ใบเน้อื หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พนื้ ฐานเบอ้ื งต้นระบบนิวเมติกส์ หน้าที่ ของจานวน 17 หนา้
วิชางานนิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบ้ืองตน้ รหสั วชิ า 2100-1009
ใบเน้ือหาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนที่ 1 พื้นฐานเบื้องต้นระบบนวิ เมติกส์ หน้าที่ 1 ของจานวน 17 หน้า
วิชางานนวิ เมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์เบือ้ งตน้ รหสั วชิ า 2100-1009
เนอื้ หาสาระ
1.1 คานา
คาว่า นิวเมติกส์ (Pneumatics) มาจากรากศัพท์คาภาษากรีกโบราณ จากคาว่า
Pneuma ซ่ึงหมายถึง ลมหายใจ หรือลมพัด ต่อมามนุษย์เราได้รู้จักนาเอาลมพัด หรือการเคล่ือนที่
ของอากาศมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ในรูปของลมอัด หรอื นิวเมติกส์ ดังตัวอย่างเหตุการณ์ท่ีมีการบันทึก
ไว้ พอสงั เขปดังนี้
ประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว นายเทซีเบียส (Klezibios) ชาวกรีกโบราณ เป็นคนแรกท่ีนา
ลมอัดมาใช้ประโยชน์ เขาได้คิดค้นและสร้างกระบอกปืนใหญ่ โดยใช้ลมอัดเป็นตัวต้นกาลัง ในการยิง
ลกู ปืนใหญ่
ชาวอินเดียนแดงก็ได้นาลมอัดมาใช้ในการทาไม้ซาง สาหรับเป่าลูกดอก เพื่อการล่าสัตว์
และการต่อสู้ป้องกันตัว
ชาวจีนใช้ประโยชน์จากกระแสลม ในการแล่นเรือใบ การเดินเรือสาเภาในมหาสมุทร
เพือ่ ทาการค้า การส้รู บ และการทาสงคราม
รวมถึงการพัฒนานามาใช้ในงานอตุ สาหกรรม การทาเหมืองแร่ การสร้างทางรถไฟ การ
เจาะอุโมงค์ การห้ามล้อรถขนาดใหญ่ เคร่ืองมือช่างขนาดเล็ก การข่นถ่ายสินค้า ระบบการผลิตใน
โรงงานอุสาหกรรม ประยกุ ต์มาใชง้ านในรูปแบบแขนกล หรือหนุ้ ยนตป์ ระกอบการผลิตในปจั จบุ นั
แบลซ ปาสคาล (Blaise Pascal) ค.ศ. 1623 - 1662 นักคณติ ศาสตร์ นักฟิสกิ ส์ และ
นกั ปรัชญา ชาวฝร่ังเศส ได้ทาการศึกษาค้นคว้า ซ่ึงผลงานของเขาที่สาคญั คือ การต้งั กฎของปาสคาล
การประดิษฐ์บารอมิเตอร์ และปาสคาลได้ตีพิมพ์หนังสือ “Traitez de l’ Eqilibre de liqueurs”
ในกรุงปารีส ซ่ึงเป็นการตีพิมพ์ครั้งแรก เกี่ยวกับหลักการของเคร่ืองไฮดรอลิกส์ โดยมีเน้ือหาที่สาคัญ
ที่เขาได้ทาการทดลองโดยการนาเอาน้าบรรจุในภาชนะท่ีมีช่องเปิด 2 ทาง โดยช่องแรกใหญ่กว่า
ชอ่ งทีส่ อง 100 เท่า ช่องแรกทม่ี ีขนาดใหญ่นี้ มีกระบอกสูบที่ขนาดพอดกี บั ปากช่องให้ลูกสบู ชักผา่ นได้
สว่ นช่องที่สองมีลูกสบู ตวั เล็กให้คนหนึ่งคนดึงได้ ในลักษณะน้ผี ู้ชกั จะมแี รงเทยี บเท่ากับคนถึง 100 คน
ซง่ึ เป็นหลกั การทางานของเครื่องอดั ไฮดรอลิกส์
ชาก อะเล็กซอง เซซา-ชาร์ล (Jacques Alexandre Cesar-Charles) ในช่วง ค.ศ.
1746 -1823 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ค้นพบความสัมพันธ์ของปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรง
กบั อุณหภมู ิพลวัติของแกส๊ นัน้ ๆ เมื่อความดนั คงท่ี หรือเรยี กว่า “กฎของชารล์ ”
ในส่วนของประเทศไทย จงั หวัดที่ตั้งอยู่ตดิ ทะเล ได้นากังหันลม และระหัดสาหรับวิดน้า
มาใช้ในการทานาเกลอื ส่วนในจังหวดั ชัยภูมิ ชุมชนบา้ นนาฝาย ได้ทาละหดั วดิ น้าเขา้ นาข้าว เป็นตน้
จากเหตุการณ์ และการศึกษาดังท่ีกล่าวมา เก่ียวกับการนาลมอัด หรือนิวเมติกส์ มาใช้
ประโยชน์น้ัน เราพอจะนิยามความหมายของระบบนิวเมติกส์ในการทางานด้านอุตสาหกรรมได้ว่า
“ระบบการทางานทน่ี าลมอัดมาใช้เป็นตัวกลางในการควบคุม การส่งกาลงั เพ่อื ทาให้เกิดการเคลื่อนท่ี
ใบเน้อื หาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนที่ 1 พ้ืนฐานเบ้อื งต้นระบบนวิ เมติกส์ หนา้ ท่ี 2 ของจานวน 17 หน้า
วชิ างานนิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์เบือ้ งต้น รหสั วชิ า 2100-1009
ของอุปกรณ์ทางาน” เช่น กระบอกสูบ มอเตอร์ลม หัวจับสุญญากาศ เป็นต้น ซึ่งเป็นการทางาน
ร่วมกนั ของระบบดา้ นกลไก ระบบไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ รวมเรียกว่าระบบนวิ เมตกิ ส์
1.2 ข้อดีและข้อเสียของระบบนวิ เมตกิ ส์
1.2.1 ข้อดีของระบบนิวเมติกส์
1.2.1.1 ทนตอ่ การระเบดิ ลมอดั ไมต่ ิดไฟ จึงไมม่ ีอนั ตรายจากการระเบดิ
1.2.1.2 กระบอกสูบมีความรวดเร็วในการทางานโดยท่ัวไปมีความเร็วในการทางาน
ประมาณ 1 ถงึ 2 เมตรต่อวนิ าที
1.2.1.3 ส่งถ่ายกาลังได้ง่าย สามารถเดินท่อส่งลมอัดไปใช้งานได้ในระยะทางใกล้ และ
ไกล
1.2.1.4 การสง่ ถา่ ยลมอัดเป็นระบบเปดิ ลมอัดทใ่ี ช้งานแล้วปล่อยสูบ่ รรยากาศได้
1.2.1.5 การเก็บลมอัดง่าย สามารถเดินเครื่องอัดลมเพื่อเก็บลมอัดไว้ในถังเก็บลม
สาหรับนาไปใช้งานได้ทันที และใชง้ านไดอ้ ยา่ งต่อเนือ่ ง
1.2.1.6 มีความปลอดภัยจากการทางานเกินกาลัง (Over Load) อุปกรณ์ไม่เกิดการ
เสียหาย
1.2.1.7 ควบคุมอตั ราความเร็วของกระบอกสูบได้ง่าย โดยใช้วาลว์ ควบคมุ อตั ราการไหล
1.2.1.8 ควบคุมความดนั ของลมอดั ไดง้ า่ ย โดยใช้วาล์วควบคุมความดัน
1.2.1.9 ระบบสะอาด อุปกรณแ์ ละเคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นระบบมีความสะอาด
1.2.1.10 โครงสรา้ งอปุ กรณง์ ่ายต่อการใชง้ าน ราคาไม่แพง และดูแลรกั ษาง่าย
1.2.2 ข้อเสียของระบบนิวเมตกิ ส์
1.2.2.1 ลมอัดสามารถอัดตัวได้ ทาให้การเคล่ือนที่ของอุปกรณ์ทางานไม่สม่าเสมอเม่ือ
ใช้งานไปในเวลานาน ๆ
1.2.2.2 เกิดการกล่ันตัวของไอน้าเป็นหยดน้าในระบบ เม่ือลมอัดถูกทาให้เย็นตัวลง จะ
ทาใหใ้ นระบบมีน้าผสมอย่ดู ว้ ย
1.2.2.3 เมื่อต้องการใช้กาลังมากขึ้น ต้องใช้กระบอกสูบ หรืออุปกรณ์ทางานที่มีขนาด
ใหญ่ เพราะโดยทัว่ ไปลมอดั และอุปกรณท์ างาน ใชก้ ับความดนั ไม่เกนิ 10 บาร์
1.2.2.4 เม่ือระบายลมออกจากอปุ กรณ์ทางาน จะทาใหเ้ กิดเสยี งดัง ตอ้ งใชต้ ัวเก็บเสียง
1.2.2.5 ความดันของลมอัดเปลี่ยนแปลงได้ตามอุณหภูมิ โดยเม่ืออุณหภูมิเปล่ียนแปลง
เพ่ิมขน้ึ จะทาให้ความดันเพ่ิมขน้ึ ตาม และเม่ืออณุ หภูมิลดลง ความดันจะลดลงดว้ ย
1.2.2.6 ความดนั ตกเม่อื อปุ กรณท์ างานตดิ ตั้งไว้ในระยะทางไกลจากถังเก็บลม
ใบเนอ้ื หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
หนา้ ที่ 3 ของจานวน 17 หน้า
ชดุ การสอนท่ี 1 พ้นื ฐานเบอ้ื งต้นระบบนิวเมติกส์
วชิ างานนวิ เมติกส์และไฮดรอลิกส์เบ้อื งต้น รหสั วชิ า 2100-1009
1.3 หน่วยวดั พ้ืนฐานทางฟิสิกส์
หน่วยวัดพ้ืนฐานทางฟิสิกส์ที่เป็นท่ีนิยมใช้กันโดยแพร่หลาย จะใช้ระบบหน่วยวัด
ระหวา่ งประเทศหรือ ระบบเอสไอ (SI, International System of Units) คือ ระบบหน่วยท่ีองค์การ
ระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (ISO หรือ International Organization for Standardization)
กาหนดข้ึน ให้ทุกประเทศใช้ เพื่อให้การใช้หน่วยเป็นมาตรฐานเดียวกันท่ัวโลก โดยเฉพาะในด้าน
วิศวกรรมศาสตร์ หน่วยหลักของระบบเอสไอ มีทั้งหมด 7 หน่วย ซ่ึงเรียกว่าหน่วยฐาน (Base units)
ดงั ตารางที่ 1.1
ตารางท่ี 1.1 แสดงหนว่ ยวัดพื้นฐาน ในระบบเอสไอ (Wikipedia, 2010)
ปริมาตร ชอ่ื หน่วย สัญลักษณ์
ความยาว เมตร m
Length Metre kg
s
มวล กิโลกรมั A
Mass Kilogram K
mol
เวลา วนิ าที cd
Time Second
กระแสไฟฟ้า แอมแปร์
Electric current Ampere
อณุ หภูมิพลวัติ เคลวนิ
Thermodynamic temperature Kelvin
ปรมิ าณสาร โมล
Amount substance Mole
ความเข้มของการส่องสว่าง แคนเดลา
Luminous intensity Candela
ในส่วนของหน่วยวัดในระบบนิวเมติกส์ เราจะเร่ิมศึกษาเก่ียวกับความดันบรรยากาศ
หรืออากาศท่ีอยู่โดยรอบ ๆ ตัวเรา ซ่ึงจะพบว่ามีส่วนประกอบโดยปริมาตรของอากาศ คือ ไนโตรเจน
(Nitrogen) ประมาณ 78.08 % ออกซิเจน ประมาณ 20.95 % และส่วนประกอบอื่น ๆ อีก
ประมาณ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon-dioxide), อาร์กอน (Argon), ก๊าซอ่ืน ๆ และ
ใบเนื้อหาที่ 1 (Information Sheet 1)
หนา้ ท่ี 4 ของจานวน 17 หน้า
ชุดการสอนที่ 1 พน้ื ฐานเบ้ืองตน้ ระบบนิวเมติกส์
วชิ างานนวิ เมติกส์และไฮดรอลกิ ส์เบอ้ื งตน้ รหสั วิชา 2100-1009
ส่วนประกอบของไอน้า ปะปนอย่โู ดยรอบ ทาให้เกิดความดันท่ีเรียกวา่ ความดันบรรยากาศ ซึ่งจะมีค่า
แตกตา่ งกันไปตามสภาพภูมปิ ระเทศ ท่ีมีความสงู ตา่ ไม่เทา่ กัน
โดยปกติจะถือว่าความดันที่ระดับน้าทะเลเป็นความดันบรรยากาศมาตรฐาน วัดค่าได้
จากเครื่องมือหลายชนิด เช่น บาโรมิเตอร์ เกจวัดความดัน เป็นต้น ซ่ึงค่าของความดันต่าง ๆ ใช้ใน
การศึกษาระบบนิวเมติกส์มดี งั น้ี
1.4 ความดนั (Pressure)
ความดันมีหน่วยวดั คือ ปาสคาล (Pascal) , มีค่าเท่ากบั 1 นวิ ตันต่อตารางเมตร (N/m2)
ความดัน(P) = แรง(F) .............1.1
พนื้ ที่ (A)
เมื่อ P = ความดนั หนว่ ย ปาสคาล (Pa)
F = แรงทก่ี ระทาต่อวตั ถุ หน่วย นวิ ตนั (N)
A = พ้ืนท่ี หนว่ ย ตารางเมตร (m2)
หนว่ ยวดั ความดนั ที่นิยมใช้กันในงานอตุ สาหกรรม อยา่ งแพร่หลายโดยส่วนมากคือ
ระบบอังกฤษ มหี นว่ ยวดั psi (Pound per Square Inch)
1 psi = 0.068046 atm = 0.068948 bar = 0.07 Kgf/cm2
ระบบ SI (International System of Units) มหี นว่ ยวดั bar
1 bar = 105 Pa = 14.5 psi = 1.0197 kgf/cm2
ค่าของความดันทใ่ี ชใ้ นทางฟสิ ิกสใ์ นงานนวิ เมติกส์ สามารถแสดงได้ดังในภาพท่ี 1.1
และค่าความดันตา่ ง ๆ มีความหมายดังน้ี
1.4.1 ความดันบรรยากาศ ,Patm (Atmosphere Pressure) คือ ความดันของอากาศใน
สภาวะปกติ หรืออากาศที่อยรู่ อบ ๆ ตัวเรา ซง่ึ ความดันบรรยากาศ ณ จดุ ต่าง ๆ บนผิวโลกจะแตกตา่ ง
กันตามระดับความสูงจากน้าทะเล และอุณหภูมิ ความดันบรรยากาศ ใช้อักษรย่อคือ Patm มีหน่วย
วดั คอื atm มีค่าดงั น้ี
Patm = 1 atm = 14.7 psi = 1.013 bar
1.4.2 ความดันสัมบูรณ์ ,Pabs (Absolute Pressure) คือ ความดันบรรยากาศตั้งแต่ความ
ดนั สุญญากาศถึงความดันเกจ ความดนั สัมบูรณ์ใช้อักษรยอ่ Pabs
ใบเน้ือหาท่ี 1 (Information Sheet 1)
หน้าท่ี 5 ของจานวน 17 หนา้
ชดุ การสอนที่ 1 พื้นฐานเบ้ืองต้นระบบนวิ เมติกส์
วิชางานนิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบ้ืองต้น รหสั วิชา 2100-1009
1.4.3 ความดันศูนย์สัมบูรณ์ ,Pabsz (Absolute Zero Pressure) คือ ความดันท่ีมีค่าต่า
กว่าความดันบรรยากาศ ต่ากว่าความดันสุญญากาศ มีค่าความดันต่าสุดซ่ึงเท่ากับศูนย์ ค่าความดัน
ศูนยส์ มั บรู ณใ์ ชอ้ ักษรยอ่ Pabsz
1.4.4 ความดันสุญญากาศ ,Pvac (Vacuum Pressure) คือ ความดันที่มีค่าตั้งแต่ความดัน
ศนู ยส์ ัมบูรณ์ไปจนถงึ ความดันบรรยากาศ ความดนั สุญญากาศใช้อกั ษรยอ่ Pvac
ภาพท่ี 1.1 กราฟเส้นแสดงคา่ ความดัน (Wikipedia, 2010)
1.4.5 ความดันเกจ ,Pgauge (Gauge Pressure) คือ ความดันตั้งแต่ความดันบรรยากาศถึง
ความดันเกจ โดยค่าความดันบรรยากาศเร่ิมต้นจะมีคา่ เทา่ กับศูนย์ของความดนั เกจ ค่าความดันเกจใช้
อักษรย่อว่า Pgauge และมีความสัมพนั ธก์ นั ดงั นี้
ความดันสัมบูรณ์ (Pabs ) = ความดันเกจ (Pgauge ) + ความดันบรรยากาศ (Patm ) หรือ
สมการทใ่ี ชห้ าคา่ ความดนั เกจคือ
ใบเนอ้ื หาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนท่ี 1 พื้นฐานเบื้องตน้ ระบบนิวเมติกส์ หนา้ ท่ี 6 ของจานวน 17 หนา้
วชิ างานนิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบอ้ื งต้น รหสั วิชา 2100-1009
ความดนั เกจ(Pgauge ) = ความดนั สมั บรู ณ์(Pabs ) – ความดันบรรยากาศ(Patm ) .…………1.2
1.4.6 ค วามดัน บรรยากาศ เท คนิ ค , Pat (Atmospheric Pressure) คือแรงกดดัน
บรรยากาศต่อหน่วยพื้นที่ ใช้อักษรย่อคือ Pat โดยนิยมใช้หน่วยเป็นกิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร
(kgf /cm2) และมคี ่าที่ใกล้เคียงกบั ความดันบรรยากาศดังนี้
Pat (1 at) = 1 Kg/cm2 = 9.81 N/cm2 = 0.968 atm = 14.223 psi
ตวั อยา่ งที่ 1.1 จากภาพที่ 1.1 ทค่ี า่ ความดันบรรยากาศ 1 atm จงหาคา่ ความดันเกจ
วิธีทา จากสมการที่ 1.2 จะได้
ความดนั เกจ (Pgauge ) = ความดนั สมั บรู ณ์ (Pabs ) – ความดันบรรยากาศ (Patm )
Pgauge = (14.7 psi) – (14.7 psi)
ดังนั้นจะไดค้ วามดนั เกจ Pgauge = 0 psi ตอบ
ตัวอย่างท่ี 1.2 จากภาพที่ 1.1 ทค่ี ่าความดันสัมบรู ณ์, Pabs= 30 psi จงหาคา่ ความดันเกจ
วิธที า จากสมการท่ี 1.2 จะได้
ความดนั เกจ (Pgauge ) = ความดันสมั บรู ณ์ (Pabs ) – ความดนั บรรยากาศ (Patm )
Pgaug = (30 psi) – (14.7 psi)
ดงั นัน้ จะได้ความดนั เกจ Pgauge = 15.3 psi ตอบ
คา่ ความดนั ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบค่าและใชค้ านวณเพ่อื หาค่า
ทางฟิสิกส์ของระบบนิวเมติกส์ สามารถแสดงความสมั พนั ธ์ไดด้ ังในตารางท่ี 1.2
ใบเนื้อหาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พน้ื ฐานเบ้ืองตน้ ระบบนิวเมติกส์ หนา้ ที่ 7 ของจานวน 17 หน้า
วิชางานนิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์เบื้องตน้ รหสั วชิ า 2100-1009
ตารางท่ี 1.2 ความสมั พนั ธ์ของหนว่ ยวัดคา่ ความดนั (Wikipedia, 2010)
บรรยากาศเทคนคิ
คา่ ปาสคาล บาร์ บรรยากาศ (at) ปอนดต์ ่อ
ความดัน
Pa (bar) (atm) กิโลกรมั แรงต่อ ตารางนวิ้
dyn/cm2
ตารางเซนตเิ มตร (psi)
N/m2 10 N/cm2 kgf /cm2 lbf /in2
1 Pa = 1 10-5 9.8692 x 10-6 1.0197 x 10-5 1.450377 x 10-4
1 bar = 105 1 0.98692 1.0197 14.50377
1 atm= 1.01325 x 105 1.01325 1 1.0332 14.69595
1 at = 0.98066 x 105 0.98066 0.96784 1 14.22334
1 psi = 6.8948 x 103 0.06895 0.068046 0.070307 1
1.5 แรงและน้าหนกั (Force and Weight)
แรง (Force) หมายถึง การกระทาที่ใช้พลังงานแล้วทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของระบบที่ถูก
กระทา และในความหมายของ เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน (Sir Isaac Newton) ระหวา่ งปี ค.ศ.1643-1727
นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ศึกษาเรอื่ งแรงและได้นิยามกฎของแรงสามข้อของ
นวิ ตันดงั น้ี
1.5.1 กฎของความเฉ่ือย นิยามว่าหากไม่มีแรงมากระทาต่อวัตถุหน่ึง วัตถุนั้นจะ
คงสภาพอยู่น่ิง ส่วนวัตถุที่กาลังเคล่ือนท่ีจะเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วคงท่ีในแนวตรง จนกว่าจะมี
แรงอนื่ มากระทาตอ่ วตั ถุนนั้ ดงั สมการ ∑ F = 0
1.5.2 กฎของแรง นิยามว่าเม่ือมีแรงมากระทาต่อวัตถุหนึ่ง แรงนั้นจะ
เปล่ียนแปลงโมเมนตัม ของวัตถุและทาให้วัตถุเคลื่อนท่ีไปตามแนวแรง โดยความเร็วของวัตถุจะแปร
ผันตามแรงน้ันดังสมการ ∑ F = ma
1.5.3 กฎของแรงปฏิกิริยา นิยามว่าเมื่อวัตถุหน่ึงออกแรงกระทาต่อวัตถุอีกชิ้น
หนง่ึ วตั ถุทีถ่ ูกกระทาจะออกแรงกระทากลับในขนาดทเ่ี ทา่ กัน ดงั สมการ F (Action) = F (Reaction)
จากกฎของแรงข้อท่ี 1.5.2 ของนวิ ตัน สามารถนยิ ามได้ว่า แรงหนึ่งนิวตัน เท่ากัปริมาณ
ของแรงท่ตี ้องการสาหรับการเรง่ มวลหน่งึ กโิ ลกรมั ให้มคี วามเรง่ หนงึ่ เมตรต่อวินาทีกาลังสองจะได้
ใบเน้อื หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนท่ี 1 พ้ืนฐานเบ้ืองตน้ ระบบนิวเมติกส์ หน้าท่ี 8 ของจานวน 17 หน้า
วิชางานนวิ เมติกส์และไฮดรอลกิ ส์เบอื้ งต้น รหสั วิชา 2100-1009
F = ma .…………1.3
เม่อื F = แรงท่กี ระทาต่อวัตถุ หน่วย นวิ ตนั (N)
m = มวลของวัตถุ หนว่ ย กโิ ลกรัม (kg)
a = อตั ราเร่ง หนว่ ย เมตรตอ่ วินาทีกาลังสอง (m/s2)
น้าหนกั (Weight) หมายถงึ แรงซงึ่ เกิดจากแรงโนม้ ถ่วงของโลก เมอ่ื ค่าของแรงโน้มถว่ งของโลก
(g) เป็นคา่ ความเร่งทม่ี ีค่าคงที่เท่ากบั 9.81 เมตรต่อวินาทีกาลงั สอง ซงึ่ จะได้ความสัมพันธ์ของแรงและ
นา้ หนักดงั สมการท่ี 4 ดงั น้ี
W = mg .…………1.4
เมื่อ W = น้าหนกั ของวัตถุ หน่วย นิวตนั (N) หรอื
9.81 กิโลกรมั เมตรตอ่ วนิ าทีกาลังสอง (kg m /s2)
m = มวลของวัตถุ หน่วย กิโลกรมั (kg)
g = อัตราเรง่ จากแรงโน้มถ่วงของโลก = 9.81 เมตรต่อวนิ าทีกาลงั สอง (m/s2)
และ เม่อื มมี วล (m) 1 kg นามาแทนแรง (F) บนโลก จะเท่ากบั น้าหนกั (W) 1 kgf (กิโลกรัมแรง)
ดังนน้ั จะได้ W (1kg) = 1 Kg x 9.81 m/s2
= 9.81 kg m /s2
= 9.81 N
นา้ หนัก (W) 1 kgf (กโิ ลกรัมแรง) = 9.81 N (นวิ ตัน)
1.6. อุณหภูมิและความช้ืนสัมพัทธ์ (Temperature and Relative Humidity)
อุณหภูมิ T (Temperature) เป็นหน่วยท่ีใช้วดั ความรอ้ น ความเย็นของวัตถุและของไหลต่าง ๆ
หน่วยวัดอุณหภูมิสัมบูรณ์ (Tabs) ท่ีใช้กันในปัจจุบัน คือ เคลวิน (Kelvin) ใช้สัญลักษณ์ K เคลวิน
ตั้งช่ือเพ่ือเป็นเกียรติแด่ วิลเลียม ทอมสัน บารอน ที่หนึ่ง แห่ง เคลวิน (William Thomson, 1st
Baron Kelvin) เป็นนักฟิสิกส์และวิศวกรชาวอังกฤษ ท่ีคิดค้น และได้นิยามว่า ถ้าลดอุณหภูมิลง
จนถึงจุดที่อิเล็กตรอนหยุดการเคลื่อนที่ ณ จุด ๆ นั้น จะไม่มีอุณหภูมิหรือพลังงานในสสาร และการ
แผร่ ังสีความร้อนจากวัตถุเลย จึงเรยี กอณุ หภมู ิ ณ จุดนีว้ า่ ศนู ยส์ มั บูรณ์ หรือ Tabs = 0 Kelvin (0 K)
หนว่ ยวดั อณุ หภมู ิทีน่ ิยมใชก้ นั อีกคือ องศาเซลเซยี ส (degree Celsius, ใชส้ ัญลกั ษณ์ °C)
เป็นหนว่ ยวัดอุณหภูมิหน่วยหน่ึงในระบบเอสไอ โดยนิยายได้ว่า กาหนดให้จุดเยือกแขง็ ของน้าคือ 0°C
ใบเนอ้ื หาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนที่ 1 พน้ื ฐานเบ้อื งตน้ ระบบนวิ เมติกส์ หน้าท่ี 9 ของจานวน 17 หน้า
วชิ างานนิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์เบ้อื งตน้ รหสั วิชา 2100-1009
และจุดเดือดคือ 100 °C หน่วยน้ีตั้งชื่อเพ่ือเป็นเกียรติแด่ ของนาย แอนเดอร์ เซลเซียส (Anders
Celsius) นักดาราศาสตร์ชาวสวเี ดน ทีเ่ ป็นผ้คู ิดค้น
เม่ือนานยิ ามขององศาเซลเซียสกบั นิยามหน่วยเคลวิน มาเปรียบเทียบกนั โดยขนาดของ
สเกลหน่วยองศาเซลเซียสจะเท่ากับของเคลวิน โดยกาหนดให้อุณหภูมิที่จุดศูนย์สัมบูรณ์ 0 K มีค่า
เทา่ กบั -273.15 °C จะได้ความสัมพันธ์ดงั สมการท่ี 1.5
0 K = - 273.15 °C และ 0 °C = 273.15 K .............1.5
การเปล่ยี นอุณหภมู ิสัมบรู ณ์ (Tabs) จากหน่วยเคลวนิ (K) เป็นหน่วยองศาเซลเซียส (°C)
T (°C) = (K - 273.15) °C
การเปล่ียนอณุ หภูมิจากหน่วยองศาเซลเซียส (°C) เป็นอุณหภูมิสัมบูรณ์ (Tabs) หน่วยเคลวนิ (K)
Tabs = (°C + 273.15) K
ความชื้นสมั พัทธ์ (Relative Humidity) คอื อัตราสว่ นรอ้ ยละของความช้ืนสมบูรณ์ ต่อปริมาณ
การอ่ิมตัวของไอน้า เป็นหน่วยที่นิยมใช้วัดระดับความชื้นในอากาศ ใช้สัญลักษณ์ rH หรือนิยามได้ว่า
เป็นคา่ อัตราส่วนโดยมวลของไอน้าในอากาศ ต่อไอน้าสูงสุดท่ีอากาศ (ที่อุณหภูมิในขณะนั้น) สามารถ
แบกรบั ไวไ้ ด้
ความชื้นสมั พทั ธ์ (%) = ความช้ืนสมั บรู ณ์ × (100) ………….1.6
ปริมาณการอม่ิ ตัวของไอนา้
ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดคือ 100 % ซ่ึงไอน้าในวัตถุจะไม่ระเหยออกมาอีก ช่วงฤดูร้อน
ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสูงถึง 90 % และในช่วงฤดูหนาวจะมีค่าต่ากว่า 40 % สาหรับค่าความช้ืน
สมั พัทธท์ ่พี อเหมาะอยทู่ ่ี 60 -70 % ถา้ ตา่ กว่าน้ผี วิ หนังจะแห้ง แตถ่ ้าสูงกวา่ นจี้ ะรสู้ ึกร้อนอบอา้ ว
ความชื้นสมบูรณ์ คือความหนาแน่นของไอน้าในอากาศ หรือจานวนของไอน้าท่ีมีอยู่ใน
อากาศ มหี นว่ ยวดั กรัมต่อลกู บาศก์เมตร (g/m3)
ปริมาณการอิ่มตวั ของไอน้า คือ จานวนไอน้าที่อากาศสามารถรับไว้ได้จนถึงจุดอ่ิมตวั ณ
อณุ หภมู ิในขณะนนั้ มีหน่วยวัด กรัมต่อลูกบาศก์เมตร (g/m3)
ค่าความช้ืนสัมพัทธ์ในอากาศจะเพิ่มข้ึนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น โดยการทาให้น้ากลายเป็น
ไอน้า และค่าความชื้นสัมพัทธ์จะลดลงเม่ืออุณหภมู ิลดลงและมีการกล่ันตวั ของไอน้ากลายเปน็ หยดน้า
ดังนนั้ ท่อี ณุ หภมู ิ ณ จดุ ใด ๆ ความช้ืนและปริมาณการอ่มิ ตัวของไอนา้ จะไมเ่ ทา่ กัน
อุณหภูมิในประเทศไทยโดยเฉลี่ยมีค่าประมาณ 30 °C จะมีจานวนไอน้าผสมอยู่ใน
อากาศประมาณ 30.3 g/m3 แต่ถา้ อณุ หภูมิเพิ่มข้ึนจานวนไอนา้ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยดงั ในตารางท่ี 1.3
ใบเนือ้ หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชุดการสอนที่ 1 พืน้ ฐานเบ้อื งต้นระบบนวิ เมติกส์ หน้าท่ี 10 ของจานวน 17 หน้า
วิชางานนิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบื้องต้น รหสั วชิ า 2100-1009
ตารางท่ี 1.3 แสดงค่าปรมิ าณการอมิ่ ตัวของไอน้าในอากาศทอี่ ณุ หภูมิค่าตา่ ง ๆ (Wikipedia, 2010)
อณุ หภมู ิ -10 -5 -1 0 4 8 10 15 20 25 30 35 40 50
°C 263 268 272 273 277 281 283 288 293 298 303 308 313 323
2.35 3.4 4.5 4.85 6.7 8.3 9.4 12.8 17.3 23 30.3 39.5 51 82.7
อุณหภมู ิ
K
ปริมาณ
g/m3
ตัวอยา่ งที่ 1.3 อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 70 % ท่ีอุณหภูมิ 35 °C จงคานวณหาความหนาแน่น
ของไอน้าในอากาศ
วธิ ที า จากสมการท่ี 1.6 จะได้ ความช้ืนสมั บรู ณ์
ปริมาณการอิ่มตัวของไอนา้
ความชื้นสมั พทั ธ์ (%) = × (100)
เม่ือ ความช้นื สมบูรณ์ คอื ความหนาแนน่ ของไอนา้ ในอากาศ จะได้
ความหนาแนน่ ไอนา้ ในอากาศ= ความช้ืนสมั พทั ธ์ (%) × ปริมาณการอ่ิมตัวของไอน้า
100
จากตารางท่ี 1.3 ปรมิ าณการอิ่มตวั ของไอนา้ ท่ี 35 °C เทา่ กบั 39.5 g/m3 จะได้
ความหนาแน่นไอน้าในอากาศ = 70× 39.5 g/m3
100
จะได้ ความหนาแนน่ ของไอน้าในอากาศ = 27.65 กรัม / ลกู บาศก์เมตร ตอบ
1.7 กฎการส่งผ่านความดันของปาสคาล (Pascal’s Law of Pressure)
แบลซ ปาสคาล (Blaise Pascal) ชาวฝร่ังเศส ระหว่าง ค.ศ. 1623-1662 นัก
คณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักปรัชญา ได้ทาการศึกษาทดลองและพิสูจน์ ได้ตั้งทฤษฏี ที่เรียกว่า กฎ
ปาสคาล ซ่ึงเกีย่ วกบั การส่งผา่ นความดนั สถติ (Static pressure)หรือความดันทไ่ี ม่เคลือ่ นที่ ซง่ึ กล่าววา่
ใบเนื้อหาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พืน้ ฐานเบื้องต้นระบบนวิ เมติกส์ หนา้ ท่ี 11 ของจานวน 17 หนา้
วิชางานนิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์เบื้องตน้ รหสั วิชา 2100-1009
“ความดนั ของของไหลท่ีอย่นู ิ่ง ภายในภาชนะปดิ
จะมีคา่ ความดนั ท่ีกระทาต่อสว่ นหนง่ึ สว่ นใดหรอื ทกุ ๆ สว่ นเท่ากนั ”
(Kgf) F1 F2
W1 W2
A1 A 2 P(Kgf/cm2)
(cm2)
ภาพท่ี 1.2 กฎของปาสคาลเกี่ยวกับการสง่ ผ่านความดนั
(Pneumatic & Hydraulic Blog, 2008)
จากภาพที่ 1.2 ในกรณีท่ลี ูกสูบมพี ืน้ ท่ีหนา้ ตดั A1 (cm2 ) และ A2 (cm2 ) ถ้ามีแรง
F1 หรือน้าหนัก W1 (kgf) กระทาบนลูกสูบ A1 แลว้ จะเกดิ แรงถา่ ยเท W2 (kgf) หรือ F2 ขน้ึ ทลี่ ูกสบู
ซ่ึงมพี นื้ ทห่ี นา้ ตดั A2 และจากสมการที่ 1.1 สามารถเขียนสมการใหม่ได้ดังน้ี
P = F1 = F2 .............1.7
A1 A2
เมือ่ P คือ ความดัน หนว่ ย kgf /cm2
F1 คอื แรงที่กระทาบนพน้ื ที่ A1 หน่วย kgf
F2 คอื แรงทกี่ ระทาบนพ้ืนที่ A2 หน่วย kgf
A1 คอื พืน้ ที่ ทแี่ รง F1 กระทา หน่วย cm2
A2 คอื พนื้ ที่ ทแี่ รง F2 กระทา หน่วย cm2
และจากความสมั พนั ธข์ องสมการ 1.3 และสมการ 1.4 จะได้สมการ .............1.8
P = W1 = W2
A1 A2
ใบเนอื้ หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนท่ี 1 พ้ืนฐานเบอ้ื งต้นระบบนิวเมติกส์ หน้าท่ี 12 ของจานวน 17 หนา้
วชิ างานนวิ เมติกส์และไฮดรอลกิ ส์เบอ้ื งต้น รหสั วิชา 2100-1009
เมือ่ P คือ ความดนั หน่วย kgf /cm2
A1 คอื พื้นท่ี ทนี่ า้ หนัก W1 กระทา หน่วย cm2
A2 คอื พืน้ ท่ี ทน่ี ้าหนัก W2 กระทา หน่วย cm2
W1 คือ น้าหนักที่กระทาบนพื้นที่ A1 หน่วย kgf
W2 คือ น้าหนกั ที่กระทาบนพ้ืนท่ี A2 หนว่ ย kgf
ตวั อย่างที่ 1.4 กาหนดให้นา้ หนัก W1 มคี า่ 2 kgf ที่กระทากบั กระบอกสูบ A1 ทมี่ พี ืน้ ทหี่ นา้ ตดั
1 cm2 จงคานวณหา W2 ท่ีกระทากบั กระบอกสูบ A2 ท่ีมพี น้ื ที่หน้าตดั 20 cm2
วธิ ีทา จากสมการที่ 1.8 จะได้
W1 = W2
A1 A2
W2 = A2 W1
A1
20cm2 2kgf
= 1 cm2
จะไดน้ ้าหนักที่กระทา W2 = 40 kgf ตอบ
1.8 กฎของชาร์ล (Charles’s Law)
ชาก อะเล็กซอง เซซา-ชารล์ ( Jacques Alexandre César-Charles ) ในชว่ งปี
ค.ศ. 1746 -1823 นักวิทยาศาสตรช์ าวฝรง่ั เศส นยิ ามวา่ ถา้ ความดันคงตัว ปริมาตรของแก๊สจะแปร
ผันตรงกบั อุณหภมู ิพลวัติของแก๊สนน้ั ๆ หรือผลหารของปริมาตรกับอณุ หภมู ิพลวัติจะมีค่าคงที่เสมอ
เม่ือความดนั คงที่
หรืออีกความหมายคือ เม่ืออากาศจานวนหนึ่งซึ่งมีปริมาตร V1 และอุณหภูมิ T1 ถูกทา
ให้ร้อนขึ้นหรือถูกทาให้เย็นลงที่อุณหภูมิ T2 ภายใต้ความดันคงที่ ปริมาตรของอากาศจะเปล่ยี นแปลง
เป็น V2 ตามความสมั พันธ์ดังสมการท่ี 1.9
ใบเนอื้ หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
หนา้ ท่ี 13 ของจานวน 17 หนา้
ชดุ การสอนท่ี 1 พืน้ ฐานเบอ้ื งต้นระบบนิวเมติกส์
วชิ างานนิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์เบอ้ื งต้น รหสั วิชา 2100-1009
ภาพท่ี 1.3 กฎของชารล์ เกย่ี วกบั อุณหภูมแิ ละปริมาตร (Wikipedia, 2010)
จะได้สมการดังน้ี
V1 = V2 .............1.9
T1 T2
เมือ่ T1 คือ อุณหภูมิสัมบูรณ์ (Tabs) เรมิ่ ตน้
T2 คอื อุณหภูมิสัมบรู ณ์ (Tabs) สดุ ท้าย
V1 คอื ปรมิ าตรเริ่มตน้
V2 คอื ปรมิ าตรสดุ ทา้ ย
1.9 กฎของบอยล์ (Boyle’s Law)
โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle) ค.ศ. 1627-1691 นักปรัชญา นักเคมี นักฟิสิกส์
และนักประดิษฐ์ ชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดค้นกฎของบอยล์ ซ่ึงเขาได้ทาการทดลองค้นพบว่าอากาศมี
รูปทรง ที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามรูปทรงของภาชนะ และอากาศมีคุณสมบัติ ยุบตัวและ
ขยายตัวออกได้ ทาให้ความดันเปล่ียนแปลง โดยบอยล์ นิยามว่า ณ จุดที่อุณหภูมิคงท่ี ปริมาตรก๊าซ
จะเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราส่วนผกผันกับความดันก๊าซนั้น หรือผลคูณของความดันและปริมาตรของ
ก๊าชจะมีค่าคงท่เี สมอ เมือ่ อณุ หภูมคิ งท่ี ดังแสดงในภาพท่ี 1.4 และความสัมพนั ธด์ งั สมการที่ 10
P1 x V1 = P2 x V2 .............1.10
ใบเน้ือหาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พืน้ ฐานเบ้ืองตน้ ระบบนิวเมติกส์ หน้าที่ 14 ของจานวน 17 หน้า
วิชางานนวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบือ้ งตน้ รหสั วชิ า 2100-1009
เม่อื P1 คอื ความดันสมั บรู ณ์ (Pabs) เรมิ่ ต้น หนว่ ย kgf/cm2
P2 คือ ความดันสัมบรู ณ์ (Pabs) สุดทา้ ย หนว่ ย kgf/cm2
V1 คือ ปริมาตรเร่ิมต้น หนว่ ย ลติ ร หรอื 1000 cm3
V2 คือ ปรมิ าตรสดุ ท้าย หนว่ ย ลติ ร หรอื 1000 cm3
ภาพท่ี 1.4 กฎของบอยล์เกยี่ วกับความดันและปริมาตร (Stormbring, 2009)
ตวั อยา่ งท่ี 1.5 มปี รมิ าตรของอากาศท่ีอยใู่ นภาชนะ V1 = 1 ลิตร หรอื 1000 cm3 ท่คี วามดนั
บรรยากาศ ซ่ึงมคี า่ เทา่ กับความดันเกจ (Pgauge ) , P1= 0 kgf/cm2 จงคานวณหา P2 ทเ่ี กิดจากการ
ลดปริมาตรของ V1 เปน็ V2 ซึ่งมคี ่าเทา่ กบั 100 cm3 ทีอ่ ุณหภมู ิคงท่ี
วิธที า จากสมการที่ 10 จะได้สมการเพื่อหาคาตอบดังนี้
P2 = V1 P1
V2
สมการท่ี 2 จะได้
ความดนั สัมบูรณ์ (P1 abs ) = ความดนั เกจ (Pgauge ) + ความดันบรรยากาศ (Patm )
ความ P1 abs = (0+1.0332) kgf/cm2
จะได้ P1 abs = 1.0332 kgf/cm2 1000 cm3 1.0332 kgf/cm2
แทนคา่ ในสมการเพื่อหาคาตอบจะได้ P2 abs = 100 cm3
จะได้ความดนั สัมบรู ณ์ (Pabs), P2 abs = 10.332 kgf/cm2
ใบเนื้อหาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนท่ี 1 พ้ืนฐานเบอ้ื งต้นระบบนวิ เมติกส์ หน้าท่ี 15 ของจานวน 17 หนา้
วิชางานนวิ เมติกส์และไฮดรอลิกส์เบอ้ื งต้น รหสั วิชา 2100-1009
และจะไดค้ ่าความดันเกจ Pgauge = (10.332-1.0332) kgf/cm2
P2 gauge = 9.299 kgf/cm2 ตอบ
1.10 กฎของเก-ลซู ัก (Gay-Lussac’s Law)
โฌแซฟ็ หลุยส์ เก-ลูซัก (Joseph Louis Gay-Lussac) ระหวา่ ง ค.ศ. 1778 - 1850
เป็นนักเคมี และนักฟิสิกส์ ชาวฝรั่งเศส นิยามว่า “ถ้าปริมาตรคงท่ี ความดันของแก๊สจะแปรผันตรง
กับอุณหภูมิพลวัติของแก๊สนั้น ๆ หรือผลหารของความดันกับอุณหภูมิพลวัติจะมีค่าคงที่เสมอ เมื่อ
ปริมาตรคงท”่ี ดงั แสดงในภาพที่ 1.5 และไดค้ วามสัมพนั ธด์ งั สมการที่ 1.11
ภาพที่ 1.5 กฎของเก-ลซู ักเกี่ยวกับอณุ หภมู ิพลวัติและความดนั (Weebly, 2012)
จะได้สมการดงั นี้
P1 = P2 หรือ P1 = T1 .............1.11
T1 T2 P2 T2
เมอ่ื
P1 คอื ความดันสัมบรู ณ์ (Pabs) เร่ิมต้น
P2 คือ ความดนั สมั บูรณ์ (Pabs) สุดท้าย
T1 คอื อณุ หภมู ิสัมบรู ณ์ (Tabs) เร่มิ ตน้
T2 คือ อุณหภมู ิสมั บูรณ์ (Tabs) สุดทา้ ย
ใบเนือ้ หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พน้ื ฐานเบ้อื งตน้ ระบบนวิ เมติกส์ หนา้ ที่ 16 ของจานวน 17 หนา้
วิชางานนวิ เมตกิ ส์และไฮดรอลกิ ส์เบื้องต้น รหสั วชิ า 2100-1009
เมอื่ นาเอากฎของบอยล์ จากสมการที่ 1.10 และกฎของเก-ลูซกั จากสมการท่ี 1.11 มา
รวมสูตรของก๊าซเขา้ ด้วยกนั สามารถเขียนในรูปของสมการใหมไ่ ดด้ งั น้ี
P1V1 = P2V2 .............1.12
T1 T2
ตวั อยา่ งที่ 1.6 ถังเก็บลมมีความจุหรือปริมาตร 100 cm3 บรรจุลมอัดที่มีความดัน 10 kgf/cm2
และมีอุณหภูมิ 30 °C เมอื่ เปดิ เคร่ืองปรับอากาศภายในห้อง ทาให้ถงั เก็บลมเยน็ ลงท่ี
อณุ หภมู ิ 25 °C จงคานวณหาความดนั ของถงั เกบ็ ลมทีเ่ กิดขน้ึ ใหม่
วิธที า จะได้สมการเพ่ือหาคาตอบดังน้ี
จากสมการท่ี 1.12
P2 = P1V1 T2
T1 V2
โดยใช้ความสัมพันธ์ จากสมการท่ี 1.2 จะได้
ความดนั สัมบรู ณ์ (Pabs ) = ความดนั เกจ (Pgauge ) + ความดนั บรรยากาศ (Patm )
เมื่อความดันเกจ 0 Pgauge = 1.0332 kgf/cm2 (Pabs)
แทนคา่ P1 abs = (10+1.0332) kgf/cm2
แทนค่า P1 abs = 11.0332 kgf/cm2
V1 = 100 cm3
V2 = 100 cm3 (ไม่เปลย่ี นแปลง)
จากสมการ 1.5 เมื่ออณุ หภูมิสัมบรู ณ์เริ่มตน้ T1 abs = (°C + 273.15) K
T1 abs = (30 °C +273.15) K
T1 abs = 303.15 K
ใบเน้อื หาที่ 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนท่ี 1 พนื้ ฐานเบ้ืองตน้ ระบบนวิ เมติกส์ หน้าท่ี 17 ของจานวน 17 หนา้
วชิ างานนวิ เมตกิ ส์และไฮดรอลิกส์เบ้ืองตน้ รหสั วชิ า 2100-1009
และที่อณุ หภมู ิสัมบรู ณ์สดุ ทา้ ย T2 abs
T2 abs = ( °C + 273.15) K
T2 abs = (25 °C +273.15) K
T2 abs = 298.15 K
แทนค่าในสมการเพือ่ หาคาตอบ P2 abs = P1V1 × T2
T1 V2
P2 abs = 11.0332×100 298.15
303.15 × 100
จะได้ความดัน P2 abs = 10.851kgf/cm2
Pgauge = (10.851-1.0332) kgf/cm2
ตอบ
= 9.818 kgf/cm2
จะได้ความดันทเ่ี กจ
ดังนัน้ จะได้ ค่าความดนั ทเี่ กจ ของ P2 gauge = 9.818 kgf/cm2 ตอบ
1.11 บทสรุป
ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานนิวเมติกส์ เราจึงต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องหน่วยวัด
ความดัน แรง น้าหนัก อุณหภูมิ ความช้ืนสัมพัทธ์ การส่งผ่านกาลังในระบบนิวเมติกส์อุตสาหกรรม
เพ่ือใช้ในการออกแบบ การเลือกใช้อุปกรณ์ ในระบบ ให้ถูกต้อง เหมาะสมกับการทางานเพ่ือให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุด ซ่ึงสาหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบนิวเมติกส์เราจะได้ศึกษาในชุดการสอนที่ 2
เรือ่ งอุปกรณใ์ นระบบนวิ เมตกิ ส์ ตอ่ ไป
ใบเน้อื หาท่ี 1 (Information Sheet 1)
ชดุ การสอนที่ 1 พนื้ ฐานเบอ้ื งต้นระบบนิวเมติกส์ หน้าที่ ของจานวน 17 หนา้
วิชางานนิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์เบ้ืองตน้ รหสั วชิ า 2100-1009