The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kangsadarn.ta, 2023-11-30 10:56:51

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

Keywords: วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร,กิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ,วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร (5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 – 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559) เป็นพระมหากษัตริย์ ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีและทรง เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 53 ตาม ประวัติศาสตร์ไทย ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิ ถุ น า ย น พ . ศ . 2489 ด้ ว ย พ ร ะ ปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิ ราช บรมนาถบพิตร จนสวรรคต เป็น ประมุขแห่งรัฐที่ครองราชย์ยาวนานมาก ที่สุดตลอดกาลในประเทศไทย เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปเอเชีย พระองค์ยังเป็นประมุขแห่งรัฐที่ด ารง ต าแหน่งนานที่สุดในโลกในขณะทรงพระ ชนม์ นับตั้งแต่การสวรรคตของจักรพรรดิฮิ โรฮิโตะแห่งญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2532 กระทั่ง สวรรคตใน พ.ศ. 2559 อีกทั้งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ด ารงต าแหน่งนานที่สุดตลอดกาลอันดับที่ 3 ของ โลก ด้วยระยะเวลาในราชสมบัติทั้งสิ้น 70 ปี 126 วัน พระองค์เสด็จพร ะร าช สมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงพยาบาลเมาต์ออ เ บิ ร์ น เ มื อ ง เ ค ม บ ริ ด จ์ รั ฐ แมสซาชูเซตส์ สหรัฐ เป็นพระราช โอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระ มหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระ บรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า


พระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพในราช สกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐ แมสซาชูเซตส์ สหรัฐ อันเป็นที่ซึ่งพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีก าลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ า ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระโอรสองค์ที่สามใน สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวง สงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบ ศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ตะละภัฎ, สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาล ต่อมา) มีพระนามเมื่อแรกประสูติอัน ปรากฏในสูติบัตรว่า "เบบี สงขลา" (อังกฤษ: Baby Songkla) ต่อมาคื อ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุล เดช เมื่อได้รับพระราชทานนาม มี พระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรม เชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระ เจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จ


พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียก พระองค์เป็นการล าลองว่า "เล็ก" สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ในปี พ.ศ. 2488พระนามภูมิพลอดุลเดชนั้น พระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทางโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2470 โดยทรงก ากับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า "Bhumibala Aduladeja" ท าให้สมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยว่าได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า "ภูมิบาล"ใน ระยะแรกพระนามของพระองค์สะกดเป็นภาษาไทยว่า "ภูมิพลอดุลเดช" ต่อมา พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเองทรงเขียนว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" โดยทรงเขียนทั้งสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบหลังซึ่งมีตัว "ย" สะกด พระนามของพระองค์มีความหมายว่า ภูมิพล – ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน" อดุลยเดช – อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อ านาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "อ านาจที่ไม่อาจเทียบได้" เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงส าเร็จการศึกษา ป ริ ญ ญ า แ พ ท ย ศ า ส ต ร บัณฑิตเกียรตินิย ม จ าก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ พร้อมด้วยสมเด็จพระ บรมราชชนนี สมเด็จพระ เจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จ พระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนก ส ว ร ร ค ต ข ณ ะ ที่ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรม นาถบพิตร มีพระชนมายุไม่ ถึงสองพรรษา


การศึกษา พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 4 พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชด าเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระบรมราชชนนีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเพื่อ การศึกษาและพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอลนูแวลเดอลาซุอิสรอม็องด์ (École Nouvelle de la Suisse Romande) เมืองชายี-ซูร์-โลซาน (Chailly-sur-Lausanne) สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราช สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ก็ ได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้า ฟ้าภูมิพลอดุลเดช เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 พระองค์ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระต าหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึง พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จากโรงเรียนฌีมนาซกลา ซิกก็องตอนาลเดอโลซาน ( Gymnase Classique Cantonal de Lausanne) แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนก วิทยาศาสตร์ โดยเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง


พระมหากษัตริย์ไทย ต้นรัชกาลและราชาภิเษกสมรส วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่าง กระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ในวันเดียวกัน รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (พระยศในขณะนั้น) ขึ้นทรงราชย์สืบราช สันตติวงศ์ต่อไปจากนั้นทรงเสด็จพระราชด าเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขา จากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งในช่วงเวลานั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์และเสด็จพระราชด าเนินศึกษาต่อ คณะผู้ส าเร็จราชการแทน พระองค์ชั่วคราวในครั้งแรก ซึ่งได้แก่ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ), พระยานลราชสุวัจน์ (ทอง ดี นลราชสุวัจน์) และสงวน จูฑะเตมีย์ สมาชิกพฤฒสภา ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม ขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา) ประกาศนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2489 (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์)


พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเล่าว่า ระหว่างประทับรถพระที่นั่งเสด็จ พระราชด าเนินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรง ได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" จึงทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชน อย่างไรได้" ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนัก ในหน้าที่พระมหากษัตริย์ของ พระองค์ ดังที่ได้ตรัสตอบชาย คนเดิมนั้นในอีก 20 ปีต่อมา หลังจากที่จบการศึกษาจาก สวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จ เยือนกรุงปารีส ทรงพบกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นธิดาของเอกอัครราชทูตไทยประจ ากรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นครั้งแรก ในขณะนั้น ทั้งสอง พระองค์มีพระชนมายุ 21 พรรษาและ 15 พรรษาตามล าดับ ใน พ.ศ. 2490 พระองค์ทรงมีพระ ราชหัตถเลขาแสดงความพอพระราชหฤทัย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่พระองค์ทรงขับ รถยนต์พระที่นั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ท าให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการถวายการรักษา พระองค์มี พระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระ เนตรขวา แพทย์จึงถวายการรักษา อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระ อาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัย แล้วว่าพระองค์พระเนตรขวาบอด จึงได้ถวายการแนะน าให้พระองค์ ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจ าจนกระทั่งหายจากอาการประชวร อันเป็นเหตุที่ท าให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติ ยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 และเสด็จพระราชด าเนินนิวัตพระนครในปีถัดมา โดยประทับ


ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธี ราชาภิเษกสมรสกับหม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระ ต าหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสา อัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษก สมรสนี้ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระ ราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณ ราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระ สุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถ บพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม" ในโอกาสนี้พระองค์ทรง พระราชด าริว่า ตามโบราณราชประเพณี เมื่อ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิง ถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรด ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัคร มเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี วันที่ 28 เมษายน 2493 พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานน้้าพระมหาสังข์ ณ วังสระปทุม วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงหลั่งน้้าพระ มหาสังข์ทรงเจิมแล้วพระราชทาเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็น โบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์และเครื่องอิสริยราชชูปโภค ส้าหรับต้าแหน่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในงานพระราช พิธีฉัตรมงคล และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี


ทรงผนวชพระราชพิธีทรงผนวชในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขณะทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชเสด็จฯ ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม–5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จ พระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับฉายาว่า ภูมิพโลภิกขุ หลังจากนั้น พระองค์เสด็จฯ ไป ประทับจ าพรรษา ณ พระต าหนัก ปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่าง ที่ผนวชนั้น พระองค์ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา 5 ธันวาคม ปีเดียวกัน ระหว่างที่ทรงด ารง ส ม ณ เ พ ศ พ ร ะ ภิ ก ษุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรง ป ฏิ บั ติ พ ร ะ ร า ช กิ จ เ ช่ น เ ดี ย ว กั บ พ ร ะ ภิ ก ษุ ทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงท า วัตรเช้า–เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชด าเนินไปทรง ปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่น ๆ เช่นในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ได้เสด็จพระราชด าเนินไปยังวัด พระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในวันที่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูล ละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยัง เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย


พระราชโอรส พระราชธิดา มีพระราชโอรสและพระราชธิดา 4 พระองค์ คือ 1. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราช กัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระนาม เดิม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบล รัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรง ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๑๕ 2. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงด ารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหา วชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๑๕ เสด็จขึ้นครองสิริ ราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ และทรงรับ บรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ล าดับที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสมบูรณ์ตามโบราณขัตติยราชประเพณี เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” 3. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีครั้งด ารงพระอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริน ธรเทพรัตนราชสุดากิติวัฒนาดุลโสภาคย์ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระ นามาภิไธยเพื่อยกย่องพระเกียรติยศเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒


ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้า มหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณ วรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยาม บรมราชกุมารี” 4. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน เพื่อยกย่องพระเกียรติยศ เนื่องในโอกาสพระราช พิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ มีพระนามตามจารึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าน้อง นางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” พระพุทธรูปประจ้าพระองค์ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจ า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิ เพชร ภายใต้ฉัตร 5 ชั้น หน้าตักกว้าง 7 นิ้ว ความสูงยอดพระรัศมี 9 นิ้ว ทรง พัดแฉก หล่อด้วยเงิน สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธรูปประจ าพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตั้งการ ฉลองสมโภชพระพุทธรูปประจ าประชนม วาร ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อ เสร็จการแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญ พระพุทธรูปประจ าพระชนมวาร ประดิษฐานไว้กับพระชัยวัฒน์ ประจ ารัชกาล ณ หอพระสุราลัยพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร ปัจจุบันอัญเชิญพระพุทธรูปประจ าพระชนมวารพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชพิธีสงกรานต์ เป็น พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซึ่งเป็นปางประจ าวันจันทร์ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ ประจ้าพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปประจ้าพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพิตร


ธงประจ้าพระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ธงมหาราช (ธงส้าหรับองค์พระมหากษัตริย์) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด เกล้า ฯ ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงธงราชอิสริยยศ โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ ธง ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) เปลี่ยนรูปร่างลักษณะและสีของธงมหาราช ใหม่ เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นสีเหลือง ตรงกลางมีรูปครุฑพ่าห์สีแดง ตราพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. (มหาภูมิพลอดุลยเดช ปรมราชาธิราช) ภายใต้อุณา โลมและพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี โดยรูปอักษร "ภ" เป็นสีเหลืองทอง (หมายถึง สี ประจ าราชวงศ์จักรี) "ป" สีน้ าเงิน (หมายถึง สีประจ าพระบรมราชอิสริยยศ พระมหากษัตริย์) และ "ร" สีขาว (หมายถึง สีประจ าพระชนมวารตามคติมหาทักษา; วัน จันทร์) ธงพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ธงพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร เป็นธงพื้นสีเหลือง อัน เป็นสีประจ าพระชนมวาร (เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐) กลางธง มีตราสัญลักษณ์ประจ าพระองค์ซึ่งปกติเป็นตรา พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ภายใต้อุณาโลมและ พระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี โดยรูปอักษร "ภ" เป็นสีเหลืองทอง (หมายถึง สีประจ าพระมหาจักรีบรมราชวงศ์) "ป" สีน้ าเงิน (หมายถึง สีประจ าพระ บรมราชอิสริยยศ พระมหากษัตริย์) และ "ร" สีขาว (หมายถึง สีประจ าพระชนมวารตามคติมหาทักษา) ส าหรับธงสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แบบง่าย จะใช้วิธีการพิมพ์ตราสัญลักษณ์ด้วยสีแดงสีเดียวลงบนผืนธงสีเหลือง


พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในด้านต่างๆ พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้้า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับ การยกย่องว่า ทรงเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องน้ า ทรงศึกษาค้นคว้าเรื่อง “น้ า” อย่างจริงจังและลึกซึ้ง ทรงเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และได้พระราชทานแนวพระราชด าริการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ าของประเทศไทยตั้งแต่บริเวณต้นน้ าจนถึงปลายน้ า ทั้งการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ า การจัดการน้ าใต้ดิน การแก้ไขปัญหาอุทกภัย แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการชลประทานของประเทศอยู่เสมอ รัชสมัยนี้ เป็นยุคทองของระบบการชลประทานไทย โครงการพระราชด าริที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ า ท่วม น้ าแล้ง และน้ าเสียปรากฏอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โครงการพระราชด าริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ าที่ส าคัญ ได้แก่ โครงการฝน หลวง เป็นโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ าในช่วงฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และฝนไม่ตกในพื้นที่ เกษตรที่ต้องการ โครงการแก้มลิง เป็นโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาน้ าท่วมและเป็นที่พักน้ าก่อนจะระบาย สู่ทะเล ตัวอย่างเช่น โครงการแก้มลิง “คลองมหาชัย – สนามชัย” ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ า เจ้าพระยา และโครงการแก้มลิงรับน้ าอเนกประสงค์บริเวณทุ่งมะขามหย่อง จังหวัด พระนครศรีอยุธยา โครงการประตูระบายน้้าคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชด าริ เป็น โครงการเพื่อประโยชน์ในการช่วยผันน้ าในแม่น้ าเจ้าพระยาให้ไหลลัดออกสู่ทะเลได้เร็วยิ่งขึ้น จึงช่วย แก้ไขปัญหาน้ าท่วมบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการบ้าบัดน้้าเสียบึงมักกะสัน อัน เนื่องมาจากพระราชด าริ เป็นโครงการที่ใช้ผักตบชวาดูดซับมลพิษในน้ า และใช้เครื่องกลเติมอากาศ


กั งหันน้้ าชัย พัฒนาช่วยบ าบัดน้ า เ สี ย โ ค ร ง ก า ร วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม แ ห ล ม ผั ก เ บี้ ย อั น เนื่องมาจากพระราชด าริ อ าเภอบ้าน แหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการใช้ ธรรมชาติบ าบัดน้ าเสียชุมชนก่อนลงสู่ ทะเล โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้้าปาก พนัง อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา เป็นโครงการป้องกันการรุกตัวของน้ าเค็ม และการพระราชทานแนวพระราชด าริให้ จัดสร้างเขื่อนกักเก็บน้ าเพื่อใช้อุปโภคบริโภค ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แก้ปัญหาน้ าท่วม และส าหรับใช้เป็นพลังงานผลิตไฟฟ้า เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้้าป่าสัก อันเนื่องมาจาก พระราชด าริ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จังหวัดลพบุรี – สระบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัด นครนายก เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และเขื่อนแควน้อยบ้ารุงแดน อัน เนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดพิษณุโลก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ ความส าคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ า ดังพระราชด ารัสที่ได้พระราชทานไว้ว่า “น้้าคือชีวิต หากไม่มีน้้า คนอยู่ไม่ได้” พระราชทานแนวพระราชด าริว่าการท าลายป่าในพื้นที่ต้นน้ าจ านวนมากเป็น เหตุให้เกิดความแห้งแล้ง ก่อให้เกิดภัยพิบัติในช่วงฤดู ฝน และสร้างความเดือน ร้ อ น ใ ห้ แ ก่ ป ร ะ ช า ช น โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชด าริในพื้นที่ต้นน้ า จึงเกิดขึ้นหลายโครงการ ที่ ส าคัญได้แก่ โครงการ หลวงและศูนย์ศึกษาการ พัฒนาห้วยฮ้องไคร้ อัน เนื่องมาจากพระราชด้าริ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานค าแนะน าให้แก่ราษฎรเรื่อง การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น (Check Dam) เพื่อกักเก็บน้ าไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและช่วยฟื้นฟู อนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ าโดยใช้วัสดุธรรมชาติก่อสร้าง ตามหลักความเรียบง่ายและประหยัด


พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจเพื่อการแก้ปัญหาดินในทุกลักษณะ ทั้งดินปนทราย ดินเปรี้ยว ดินเค็ม และการ พังทลายของดิน เพื่อให้เกษตรกรท าการเพาะปลูกได้ดีขึ้น การทรงงานเรื่องดินเป็นที่ประจักษ์ต่อ นักวิทยาศาสตร์ด้านดินทั่วโลก ในพุทธศักราช ๒๕๔๗ สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences) ได้มีมติเสนอให้วันที่ ๕ ธันวาคม (วันพระบรมราชสมภพ) เป็นวัน ดินโลก เพื่อร าลึกถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการทรัพยากรดิน โครงการพระราชด าริเกี่ยวกับ ดินที่ส าคัญ ได้แก่ โครงการแกล้ง ดิน ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัด นราธิวาส เป็นตัวอย่างของการประสบ ความส าเร็จในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ในพื้นที่พรุให้แก่เกษตรกรจังหวัด นราธิวาส ปัตตานี ท าให้สามารถปลูก ข้ าว แ ล ะเ พ าะป ลู ก พื ชไ ร่ไ ด้ ก าร ศึกษาวิจัยการปลูกหญ้าแฝก ทรง ศึกษางานวิจัยของธนาคารโลกเรื่อง หญ้าแฝก ทรงพบว่าหญ้าแฝกเป็นพืชที่ มีประโยชน์ มีรากยาวแทงทะลุดินกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร ซึ่งรากหญ้าแฝกที่ยาวมากนี้จะเกาะเกี่ยวเนื้อดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ปัญหา เรื่องการพังทลายของดินบริเวณเนินเขา ปัญหาดินปนทรายและดินดาน อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการ ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ าเป็นอย่างมาก จึงพระราชทานแนวพระราชด าริให้ศูนย์ศึกษาการ พัฒนาห้วยฮ้องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด าเนินการศึกษาเรื่องหญ้าแฝก ซึ่งการศึกษาได้ประสบ ผลเป็นที่ประจักษ์ โครงการพัฒนาที่ดินบริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชด าริ อ าเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นโครงการที่เกิดจากพระราชประสงค์ให้ประชาชนสามารถ ด ารงชีวิตได้อย่างพอมีพอกินตามหลักทฤษฎีใหม่ – ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการพัฒนาที่ดินและ การบริหารจัดการน้ า ด้วยการแบ่งพื้นที่แปลงเล็ก ๆ จ านวน ๑๕ ไร่ ออกเป็น ๔ ส่วน ในอัตรา ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ ส่วนแรกส าหรับการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ าและเลี้ยงปลา ส่วนที่สองส าหรับปลูก ข้าว ส่วนที่สามส าหรับปลูกพืชสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ และ ส่วนที่สี่ส าหรับเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหาก เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตนเองแล้วจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมตามหลักการนี้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตพึ่งพา


ตนเองได้อย่างอย่างยั่งยืนภายใต้ความประหยัด เรียบง่าย มีพืชผลการเกษตรบริโภคโดยไม่ต้องพึ่งพา เงินหรือระบบทุนนิยมมากจนเกินไป นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานแนวพระราชด าริจัดสรรที่ดินท ากินให้แก่เกษตรกรที่ยากจน ได้แก่ โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชด้าริหนอง พลับ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และโครงการจัดสรรที่ดินตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย จังหวัด เพชรบุรี ทั้งยัง พระราชทานแนวพระราชด าริการแก้ปัญหาดินเค็ม โดยให้ใช้ระบบชลประทานช่วยเจือ จางลดความเค็มของดินที่จังหวัดสกลนคร การแก้ปัญหาดินทรายตามแนวพระราชด าริ ณ ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดเพชรบุรี และการฟื้นฟูที่ดินเสื่อม โทรมที่เขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี เป็นต้น พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ ความส าคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เป็นอย่างมาก ทรงพระราชด าริว่าป่าไม้เป็นแหล่ง ทรัพยากรส าคัญของชาติ และน ามาซึ่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การทรงงานในเรื่องป่าไม้จึงผสาน เป็นแนวทางเดียวกันกับการจัดการทรัพยากรน้ าและดิน พุทธศักราช ๒๕๐๔ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัย ของการพัฒนา พื้นที่ป่าไม้แปรสภาพเป็นพื้นที่การเกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม จัดสรรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย พัฒนาเป็นแหล่งน้ าเพื่อการเพาะปลูกและผลิตกระแสไฟฟ้า บางพื้นที่ถูกใช้เป็นแหล่งปลูกพืชเสพติด ส่งผลให้พื้นที่ป่าลดจ านวนลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทรงพบว่าพื้นที่ป่าไม้ถูกท าลายขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น จึงทรงพิจารณาศึกษาหาแนวทางช่วยเหลือโดยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและสภาพวิถีชีวิตของ ราษฎรในพื้นที่ โครงการหลวง เป็นโครงการเพื่อการพัฒนารักษาป่าต้นน้ าในบริเวณพื้นที่ป่าในภาคเหนือที่ถูก ท าลายไปโดยชาวไทยภูเขา เพื่อท าไร่เลื่อนลอยและปลูก ฝิ่น โครงการหลวงประสบ ความส าเร็จอย่างสูงในการ แก้ปัญหาการตัดไม้ท าลายป่า ในขณะเดียวกัน ยังช่วยพัฒนา คุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขาเผ่า ต่าง ๆ ให้มีอาชีพและมีที่อยู่ เป็นหลักแหล่ง ขจัดปัญหาการ ปลูกฝิ่นซึ่งเป็นภัยคุกคามอัน


ร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และพระราชทานค าแนะน าให้ชาวไทย ภูเขาหันมาปลูกพืชผักผลไม้ และดอกไม้เมืองหนาว ทดแทนการปลูกฝิ่น เช่น ถั่วแดงหลวง มะเขือเทศ แอปเปิ้ล สตรอว์เบอรี่พันธุ์พระราชทาน ๘๐ สาลี่ พลับ ลูกท้อ ชา และกาแฟอาราบริก้า เป็นต้น รวมทั้ง พระราชทานพันธุ์สัตว์ เช่น ปลาและหมู อีกทั้ง ได้เสด็จพระราชด าเนินไปทอดพระเนตรการด าเนินงาน พัฒนาโครงการหลวงหลายครั้ง ปัจจุบัน โครงการหลวงเจริญก้าวหน้ามากเป็นที่รู้จักในระดับ นานาชาติ ประกอบด้วย สถานีวิจัยเกษตร ๓ แห่ง คือ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวง แม่สอด สถานีเกษตรหลวงปางดะ และศูนย์พัฒนาพืชใหม่ ๆ ๒๖ ศูนย์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลหมู่บ้านใน จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา และล าพูน จ านวน ๒๑๙ หมู่บ้าน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทาน แนวพระราชด าริเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ได้แก่ ป่าไม้สาธิต การอนุรักษ์พันธุ์ยางนา และพืชสมุนไพร ในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง หลักการ คือ ให้ปลูกต้นไม้ ๓ ประเภท คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และ ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งต้นไม้ทั้ง ๓ ประเภท สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ประการที่ ๔ คือ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ า แนวพระราชด ารินี้เป็น การผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์และการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ป้องกันการบุกรุกท าลายป่า สามารถ พลิกฟื้นพื้นป่าที่แห้งแล้งให้กลับมาเป็นป่าต้นน้ าที่สมบูรณ์ตามระบบนิเวศอีกครั้ง ซึ่งศูนย์ศึกษาการ พัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จังหวัดเชียงใหม่น้อมน าแนวพระราชด าริมาด าเนินการ จนประสบความส าเร็จ ส่งผลให้ป่าชุมชนอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานแนวพระราชด าริ เรื่อง การปลูกป่าทดแทน และการปลูกป่าชายเลนเพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ ได้แก่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ าห้วยบางทรายตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชด าริ จ. มุกดาหาร โครงการ พัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนในเขตพื้นที่เป้าหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี ซึ่งแนวพระราชด าริ ด้านการอนุรักษ์ป่าไม้เป็นสิ่งที่ประชาชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ ได้สืบสานพระ ราชปณิธานโดยการปลูกป่าทั้งป่าบกและป่าชายเลนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราช ประสงค์จะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของราษฎรซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้ดี ขึ้น จึงทรงศึกษาข้อมูลและทรงทดลองปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมในบริเวณ เขตพระราชฐาน พระ ต าหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นเบื้องต้น ในชื่อ “โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา” เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๔ ได้แก่ การเลี้ยงโคนม การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล ปลาหมอเทศ แปลงนาทดลอง ป่าไม้สาธิต โรงสีข้าว โรงบดแกลบ การคิดค้นพลังงานทดแทน พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และไบโอ ดีเซล เพื่อน าข้อมูลจากการทดลองมาเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรน าไปปฏิบัติในการด ารงชีวิต เมื่อผล


การศึกษาทดลองเป็นที่น่าพอใจแล้วจึงพระราชทานแนวพระราชด าริไปยังหน่วยงานผู้ปฏิบัติและ เกษตรกร นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้ด าเนินงานโครงการเพื่อบ าบัดความ เดือดร้อนเฉพาะหน้าให้แก่ราษฎรด้วย ได้แก่ การ จัดตั้งศูนย์รวมนม เพื่อรับซื้อน้ านมดิบล้นตลาดจาก เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์สร้าง “โรงนมผง สวนดุสิต” เพื่อแปร รูปน้ านมให้เก็บไว้ได้นาน ต่อมา ได้ขยายโรงผลิต ผลิตภัณฑ์จากนมเพิ่มเติม คือ โรงนมเม็ด สวนดุสิต โรงนม ยูเอชที สวนจิตรลดา และโรงเนยแข็ง เพื่อ ส่งเสริมด้านโภชนาการแก่ประชาชนให้ได้บริโภค ผลิตภัณฑ์นมแปรรูปคุณภาพดี ราคาไม่แพง ซึ่ง ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ านมเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ พระราชกรณียกิจด้านการคมนาคม ในอดีต เส้นทางการสัญจรของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นถนนดินลูกรัง หรือ ไม่ก็เป็นเพียง ทางเดินเท้า ราษฎรในถิ่นที่ห่างไกลต้องอาศัยเกวียนหรือสัตว์เป็นพาหนะพระบาทสมเด็จพระบรมชน กาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชด าริให้สร้างเส้นทาง คมนาคมสัญจรหลายโครงการ เพื่อประโยชน์ของราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารและแนวชายแดนให้ สามารถเข้าถึงสถานีอนามัย โรงพยาบาล โรงเรียน และส่งพืชผลการเกษตรมายังแหล่งจ าหน่ายได้ง่าย ขึ้น เช่นพุทธศักราช ๒๔๙๕ พระราชทานรถไถหรือรถบลูโดเซอร์ (bulldozer) แก่หน่วยต ารวจตระเวน ชายแดนค่ายนเรศวร เพื่อใช้สร้างถนนที่บ้านห้วยมงคล อ าเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ราษฎร ได้มีเส้นทางสัญจรไปมาและน าผลผลิตออกมาจ าหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันราษฎร บ้านห้วยมงคลใช้เวลาเดินทางมาสู่ตลาดหัวหินเพียง ๒๐ นาที จากเดิมใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมง รวมทั้ง พระราชทานแนวพระราชด าริให้หน่วยราชการพัฒนาเส้นทางในพื้นที่ห่างไกลในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อ อ านวยความสะดวกแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปดูแลทุกข์สุขของราษฎรได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น การ ตัดถนนสายอ าเภอระแงะ-บ้านดุซงญอ-นิคมพัฒนาภาคใต้ ถนนสายบ้านสามแยก-อ าเภอสุไหงปาดี และทางสายบ้านซากอ-นิคมพัฒนาภาคใต้ รวมทั้งพัฒนาเส้นทางข้ามภูเขาระหว่างบ้านเปาสามขา อ าเภอสันก าแพง จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังอ าเภอแม่ทา จังหวัดล าพูน ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ท าให้ ราษฎรทั้งสองฝั่งภูเขาติดต่อกันได้สะดวกขึ้น เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาตามกระแสสังคมโลกยุคใหม่ “โลกาภิวัตน์” การ วางระบบเชื่อมทางสัญจรทางบกและทางอากาศเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าโลก และ


การเพิ่มขึ้นของจ านวนยวดยานพาหนะอย่างรวดเร็ว ท าให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีปัญหาด้าน การจราจร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดลุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยพระองค์เองอย่างต่อเนื่อง และได้พระราชทานแนวพระราชด าริเพื่อ แก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โครงการสร้างถนนวงแหวนรัชดาภิเษก แทนการสร้างพระ บรมราชานุสาวรีย์ที่ทางราชการจะจัดสร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นของขวัญ เนื่องในโอกาส มหามงคลพระราชพิธีรัชดาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๑๔ การขยายพื้นผิวจราจรโดยรอบอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย การจัดสร้างถนน ห ย ด น้ า ก า ร ข ย า ย ช่ อ ง ท า ง การจราจรบริเวณสะพานผ่านฟ้า ลีลาศ สะพานมัฆวานรังสรรค์ การ ขยายแนวถนนเลียบทางรถไฟสาย ธนบุรี (ถนนสุทธาวาส) โครงการ สร้างถนนกาญจนาภิเษก โครงข่าย ถนนจตุรทิศตะวันตก-ตะวันออก โครงการสร้างทางยกระดับคู่ขนาน ลอยฟ้าบรมราชชนนี สะพานพระราม ๘ การสร้างเส้นทางลัดในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ บริเวณถนนพระราม ๙ โครงการสร้างถนนวงแหวนอุตสาหกรรม สะพานภูมิพล ๑ สะพานภูมิพล ๒ และโครงการต ารวจจราจรตามแนวพระราชด าริ เพื่อคอยช่วยอ านวยความสะดวกแก้ปัญหาการจราจร ที่ติดขัด ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยวิกฤต หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดในสภาวะที่การจราจรบนท้องถนน ติดขัดหนาแน่นไม่สามารถไปถึงโรงพยาบาลได้ทันการณ์ นอกจากพระราชทานพระราชด าริด้านเส้นทางสัญจรแล้ว ยังได้เสด็จพระราชด าเนินไปทรงเป็น ประธานเปิดเส้นทางการคมนาคมโครงการส าคัญ ๆ ได้แก่ การเสด็จพระราชด าเนินไปทรงเป็น ประธานเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (หนองคาย – เวียงจันทน์) ร่วมกับ นายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศลาว เพื่อเชื่อมพรมแดนการค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๗ การเสด็จพระราชด าเนินไปทรงเปิดเส้นทางการเดินรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ซึ่ง เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของไทยเมื่อพุทธศักราช๒๕๔๗ ในการเสด็จพระราชด าเนินครั้งนี้มีพระราช ด ารัส ว่า “การต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้ามีความจ้าเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะจะแก้ปัญหาจราจร เนื่องจากระยะทางหัวล้าโพง-บางซื่อ เป็นระยะทางที่สั้นเพียง ๒๐ กิโลเมตร เท่านั้น” ตลอดจน พระราชทานนามท่าอากาศนานาชาติแห่งใหม่ของประเทศไทยว่า “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๔๓ และเสด็จพระราชด าเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยาน แห่งใหม่นี้ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๕ ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๙


พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เ มื่ อ ต้น รั ชส มัย ราวพุทธศักราช ๒๔๙๖ ก า ร แ พ ท ย์ แ ล ะ ก า ร สาธารณสุขของไทยยังไม่ เจริญนัก เกิดโรคระบาด อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โรค เรื้อน อหิวาตกโรค โรค โปลิโอ และโรคเท้าช้าง ทรงตระหนักว่าสุขภาพ อนามัยของราษฎรเป็นสิ่งส าคัญเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ประกอบกับสมเด็จพระบรมราช ชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีมีพระราชปณิธานในการพัฒนาและส่งเสริมด้านการสาธารณสุขของ ประเทศ การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดลุยเดชมหาราชบรมนาถ บพิตร ในช่วงแรกจึงเน้นเรื่องการแพทย์และ การสาธารณสุข เช่น พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์สร้างตึกมหิดลวงศานุสรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้า และผลิตยาป้องกันวัณ โรค พระราชทานเรือเวชพาหน์ เพื่อรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่ริมแม่น้ า พระราชทานพระราชด าริให้ พัฒนาหุ่นยนต์คุณหมอพระราชทาน เพื่อช่วยแพทย์ซักถามอาการผู้ป่วยโรคติดเชื้อโดยการควบคุมจาก ระยะไกล และช่วยจิตแพทย์ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้ก่อตั้งมูลนิธิ และพระราชทานทุนส่งเสริมการศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ การก่อตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อน (ต่อมาใน พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้ขยายขอบเขตให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ด้วย) การก่อตั้งมูลนิธิรางวัล สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการท างานของบุคคลและ องค์กรด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อมวลมนุษย์โดยไม่จ ากัดเชื้อชาติ การพระราชทานทุนส่วน พระองค์ ได้แก่ ทุนภูมิพล ก่อตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ส าหรับพระราชทานแก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศิริราชที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนโปลิโอสงเคราะห์ ก่อตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๙๕ ทุนปราบอหิวาตกโรค ก่อตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ และทุนวิจัยประสาท ก่อตั้ง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ รวมทั้งในการเสด็จพระราชด าเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่าง ๆ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยแพทย์พระราชทานและหน่วยทันตกรรมพระราชทานออก หน่วยรักษาผู้ป่วย ด้วยพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ท าให้โรคระบาดที่เกิดในประเทศไทยในอดีตสงบลง และท าให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้น าด้าน การแพทย์และการสาธารณสุขในภูมิภาคนี้


พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ ความส าคัญกับการศึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นส าหรับเป็น สถานที่ศึกษาของพระราชโอรสและพระราชธิดา บุตรหลานข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป ได้แก่ โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนราชวินิต ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โรงเรียนพระดาบส รวมทั้งทรงรับอุปถัมภ์โรงเรียนไว้ในพระ บรมราชานุเคราะห์และในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แก่ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ เป็นสถานศึกษา ส าหรับลูกหลานชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ โรงเรียนร่มเกล้า ในพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นสถานศึกษาส าหรับเด็กในพื้นที่ชายแดนห่างไกลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้ง ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยครอบคลุมทุกสาขาอาชีพและทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับปริญญาเอก และพระราชทานทุนวิจัยสาขาต่าง ๆ ได้แก่ ทุนเล่าเรียน หลวงและทุนอานันทมหิดล ส าหรับนิสิตนักศึกษาที่เรียนดีมีคุณธรรม ทุนนวฤกษ์ ส าหรับนักเรียน ยากจน และทุนการศึกษาสงเคราะห์ ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ทุนพระราชทานเหล่านี้ เป็นพระ ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และมีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลอย่างต่อเนื่อง เป็นการแบ่ง เบาภาระของรัฐบาลเพื่อสร้างอนาคตของชาติ ด้วยทรงเห็นว่าการให้การศึกษาจะเป็นการสร้างอนาคตของชาติ จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิการศึกษา ทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม และ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้ทั้งในและต่างประเทศสามารถศึกษาหาความรู้ได้ทุกเวลา พระราชทานแนวพระราชด าริให้จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยส าหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ เพื่อจัดท าหนังสือที่รวบรวมความรู้ทุกแขนง


ให้เยาวชนได้อ่าน นับแต่เริ่มโครงการจนถึงพุทธศักราช ๒๕๕๙ จัดท าแล้ว ๔๑ เล่ม เสด็จพระราช ด าเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้ส าเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ รวมทั้ง พระราชทานพระราชบรมราโชวาทแก่เหล่าบัณฑิตใหม่เป็นประจ าทุกปี ด้วยทรงมุ่งหวังให้บัณฑิตผู้ซึ่ง เป็นอนาคตของชาติได้น าความรู้ที่เล่าเรียน มาไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น เสมือนครูของแผ่นดิน ดังเห็นได้จากบทพระราชนิพนธ์ พระบรมราโชวาท และพระราชด ารัส ต่าง สอดแทรกด้วยข้อคิด คติธรรม และปรัชญาชีวิต เพื่อเตือนใจคนไทยให้ด าเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร เช่น พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก สอนเรื่องการบ าเพ็ญความเพียร พระราชนิพนธ์เรื่องนายอินทร์ผู้ปิด ทองหลังพระ และเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด สอนเรื่องการท าความดีโดยไม่หวัง ผลตอบแทนและพระราชนิพนธ์เรื่องทองแดง สอนเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เป็นต้น พระราชกรณียกิจด้านศาสนา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น พุทธมามกะที่ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างมั่นคงทรงพระผนวชตามโบราณราช ประเพณี ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ และประทับศึกษาพระ ธรรมวินัย ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน ในฐานะองค์พุทธศาสนูปถัมภก ได้เสด็จพระราช ด าเนินไปทรงบ าเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันส าคัญทางพระพุทธศาสนาตามราชประเพณี เสด็จ พระราชด าเนินไปในการพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประจ าฤดูโดย สม่ าเสมอ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้าง พระพุทธนวราชบพิตรขึ้น ส าหรับ พระราชทานเป็นพระพุทธรูปประจ าจังหวัด เพื่อประดิษฐาน ณ ศาลากลางจังหวัดต่าง ๆ ทั่วพระ ราชอาณาจักร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หล่อพระพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดา เพื่อ พระราชทานเป็นขวัญก าลังใจให้แก่ทหาร ต ารวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อันตรายมีความเสี่ยง


สูง นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อท านุบ ารุงและปฏิสังขรณ์พระอาราม ต่าง ๆ อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สังคายนาตรวจช าระพระไตรปิฎกเพิ่มเติม และให้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นฉบับภาษาบาลี ฉบับแปลภาษาไทย ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๐ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดลด าเนินการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับ ภาษาบาลีและอรรถกถาฉบับคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกของโลกจนส าเร็จ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ราชบัณฑิตยสถานจัดพิมพ์หนังสือสอนพระพุทธศาสนาส าหรับเด็กพระราชทานใน วันวิสาขบูชา อีกทั้งยังสนพระราชหฤทัยเรียนรู้พระธรรมค าสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงว่าง จากพระราชกรณียกิจจะเสด็จพระราชด าเนินไปทรงสนทนาธรรมกับพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรง พระราชอุตสาหะศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาด้วยพระองค์เอง และเมื่อครั้งที่ได้ ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมมฺสาโร) แห่งวัดราชผาติการาม เรื่อง พระ มหาชนก ได้เกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัยต่อการทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เรื่อง พระมหาชนก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นเอกองค์อัคร ศาสนูปถัมภก ทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่น ทุกศาสนาในแผ่นดินไทยทั้งศาสนา อิ ส ล า ม ศ า ส น า ค ริ ส ต์ ศ า ส น า พราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ดังนี้ พระราชทานพร ะร าชทรั พ ย์ ส่ ว น พระองค์สนับสนุนการแปลพระมหา คัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย เสด็จพระราชด าเนินไปทรงเป็นประธานในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศ ไทยอย่างสม่ าเสมอ ในโอกาสเสด็จพระราชด าเนิน ไปทรงเยี่ยมราษฎรหรือติดตามความก้าวหน้า โครงการพระราชด าริในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ได้เสด็จพระราชด าเนินไปทรงเยี่ยมมัสยิดกลางจังหวัด ปัตตานี มัสยิดประจ าชุมชน และพระราชทาน พระราชทรัพย์เพื่อการท านุบ ารุงมัสยิด เสด็จพระราช ด าเนินไปทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับ ศาสนจักร ณ นครรัฐวาติกัน เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ เสด็จพระ ราชด าเนินไปทรงเยี่ยมชมกิจการด้านการแพทย์ การศึกษาขององค์กรคริสต์ศาสนาต่าง ๆ ในประเทศ ไทย พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะพราหมณ์ คณะผู้แทนชาวไทยซิกข์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสต่าง ๆ รวมทั้ง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะพราหมณ์เป็น ผู้น าในการประกอบพระราชพิธีส าคัญตามโบราณราชประเพณี


พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุ ล ย เ ด ช มหาราช บรมนาถบพิตร ท ร ง พ ร ะ ร า ช ด า ริ ว่ า ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทยเป็น มรดกทางศิลปวัฒนธรรม ที่ ท ร ง คุ ณ ค่ า เ ป็ น หลักฐานที่แสดงถึงความเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต จึงควรอนุรักษ์และฟื้นฟูให้คงอยู่สืบไป ได้แก่ พระราชพิธีบางอย่างที่เลิกปฏิบัติแล้ว ทรงให้ฟื้นฟูขึ้นเสียใหม่ ทรงเห็นว่าพระราชพิธีที่เป็น ประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ช่วยสร้างขวัญและ ก าลังใจแก่เกษตรกร การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ช่วยรักษาราชประเพณีดั้งเดิม และเพื่อให้ เรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ าค่าของชาติได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี พระราชพิธีสมโภช ขึ้นระวางช้างส าคัญ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ช้างที่อยู่ตามธรรมชาติ โบราณสถานและ โบราณวัตถุ ทรงพระราชด าริว่า โบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญของ ประเทศ ดังความในพระราชด ารัสในโอกาสที่เสด็จพระราชด าเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ ความว่า “… โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่าและจ าเป็นแก่ การศึกษาในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงความรุ่งเรืองของชาติ ไทยที่มีมาแต่ในอดีต สมควรจะสงวนรักษาให้คงถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอด กาล…” อีกทั้งได้พระราชทานแนวพระราชด าริเกี่ยวกับการอนุรักษ์และเก็บรักษาโบราณสถานและ โบราณวัตถุที่ขุดพบตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งกรมศิลปากรได้สนองพระราชด าริด้วยการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ งานจิตรกรรมฝาผนัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กรมศิลปากรเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง ขึ้นใหม่ ทรงแก้ไขภาพร่างทุกภาพอย่างละเอียดด้วยพระองค์เอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งแบบแผนและ เอกลักษณ์ของงานจิตรกรรมฝาผนังของไทย การแต่งกาย พุทธศักราช ๒๕๒๓ ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแบบเสื้อชุดไทยพระราชทาน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่ง กายแบบไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้น้อมน าเสื้อชุดไทยพระราชทานใช้แทนชุดสากล ภาษาและ หนังสือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้


ความส าคัญกับภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจ าชาติ ดังพระราชด ารัสที่พระราชทานในโอกาสที่ทรงร่วม การอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้ภาษาไทย” กับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุม ภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ ความตอนหนึ่งว่า “ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือ ของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางส าหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่ง… จึงจ าเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี…เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่จะรักษาไว้…” นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์หนังสือที่มีคุณค่าพระราชทานในโอกาสต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป เช่น หนังสือเรื่อง ธรรมเนียมราชตระกูล พระบรม ราชาธิบายเรื่องความสามัคคี พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น พระราชกรณียกิจด้านการเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ นับแต่พุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากลัทธิ คอมมิวนิสต์ การเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอ านาจโลกเสรีในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ให้ แน่นแฟ้นจะท าให้สถานการณ์ที่ประเทศไทยก าลังประสบอยู่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๐๒ – ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม นาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระ ราชด าเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยพระราชทานเหตุผลของ


การเสด็จพระราชด าเนินเยือนว่า “…ในสมัยนี้ ประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ต้องพึ่งพาอาศัย กันอยู่เสมอ…จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้้าใจกันไว้ให้ดี…” เพื่อให้เกิดความ เข้าใจและความร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ พุ ท ธ ศั ก ร า ช ๒ ๕ ๐ ๒ เ ส ด็ จ พ ร ะ ร า ช ด า เ นิ น เ ยื อ น เ วี ย ด น า ม เ ป็ น ป ร ะ เ ท ศ แ ร ก พุทธศักราช ๒๕๐๓ เสด็จพระราชด าเนินเยือนอินโดนีเซีย พม่า สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป รวม ๑๔ ประเทศพุทธศักราช ๒๕๐๕ เสด็จพระราชด าเนินเยือนปากีสถาน มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลียพุทธศักราช ๒๕๐๖ เสด็จพระราชด าเนินเยือนญี่ปุ่น จีน (ไต้หวัน) และฟิลิปปินส์พุทธศักราช ๒๕๐๗ เสด็จพระราชด าเนินเยือนออสเตรียพุทธศักราช ๒๕๐๙ เสด็จพระราชด าเนินเยือนเยอรมนี พุทธศักราช ๒๕๑๐ เสด็จพระราชด าเนินเยือน อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และแคนาดา หลังจากนี้ไม่ได้เสด็จพระราชด าเนินเยือนประเทศใดอีก จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๕๓๗ ได้เสด็จ พระราชด าเนินเยือนลาวเป็นประเทศสุดท้ายการเสด็จพระราชด าเนินไปทรงเจริญพระราชไมตรีกับมิตร ประเทศทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ท าให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในสังคมโลกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความร่วมมือแบบทวิภาคีในเวลาต่อมา ได้แก่ ความร่วมมือโครงการโคนมไทย – เดนมาร์ก เพื่อสนับสนุนการก่อตั้งสหกรณ์โคนมในประเทศไทย การทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพันธุ์ ปลานิลของญี่ปุ่นจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ขณะทรงด ารงพระอิสริยยศเจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น การได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี เฟลเลอร์ เพื่อการพัฒนาด้าน การแพทย์และการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทรงเจริญพระราชไมตรีกับมิตรประเทศให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้นในหลายโอกาส อาทิ ทรงต้อนรับ พระประมุขและประมุขต่างประเทศที่เสด็จพระราชด าเนินมาทรงเยือนหรือเดินทางมาเยือน ประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะหรือแขกของรัฐบาล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลยิ่งราชมิตราภรณ์ขึ้น (พุทธศักราช ๒๕๐๕) ส าหรับ พระราชทานแก่พระประมุขและประมุขต่างประเทศ พระราชอาคันตุกะส าคัญแห่งพระราชวงศ์ในยุโรป และเอเชียที่เสด็จพระราชด าเนินมาทรงเยือนประเทศไทย ได้แก่ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ ๒ แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป พระราชสวามี เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนท์ สมเด็จ พระราชาธิบดี ฆวน คาร์ลอสที่ ๑ และสมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งสเปน สมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ แห่งสวีเดน สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ และเจ้าชายอากิ ชิโนะ แห่งญี่ปุ่น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโอรสและพระราชธิดาเสด็จ พระราชด าเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีของราชอาณาจักรอื่นตามค ากราบบังคมทูลเชิญ ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งทรง ด ารงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร) และสมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (เมื่อครั้งทรงด ารงพระอิสริยยศสมเด็จ


พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี) เสด็จพระราชด าเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธี ราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม – อเล็กซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๖ พุทธศักราช ๒๕๔๙ เนื่องในโอกาสมหามงคลการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระประมุข และพระราชวงศ์ต่างประเทศ ๒๕ ประเทศ เสด็จพระราชด าเนินและเสด็จมาทรงร่วมถวายพระพรชัย มงคลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร การนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม ทรงเป็นผู้แทนพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศ กล่าวถวายพระพรชัยมงคล เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยม โหฬาร ในหมู่พระที่นั่งจักรมหาปราสาท ความตอนหนึ่งว่า “…ฝ่าพระบาทได้ทรงใช้พระราชปรีชาญาณ พระสติปัญญาพระวิริยอุตสาหะ ตลอดจนความ องอาจและกล้าหาญที่พระองค์ทรงมีอยู่อย่างท่วมท้น ในการน้าประเทศไทยให้พ้นภัย ฝ่าพระ บาทไม่เคยทรงอยู่ห่างไกลจากพสกนิกรของพระองค์ ไม่เคยมีพระราชด้าริให้ประชาชนเป็น เพียงผู้ฟังค้าสั่งหรือบริวาร ในทางตรงกันข้าม ฝ่าพระบาททรงอยู่เคียงข้างและทรงร่วมทุกข์และ ร่วมสุข กับประชาชนชาวไทยตลอดมา…….ฝ่าพระบาททรงเป็นมิตรที่รักและพึงเคารพที่สุดของ พวกเราฝ่าพระบาททรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่าพระประมุขผู้เป็นมิตรที่มีความชื่นชมใน พระองค์ และสิ่งนี้คือเหตุผลของความพร้อมเพรียงกันเพื่อเฉลิมพระเกียรติอย่างสูงสุดในครั้ง นี้…” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับ การทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลจากองค์การระหว่างประเทศและสถาบันชั้นน าของโลก หลากหลายสาขา เช่น รางวัลความส าเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (Human Development Lifetime Achievement Award) จากส านักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) รางวัลเหรียญฟีแล (Philae Medal) จากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) รางวัล เหรียญทองค าสดุดีพระเกียรติคุณด้านการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด (Award of Appreciation in Recognition of Outstanding Contributions in the Field of International Drug Control) จ าก โ ค ร ง ก าร ควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNDCP) รางวัลเหรียญเทเลฟูด (Telefood Award) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และรางวัลเกียรติยศ Dr. Norman E. Borlaug World Food Prize Medallion ป ร ะ จ า ปี ๒ ๐ ๐ ๗ ใ น ฐ า น ะ “พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ นักพัฒนา”


ตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร ประชาชนชาวไทยใต้ร่มพระบารมีต่างมีความผาสุกร่มเย็น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและน้ าพระ ราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ทรงปฏิบัติพระ ราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อก่อเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนโดยมิทรงย่อท้อ ต่ออุปสรรคทั้งปวง ทรงอุทิศเวลาในการเสด็จพระราชด าเนินไป ยังท้องถิ่นทุรกันดารในภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ดังที่เคยพระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนนิตยสารเนชั่น แนลจีโอกราฟฟิก “…เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนปิรามิด มีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอดและมีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่ส้าหรับประเทศไทยแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม นั่นเป็นสาเหตุที่ท้าให้ข้าพเจ้ารู้สึกปวดคอและบริเวณไหล่อยู่เสมอ…” ภาพพระราชกรณียกิจที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ตลอดระยะเวลา กว่า ๗๐ ปีที่ทรงครองราชย์ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงงานหนัก ที่สุดในโลก ทรงบ าเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณา ประชาราษฎร์ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย แม้เสด็จสวรรคตล่วงมาจน ปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรยังคงค านึงถึงพระมหากรุณาธิคุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย และเพื่อให้วันคล้ายวัน สวรรคต เป็นวันแห่งการร่วมร าลึกและน้อมส านึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่ง พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน


แหล่งที่มาข้อมูล และรูปภาพ : หน่วยราชการในพระองค์ วิกิพีเดีย : สารานุกรมเสรี พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กนกวลี ชูชัยยะ.“การเสด็จประพาสต่างประเทศ : รัชกาลที่ ๙”.สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๑ อักษร ก ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๙. . “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, ๒๕๕๔. กรมการศาสนา. พระบรมราชูปถัมภ์กิจการศาสนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ, ๒๕๕๗. กรมศิลปากร. นพรัชบรมราชจักรีวงศ์. กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๙. กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า. เจ้านายเล็ก – ยุ วกษัตริย์.กรุงเทพฯ : วงศ์จร, ๒๕๓๘. คณะกรรมการอ านวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี. สารานุกรมพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรอบ ๖๐ ปี แห่งการครองราชย์.กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. คณะองคมนตรี. ประมวลค้าประกาศสดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช ของสถาบันและองค์กรต่างประเทศ.กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จ ากัด, ๒๕๕๐. คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดท าหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. พลังแห่ง แผ่นดิน นวมินทรมหาราชา. กรุงเทพฯ : ส านักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, ๒๕๔๘. คริส เบเกอร์ และคณะ, มนันยา,แปล. กลางใจราษฎร์ : พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หกทศวรรษแห่งการทรงงาน King Bhumibol Adulyadej : A Life’s Work. จีน : ซิลค์เวอร์ม เชียงใหม่, ๒๕๕๖. ดินทร์ บุญธรรม. พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับ ลิชชิ่ง จ ากัด, ๒๕๕๕. ปาริชาติ คุ้มรักษา. ราชสกุลมหิดล. กรุงเทพฯ : บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จ ากัด และบริษัท สิงห์ คอร์ เปอเรชั่น จ ากัด, ๒๕๕๕. ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา. พระมหาชนก. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๙.


วุฒิชัย มูลศิลป์. “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล”. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔. แม้นมาส ชวลิต,คุณหญิง, และคณะ. “พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจส าคัญ”. สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก. พิมพ์ครั้งที่ ๕ กรุงเทพฯ : โครงการสารานุกรมไทยส าหรับเยาวชน โดยพระราช ประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ๒๕๕๐. มนูญ มุกประดิษฐ์. ประทีปแห่งแผ่นดิน.กรุงเทพฯ : ไทยประกันชีวิต, ๒๕๓๙. สุมาลี บ ารุงสุข และคณะ. พระมามลายโศกหล้า เหลือสุข. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพ (๑๙๘๔), ๒๕๔๑. ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. พระมิ่งขวัญของชาวไทย ผู้ทรง เป็นพลังพัฒนาประเทศ. กรุงเทพฯ : ส านักงานฯ, ๒๕๕๓. ส านักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ. พระฉัตรทองของแผ่นดิน สมุดภาพพระราชกรณีย กิจ. กรุงเทพฯ : ส านักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๕๑. ส านักราชเลขาธิการ. ประมวลพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๘๙ – ๒๕๑๐. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จ ากัด, ๒๕๕๒.


Click to View FlipBook Version