สั ญญาเช่าซื้ อ
จัดทำโดย
นางสาวรัชฎาวรรณ หนูยิ้มซ้าย
รหัสนิสิ ต 631081255
คณะนิติศาสตร์
เสนอ
อาจารย์วีนา สุวรรณโน
มหาวิทยาลัยทักษิณวิทยาเขตสงขลา
สารบัญ
เรื่ อง
หน้ า
สัญญาเช่าซื้อ 1
1
ข้อความเบื้องต้น 2
9
สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ 11
12
แบบของสัญญาเช่าซื้อ 12
13
หน้ าที่และความรับผิดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า 19
21
ความระงับของสัญญาเช่าซื้อ 22
25
สัญญาเช่าซื้อระงับเมื่อผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา
สัญญาเช่าซื้อระงับเมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา
สัญญาเช่าซื้อระงับด้วยเหตุอื่นๆ
อายุความ
บทสรุป
บรรณานุกรม
1
สั ญ ญ า เ ช่ า ซื้ อ
5.1 ข้อความเบื้องต้น
สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีความเกี่ยวข้องกับชีวิต
ประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งการทำสัญญาเช่าซื้อนั้น
อาจมาเหตุหลายประการ เช่น ผู้ซื้ออาจยังไม่มีเงินสดครบถ้วน
เพียงพอที่จะสามารถซื้อทรัพย์สินนั้นได้ในราคาเต็มจำนวน จึง
อยากขอแบ่งผ่อนชำระเป็นงวด หรือผู้ขายมีเจตนาที่อยากจะขาย
สินค้านั้นๆ แต่หาผู้ซื้อที่จ่ายเป็นเงินสดเต็มจำนวนค่อนข้างยาก
ผู้ขายจึงยอมให้มีการส่งใช้เงินค่าทรัพย์สินนั้นๆ ออกเป็นงวดๆ
อันเป็นการแบ่งเบาภาระการส่งใช้เงินของผู้ซื้อ เราเรียกสัญญาที่มี
ลักษณะดังกล่าวว่า “สัญญาเช่าซื้อ” ซึ่งทรัพย์สินที่ประชาชนนิยม
เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกันนั้น ได้แก่ บ้าน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ
เป็นต้น
สำหรับสัญญาเช่าซื้อนั้น แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ จะได้บัญญัติหลักกฎหมายอันเกี่ยวกับหน้าที่และความ
รับผิดของคู่สัญญาเอาไว้ก็ตาม แต่คู่สัญญาก็อาจตกลงกันเอาไว้
เป็นอย่างอื่นได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติอันเกี่ยวกับความ
สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
อนึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้โดยเรา อนึ่ง การทำสัญญา
เช่าซื้อนั้น สัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือเสมอ ไม่ว่าหนังสือนั้นจะใช้
แบบพิมพ์หรือเขียนเองทั้งฉบับโดยไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือ สัญญาเช่า
ซื้อก็ตกเป็นโมฆะ ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะยกความเสียเปล่า
แห่งโมฆะกรรมนั้นขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ซึ่งกฎหมายให้นำบทบัญญัติ
ว่าด้วยลาภ มิควรได้มาใช้บังคับแก่กรณี
2
5.2 สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ
มาตรา 372 แห่งประมาล มาตรา 572 วรรกแรก บัญญัติว่า
"อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของทรัพย์สินออกให้เช่าและให้
คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิ
แก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้
คราว..."
ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่งเจ้าของทรัพย์สินออกให้เช่า
และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินเป็นสิทธิ
แก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
เป็นการตอบแทน เมื่อผู้เช่าซื้อชำระราคาดำเช่าซื้อครบงวดทั้งหมด
แล้วแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้
เช่าซื้อ
ตัวอย่างที่ 1
นาย ก. มาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่จังหวัดสงขลาจึงได้
ทำการเช่าบ้านจากนาย ข. ผู้ให้เช่า โดยชำระราคาเช่าซื้อกันเป็น
งวดๆ ละ20,000 บาท เป็นระยะเวลา 30 ปีเมื่อนาย ก.ชำระราคา
ค่าเช่าซื้อบ้านครบงวดทั้งหมดแล้ว บ้านหลังดังกล่าวก็จะตกเป็น
กรรมสิทธิ์ของนาย ก. ดังนี้ เป็นสัญญาเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
ตัวอย่างที่ 2
นาย ค. มาสอนหนังสือในระดับปริญญาตรีที่จังหวัดพัทลุง นาย ค.
จึงได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์จากนาย ง. ผู้ให้เช่าซื้อ โดยชำระราคา
ค่าเช่าซื้อกันเป็นงวด ๆ ละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เมื่อ
นาย ค. ชำระราคาค่าเช่าซื้อครบงวดทั้งหมดแล้ว รถยนต์คันดัง
กล่าวก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ค. ดังนี้ เป็นสัญญาเช่าซื้อ
สังหาริมทรัพย์
3
สำหรับสาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ มีดังนี้
1.สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาสองฝ่าย
คือ "ผู้เช่าซื้อ" และ "ผู้ให้เช่าซื้อ" ซึ่งสัญญาเช่าซื้อนั้นเป็นนิติกรรม
สัญญาอย่างหนึ่ง การทำสัญญาเช่าซื้อจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จะต้องพิจารณาถึงหลักทั่วไปภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 4 ว่าด้วยนิติกรรมแล้วนั้น บุคคลที่เข้าทำ
สัญญานั้นก็จะต้องมีสภาพบุคคลและมีความสามารถตามกฎหมาย
อันส่งผลให้สัญญาเช่าซื้อที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ทั้ง
ผลในทางหนี้และผลในทางทรัพย์จนกว่าบุคคลที่กฎหมายกำหนด
เอาไว้จะใช้สิทธิบอกล้างสัญญาภายในกำหนดระยะเวลา นอกจาก
นั้น การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างคู่สัญญาก็จะต้อง
ไม่เกิดจากการถูกข่มขู่ กลฉ้อฉล ความสำคัญผิด ไม่ว่าจะเป็นการ
สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หรือสำคัญในตัว
บุคคล หรือตัวทรัพย์สิน หากสัญญาเช่าซื้อมีวัตถุประสงค์เป็นการ
พ้นวิสัย เป็นการฝ่าฝืนข้อต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาดัง
กล่าวก็ตกเป็นโมฆะ อนึ่ง หากคู่สัญญาประสงค์ที่จะเลิกสัญญาก็
จะต้องนำเอาบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกสัญญาตามบรรพ2 ว่าด้วย
หนี้ (มาตรา 386-394)มาใช้บังคับแก่กรณีด้วย เว้นแต่จะได้มีการ
บัญญัติเอาไว้เป็นการบัญญัติเอาไว้เป็นการเฉพาะในเอกเทศ
สัญญานั้นๆ
4
คำพิพากษาฎีกาที่ 568/2541 รถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์
เป็นรถยนต์เก่า แต่มีสภาพพอใช้ได้ และจำเลยได้ตรวจดูสภาพ
รถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วและจำเลยได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวซึงเป็น
คันเดียวกันกับที่ได้ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเช่นนี้
กรณีจึงไม่ใช้เป็นการสำคัญผิดในตัวทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน ไม่ทำให้
สัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะ ส่วนการที่ตรวจสอบภายหลังพบว่า
หมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์มีการปลอมแปลง ไม่ตรง
กับหมายเลขทะเบียนตามใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อ
เป็นเพียงความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งตามปกติ
ถือว่าเป็นสาระสำคัญอันทำให้นิติกรรมการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว
เป็นโมฆียะตามมาตรา 157 เมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาบอกล้าง
โมฆียะกรรมดังกล่าวแก่โจทก์ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับ
จำเลยจึงยังคงใช้บังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์บอก
เลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยผู้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบ
รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี
2.สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินออกให้เช่า
และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตก
เป็นสิทธิแก่ผู้เช่า
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินออกให้เช่าและให้
คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิ
แก่ผู้เช่า ซึ่งคำว่า "ตกเป็นสิทธิ" หมายถึง เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระเงิน
ให้แก่ผู้เช่าซื้อครบถ้วนแล้วให้ทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้เช่า
ซื้อ หรือผู้เช่าซื้ออาจสั่งให้โอนแก่ผู้ใด ก็ย่อมเป็นสิทธิของผู้เช่าซื้อ
ทั้งนี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อมีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ใน
ทรัพย์สินที่เช่าหากผู้เช่าซื้อชำระราคาทรัพย์สินที่เช่าซื้อครบถ้วน
แล้ว ดังนั้น ในสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจึงต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ใน
ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ
5
คำพิพากษาฎีกาที่ 240/2525 สัญญาเช่าซื้อระบุว่า เมื่อผู้เช่า
ซื้อชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องโอนกรรมสิทธิ์
ให้ผู้เช่าซื้อทันที ดังนี้ เมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว จำเลย
ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ทันทีได้จึงตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มี
สิทธิบอกเลิกสัญญา และเรียกเบี้ยปรับได้ อย่างไรก็ดี ต่อประเด็น
ข้างต้นนี้ มีแนวคำพิพากษาฎีกาได้วินิจฉัยออกมาว่าผู้ให้เช่าซื้อไม่
จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็ได้ กล่าวคือ
บทมาตรา 572 สัญญาเช่าซื้อนั้น คือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอา
ทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะ
ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็น
จำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น
"เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
ย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคต หาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันที
ขณะทำสัญญาไม่ ดังนั้น คำว่า "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มี
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อและหมายรวมถึงผู้ที่
จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 3718/2525 การให้เช่าซื้อเป็นธุรกิจหนึ่งซึ่ง
รวมอยู่ในธุรกิจการค้าอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ซึ่งเป็น
บริษัทจำกัด แม้โจทก์จะไม่มีสินค้าของตนเอง ก็อาจนำเอาสินค้า
มาให้ลูกค้าทำการเช่าซื้อได้โดยทำสัญญาเช่าซื้อกันไว้ล่วงหน้าให้
มีผลบังคับกันได้ในเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์แล้ว มิใช่ว่าเมื่อไม่มี
สินค้าของตนเองแล้วจะประกอบธุรกิจการค้าประเภทนี้ไม่ได้
6
3. สัญญาเช่าซื้อมีทรัพย์สินเป็นวัตถุแห่งสัญญา
สำหรับวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ คือ ทรัพย์สิน ซึ่งหมายความ
รวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีพิจารณาคำว่า "ทรัพย์สิน" ตามสัญญา
ซื้อขายในบทมาตรา 456 แล้วอาจแบ่งทรัพย์สินออกได้เป็น
อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์พิเศษ และสังหาริมทรัพย์ โดยมี
รายละเอียด ดังนี้
• อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมี
ลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และ
หมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่
กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย
• สังหาริมทรัพย์พิเศษ หมายถึง สังหาริมทรัพย์บางอย่างซึ่ง
หากทำสัญญาซื้อขายกันจะว่าสังหาริมทรัพย์พิเศษนี้เป็นการเรียก
ชื่อกันเองของนักกฎหมาย ไม่ใช่ถ้อยคำที่บัญญัติเอาไว้ในประมวล
กฎหมายแต่อย่างใด สังหาริมทรัพย์พิเศษ ได้แก่ เรือมีระวางตั้งแต่
ห้าตันขึ้นไป แพ และ สัตว์พาหนะ
• สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินอื่นนอกจาก
อสังหาริมทรัพย์ จะมีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างก็ได้ และหมายความ
รวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วยตามมาตรา 140 เช่น
รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ทองคำรูปพรรณ สุนัข เป็นต้น อย่างไรก็ดี
ทรัพย์สินบางอย่างนั้นไม่สามารถที่จะนำมาทำสัญญาเช่าซื้อ
ระหว่างกันได้ เช่น ทรัพย์นอกพาณิชย์ ได้แก่ ทรัพย์ที่ไม่สามารถ
ถือเอาได้หรือทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย เช่น
ดวงจันทร์ ดวงดาว น้ำทะเล สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
ทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยมีข้อกำหนดห้ามโอน สิทธิซึ่งกฎหมายห้าม
โอน เช่น สิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่
ร่างกาย สิทธิในการสืบมรดก ทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมีไว้ เป็นต้น
7
คำพิพากษาฎีกาที่ 6180/2533 ที่ดินที่โจทก์ให้จำเลยเช่าซื้อเป็น
ที่ราชพัสดุสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำ
ที่ดินไปให้จำเลยเช่าซื้อ เพราะต้องห้ามมิให้โอนกันตามมาตรา
1305 สัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ เพราะมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการ
พันวิสัยและต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย โจทก์จึงต้องคืนค่าเช่า
ซื้อให้จำเลยเพราะเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้าง
กฎหมายได้ตามมาตรา 406 วรรคแรก ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินบาง
อย่างไม่สามารถที่จะนำมาทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างกันได้ เพราะ
ต้องห้ามมิให้โอนกันตามกฎหมาย หากได้มีการนำเอาทรัพย์สินที่
ไม่อาจทำการเช่าซื้อได้มาเป็น
วัตถุแห่งสัญญา สัญญาเช่าซื้อนั้นจึงตกเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุที่
ประสงค์เป็นการพันวิสัยและต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
4. เป็นสัญญาที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้น
เท่านี้คราวแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งจะจ่ายกันเป็นงวดๆ โดยไม่จำต้อง
กำหนดการผ่อนชำระเป็นรายเดือน รายวัน หรือรายสัปดาห์แต่
อย่างใดและเมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบตามงวดที่ตกลงกันครบถ้วน
แล้ว ผู้เช่าซื้อก็ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
ทั้งนี้ การส่งใช้เงินเป็นงวด ๆ เช่นนี้ย่อมเป็นจำนวนเงินที่สูง
กว่าค่าเช่าตามปกติธรรมดากฎหมายจึงไม่เรียกว่าค่าเช่า แต่เรียก
ว่าการใช้เงิน
8
คำพากษาฎีกาที่ 1206/2539 ราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ตามสัญญา
เช่าซื้อนั้นได้รวมค่าเช่ากับราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การ
กำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการ
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้
ราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระ
ล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อย
ละ 15 ต่อปี ในจำนวน 48 คือ 4 ปี คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใดบวก
เข้ากับเงินที่ค้างชำระ จากนั้นเอา 4 ปีหารเป็นรายปีออกมาเป็นค่า
งวดก็ตาม ก็เป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์
โดยชอบ หาตกเป็นโมฆะไม่
ทั้งนี้ ในสัญญาเช่าซื้อนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อชำระราคาทรัพย์สินที่
เช่าซื้อครบถ้วนแล้วกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นก็ตกเป็นของผู้เช่าซื้อ
อย่างไรก็ดี หากทรัพย์สินตามสัญญาเช่าซื้อจะต้องมีการจด
ทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ คู่สัญญาก็จะต้องปฏิบัติตามนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1366/2516 สัญญาเช่าซื้อ หมายถึง สัญญา
เช่าทรัพย์บวกด้วยคำมั่นจะขายทรัพย์สินนั้น สัญญาเช่าเป็นสิทธิ
เฉพาะตัวผู้เช่า คำมั่นจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่าเป็นสิทธิในทรัพย์สิน
ซึ่งอาจตกเป็นมรดกของดูสัญญาที่ถึงแก่กรรมได้ คู่สัญญาทำ
สัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อสัญญาระบุให้ผู้เช่าซื้อระบุตัวทายาทผู้รับ
สิทธิในการเช่าซื้อแทนได้เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และผู้เช่าซื้อได้
ระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อไว้แล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวนี้
เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามมาตรา 374 ดังนั้น
เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวได้แสดง
เจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ต่อผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา
374 วรรคสองแล้ว สิทธิในการเช่าซื้อจึงตกเป็นของทายาทผู้รับ
สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป
9
5.3 แบบของสัญญาเช่าซื้อ
การทำสัญญาโดยทั่วไปนั้น คู่สัญญาต้องการความคล่องตัว
และอิสระ หากมีการไปกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบต่างๆอันส่ง
ผลให้เกิดข้อยุ่งยากก็จะเป็นอุปสรรคระหว่างคู่สัญญา แต่การทำ
สัญญาเช่าซื้อนั้น กฎหมายมองว่าเป็นเรื่องสำคัญอันจะต้องเข้ามา
คุ้มครองคู่สัญญาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำ
สัญญาเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์พิเศษ หรือ
สังหาริมทรัพย์ธรรมดาก็ตาม สำหรับ "แบบ" ของสัญญาเช่าซื้อนั้น
บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 572 วรรคสอง ว่า "...สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้า
ไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ซึ่งเมื่อพิจารณาบทมาตรา
572 วรรคสองนั้นจึงสามารถทราบได้ว่า การทำสัญญาเช่าซื้อนั้น
คู่สัญญาจะต้องทำเป็น "หนังสือ" เสมอ ไม่ว่าหนังสือนั้นจะใช้แบบ
พิมพ์ เขียนเองทั้งฉบับ หรือทั้งสองผสมกัน โดยจะต้องมีสาระ
สำคัญครบถ้วนอันเป็นองค์ประกอบของสัญญาเช่าซื้อตามที่ได้
อธิบายเอาไว้แล้วข้างตัน ทั้งนี้ สัญญาเช่าซื้อนั้นจึงไม่จำเป็นต้อง
ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
การทำเป็นหนังสือ
การทำเป็นหนังสือ หมายถึง การทำสัญญาขึ้นเป็นลายลักษณ์
อักษร มีสาระสำคัญต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบของสัญญาเช่าซื้อ
ครบถ้วน และในหนังสือสัญญาเช่าซื้อนั้นจะต้องมีการลงลายมือชื่อ
ของคู่สัญญา กล่าวคือ ลายมือชื่อของทั้งผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ
แต่ถ้าหากนิติกรรมสัญญาใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็น
หนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำต้องเขียนเอง แต่ต้องลง
ลายมือชื่อของบุคคลนั้น ส่วนลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ
หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น ที่ทำลงในเอกสารแทนการ
ลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้สองคนแล้วให้ถือ
เสมอกับลงลายมือชื่อ
10
ตัวอย่างที่ 1 นาย ก. เช่าซื้อบ้านจากนาย ข. ผู้ให้เช่า โดยชำระ
ราคาค่าเช่าซื้อกันเป็นงวด ๆ ละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 30
ปี ดังนี้ สัญญาเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้นก็จะต้องทำเป็น
หนังสือ กล่าวคือ ต้องทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร และในหนังสือ
สัญญานั้นจะต้องมีการลงลายมือชื่อของทั้งนาย ก. ผู้เช่าซื้อและ
นาย ข. ผู้ให้เช่าซื้อ
ตัวอย่างที่ 2 นาย ค. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ง. ผู้ให้เช่า โดยชำระ
ราคาค่าเช่าซื้อกันเป็นงวดๆ ละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี
ดังนี้ สัญญาเช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวนั้นก็จะต้องทำเป็น
หนังสือ กล่าวคือ ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร และในหนังสือ
สัญญานั้นจะต้องมีการลงลายมือชื่อของทั้งนาย ค. ผู้เช่าซื้อและ
นาย ง. ผู้ให้เช่าซื้อ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1800/2511 สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็น
หนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากทำเป็นหนังสือลง
ลายมือชื่อผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวย่อมเป็นโมฆะ เจ้าของทรัพย์สินที่ให้
เช่าซื้อจะฟ้องผู้เช่าซื้อให้รับผิดตามสัญญาหาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 4108/2540 ตามมาตรา 572 วรรคสอง ที่
กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ
นั้นหมายถึงว่าเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลง
ลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญาเช่าซื้อจึงจะ
มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้
เช่าซื้อมีกรรมการของบริษัทโจทก์ก็ลงลายชื่อในสัญญาเช่าซื้ออัน
ไม่มีผลสมบูรณ์เป็นลายมือชื่อของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงชื่อ
ในสัญญาเช่าซื้อ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ (คำพิพากษาฎีกาที่
953/2520 ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน)
11
5.4 หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติสาระ
สำคัญของสัญญาเช่าซื้อเอาไว้เพียง 3 มาตราเท่านั้น (มาตรา
572-574) เช่น ความหมายของสัญญาเช่าซื้อ แบบของสัญญาเช่า
ซื้อ และการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของคู่สัญญาเท่านั้น ไม่ได้
บัญญัติถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
เอาไว้แต่อย่างใด ดังนั้น จะต้องนำเอาบทบัญญัติในลักษณะเช่า
ทรัพย์ และลักษณะซื้อขายมาใช้บังคับแก่สัญญาซื้อได้เท่าที่ไม่ขัด
หรือแย้งกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 489/2507 โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าตึกจากจำเลย
ถูกรบกวนขัดสิทธิในอันจะได้ครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข
เพราะบุคคลภายนอกมีสิทธิในการเช่าเหนือทรัพย์สินดีกว่าโจทก์
ดังนี้ ได้ชื่อว่าโจทก์ผู้เช่าถูกรอนสิทธิตามมาตรา 475 ประกอบด้วย
มาตรา 549
คำพิพากษาฎีกาที่ 948/2535 สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่า
ทรัพย์ประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้
บังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับ
ตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหายตามมาตรา 567 ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิด
ชำระค่าเช่าซื้อต่อไป
12
5.5 ความระงับของสัญญาเช่าซื้อ
ความระงับของสัญญาเช่าซื้ออาจเกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น
เมื่อผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา เมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา และ
การระงับสัญญาด้วยเหตุอื่น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
5.5.1 สัญญาเช่าซื้อระงับเมื่อผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา
มาตรา 573 บัญญัติว่า "ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใด
เวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่า
ใช้จ่ายของตนเอง"
ดังนั้น ในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อสามารถบอกเลิกสัญญาในเวลาใด
ก็ได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อกลับคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดย
ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการคืนทรัพย์นั้นด้วย
ตัวอย่าง นาย ก. ได้ทำการเช่าซื้อบ้านจากนาย ข. ผู้ให้เช่า โดย
ชำระราคาค่าเช่าซื้อกันเป็นงวดๆละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา
20 ปี ภายหลังจากที่เช่าไปได้เพียง 5 ปี นาย ก. ไม่สามารถส่งใช้
จำนวนเงินงวดได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
ดังนี้ นาย ก. ผู้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สิน (บ้าน) กลับคืนให้แก่
นาย ข. ผู้ให้เช่าซื้อ
13
5.5.2 สัญญาเช่าซื้อระงับเมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา
มาตรา 574 บัญญัติว่า “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราว
ติดๆกัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ เจ้าของ
ทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มา
แล้วแต่ก่อน ให้รีบเป็นของเจ้าของทรัพย์สินและเจ้าของทรัพย์สิน
ชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นไว้ด้วย
อนึ่ง ในกรณีกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็น
คราวที่สุดนั้น ท่านว่าเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะริบบรรดาเงินที่ได้
ใช้มาแล้วแต่ก่อนและกลับเข้าครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อระยะเวลา
ใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีกงวดหนึ่ง”
สำหรับบทมาตรา 574 นั้นเป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระ
เงินค่าเช่าซื้อ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นสองกรณี โดยมาตรา 574
วรรคแรกเป็นกรณีการผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อสองคราวติดๆ
กัน เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสีย ก็ได้ และบรรดา
เงินที่ได้ใช้มาแล้วก่อนนั้น ก็ให้รีบเป็นของเจ้าของทรัพย์สินและ
เจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1195 / 2511 กรณีจำเลยผู้เช่าซื้อผิดนัดมาตรา
574 มิได้บัญญัติให้สิทธิโจทก์โดยแจ้งชัด นอกเหนือไปจากการ
กลับเข้าครองทรัพย์สินและริบเงินที่จำเลยส่งแล้ว ถ้าโจทก์ยังมี
สิทธิเรียกเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจนเต็มจำนวนด้วย ก็ไม่มีเหตุที่
กฎหมายจะบัญญัติไว้เพียงให้ริบเงินที่ส่งใช้แล้วก่อนเลิกสัญญา
เมื่อมาตรา 574 มิได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงว่ากฎหมายประสงค์
ปล่อยให้ความรับผิดของจำเลยอยู่ภายใต้บทบัญญัติในเรื่องนี้
โดยทั่วไป กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพราะ
จำเลยไม่ชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา
14
การทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์
สำหรับการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์นั้น
มีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อ
รถยนต์และจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ประกอบมาตรา 3 มาตรา
4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธี
การในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา
พ.ศ. 2522 โดยมีการกำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และ
จักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
ดังนั้น หากเป็นการทำธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ และ
รถจักรยานยนต์ หากมีกรณีที่จะต้องบอกเลิกสัญญาก็จะต้อง
บังคับไปตามประกาศข้างต้นนี้ ไม่นำเอาประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์มาใช้บังคับแต่ประการใด
สาระสำคัญของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้
ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ. 2561 มีดังต่อไปนี้
ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักยานยนต์ หมายความว่า การ
ประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนำเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
ของตนออกให้บุดคลธรรมดาเช่าและให้คำมั่นว่าจะขายรถยนต์
หรือรถจักรยานยนต์ หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้น
ตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวน
เท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งรถยนต์ หมายถึง รถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือ
รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นำไปใช้
ทำการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง
15
รถจักรยานยนต์ หมายถึง รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือ
กำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกิน
หนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย
เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นำไปใช้ทำการขนส่ง เพื่อการ
ค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้างสำหรับสัญญาเช่าซื้อ
รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคนั้นจะ
ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มี
ขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร โดยมีจำนวนไม่เกิน 11 ตัว
อักษรใน 1 นิ้ว
และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของ
รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่หรือรถใช้แล้ว และระยะ
ทางที่ได้ใช้แล้ว โดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตร หรือไมล์ รวมทั้งภาระ
ผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี)
ข. ราคาเงินสด จำนวนเงินจอง จำนวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วน
ที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปีในการคำนวณผลตอบแทนให้ระบุ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี จำนวนงวดที่ผ่อนชำระจำนวนเงินค่า
เช่าซื้อทั้งสิ้น จำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชำระในแต่ละงวด จำนวน
ค่าภาษีมูลค่า เพิ่มที่ชำระในแต่ละงวด เป็นต้น
ค. วิธีคำนวณจำนวนเงินค่าเช่าซื้อ จำนวนค่าเช่าซื้อ จำนวน
ดอกเบี้ยที่ชำระและจำนวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระในแต่ละงวด
16
ง. ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสำหรับผู้เช่าซื้อแต่ละ
ราย โดยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนงวดค่าเช่าซื้อที่ต้อง
ชำระ วัน เดือน ปี ที่ชำระเงินค่างวดเช่าซื้อ จำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่
ชำระในแต่ละงวด โดยแยกเป็นเงินต้น ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ ภาษี
มูลค่าเพิ่ม และจำนวนเงินค่าเช่าซื้อคงค้าง โดยแยกเป็นเงินต้นคง
ค้าง ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ รวมทั้งจำนวนส่วนลดที่ผู้เช่าซื้อจะได้รับ
ตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่าซื้อพร้อม
กับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ
จ. อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่า
ซื้อที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนดตาม
กฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ โดยให้ระบุวิธีการคิดคำนวณค่า
ธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อในแต่ละ
รายการไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อเก็บค่าธรรมเนียมหรือ
ด่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อได้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่า
ซื้อได้ใช้ในกรณีที่ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการกำกับการ
ทวงถามหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกจ่ายไปจริงโดยประหยัด ตาม
ความจำเป็น และมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ อัตราดังกล่าว
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในภายหลังได้ เว้นแต่กรณีที่มี
กฎหมายกำหนดให้กระทำเช่นว่านั้นได้
17
ทั้งนี้ เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วน รวมทั้งค่าใช้
จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ หรือ
รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าซื้อต้อง
ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์
ตามที่กรมการขนส่งทางบกเรียกเก็บ และผู้ให้เช่าซื้อต้องดำเนิน
การจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของ
ผู้เช่าซื้อภายในระยะเวลา 30วัน นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ
เอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้เช่าซื้อ
เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถทำการจดทะเบียนโอน
ได้โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าซื้อ
หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติข้างต้น ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมเสียเบี้ย
ปรับโดยคำนวณจากมูลค่าเช่าซื้อในอัตราเท่ากับอัตราเบี้ยปรับที่
ผู้เช่าซื้อต้องชำระในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และถ้า
ผู้เช่าซื้อดำเนินคดีทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ
ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้
จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้
เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็น และมี
เหตุผลอันสมควร
อนึ่ง ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรายงวด 3 งวดติดๆ
กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่
ค้างชำระนั้นภายในเวลาอย่างน้อย 30 วันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับ
หนังสือ และผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น
ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ และเมื่อสัญญาเช่าซื้อ
สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ และผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครอง
รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ
18
ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญา
ที่มีลักษณะ หรือมีความหมายทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้
1. ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชำระค่า
ธรรมเนียม ค่าภาษีอากร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์หรือ
รถจักรยานยนต์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ
รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าว
2. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้เช่าซื้อ
ผิดนัดชำระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้
จริงต่อปี (Efective Interest Rate) บวกร้อยละ 3 ต่อ ปี แต่ทั้งนี้
ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
3. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลง
ผู้ค้ำประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย หรือ
ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือ
เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
4. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อให้ครบ
ถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ
สูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่เป็นความ
ผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ
ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อหรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้
เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความ
จำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร
5. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเงินใด ๆ ในกรณี
ที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและกลับเข้าครอบครองรถยนต์
หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้
จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คง
เหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด
ตามความจำเป็น และมีเหตุผลอันสมควร
19
6. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับการโอนสิทธิเรียกร้องตาม
สัญญาเช่าซื้อหรือรับภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มเติมจากสัญญาเช่าซื้อ
โดยผู้เช่าซื้อมิได้ยินยอมเป็นหนังสือ
7. ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บเงิน หรือ ค่าใช้จ่าย
ใด ๆ นอกเหนือจากที่ประกาศนี้กำหนด
5.5.3 สัญญาเช่าซื้อระงับด้วยเหตุอื่นๆ
นอกจากสัญญาเช่าซื้อจะสามารถระงับลงไปด้วยเมื่อผู้เช่าซื้อ
บอกเลิกสัญญา หรือเมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาแล้วนั้น สัญญา
เช่าซื้อยังสามารถระงับลงไปเมื่อวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อนั้นสูญหาย
ทั้งนี้ เป็นไปตามบทมาตรา 567 ซึ่งบัญญัติว่า
"ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ ท่านว่าสัญญาเช่าก็
ย่อมระงับไปด้วย" ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินตามสัญญาเช่าซื้อสูญหาย
ไปทั้งหมด สัญญาเช่าซื้อก็ระงับไปด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1576/2525 สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่า
ทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงนำบทบัญญัติลักษณะเช่ามาใช้บังคับด้วย
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับลงตั้งแต่วันที่
รถยนต์สูญหายไปตามมาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ชำระค่า
เช่าซื้อเฉพาะงวดที่รถยนต์ยังไม่สูญหายและไม่ต้องรับผิดในค่าเสีย
หายที่โจทก็อาจนำรถยนต์คันนี้ไปแสวงหาประโยชน์ได้อีก แต่เมื่อ
สัญญาเช่าซื้อระบุว่าหากเกิดการเสียหายขึ้นแก่รถยนต์ไม่ว่าด้วย
ประการใด ๆ ผู้เช่าซื้อยินยอมชดใช้ค่าหรือราคารถยนต์ให้เจ้าของ
จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ ส่วนราคา
รถยนต์นั้นสมควรกำหนดตามราคาที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้โดย
ให้หักค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระไปแล้วออก
20
คำพิพากษาฎีกาที่ 4593/2531 เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย
สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหายตามมาตรา
567 ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ ตั้งแต่วันที่
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปหาได้ไม่ เมื่อสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้
เช่าซื้อชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูก
โจรภัย แม้ผู้เช่าซื้อไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อ
สูญหายก็ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่า
ซื้อไว้ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามที่เห็นสมควร
คำพิพากษาฎีกาที่ 2352/2536 เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย
สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตามมาตรา
567 ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ตั้งแต่วันที่
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปหาได้ไม่ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะ
กำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่รถยนต์ที่
เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหายก็ตาม แต่การที่ผู้เช่าซื้อตกลงไว้เช่น
นั้น ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้ตกลงที่จะชำระค่าเสียหายให้ผู้เช่าซื้อใน
กรณีนี้ไว้ด้วย ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดแต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้
ตามจำนวนที่เห็นสมควร
21
5.6 อายุความ
การใช้สิทธิเรียกร้องหรือการบังคับชำระหนี้ด้วยการฟ้องร้อง
เพื่อให้ศาลบังคับให้ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมาย
กำหนดไว้ด้วย สำหรับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนี้ เราเรียกว่า
"อายุความ" ซึ่งอายุความ (Prescription) จะมีระยะเวลาสั้นหรือ
ยาวนั้นก็คงแล้วแต่ประเภทของการใช้สิทธิเรียกร้อง หากไม่ได้ใช้
สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิ
เรียกร้องนั้นก็เป็นอันขาดอายุความ ในบางกรณีกฎหมายไม่ได้
กำหนดอายุความเอาไว้เป็นการเฉพาะ ก็ให้ใช้อายุความทั่วไป คือ
10 ปีตามมาตรา 193/30 ซึ่งบัญญัติว่า "อายุความนั้น ถ้าประมวล
กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติเอาไว้โดยเฉพาะ ให้มี
กำหนดสิบปี"
อายุความของสัญญาเช่าซื้อ
สำหรับอายุความของสัญญาเช่าซื้อนั้น ประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น จึงต้อง
พิจารณาในเรื่องอายุความทั่วไปมาใช้บังคับแก่กรณี เช่น หากผู้ให้
เช่าซื้อเป็นผู้ประกอบการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะ
เรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระภายในกำหนดอายุความ 2 ปี
ตามมาตรา 193/34 หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้เป็นผู้ประกอบการให้เช่า
อสังหาริมทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระ
ภายในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (3) เป็นต้น
แต่หากเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้ออันเป็นผล
มาจากการเลิกสัญญา ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน เรียกเอา
ค่าเสียหายกรณีทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อสูญหายซึ่งไม่มีกฎหมาย
กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา
193/30
22
คำพิพากษาฎีกาที่ 601/2513 การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
เพราะการที่ผู้เช่าซื้อใช้ทรัพย์ของผู้ให้เช่าซื้ออยู่ตลอดเวลาที่ยังคง
ครอบครองทรัพย์ของผู้ให้เช่าซื้ออยู่ มีอายุความเรียกร้อง 10 ปี
คำพิพากษาฎีกาที่ 1685/2519 ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาแล้วไม่คืนรถ
ในสภาพเรียบร้อย ต้องใช้คำเสียหายตามสัญญา ซึ่งมีอายุความ
10 ปี
5.7 บทสรุป
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาสองฝ่าย คือ “ผู้เช่าซื้อ”
และ “ผู้ให้เช่าซื้อ” ซึ่งสัญญาเช่าซื้อนั้นเป็นนิติกรรมสัญญาอย่าง
หนึ่ง กล่าวคือ สัญญาเช่าซื้อคือสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินออกให้
เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้น
ตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า ซึ่งคำว่า “ตกเป็นสิทธิ์” หมายถึง เมื่อผู้เช่าซื้อ
ได้ชำระเงินให้แก่ผู้เช่าซื้อครบถ้วนแล้วให้ทรัพย์สินตกเป็น
กรรมสิทธิ์แก่ผู้เช่าซื้อ หรือผู้เช่าอาจสั่งให้โอนแก่ผู้ใดก็ย่อมเป็น
สิทธิของผู้เช่าซื้อ ดังนั้น ในสัญญาเช่าซื้อผู้ให้เช่าจึงต้องเป็นผู้มี
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ
สำหรับวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ ได้แก่ ทรัพย์สิน ซึ่งหมายความ
รวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาหรืออาจถือเอาได้
และหากพิจารณาคำว่า “ทรัพย์สิน” ตามสัญญาซื้อขายจากบท
มาตรา 456 แล้วอาจแบ่งทรัพย์สินออกได้เป็นอสังหาริมทรัพย์
สังหาริมทรัพย์พิเศษ และสังหาริมทรัพย์
23
อย่างไรก็ดีทรัพย์สินบางอย่างนั้นไม่สามารถที่จะนำมาทำสัญญา
เช่าซื้อระหว่างกันได้ เช่น ทรัพย์นอกพาณิชย์ ดังนั้นเมื่อทรัพย์สิน
บางอย่างไม่สามารถที่จะนำมาทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างกันได้
เพราะต้องห้ามมิให้โอนกันตามกฏหมาย สัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็น
โมฆะ เพราะมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและต้องห้ามชัดแจ้ง
โดยกฎหมาย อย่างไรก็ดีหากทรัพย์สินตามสัญญาเช่าทรัพย์นั้นจะ
ต้องมีการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ คู่สัญญาก็จะต้องปฏิบัติ
ตามนั้น ดังนั้น แม้ผู้เช่าซื้อจะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อ
เพราะได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้อีกฝ่ายครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อ
สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อจัดการโอนทะเบียนรถให้แก่ผู้
เช่าซื้อ ด้วยการที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อ
จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา
ท้ายที่สุด สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวน
เท่านั้นเท่านี้คราวแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งจะจ่ายกันเป็นงวดๆ และเมื่อ
ชำระค่าเช่าซื้อครบตามงวดที่ตกลงกันครบถ้วนแล้ว ผู้เช่าซื้อก็ได้
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
อนึ่ง การส่งใช้เงินเป็นงวดงวดเช่นนี้ย่อมเป็นจำนวนเงินที่สูง
กว่าค่าเช่าปกติธรรมดา กฎหมายจึงไม่เรียกว่าค่าเช่า แต่เรียก
ว่าการใช้เงิน
24
อนึ่ง ได้อธิบายเอาไว้ในสัญญาเช่าทรัพย์สินแล้วว่า ในสัญญา
เช่าทรัพย์นั้นถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญา
เนื่องจากผู้ให้เช่าจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสำคัญใน
การไว้วางใจให้เป็นบุคคลผู้ได้ใช้ หรือได้รับประโยชน์ รวมถึงการ
ดูแลทรัพย์สินที่เช่า สิทธิของผู้เช่าจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่า
ตาย สัญญาเช่าเป็นทรัพย์จึงระงับไม่ตกทอดไปยังทายาท แต่ใน
สัญญาเช่าซื้อนั้นวัตถุประสงค์แห่งสัญญาไม่ได้มุ่งไปที่การได้ใช้
หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า แต่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ที่มี
คำมั่นว่าจะขายทรัพย์ โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินกันเป็นครั้งคราว
รวมอยู่ด้วย หากผู้เช่าซื้อชำระเงินแก่ผู้ให้เช่าซื้อครบถ้วนตาม
เงื่อนไข ก็จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
ดังนั้น หากผู้เช่าซื้อถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าซื้อไม่ระงับ ทายาท
สืบสิทธิของผู้เช่าซื้อได้
25
บรรณานุกรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธีรยุทธ ปักษา.(2564).คำอธิบายประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซื้อขาย แลกเปลี่ยนให้ เช่าทรัพย์
เช่าซื้อ.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ : นิติธรรม.