The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnathi Chaiphetcharoen, 2023-10-30 12:14:07

ประศาสตร์ดนตรีตะวันตก

ilovepdf_merged

ประวัติ วั ติ ศาสตร์ ดนตรีต รี ะวัน วั ตก


บทนำ การศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกนั้น เป็นสิ่งที่ควรศึกษาไว้เป็น ความรู้ เพราะดนตรีตะวันตกนัันเป็นต้นกำ เนิดของดนตรีที่เราได้ยินได้ฟังกันทุกวัน นี้ ความเป็นมาของดนตรีหรือประวัติศาสตร์นั้นหมายถึงการมองย้อนไปในอดีต เพื่อทำ ความเข้าใจกับอดีต ในแต่ละยุคสมัยทั้งทัศนะคติและรสนิยมของผู้ สร้างสรรค์ผลงานและผู้ฟังดนตรีและในแต่ละสมัยนั้นมีความแตกต่างกัน ตาม แนวคิดของผู้ประพันธ์เพลง ทั้งลองผิดลองถูกรวมถึงจินตนาการ จนกระทั้งแต่ง ออกมาเป็นเพลง ให้ผู้คนฟังกันจนถึงปัจุบันนี้การศึกษาเรื่องราวทาง ประวัติศาสตร์หรือการมองย้อนไปในอดีต นอกจากเพื่อความสุขใจในการได้ ศึกษาเรียนรู้แล้วยังเข้าใจถึงเรื่องราวความเป็นมาโดยตรงแล้วยังเป็นการศึกษา ให้เป็นแนวทางเพื่อทำ ความเข้าใจดนตรีที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงในแง่ของ ดนตรีในปัจจุบันเพื่อนำ ไปใช้ในการศึกษาเพื่อในอนาคตได้อีกด้วย ชลนที ใจเพชรเจิญ จัดทำ โดย


สารบัญ เรื่อรื่ง คำ นำ สารบัญบั 1.ยุคกลาง 2.ยุครีเรีนซองค์ 3.ยุคบาโรค 4.ยุคคลาสสิคสิ 5.ยุคโรแมนติด 6.ยุคอิมเพรสชั่นชั่นิสนิติค 7.ยุคศตวรรษที่20 8.ยุคดนตรีใรีนอนาคต หน้าน้ ก ข 1-3 4-6 7-8 9-10 11-12 13-14 15 16


บทที่ 1 ดนตรีสมัยกลาง The Middle Ages 450 - 1450 ดนตรีในสมัยกลางเป็นสิ่งที่ยากที่จะศึกษา เนื่องจากว่าดนตรีเหล่านั้นได้สูญหายไปหมดแล้ว เสียงตามท้องถนน ของพ่อค้า เร่ เสียงร้องเพลงจากทุ่งหญ้าของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน การเต้นรำ ในงานรื่นเริงต่าง ๆ การแสดง ดนตรีบนเวที และแม้แต่บทเพลงจากกวีในภาคใต้ของฝรั่งเศส (ในศตวรรษที่ 11 - 13) ล้วนแล้วแต่มีอายุสั้น แม้แต่ดนตรีที่ยังเหลืออยู่ก็เป็นเพียงแฟชั่นเท่านั้น ซึ่งเหลือทิ้งไว้แต่คำ ถามที่ไม่มีคำ ตอบเกี่ยวกับแหล่งกำ เนิด ของมัน สมัยยุคกลางคือระยะเวลาจากคริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงปลาย ศตวรรษที่ 14 ค.ศ. 450 - 1450 สมัยนี้เจริญสูงสุดเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12 - 13 ศาสนามีอำ นาจสูงมาก ทั้งด้านปัญญาและสปริต ทำ ให้คนสามารถรวมกันได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงด้วยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส หลังจาก สงครามก็มีการแตกแยกเกิดขึ้น เช่น สมัยศิลป์เก่า (Ars Antiqua) คนตรีในช่วงเวลาจากกลางศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 13 บางทีก็เป็นที่รู้จักในอีกชื่อ หนึ่งว่า ArS Antiaua (The old Ar) ซึ่งเป็นชื่อที่นักดนตรีรุ่นศตวรรษที่ 14 ตั้งชื่อย้อนหลังให้ ลักษณะ ของดนตรีในสมัยศิลปีเก่ามีลักษณะเป็นการสอดประสานแล้ว ซึ่งเรียกว่า ออร์กานุม ผู้นำ คือกลุ่มนอเตรอดาม (Notre Dame) นอกจากนี้ ยังเกิดการประพันธ์ในลักษณะใหม่ขึ้นเรียกว่าโมเท็ต(Motet คือ การนำ ทำ นองจาก เพลงแชนต์มาเป็นแนวเสียงต่ำ หรือแนวเบส และเพิ่มเสียง 2 เสียงเข้าไป โดยเสียงที่เพิ่มมีจังหวะการเคลื่อนที่ ของตัวโน้ตเร็วกว่าเสียงต่ำ ที่มีตัวโน้ตจังหวะยาวกว่าบางครั้งใช้เครื่องดนตรีเล่นแทนคนร้อง สมัยศิลป์ใหม่ (Ars Nova) Ars Nova แปลว่า The New Art เป็นชื่อที่ศิลปินในศตวรรษที่ 14 ตั้งขึ้นเพื่อเรียกดนตรีของพวกตน ซึ่งแตก ต่างจากดนตรีในศตวรรษก่อนหลาย ๆ อย่างเช่น นิยมใช้จังหวะคู่ (Duple time) /4 มากกว่าอัตรา 3 จังหวะ 314, แบบเดิม และใช้กระสวนจังหวะใหม่ ๆ แทน เริ่มมีการประพันธ์เพลงในรูปใหม่ เช่น แมดริกัล (Madrigal) เป็นโพลีโฟนี (Po-yphon) เพลงที่มีรูปแบบการซ้ำ ทวนของทำ นองหนึ่งและ จบลงอีกทำ นองหนึ่ง เช่น AAB หรือ AAAB ประกอบด้วยแนวเสียง 2 - 3 แนว มีกำ เนิดในประเทศอิตาลี เพลง โมเท็ตมีการเปลี่ยนรูปแบบ โดยแนวเสียงต่ำ ที่นำ มาจากแชนต์มีการเปลี่ยนลักษณะของจังหวะไป ไม่ใช่เป็น เพียงใน้ตจังหวะเท่ากันในอัตรายาว ๆ แบบโมเท็ตในสมัยศิลป์เก่า เครื่องดนตรี ㆍ เครื่องสายที่บรรเลงด้วยการใช้คันชัก ได้แก่ ซอวิแยล (Vielle) ขนาดต่าง ๆ ซอรีเบ็ก (Rebec) ซึ่งตัวซอมีทรวดทรงคล้ายลูกแพร์ และซอทรอมบามารินา (Tromba marina) ซึ่งเป็นซอขนาดใหญ่ มีสายเพียงสายเดียว หรือถ้ามีสองสายก็เทียบเสียงระดับเดียวกัน (Unison) และผู้บรรเลงจะต้องยืนสีซอ 1


ดนตรีแบบใหม่เริ่มขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางจากประเทศอิตาลีไปจนทั่วดินแดนและ ดนตรีบาโรกตอนกลางมีบทบาทอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1640 - 1680 เนื่องจากใน บรูปแบบคนตรีที่ใช้บันไดเสียงโบราณ (Medieval Mode หรือ Church Mode) ที่เคยมี ในยุดเก่ามาเป็นเวลานับศตวรรษนั้น ได้เริ่มหันมานิยมใช้บันไดเสียงแบบเมเจอร์และไมเน นช่วงประมาณ ค.ศ. 1680 นั้น บันไดเสียงเมเจอและไมเนอร์ได้กลายมาเป็นพื้นฐา ารประพันธ์เพลงของผู้ประพันธ์ในยุคนี้ ลักษณะดนตรีที่สำ คัญที่มีบทบาทเด่นซัดในช่ กลางนี้ ได้แก่ การแบ่งแยกระหว่างบทร้อง การร้องแบบพรรณนากับการร้องแบบร่าย เสียงที่ใช้ระบบศูนย์กลางของเสียง (tonalilv) เริ่มมีบทบาทชัตเจนขึ้น ผู้ประพันธ์เพลงจำ นวนมากนิยม ประพันธิบทเพลงให้จำ หรับเครื่องดนตรีในการบรรเลงโดยเฉพาะ โดยเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลิน เป็นที่นิยมมากที่สุด ทำ ให้บทประพันธ์สำ หรับการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีมีบทบาทเท่าเทียมกับเพลง ร้องเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก ศูนย์กลางของการพัฒนาอุปรากรในตอนช่วงกลางยุคบาโรกหรือ ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 ไปจนสิ้นสุดศดวรรษในอิตาลีนั้นอยู่ที่เมืองเวนิส สาเหตุที่เมืองเวนิสเป็นศูนย์กลางที่ สำ คัญของการพัฒนาอุปรากรก็สืบเนื่องมาจากการที่เมืองเวนิสนั้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยตระกูลของ เจ้าขุนมูลนายที่มั่งคั่งและมีอำ นาจมากในช่วงนั้น แม้ว่าสถานภาพทางการเมืองของเวนิสจะสั่นคลอน หาก แต่บรรดาเจ้าขุนมูลนายในราชสำ นักยังคงใช้ชีวิตอย่างมเฟือยโดยเฉพาะการแสดงออกถึงศิลปะและ ดนตรีอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากบทประพันธ์ประเภทอุปรากรและดันตาตาที่ได้รับการพัฒนาจาก 'กลุ่มนักดนตรีฟลอเรนทีนในอิตาลีตอนช่วงตันยุคแล้ว บทประพันธ์ประเภทโอราโตริโอนับเป็นบท ประพันธ์ที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงในแนวทางใหม่ เป็นบทประพันธ์เพลงร้องสำ หรับตาสนาที่มีเนื้อหา มาจากคัมภีร์ไบเบิลหรือบทสวดอื่น ' โดยมีเครื่องคนตรีบรรเลงประกอบ ใช้รูปแบบการร้องทั้งร้องเดี่ยว ร้องกลุ่มการร้องแบบกึ่งร้องกึ่งพูด การร้องแบบพรรณนาและการร้องในสไตล์แมตริกัลแบบหลายแนวเสียง เป็นตัน 2


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1. เลโอนิน (Leonin ประมาณ 1130 - 1180 เป็นผู้ควบคุมวงขับร้องประสานเสียงของกลุ่ม นอเตรอดาม ณ กรุงปารีส เขารวบรวมเพลงออร์กานุม ซึ่งเป็นเพลงโบสถ์ในพิธีต่าง ๆ 2. เพโรติน (Peroin หรือ Perotinus Magnus ประมาณ 1160 - 1220) เป็นผู้ควบคุมวงนัก ร้องประสานเสียงและผู้ประพันธ์เพลงของกลุ่มนอเตรอดาม ณ กรุงปารีส เป็นรุ่นน้องของเลโอนิน ทั้งคู่เป็นผู้บุกเบิกรูปแบบการประพันธ์เพลงแบบการสอดประสานทำ นอง ทั้งเลโอนินและเพโรดิน เป็นผู้ประพันธ์เพลงในสมัยศิลป์เก่า ซึ่งเป็นแนวการประพันธ์แตกต่างจากสมัยศิลป์ใหม่ 3. จาคาโป ดา โบโลนญา (Jacapo da Bologna) เป็นผู้ประพันธ์เพลงที่สร้างรูปแบบให้กับ สมัยศิลป์ใหม่คนสำ คัญคนหนึ่ง ในช่วงที่เขาอยู่ในกรุงมิลานได้ผลิตผลงานมากมาย ได้แก่ เพลง แมดริกัล 30 บท คาทชา (Caccia) 1 บท และโมเท็ต 1 บท นอกจากนี้ ยังประพันธ์เพลงลาคูเด (Laude) ซึ่งเป็นเพลงสำ คัญของชาวอิตาลีแบบหนึ่ง 4. แลนดินี (Francesco Landini ประมาณ 1325 - 1397) ผู้ประพันธ์เพลงและนักออร์แกนเป็น บุตรของจิตรกร แลนดินีตาบอดมาตั้งแต่เด็กจึงหันมาศึกษาดนตรีมีชื่อเสียงในฐานะนักออร์แกน ที่สมารถเล่นได้อย่างไพเราะ เต็มไปด้วยเทคนิค ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังทั่วไป แนวการ ประพันธ์ของแลนดีนีมีลักษณะของความเป็นตัวของตัวเองมาก 5. มาโชท์ (Guillaume de Machaut, ประมาณ 1300 - 1377) ผู้ประพันธ์เพลงสำ คัญในสมัย ศิลป์ใหม่ มาโชท์เป็นพระชาวฝรั่งเศส เพลงที่ประพันธ์ส่วนใหญ่จึงเป็นเพลงโบสถ์ โดยเฉพาะเพลง แมสส์ของมาโชท์มีชื่อเสียงมาก นอกจากนี้ มาโซท์ยังมีผลงานเพลงคฤหัสถ์จำ นวนหนึ่งด้วย ผลงาน ของมาโซท์เต็มไปด้วยความประณีตในการใช้รูปแบบของการสอดประสานทำ นอง 3


บทที่ 2 ดนตรีสมัย เรเนสซองส์ เป็นยุคดนตรีระหว่าง ค.ศ. 1400 – 1600 สมัย เรเนสซองส์ หรือ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เริ่มประมาณ ค.ศ. 1400 – 1600 เพลงศาสนายังมีความสำ คัญอยู่ เช่นเดิม เพลงสำ หรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้ความบันเทิง ความสนุกสนาน ก็เกิดขึ้นด้วย การประสานเสียงได้ รับการพัฒนาให้กลมกลืนขึ้น เพลงศาสนาเป็นรากฐานของทฤษฎีการประสานเสียง เพลงในยุคนี้แบ่งเป็นสอง แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่เรียกว่า อิมมิเททีฟโพลีโฟนี (Imitative Polyphony) คือ มีหลายแนว และแต่ละ แนวจะเริ่มไม่พร้อมกัน ทุกแนวเสียงมีความสำ คัญแบบที่สองเรียกว่า โฮโมโฟนี (Homophony) คือ มีหลาย แนวเสียงและบรรเลงไปพร้อมกัน มีเพียงแนวเสียงเดียวที่เด่น แนวเสียงอื่นๆ เป็นเพียงเสียงประกอบ เพลงใน สมัยนี้ ยังไม่มีการแบ่งจังหวะที่แน่นอน คือ ยังไม่มีการแบ่งห้องออกเป็น 3/4 หรือ 4/4 เพลงส่วนใหญ่ก็ยัง เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาอยู่เพลงประกอบขั้นตอนต่างๆ ของพิธีทางศาสนาที่สำ คัญ คือ เพลงแมส (Mass) และโมเต็ท (Motet) คำ ร้องเป็นภาษาละติน เพลงที่ไม่ใช่เพลงศาสนาก็เริ่มนิยมกันมากขึ้น ได้แก่ เพลงประเภท แมดริกัล (Madrigal) ซึ่งมีเนื้อร้องเกี่ยวกับความรัก หรือยกย่องบุคคลสำ คัญ และมักจะมีจังหวะสนุกสนาน นอกจากนี้ยังใช้ภาษาประจำ ชาติของแต่ละชาติ เครื่องดนตรีในสมัยนี้ที่นิยมใช้กันได้แก่ เครื่องสายที่บรรเลงด้วย การใช้คันชัก ได้แก่ ซอวิโอล (Viols) ขนาดต่าง ๆ ซอรีเบค (Rebec) ซึ่งตัวซอมีทรวดทรงคล้ายลูกแพร์เป็นเครื่องสายที่ใช้ คันชัก ลูท เวอร์จินัล คลาวิคอร์ด ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สรุปลักษณะบทเพลงในสมัยนี้ ในสมัยต่อๆ มา เพลงโบสถ์จำ พวก แมสซึ่งพัฒนามาจากแชนท์มีการประพันธ์กันเช่นเดียวกับในสมัยกลาง เพลงโมเต็ตยังมีรูปแบบคล้ายสมัยศิลป์ใหม่ ในระยะนี้เพลงคฤหัสถ์เริ่มมีการสอดประสานเกิดขึ้น คือ เพลง ประเภทซังซอง แบบสอดประสาน (Polyphonic chanson) ซึ่งมีแนวทำ นองเด่น 1 แนว และมีแนวอื่นสอด ประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลักษณะของการใส่เสียงประสาน (Homophony) ลักษณะล้อกันแบบนี้เป็นลักษณะสำ คัญของเพลงในสมัยนี้ นอกจากนี้มีการนำ รูปแบบของโมเต็ตมา ประพันธ์เป็นเพลงแมสและการนำ หลักของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสด้วยผู้คนในยุคเรเนสซองส์ เชื่อในเรื่อง เหตุผลมากขึ้น แสวงหาข้อเท็จจริง เลิกเชื่อผู้นำ ศาสนาจักรอย่างงมงาย แสวงหาความสุข ความสวย ความงาม ความโอ่อ่า ยอมรับความจริงของชีวิตกับธรรมชาติ สนใจเรื่องกายวิภาค มิติสัมพันธ์ การจัดองค์ประกอบ สิ่ง ต่างๆ เหล่านี้ได้สะท้อนออกมาทางงานสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้าง ผลงานทางศิลปะ ผลงานทางดนตรี วรรณกรรม และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ผู้มีฐานะทางสังคม พ่อค้า ขุนนาง เริ่มให้ความสนใจกับผลงาน ทางศิลปะดนตรีมากขึ้น 4


ในสมัยนี้มีการปฏิวัติทางดนตรีเกิดขึ้นในเยอรมัน ซึ่งเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนากับพวกโรมันแคธอ ลิก จึงมีการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่โดยใช้กฏเกณฑ์ใหม่ด้วยเพลงที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นเพลงสวดที่เรียกว่า “โค ราล” (Chorale) ซึ่งเป็นเพลงที่นำ มาจากแชนท์แต่ใส่อัตราจังหวะเข้าไป นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่นำ มาจาก เพลงคฤหัสถ์โดย ใส่เนื้อเป็นเรื่องศาสนาและเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ด้วย เพลงในสมัยนี้เริ่มมีอัตราจังหวะ แน่นอน เพลงคฤหัสถ์มีการพัฒนาทั้งใช้ผู้ร้องและการบรรเลง กล่าวได้ว่าดนตรีในศตวรรษนี้มีรูปแบบ ใหม่ๆ เกิดขึ้นและหลักการต่างๆ มีแบบแผนมากขึ้น ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มเห็นความสำ คัญของดนตรีมาก โดยถือว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นอกจากจะให้ดนตรี ในศาสนาสืบเนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แล้วยังต้องการดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) เพื่อพักผ่อนในยามว่าง เพราะฉะนั้นในสมัยนี้ดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) และดนตรีศาสนา (Sacred Music) มีความสำ คัญเท่ากัน สรุปลักษณะบทเพลงในสมัยนี้ 1. บทร้องใช้โพลีโฟนี (Polyphony) ส่วนใหญ่ใช้ 3-4 แนว ในศตวรรษที่ 16 ได้ชื่อว่า “The Golden Age of Polyphony” 2. มีการพัฒนา Rhythm ในแบบ Duple time และ Triple time ขึ้น 3. การประสานเสียงใช้คู่ 3 ตลอด และเป็นสมัยสุดท้ายที่มีรูปแบบของขับร้องและบรรเลงเหมือนกัน เครื่องดนตรีสมัยรีเนซองส์ - เครื่องดนตรีในสมัยนี้ที่นิยมใช้กันได้แก่ เครื่องสายที่บรรเลงด้วยการใช้คันชัก ได้แก่ ซอวิโอล (Viols) ขนาด ต่างๆ ซอรีเบค (Rebec) ซึ่งตัวซอมีทรวดทรงคล้ายลูกแพร์เป็นเครื่องสายที่ใช้คันชัก ลูท เวอร์จินัล คลาวิ คอร์ด ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ปี่ชอม ปี่คอร์เน็ต แตรทรัมเปต และแตรทรอมโบนโบราณ เป็นต้น 5


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1. ดันสเตเบิล ประมาณปี 1390 –1453) ผู้ประพันธ์เพลงชาวอังกฤษซึ่งนอกจากมีชื่อเสียงเรื่องการประพันธ์เพลงแล้ว ยังเป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ อีกด้วย เป็นผู้ทำ ให้วงการดนตรีรู้จักและยกย่องดนตรีของชาวอังกฤษ 2. ดูเฟย์ ประมาณ 1400-1474) ผู้ประพันธ์เพลงชาวเนเธอร์แลนด์ดูเฟย์เป็นหนึ่งในจำ นวนนักแต่งเพลงที่มีความสามารถสูงในสมัยนี้เป็นหนึ่งของผู้ที่ ริเริ่ม ดนตรีในสมัยรีเนซองส์ เมื่อมาโชท์สิ้นชีวิตลงในปี 1377 ดนตรีของฝรั่งเศสขาดผู้นำ ไป จนกระทั่งถึงดูเฟย์ซึ่งนับว่าเป็น ผู้ประพันธ์ที่เป็นผู้นำ ทั้งในฝรั่งเศส และยุโรป 3. โอคิกัม ประมาณปี 1410-1497) ผู้ประพันธ์เพลงชาวเนเธอร์แลนด์ ลูกศิษย์ของดูเฟย์ ผู้ซึ่งรับเอาแนวคิดของดูเฟย์มา และนำ เอาหลักการและความคิดของตนใส่เข้าไปทำ ให้ดนตรีของโอคิกัมมีเสน่ห์ชวนฟัง ทั้งนี้เนื่องจากดูเฟย์มีแนวการประพันธ์เพลงแมสที่ขาดความอบอุ่นในอารมณ์ของมนุษย์ ์ในขณะที่เพลงของโอคิกัมเน้นที่การแสดงออกของอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ทำ ให้ ได้รับฉายาว่า “เจ้าชายแห่งดนตรี” 4.จอสกิน เดอส์ เพรซ์ ประมาณปี 1440 -1521) ผู้ประพันธ์เพลงชาวเนเธอร์แลนด์ผู้ที่ทำ งานให้สันตะปาปาชั่วระยะเวลาหนึ่งและย้ายมารับใช้เจ้านายในราชสำ นัก ฝรั่งเศสเป็นผู้ที่มีแนวการแต่งเพลงที่ละเอียดอ่อน และเป็นผู้นำ การแต่งเพลงประสานเสียงซึ่งทำ ให้ผู้ฟังเห็นถึงความ สดใสและความมีพลังของการขับร้อง แนวทางที่เขาใช้นี้รู้จักในนามของ Musica reservata ซึ่งเป็นภาษาละตินมี ความหมายถึงดนตรีสำ หรับผู้ที่เข้าถึงโดยเฉพาะ ผลงานของจอสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีในสมัย รีเนซองส์ 5.โทมัส ทัลลิส เกิดปี ค.ศ 1505 เสียชีวิต 23 พฤศจิกายน 1585 เป็นนักออร์แกนและเป็นนักแต่งเพลงชาวอังกฤษเป็นเพื่อนกับ เบิร์ด (William Byrd) เขาเป็นนักออร์แกนของ Dover Priory ในปี 1532 แต่ย้ายไปกรุงลอนดอน (Saint Mary-at-Hill) ต่อจากนั้นไปที่ Waltham Abbey หลังจากการเสียชีวิตของ ทัลลิส เขาได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งศาสตร์หลาย ๆ ศาสตร์ไม่ใช่เพียงดนตรีเท่านั้น 6


ดนตรีสมัย บาโรค เป็นยุคของดนตรีระหว่าง (ค.ศ. 1600-1750) บทที่ 3 ดนตรีสมัยบาโรก หรือบางแห่งเรียกว่า ดนตรีบาโรก ( อังกฤษ : Baroque music ) เป็นลักษณะดนตรียุโรป คลาสสิก ราว ค.ศ. 1600-1750 [1] เกิดขึ้นหลัง ดนตรีสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา และเกิดก่อน ดนตรีสมัยคลาสสิก มีคีต กวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคคือ โยฮัน เซบัสทีอัน บัค , อันโตนีโอ วีวัลดี , ฌ็อง-บาติสต์ ลูว์ลี , จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล , อาร์คันเจโล คอเรลลี , คลอดิโอ มอนเทแวร์ดี , ฌ็อง-ฟีลิป ราโม , เฮนรี เพอร์เซล ในยุคนี้ผู้ประพันธ์เพลงและผู้ แสดงจะใช้องค์ประกอบทางด้านดนตรีที่ซับซ้อนมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบเสียงและได้พัฒนาการเล่น เครื่องดนตรีแบบใหม่ ดนตรีสมัยบาโรกได้ขยับขยายขนาด ความกว้าง ความซับซ้อนของการแสดง เครื่องดนตรี ทางด้านดนตรี คำ ว่า "บาโรก" มีความหมายแนวทางที่กว้างจากภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง โดยมากในยุโรป เป็นงาน ดนตรีที่ประพันธ์ในช่วง 160 ปีก่อน การใช้คำ ว่า "บาโรก" อย่างมีระบบทางด้านดนตรี เพิ่งมีการพัฒนาไม่นานนี้ เกิด ขึ้นในปี ค.ศ. 1919 เมื่อ ควร์ท ซัคส์ พยายามที่จะประยุกต์ลักษณะ 5 ประการของทฤษฎีดนตรีที่มีระบบของ ไฮน์ริช เวิล์ฟลิน [2] ในภาษาอังกฤษ คำ นี้เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1940 ในงานเขียนของแลงและบูคอฟเซอร์ [3] ในช่วง ปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ยังคงถือว่ายังมีการโต้เถียงกันในวงการศึกษาอยู่ โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและสหราช อาณาจักร ถึงแม้กระนั้นก็ได้รวมเพลงที่มีความหลากหลายในลักษณะดนตรีของจาโกโป เปรี, โดเมนีโก สการ์ลัตตี และโยฮัน คริสทีอัน บัค รวมเข้าใช้เป็นคำ เดียว คือ "ดนตรีสมัยบาโรก" (Baroque music) ขณะนี้คำ นี้กลายเป็นคำ ที่ใช้แพร่หลายและยอมรับในแนวเพลงที่กว้างเช่นนี้ [4] และยังมีประโยชน์ในการจำ แนกแนวเพลงก่อนหน้านี้ (สมัย ฟื้นฟูศิลปวิทยา) และหลังจากนี้ (คลาสสิก) ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ดนตรี ลักษณะ ในสมัยบาโรก เริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีหรือเสียงร้องเล่นประชันกัน เช่น เสียงร้องประชันกับเครื่องดนตรี หรือการ เดี่ยวประชันเครื่องดนตรีบ้าง ซึ่งเรียกกันว่า Stile Concertante มีการใช้ บัสโซกอนตีนูโว (Basso Continuo) คือ การที่เสียงเบส (เสียงต่ำ ) เคลื่อนที่ตลอดเวลา โดยใช้สัญลักษณ์เป็นตัวเลขบอกถึงการเคลื่อนที่ไปของเบส รวมถึง เสียงแนวอื่น ๆ ด้วย ทำ ให้เกิดคอร์ดขึ้นมา เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นบาสโซคอนตินิวโออาจเป็นคีย์บอร์ด เช่น ออร์แกน ฮาร์ปซิคอร์ด หรือเป็นกลุ่มของเครื่องดนตรี เช่น วิโอลา เชลโล บาสซูนมีการใช้บันไดเสียงเมเจอร์ และบันไดเสียง ไมเนอร์แทนโหมด (Mode) รูปพรรณของเพลงเป็นแบบสอดประสานทำ นอง ที่เรียกว่า Contrapuntal เริ่มมีการใช้ การประสานเสียงแบบโฮโมโฟนี (Homophony) คือ การเน้นความสำ คัญของทำ นองหลักโดยมีเสียงอื่นเล่นเสียง ประสานคลอประกอบ มีการด้นสด (Improvisation) ของนักดนตรี โดยนักดนตรีจะแต่งเติมบทเพลง เริ่มมีการ กำ หนดความเร็วจังหวะของเพลง และความหนักเบาของเพลงลงในผลงานการประพันธ์ เช่น Adagio Andante และAllegroรูปแบบของเพลงบางประเภทมีการพัฒนาจนมีแบบแผนแน่นอน ได้แก่ ฟิวก์ ลักษณะของเพลงร้องของ ดนตรีสมัยบาโรก ได้แก่ โอเปร่า คันตาตา และออราทอริโอ ส่วนลักษณะรูปแบบ (Form) ของเพลงบรรเลง ได้แก่ โซนาตา คอนแชร์โต และเพลงชุด (Suite) ซึ่งเพลงชุดเป็นการนำ เพลงจังหวะเต้นรำ ที่มีหลายลักษณะมาบรรเลงต่อ กันเป็นท่อน ๆ เพลงจังหวะเต้นรำ แบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเพลงชุด ได้แก่ Allemande, Courante, Sarabande, Gavotte, Bourree, Minuet และGigue เป็นต้น 7


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1. วิวัลดี (Antonio Vivaldi,1678-1741) เป็นผู้ประพันธ์เพลงและนักไวโอลินชาวอิตาเลียน เกิดปี 1678 ที่เมืองเวนิสอันลือชื่อ เป็นลูกของนักไวโอลินประจำ โบสถ์เซ็นต์มาร์ค (St.Mark's) ในเมืองเวนิส วิวัลดีได้รับการฝึกฝนเบื้องต้นทางด้านดนตรีจากพ่อ จากนั้นได้เรียนกับจีโอวานนี เลเกร็นซี (Giovanni Legrenzi) อาจารย์ดนตรีผู้มีชื่อเสียง วิวัลดีเป็นพระซึ่งรับผิดชอบการสอนดนตรีให้สถานเลี้ยงเด็กหญิงกำ พร้าแห่งกรุงเวนิช จากกิริยาท่าทางความใจบุญสุนทานและผมสีแดงตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวสีสันก็กระเดียดไปทางพระของเขานั่น เองทำ ให้คนทั่วไป เรียกเขาว่า “II prete rosso” (the red priest) หรือเป็นภาษาไทยเรียกว่า “พระแดง” (ณรุทธ์ สุทธจิตต์,2535 :149) เพลงที่วิวัลดี แต่งโดยมากมักเป็นเพลงสำ หรับร้องและเล่นด้วยเครื่องดนตรีประเภทสตริง (String) ซึ่งมีผู้ชอบฟังมาก และมีนักแต่งเพลงในศตวรรษที่ 20 ของอิตาลีคนหนึ่ง ชื่อ คาเซลลา (Casella) ได้เขียนยกย่องงานของ วิวัลดีไว้ว่า “เป็นผู้สร้างงานขึ้นมาด้วยความประณีตบรรจงอย่าง ยิ่งสามารถทำ ให้ผู้ฟังปล่อยอารมณ์เคลิบเคลิ้มตามเนื้อและทำ นองเพลงได้โดยไม่รู้ตัว” งานของวิวัลดีมีมากมายไม่แพ้คีตกวีคนอื่น ๆ ปัจจุบันนี้งานของเขายังมีต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดเมืองเดรสเดน (Dresden Library) อย่างสมบูรณ์ วิวัลดีถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1741 ที่เมืองเวียนนา ออสเตรีย อายุได้ 66 ปี โดยไม่มีตำ ราหรือเอกสารใด ๆ 2.บาค (Johann Sebastian Bach 1685-1750) เกิดวันที่ 21 มีนาคม 1685 ที่เมืองไอเซนาค (Eisenach) ประเทศเยอรมันเกิดในตระกูลนัก ดนตรีได้รับการศึกษาเกี่ยวกับดนตรีจากพ่อ ซึ่งเป็นนักไวโอลินในราช สำ นักชื่อโยฮัน อัมโบรซีอุส บาค (Johann Ambrosius Bach) และญาติหลังจากพ่อเสียชีวิตลง บาคได้ไป อาศัยอยู่กับพี่ชาย โยฮันน์ คริสโตฟ บาค (Johann Chistoph Bach) และบาคก็ขอให้พี่ชายช่วยสอนเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดให้ ต่อมาเรียนออร์แกนกับครูออร์แกนชื่อ เอลีอาส เฮอร์เดอร์ บาคเรียนเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดได้เร็วมากพี่ชายเห็นบาคก้าวหน้าทางดนตรีและเล่นดนตรีเก่ง พอ ๆ กับตนเลยเกิดความอิจฉา กลัวน้องจะเกินหน้าเกินตาจึงเก็บโน้ตดนตรีของตนทั้งหมดใส่ตู้ไม่ให้บาคเอาไปเล่น (ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์, 2535 :110) 3. ฮันเดล (George Frideric Handel,1685-1759) เกิดวันที่ 23กุมภาพันธ์ 1685 เกิดที่เมืองฮันเล (Halle) ประเทศเยอรมันแต่มามีชื่อเสียงและมีชีวิตในประเทศอังกฤษภายหลังแปลง สัญชาติเป็นอังกฤษ ฮันเดลเกิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน พ่อเป็นหมอชื่อ Handel ในสมัยเด็กพ่อหวังให้ฮันเดลเรียนกฎหมายแต่ฮันเดลไม่ชอบแต่ดูเหมือนเขาไม่ชอบจึงเลือกทางที่ตัวเองชอบ คือดนตรีฮันเดลสนใจดนตรี ตั้งแต่เด็กเขาสามารถเล่นไวโอลิน ฮาร์ปสิคอร์ด โอโบ และออร์แกนได้เมื่ออายุได้เพียง 11 ปี ถึงแม้พ่อของเขาจะไม่เต็มใจให้ลูกชายเรียน ดนตรีแต่ก็ต้องจำ ใจส่งลูกไปเรียนดนตรีตามคำ แนะนำ ของท่านดยุดผู้ที่เคารพนับถือ ดังนั้นเขาจึงได้เรียนออร์แกน และฮาร์ปสิคอร์ดกับครู ดนตรีซึ่งเป็นนักออร์แกนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดผู้หนึ่งชื่อฟริดริค วิลเฮล์ม ซาเคา (Friedrich Wilheim Zachow) เป็นนักออร์แกนประจำ อยู่ที่ Liebfrauenkirche ในเมืองฮัลเล นอกจากออร์แกนและฮาร์ปสิคอร์ดแล้วฮันเดลยังได้เรียนเทคนิคการเล่นไวโอลิน โอโบ คลาเวียร์ ตลอดจนการประสานเสียงและเคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) รวมทั้งแนวการแต่งเพลงเบื้องต้น แต่เครื่องดนตรีที่เขาเล่นได้ดีเป็น พิเศษคือฮาร์ปสิคอร์ด 8


บทที่ 4 ดนตรีสมัยคลาสสิก เป็นยุคของดนตรีระหว่าง ค.ศ. 1750–1820 แบบของดนตรีแบบบาโรก (Baroque style) อีก มีการเริ่มของ The (high) Classical era ในปี 1780เราเรียกช่วงเวลาหลังจาก การตายของ เจ.เอส.บาค (J. S. Bach1730-1780) ว่า The earlyclassical period ดนตรีในสมัยบาโรกนั้นมีรูปพรรณ (Texture) ที่ยุ่งยาก ซับซ้อนส่วนดนตรีในสมัยคลาสสิกมีลักษณะเฉพาะคือมี โครงสร้าง (Structure) ที่ชัดเจนขึ้น การค้นหาความอิสระในด้าน วิชาการ เป็นหลักสำ คัญที่ทำ ให้เกิดสมัยใหม่นี้ลักษณะของดนตรีในสมัยคลาสสิกที่เปลี่ยนไปจากสมัยบาโรกที่เห็นได้ชัด คือ การไม่นิยม การสอดประสานของทำ นองที่เรียกว่าเคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) หันมานิยมการเน้นทำ นองหลักเพียงทำ นองเดียวโดยมีแนวเสียงอื่น ประสานให้ทำ นองไพเราะขึ้น คือการใส่เสียงประสานลักษณะของบาสโซ คอนตินูโอเลิกใช้ไปพร้อม ๆ กับการสร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซชั่น (Improvisation) ผู้ประพันธ์นิยมเขียนโน้ตทุกแนวไว้ ไม่มีการปล่อยว่างให้ผู้บรรเลงแต่งเติมเอง ลักษณะของบทเพลงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ศูนย์กลางของสมัยคลาสสิกตอนต้นคือเมืองแมนฮีมและกรุงเวียนนาโรงเรียนแมนฮีมจัดตั้งขึ้นโดย Johann Stamitz ซึ่งเป็นนักไวโอลิน และ เป็นผู้ควบคุม Concert ของ The Mannheimorchestra เขาเป็นผู้พัฒนาสไตล์ใหม่ของการประพันธ์ดนตรี (Composition) และ การเรียบ เรียงสำ หรับวงออร์เคสตรา (Orchestration)และยังพัฒนา The sonata principle in 1st movement of symphonies, second theme of Stamitz ตรงกันข้ามกับ 1st theme ซึ่ง Dramatic, striking หรือ Incisive (เชือดเฉือน) เขามักเพิ่มการแสดงออกที่เป็น ท่วงทำ นองเพลงนำ ไปสู่บทเพลงในซิมโฟนี การเปลี่ยนความดัง - ค่อย (Dynamic) อย่างฉับพลันในช่วงสั้น ๆ ได้รับการแสดงครั้งแรกโดย Manheim orchestra เขายังขยาย Movement scheme of symphony จากเร็ว-ช้า-เร็ว เป็น เร็ว – ช้า – minuet – เร็ว (minuet คือดนตรีบรรเลงเพื่อการเต้นรำ คู่ในจังหวะช้า 3 จังหวะ ) ใช้ครั้งแรกโดย GM Monn แบบแผนนี้กลายเป็นมาตรฐานในซิมโฟนีและ สตริงควอเตท (String quartet ) สมัยคลาสสิกนี้จัดได้ว่าเป็นสมัยที่มีการสร้างกฎเกณฑ์รูปแบบในทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับการประพันธ์เพลงซึ่งในสมัยต่อ ๆ มาได้นำ รูปแบบในสมัย นี้มาใช้และพัฒนาให้ลึกซึ้งหรือแปรเปลี่ยนไปเพลงในสมัยนี้เป็นดนตรีบริสุทธิ์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ เพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาเป็นเพลงซึ่งแสดงออก ถึงลักษณะของดนตรีแท้ ๆ มิได้มีลักษณะเป็นเพลงเพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวใด ๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีการใส่หรือ แสดงอารมณ์ของผู้ประพันธ์ลงในบทเพลงมากนัก ลักษณะของเสียงที่ดัง - ค่อย ค่อย ๆ ดัง และค่อย ๆ เบาลงดนตรีสไตล์เบา ๆ และสง่างาม ของโรโคโค (Rococo Period ) ซึ่งตรงข้ามกับสไตล์ที่เคร่งเครียดในสมัยบาโรก โดยปกติมันเป็น Lightly accompanied pleasing music ด้วย Phrasing ที่สมดุลย์กัน(JC Bach, Sammartini, Hasse, Pergolesi ) Galant เหมือนกับ โรโคโค (Rococo Period ) ในแนวคิดของ Heavy ornamentation แต่ต่างกันตรงที่ลักษณะดนตรีมีโครงสร้างและประโยคเพลงที่มีแบบแผนและรูปแบบที่มีความอ่อนไหวง่าย พยายาม แสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติ แทรกความโรแมนติกของศตวรรษที่ 19 เข้าไป จุดหมายเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีของ CPE Bach และ WF Bach ด้วย กษณะทั่ว ๆ ไปของการดนตรีในสมัยคลาสสิก โดยทั่วไปแล้วดนตรีคลาสสิกสามารถตีความหมายออกมาได้ คือ มองออกจากตัว (Objective) แสดงถึงการเหนี่ยวรั้งจิตใจทางอารมณ์ สละสลวย การขัดเกลาให้งดงามไพเราะ และสัมผัสที่ไม่ต้องการความลึกล้ำ นัก นอกจาก ความหมายดังกล่าวแล้วคลาสสิกยังมีความหมาย ที่อาจกล่าวไปในเรื่องของประมวลผลงานก็ได้ กล่าวคือ ผลงานทางดนตรี บทบรรเลงที่เห็น ได้ชัดว่ามีมากขึ้นกว่าผลงานทางการประพันธ์โอเปร่าและฟอร์มอื่น ๆ 9


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1. คริสโตฟ วิลลิบาล์ด กลุด (Christoph Willibald Gluck 1714-1798 เกิดเมื่อ วันที่ 2 กรกฎาคม 1714 ที่เมืองอีราสบาค (Erasbach) ใกล้กับเมืองไวเดนแวง (Weidenwang) ถึงแก่กรรมที่กรุงเวียนนา วันที่ 15 พฤศจิกายน 1787 เขาเกิดในบาวาเรีย จากบ้านตั้งแต่อายุ 14 ปี และอยู่ที่กรุงปร๊าคหลายปี เขาเดินทางและเรียนดนตรีในเวียนนาและอิตาลี เขา เริ่มคุ้นเคยกับสไตล์ของ Baroque opera และประพันธ์ หลายโอเปร่าในสไตล์ที่มีอยู่ทั่วไป ระหว่างปี1745 – 1760 เขาเดินทางทั่วยุโรปเพื่อสำ รวจโอเปร่าในขณะนั้น ด้วยความเป็นนักทฤษฎีพอ ๆ กับความเป็นนักประพันธ์ ในปี 1761เขาเห็นว่าสิ่งสำ คัญในบัลเล่ต์ (Ballet)และโอเปร่า (Opera) ควรเป็นเรื่องราวและอารมณ์ของผู้แสดงไม่ใช่กลอุบายในการกระตุ้นความ สนใจด้วยเล่ห์ ความโดดเด่นที่ผิด ๆ และเค้าโครงเรื่องประกอบมากมายซึ่งเป็นในแง่การค้าของสมัยบาโรก เขาตั้งใจแต่งโอเปร่าในปลายศตวรรษ ที่ 18 โดยยกเลิก Vocal virtuosity และทำ ให้เกิดดนตรีที่สนองความต้องการของการละคร (Drama) งานชิ้นแรกของเขาได้แก่โอเปร่า ที่เป็นที่ นิยมที่สุดคือ Premiered in Vienna ในปี 1762 ซึ่งเป็นพื้นฐานของ ศิลปะแบบคลาสสิกของกรีก โดย Orpheus ( เทพเจ้าออฟีอูส เป็นนัก ดนตรียิ่งใหญ่ที่สุดในเทพนิยายโบราณ กล่าวถึงการสูญเสียภรรยาสุดที่รักของเขาแก่โลกใต้พิภพ ) สาธารณะชนในเวียนนายังไม่ได้ยอมรับผลงาน ของเขาในขณะนั้นจนกระทั่งปี 1770 เขาย้ายไปปารีสตามคำ ขอร้องของเจ้าหญิงมารี อังตัวเนตต์ ( Marie Antoinette) ซึ่งเขาได้ประสบความ สำ เร็จกับโอเปร่าของเขา Orfeo and Eurydice, Alceste ในปี 1774 และ Iphigenie en Tauride ในปี 1779 ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และเป็น งานที่แข่งขันกันระหว่างกลุดกับพิชชินนี (Piccini 1728 –1800 ) ได้นำ ออกแสดงผลัดกันคนละหนเพื่อพิสูจน์ความดีเด่นกัน ในที่สุดกลุดก็ได้รับ ชัยชนะอย่างงดงาม พิชชินนีก็ยอมรับว่างานของกลุดชิ้นนี้ดีเยี่ยมจริง ๆ ทำ ให้สังคมส่วนรวมเกี่ยวกับโอเปร่าและนักวิจารณ์ยอมรับเขามากขึ้นซึ่ง งานของเขาเป็นที่นิยมมากในปารีสขณะนั้น ด้วยการแต่งโอเปร่าครั้งสุดท้ายของเขาในปี 1779 เขาไปที่เวียนนาที่ซึ่งเขาถูกเชิญให้เป็นนัก ประพันธ์ของราชสำ นักของจักรพรรดิ์โจเซฟที่ 2 เขาตายในปี 1787 ถึงแม้ว่าแนวดนตรีของเขาจะจบลงเมื่อเขาตาย แต่ Operatic reform ของ เขาได้เป็นแบบอย่างแก่นักประพันธ์รุ่นหลังต่อมาและมีอิทธิพลต่องานแสดงดนตรีบนเวทีของ Mozart, Berliozและ Wagner 2. ฟรานซ์ โจเซฟ ไฮเดิน (Franz joseph Haydn 1732-1809) ผู้ประพันธ์เพลงยิ่งใหญ่เกิดที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อโรห์เรา (Rohrau) อยู่ในภาคใต้ของออสเตรีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1732 ถึงแก่กรรมที่กรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 1809เขาเป็นบุตรคนที่ 2 ในจำ นวน 12 คนของครอบครัว ชาวนายากจนที่รักดนตรี เมื่อเขาอายุได้ 8 ปี เขาได้เป็นนักร้องในวงประสานเสียงของโบสถ์เซนต์ สติเฟน ( St Stephen) แห่งเวียนนา หลังจาก อยู่ที่นั่น 9 ปีในปี 1749 เขาออกจากที่นั่นเพราะเสียงแตกเขาไม่มีเงินไม่มีบ้านเขาเลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลง เล่นฮาร์ปสิคอร์ด (Harpsichord) และสอนดนตรี ตลอดเวลาเขาฝึกหัดและเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องเขาเริ่มแต่งเพลงและได้เป็นผู้นำ วงออร์เคสตราของเคานต์ มอร์ซิน (Count Morzin of Bohemia) ซิมโฟนีชิ้นแรกของเขานำ ไปสู่การรับรองในปี 1761 ต่อจากนั้นไฮเดินก็ต้องออกมา อยู่กับเจ้าชายปอล แอนตัน อีสเตอร์ฮาซี่ (Prince Paul anton Esterhazy) เขาทำ งานกับ ตระกูลอีสเตอร์ฮาซี่เป็นเวลา 30 ปี โดยความเป็น จริงเป็นเหมือนคนรับใช้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี เขาได้ประพันธ์ซิมโฟนี โอเปร่าและเชมเบอร์ มิวสิกเป็นจำ นวนมากเขามีชื่อเสียงมากในยุโรปด้านดนตรี เขาพบ Mozart ตอนเด็ก ๆ ในปี 1781 และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันและชื่นชมในดนตรีของกันและกันมาก 3. โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart 1756-1791) ผู้ประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งในสมัยคลาสสิกเป็นชาว ออสเตรีย กำ เนิดในครอบครัวนักดนตรี เมืองซาลส์บวร์ก(Salzbutrg) เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1756 ถึงแก่กรรมที่ เวียนนา วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1791 และมีชื่อเสียงในงานประพันธ์ดนตรีประเภทซิมโฟนีเชมเบอร์ มิวสิก และโอเปร่าเมื่อเขาอายุ 4 ปี เขาสามารถเรียนดนตรีได้ครั้งละครึ่งชั่วโมงเมื่ออายุ 5 ปี เขาสามารถเล่นคลาเวียร์ ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเขียน ซิมโฟนีชิ้นแรกเมื่อเขาอายุ 8 ปี เขาเดินทางทั่วยุโรปกับพ่อของเขาชื่อ เลโอโปลด์ โมสาร์ท (Leopard Mozart 1719 –1787) ซึ่งเป็นนักไวโอลิน และบางครั้งเป็นนักประพันธ์เพลงและเป็นผู้กำ กับนักร้องประสานเสียงหรือวงออร์เคสตรา ในราชสำ นักของ อาร์ชบิชอพที่ซาลส์บวร์ก(Archbishop of Salzburg) ทักษะทางคนตรีของเขาได้ปรากฏต่อ ราชสำ นักครั้งแรกที่เมืองมิวนิคในปี1762 และปรากฏต่อสาธารณะชนในระหว่างอายุ 7ถึง 15 ปี เขาใช้เวลาครึ่งหนึ่งในชีวิตในการเดินทางท่อง เที่ยวไปเขาจึงซึมซับและเรียนรู้สำ นวนดนตรีของยุโรปอย่างหลากหลาย สะสมจนเป็นสไตล์ของตัวเอง 10


บทที่ 5 ดนตรีสมัยโรแมนติก ( เป็นยุคระหว่าง ค.ศ. 1825 – 1900 ) ความหมายของคำ ว่า “โรแมนติก” กว้างมากจนยากที่จะหานิยามสั้น ๆ ให้ได้ ในทางดนตรีมักให้ความหมายว่า ลักษณะที่ตรงกันข้ามกับดนตรีคลาสสิก กล่าวคือ ขณะที่ดนตรีคลาสสิกเน้นที่รูปแบบอันลงตัวแน่นอน (Formality)โรแมนติกจะเน้นที่เนื้อหา(Content) คลาสสิกเน้นความมีเหตุผลเกี่ยวข้องกัน (Rationalism)โรแมน ติกเน้นที่อารมณ์ (Emotionalism) และคลาสสิกเป็นตัวแทนความคิด แบบภววิสัย(Objectivity) โรแมนติกจะ เป็นตัวแทนของอัตวิสัย (Subjectivity) นอกจากนี้ยังมีคำ นิยามเกี่ยวกับดนตรีสมัยโรแมนติก ดังนี้ - คุณลักษณะของการยอมให้แสดงออกได้อย่างเต็มที่ซึ่งจินตนาการ อารมณ์ที่หวั่นไหว และความรู้สึกทางใจ - ในดนตรีและวรรณกรรม หมายถึง คำ ที่ตรงกันข้ามกับคำ ว่า “Classicism” เสรีภาพที่พ้นจากการเหนี่ยว รั้งทางจิตใจ หรือจารีตนิยมเพื่อที่จะกระทำ การในเรื่องใด ๆ สมัยโรแมนติกเริ่มต้นขึ้นในตอนต้นของศตวรรษที่ 19แต่รูปแบบของดนตรีโรแมนติกเริ่มเป็นรูปแบบ ขึ้นในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 แล้วโดยมีเบโธเฟนเป็นผู้นำ และเป็นรูปแบบของเพลงที่ยังคงพบเห็นแม้ใน ศตวรรษที่ 20 นี้ สมัยนี้เป็นดนตรีที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของ ผู้ประพันธ์อย่างมาก ผู้ประพันธ์เพลงใน สมัยนี้ไม่ได้แต่งเพลงให้กับเจ้านายของตนดังในสมัยก่อน ๆ ผู้ประพันธ์เพลงแต่งเพลงตามใจชอบของตน และขาย ต้นฉบับให้กับสำ นักพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ ลักษณะดนตรีจึงเป็นลักษณะของผู้ประพันธ์เอง 1. คีตกวีสมัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด อย่างมีอิสระ ไม่จำ เป็น ต้องสร้างความงามตามแบบแผนวิธีการและไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใดทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้อยู่ในความอุป ภัมภ์ของโบสถ์ เจ้านาย และขุนนางเช่นคีตกวีสมัยคลาสสิกอีกต่อไป 2. ใช้อารมณ์ และจินตนาการเป็นปัจจัยสำ คัญในการสร้างสรรค์ผลงาน 3. ลักษณะที่เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธิชาตินิยม” (Nationalism) 4. ลักษณะที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธินิยมเยอรมัน” (Germanism) 5. ลักษณะภายในองค์ประกอบของดนตรีโดยตรง 5.1 ทำ นอง ลีลาและบรรยากาศของทำ นองเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมีแนวเหมือน แนวสำ หรับขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่จำ กัด 5.2 การประสานเสียง โครงสร้างของคอร์ดและลำ ดับการใช้คอร์ด มีเสรีภาพมากขึ้นการใช้คอร์ด 7 คอร์ด 9 อย่างมีอิสระ และการย้ายบันไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทที่สำ คัญ 5.3 ความสำ คัญของเสียงหลัก (Tonality) หรือในคีย์ยังคงมีอยู่ แต่เริ่มคลุมเครือหรือเลือนลางไปบ้าง เนื่องจากบางครั้งมีการเปลี่ยนบันไดเสียงออกไปใช้บันไดเสียงที่เป็นญาติห่างไกลบ้าง หรือ Chromatic Modulation 5.4 พื้นผิว ในสมัยนี้โฮโมโฟนียังคงมีความสำ คัญมากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์ 5.5 ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมัยนี้ได้รับการเน้นให้ชัดเจนทั้งความดัง และความเบาจน เป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง 11


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1..จิอะซิโน รอสชินี (Gioacchino Rossini,1792-1868) ผู้ประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1792 ที่เมืองเปซาโร (Pesaro) เรียนดนตรีครั้งแรกกับพ่อและแม่ ซึ่งพ่อเป็นผู้เล่นฮอร์น และทรัมเปต ส่วนแม่เป็นนักร้องที่มีเสียงใสต่อมาจึงได้เรียนการประพันธ์ดนตรีแบบเคาน์เตอร์พอยท์ อย่างจริงจัง กับTesei และ Mattei ที่เมืองโบโลญา (Bolongna) รอสชินีมีชื่อเสียงจากการประพันธ์โอเปร่า และโอเปร่าชวนหัวมีแนวการแต่งเพลงแบบ ค่อย ๆ พัฒนาความสำ คัญของเนื้อหาดนตรีทีละน้อยไปจนถึงจุดสุดยอดในที่สุด ผลงานที่มีชื่อเสียง ผลงานโอเปร่าของรอสชินีได้แก่ La Scala di Seta, La Gazza Ladra, La Cenerentola, Semiramide, The Baber of Seville และ William Tell 2. ฟรานช์ ชูเบิร์ท (Franz Schubert,1797-1828) ผู้ประพันธ์เพลงชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ 1797 มีชีวิตอยู่ในเวียนนาจนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1828 พ่อชื่อฟรานช์ ธีโอดอร์ ชูเบิร์ท (Franz Theodor Schubert) แม่ชื่อมาเรีย เอลิซาเบ็ธ วิทซ์ (Maria Elisabeth Vietz) พ่อมี อาชีพเป็นครูและเป็นนักเชลโลสมัครเล่นที่มีฝีมือดีคนหนึ่งและพ่อเป็นคนแรกที่เป็นผู้ปลูกฝังนิสัยทางดนตรีให้แก่ชูเบิร์ทขณะที่ชูเบิร์ทมีอายุได้ 5 ขวบ พ่อก็เริ่มสอนวิชาเบื้องต้นให้ พออายุได้ 6 ขวบ ก็เข้าโรงเรียนประถมที่พ่อของเขาสอนอยู่ และก็ได้เริ่มฝึกหัดเปียโนบ้างเมื่ออายุ 8 ขวบพ่อก็สอนไวโอลิน และทำ การฝึกซ้อมให้อย่างสม่ำ เสมอ ในไม่ช้าเขาก็สามารถเล่นเพลงดูเอท (Duet) อย่างง่าย ๆ ได้อย่างดี ตลอดช่วง ชีวิตสั้น ๆ ของชูเบิร์ทเพียง 31 ปี แทบไม่เคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้ประพันธ์เพลงแต่อย่างใดเขาได้ทิ้งผลงาน ซิมโฟนี 8 เพลง สตริงควอ เตท 19 เพลงเปียโนโซนาต้า 21 เพลง และอื่น ๆ อีกกว่า 600 ผลงานที่มีชื่อเสียง Symphony No.5 in B flat:First movement 1816, Great C Major Symphony, Unfinished Symphony (ชูเบิร์ทยัง ประพันธ์ไม่เสร็จเพราะถึงแก่กรรมก่อน), String Quartet No. 13 in A minor : Second movement 1823, Rosam under : incidentat Music(ใช้ประกอบการแสดงบัลเลย์) 3. เฮกเตอร์ เบร์ลิโอส (Hector Berlioz,1803-1869) ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส เกิดใกล้เมืองลีอองส์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1803 เป็นผู้หนึ่งที่พัฒนารูปแบบของดนตรีโรแมน ติกหลังจากที่เบโธเฟนบุกเบิกไว้ เบร์ลิโอสเกิดมาในตระกูลผู้มีอันจะกินพ่อเป็นแพทย์เบร์ลิโอสเริ่มหัดเป่าขลุ่ยในวัย 12 ขวบ โดยมีพ่อเป็นครู คนแรก และต่อมาก็จ้างครูคนอื่น ๆ มาสอนครูคนล่าสุดซึ่งสอนกีต้าร์อยู่ไม่นานก็บอกกับพ่อว่าเขาเล่นได้ดีกว่าตัวคนสอนเสียอีก ตัวพ่อเองไม่ อยากให้เขาเรียนเปียโน เพราะไม่อยากให้เบร์ลิโอสจริงจังกับดนตรีมากเกินไปซึ่งจะทำ ให้ผิดเป้าหมายของพ่อที่ต้องการให้เขาเรียนหมอ บ่อย ครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองขาดความสามารถในทางคีย์บอร์ดไปซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้ทำ ให้เขาไม่มั่นใจในการประพันธ์เพลงแต่ต่อมาเขาก็ พยายามหาความรู้จนสามารถทำ ได้ดี (ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์, 2535 :94) ชีวิตที่หักเหจากเขาได้ไปเรียนแพทย์ตามที่พ่อต้องการได้ไม่นานเบร์ลิโอสไม่ได้มีความสนใจเรียนหมอเลยนอกจากสนใจอยู่กับสมุด โน้ตดนตรีเพียงอย่างเดียว เขาจึงเรียนไปไม่ตลอด เขาตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมุ่งสู่โลกแห่งดนตรีอย่างจริงจัง แม้ชื่อเสียงจะยังไม่เป็นที่รู้จักกัน ทั่วไปแต่เขาก็รู้สึกว่าตนมีชีวิตแนบแน่นกับดนตรี ผลงานที่มีชื่อเสียง Symphonic fantastique : First movement 1830(เป็นซิมโฟนีที่แต่งขึ้นจากความชอกช้ำ ที่ถูกปฏิเสธความรัก), Harold in Italy : Pilgrims'March 1834, Dramatic Symphony 1838 ,Roman Carnival 1844,Hungarian March 1848,The Pirate 1854 12


นตอนปลายของศตวรรษที่ 19 จนถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 20 (1890-1910) ซึ่งอยู่ในช่วงของสมัยโรแมนติก ได้มีดนตรีที่ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเดอบุสชีผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศสดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกก่อให้เกิดความประทับใจและแตกต่าง จากดนตรีโรแมนติกซึ่งก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ลักษณะทั่ว ๆไปของดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกนั้นเต็มไปด้วยจินตนาการ ที่เฟื่องฝัน อารมณ์ที่ล่องลอยอย่างสงบ และความนิ่มนวลละมุนละไมในลีลา ผู้ฟังจะรู้สึกเสมือนว่าได้สัมผัสกับ บรรยากาศตอนรุ่งสางในกลุ่มหมอกที่มีแสงแดดอ่อน ๆ สลัว ๆ ถ้าจะกล่าวถึงในด้านเทคนิค ดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกได้เปลี่ยนแปลงบันไดเสียงเสียใหม่แทนที่จะเป็นแบบเดียโทนิค (Diatonic) ซึ่งมี 7 เสียงอย่างเพลง ทั่วไปกลับเป็นบันไดเสียงที่มี 6 เสียง (ซึ่งระยะห่างหนึ่งเสียงเต็มตลอด) เรียกว่า “โฮลโทนสเกล” (Whole – tone Scale) นอกจากนี้คอร์ดทุกคอร์ดยังเคลื่อนไปเป็นคู่ขนานที่เรียกว่า “Gliding Chords” และส่วนใหญ่ของบทเพลงจะใช้ลีลาที่เรียบ ๆและนุ่มนวล เนื่องจากลักษณะของบันไดเสียงแบบเสียงเต็มนี้เองบางครั้งทำ ให้เพลงในสมัยนี้มีลักษณะลึกลับไม่กระจ่างชัด ลักษณะของความรู้สึกที่ได้ จากเพลงประเภทนี้จะเป็นลักษณะของความรู้สึกเดอบุสชี ได้กล่าวถึงลักษณะดนตรีสไตล์อิมเพรส ชั่นนิสติกไว้ว่า…“สำ หรับดนตรีนั้น ข้าพเจ้าใคร่จะให้มีอิสระ ปราศจากขอบเขตใด ๆ เพราะในสไตล์นี้ดนตรีก้าวไปไกลกว่า ศิลปะแขนงอื่น ๆไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ มาบังคับให้ดนตรีต้องจำ ลองธรรมชาติออกมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ดนตรีนี้แหละจะ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับจินตนาการที่เร้นลับมหัศจรรย์บางอย่างออกมาเอง” บทที่ 6 ดนตรีสมัย อิมเพรสชั่นนิสซึม ( เป็นยุคระหว่าง ค.ศ. 1850 – 1930 ) 13


ประวัติผู้ประพันธ์เพลง 1.คลอด เดอบุสซี (Claude,Debussy,1862-1918) ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส เกิดที่ St.Germain – en – Laye เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 1862มีชีวิตอยู่ในปารีสเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่ม เรียนเปียโนกับมาดาม Maute de Fleurville ลูกศิษย์ของโชแปง (Frederic Chopin) ต่อมาได้เรียนดนตรีในสถาบันดนตรีปารีส เขาเป็นคนที่มีความสงสัยในกฎเกณฑ์ทฤษฎีต่าง ๆ ที่สถาบันสอนให้อยู่เสมอ เวลาทำ แบบฝึกหัดก็มักฝ่าฝืนกฎทุก ๆ ครั้ง เดอบุสซีใช้การประสานเสียงที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองจากการที่เดอบุสซีมีความประทับใจในสิ่งต่าง ๆ เขาสามารถนำ เข้า มาใช้กับดนตรีเป็นความประทับใจที่เศร้าซึม เหมือนฝันและเต็มไปด้วยบรรยากาศต่าง ๆ ผลงานที่มีชื่อเสียง - Nocturnes : Holidays 1899 เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นจากความประทับใจในเมฆ - Sirens เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นจากความประทับใจนกในนิยายกรีก - Clair de lune (Moon light) 1905 เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นจากความประทับใจในแสงจันทร์ - The sea (la mer)1905 เป็นเพลงที่ประพันธ์ขึ้นจากความประทับใจในทะเล เดี๋ยวราบสงบหรือพริ้วเป็นระลอก ไม่ได้เขียนเพื่อบรรยายภาพทะเล 2. มอริส ราเวล (Maurice Ravel,1875-1937) เกิดวันที่ 7 มีนาคม 1875 ที่ Ciboure ใกล้กับ St.Jean de Luz ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเกือบติดเขตแดนสเปญ เริ่มเรียนเปียโน ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เรียน การประสานเสียงอายุ11 ขวบและเข้าศึกษาในสถาบันดนตรีแห่งปารีส (Paris Conservatory) อายุ 14 ขวบเป็นเพื่อนกับเดอบุสซี ราเวลมักถูกนำ ไปเปรียบเทียบกับเดอบุสซีอยู่บ่อย ๆ แต่อันที่จริงแล้วดนตรีของทั้งสองต่างกันมากในสิ่ง ที่เรียกว่า “สไตล์” ถึงแม้ว่าราเวลจะถูกจัดว่าเป็นคีตกวีในสมัยอิมเพรสชั่นคนหนึ่ง แต่ดนตรีของเขามีสีสันไปทางคลาสสิกมากกว่า อย่างไรก็ตามราเวลก็มีชีวิตอยู่ระหว่างปลายสมัยดนตรีอิมเพรสชั่น กำ ลังเติบโตเต็มที่คนหนึ่งชีวิตส่วนตัวของราเวลเขาไม่เคยแต่งงานเลยทั้ง ๆ ที่พบปะคุ้นเคยกับสตรีมากมายเช่นเดียว กับเกิร์ชวินซึ่งก็ไม่ได้แต่งงานเหมือนกัน ราเวลเป็นคนร่างเล็ก แต่งตัวดีอย่างไม่มีที่ติแต่ชีวิตของเขาไม่ฟู่ฟ่า มีนิสัยชอบสันโดษอย่าง มาก สำ หรับเขา “ความสำ เร็จ” กับ “อาชีพ” ดูเหมือนว่าจะคนละอย่างกัน ยิ่งประชาชนเพิ่มความนิยมชมชอบเขามากเท่าไรแต่ เขากลับทำ ตัวธรรมดามากขึ้น เขาสร้างดนตรีเพราะต้องทำ ไม่เคยสร้างดนตรีเพราะต้องการความก้าวหน้าหรือเพื่อหาเงิน ไม่มี ความเป็นนักธุรกิจเลยแม้แต่น้อยไม่ต้องการแม้แต่จะหาลูกศิษย์สอนเพื่อจะได้เงิน เขามีรายได้จากงานประพันธ์และการแสดงดนตรี แค่พอมีชีวิตอยู่อย่างสบาย ๆพอประมาณเท่านั้นลักษณะเด่นของราเวล คือ การเรียบเรียงเสียงประสานสำ หรับวงออร์เคสตรา ผลงานที่มีชื่อเสียง - Pavane for a Dead Princess 1899 ดนตรีหวานซึ้งราบเรียบนุ่มนวลชวนฟังให้จิตใจสงบ - String Quartet 1903, Introduction and Allegro 1905 - Daphnis et Chloe : Suite No. 2 1909-12, - The Waltz 1920, - Bolero 1928 ทำ นองแบบสเปนดนตรีเริ่มจากเบาที่สุด แต่ละท่อนไม่ยาวเกินไป ใช้สีสัน ของเสียงจากการเปลี่ยนเครื่องดนตรี ให้ความรู้สึกค่อนข้างเย้ายวนและร้อนแรงในช่วงท้าย 14


บทที่ 7 ดนตรีสมัย คอนเทมพอลารี (ยุคระหว่าง ค.ศ. 1930 – ปัจจุบัน ) เริ่มจากปี ค.ศ. 1900 จนถึงปัจจุบัน ดนตรีในยุคนี้มีความหลากหลายมาก เนื่องจากสภาพสังคมที่เป็นอยู่ คีตกวีพยายามที่จะสร้างองค์ความรู้ ใหม่ขึ้นมา มีการทดลองการใช้เสียงแบบแปลกๆ การประสาน ทำ นองเพลงมีทั้งรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม่ คีตกวีเริ่มเบื่อและรู้สึกอึดอัดที่จะ ต้องแต่งเพลงไปตามกฎเกณฑ์ ที่ถูกบังคับ โดยระบบกุญแจหลักและบันไดเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์ จึงพยายามหาทางออกต่างๆ กันไป มีการ ใช้เสียงประสานอย่างอิสระ ไม่เป็นไปตามกฎของดนตรี จัดลำ ดับคอร์ดทำ ตามความต้องการของตน ตามสีสันของเสียงที่ตนต้องการ ทำ นองไม่มี แนวที่ชัดเจนรัดกุม เหมือนทำ นองยุคคลาสสิค หรือโรแมนติค ฟังเพลงเหมือนไม่มีกลุ่มเสียงหลัก ในครึ่งหลังของสมัยนี้ การดนตรีรุดหน้าไป อย่างไม่ลดละ นอกจากมีการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ทางด้านทฤษฎีแล้ว ยังมีการใช้เครื่องไฟฟ้าเข้ามาประกอบด้วย เช่น มีการใช้เสียงซึ่งทำ ขึ้นโดย ระบบไฟฟ้า เป็นสัญญาณเสียงในระบบอนาล็อกหรือดิจิตอล หรือใช้เทปอัดเสียงในสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาเปิดร่วมกับดนตรีที่แสดงสดๆ บนเวที และเสียงอื่นๆ อีกมากยุคนี้จึงเป็นสมัยของการทดลองและบุกเบิก หลังจากดนตรีสมัยโรแมนติกผ่านไป ความเจริญในด้านต่าง ๆ ก็มีความสำ คัญและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ความเจริญทางด้านการ ค้าความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ การขนส่ง การสื่อสาร ดาวเทียม หรือ แม้กระทั่งทางด้านคอมพิวเตอร์ ทำ ให้แนวความคิดทัศนคติของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปและแตกต่างจาก แนวคิดของคนในสมัยก่อน ๆ จึงส่งผลให้ดนตรีมีการพัฒนาเกิดขึ้น หลายรูปแบบ คีตกวีทั้งหลายต่างก็ได้พยายามคิดวิธีการแต่งเพลง การสร้างเสียงใหม่ ๆ รวมถึงรูปแบบการบรรเลงดนตรี เป็นต้น จากข้างต้นนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปแบบของดนตรีในสมัยศตวรรษที่ 20 ความเปลี่ยนแปลงในทางดนตรีของคีตกวีในศตวรรษนี้ก็คือ คีตกวีมีความคิดที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ แสวงหาทฤษฎีใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับ ความคิดสร้างสรรค์กับสิ่งใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของดนตรีที่มีหลายรูปแบบนอกจากนี้ยังมีการใช้บันไดเสียงมากกว่า 1 บันไดเสียงในขณะ เดียวกันที่เรียกว่า “โพลีโทนาลิตี้” (Polytonality) ในขณะที่การใช้บันไดเสียงแบบ 12 เสียง ที่เรียกว่า “อโทนาลิตี้” (Atonality) เพลง จำ พวกนี้ยังคงใช้เครื่องดนตรีที่มีมาแต่เดิมเป็นหลักในการบรรเลง ลักษณะของบทเพลงในสมัยศตวรรษที่ 20 ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ไม่อาจที่จะคาดคะเนได้มากนัก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามความเจริญก้าวหน้าทาง ด้านเทคโนโลยี การเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม คนในโลกเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น (Globalization) โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต (Internet) ใน ส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีในศตวรรษนี้มีความซับซ้อนมากขึ้นมา ตรฐานของรูปแบบที่ใช้ในการประพันธ์และการทำ เสียงประสานโดยยึด แบบแผนมาจากสมัยคลาสสิก ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับ ดนตรีอีกลักษณะคือ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาเพื่อบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอีเลคโทรนิ ค ซึ่งเสียงเกิดขึ้นจากคลื่นความถี่จากเครื่องอิเลคโทรนิค (Electronic) ส่งผลให้บทเพลงมีสีสันของเสียงแตกต่างออกไปจากเสียงเครื่องดนตรีประเภทธรรมชาติ (Acoustic) ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การ จัดโครงสร้างของดนตรียังคงเน้นที่องค์ประกอบหลัก 4 ประการเหมือนเดิม กล่าวคือระดับเสียงความดังค่อยของเสียง ความสั้นยาวของโน้ต และสีสันของเสียง 15


บทที่ 8 ดนตรีในอยาคต ในปัจจุบัน AI เริ่มเข้ามามีบทบาทกับการดำ เนินชีวิตและเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งรอบตัวของมนุษย์มากขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่เฉพาะแต่การนำ เอา เทคโนโลยีที่ถูกขนานนามว่า ‘เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต’ มาใช้เพื่อพัฒนาระบบการทำ งานหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำ สมัยมากมาย AI ยังถูก นำ เอามาใช้เพื่อสร้างสรรค์ความบันเทิงในหลายรูปแบบให้กับมนุษย์เรามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในสื่อบันเทิงอย่างดนตรีและเสียงเพลงก็นับได้ว่าเป็นอีกศาสตร์ที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้และถูกนำ มาใช้ประโยชน์เพื่อ สร้างสรรค์ผลงานโดยปราศจากแรงงานของมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน และก็แน่นอนว่ามีผลงานหลายชิ้นจากฝีมือของ AI ที่ทำ ให้ผู้ฟังสามารถ เพลิดเพลินไปกับท่วงทำ นองเหล่านั้นได้ไม่ยากจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อยว่าวันหนึ่งเจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้จะเข้ามาทดแทนมนุษย์ ในด้านของงานดนตรีด้วยเช่นกัน ความแตกต่างของมนุษย์และ AI ก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะถึงนวัตกรรมที่ฉลาดล้ำ นี้จะสามารถเรียนรู้ฐานข้อมูลนับร้อยนับพันเพื่อใช้ในการ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาสักชิ้น แต่มนุษย์เรากลับสามารถใช้จิตวิญญาณและความรู้สึกในการถ่ายทอดเรื่องราวและท่วงทำ นองทางดนตรี ออกมาสู่ผู้ฟังได้อย่างล้ำ ลึก เกินกว่าที่ปัญญาประดิษฐ์จะสัมผัสได้ ดังนั้นสเน่ห์และเอกลักษณ์ของวิชาชีพทางการดนตรีจึงเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์แห่งการสื่อสารระหว่างมนุษย์เราที่สามารถเข้าใจและรู้สึกร่วม กันได้ AI หรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้านั้น ก็จะเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะทำ ให้มนุษย์เราสามารถใช้ประโยชน์จากความทันสมัยเพื่อสร้างสิ่งใด ก็ตามขึ้นมาได้อย่างสะดวกสบายมากและรวดเร็วมากขึ้น เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกวิธีและไม่หลงลืมความเป็นตัวตนของเราไปด้วยนั่นเอง นาย ชลนทีใจเพชรเจิญ 6412109010 กลุ่ม 1 16


Click to View FlipBook Version