พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒๕๔๖ : ๘๒๒,๑๒๐๐) ใหค้ วามหมายวา่
“ภาษา หมายถึง ถอ้ ยคาท่ีใชพ้ ดู หรอื เขียนเพ่ือส่อื ความของชนกลมุ่ ใดกลมุ่ หน่งึ เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน
หรอื เพ่ือส่อื ความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม
พระยาอนมุ านราชธน (๒๕๑๖ : ๒๐) ใหค้ วามหมายว่า “ภาษา หมายถึง วิธีทาความเขา้ ใจกนั
ระหว่างคนกบั คน วธิ ีทาความเขา้ ใจกนั ย่อมทาไดห้ ลายวิธี สดุ แลว้ แต่จะสามารถทาใหเ้ ขา้ ใจกนั ได”้
เปลือ้ ง ณ นคร (๒๕๒๒ : ๓๓๖) ใหค้ วามหมายว่า “ภาษา หมายถึง เสียงหรือกิริยาท่ีใช้ทา
ความเขา้ ใจตดิ ตอ่ กนั คาพดู คนหรอื ชาตทิ ่ีพดู ภาษานนั้ ๆ”
อดุ ม วโรตมส์ ิกขดิตถ์ (๒๕๑๓ : ๙) ใหค้ วามหมายวา่ “ภาษา ประกอบดว้ ยคาและประโยคท่ีใช้
ในการแสดงความคิดเห็นหรอื ใชใ้ นการส่อื ความหมาย”
๑.๒.๑ การออกเสียง ร ล
การออกเสียงพยัญชนะ ร และ ล ได้ชัดเจน จะทาให้ผู้รับสารเข้าใจง่ายและเร็วขึน้
ถ้าออกเสียงผิด ผู้รับสารอาจจะแปลความหมายผดิ ไปด้วย เช่น
รกั หมายถึง ชอบ พอใจ ช่ือตน้ ไมช้ นิดหนง่ึ
ลกั หมายถึง ขโมย ลอบทาในส่งิ ท่ีตนไม่มีสิทธิ์
ราก หมายถงึ สารอกออกมาทางปาก อาเจียน หรือส่วนของตน้ ไมตามปกติอยู่ใตด้ ิน
ตัวอย่าง สาหรบั ดดู อาหารเลยี้ งลาตน้
– ฉนั รักท่ีตวั เธอ ไมไ่ ดร้ ักสมบตั ขิ องเธอ
ถา้ ออกเสยี ง “รกั ” ตวั หลงั เป็น /ลกั / จะหมายความวา่ ไม่ไดข้ โมยสมบตั ิของเธอ
– ถนนลาดยางเลียบคลอง ผิวถนนเรยี บดียาวไปถึงบา้ นเรอื นไทย
ถา้ เปล่ยี นเป็นถนน “ราดยาง” จะหมายถึง ผิวถนน มีของเหลวเหนียว ๆ เทราดอยู่
๑.๒.๒ การออกเสยี งคาพอ้ งรูป
คาพอ้ งรูป คอื คาทเ่ี ขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน จะออกเสียงอย่างไรต้องดูทค่ี า
บริบท เช่น
กรี อ่านวา่ กะ–รี แปลวา่ ชา้ ง
อา่ นวา่ กฺรี แปลวา่ กระดกู แหลมท่ีหวั กงุ้
แหน อ่านวา่ แหนฺ แปลวา่ หวง ลอ้ ม รกั ษา
อา่ นวา่ แหฺน แปลว่า ช่ือพืช
ตวั อย่าง
– ซากวดั วาอารามท่ีปรักหกั พงั ถือเป็นมรดกของประเทศ
ตอ้ งอา่ น /ปะ–หรกั / ถา้ อ่าน /ปรฺ กั / แปลวา่ เงิน จะส่อื ความหมายไมไ่ ด้
– รถเพลาหกั ตอ้ งเขา้ อซู่ ่อม
ตอ้ งอ่าน /เพลา/ ถา้ อา่ น /เพ–ลา/ แปลวา่ เวลา จะส่อื ความหมายไม่ได้
๑.๒.๓ การออกเสียงควบกลา้
การออกเสียงควบกลา้ จะตอ้ งออกเสียงใหถ้ กู ตอ้ งทัง้ คาควบแทแ้ ละควบไม่แท้ เพื่อทาให้
ผรู้ บั สารเขา้ ใจถกู ตอ้ งตรงจดุ ประสงคข์ องการส่อื สาร และเกิดความเช่ือถือศรทั ธาตอ่ ผูพ้ ดู เช่น
คาควบแท้
พรอ้ มเพรยี ง ออกเสียง พฺรอ้ มเพฺรยี ง
ครอบครอง ออกเสยี ง ครฺ อบคฺรอง
คาควบไมแ่ ท้ ออกเสยี ง ซาบ
ทราบ ออกเสียง ซาม
ทราม ออกเสยี ง ซาย
ทราย
การออกเสียงเพอื่ การสือ่ สาร
๑.๒.๔ การออกเสยี งคามากพยางค์
คาในภาษาไทยมีทงั้ คาไทยแทแ้ ละคาท่ีมาจากภาษาอ่ืน เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต มอญ
เขมร จีน ซง่ึ ไทยนามาใชแ้ ละออกเสยี งตามสาเนียงเดมิ บา้ ง
คาบางคาออกเสียงไดอ้ ย่างเดียว ตามหลกั ในการออกเสียง เช่น
กลวธิ ี อา่ นวา่ กน–ละ–วิ–ที กาลเวลา อา่ นวา่ กาน–เว–ลา
จิตวิทยา อา่ นวา่ เจน–ระ–จา
ฉตั รมงคล อ่านวา่ จิด–ตะ–วิด–ทะ ยา เจรจา อา่ นวา่ ผน–กา
ฉดั –ตระ–มง–คน ผลกรรม อา่ นวา่
คาบางคาออกเสียงได้ ๒ อย่าง โดยออกเสียงตามหลกั ในการออกเสียงและออกเสียงตาม
ความนิยม เช่น
กรกฎาคม อ่านวา่ กะ–ระ–กะ–ดา–คม หรอื กะ–รกั –กะ–ดา–คม
กรณี อ่านวา่ กะ–ระ–นี หรอื กอ–ระ–นี
กาลสมยั อา่ นวา่ กา–ละ–สะ–ไหม หรอื กาน–ละ–สะ–ไหม
การเขียนเพอื่ การสื่อสาร
การเขยี นคาถูกตอ้ ง
คาในภาษาไทยประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ แต่พยัญชนะหลาย
ตัวมเี สยี งซา้ กนั เช่น
๑. คาทม่ี ักเขยี นพยญั ชนะต้นผิด เช่น
กงสุล ร่องรอย กอ้ ร่อกอ้ ติก
กเฬวราก พรู่ ะหง เภทภยั
ไอศกรมี เกร็ดความรู้ เกสร
ตัวอย่าง
หนา้ รอ้ นไดก้ ินไอสครีมแลว้ ช่ืนใจ
ควรเปล่ียนเป็น หนา้ รอ้ นไดก้ ินไอศกรีมแลว้ ช่ืนใจ (ไอศกรีมเป็นคาทับศัพท์แต่คนไทย
มกั พดู ผิดเป็นไอสครมี เพราะดจู ากลกั ษณะเหมือนครมี ขน้ ๆ)
๒. คาทม่ี กั เขยี นตัวสะกดผิด เช่น
กฎหมาย กรรโชก กติ ตมิ ศกั ดิ์
เกษียณอายุ อนญุ าต โลกาภิวตั น์
ผาสกุ พิศวาส สปั หงก
ตวั อย่าง
พระภิกษุจะบณิ ฑบาตรผ่านหนา้ บา้ นทกุ เชา้
ควรเปล่ียนเป็น พระภิกษุจะบิณฑบาตผ่านหนา้ บา้ นทกุ เชา้ (คานีม้ กั เขียนผิดเพราะใชค้ า
เทียบเคียงผิดระหวา่ งคาวา่ “บาตร” กบั “บิณฑบาต”)
๓. คาทม่ี ักเขียนสระผิด คาท่ีมกั เขียนผิดมกั เป็นคาท่ีออกเสียง “อะ” คาบางคาประวิสรรชนีย์
บางคาไมป่ ระวสิ รรชนีย์ คาบางคามี “ร” ควบกลา้ ดว้ ย จึงทาใหผ้ ใู้ ชเ้ กิดความสบั สน เชน่
กะเพรา กระเพาะ กะทิ
กะทนั หนั กะทดั รดั ขะมกั เขมน้
ประณีต ทแยง ชโลม
ตัวอยา่ ง
ฝีมือช่างตดั เสอื้ รา้ นนีต้ ดั เย็บปราณีตมาก
ควรเปล่ยี นเป็น ฝีมือชา่ งเสอื้ รา้ นนีต้ ดั เยบ็ ประณีตมาก (คานีม้ กั เขียนผิดเพราะออกเสียงผิด)
สระภาษาไทย
๔. คาที่มักเขียนวรรณยุกตผ์ ิด บางคาไม่มีรูปวรรณยุกต์ แต่เขียนมีรูปวรรณยกุ ตห์ รือใช้
วรรณยกุ ตผ์ ิด เชน่
โควตา เคก้ คกุ กี้ การเขียนเพอื่ การสือ่ สาร
แคต็ ตาลอ็ ก เจ๊ก เชิต้
เตน็ ท์ สนกุ เกอร์ โนต้
ปิกนิก โอต บลอ็ ก
ก๊อปปี้ แทก็ ซ่ี แท็งกน์ า้
เคานเ์ ตอร์ ซา่ หรม่ิ สลา้ ง
ตวั อยา่ ง
ฉนั ไดโ้ ควต้าเขา้ เรยี นท่ีน่ีโดยไม่ตอ้ งสอบ
ควรเปล่ียนเป็น ฉนั ไดโ้ ควตาเขา้ เรียนท่ีน่ีโดยไม่ตอ้ งสอบ (โควตาเป็นคาทบั ศพั ทไ์ ม่ตอ้ งใส่
วรรณยกุ ต)์
วรรณยุกตภ์ าษาไทย
๕. คาทม่ี ักเขยี นตัวการันตผ์ ดิ บางคาไม่มีตวั การนั ต์ แต่เขียนมีตวั การนั ตห์ รอื ใชต้ วั การนั ต์
ผิด เชน่
โล่ สีสนั ครองราชย์
สาอาง ภาพยนตร์ เยาวว์ ยั
มดื มน ปาฏิหารยิ ์ โบ
ตัวอยา่ ง
โบวต์ ิดผมของเธอสสี วยมาก
ควรเปล่ียนเป็น โบติดผมของเธอสีสวยมาก (โบเป็นคาทบั ศพั ท์ พจนานุกรมกาหนดให้
เป็นโบ แตม่ กั เขียนผิดเพราะเทียบกบั ภาษาองั กฤษ Bow ซง่ึ ตวั “w” ไมอ่ อกเสยี ง)
๖. คาพอ้ งเสียง คอื คาท่ีออกเสียงเหมือนกนั แตเ่ ขียนต่างกนั ความหมายต่างกนั เชน่
ออกเสยี งสัน สนั แปลวา่ ลกั ษณะนนู สรร แปลวา่ เลอื ก
สรรค์ แปลวา่ สรา้ ง สนั ต์ แปลวา่ สงบ
ออกเสียงกาน การ แปลวา่ งาน กาล แปลวา่ เวลา
กาฬ แปลวา่ ดา กาญจน์ แปลวา่ ทอง
ออกเสยี งกัน กรรณ แปลวา่ หู กณั ฑ์ แปลว่า หมวด ตอน เรอ่ื ง
กณั ฐ์ แปลวา่ คอ กนั แปลวา่ โกน
ออกเสยี งกะเสียน เกษียณ แปลวา่ สนิ้ ไป เกษียร แปลวา่ นา้ นม
เกษียน แปลวา่ ขอ้ ความท่ีเขียนแทรกไว้
ตัวอย่าง
งานเกษยี นของครูสมชายปีนีพ้ วกเราตอ้ งไปใหพ้ รอ้ มเพรยี งกนั นะ
ควรเปล่ียนเป็น งานเกษียณของครูสมชายปี นี้พวกเราต้องไปให้พร้อมเพรียงกันนะ
(คาพอ้ งเสยี ง ๒ คานีม้ ีความหมายตา่ งกนั มกั เขียนผิดเพราะไมร่ ูค้ วามหมาย)
บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรคถ์ ้อยคาขึน้ มาใช้อย่างหลากหลายรูปแบบ เพื่อสนอง
ความตอ้ งการของผู้ใช้ภาษาได้อย่างกว้างขวางและเพยี งพอ ได้แก่
๑. คาพอ้ งความหมาย คอื คาท่ีมีความหมายอย่างเดียวกนั แต่เขียนตา่ งกนั ส่วนมากมกั พบ
ในการเขียนคาประพนั ธ์ เช่น
ชา้ ง – เอราวณั คชสาร ไอยรา ดารี กรี พลาย กเรณุ สาร นาค คชาธาร คเชนทร์
นก – สกณุ สกณุ า สกณุ ี ปักษา ปักษิน ปักษี วิหค ทวิช ทิชากร ทิช
ตวั อย่าง คาพอ้ งความหมายในเรอ่ื งนิราศพระบาท
ชา้ ง – กองคเชนทร์ เกณฑช์ า้ งย่ีสิบเชือก
– กองกุญชร ผกู ชา้ งมายืนเรยี ง
๒. คาทีม่ ีความหมายตรงตัวและความหมายอุปมา คาที่มีความหมายตรงตวั คือ
ความหมายของคาท่ีปรากฏในพจนานกุ รม ส่วนความหมายอปุ มา คือ ความหมายเชิงเปรียบเทียบ เช่น
คา ความหมายตรงตวั ความหมายอุปมา
มือขวา อวยั วะสว่ นหนง่ึ ของคน ลกู นอ้ งท่ีไวว้ างใจได้
สตรผี สู้ งู ศกั ดิ์
หงส์ นกในนวนิยาย
ดาว ดาวบนทอ้ งฟ้า คนเด่น คนดงั
เกา้ อี้ ท่ีสาหรบั น่งั มีขา ตาแหนง่
ตวั อย่าง
– นอ้ งชมพ่ไู ดร้ บั เลอื กใหเ้ ป็นดาวประจาคณะของเรา
– รฐั มนตรบี างทา่ นอาจโดนเล่อื ยขาเก้าอี้
๓. คาที่มีความหมายนัยตรงและนัยประหวัด คาท่ีมีความหมายนยั ตรง คือ ความหมาย
ของคาท่ีปรากฏในพจนานุกรม ส่วนนยั ประหวดั คือ ความหมายท่ีก่อใหเ้ กิดความรูส้ ึกอย่างใด อย่างหน่ึง
เชน่
คา ความหมายนัยตรง ความหมายนัยประหวัด
เสือ สตั วป์ ่าชนิดหน่งึ ความดรุ า้ ย คนไม่ดี
สขี าว สี ความบรสิ ทุ ธิ์
นกกระจอก นกชนิดหนง่ึ ความออ่ นแอ
เกลอื วตั ถทุ ่ีมีรสเคม็ ความเห็นแก่ตวั ไมเ่ ผ่ือแผ่ผอู้ ่ืน
ตวั อย่าง
– มวยคนู่ ีช้ กไม่ทนั นกกระจอกกินนา้ ก็แพเ้ สยี แลว้
– คณุ นายคนนีเ้ กลือยงั เรยี กพ่ี แกไมเ่ คยใหอ้ ะไรใครฟรี ๆ
๔. คาทมี่ ีความหมายตรงข้าม คาในภาษาไทยหากตอ้ งการใชใ้ นความหมายตรงขา้ มกับ
คาเดิม เราอาจใชค้ าว่า ไม่ ไวห้ นา้ คานนั้ เช่น สวย–ไมส่ วย หรอื จะเลอื กใชค้ าท่ีมีความหมายตรงขา้ มก็ได้
เชน่
อว้ น ตรงขา้ ม ผอม สวย ตรงขา้ ม ขีเ้ หร่
ขยนั ตรงขา้ ม เกียจครา้ น หลบั ตรงขา้ ม ต่นื
ตวั อยา่ ง
– ผชู้ ายมกั ชอบคนสวยมากกวา่ คนขีเ้ หร่
– ถา้ นกั กีฬาขยนั ซอ้ ม โอกาสชนะก็จะมีมากกวา่ แพ้
๕. คาทมี่ ีความหมายกว้าง–แคบ ในการส่ือสาร หากเราตอ้ งการส่ือใหเ้ ห็นภาพโดยรวม
เราควรใชค้ าท่ีมีความหมายกวา้ ง แต่ถา้ ตอ้ งการแจกแจงรายละเอียดหรอื ชีเ้ ฉพาะเจาะจง ต้องใชค้ าท่ีมี
ความหมายแคบ เชน่
ความหมายกว้าง ความหมายแคบ
เครอ่ื งเขียน ปากกา ดนิ สอ ยางลบ ไมบ้ รรทดั ฯลฯ
นก นกกา นกพิราบ นกกระจอก นกหงสห์ ยก ฯลฯ
เฟอรน์ ิเจอร์ โตะ๊ เกา้ อี้ โคมไฟ ตโู้ ชว์ ฯลฯ
ผลไม้ เงาะ สม้ ทเุ รยี น มงั คดุ อง่นุ ฯลฯ
ตวั อยา่ ง
บา้ นเพ่ิงสรา้ งเสรจ็ ยงั ไม่มี โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ตูโ้ ชวเ์ ลย
ควรเปล่ยี นเป็น บา้ นเพ่ิงสรา้ งเสรจ็ ยงั ไม่มีเฟอรน์ ิเจอรเ์ ลย (ประโยคจะกะทดั รดั กวา่ เดิม)
หลักการเลือกใช้ถ้อยคา
คาในภาษาไทยบางคามีหลายความหมาย โดยทีค่ วามหมายของคาอาจจะเปลี่ยนไป
เมือ่ ทาหน้าทีใ่ นประโยคทแี่ ตกต่างกัน เพื่อไม่ให้การสื่อสารคลาดเคลื่อน ผู้ใช้ควรระมัดระวังใน
การเลือกใช้คา ดังต่อไปนี้
๑. การเลอื กใช้คาใหถ้ ูกตอ้ ง
๒. เลอื กใช้คาใหเ้ หมาะสม
๓. เลอื กใช้คาสอื่ ความหมายใหช้ ัดเจน
สานวน หมายถึง ถอ้ ยคาท่ีเรยี บเรียงขึน้ อย่างสนั้ ๆ กะทดั รดั มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ
ถอ้ ยคาท่ีปรากฏกบั ความหมายไมต่ รงกนั ในการส่อื สารตอ้ งใชค้ วามหมายท่ีแฝงอย่ใู นสานวนเหลา่ นนั้
๑.๕.๑ สุภาษิต
สุภาษิต คือ คากลา่ วท่ีดี เป็นคากลา่ วท่ีมงุ่ ส่งั สอนหรอื ตามใจผรู้ บั สาร เช่น
ตนเป็นท่ีพง่ึ แหง่ ตน : ตวั เราตอ้ งทาทกุ อย่างเพ่ือตนเอง
ทาดีไดด้ ี ทาช่วั ไดช้ ่วั : ทาอะไรไวก้ ็ย่อมไดส้ ่งิ นนั้
นา้ พ่งึ เรอื เสอื พ่งึ ป่า : การพ่งึ พาอาศยั กนั การใช้สานวน สุภาษิต เพอื่ การ
นา้ ขนึ้ ใหร้ บี ตกั : มีโอกาสดีควรรบี ทา สือ่ สาร
๑.๕.๒ คาพงั เพย
คาพงั เพย คือ คากลา่ วเชิงเปรยี บเทียบ ไม่ไดม้ ่งุ ตกั เตอื นส่งั สอน ยกขนึ้ มาใหเ้ ขา้ กบั เหตกุ ารณใ์ ด
เหตกุ ารณห์ นง่ึ เชน่
ปลาหมอตายเพราะปาก : คนท่ีพดู พรอ่ ยจนไดร้ บั อนั ตราย
ยกตนข่มทา่ น : พดู ทบั ถมผอู้ ่ืนแสดงใหเ้ ห็นวา่ ตวั เหนือกวา่
หลกั การใช้สานวน
๑. รกั ษารูปคาของสานวนเดิม เพ่ือรกั ษาความหมายและท่ีมาของสานวนไว้
๒. ใชใ้ หต้ รงกบั ความหมายของสานวนหรอื สมั พนั ธก์ บั เรอ่ื งท่ีพดู หรอื เขียน เช่น
๓. ใชใ้ หพ้ อเหมาะ ไมพ่ รา่ เพรอ่ื
ระดับภาษา หมายถึง การใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส แสดงให้เห็นถึง
วฒั นธรรมทางภาษาของคนไทย ซง่ึ จะชว่ ยใหก้ ารส่อื สารเกิดผลดยี ่ิงขนึ้ แบ่งได้ ๓ ระดบั คือ
๑. ภาษาไมเ่ ป็ นแบบแผนหรือภาษาปาก
๒. ภาษากงึ่ แบบแผน
๓. ภาษาแบบแผน
ตวั อย่างการใช้คาตามระดับภาษา
ภาษาไม่เป็ นแบบแผน ภาษาก่งึ แบบแผน ภาษาแบบแผน
มาก เยอะแยะ เพียบ มาก มาก
บานเบอะ
บอก เรยี น เรยี น
เรยี ก เชญิ เรยี นเชิญ
กิน กิน ทาน รบั ประทาน
แหว้ อกหกั ผดิ หวงั
๑.๗.๑ ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
เป็ นทที่ ราบดแี ล้วว่าประโยคอาจจะมีองคป์ ระกอบแตกต่างกันดังนี้
ประธาน + กรยิ า
(นก บนิ )
ประธาน + กรยิ า + กรรม
(แมว กิน ปลา)
ประธาน (สว่ นขยาย) + กรยิ า + กรรม (สว่ นขยาย) + (สว่ นขยายกรยิ า)
(แมว ของฉนั ชอบกิน ปลา ทู มาก)
๑.๗.๒ ประโยคกะทดั รัด ชัดเจน
การใชป้ ระโยคสนั้ ๆ กะทดั รดั ชดั เจน จะชว่ ยใหผ้ รู้ บั สารไม่สบั สน ผรู้ บั สารเกิดความเขา้ ใจง่าย
และรวดเรว็ ขนึ้
๑.๗.๓ ประโยคสละสลวย
การใชป้ ระโยค ผสู้ ่ือสารตอ้ งศกึ ษาหาความรูเ้ ก่ียวกบั ไวยากรณภ์ าษาไทย เพ่ือไม่ใหก้ ารส่ือสาร
มีขอ้ ผิดพลาด แตส่ าหรบั นกั เรยี นอาจจะสบั สนในเรอ่ื งรูปประโยคท่ีใชร้ ว่ มกบั ประโยคในภาษาอ่ืน ๆ เช่น
ประโยคภาษาองั กฤษ
“มันมคี วามจาเป็นทเ่ี ธอตอ้ งอย่ทู ่ีน่ี”
ควรเปล่ยี นเป็น “เธอจาเป็นตอ้ งอยทู่ ่ีน่ี” (เรยี งคาในประโยคผิด ควรเรม่ิ ดว้ ย ประธาน กรยิ า กรรม)