลายเวท น้าหนักไม่เกิน 118 ปอนด์
รุ่นแบนตัมเวท เป็นต้น และปี พ.ศ.2494 สนามมวยเวทีราชดาเนินได้เริ่มก่อสร้างหลังคาอย่างถาวร
....วนั ท่ี 3 กนั ยายน พ.ศ.2496 พันตารวจเอกพชิ ัย กลุ วณชิ ย์ ผู้ชว่ ยมวยนายสานมวยเวทีราชดาเนินได้
ออกระเบยี บใหน้ ักมวยสวมกางเกงให้ตรงมมุ ตนเอง พ่ีเลี้ยงตอ้ งแตง่ กายสุภาพ ...วันท่ี 8 ธันวาคม พ.ศ.
2496 สนามมวยเวทีลุมพินี ได้เปิดการแข่งขันมวยไทยขึ้นเป็นคร้ังแรก มี เสธ เอิบ แสงฤทธ์ิ เป็นนาย
สนาม นายเขต ศรยี าภัย เป็นผู้จดั การ ...ปี พ.ศ.2498 บรษิ ัทเวทีราชดาเนนิ จากดั ไดจ้ ัดทากติกามวย
ไทยอาชีพฉบับแรกข้ึน โดยได้ปรับปรุงจากกติกามวยไทย ฉบับปี พ.ศ.2480 ของกรมพลศึกษา ...ปี

พ.ศ.2502 นายโนกุจิ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นนานักมวยชาวญี่ปุ่นมาชกกับนักมวยไทยได้ถ่ายภาพยนต์มวย
ไทยไว้แลว้ นาไปศกึ ษา เปลีย่ นช่อื เปน็ คกึ บอกซง่ิ นายไคโต เคนกุจิ ผูน้ าดา้ นศลิ ปะการตอ่ สู้ชาวญีป่ นุ่ ได้
เข้าชมมวย ณ เวทีราชดาเนิน เกิดความประทับใจ นาวิชามวยไทยไปฝึกสอนกันอย่างจริงจัง ใน
โรงเรียนประถมศึกษาของญี่ปุ่น ...ปี พ.ศ.2503 บริษัทเวทีราชดาเนิน จากัด ได้เพิ่มข้อบังคับกติกา
มวยไทยอาชีพอีกว่า นกั มวยไทยตอ้ งมีอายุในวันแขง่ ขันไม่ต่ากว่า 18 ปี และอายไุ มเ่ กนิ 38 ปบี ริบูรณ
...ปี พ.ศ.2504 เวทีราชดาเนินได้จัดการแข่งขันมวยชิงถ้วยพระราชทานขึ้นเป็นคร้ังแรก มีนักมวยซึ่ง
ได้รบั ถ้วยพระราชทน ตามลาดับดังนี้ วนั ท่ี 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2504 คนท่ี 1 นาศกั ด์ิ ยนตรกจิ วนั ท่ี
8 พฤษภาคม พ.ศ.2506 คนท่ี 2 เดชฤทธ์ิ อทิ ธิอนชุ ติ วันท่ี 25 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2508 คนท่ี 3 สมพงษ์
เจริญเมือง วันท่ี 14 ธันวาคม พ.ศ.2512 คนที่ 4 เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต วันท่ี 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2514
คนที่ 5 ศรนักรบ เกียรติวายุภักษ์ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2522 คนท่ี 6 เผด็จศึก พิษณุราชันย์ วันท่ี
29 พ.ศ.2507 นายเฉลมิ เชีย่ วสกุล ประธานบรษิ ัทเวทรี าชดาเนิน จากัด ประกาศใชร้ ะเบียบข้อบังคับ
ว่าด้วยการชิงแชมป์เปี้ยน การป้องกันแชมป์เป้ียน และการจัดอันดับนักมวยไทยของเวทีราชดาเนิน
เปน็ ครง้ั แรก ...ปี พ.ศ.2508 บริษัทเวทีราชดาเนิน จากดั ได้ปรับปรงุ กติกามวยไทยอาชีพให้เหมาะสม
ยิ่งขึ้น ให้ช่ือว่า " กติกามวยไทยอาชีพของเวทีราชดาเนิน พ.ศ.2508 " ...ธันวาคม พ.ศ.2527 เวทีมวย
ราชดาเนินจัดอันดับ 10 ยอดมวยไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ดังนี้ คนที่ 1 ผล พระประแดง คนท่ี 2 สุข
ประสาทหินพิมาย คนที่ 3 ชูชัย พระขรรค์ชัย คนท่ี 4 ประยุทธ์ อุดมศักด์ิ คนท่ี 5 อดุลย์ ศรีโสธร คน
ที่ 6 อภิเดช ศิษย์หิรัญ คนที่ 7 วิชาญน้อย พรทวี คนท่ี 8 พุฒ ล้อเหล็ก คนท่ี 9 ผุดผาดน้อย วรวุฒิ
คนท่ี 10 ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์

มวยไทยเร่ิมขึ้นในสมัยใดไม่มีเอกสารหรือหนังสือเล่มใดระบุไว้ แต่เท่าที่ได้ปรากฏมวยไทย
เกิดข้ึนมานานแล้วและอาจเกิดขึ้นมานานพร้อมๆ กับชาติไทยด้วยซ้า เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะ
ประจาชาตแิ ละเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติไทย ต้ังแตส่ มัยโบราณมาจนถึงปัจจุบนั มวยไทยสมัยก่อนมีการ
ฝึกฝนอยู่ในบรรดาหมู่ ทหาร การรบกับประเทศเพ่ือนบ้านสมัยน้ันยังไม่มีปืนเป็นอาวุธ มีแต่ดาบ
พลอง ง้าว ด้ัง เขน การรบในสมัยน้ันจึงเป็นการ รบที่ประชิดตัวด้วยอาวุธในมือ คนไทยจึงได้ฝึกหัด
การเตะถีบคู่ต่อสู้ เพ่ือให้เกิดการได้เปรียบเพ่ิมข้ึนจากการใช้อาวุธใน มือดังกล่าวต่อมามีผู้ คิดว่าทา
อย่างไรจึงจะนาการถีบการเตะนั้นมาเป็นศิลปะการต่อสู้ไปพร้อมกับมือ ได้ จึงได้เกิดการฝึกหัดการ
ต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อแสดงตามงานเทศกาลต่าง ๆ เม่ือเป็นที่นิยมและแพร่หลายมากข้ึนก็มีการฝึกหัด
และจัดต้งั เป็นสานักฝึกมวย ไทยกันมากมาย และสานักที่ฝึกมวยไทย กจ็ ะเป็นสานักดาบที่มีช่ือเสียงมี
อาจารยด์ ี ๆ เป็นผู้ฝึกสอน ดงั นน้ั การฝึกมวยไทยในสมัยน้ันจึงมจี ุดมงุ่ หมาย 2 อย่าง คือ

1. เพ่อื สรู้ บกบั ขา้ ศกึ

2. เพอ่ื ต่อสปู้ ้องกนั ตวั

ในสมัยนัน้ ใครมีเพลงดาบดีและเก่งทางรบพุ่งกจ็ ะต้องเกง่ ทางมวยไทยด้วย เพราะการรบด้วย
อาวุธในมือนั้นต้องอาศัยมวยไทยเข้าช่วย ดังน้ันวิชามวยไทยในสมัยนั้นจงึ มีจุดมุ่งหมายหลกั เพ่ือที่จะ
ฝึกตนเองเข้าไปเป็นทหารรับใช้ชาติการฝึกวิชามวยและเพลงดาบไม่ได้ ฝึกเพ่ือเตรียมตัวไปเป็นทหาร
หรือการสูร้ บเพยี งอย่างเดียว แตเ่ ม่อื วา่ งเวน้ สงครามก็จะมกี ารประลองการต่อสู้ ท้งั กระบีก่ ระบองและ
มวยไทย เพ่ือความสนุกสนานเพลิดเพลินและอาจมีการพนันกันระหว่างนักมวยแต่ละถิ่นหรือ แต่ละ
สานักที่ต่อสู้กัน และมวยไทยสมัยนั้นชกกันด้วยหมัดเปลา่ ๆ ยังไม่มีการคาดเชือกตามประวัติศาสตร์ที่
พอจะสืบสาวเรื่องราวเก่ียวกับมวยไทย ได้น้ัน ปรากฏว่ามวยไทยได้วิวัฒนาการมาตามยุคสมัยต่าง ๆ
ดังนี้

สมัย อาณาจกั รน่านเจา้
พ.ศ. 1291 พระเจ้าพีล่อโก๊ะ ได้รวบรวมอาณาจักรไทยข้ึน เรียกว่าอาณาจักรน่านเจา้ สมัยน้ี
ไทยต้องทาสงครามกับจีนอยู่เป็นเวลานาน บางครั้งก็เป็นมิตรบางครั้งก็เป็นศัตรูกัน สมัยน้ันมีการฝึก
ใช้อาวุธบนหลังม้า เชน่ หอก ง้าว และการตอ้ สู้ด้วยมือเปล่าก็มีอยู่บา้ ง ในระยะประชิดตวั ซ่ึงมวยไทย
ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นอยู่ด้วย ในสมัยล้านนาไทยก็ได้มีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวและมีวิชาเจ้ิง(การต่อสู้
ชนดิ นึง่ คลา้ ยๆมวยจีน)

สมยั กรุงสโุ ขทยั พ.ศ.1781 - 1921 ในสมยั สุโขทยั น้ี การตอ่ สมู้ ือเปลา่ ด้วยวิชามวยไทย ก็มใี ชอ้ ยูใ่ นการ
ต่อสู้กับข้าศึกและเป็นการใช้ร่วมกับอาวุธมือถือชนิดต่างๆ สถานที่ที่เป็นสานักฝึกสอนวชิ ามวยไทยใน
สมัยนี้ ได้แก่ วัด บ้าน สานักราชบัณฑติ ทีเ่ ปดิ สอนวิชาการตอ่ สู้ปอ้ งกันตัวรวมอย่ดู ้วย

สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยา

พ.ศ.1893 สมัยนี้มีการถ่ายทอดวิชาการต่างๆมาจากสมัยสุโขทัยอย่างต่อเน่ือง เช่นการล่า
สตั ว์ การคล้องชา้ ง การฟ้อนรา และการละเลน่ ต่างๆและวัดก็ยังคงเป็นสถานท่ีให้ความร้ทู ั้งวิชาสามัญ
และฝกึ ความชานาญในเชิงดาบ กระบี่กระบอง กรชิ มวยไทย ยงิ ธนู เปน็ ตน้

พ.ศ. 2174 - 2233 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับว่าเจริญที่สุดมีกีฬาหลายอย่างใน
สมัยนี้ เช่น การแข่งเรือ การชกมวย สมัยพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ พระองค์ทรงชอบกีฬาชก
มวยมาก ครั้งหน่ึงพระองค์พร้อมด้วยมหาดเล็ก 4 คน แต่งกายแบบชาวบ้านนอกไปเท่ียวงานมหรสพ
ทีต่ าบลราดรวด แล้วพระองคก์ ส็ มัครชกมวยในงานนน้ั ในนามวา่ นายเดอ่ื โดยไมเ่ กยี่ งว่าค่ตู ่อสู้จะเป็น
ใคร พอทางสนามร้วู า่ พระองค์เป็นนักมวยมาจากอยธุ ยาจึงได้จัดนักมวยฝีมือดีจาก เมืองวเิ ศษไชยชาญ
ที่มีอยู่ ได้แก่ นายกลางหมัดมวย นายใหญ่หมัดเหล็ก นายเล็กหมัดหนัก ชกกับพระเจ้าเสือ และ
พระองค์ก็ชกชนะทั้งสามคนรวดนายขนมต้ม หลังจากกรุงศรีอยธุ ยาแตก พ.ศ. 2310 คนไทยถูกกวาด
ต้อนไปเป็นเชลยมาก ครั้นต่อมามีการจัดงานเฉลิมฉลองพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรม
สารรี ิกธาตทุ ี่กรงุ ร่างกุ้ง พระเจา้ มงั ระกษัตรยิ ์พม่า ได้สั่งใหจ้ ดั มวยหน้าพระท่ีนง่ั ข้นึ เพอ่ื ชมนักมวยไทย
ชกกับนักมวยพม่า ใน คร้ังนั้น สุกี้ พระนายกองค่ายโพธิ์สามต้น ท่ีได้กวาดต้อนนักมวยชาวไทยไว้ท่ี
กรุงอังวะหลายคน รวมทั้งนายขนมต้ม ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์มวยไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันเมื่อ
พระเจ้ามังระโปรด ให้จัดนักมวยพม่าเปรียบกับนักมวยไทย คนไทยในพม่าก็ได้ส่งนายขนมต้มผู้มี
รูปร่างล่าสัน บึกบึน ผิวดา เข้าไปจับคู่กับนักมวยพม่า กรรมการนานักมวยไทยออกมากลางลานและ
ประกาศชื่อนายขนมต้มว่าเป็นนักมวยมีช่ือ จากกรุงศรีอยุธยา เชลยไทยที่มุงดูพากันโห่ร้องเพ่ือเป็น
กาลังใจ นายขนม ต้มได้ใช้วิชาศิลปะมวยไทยเข้าต่อสู้สามารถเอาชนะนักมวยพม่าต่อเน่ืองได้ ถึง10
คน (ตามสานวนพงศาวดาร) จนไม่มีนักมวยพม่าคนใดกล้าต่อสู้อีก สร้างความประทับใจให้กับพระ
เจา้ มังระยง่ิ นัก ถงึ กบั ตรสั ชมเชยวา่ " คนไทยถึงแมจ้ ะไม่มีอาวุธในมือ มเี พยี งมือเปลา่ 2 ข้าง ก็ยังมีพิษ
รอบตวั หากมีเจ้านายดีท่ีไหนจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่เราได้…"พระ เจา้ มงั ระจงึ ทรงมอบเงินและภรรยา
ให้ 2 คน เปน็ รางวลั กาลเวลาตอ่ มานายขนมต้มก็ได้นาเอาสองศรีภรรยาเขา้ มาต้ังรกรากในไทยจนถึง
บั้น ปลายของชีวิต นายขนมต้มจึงเป็นนักมวยเอกคนแรกของไทยท่ีไดไ้ ปประกาศฝีไม้ลายมือมวยไทย
ใน ต่างแดน และยังเปรยี บเสมอื นกับเป็นบิดาวิชามวยไทยมาจนเท่าทกุ วนั น้ีอนึ่ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย มวยไทยชกกันด้วยการคาดเชือก เรียกว่า มวยคาดเชือกซ่ึงใช้เชือกหรือผ้าพันมือ บากครั้ง
การชกอาจจะถึงตาย เพราะเชือกท่ีใช้คาดมือน้ันบางครั้งใช้น้ามันชุบเศษแก้วละเอียด ชกถูกตรงไหน
เป็นได้เลือดตรงนั้น นับว่าการชกมวยคาดเชือกน้ันมีอันตรายมากตั้งแต่สมัยอยุธยาลงมา ปรากฏว่ามี
กรมนักมวยที่เรียก ทนายเลือก พวกน้ีมีหน้าท่ีแวดล้อมองค์พระมหากษัตริย์คอยป้องกันอันตรายใน
ระยะประชิด พระองค์ โดยไม่ใช้อาวุธอื่นใดนอกจากมือเปล่า กรมนี้มีอยู่ต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

กษัตรยิ บ์ างองค์ทรงเป็นนกั มวยมฝี มี อื เช่น สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช พระเจ้าเสอื พระเจา้ กรงุ ธนบุรี
เปน็ ตน้

สมัยกรงุ ธนบุรี
พ.ศ. 2314 พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัย (นายทองดี ฟัน
ขาว) ซึง่ พระเจ้ากรุงธนบุรี(พระเจ้าตากสนิ ) ไดโ้ ปรดใหค้ รองเมืองพชิ ยั อยู่นน้ั ได้นาทัพออกตอ่ สู้กับพม่า
จนดาบหัก แต่ก็สามารถป้องกันเมืองพิชัยเอาไว้ได้ ประชาชนทั่วไปจึงเรียกว่า พระยาพิชัยดาบหัก
ต้ังแต่น้ันมา เรื่องของพระยาพิชัยดาบหัก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่ง
สรุ ยิ ามรินทร์ ก่อนกรงุ แตกเป็น ยคุ สงครามกับพม่า มีหนุ่มชาวบา้ นห้วยคาเมอื งพิชยั หรอื อตุ รดติ ถ์ ช่ือ
นายจ้อย หรือ ทองดี ฟันชาว เป็นผู้สนใจในวิชาเพลงมวย เท่ียวเสาะหาวิชาไปตามสานักต่าง ๆ จนมี
ฝีมือพอตวั จงึ เทีย่ วเปรียบหาคูชกจนมชี อื่ เสียงโด่งดงั และได้ ฝากตัวอยกู่ ับพระยาตาก ซึง่ ตอ่ มาคอื พระ
เจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชท่ีได้ทรงแต่งต้ังนาย ทองดีไปครองเมืองพิชัยและมี
ความชอบได้เป็นถึงพระยาพิชัย ในเวลาต่อมาแม้กระทั่งในตระกูลของพระยา พิชัยดาบหัก เม่ือรับ
ราชการมาจนถงึ รชั กาลที่ 6 ก็ได้รับพระราชทาน นามสกุลวา่ วิชยั ขัทคะ แปลว่า ดาบวเิ ศษของพระยา
พิชยั สมัยกรุงธนบุรี มกี ารเลน่ กฬี ามวยไทย กระบ่ีกระบอง แข่งเรอื ว่าว ตะกรอ้ หมากรกุ ชักคะเยอ่

สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์
พ.ศ.2325 ในระยะต้น รัชกาลที่ 1 - 5 แหง่ กรุงรตั นโกสินทร์ กษตั ริยไ์ ทยท่ีทรงโปรดการกีฬา
มาก เช่น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดกีฬามวยไทยอย่างต่อเน่ือง ในสมัยน้ีได้มีฝร่ังสอง
คนพ่ีน้องเข้ามาหาคู่ชกมวยชนิดมีเดิมพัน พระองค์ได้จัดส่งหม่ืนผลาญนักมวยผู้เก่งกาจข้ึนชกกับฝร่ัง
สองพ่ีน้อง แม้หมื่นผลาญจะมีร่างกายเล็กเสียเปรียบฝร่ังมาก แต่ด้วยศิลปะมวยไทย อาวุธหมัด เท้า
เข่า ศอก ฝรั่งสองพี่น้องจึงพ่ายแพ้ยับเยินกลับไป สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระเจ้า
ลูกยาเธอหลายพระองค์หัดเล่นกระบ่ีกระบอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มี
ความชานาญในกีฬามวยไทยจึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยข้ึนในชนบทและใน กรุง นอกจากน้ีได้ทรง
แต่งตั้งผมู้ ีฝีมือในกีฬามวยให้เป็นหัวหน้าในการจัดกีฬา และใหม้ ียศตาแหน่งด้วย เชน่ พระไชยโชคชก
ชนะ แห่งพระนคร, หมื่นมวยมีชื่อ จากไชยา,หม่ืนมวยแม่นหมัด จากลพบุรี, หม่ืนชงัด เชิงชก จาก
โคราช

การจัดการแขง่ ขนั มวยไทย
การแข่งขันมวยไทยครั้งสมัยโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีกติกาแน่นอนอย่างไรบ้าง ผู้มี
อานาจเดด็ ขาด ได้แก่ นายสนามมวย แตเ่ มอ่ื มวยสากลไดร้ ับการเผยแพร่เข้ามาครั้งแรก โดยหม่อมเจ้า
วิบูลย์สวัสดว์ิ งศ์ สวัสดิกุล เมื่อ พ.ศ. 2455 ทางวงการมวยไทยจึงได้วางกติกาข้ึน ซ่ึงการชกในสมัยนี้ก็
ยังคงมีการคาดเชือกกันอยู่ ต่อมาจึงได้สวมนวมชกกัน แต่การชกก็ยังเหมือนเดิม คือยังใช้การถีบ เตะ
ชก ศอก เข่า ดังท่ีเห็นอยู่ในปัจจุบันมวยไทยเป็นกีฬาท่ีเก่าที่สุดของเรา ได้วิวัฒนาการในเร่ืองของ
กตกิ าและการจดั การแขง่ ขนั มาจนถงึ ปัจจุบนั โดยย่อ ๆ ดังนี้

พ.ศ. 2477 กระทรวงมหาดไทยได้ร่างกติกาคุ้มครองมวยไทยและมวยสากล เพ่ือเป็นการ
แข่งขันชว่ั คราว

พ.ศ.2479 กรมพลศกึ ษา มหี นา้ ที่ในการจัดการแขง่ ขันมวยโดยตรง ไดต้ ้งั กรรมการข้นึ ชุดหน่ึง
ทาการปรบั ปรุงแก้ไขกติกามวยไทยและมวยสากล และประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2480 เป็นต้น
มา และไดจ้ ัดพิมพ์ครง้ั ที่ 1 เมอื่ พ.ศ.2482

การแข่งขันที่เป็นหลักฐานเร่ิมอย่างจริงจังในสมัยรัชกาล ท่ี 6 (ก่อนหน้าน้ีขึ้นไปไม่มีหลักฐาน
ทีแ่ น่นอน) ซงึ่ พอจะแบ่งออกเป็นสมยั ตา่ ง ๆ ได้ 5 สมยั ดังน้ี

1. สมัยสวนกุหลาบ สมัยนี้ประชาชนนิยมการชกมวย และชมการแข่งขันชกมวยกันเป็น
จานวนมาก การชกมวยไทยในสมัยน้ียังมีการคาดเชือก (นักมวยสมัยเก่าใช้ด้ายดิบเส้นโตขนาดดินสอ
ดาชุบแปง้ ใหแ้ ขง็ พันมอื ตง้ั แต่สันมอื ตลอดถึงข้อศอก และพันรัดเป็นปมทางดา้ นหลังของขอ้ นิ้วมือหรือ
สันหมัด เป็นรูปก้นหอย ท่ีเรียกกันว่า"คาดเชือก") การชกได้กาหนดจานวนยกไว้แน่นอนแล้ว มี
กรรมการชี้ขาด ผู้ตัดสินส่วนมากน่ังอยู่ข้างเวทีและให้อาณัติสัญญาณนักมวยหยุดชกด้วยเสียง หรือ
นกหวดี

2. สมัยท่าช้าง ในสมัยนี้เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ จากการคาดเชือกมาเป็นสวมนวม (พ.ศ.
2462) สมัยน้ีได้ดาเนินการจัดการแข่งขันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรในที่สุดสนามก็ เลิกไป
กรรมการผชู้ ีข้ าดท่ีมชี ่ือเสยี งในสมัยน้กี ็คอื นายทมิ อตเิ ปรมานนท์ และนายนยิ ม ทองชิตร์

3. สมัยสวนสนุก การจัดการแข่งขันในสมัยน้นี ายสนามดาเนนิ งานได้ดี และยืนยาวอยหู่ ลายปี
นักมวยท่ีมีช่ือเสียง เช่น สมาน ดิลกวิลาศ และสมพงศ์ เวชชสิทธิ์ สมัยน้ีมีการแข่งขันทั้งมวยไทยและ
มวยสากล กรรมการผู้ตัดสินที่มีช่ือเสียง ได้แก่ หลวงพิพัฒน์ พลกาย นายสุนทร ทวีสิทธ์ิ (ครูกิมเส็ง)
และ นายนยิ ม ทองชติ ร์

4. สมัยหลักเมืองและสวนเจ้าเชษฐ์ การแข่งขันชกมวยในสมัยน้ีเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะทาง
ราชการทหารเข้ามาร่วมมือช่วยเหลือ และมีผลเป็นรายได้บารุงกองทัพจานวนมาก นักมวยที่มีช่ือใน
ยุคนไ้ี ด้แก่ สขุ ปราสาทหนิ พิมาย ผล พระประแดง เพิก สิงหพลั ลภ ประเสรฐิ ส.ส. ถวัลย์ วงศเ์ ทเวศน์
และทองใบ ยนตร กิจ การแขง่ ขันสมัยนดี้ าเนินมาหลายปจี นถึงสมัยสงครามโลกครั้งทีส่ องจึงไดเ้ ลิกไป
กรรมการผตู้ ัดสินในสมยั นีไ้ ด้แก่ นายสงั เวยี น หริ ัญเลขา นายเจอื จกั ษรุ ักษ์ และนายวงศ์ หริ ญั เลขา

5. สมัยปัจจุบัน ได้ทาการแข่งขัน ณ เวทีราชดาเนินและเวทีลุมพีนีเป็นประจา และยังมีเวที
มวยท่ีเปิดการแข่งขันถาวรและชั่วคราวท้ังในกรุงเทพฯและต่าง จังหวัดอีกมากมาย ปัจจุบันมี
พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 มีสานักงานคณะกรรมการกีฬามวย สานักงานกีฬาอาชีพ ของ

การกีฬาแห่งประเทศไทย ท่ีได้จัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.บ.นี้ ให้มีหน้าท่ีส่งเสริม คุ้มครอง สนับสนุน และ
ควบคุมกิจการมวยในประเทศไทยให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซ่ึงนับว่าเป็นกฎหมายฉบับ
แรกของวงการมวยเมืองไทย

หมายเหตุ

มวยไทยปจั จบุ ันไดร้ ับการยอมรับและเผยแพรไ่ ปทวั่ โลกทุกทวีป ชาวตา่ งชาติท้งั ชาย-หญงิ ได้
นาวิชามวยไทยไปฝึกเพื่อศิลปะการต่อสู้ป้องกันตนเอง(Self-defense) และมีนักกีฬามวยไทยทั้งใน
ระดับสมัครเล่นและอาชีพ (Amateur and professional)นักกีฬามวยไทยท่ีมีช่ือเสียงในปัจจุบัน
ไม่ใช่มีแต่นักมวยไทยเท่าน้ัน นักมวยต่างชาติที่มีฝีมือมีศิลปะมวยไทยดีกว่า จนสามารถเอาชนะ
นักมวยไทยท่ีมีชื่อเสียงก็มีไม่นอ้ ยตรงกันข้ามกับการฝกึ มวย ไทยของเราท่ีเราเป็นต้นตารับ เราฝึกเพ่ือ
ส่งเขา้ แข่งขัน เลน่ การพนัน มแี ตใ่ ชก้ าลงั เขา้ กอดปลา้ ตีเข่ากันอย่างเดียว ไมม่ ีศิลปะแม่ไม้มวยไทยเช่น
แต่ก่อน จึงเป็นจุดเสื่อมของมวยไทยตามทัศนะของบุคคลท่ีได้รวบรวมไว้ในหัวข้อ "มวยไทยปัจจุบัน :
ภาพลักษณ์การพนันและสิ้นยุคพัฒนาการ" เพ่ือเป็นข้อสังเกตุ วิเคราะห์ และหาแนวทางพัฒนาศิลปะ
มวยไทยของเราต่อไป

คาถามทา้ ยบท

เรือ่ ง ประวตั ิความเป็นมาของกฬี ามวยไทย

1.บดิ ามวยไทย คือใคร

ก. นายขนมต้ม ข. เจมส์ ฟิกซ์

ค. ฮ่วั หยวนเจีย่ ค. สมบตั ิ บญั ชาเมฆ

2.สานักดาบทม่ี ชี ื่อเสียงสมัยอยธุ ยา มีผู้นยิ มไปเรยี นมาก คือสานักดาบในข้อใด

ก. สานกั ดาบพุทธไทสวรรค์ ข. สานักดาบศรีไตรรตั น์

ค. สานกั ดาบอาทมาฏนเรศวร ง. ไม่มขี อ้ ใดถกู

3.นายสนามรเู้ พยี งวา่ พระเจ้าเสือเปน็ นกั มวยจากเมืองกรงุ จึงจดั ใหช้ กกบั นักมวยฝีมือดีจากสานักมวย
เมอื งวิเศษไชยชาญ และพระองคช์ นะทั้ง 3 คนยกเวน้ ใคร

ก. นายกลาง หมัดตาย ค. นายเล็ก หมัดหนัก

ข. นายใหญ่ หมดั เลก็ ง. นายทองดี หมัดใหญ่

4.ปรมาจารย์หลวงพลโยธานโุ ยค เปน็ ครหู ลวงฝึกสอนมวยใคร

ก.รัชกาลท่ี 1 ข.รัชกาลท่ี 3

ค.รัชกาลที่ 5 ง.รชั กาลที่ 7

5.ใครเปน็ ผู้เปล่ียนคาวา่ "ราหมัด รามวย" มาเปน็ "มวยไทย"

ก.รชั กาลที่ 2 ข.รัชกาลท่ี 3

ค.รัชกาลที่ 4 ง.รัชกาลท่ี 5

มวยไทยสภี่ าค

มวยทา่ เสา(มวยไทยภาคเหนือ)

มวยไทยท่าเสา เป็นสายมวยไทยภาคเหนือ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายมวยไทยท่าเสา
กาเนิดขึ้นเม่ือใดใครเป็นครูมวยคนแรกแต่จากหลักฐานท่ีปรากฏอยู่ทาให้ทราบว่าครูมวยไทยสายท่า
เสาท่ีมีชื่อเสียงโดง่ ดังคนหน่ึงคือ ครูเมฆท่ีมีเอกลักษณ์โดดเด่นในเร่ืองความคล่องแคลว่ ว่องไว รวดเรว็
เด็ดขาด มีลีลาท่าทางสวยงามและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างย่ิงไม้เตะ ถีบ และศอก เป็นท่ีลือ
กระฉอ่ นจนนายทองดี เองถงึ กบั ปฎญิ าณกบั ตวั เองว่าจะต้องมาขอเรยี นศิลปะมวยไทยกับสานักท่าเสา
ให้ได้ และก็ได้มาเป็นลูกศิษย์ของครูเมฆผู้ประสิทธิประสาทวิชามวยไทยให้แก่ นายทองดี ซึ่งได้นา
ความรู้ที่ได้รับไปผสมผสานกับมวยจีนอีกต่อหน่ึง เม่ือนายทองดีได้เป็นเจ้าเมืองพระยาพิชัย ก็ได้มา
คารวะครูเมฆและแต่งต้ังให้ครูเมฆเป็นกานันปกครองตาบลทา่ อิฐตอ่ ไป ครูเมฆได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ผู้
สืบสกุลตอ่ มาจนถงึ ครเู อ่ยี ม ครเู อย่ี มถ่ายทอดแก่ผ้สู ืบสกุลคอื ครเู อม ครเู อมถ่ายทอดแกผ่ ูส้ ืบสกลุ คือครู
อัด คงเกตุ ซึ่งเม่ือครูอัด คงเกตุ และลูกศิษย์มาชกมวยในกรงุ เทพฯ ก่อนสงครามโลก คร้ังท่ี 2 ได้ใช้
ซ่ือค่ายมวยว่า เลือดคนดง ครูเอมยังได้ถ่ายทอดวิชามวยไทยให้แก่หลานตาอีก 5 คน รุ่นราวคราว
เดียวกับครูอัด ทั้ง 5 คน เป็นนักมวยตระกูล เล้ียงเชื้อ ซึ่งต่อมา กรมหลวงชุมพร ฯ ได้เปล่ียนให้เป็น
เลี้ยงประเสริฐ เป็นบุตรนายสอน นางขา (ลูกครูเอม) สมพงษ์ แจ้งเร็ว เขียนกล่าวว่า ทั้ง 5 คน เป็น
ยอดมวยเชิงเตะ มีกลเม็ดเด็ดพรายแพรวพราวทุกกระบวนท่าท่ีได้สืบทอดมาจากสานักท่าเสาของครู
เมฆจนมชี ่อื เสียงลือลนั่ ในชว่ งเวลาน้นั ทง้ั 5 คน ไดแ้ ก่ 1. ครโู ตะ๊ เกิดประมาณ พ.ศ.2440 เปน็ บุตรคน
ท่ี 2 ของนายสอนและนางขา เปน็ นักมวยทีม่ ีอาวุธหนักหน่วงและเชงิ เตะ เข่า และหมัดรวดเรว็ 2. ครู
โพล้ง เกิดปี พ.ศ.2444 มีอาวุธมวยไทยรอบตัว โดยเฉพาะลูกเตะท่ีว่องไว และรุนแรง และ
ความสามารถในการถีบอย่างยอดเยี่ยม จนได้รับฉายาว่า มวยตีนลิง ครูโพล้งมีเอกลักษณ์การไหว้ครู
ร่ายราตามแบบฉบับของสานักท่าเสา ในจานวน 5 คน ครูโพล้ง มีฝีมือยอดเยี่ยมท่ีสุด เมื่อมาชก
กรงุ เทพ ฯ เคยชนะ นายสร่าง ลพบรุ ี และครบู วั วัดอม่ิ เคยชนะนายสงิ หว์ ัน ประตเู มอื งเชยี งใหม่ ท่ี
เชียงใหม่ และนายผัน เสือลาย ท่ีโคราช แต่เคยพลาดท่าแพ้ นายสุวรรณนิวาสวัด ที่กรุงเทพ ฯ ครั้ง
หน่ึง เพราะโดนจับขาเอาศอกถองโคนขาจนกล้ามเน้ือพลิก 3. ครูฤทธิ์ เกิดปี พ.ศ.2446 มีฝีมือไม่ย่ิง
หยอ่ นกวา่ พนี่ อ้ งท้ังหลาย เคยชกชนะหลายครงั้ ท่ีกรุงเทพ ฯ และเคยชกเสมอ บังสะเลบ็

ครูมวยคณะศรไขว้ (ลูกศิษย์ครูแสง อุตรดิตถ์ ผู้สืบทอดสายมวยพระยาพิชยั ดาบหัก) 4. ครู
แพ เกิดปี พ.ศ.2447 เป็นนักมวยเลื่องชื่อระดับครูโพล้ง เคยปราบ บังสะเล็บ ศรไขว้ ชนิดที่คู่ต่อสู้
บอบช้ามากทส่ี ุด และชก นายเจยี ร์ พระตะบอง นกั มวยแขกครัวเขมร ถงึ แกค่ วามตายดว้ ยไม้หนุมาน
ถวายแหวน ทางราชการจงึ กาหนดให้มีการสวมนวมแทนคาดเชอื ก ต้งั แต่นน้ั เป็นต้นมา และ 5.
ครูพลอย เกิดปี พ.ศ.2450 เป็นมวยท่ีคล่องแคล่วว่องไวในเชิงเตะ ถีบ และหมัด เนื่องจาก ครูโพล้ง

เป็นผู้ถ่ายทอดเชิงชกให้ด้วย ครูพลอยถึงถอดแบบการใช้เท้าจากครูโพล้ง ครูพลอยเคยมาชกชนะใน
กรงุ เทพ ฯ หลายครัง้ แตก่ ไ็ ดถ้ งึ แก่กรรมเม่ืออายเุ พยี ง 24 ปเี ทา่ น้ัน

นอกจากครูโพล้งและพ่ีน้องได้ร่วมกันสอนเชิงมวยให้แก่ลูกศิษย์หลายคนที่มี
ช่ือเสียงแล้วยังมีศิษย์สานักท่าเสาอีกหลายคนคือ นายประพันธ์ เล้ียงประเสริฐ นายเต่า คาฮ่อ
(เชียงใหม่) นายศรี ชัยมงคล ผู้เป็นเพ่ือนสนิทของครูพลอยและเป็นผู้ที่ ผล พระประแดง ยอมรับว่า
เจ็บตัวมากที่สุดเมื่อได้ชกแพ้ นายศรี อย่างสะบักสะบอมชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการต่อสู้ เลย
เพราะนายศรี มอี าวุธหนักหนว่ งเกอื บทกุ อย่างและรวดเร็ว อีกทงั้ ยงั มีเชิงมวยสูงมากดว้ ย

ครูมวยจากสายท่าเสาท้ัง 5 ได้จากไปหมดแล้ว โดยครูพลอย ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยัง
หนุ่ม หลังจากน้ันก็ตามด้วย ครูฤทธ์ิ สาหรับครูโต๊ะก่อนถึงแก่กรรมได้บวชจนได้เป็นเจ้าอาวาสวัด
ค้งุ ตะเภา ครแู พ ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.2520 และครโู พลง้ ถึงแกก่ รรม เม่อื ปี พ.ศ.2522 มอี ายไุ ด้ 78
ปี ก่อนถึงแก่กรรม คณะกรรมการจัดงานพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งจัดให้มีการแข่งขันชกมวยประจาปี
จะเชิญ ครูโพล้ง ขึ้นไปไหว้ครูร่ายราตามแบบฉบับของสานักมวยท่าเสาให้คนชมทุกปี หลังจากการ
จากไปของครูโพล้ง มวยไทยสายทา่ เสา ได้ลดบทบาทลงไปอยา่ งมาก ยง่ิ ครูมวยใน

ปัจจุบันสอนมวยตามแบบฉบับของสายมวยอ่นื ๆ มวยไทยสายครเู มฆ แหง่ สานักท่าเสาก็ยงิ่
ถูกลืมเลอื นไป แม้แตช่ าวอุตรดิตถ์เองปจั จุบันยงั ไมส่ ามารถทราบหรอื บอกความแตกต่างของมวยท่า
เสากบั มวยสายอืน่ ๆ ได้เลย

เอกลักษณ์ของมวยสายทา่ เสา

เอกลกั ษณ์ของมวยสายท่าเสา การไหว้ครจู ะไหว้พระแมธ่ รณีก่อนทาพิธไี หว้ครู การไหว้ครู
มวยทา่ เสาจะไหวบ้ รมครกู ่อนคอื พระอศิ วร เพราะถือวา่ พระอิศวรเป็นผปู้ ระสทิ ธปิ ระสาทวชิ าการ
ต่อส้แู บบฉบบั มวยทา่ เสา การกราบพระรัตนตรัย จะกราบในทศิ หรดี

(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ซึ่งเป็นทิศท่ีผีฟ้าไม่ข้าม การนับหน้าไหว้ครูไปทางทิศตะวันออกซ่ึง
เป็นไปตามประเพณีของพราหมณ์ ในการเห็นหน้าโบราณสถาน หรือสถานที่ศักดิ์สิทธ์ิสอดคล้องกับ
ความเชอื่ วา่ บรมครขู องมวยท่าเสามีพระอิศวรและทิศตะวนั ออกเปน็ ทศิ ที่พระอาทติ ยส์ ่องแสงมาสู่โลก
และมวลมนุษย์เป็นสัญญาลักษณ์ของวันใหม่และจุดเริ่มต้นท่ีเป็นมงคล หรือนักมวยก่อนกราบจะหัน
หน้าเข้าหาดนตรี ป่ี กลอง เพราะถือว่า ดนตรี ปี่ กลอง ได้ไหว้ครูหรือพระอิศวรแล้ว การจดมวยของ
มวยท่าเสามือซา้ ยนาและสูงกวา่ มือขวา เม่ือเปลี่ยนเหล่ียมมือขวานาและสูงกว่ามือซ้าย เมื่อตั้งมวยได้
ถูกต้องและย่างแปดทิศได้คล่องแคลว่ ว่องไวแล้ว นักมวยจะต้องฝึกท่ามือส่ีทิศพร้อม ๆ กัน กับการจด
มวยและย่างแปดทิศ ท่ามือต้องออกด้วยสัญชาตญาณเพ่ือให้เกิดการ “หลบหลีก ปัด ป้อง ปิด” ใน

การป้องกนั ตัว การคาดเชอื กสายมวยท่าเสาต้องเอาเชือกด้านตราสังผมี าลงคาถาอาคมแล้วบดิ ให้เขม็ง
เกลยี ง หลังจากน้นั เอามาขดก้นหอย 4 ขด แล้วเอาดา้ ยตราสังมาเคยี นทาเป็นวง 4 วง รองขา้ งล่างก้น
หอยอีกทีหนึ่ง เพื่อสวมเป็นสนับมือ เม่ือสวมนิ้วมือแล้วก็เอาด้ายตราสังมาเคียนทับอีกทีหน่ึง จากนั้น
เชือกท่ีคาดจะต้องลงรักและคลุกน้ามันยาง จากนั้นก็คลุกแก้วบดอีกทีหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธีคาดเชือก
นักมวยสายท่าเสาจะต้องเสกพริกไทย 7 เม็ด กินทุกวันเพ่ือให้อยู่ยงคงกะพันและเสกคาถากระทู้ 7
แบกประจาทิศบูรพา คือ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา 15 จบ ก่อนข้ึนชกต้องเสกหมากหรือว่านเคี้ยวกิน
ด้วยคาถาฝนแสนห่า ประจาทิศอาคเนย์ 8 จบ คือ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ครูอาจเสกแป้งประหน้า
นักมวยก่อนชกด้วยนะจังงัง มวยท่าเสาอาจจะสูญส้ินไปหากไม่มีการอนุรักษ์ สืบสาน ตานานมวย
“ลาวแกมไทย ตีนไวเหมือนหมา” เอาไว้ ลาวแกม หมายถึงคนเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งมีคนเมือง คนไทย
ภาคกลาง และคนลาวอยู่ร่วมกัน โดยคนเมืองอยู่เหนือแม่น้าน่าน คนไทยอยู่ใต้แม่น้า และคนลาวอยู่
ทางตะวันออก จึงมีการผสมผสานวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาเข้าด้วยกัน ท้ังยังมีการแต่งงาน
ระหว่างกันดว้ ย ทาใหค้ นอุตรดติ ถม์ ลี ักษณะ“ลาวแกมไทย” (สมพร แสงชัยและคณะ, 2545)

ภาคเหนือ มวยของภาคเหนอื นนั้ เป็นมวยเชงิ เตะ เน้นความคลอ่ งแคลว่ ของรา่ งกายเป็นหลกั
รกุ รับได้ท้ังซ้ายขวา จนได้ฉายา มวยตนี ลงิ ซึง่ มวยภาคเหนือนน้ั มหี ลายประเภทด้วยกนั อาทิ มวยเม็ง
ราย มวยเจิง และมวยท่าเสาซ่ึงมชี ื่อท่ีสุด.......

มวยโคราช(มวยไทยภาคอีสาน)
มวยไทยโคราช เป็นการต่อสู้แบบมือเปล่าท่ีพันด้วยเชือกหรือด้ายดิบของชนชาติไทยในเขต

พ้ืนที่จังหวัดนครราชสีมา ซ่ึงมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักทั่วประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 มวยไทยโคราช

เป็นมวยท่ีมีมาในประวัติศาสตร์ไทยมาช้านานเป็นศิลปะมวยไทยที่มีชื่อเสียงตลอดมาเท่ากับมวย
ลพบุรี มวยอุตรดติ ถ์ มวยไชยา ซึ่งมนี กั มวยจากหวั เมอื งคอื เมืองโคราชได้สร้างช่อื เสยี ง

จากการไปแข่งขันชกมวยในพระนครโดยชกชนะนักมวยภาคอ่ืน ๆ นับไม่ถ้วน ซ่ึงล้วนแต่มี
ช่ือเสียงโด่งดังท้ังสิ้น โดยเร่ิมตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรง
ครองราชย์ พ.ศ.2411 พระองค์ทรงโปรดกีฬามวยไทยมาก การฝึกหัดมวยไทยแพร่หลายไปตามหัว
เมอื งต่าง ๆ ท่ัวประเทศทรงจดั ให้ทกี ารแข่งขันชกมวยหน้าพระทีน่ ั่งในงานศพของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองคอ์ ุรุพงษ์รชั สมโภช ในวนั ที่ 18 – 21 มนี าคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) ณ ทงุ่ พระรุเมรุ นักมวย
ท่ีเจ้าเมืองต่าง ๆ นามาแข่งขันล้วนแต่คัดเลือกคนที่มีฝีมือดีจากท่ัวประเทศ การแข่งขันคร้ังน้ีได้
นักมวยท่ีสามารถชกชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นท่ีพอพระราชหฤทัยของพระองค์ และโปรดเกล้า ฯ
พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ให้กับนักมวยมณฑลนครราชสีมาเมืองโคราชเป็นขุนหม่ืนครูมวย คือ
“หมนื่ ชงดั เชงิ ชก” ถอื ศกั ดนิ า 300 คอื นายแดง ไทยประเสริฐ ลกู ศิษยค์ ุณพระเหมสมาหารเจ้าเมือง
โคราช มีชอ่ื เสียงในการใช้ “หมัดเหว่ยี งควาย” อีกทัง้ ยงั มีนักมวยโคราชทมี่ ีความสามารถจนไดเ้ ป็นครู
สอนพลศึกษา ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนถึงเกษียณอายุราชการ รวมเวลาถึง 28 ปี คือ
ครูบัว นิลอาชา (วัดอ่ิม) และยังมีมวยโคราชที่มีฝีมือดี เป็นท่ีชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ
กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักด์ิ ถึงกับเป็นครูสอนมวยไทยให้กับนักมวยจากเมืองโคราชท่ีวังเปรม
ประชากร เช่น นายทบั จาเกาะ นายยงั หาญทะเล นายตู้ ไทยประเสริฐ นายพนู ศักดา เปน็ ต้น

มวยโคราชคาดเชือกยุคฟ้ืนฟูอนุรักษ์ สมัยรัชกาล 9 ถึงปัจจุบัน ไม่มีการฝึกซ้อมท่ี
เมืองโคราช แตย่ ังมลี ูกศิษย์ครูบวั วัดอมิ่ (นลิ อาชา) คอื พนั เอกกานาจ พกุ ศรสี ุข ทาการถา่ ยทอดมวย
โคราชคาดเชอื กให้กบั ผทู้ ส่ี นใจทงั้ ชาวไทยและชาวต่างชาติ เพือ่ ฟื้นฟู อนรุ กั ษ์ สบื สาน อยูท่ ี่ สยาม
ยุทธ์ กรุงเทพ ฯ ทุกวัน ครูเช้า วาทโยธา ที่ยังอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอด มวยโคราช ให้กับลูกศิษย์
และผู้ท่ีสนใจเป็นประจาที่โรงเรียนบ้านไผ่ อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมท้ังเปิดสอนในวิชา
เรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษา ปีท่ี 4 ปลี ะ 450 คน

เอกลักษณม์ วยไทยโคราช

เอกลักษณ์มวยไทยโคราช พบว่า สวมกางเกงขาส้ัน ไม่สวมเสื้อ สวมมงคลท่ีศีรษะขณะชก
การพันหมัดแบบคาดเชือก ต้ังแต่หมัดข้ึนไปจรดข้อศอก เพราะมวยโคราช เป็นมวยต่อยวงกว้าง และ
ใช้หมัดเหวย่ี งควาย การพนั เชือกเช่นน้ี เพื่อปอ้ งกนั การเตะ ตอ่ ยได้ดี การฝึกฝึกจากครูมวย

ในหม่บู า้ น ตอ่ จากน้ันจึงได้รบั การฝกึ จากครูมวยในเมือง ข้ันตอนการฝึกโดยใช้ธรรมชาติ เม่ือ
เกิดความคล่องแคล่วแล้วทาพิธียกครู แล้วให้ย่างสามขุมและฝึกท่าอยู่กับท่ี 5 ท่า ท่าเคล่ือนที่ 5 ท่า
ฝึกลกู ไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่ไมส้ าคญั ประกอบด้วย ท่าแมไ่ ม้ครู 5 ทา่ และทา่ แมไ่ ม้สาคญั

โบราณ 21 ท่า แล้วมีโคลงมวยเป็นคติสอนนักมวยด้วย พร้อมคาแนะนา เตือนสติไม่ให้เกรง
กลัวคตู่ ่อสู้ (เชา้ วาทโยธา, 2550)
ภาคอีสาน มวยอีสานหรือมวยโคราช เป็นมวยลักษณะเตะ ต่อย และใช้พื้นที่เป็นวงกว้าง นิยมคาด
เชือกขมวดรอบแขนจนจรดข้อศอก ทาให้สามารถรับการโจมตีทรี่ ุนแรงของฝา่ ยตรงขา้ มได้....

มวยลพบุรี (มวยไทยภาคกลาง)
มวยลพบุรี มวี วิ ฒั นาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทาให้มวยลพบรุ ีแบ่งช่วงเวลา

ต่าง ๆ ตามความสาคัญเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงท่ี 1 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 1200 ถึง 2198 นับเป็น
ช่วงเร่ิมต้นของมวยลพบุรี มีปรมาจารย์สุกะทันตะฤาษี เป็นผู้ก่อตั้งสานักขึ้นท่ี เขาสมอคอน เมือง
ลพบุรี มีลกู ศิษย์รุ่นสดุ ท้ายคอื พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช ช่วงที่ 2 อย่รู ะหวา่ งปพี ุทธศักราช 2199 ถึง
2410 ถือเป็นชว่ งสืบทอดของมวยลพบุรี ในสมยั นี้ สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช พระมหากษัตรยิ ์ ท่ี
ส่งเสริมมวยลพบุรี อย่างกว้างขวาง มีการจัดการแข่งขันโดยกาหนดขอบสังเวียนและมีกติกาการ
แข่งขัน โดยมีพระพุทธเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ อีกพระองค์หน่ึงที่สนับสนุนมวยไทยและชอบชกมวย
และมักปลอมพระองค์ไปชกมวยกับชาวบ้านอยู่เป็นประจา ช่วงท่ี 3 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2411
ถึง 2487 เป็นช่วงพัฒนาของมวยลพบุรี ช่วงนี้มวยลพบุรี โด่งดังมากและเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด
โดยเฉพาะในรชั สมยั ของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว รชั กาลท่ี 5 พระองค์เรยี นวชิ ามวย
ไทยจากปรมาจารยห์ ลวงมลโยธานุโยค

เอกลักษณ์ของมวยลพบุรี
เอกลักษณ์ของมวยลพบุรี เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้
แมน่ ยา เรยี นลักษณะการตอ่ ยมวยแบบนี้ว่า มวยเก้ียว ซงึ่ หมายถึง มวยท่ใี ชช้ ั้นเชงิ เข้าทาคู่ตอ่ สู้ โดยใช้
กลลวงมากมายจะเคล่ือนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อหลบลีกได้ดี สายตาดี รุกรับและออกอาวุธ หมัด เท้า
เข่า ศอก ได้อย่างรวดเรว็ สมกบั ฉายา ฉลาดลพบรุ ี เอกลกั ษณท์ ีเ่ หน็ ชัดเจนอีกประการหนง่ึ กค็ ือ มีการ
พันมือคร่ึงแขน แต่ที่เด่นและแปลกกว่ามวยสายอ่ืน ๆ ก็คือ การพันคาดทับข้อเท้า ซ่ึงเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะของมวยลพบุรี (ชนทัต มงคลศลิ ป์, 2550)ภาคกลาง มหี ลายประเภทด้วยกัน เชน่ มวยลพบุรี
มวยพระนคร เป็นต้น แต่มวยลพบุรีจะได้รับความนิยมมากท่ีสุดเพราะเป็นมวยที่เข้าออกรวดเร็ว การ
ชกทาได้รวดเรว็ สามารถเข้าสู่วงในของคตู่ ่อสู้ในช่วั พริบตา เปน็ มวยทเี่ นน้ หมดั ตรงเป็นหลกั .......

มวยไชยา (มวยไทยภาคใต)้
มวยไชยา เปน็ มวยไทยโบราณของภูมปิ ญั ญาไทย บรรพบรุ ษุ ไทย กษตั รยิ ไ์ ทยท่สี ืบทอดกันมา

จากอดีตสู่ปัจจุบัน เพื่อสืบสานต่อไปในอนาคตท่ียั่งยืน มวยไชยาสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ ยุค
เริ่มตน้ กาเนดิ ขนึ้ จากพ่อท่านมา หรือหลวงพ่อมาอดตี นายทหารจากพระนครสมยั รัชกาลท่ี 3 ฝกึ มวย
ให้กับชาวเมืองไชยา ยุคเฟื่องฟูในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5
พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช จากน้ันได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ แก่นักมวยจาก
เมืองไชยา คือ นายปรง เปน็ หมื่นมวยมชี อ่ื ตาแหน่งกรรมการพิเศษ เมอื งไชยา ถือ

ศักดินา 300 ยุคเปล่ียนแปลงในช่วงรัชสมัยพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลท่ี 9 เกิดขึ้นเพราะต้องร้ือเวที และพระครูโสภณเจตสิการาม (เอ่ียม) เจ้าอาวาสเจ้าอาวาสวัด
ไชยามรณภาพลง มวยไทยไชยาจึงสิ้นสุดลงด้วยยุคอนุรักษ์หลังจากส้ินสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิกา
ราม (เอ่ียม) มวยไทยไชยาเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจาของชาวไชยา อย่างไรก็ตามยังมีผู้ท่ีเคย
เรียนมวยไทยไชยา แล้วนามาสืบทอดต่ออีกหลายท่าน เช่น ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย นายทองหล่อ
ยาและนายอมรกฤต ประมวล นายกฤษดา สดประเสริฐ นายอเล็กซ์ สุย และพันเอก อานาจ พุก

ศรีสุข เป็นต้น นักมวยที่มีชื่อเป็นท่ีรู้จักได้แก่ หม่ืนมวยมีชื่อ นายปล่อง จานงทอง ผู้มีท่าเสือลากหาง
เป็นอาวุธสาคัญการต่อสู้เน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติมวยไชยาสืบค้นได้ถึง พระยาจีสัต
ยารกั ษ์ (ขา ศรยี าภยั ) เจ้าเมอื งไชยา ในสมยั รัชกาลที่ 5 ถา่ ยทอดมายังบตุ รชายคือ ปรมาจารย์เขตร
ศรียาภัย ซ่ึงภายหลังย้ายมาตั้งรกรากท่ีกรุงเทพ ฯ เผยแพร่มวยไชยาแก่ศิษย์มากมายจนกระท่ังถึงแก่
กรรมในปี พ.ศ.2521

เอกลักษณข์ องมวยไชยา

เอกลักษณ์ของมวยไชยา พบว่ามีอยู่ 7 ด้าน คือ การตั้งท่ามวยหรือการจดมวย ท่าครูหรือ
ท่าย่างสามขุม การไหว้ครูร่ายรา การพันมือแบบคาดเชือก การแต่งกาย การฝึกซ้อมมวยไชยาและแม่
ไม้มวยไชยา กระบวนท่ามวยไชยามีทั้งหมด 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่ ปั้นหมัด พัน
แขน พันหมดั กระโดดตบศอก พันหมดั พลกิ เหลย่ี ม เตน้ แร้งเต้นกา ยา่ งสามขมุ ทา่ ทีส่ าคัญคือท่า เสือ
ลากหาง เคลด็ มวยไชยาท่ีใชป้ ้องกนั ไดด้ ที สี่ ุดคือ ปอ้ ง ปดั ปิด เปิด (จตั ุชัย จาปาหอม, 2550)

ภาคใต้ ถ้าพูดถึงมวยภาคใต้คงไม่มีใครไม่รู้จักมวยไชยา ซ่ึงเป็นมวยท่ีมีลักษณะการรุก-รับ รัดกุมและ
แตกต่างจากมวยภาคอื่นอย่างมาก เพราะเน้นการการใช้ศอกเพื่อเข้าประชิด และมีจังหวะการออก
หมดั น้อย เพราะมักเอาชนะด้วยการทมุ่ ทบั จบั หักอีกฝา่ ย.......

คาถามท้ายบท

เร่ือง มวยไทยสี่ภาค

1."มวยโคราช"เป็นมวยของภาคใด

ก. ภาคอสี าน ข.ภาคเหนอื

ค.ภาคใต้ ง.ภาคกลาง

2. “มวยลพบรุ ี” เป็นมวยของภาคใด

ก. ภาคอสี าน ข.ภาคเหนอื

ค.ภาคใต้ ง.ภาคกลาง

3. "มวยไชยา"เปน็ มวยของภาคใด

ก. ภาคอีสาน ข.ภาคเหนือ

ค.ภาคใต้ ง.ภาคกลาง

4.”มวยท่าเสา”เป็นมวยของภาคใด

ก. ภาคอสี าน ข.ภาคเหนอื

ค.ภาคใต้ ง.ภาคกลาง

5.ฉายา หมื่นชงัดเชิงชก คอื ใคร

ก.นายแดง ไทยประเสริฐ ข.นายเมฆบ้านท่าเสา

ค.นายกลงิ้ ไมป่ รากฏสกุล ง.นายปล่อง จานงทอง

แม่ไม้มวยไทย ลกู ไม้มวยไทย
แมไ่ ม้มวยไทย หมายถงึ ทา่ ของการใชศ้ ลิ ปะมวยไทยทส่ี าคัญทสี่ ดุ อนั เปน็ พนื้ ฐานของการใช้ไมม้ วย
ไทย ซ่ึงผ้ฝู ึกมวยไทยต้องเรียนรู้ และปฏบิ ัติให้ได้ก่อนท่จี ะฝึกลกู ไม้ถือว่าเป็นการใช้ไมม้ วยไทยที่
ละเอียดขึ้น บรู พาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒไิ ด้จัดแบ่งแม่ไม้มวยไทยออกเปน็ 15 ไม้ ได้แก่

1.ทา่ สลับฟันปลา (รับดา้ นนอก)
ฝา่ ยรุก เดนิ เข้ามาชกด้วยหมัดซา้ ย ตรงไปท่ีใบหน้าของฝ่ายรบั
ฝ่ายรบั ใชม้ ือซ้ายปัดหมัดฝา่ ยรกุ ท่ขี ้อมือ ส่วนมอื ขวากระแทกไปทห่ี วั ไหลด่ า้ นนอก ของฝา่ ยรกุ

2.ทา่ ปกั ษาแหวกรัง (รบั ด้านใน)
ฝา่ ยรกุ เดินมวยเข้าชกดว้ ยหมดั ขวาตรงไปทีใ่ บหน้า มือซ้ายต้ังม่ันพร้อมที่จะชกหมัด
ฝ่ายรบั ก้าวเทา้ ขวา ทแยงเฉียงด้านขวาสบื เทา้ เขา้ วงใน ทิ้งนา้ หนกั ตวั ลงบนเทา้ ขวา ใช้แขนซา้ ยปดั
หมดั ใหพ้ ้นใบหน้า มือขวากระแทกไปทห่ี ัวไหล่ด้านในของฝ่ายรุกทันที

3.ทา่ ชวาซดั หอก
ฝา่ ยรุก เดนิ มวยชกด้วยหมดั ขวาตรงไปทบ่ี รเิ วณหน้าของฝ่ายรับ มือขวาต้ังมั่น
ฝา่ ยรบั รบี กา้ วเท้าซา้ ยเฉียงออกวงนอก ทงิ้ นา้ หนักตวั ลงบนเท้าซ้าย โดยพงุ่ ตวั เข้าหาค่ตู ่อสู้ แขนขวา
ยกขน้ึ ปัดหมัดฝ่ายรุกให้เบนออกพน้ ตวั แขนซา้ ยยกศอกกระแทกเข้าชายโครงของฝา่ ยรุก

4.ท่าอเิ หนาแทงกริช
ฝ่ายรกุ เดนิ มวยเข้าชกด้วยหมัดขวาตรงไปทีบ่ ริเวณหนา้ ของฝา่ ยรบั มือซ้ายตั้งมั่น
ฝา่ ยรบั รีบก้าวเทา้ ขวาทแยงเข้าวงใน ทงิ้ น้าหนักลงบนเท้าขวา ยกแขนซา้ ยขึ้นปดั หมัดใหพ้ น้ ตวั
แขนขวางอศอก เพอื่ ส่งศอกกระแทกทช่ี ายโครงของฝา่ ยรุก

5.ทา่ ยอเขาพระสเุ มรุ
ฝา่ ยรุก เดนิ มวยชกด้วยหมดั ขวา ตรงเข้าบรเิ วณหน้าของฝา่ ยรับ มือซ้ายต้งั ม่ัน
ฝา่ ยรบั รบี ก้มศรี ษะใหห้ มัดผ่านศรี ษะไป พร้อมกับสบื เทา้ ขวาไปขา้ งหน้าเล็กน้อย ให้ไดจ้ ังหวะหมัด
แล้วชกหมัดขวา เข้าสู่ปลายคาง ของฝา่ ยรุกทนั ที

6.ทา่ ตาเถรคาฝัก
ฝา่ ยรุก เดนิ มวยชกดว้ ยหมัดขวาตรงเขา้ บริเวณหนา้ ของฝ่ายรับ มือซ้ายต้งั มน่ั
ฝ่ายรบั รบี สบื เท้าขวาไปข้างหนา้ เขา้ วงในของฝ่ายรกุ ท้งิ น้าหนักตวั ลงบนเท้าขวา พร้อมกับงอแขน
ซา้ ยยกข้ึนตรงหน้า ปดั กระแทกขึ้น ให้หมัดฝ่ายรุกพน้ ศีรษะไป มือขวาชกเข้าสปู่ ลายคางของฝ่ายรุก
ทนั ที

7.ทา่ มอญยนั หลัก
ฝ่ายรกุ เดินมวยชกด้วยหมดั ซ้ายตรงเข้าบริเวณหน้าของฝ่ายรับ

ฝา่ ยรับ รีบยกแขนทัง้ สองขึ้นปอ้ งกันหน้า พร้อมกับยกเทา้ ขวาถบี เขา้ ที่ยอดอกหรือท้องของฝา่ ยรุก ให้
กระเด็นไป

8.ท่าปกั ลูกทอย
ฝา่ ยรกุ เดินมวยเข้าเตะเหวี่ยงด้วยเทา้ ซ้ายเปา้ หมายคือ ศีรษะฝา่ ยรบั มอื ทงั้ สองตัง้ มนั่
ฝา่ ยรับ รบี สืบเทา้ เข้าหาครึ่งก้าว พรอ้ มกบั หมุนตัว เอาเท้าขวาเปน็ แกน หนั หนา้ เขา้ หาทิศทางที่เท้า
เตะมา ยกศอกขวาต้ังขน้ึ ระดับหน้าแขง้ มือซ้ายตง้ั การด์ ปิดระดบั ต้นคอให้มัน่ เพ่ือปอ้ งกันพลาดถูก
ใบหน้า

9.ท่าจระเขฟ้ าดหาง
ฝา่ ยรุก เดนิ มวยเข้าชกดว้ ยหมดั ขวาตรงสุดแรง จนตวั เสียหลักถลันเขา้ ไปข้างหนา้
ฝา่ ยรับ ก้าวเทา้ ซ้ายทแยงออกวงนอก เอี้ยวตวั ใหห้ มัดผา่ นทางไหลข่ วา ในระยะ ๑ คบื แล้วใชเ้ ทา้
ซ้ายเปน็ หลัก หมุนให้สน้ เทา้ กระแทกที่ศีรษะ ของฝ่ายรุก

10.ทา่ นาคาบิดหาง
ฝ่ายรกุ เดนิ มวยเขา้ หา พร้อมเตะเหวย่ี งดว้ ยเท้าขวา มือทั้งสองตั้งม่ัน
ฝ่ายรับ รบี พลิกตัวหนั หนา้ ไปทางเท้าที่กาลังเตะมา น้าหนักตัวทง้ิ บนเท้าซ้าย เท้าขวาอยู่ในหลกั ยนื
มวย แบบสิงหยาตร มอื ขวาตัง้ ฝา่ มือปะทะปลายเท้า มือซ้ายแบหงาย ตะปบส้นเทา้ แล้วใชม้ อื ทจี่ บั
ปลายเท้า พลกิ บิดออกด้านนอก มือซา้ ยจบั ส้นเท้าฝ่ายรกุ ดึงเขา้ หาตวั พร้อมกับใช้เขา่ กระแทกไปท่ี
นอ่ ง

11.ท่าหักงวงไอยรา
ฝา่ ยรกุ เดินมวยเขา้ หาพร้อมยกเท้าเข้าเตะกราดบรเิ วณชายโครง มือทง้ั สองตัง้ มน่ั
ฝา่ ยรับ กา้ วเท้าซ้ายเขา้ หาฝ่ายรุกในระยะเกือบชิดตัวอยา่ งรวดเรว็ หนั หนา้ เข้าหาทิศทาง ที่ฝา่ ยรกุ
เตะมา กระแทกศอกขวาสบู่ รเิ วณโคนขาฝ่ายรุก พร้อมแขนซา้ ยโอบจบั ตรงบริเวณน่อง ยกขาให้สงู
เพอ่ื ใหเ้ สียหลัก ป้องกนั ฝา่ ยรุกใช้ศอกถองที่ศีรษะ

12.ทา่ วริ ุฬหกกลับ
ฝา่ ยรุก เดินมวยเขา้ หา พรอ้ มท้ังยกเท้าเตะกราดตรงบริเวณชายโครง
ฝา่ ยรับ รบี พลิกตวั ทแยงหนั หน้าส่ทู ศิ ทางทเ่ี ท้าเตะมา ใชเ้ ท้าซา้ ยเป็นหลักยนื ใหม้ น่ั ยกเท้าขวา
กระแทกด้วยส้นเท้าที่ตน้ ขาให้สะทอ้ นกลับไป มือทั้งสองต้ังใหม้ ่นั เพื่อป้องกนั พลาดถูกชายโครง

13.ทา่ หักคอเอราวัณ
ฝา่ ยรกุ เดนิ มวยเขา้ หา ชกด้วยหมัดขวาตรงบรเิ วณหน้าของฝา่ ยรบั
ฝา่ ยรับ กา้ วเทา้ ซ้ายไปข้างหน้า ใชห้ มัดท้งั สองจบั ทตี่ ้นคอฝ่ายรกุ จากนั้นก็กระแทกเขา่ ขวาไปท่หี น้า
ของฝา่ ยรุก

14.ท่าดับชวาลา
ฝ่ายรุก เดินมวยเขา้ ชกหมัดขวาตรงไปท่ีใบหนา้ ของฝา่ ยรับ
ฝ่ายรบั ก้าวเทา้ ซ้ายทแยงเฉียงออกวงนอก ทง้ิ นา้ หนักตวั บนเท้าซา้ ย ใชม้ ือซา้ ยกดแขนขวา ของฝ่าย
รกุ ให้เบนและลงต่า รีบชกด้วยหมัดขวาตรงไปที่ใบหนา้ ใหเ้ ปน็ จังหวะเดยี วกับมือซา้ ยท่ีกดลงนนั้ อยา่ ง
รวดเรว็

15.ทา่ ขุนยกั ษ์จับลงิ
ฝา่ ยรุก เดนิ มวยเขา้ ชกหมดั ซ้ายตรงเขา้ ท่ีบริเวณหน้าของฝ่ายรับ พรอ้ มกับเตะเท้าขวา ตรงบรเิ วณ
ชายโครง ตามดว้ ยศอกขวาอย่างรวดเร็ว
ฝา่ ยรับ รีบก้าวเทา้ ซา้ ยสืบเข้าหาตวั ก้าวเท้าขวา ยกแขนทัง้ สองข้างปัดการเตะท่ีแขง้ ขวาของฝา่ ยรุก
พร้อมยกแขนซา้ ยป้องกันศอกขวาของฝา่ ยรุก แม่ไมน้ เี้ ปน็ การหลบหมัด หลบเตะ หลบศอก ในเวลา
เดยี วกัน

ลูกไมม้ วยไทย
ลกู ไม้มวยไทย หมายถงึ ทา่ ของการใชศ้ ิลปะมวยไทยท่แี ตกยอ่ ยออกไปจากแมไ่ ม้ มีลักษณะ
ละเอยี ดออ่ นมากมายหลายอยา่ ง ซงึ่ ผู้ฝกึ จะต้องผา่ นการฝึกหัดแม่ไมม้ วยไทยก่อนจงึ จะฝกึ ลูกไม้ได้ดี
ในสมัยโบราณครูมวยและผ้มู ีความรู้ดา้ นมวยไทย ได้จดั แบง่ ลกู ไม้มวยไทยออกเป็น 15 ลกู ไม้ ได้แก่
เอราวณั เสยงา บาทาลบู พกั ตร์ ขุนยักษ์พานาง พระรามน้าวศร ไกรสรข้ามห้วย กวางเหลียวหลงั
หริ ญั มว้ นแผ่นดนิ นาคมดุ บาดาล หนุมานถวายแหวน ญวณทอดแห ทะแยค้าเสา หงสป์ ีกหกั สกั
พวงมาลัย เถรกวาดลาน และฝานลกู บวบ
ซง่ึ มวี ธิ ีการปฏิบัติดังนี้

1.เอราวณั เสยงา
ฝ่ายรกุ ชกหมัดขวาตรง ไปยงั ใบหน้าฝ่ายรับ
ฝา่ ยรับ เอย้ี วตวั หลบหมดั ขวาไปทางซ้าย ใชห้ มัดซา้ ยปดั หมัดขวาของฝา่ ยรุก พร้อมชกหมัดขวาเข้าที่
คางของฝ่ายรกุ อย่างรวดเรว็

2. บาทาลบู พกั ตร์
ฝ่ายรุก เดินเขา้ พร้อมชกฝา่ ยรบั
ฝา่ ยรบั รีบใช้เท้าขวาถีบไปที่ใบหนา้ ของฝ่ายรกุ อย่างรวดเร็ว ลูกไม้นี้ชิงจังหวะทาก่อน (ชงิ คม)

3.ขนุ ยักษ์พานาง
ฝ่ายรกุ เดนิ ชกดว้ ยหมดั ตรงขวา เข้าบรเิ วณหนา้ ฝา่ ยรบั
ฝา่ ยรับ กา้ วเท้าขวาเฉียงออกวงนอก หลบหมัดทชี่ กมา แล้วกา้ วเท้าขวาประชิดตัวมือขวาโอบลาตัว
ฝ่ายรกุ พรอ้ มจับทุ่มด้วยสะโพก

4. พระรามนา้ วศร
ฝา่ ยรกุ เดินเขา้ มาประชดิ ตวั ยกศอกคู่หรือศอกเด่ยี วขึ้นกระแทกลงหมายแสกหน้าหรือกระหมอ่ ม
ฝ่ายรบั
ฝา่ ยรบั ยอ่ เข่ากม้ หัวลงเลก็ น้อยเพื่อชะลอแรงกระแทก ยกแขนซา้ ยขึน้ ปกหนา้ ป้องกัน ศอกท่ี
กระแทกลงมาพร้อมชกสวนออกไปด้วยหมดั ตรงขวา

5. ไกรสรขา้ มห้วย
ฝา่ ยรุก เดินเข้าเตะเฉียงขวาฝา่ ยรับ มอื ทั้งสองตัง้ มน่ั
ฝา่ ยรบั พลิกตวั หนั หน้ามาทางเทา้ ทเี่ ตะ งอแขนขวาขน้ึ รับพร้อมกบั สอดเทา้ ขวาถบี เข้าท่ีตน้ ขาของ
เทา้ ฝ่ายรกุ ทีเ่ ป็นหลัก

6.กวางเหลยี วหลัง
ฝา่ ยรุก เดนิ เขา้ หาพรอ้ มชกหมัดเหวีย่ งขวามือท้งั สองต้ังมั่น
ฝา่ ยรบั หมุนตัวหลบไปดา้ นซา้ ยพรอ้ มเท้าขวาถีบเข้าที่บริเวณชายโครง

7. หริ ัญมว้ นแผ่นดิน
ฝา่ ยรกุ เตะเฉียงขวาหมายซอกคอฝา่ ยรบั มอื ทง้ั สองต้ังมน่ั
ฝ่ายรบั เท้าขวาประชิดเข้าหาเท้าทเี่ ตะมา รบี ยกแขนขวาท่อนลา่ งขน้ึ รับเตะของฝ่ายรุก พรอ้ มกลบั
หลังหันใชศ้ อกกลบั ตีคาง หรือบริเวณใบหนา้ ของฝา่ ยรุกทันที

8.นาคมดุ บาดาล
ฝ่ายรุก เดนิ เข้าเตะเฉียงขวาหมายซอกคอฝา่ ยรบั มอื ทั้งสองตง้ั ม่ัน
ฝา่ ยรับ ก้มตัวหลบลอดใตเ้ ท้าขวาของฝ่ายรุกที่เตะมา แลว้ รีบสอดเทา้ ขวาถีบขาพับซา้ ยของฝ่ายรุก
ทันที

9.หนุมานถวายแหวน
ฝา่ ยรุก เดินเข้าชกดว้ ยหมดั ขวาตรงเข้าท่หี น้าฝ่ายรบั
ฝา่ ยรับ ก้าวเทา้ ซ้ายมาด้านข้าง พร้อมกับ ย่อตัวลงหลบหมัดตรงฝา่ ยรกุ และสวนกลบั ดว้ ยหมัด
เสยทั้งสอง เสยเขา้ ที่คางของฝ่ายรุก

10.ญวนทอดแห
ฝา่ ยรกุ เดินเขา้ ถีบด้วยเทา้ ขวาไปทห่ี นา้ ของฝ่ายรับมือทั้งสองตั้งมั่น
ฝา่ ยรับ กา้ วเท้าขวาทแยงเฉียงออกวงนอก ใช้แขนขวาปดั ขาเบนแรงถีบ แลว้ ใชเ้ ทา้ ขวาเปน็ หลกั พลกิ
ตัวถีบสวนข้นึ ด้วยเทา้ ซา้ ยเข้าทพี่ บั ในของฝ่ายรุกทันที

11.ทะแยคาเสา
ฝ่ายรุก เดินเข้าเตะด้วยเทา้ ขวาท่กี ้านคอฝ่ายรบั มือท้งั สองต้งั ม่นั
ฝา่ ยรบั กา้ วขาเฉยี งไปทางขวาเล็กน้อย ตง้ั แขนซา้ ยกนั เทา้ ทีเ่ ตะมา ย่อตัวลงพลิกตัวเล็กนอ้ ย ถีบด้วย
เท้าซา้ ยไปที่ขาซ้ายทีย่ ืนเป็นหลกั ของฝ่ายรุกให้หงายหลงั ล้มลง

12.หงส์ปีกหัก
ฝ่ายรุก เดนิ เข้าชกดว้ ยหมดั เหวย่ี งขวาตรงสใู่ บหน้าฝ่ายรับ มอื ซ้ายต้ังมั่น
ฝ่ายรับ ก้าวเทา้ ซ้ายเข้าประชดิ ตัวใชแ้ ขนซา้ ยปดั หมดั ใหเ้ บนออก กระแทกศอกขวาเข้าทหี่ ัวไหล่ขวา
ของคตู่ ่อสู้

13.สักพวงมาลยั
ฝ่ายรกุ เดนิ มวยเขา้ ชกด้วยหมัดขวาตรงไปยงั ใบหน้าฝา่ ยรับ มือซา้ ยตงั้ ม่ัน
ฝ่ายรับ ก้าวเทา้ ขวาประชดิ ตัวใชแ้ ขนซา้ ยปัดหมัดใหเ้ บนออก กระแทกศอกขวาเข้าท่ียอดอกของคู่
ตอ่ สู้

14.เถรกวาดลาน
ฝ่ายรุก เดนิ เฉยี งมวยท่ีก้านคอ
ฝ่ายรบั ก้มตวั ลง ใหเ้ ท้าของฝา่ ยรุกเตะผ่านศีรษะไป แลว้ เท้าขวาเตะกวาดไปท่ีเท้าซ้ายทยี่ นื อยขู่ อง
ฝา่ ยรุกอยา่ งสุดแรง ถ้ายนื จดมวยให้เตะกวาดขาที่อยขู่ ้างหนา้

15.ทา่ ฝานลกู บวบ
ฝา่ ยรุก เดินเขา้ ชกด้วยหมดั ขวาตรงไปที่ใบหน้าฝา่ ยรบั มือซา้ ยต้งั ม่ัน
ฝ่ายรบั กา้ วเท้าซ้ายทแยงเขา้ วงใน ใชแ้ ขนซ้ายปัดหมัดใหเ้ บนออก พร้อมกับศอกงัดเฉยี งเข้าทป่ี ลาย
คางฝ่ายรุกทนั ที

คาถามทา้ ยบท
เรือ่ ง แมไ่ ม้มวยไทย ลูกไม้มวยไทย
1.ท่าฝานลกู บวบ ฝ่ายรกุ จะต้องทายงั ไง
ก.เดนิ เข้าถีบด้วยเท้าขวาไปทห่ี น้าของฝา่ ยรบั มอื ทั้งสองตง้ั มน่ั
ข.เดนิ เข้าชกดว้ ยหมดั ขวาตรงไปทีใ่ บหน้าฝา่ ยรับ มือซ้ายต้ังมนั่
ค.เดินเฉียงมวยที่กา้ นคอ
ง.เดนิ มวยเข้าชกด้วยหมัดขวาตรงไปยังใบหน้าฝา่ ยรบั มือซ้ายตัง้ มน่ั
2.เถรกวาดลาน ฝ่ายรกุ จะตอ้ งทายังไง
ก.เดินเข้าถบี ด้วยเทา้ ขวาไปทห่ี นา้ ของฝ่ายรับมอื ท้ังสองตั้งม่นั
ข.เดินเข้าชกด้วยหมัดขวาตรงไปทใี่ บหนา้ ฝา่ ยรบั มือซ้ายตั้งม่นั
ค.เดินเฉียงมวยทก่ี า้ นคอ
ง.เดนิ มวยเขา้ ชกดว้ ยหมดั ขวาตรงไปยังใบหน้าฝ่ายรบั มอื ซ้ายตงั้ มนั่
3.สกั พวงมาลัย ฝา่ ยรบั จะต้องทายังไง
ก.เดินเข้าถีบดว้ ยเท้าขวาไปทห่ี น้าของฝ่ายรับมอื ทั้งสองตั้งมัน่
ข.เดนิ เขา้ ชกด้วยหมดั ขวาตรงไปที่ใบหนา้ ฝ่ายรับ มือซ้ายต้ังม่ัน
ค.เดนิ เฉยี งมวยที่กา้ นคอ
ง.กา้ วเทา้ ขวาประชดิ ตัวใชแ้ ขนซา้ ยปดั หมดั ใหเ้ บนออก กระแทกศอกขวาเขา้ ทีย่ อดอกของคู่
ต่อสู้
4.ลูกไมม้ วยไทยออกเป็น ก่ีลูกไม้
ก.15 ข.16
ค.17 ง.18
5.แมไ่ ม้มวยไทยออกเป็น ก่ีไม้
ก.15 ข.16
ค.17 ง.18

การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสาหรับนักกีฬามวยไทย

การเสริมสรา้ งสมรรถภาพทางกายสาหรบั นกั กีฬามวยไทย

สร้างเสริมสมรรถภาพทางกายทัง้ 5 ดา้ น ดังน้ี

1) ดา้ นความคลอ่ งแคลว่ ว่องไว ความคลอ่ งแคล่วว่องไวถือเปน็ เปน็ องค์ประกอบของสมรรถภาพทาง

กายทีส่ าคญั สาหรับนักกีฬาทุกประเภท เพราะเป็นความสามารถในการหลบหลกี คตู่ ่อสู้ และ
เคล่อื นไหวของร่างกายไดอ้ ย่างรวดเร็วไมต่ ดิ ขัดในการแขง่ กีฬา ซง่ึ สอดคล้องกับ สุขสวัสด์ิ ชนะพาล
(2550, หนา้ 17) กล่าวว่า ความคลอ่ งแคล่วว่องไวเปน็ ปัจจยั ทส่ี าคญั ต่อการเลน่ กฬี าชนดิ ต่างๆ ซึ่งผู้ท่ี
มคี วามคล่องแคล่ววอ่ งไวดีน้ันจะสามารถส่งผลชว่ ยให้การเคลอื่ นไหวในสถานการณ์กฬี าไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพ เพราะนักกีฬาจาเปน็ ตอ้ งมีความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเรว็
ฉบั พลนั ทุกทิศทกุ ทางรวมถงึ การทรงตัวทด่ี ี ไม่วา่ จะเป็นการหยดุ หรอื หลอกล่อหลบหลกี คู่ตอ่ สู้ รวมไป
ถงึ การใชท้ ักษะกีฬาในการแข่งขันกีฬาน้ันผทู้ ี่มีความคล่องแคล่ววอ่ งไวท่ีดีกวา่ จะสามารถฉกฉวย
โอกาสการเขา้ จูโจมคูต่ ่อสไู้ ด้ทุกโอกาสและทุกรปู แบบ สอดคล้องกับ ธนพงษ์ ขนุ หารแกว้ (2558,
หน้า 6 อา้ งถงึ ชูศกั ด์ิ เวชแพทย์ และกนั ยา ปาละวทิ ธั น์, 2556, 289-291) ความสาคัญของ
คลอ่ งแคล่วว่องไวมีความสาคัญในกจิ กรรมทุกอย่างทเี่ กี่ยวข้องกบั การเปลย่ี นตาแหน่งของรา่ งกายหรือ
สว่ นหนึง่ สว่ นใดไดอ้ ย่างรวดเร็ว การหยดุ หรอื การเปลยี่ นทิศทางได้รวดเร็ว เป็นพน้ื ฐานของ
สมรรถภาพทด่ี ีในการเล่นกีฬาหลายอย่าง เช่น ฟุตบอล ฟุตซอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล
แบดมนิ ตันกีฬายิมนาสติก มวย ย่อมตอ้ งการการเคลื่อนไหว อย่างรวดเร็วและเปล่ียนตาแหน่งของ
ร่างกายได้อยา่ งรวดเรว็ ด้วย

2) ด้านความแขง็ แรงกลา้ มเนื้อ เปน็ สมรรถภาพทางกายท่ีนักกฬี าต้องมที ุกคนเพราะเป็นสมรรถภาพ
ทาง

กายพ้นื ฐานของนักกีฬา เพราะเปน็ ความสามารถในการออกแรงหรือการเคล่ือนไหวไดอ้ ย่างแขง็ แรง
ซึ่งสอดคล้องกบั เจริญ กระบวนรัตน์ (2542, หน้า 265) กล่าววา่ ความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื เป็น
ความสามารถในการออกแรงตา้ นกับแรงท่ีมากระทาตอ่ ร่างกายหรือความสามารถในการเคล่ือนไหว
หรอื เคลอ่ื นท่ีของรา่ งกายจากทห่ี นึ่งไปอกี ท่หี นึ่งตวั อย่างท่ีแสดงความแข็งแรงของกล้ามเนอื้ อยา่ ง
ชัดเจน และสอดคล้องกับ สโตน (Stone @ O"Beyant,1992 หน้า158-160) ความแข็งแรงของ
กล้ามเนื้อมคี วามสาคญั เกี่ยวกับความสามารถทางกฬี าการ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะทาให้
กล้ามเนอ้ื เอ็น ข้อมีความแขง็ แรงสงู สุดเพ่มิ ข้ึน ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดบาดเจบ็ ละความเครียดท่ีเกดิ
กับกล้ามเน้ือ อนั เนื่องมาจากการทางานในชีวติ ประจาวัน เช่น การปวดหลงั และการลดโอกาสของ

การเกิดโรคทางระบบขอต่อของกล้ามเนอ้ื (Skeletal musculature) และโรคทางเดินระบบของ
โลหิตและสามารถเล่นกีฬาทตี่ ้องใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไดเ้ ป็นอยา่ งดี

3) ด้านพลงั กล้ามเนื้อ เปน็ สมรรถภาพทางกายท่ีทาให้ความสามารถนักกีฬามีทักษะท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพ
ทดี่ ี

ซง่ึ สอดคล้องกบั มาโนช บุตรเมอื ง (2539, หนา้ 58) สาหรบั นกั กีฬาท่ีไดร้ บั โปรแกรมการฝึกพลัง
กล้ามเนอื้ กจ็ ะทาให้พลงั กล้ามเนื้อทด่ี ีกว่าคนท่ีไม่ไดร้ บั การฝึก โดยพลังของกลา้ มเนือ้ เปน็ ผลของความ
แขง็ แรงและความเร็วซึง่ เปน็ คุณสมบัติทเี่ ฉพาะทสี่ ามารถบ่งบอกถงึ ความสาเร็จของนักกีฬาได้ค่อนข้าง
ชัดเจนมากทส่ี ุดดา้ นหนงึ่ พลงั สูงสุดของกล้ามเน้ือเป็นผลมาจากการผสมผสานกนั ที่เหมาะสมของแรง
สงู สดุ ทแ่ี สดงออกมาดว้ ยความเร็วสงู สดุ เท่าทีจ่ ะทาได้พลงั อาจเปลยี่ นแปลงไปได้ถ้าองค์ประกอบ
ทางด้านความแขง็ แรงและความเรว็ เปลี่ยนแปลงไปและการเพม่ิ พลังของกลา้ มเนื้อจึงจาเปน็ ท่ีจะต้อง
เพมิ่ ทั้งความแข็งแรงและความเร็ว ในทางทดี่ นี ้นั คือ การเพมิ่ ความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อเพราะเปน็ สง่ิ
สาคัญท่ีจะทาให้เสน้ ใยกลา้ มเนื้อมีความแข็งแรงสง่ ผลให้เส้นใยกลา้ มเนื้อมีความเรว็ ในการหดตวั มาก
ย่งิ ขนึ้ นนั่ เอง เนื่องจากการแข่งขนั กีฬา นักกีฬาจาเป็นต้องมีการพัฒนาพลงั กลา้ มเนือ้ ของตน เพื่อใช้ใน
สถานการณต์ ่างๆของการแข่งขนั ซึ่งอาจจะแตกตา่ งกนั ไปบ้างตามชนดิ กีฬา

4) ด้านความอดทนกล้ามเนื้อและระบบไหลเวยี นเลือด คือสมรรถภาพทางกายพื้นฐานของทุกคนและ
เป็น

สงิ่ สาคัญของนกั กีฬาทกุ ประเภท ซ่งึ สอดคล้องกบั วุฒิพงษ์ ปรมตั ถากร และ อารี ปรมัตถากร (2545,
หนา้ 38)การเสริมสรา้ งความอดทนหรือทนทานของกลา้ มเน้อื เท่ากบั เปน็ การเสรมิ สรา้ งการทางาน
ของระบบไหลเวียนเลอื ดระบบหายใจ และระบบกล้ามเน้ือใหท้ างานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ สาหรับ
นกั กฬี าทจี่ ะต้องใช้ความอดทนของกลา้ มเน้ือในการแขง่ ขนั กีฬา

5) ดา้ นความออ่ นตัว ถอื เปน็ สมรรถภาพทางกายที่จะสง่ ผลให้ทกั ษะกีฬาเกิดพฒั นาทด่ี ขี ้ึนได้ ซ่งึ
สอดคล้อง

กับธนพงษ์ ขนุ หาญแกว้ (2557, บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษาผลของการฝกึ ความอ่อนตวั ต่อความคลอ่ งแคล่ว
วอ่ งไวใ้ นนักมวยไทยอาชีพค่ายเควสไทยแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า ความคล่องแคลว่ ว่องไวก่อนฝึกมี
คา่ 25.17 + 3.79 ครง้ั /วนิ าที และภายหลังฝกึ มคี ่า 27.33 + 2.96 คร้ัง/10 วนิ าที มคี วามแตกตา่ งกนั
อย่างนยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ P<0.05 โดยมีการเปล่ียนแปลงเพิม่ ข้นึ ร้อยละ 8.5 การฝึกความออ่ น

ตวั ด้วยโปรแกรมน้ี มผี ลตอ่ การเพ่ิมความคล่องแคลว่ วอ่ งไวในนักกีฬามวยไทย การพัฒนารปู แบบ
โปรแกรมการฝึกช้อมมวยไทยสาหรับนกั มวยไทยอาชพี จะเหน็ ไดว้ ่าสมรรถภาพ

ทางกายทงั้ 5 ดา้ น เปน็ สมรถภาพทางกายทส่ี าคัญสาหรบั นักมวยไทยท่จี ะทาใหน้ กั มวยไทยมี
ความสามารถในการใชศ้ ักยภาพของทักษะและเวลาการแข่งขนั ทดี่ ขี ึน้ จากผลการสร้างโปรแกรมการ
ฝกึ ซอ้ มมวยไทยสารบั นักมวยไทยอาชพี ในการพฒั นาการสร้างเสรมิ สมรรถภาพทางกายทีเ่ ก่ียวข้องกบั
นกั มวยไทยอาชพี ประกอบดว้ ย ด้านความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว ดา้ นความแข็งแรงกลา้ มเน้ือ ดา้ นพลัง
กลา้ มเนอื้ ด้านความอดทนและระบบไหลเวยี นเลอื ด ด้านความอ่อนตัว สมรรถภาพทายท้งั 5 ดา้ นถือ
เป็นองคป์ ระกอบที่สาคัญในการพัฒนานักมวยไทยในการใช้ทักษะและความสามารถในการแขง่ ให้มี
ประสิทธภิ าพท่ดี ีขนึ้ ได้


Click to View FlipBook Version