การเขียนรายงาน
การศึกษาค้นคว้า
รายงานการศึกษาค้นคว้า หมายถึง
การนําเสนอผลงานทีได้จากการศึกษา
ค้นคว้า รวบรวม สาํ รวจหรอื ปฏิบัติ
เกียวกับเรอื งใดเรอื งหนึงอย่างละเอียด
เรยี บเรยี งเนือหาโดยใช้วิธีการเขียน
เชิงวิชาการ นําเสนอเพือให้ผู้อืนพิจารณา
หรอื รบั ทราบ
การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า
เปนศิลปะอย่างหนึงทีผู้เขียนจะต้องใช้
ความสามารถในการเรยี บเรยี งเนือหาจาก
ข้อมูลให้สัมพันธ์กันอย่างเปนระบบ เพือให้
ผู้อ่านเข้าใจถูกต้องชัดเจน ผู้เขียนจึงต้องมี
ความรูเ้ กียวกับขันตอนในการเขียนรายงาน
เปนอย่างดี
ความสาํ คัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า
๑. สามารถค้นคว้าหาความรูด้ ้วยตนเอง
เปนการฝกให้รูห้ ลักการสืบค้นข้อมูล
จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ แล้วนํามาวิเคราะห์
ความน่าเชือถือก่อนจะนําข้อมูลไปใช้
ความสาํ คัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๒. สามารถรวบรวมความรูไ้ ด้อย่างเปนระบบ
ตามหัวข้อเรอื งทีตนเองสนใจศึกษา
ความสาํ คัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๓. สามารถแสดงความรูด้ ้วยการใช้ภาษา
ทีเปนแบบแผน
การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า
จะต้องใช้ภาษาทีเปนทางการ เพือความ
น่าเชือถือและนําไปอ้างอิงได้
ความสาํ คัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๔. ใช้กระบวนการคิดอย่างมีระบบ
เรยี งลาํ ดับอย่างเหมาะสม
ความสาํ คัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๕. เรยี บเรยี งเนือหาโดยใช้วิธีการเขียน
เชิงวิชาการ
การลาํ ดับเนือหา การอ้างอิงแหล่งทีมา
อย่างเปนระบบ
ลักษณะของรายงานทีดี
๑. มีการนําหลักการและ/หรอื ทฤษฎีมาใช้อย่าง
เหมาะสม เนืองจากในการศึกษาค้นคว้า จะต้องมีการ
วิเคราะห์เนือหา โดยมีหลักการหรอื ทฤษฎีมารองรบั
อย่างเหมาะสม หลักการหรอื ทฤษฎีดังกล่าวควร
เปนทียอมรบั ในแวดวงสาขาวิชาการนัน ๆ พอควร
และตรงกับเรอื งทีศึกษาค้นคว้า
ลักษณะของรายงานทีดี (ต่อ)
๒. มีการแสดงความคิดรเิ รมิ สรา้ งสรรค์
อย่างเหมาะสม เช่น เสนอแนวทางการแก้ปญหา
ทีไม่เคยมีผู้ทาํ มาก่อน หรอื เคยมีผู้ทาํ แต่ไม่ชัดเจน
เพียงพอ
ลักษณะของรายงานทีดี (ต่อ)
๓. ความสมบูรณ์และความถูกต้องของเนือหาสาระ
เนือหาสาระต้องสมบูรณ์ตามชือเรอื งทีกาํ หนด และ
ถูกต้องในข้อเท็จจรงิ การอ้างอิงทีมาหรอื แหล่งค้นคว้า
ต้องถูกต้อง เพือแสดงจรรยามารยาทของผู้เขียน และ
เปนแหล่งชีแนะให้ผู้สนใจได้ติดตามศึกษาค้นคว้าต่อไป
การค้นคว้าควรศึกษามาจากหลายแหล่ง
ลักษณะของรายงานทีดี (ต่อ)
๔. ความชัดเจนของการเขียนรายงาน จะต้องมี
ความชัดเจนในด้านลาํ ดับการเสนอเรอื ง มีความสามารถ
ในการใช้ภาษา และการนําเสนอตาราง แผนภูมิ
ภาพประกอบ ทังนีเพือให้การนําเสนอเนือหาชัดเจน
เข้าใจง่าย เปนระเบียบไม่ซาซ้อนสับสน
การใช้ภาษาในการเขียนรายงาน
๑. ควรใช้ภาษาหรอื สาํ นวนโวหาร
เปนของตนเองทีเข้าใจง่ายและถูกต้อง
๒. ใช้ประโยคสัน ๆ ให้ได้ใจความชัดเจน
สมบูรณ์ ตรงไปตรงมาไม่วกวน
การใช้ภาษาในการเขียนรายงาน (ต่อ)
๓. ใช้ภาษาทีเปนทางการ ไม่ใช้ภาษาพูด
คาํ ผวน คาํ สแลง อักษรย่อ คาํ ย่อ
๔. ใช้คาํ ทีมีความหมายชัดเจน ละเว้น
การใช้ภาษาฟุมเฟอย การเล่นสาํ นวน
การใช้ภาษาในการเขียนรายงาน (ต่อ)
๕. ระมัดระวังในเรอื งการสะกดคาํ
การแบ่งวรรคตอน
๖. ระมัดระวังการแยกคาํ ด้วยเหตุทีเนือที
ในบรรทัดไม่พอหรอื หมดเนือทีในหน้านัน
การใช้ภาษาในการเขียนรายงาน (ต่อ)
๗. ให้เขียนเปนภาษาไทย ไม่ต้องมี
คาํ ภาษาอังกฤษกาํ กับ ถ้าเปนคาํ ใหม่
หรอื ศัพท์วิชาการในการเขียนครงั แรก
ให้กาํ กับภาษาอังกฤษไว้ในวงเล็บ
ครงั ต่อ ๆ ไปไม่ต้องกาํ กับภาษาอังกฤษ
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า
๑. กาํ หนดเรอื งและขอบเขตของเนือหา
โดยอาจเปนเรอื งทีถูกกาํ หนดหัวข้อหรอื
กาํ หนดหัวข้อเอง ซึงการกาํ หนดหัวข้อเอง
ควรคาํ นึงถึงสิงต่อไปนี
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๑) เปนเรอื งทีน่าสนใจ มีแหล่งข้อมูลเพียงพอ
ทีจะศึกษาค้นคว้า
๒) เปนเรอื งทีผู้เขียนสนใจและมีความถนัด
เหมาะสมกับเวลาและความสามารถ
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๒. กาํ หนดจุดมุ่งหมาย
เมือได้หัวข้อ ผู้เขียนควรกาํ หนดจุดมุ่งหมาย
ของการทาํ รายงานว่า จะศึกษาค้นคว้าหัวข้อนัน
ในด้านใด อย่างไร เพือตอบคาํ ถามใด คาดหวัง
จะได้รบั ความรูใ้ ด
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๓. เขียนโครงเรอื ง
โดยใช้เปนกรอบเพือเปนแนวทางในการเขียน
รายงาน กาํ หนดหัวข้อหลัก หัวข้อย่อยตามลาํ ดับ
โดยเขียนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของรายงาน
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๔. สาํ รวจแหล่งข้อมูล โดยแบ่งเปน ๒ ประเภท คือ
๑) ข้อมูลทีเปนลายลักษณ์อักษร ได้แก่ เอกสาร
หรอื หลักฐานต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร นิตยสาร
จดหมายเหตุ วิทยานิพนธ์ บทความ เปนต้น
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๒) ข้อมูลภาคสนาม ได้แก่ ข้อมูลทีรวบรวมขึน
จากการสาํ รวจ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์
การสังเกต เปนต้น
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๕. รวบรวมข้อมูล
โดยเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเปนระเบียบและ
แยกเปนกลุ่ม เพือความสะดวกในการวิเคราะห์
ควรจัดทาํ บัตรบันทึกข้อมูลทีมีรายละเอียดเกียวกับ
หัวข้อเรอื งทีบันทึก แหล่งทีมาของข้อมูล แหล่งค้นคว้า
และการสรุปใจความสาํ คัญของเรอื ง การทาํ บัตรบันทึก
ข้อมูล ควรบันทึกข้อมูล ๑ หัวข้อ ต่อบัตรบันทึกข้อมูล
๑ แผ่น
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๖. วิเคราะห์ข้อมูล
โดยควรทาํ ความเข้าใจ ตีความข้อมูลทีศึกษา
หากข้อมูลเปนการแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนรายงาน
ต้องอภิปรายว่าเห็นด้วยหรอื ไม่เห็นด้วย ถ้าเปนข้อมูล
ภาคสนามอาจใช้วิธีการทางสถิติรว่ มด้วย
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๗. เรยี บเรยี งเนือหา
โดยผู้เขียนจะต้องเรยี บเรยี งรายงานตาม
ส่วนประกอบของรายงาน คือ ส่วนประกอบตอนหน้า
ส่วนเนือหา และส่วนประกอบตอนท้าย โดยเฉพาะ
ส่วนเนือหา ผู้เขียนต้องนําข้อมูลทีจัดระเบียบ วิเคราะห์
และตีความแล้วมาเรยี บเรยี งจากความเข้าใจโดยใช้
ภาษาทางการ
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๘. อ่านทบทวน
โดยผู้เขียนควรปรบั ปรุง แก้ไขสาํ นวนภาษา
เพือให้รายงานมีความสมบูรณ์
ขันตอนการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า (ต่อ)
๙. เขียนส่วนประกอบอืนของรายงาน
เช่น บรรณานุกรม สารบัญ หน้าปก จัดทาํ เปน
รูปเล่มเพือนําเสนอ
ส่วนประกอบของรายงาน
ส่วนประกอบของรายงาน สามารถแบ่งได้ ๓ ส่วน ดังนี
๑. ส่วนประกอบตอนหน้า ได้แก่
๑) ปกนอก ประกอบด้วย ชือเรอื ง ชือผู้เขียนรายงาน
ชือครูผู้สอน ชือวิชา ชือสถาบัน ภาคการศึกษา ปการศึกษา
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๒) ใบรองปก เปนกระดาษเปล่า ๑ แผ่น ทีคันอยู่ระหว่าง
ปกนอกและปกใน
๓) ปกใน เปนกระดาษสีขาวธรรมดา เขียนรายละเอียด
เหมือนปกนอก
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๔) คาํ นํา กล่าวถึงเนือหาโดยสรุปของรายงาน เพือให้ผู้อ่าน
เข้าใจภาพรวมของรายงานในเบืองต้น เช่น บอกจุดมุ่งหมาย
ในการศึกษาค้นคว้า ความสาํ คัญ ขอบเขต ประโยชน์ของรายงาน
ตลอดจนกล่าวขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือจนกระทังรายงาน
เสรจ็ สมบูรณ์
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๕) สารบัญ เปนการเรยี งลาํ ดับหัวข้อของ
เนือเรอื งในรายงาน โดยบอกเลขหน้ากาํ กับ
เพือสะดวกในการค้นหา
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๒. ส่วนเนือหา ได้แก่
๑) บทนํา กล่าวถึง หัวข้อของรายงาน หลักการ
เหตุผล สภาพปญหา หรอื ความสาํ คัญของเรอื งที
ศึกษาค้นคว้า
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๒) เนือหาสาระ ส่วนทีสาํ คัญทีสุดของรายงาน
เพราะเปนความรูท้ ีได้จากการศึกษาค้นคว้า ถ้าเปน
รายงานทีมีขนาดยาวอาจแบ่งเนือหาเปนบทย่อย ๆ
เพือให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๓) บทสรุป เปนการสรุปผลการศึกษาค้นคว้า
อาจมีการอภิปรายเพิมเติมหรอื ข้อเสนอแนะ
ในการศึกษาเรอื งนัน ๆ ต่อไป
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๓. ส่วนท้าย ได้แก่
๑) บรรณานุกรม หมายถึง รายชือหนังสือ เอกสารอ้างอิง
ทีนํามาใช้เปนข้อมูลในการเขียนรายงานทางวิชาการ การเขียน
บรรณานุกรมจะต้องจัดลาํ ดับของหนังสือ โดยเรยี งลาํ ดับ
ชือผู้แต่งตามลาํ ดับอักษรในพจนานุกรม ชือผู้แต่งภาษาไทย
ลาํ ดับก่อนชือผู้แต่งชาวต่างประเทศ เช่น
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๐). พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทย.
กรุงเทพมหานคร: ยูเนียนอุลตรา้ ไวโอเล็ต.
Dr. Ou. (1998). โรคเอดส์ (AIDS). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http: //www.thaiclinic.com/hiv.html.
(วันทีสืบค้นข้อมูล: ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๒) ภาคผนวก หมายถึง เนือหาหรอื ข้อมูลเพิมเติมที
เกียวข้องกับหัวข้อเรอื ง ซึงผู้เขียนคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
ซึงส่วนประกอบส่วนนีจะมีหรอื ไม่มีก็ได้
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๓) อภิธานศัพท์ หมายถึง การอธิบายคาํ ศัพท์เฉพาะเรอื ง
ซึงเปนคาํ ศัพท์ยากทีได้กล่าวไว้ในเนือหาของรายงาน เพือช่วย
ให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายยิงขึน ซึงส่วนประกอบส่วนนีจะมีหรอื ไม่มี
ก็ได้
ส่วนประกอบของรายงาน (ต่อ)
๔) ดัชนี หมายถึง บัญชีคาํ ทีจัดเรยี งตามลาํ ดับตัวอักษร
เฉพาะคาํ สาํ คัญทีกล่าวไว้ในรายงานและมีเลขหน้าของ
คาํ เหล่านันปรากฏในรายงาน เพือให้สะดวกต่อการค้นคว้า
ซึงส่วนประกอบส่วนนีจะมีหรอื ไม่มีก็ได้