วัวเทียมเกวยี น
คำนำ
วัวเทยี มเกวยี น” เป็นทงั้ เครื่องมอื การเกษตร เปน็
ภูมิปญั ญาด้านกฬี าพน้ื บา้ น และเปน็ งานชา่ งฝมี อื ดง้ั เดิม
ของคนเมอื งเพชรบุรี แม้ปจั จบุ นั ชาวเมืองเพชรบรุ จี ะ
ไมไ่ ดใ้ ช้ววั เทียมเกวียนในภาคการเกษตร และการ
บรรทกุ ขนส่งแลว้ แต่ยงั คงมกี ารอนรุ กั ษว์ ัวและเกวยี น
เพื่อใชใ้ นกจิ กรรมด้านศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม และ
กจิ กรรมทางสังคม เช่นการแข่งขันววั เทยี มเกวียน การ
นาววั เทยี มเกวยี น เข้าขบวนแหแ่ หนทางศาสนาและการ
ท่องเทย่ี ว อย่างสม่าเสมอ
สำรบญั
เรือ่ ง
คานา
สารบัญ
ประวตั คิ วามเปน็ มา
โครงสรา้ งและส่วนประกอบเกวียน
วัวเทยี มเกวียนกับหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์
ประวตั คิ วามเปน็ มา
วัวเทยี มเกวยี นเปน็ มรดกและภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมดา้ นกีฬาพน้ื บา้ นของ
ประเทศไทยมาแตโ่ บราณนบั วันจะเลอื นหายวัวเทียมเกวียนในจงั หวัดเพชรบรุ ีก็
เชน่ กัน
ววั เทยี มเกวยี นมีองค์ประกอบที่สาคัญ ๓ ประการด้วยกันไดแ้ ก่ววั เกวียน
เคร่ืองประดับวัวเครือ่ งประดับเกวียนและสนามววั เกวยี น
๑. วัว
โคพ้นื เมือง ได้มีการเล้ยี งดูมาเปน็ เวลานานแล้ว แตย่ งั ไมท่ ราบแน่ชดั ในสาย
พันธด์ุ ง้ั เดมิ และประวัติความเปน็ มาในอดีต โคพ้ืนเมอื งจะมคี วามแตกต่างกนั ไปในแต่
ละภมู ิภาคของประเทศ โดยโคพนื้ เมอื งจะมีความแตกต่างกนั ไปในแตล่ ะภมู ภิ าคของ
ประเทศ โดยโคพื้นเมืองแท้ๆจะอยใู่ นเขตภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือส่วน
ทางภาคเหนือและภาคใต้โคพน้ื เมอื งบางส่วนจะมรี ปู ตา่ งแตกตา่ งกันออกไป เพราะมี
สายเลือดโคอืน่ โดยเฉพาะโคอนิ เดยี วผสมปนเปไปบ้างแลว้ จึงมโี ครงสรา้ งใหญ่
โดยเฉพาะพอ่ โคบางตัวอาจะมนี า้ หนกั ตัวสงู ถึง 480 กโิ ลกรมั โคพน้ื เมอื งจดั อยใู่ นกลุ่ม
โคอนิ เดยี Bos indicus มขี นาดค่อนขา่ งเล็ก มขี นสั้นเกรยี น โดยทัว่ ไปมีลาตวั สนี ้าตาล
แกมแดง แตอ่ าจมสี แี ตกตา่ งกันหลายสี เช่น ดา แดง นา้ ตาล ขาว เหลือง เปน็ ต้น หน้า
ยาวบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนก (hump) เล็ก เหนยี งคอ (dewlap) และหนงั ใต้
ท้องไมม่ ากนัก ใบหูเล็ก นสิ ยั เปรยี ว ตนื่ ตกใจงา่ ยรกั ฝูง จดจาฝงู ได้ดี มีความแขง็ แรง
ทนทาน และอดทนมาก จึงเปน็ โคสาหรบั ใชง้ านโดยแท้จรงิ ทนทานตอ่ สภาพแวดล้อม
อากาศร้อนชนื้ โรคพยาธแิ ละแมลงได้ดี มีความสามารถใช้อาหารหยาบทม่ี ีคุณภาพตา่
แตม่ ลี กั ษณะด้อย คือ การเจริญเติบโตต่า
๒. เกวียน
เกวยี นเปน็ ยานพาหนะชนดิ หนึง่ มีสองลอ้ ทาดว้ ยไมไ้ ผ่ ไม้ประดู่ ไม้ชิงชนั เปน็
ต้น
มีลักษณะนามว่า "เล่ม" ใช้ววั หรอื ควายเทียมเปน็ พาหนะ "เกวยี น" เปน็ นวตั กรรมงาน
สกุลชา่ งไม้ ต้องใช้องค์ความรู้ช่างไม้ ช่างกลงึ และวิศวกรรมผสมผสาน ชา่ งทาเกวียนจึง
เปน็ ช่างที่มีความรคู้ วามสามารถมากกวา่ ช่างไมโ้ ดยทัว่ ไป อัตลกั ษณเ์ กวยี น เมอื งเพชรมี
ความแตกตา่ งไปจากเกวียนในจงั หวดั อื่นๆตรงที่ไม้เทา้ แขน
๓. เครอ่ื งประดบั วัวเคร่ืองประดบั เกวยี น
นยิ มการตกแต่งเครื่องประดับววั ประดับเกวยี น พ.ศ. ๒๕๐๐ เปน็ ต้นมา อาทิ
เขารองอ้อมคอเพชร คาดหนา้ เพชร เป็นต้น อปุ กรณท์ าเครื่องประดบั ได้แก่ ดา้ ยไหม
ญ่ีป่นุ กากเพชร ผา้ สี เปน็ ต้น
๔..สนามววั เทียมเกวียน
สนามววั เทียมเกวยี นทเ่ี กา่ แกข่ องเมอื งเพชรบรุ ี เทา่ ท่พี บหลักฐาน ไดแ้ ก่ วัดร้าง
สมัยอยธุ ยาช่อื วัดหวั สนาม อยใู่ กล้กับ อบต.บา้ นหม้อ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
นอกจากนจ้ี ดหมายเหตุราชกิจรายวันรัชกาลท่ี๕..ท่ีระบุวา่ สนามววั เทยี มเกวยี น
(ววั รนั แทะ) อยู่ทีท่ งุ่ เขาพนมขวตปัจจบุ ันคอื บรเิ วณอุทยานเฉลมิ พระเกยี รตริ ัชกาลที่ ๔
(หนา้ เขาวัง)..
“ววั เทยี มเกวยี น”..ในกฎหมายตราสามดวงและจดหมายเหตุราชกิจรายวันรัชกาลท่ี..๕
เรยี กวา่ “ววั รันแทะ” ภาพเขยี นสีฝ่นุ ววั เทียมเกวยี นฝีมอื ชา่ งเพชรบุรีในจงั หวัดเพชรบรุ ีที่
สวยงามมหี ลายแหง่ ..อาทิจติ รกรรมฝาผนังพระอุโบสถวดั มหาสมณาราม ภาพคอสอง
ศาลาการเปรยี ญวัดเกาะ ภาพคอลองศาลาการเปรยี ญ วดั จนั ทราวาส ภาพตอสองวัดปาก
คลองบา้ นแหลม เปน็ ตน้ จดหมายเหตุราชกจิ รายวนั รัชกาลท่ี ๕ จลุ ศักราช ๑๒๔๔ (พ.ศ.
๒๕๒๙) ความตอนหนง่ึ ว่า “พระยาเพชรบุรีกรมการจัดรันแทะโคราษฎรซง่ึ จะขบั แซง
กันถวายตัวทอดพระเนตรรนั แทะน้ันเตรียมไวม้ ากเลอื กคัดเทยี นกนั ในทอ้ งสนามแลว้
ปลอ่ ยใหข้ บั แข่งกันเปน็ คูๆ่ ๓ๆ คพู่ ระเจา้ อยูห่ ัวทอดพระเนตรอยูจ่ นค่า ... " นอกจากนี้
มีบนั ทักวา่ ราว พ.ศ. ๒๕๗๐- พ.ศ. ๒๔๕๐ กระทรวงหมาดไทยของให้เมืองเพชรบรุ ีส่ง
กฬี าพืน้ บา้ นไปแสดงทท่ี ้องสนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) จังหวดั มอบใหน้ ายเทพโตะ๊ เหมเปน็
หัวหน้าวัวเทียมเกวยี นและรัวสานไปแสดงโดยเหมาตูร้ ถไฟบรรทกุ วัวไปหลายตัวยกนั ววั
เทียมเกวียนยงั มีกลา่ วถงึ ในวรรณคดสี มัยอยธุ ยาเรอื่ งสมทุ รโฆษคาฉนั ทอ์ กี ดว้ ย
โครงสร้าง
และ
ส่วนประกอบ
เกวยี น
ทูบ คอื ไม้แมแ่ คร่ท้ังคู่ของเกวยี น บางทีเรียกว่า
แม่แครเ่ กวียน มีลกั ษณะท่ีย่นื ยาวออกไปดา้ นหนา้
เกวียน ทาหน้าทเี่ ปน็ ฐานรองรับตัวเกวยี นทั้งหมด
และตงั้ รับแอกท่ใี ชเ้ ทยี มววั หรอื ควาย ในภาค
อีสานเรยี กวา่ ทวก ภาษาเขมรเรยี กว่า ตูก (เขยี น
วา่ ทกู )
คาน ช่างเกวยี นและคนทใ่ี ช้เกวียนมกั เรียกวา่ ไม้
ขวางทาง หรอื แปรกขวาง มี ๒ ชิ้น อยดู่ ้านหน้า
และด้านหลัง เรยี กวา่ ขวางทางหน้า และ
ขวางทางหลงั เปน็ ตัวไม้โครงสรา้ งดา้ นสกัดของ
เกวียน ทาหนา้ ทรี่ องรับทบู หรอื ทวก โดยมไี ม้หัว
เต่า หรือไม้ข่มเหง วางนาบทบั อยู่บนคนั ทบู แล้ว
ใชเ้ ครอื ไม้หรอื หวายผกู มัดบังคบั ไว้ให้แน่น
ไมห้ ัวเต่า เรียกอีกชื่อว่า ไม้ข่มเหง วางบังคบั
ด้านบนของคาน คือ ขวางทางหนา้ และขวางทาง
หลงั ทาหน้าทข่ี ม่ บังคับทบู รว่ มกบั คานท่ีรองรับ
อยดู่ ้านลา่ ง เหตุทีเ่ รียกว่า
ไม้หัวเตา่ กเ็ พราะตรงสว่ นปลายทง้ั ๒ ข้าง ที่สลกั
คว่ันตกแต่งมลี กั ษณะคลา้ ยหัวเตา่ ส่วนคอเต่าจะ
เวา้ คอด เพ่อื มัดรดั ทบู ใหม้ ่นั คง
แปรก มชี ่ือเรียกแตกต่างกนั คอื แพด ปะแหรก
ปะแหลก บางทเี รยี กวา่ แปรกบงั เปน็ ชิน้ สว่ นที่
ทาหน้าท่ีขนาบบังคับลอ้ เกวียน ทงั้ ๒ ขา้ ง ไมใ่ ห้
หลดุ ออกไป
ดมุ หรอื ดมุ เกวยี น คือ ส่วนกลางของวงล้อ
เกวียน ซ่งึ เจาะรูทะลสุ าหรบั สอดเพลาเกวียน
ฮดู ังควาย คาเรียกน้หี มายถึง รจู มกู ควาย เป็นรู
ที่เจาะเป็นชอ่ งรอบๆ ดมุ เกวียน เพอ่ื เสยี บกา
เกวียน หรอื ซี่ล้อเกวียน
กาหรอื กาเกวยี น คอื ซี่ล้อเกวยี น ปกตเิ กวียน
ทใ่ี ชง้ านทั่วไป มกี า ๑๖ ซี่ แตถ่ ้าเป็นเกวียนขนาด
เล็ก หรอื เกวียนของทร่ี ะลกึ จะมกี า ๑๔ ซี่
กง คือ ส่วนวงรอบนอกของลอ้ เกวยี น บางที
เรียกว่า กงเกวียน ซ่ึงแตล่ ะชน้ิ ทป่ี ระกอบต่อกนั
เปน็ วงขอบ มักถากไมโ้ ค้ง ๔ ชนิ้ ประกอบตอ่ กนั
เป็นวงขอบนอก บางทีเรียกว่า ฝักมะขาม เพราะ
มีลกั ษณะโค้ง คล้ายฝักมะขาม
หนาย บางครัง้ เรยี กว่า ขนาย เพราะมีขนาดสั้น
คลา้ ยงาของช้างพงั ทาหนา้ ทีเ่ ปน็ ล่มิ ตอกอดั ตรง
ปลายดา้ นนอก ของกาเกวียน ท่ีเสียบตดิ อยู่กบั กง
เกวยี น เพอื่ ให้ชอ่ งระหวา่ งกาเกวียนแต่ละซ่ี ห่าง
เทา่ ๆ กัน
ล้อ ใช้เรียกลอ้ เกวยี นท่ีประกอบสาเร็จแล้ว ทาง
ภาคอสี านเรียกวา่ ตีนเกวยี น ทาหนา้ ทีห่ มนุ เคลอ่ื น
นาพาหนะไปตามแนวท่ีขับเคลือ่ น จนเหน็ เป็นรอย
ทางเกวียน หรือคองตีนเกวยี น ภายหลังใชเ้ หล็ก
แบนดดั โค้งครอบรดั วงล้อเกวียน เรยี กวา่ เหลก็ ตนี
เกวยี น ช่วยให้ลอ้ มีความมั่นคงแขง็ แรง และช่วย
ป้องกนั หรือชะลอ การสึกกร่อนของล้อได้มาก
เพลา คือ เพลาเกวียน ในภาคอีสานเรยี กวา่ โคย็ เกวยี น
แต่เดมิ ใช้ไม้เน้อื แขง็ เชน่ ไม้เค็ง ไม้พยงุ ภายหลงั ใชเ้ หลก็
กลมแทนไม้ ซ่ึงแม้จะแขง็ แรงกวา่ ไม้ แตเ่ หลก็ เพลาจะ
เสียดสกี ับรูดมุ เกวยี น จนทาใหร้ ูดมุ เกวยี นหลวมเรว็ กว่า
และเมอื่ เกวยี นเคลื่อนตวั เกวยี นจะกระเด้งสะเทอื นกว่า
ใช้เพลาไม้
อั่ว คือ ช้นิ ไม้กลมมคี วามยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ท่ีอัดแทรกอยู่ในรูดมุ เกวียน
เพ่อื หุ้มรองรบั เพลาเกวยี น ชว่ ยลดการสกึ กร่อนของรูดมุ เกวยี นและเพลาเกวยี น ท่ตี อ้ ง
รับนา้ หนักมาก และเสียดสีตลอดระยะการเดนิ ทาง การใส่อ่ัวเข้าไปในรดู ุมเกวยี น
จะตอ้ งเตรยี มอัว่ ไว้ล่วงหน้า โดยใช้ข้าวเหนยี วทีต่ าละเอียดทารอบอ่วั แล้วพนั ผา้ ฝ้าย
โดยรอบ ทิ้งไว้ ๑ วนั ๑ คนื จึงคอ่ ยตอกอวั่ เขา้ ไปในรดู ุม มฉิ ะนัน้ อัว่ จะแยกจากผา้
และดันแปรกจนหลดุ ทาใหม้ ีเสยี งดงั บางแหง่ ใชห้ นังสตั ว์หมุ้ รองรบั เพลาแทนอั่วไม้
เรยี กกนั ว่า จาปา
ก้องเพลา อยใู่ ต้ทอ้ งเกวียนในแนวดุมเกวยี น
ทาหนา้ ที่สอดเพลาเกวยี นด้านในใตท้ อ้ งเกวียน
ให้ยึดติดอยู่กับตวั ทบู
เขียง คอื แผ่นไมท้ ว่ี างประกบบนหัวทวกเกวยี น
ทาหน้าทเี่ ปน็ เขียง รองรับเสาหลกั แอก ซ่ึงจะถูกประกบ
รดั เขา้ กันให้ตึงแนน่ ดว้ ยแผ่นไม้ ๔ แผ่น ที่เรยี กว่า
หนวก (หนวกเกวยี น) จนมลี ักษณะมดั แน่น เหมือนการ
มัดข้าวต้มโคน่ จึงเรียกอกี ชอื่ หน่ึงวา่ มดั ขา้ วต้ม เม่ือ
ประกอบกันแล้ว เรยี กว่า หัวโอบ
แอก และลูกแอก คอื คานไม้ท่ีวางพาดขวาง
โดยผกู มัดกับเสาหลกั แอก ดว้ ยเส้นหนงั ทเี่ รียกวา่
หนังหวั เกวยี น ตรงสว่ นปลายของแอกท้ัง ๒ ขา้ ง
จะเจาะรู สาหรบั เสยี บไม้ลูกแอกหรือลูกแซะ
สาหรบั เปน็ คานคลอ้ งทาม หรอื ออ้ ง เมื่อจะเทยี ม
วัว หรือเทียมควาย
บองเกวียน คือ เรอื นเกวียน บางแห่งเรียกว่า
ฮางรอง มไี มเ้ ป็นขอบเสริมขา้ งเรือนเกวยี น ให้
สูงขึ้นทงั้ ๔ ดา้ น ตรงสว่ นทีป่ พู ้ืนเรือนเกวยี น
เรยี กวา่ กะโซ่เกวยี น มีหน้าทร่ี องรบั การบรรทกุ
สงิ่ ของตา่ งๆ
กาพอง คอื ตัวไมท้ อ่ นบนทีเ่ ปน็ เสมอื นราว
ลกู กรงทัง้ ๒ ขา้ งของเรือนเกวียน มชี อื่ เรียกหลาย
ชอื่ ได้แก่ แม่กาพอง กะพอง (กระพอง) ตะพอง
(ตระพอง) ในภาคอสี านเรียกว่า ฟองเทิง หรอื
ฟองบน สว่ นชน้ิ ไม้ทเี่ ป็นลูกกรงข้างเรือนเกวยี น
นน้ั บางทเี รยี กวา่ ลูกตงิ่ หรอื ลกู สขี ้าง
แป้นชาน และหวั โถน คือ แผ่นไมท้ ป่ี ูวางอยู่ระหว่างทวกเกวยี นต่อกบั หนา้ เรอื น
เกวยี น ใชเ้ ปน็ พ้นื ทนี่ ่ังขบั เกวยี น ในบางคร้ังจึงเรียกวา่ แป้นนั่ง ปกติจะไม่ตียดึ ติด
กับทวกอยา่ งถาวร มกั ใชว้ ิธีปรับขนาดใหว้ างไดพ้ อดี และถอดออกได้ เมื่อต้องการใช้
ประโยชนอ์ ื่น เช่น พลิกดา้ นลา่ งขึ้นทาเป็นเขยี ง หรือใชร้ องนั่ง ต่อจากแปน้ ชานจะมี
ไมห้ วั โถน วางบังคบั อยขู่ า้ งหน้า ซ่งึ มกั ถากขอบหนา้ ใหเ้ ป็นเส้นโคง้ หรือโคง้ แหลม เพอ่ื
ตกแตง่ แปน้ ชานใหด้ สู วยงาม และช่วยเสริมทวกให้นา่ มองและแนน่ หนามากขนึ้
คัน่ ยัน เปน็ ไม้ขนาดเล็กวางขวางยึดกับทวก
เกวียน มีระยะห่างจากแปน้ ชานและหัวโถน
พอประมาณ ในระยะท่ีคนนง่ั ขบั เกวยี นจะเหยียด
ขาไปยนั ได้ คน่ั ยนั จะใชม้ ากที่สดุ เมอื่ บงั คบั ใหว้ วั
หรอื ควายหยุด และจะออกแรงมากท่สี ุดเม่อื ววั
หรือควายพยศ ไม่ยอมหยดุ ตามคาสั่ง
ประทนุ บางครั้งเรยี กวา่ กระทุน เขมรเรยี กว่า ปรอตล (เขยี นว่า ปรท่ล) อสี าน
โบราณเรยี กกนั ว่า พวงเกวียน เปน็ เคร่อื งจกั สานไม้ไผ่ มขี นาดกวา้ ง-ยาวเท่าเรอื น
เกวียน รปู โคง้ สงู ขนาดที่คนสามารถเขา้ ไปนงั่ ได้ มักทาดว้ ยยางรกั สมุกสดี า แตเ่ ดมิ
ผนังดา้ นในจะใชใ้ บตาลรองกรุ แลว้ ปดิ ขนาบดว้ ยฮางพวงเกวียน ที่ทาดว้ ยไม้ไผ่สาน
เปน็ ตาราง แล้ววางไมท้ าบ และผูกมดั ใหแ้ ข็งแรง ใช้วางครอบเกวียน เมอ่ื บรรทกุ
สงิ่ ของจานวนมากหรอื เดินทางไกล ช่วยกนั แดดใหร้ ่มเงาในฤดูรอ้ น สว่ นในฤดหู นาว
จะชว่ ยกันลมได้ดี
ไม้คา้ มีหน้าที่คา้ ยนั หัวเกวียน เมอื่ หยุดพกั จอด
เกวียน นยิ มใช้ไม้ไผท่ าไมค้ า้ เพราะมนี า้ หนักเบา
และเหนยี วทนทาน
มัดหวั เกวียน คอื เชอื กมัดส่วนกลางของแอกท่ี
พาดติดกับตอนบนของหลักเขียงแอก แต่เดมิ นยิ ม
ใช้เปลอื กยางเครอื บิดเกลียว เพราะมคี วามเหนียว
เนื้อเสน้ ไม่แห้งกรอบงา่ ย และท่ีสาคญั คอื สุนขั ไม่
ชอบกดั แทะ ตอ่ มาภายหลงั ใช้หนงั ควายดาท่ีมี
อายุ ๓ ปขี น้ึ ไป แทนเปลอื กยางเครือ จนหลาย
ท้องถิ่นเรียกว่า หนงั หวั เกวียน
ววั เทยี มเกวียนกับหลักฐาน
ทางประวตั ศิ าสตร์
การละเลน่ วัวเทียมเกวยี น เป็นการแขง่ ขันประลองความเรว็ ว่าววั คูใ่ ดจะมีฝเี ทา้
ท่เี ร็วกวา่ คู่อ่นื ๆ โดยนาววั งานทีม่ ขี นาดเท่ากนั จานวน ๒ ตวั มาเทียมเกวียนใน
ลกั ษณะเดยี วกนั กับการใช้ววั ลากเกวียนบรรทกุ ของ แตเ่ กวียนเป็นเกวียนเปล่า
และมขี นาดเล็กกว่าเกวยี นทีใ่ ชบ้ รรทกุ ของทว่ั ไป ในการแขง่ ขนั จะแขง่ กนั เป็นคู่
โดยเกวยี นทีเ่ ทียมววั คทู่ ้ังสองเลม่ จะมาอยทู่ ี่จุดเรมิ่ วงิ่ เรยี กวา่ "ตัง้ ผงั ” จากนัน้
คอยฟังสัญญาณโกรก (เครือ่ งใหเ้ สียงสัญญาณหรืออาจเรยี กว่า เกราะ) แลว้ จงึ เรมิ่
วิ่งออกตัว
ววั กจ็ ะว่งิ ไปตามลู่วง่ิ โดยมีคนแทงปฏักอย่ดู ้านบนเปน็ คนคอยควบคุมทศิ
ทางการว่ิงและความเร็ว ววั ฝ่ายใดถึงเส้นชัยกอ่ นเปน็ ผู้ชนะ โดยจะต้องชนะ
กันแบบขาดลาถ้าเกวยี นสะกนั เรียกวา่ "เฉยี บ” คอื เกวียนฝ่ายหนง่ึ ลากเกวยี น
อีกฝ่ายหนึง่ เขา้ เสน้ ชัย จะถอื วา่ ผดิ กตกิ าท้งั สองฝา่ ย ต้องทาการแขง่ รอบใหม่