ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย
ยงยุทธ ชูแวน: เขียน
ราคา 495 บาท
ขอมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแหงชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ยงยุทธ ชูแวน.
ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุป, 2562.
496 หนา.
1. ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย. I. ชื่อเรื่อง.
959.3
ISBN 978-616-301-701-7
©
©ขอความในหนังสือเลมนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกสวนใดๆ ในหนังสือเลมนี้ไปเผยแพรไมวาในรูปแบบใดตองไดรับอนุญาตจากเจาของลิขสิทธิ์กอน
ยกเวนเพื่อการอางอิง การวิจารณ และประชาสัมพันธ
©ªบรรณาธิการอำนวยการ : คธาวุฒิ เกนุย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ผูชวยบรรณาธิการบริหาร : วาสนา ชูรัตน
บรรณาธิการเลม : พิเชฐ แสงทอง
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา ดารียา ครโสภา
เลขากองบรรณาธิการ : อรทัย ดีสวัสดิ์
พิสูจนอักษร : ปานอรุณ ชัยลักษณ
รูปเลม : Evolution Art
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
ผูอำนวยการฝายการตลาด : นุชนันท ทักษิณาบัณฑิต
ผูจัดการฝายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผูจัดการทั่วไป : เวชพงษ รัตนมาลี
จัดพิมพโดย : บริษัท ยิปซี กรุป จำกัด เลขที่ 37/145 รามคำแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร. 0 2728 0939 ตอ 108
www.gypsygroup.net
พิมพที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จำกัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดจำหนาย : บริษัท ยิปซี กรุป จำกัด โทร. 0 2728 0939
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID : @gypzy
ขอบคุณภาพปกจาก:
https://2017.sadoodta.com/info//ชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง-วัดภูมินทร
http://www.yaikintiew.com/blogs/227
http://51010611081weerayut.blogspot.com/2011/12/blog-post.html
https://xn--v3cdwa6co.com/ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังวั-5/
สนใจสั่งซื้อหนังสือจำนวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำนักพิมพลดราคาพิเศษ ติดตอ โทร. 0 2728 0939
ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหา และเส้นทางสู่อนาคต
่
ประวัติศาสตร์ท้องถินไทย
Rescue A Thai Local History
ยงยุทธ ชูแว่น
�
�
�
คานาสานักพิมพ์
ในแวดวงประวัติศาสตร์ท้องถ่นและประวัติศาสตร์ภาคใต้ นาม “ยงยุทธ ชูแว่น”
ิ
ู
้
้
ั
ุ
่
็
่
ุ
ี
ิ
้
ิ
้
ู
็
ึ
ี
ั
้
คงจะเปนทคนหคนตาของนกศกษา นกวชาการ ตลอดจนผสนใจงานวชาการดานนเปนอยาง
ดี เนื่องจากท่านสร้างสรรค์ผลงานมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 จนถึง
ั
ปัจจุบัน งานของท่านครอบคลุมท้งอดีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ ปัตตาน
ี
ึ
ยุคประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง ไล่ข้นมาจนถึงประวัติศาสตร์สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนกลางคือ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ซึ่ง
นักวิชาการและนักพัฒนารู้จักกันดีในนาม “ชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา”
ั
ึ
ี
นอกจากน้นกว่าคร่งชีวิตของท่านท่มีบทบาทเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์อยู่ท ี ่
มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว จังหวัดนครปฐม ท่านยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ระดับปริญญาโท ผลักดันนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ ขึ้นประดับวงการอีกมากมาย แม้กระทั่งเมื่อ
เกษียณราชการออกมาที่ต�าแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ก็ยังคงท�างานด้านวิชาการอยู่อย่าง
ั
ต่อเน่อง ท้งยังเป็นผู้ประสานงานโครงการวิจัยของสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
�
ื
(สกว.) ส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการรุ่นใหม่ไม่ได้ขาด หนังสือเล่มน้ถือเป็นประจักษ์-
ี
ี
พยานของการทางานอย่างต่อเน่องดังกล่าว เหตุท่กล่าวเช่นน้ก็เพราะหนังสือหนาเกิน
ี
ื
�
คร่งพันหน้าเล่มน้เปรียบเสมือนบทบันทึกหรือจดหมายเหตุบนเส้นทางของการสอนและการ
ี
ึ
ั
ื
ิ
ี
วิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นของไทยโดยภาพรวมน่นเอง ด้วยเน้อหาของหนังสือเล่มน้สมบูรณ์
ด้วยการสารวจความเป็นมา สถานภาพของการศึกษา กระแส เอกลักษณ์ จุดเด่น ตลอดจน
�
ี
ิ
ี
�
แสดงรายละเอียดทุกแง่มุมท่เคยเกิดข้นในแวดวงประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย ท่สาคัญท่านยัง
ึ
ี
ได้บ่งช้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแนวศึกษาท้องถ่นภายใต้บริบทของความเปล่ยนแปลงของ
ิ
ี
สังคมเอาไว้อย่างโดดเด่นและครอบคลุม จนเราอาจจะยกย่องให้ผลงานของท่านเล่มนี้เป็น
ั
่
ั
ี
ื
ิ
่
ี
ั
ิ
มาสเตอร์พซท่แวดวงการศึกษาประวตศาสตร์ท้องถนไทยจะต้องมเพอประดบช้นและห้อง
ี
หนังสือของทุกคนและทุกสถาบันก็กล่าวได้
�
้
�
ั
สานักพิมพ์ยิปซีได้รับเกียรติและความไว้วางใจให้ตีพิมพ์หนังสือเล่มน้ซาอีกคร้ง
ี
�
ั
หลังจากท่สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเคยเผยแพร่มาแล้วคร้งหน่งเม่อกว่า 10 ปีก่อน
ื
ี
ึ
ึ
ั
ี
แน่นอนว่าในช่วงกว่า 10 ปีระหว่างการพิมพ์ 2 คร้งน้ย่อมเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ข้น
ิ
ึ
�
ื
จนทาให้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นขยับเคล่อนออกไปอีก ซ่งรองศาสตราจารย์
ยงยุทธ ชูแว่น ก็ได้ปรับปรุง เพิ่มเติมข้อมูล ที่ขยับเคลื่อนออกไปเพื่อให้ครอบคลุมระยะ
ี
เวลาท่เป็นปัจจุบันสมัยท่สุด แม้ว่าอาจจะไม่ขยับขยายมาจนถึงปีปัจจุบันก็ตาม ในนามผู้จัด
ี
ี
ี
ี
ั
�
พิมพ์ สานักพิมพ์ยิปซีจึงม่นใจว่าผู้อ่านจะได้ด่มดากับคุณค่าท่สมบูรณ์ท่สุดของหนังสือท่เรา
�
่
ื
ได้คัดสรรน�าเสนอแก่ผู้อ่านเล่มนี้
ด้วยมิตรภาพ
ส�านักพิมพ์ยิปซี
�
คานา
�
ั
ี
(สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในการพิมพ์คร้งท่ 1)
�
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้าง
องค์ความรู้ เครือข่าย และบุคลากรด้าน “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” มามากกว่าทศวรรษ โดย
รองศาสตราจารย์ยงยุทธ ชูแว่น เป็นนักวิจัยรุ่นแรกที่ท�างานร่วมกับ สกว. และต่อมาได้
ั
ิ
ิ
ั
ู
ุ
่
ี
ผนตวไปเป็นผ้ประสานงานชดโครงการประวตศาสตร์ท้องถนภาคใต้ จนเรยกได้ว่าเป็นผ้ ู
ั
คร�่าหวอดในแวดวงประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อสะสมทุนความรู้ และประสบการณ์ใน
การพัฒนาและเขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย” เล่มนี้
รองศาสตราจารย์ยงยุทธได้ทุ่มเทเวลาในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ส�าหรับการเขียนและ
�
ื
ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพ่อให้ตาราประวัติศาสตร์มีความสมบูรณ์มากท่สุด สามารถจุด
ี
�
ประกาย ตลอดจนเป็นแหล่งอ้างอิงและสืบค้นสาคัญสาหรับผู้สนใจท่จะเรียนรู้ และสามารถ
ี
�
เป็นผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนของตนได้อย่างรู้เท่าทัน
ี
สกว.รู้สึกยินดีเป็นอย่างย่งท่ได้เป็นส่วนหน่งในการสนับสนุนการเผยแพร่หนังสือ
ึ
ิ
ี
ิ
�
ื
ี
เล่มน้ เพราะเช่อม่นเป็นอย่างย่งว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เป็นวิธีวิทยาท่สาคัญมากวิธ ี
ั
ิ
หนึ่งส�าหรับการท�างานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ และเป็นพลังที่ส�าคัญยิ่งในการเรียนรู้ที่ไป
ี
ท่มาของตนเอง ทาให้รู้ปัจจุบันและสามารถใช้ในการกาหนดและเลือกทางเดินของตนเอง
�
�
ในอนาคตได้ เช่นเดียวกันกับที่เชื่อมั่นว่า “กระบวนการสร้างประวัติศาสตร์” จะก่อให้เกิด
สานึกรักบ้านเกิด รักศักด์ศรีและอัตลักษณ์ในความเป็นรากเหง้าของตนและชุมชนของ
ิ
�
ตนเองได้อย่างแยบยล
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
�
�
ี
ั
คานาผู้เขียน (ในการพิมพ์คร้งท่ 2)
หนังสือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยส�านักงาน
กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนในการค้นคว้าน้น คร้นเวลาล่วงเลยมา
ั
ั
หลายปี บัดนี้ก็ไม่สามารถซื้อหาได้อีกเลย เหตุผลเกิดจากจ�านวนพิมพ์ที่จ�ากัดเพียงหนึ่งพัน
เล่มเท่านั้น ในช่วงปีหลังๆ ได้มีผู้ต้องการสอบถามมายังผู้เขียนและ สกว.อยู่เสมอ ด้วย
้
ี
ื
เหตุน้จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาอันควรท่หนังสือจะได้ตีพิมพ์ซา เพ่อตอบสนองความต้องการ
�
ี
ของผู้สนใจดังกล่าว
ี
ั
ตลอดระยะเวลาหลายปีท่ผ่านมา มีปฏิกิริยาต่อหนังสือเพียงเล็กน้อยจากผู้อ่านท่วไป
�
ี
ี
ื
�
ในทานองช่นชมในความพยายามของผู้เขียน ท่เท่ยวรวบรวมเอาข้อมูลมาแสดงไว้เป็นจานวน
มาก ตลอดจนวิเคราะห์ให้เห็นทิศทางและแนวโน้มต่างๆ เช่นเดียวกับได้เสนอแนวคิด
ึ
บางอย่างไว้ระดับหน่ง การวิจารณ์ในลักษณะดังกล่าวแม้ว่าจะเป็นเร่องท่น่ายินดี แต่ก็หา
ื
ี
ได้มีประโยชน์ช่วยแลกเปล่ยนพัฒนาให้แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยแต่อย่างใด
ิ
ี
ผู้เขียนขอขอบคุณแก่ผู้ให้กาลังใจและเข้าใจดีถึงประเพณีการวิจารณ์หนังสือทางวิชาการ
�
ของบ้านเราในทศวรรษหลังๆ ด้วยเหตุดังน้น จึงไม่ได้คาดหวังถึงข้อเสนอแนะทางวิชาการท ่ ี
ั
เข้มข้นจริงจังแต่อย่างใด หากแต่พยายามทบทวนงานของตัวเองด้วยเห็นว่ายังมีข้อบกพร่อง
อยู่หลายส่วน และจะปรับปรุงขึ้นมาได้อย่างไร ภายใต้ข้อจ�ากัดหลายอย่างของผู้เขียนเป็น
ส�าคัญ
ิ
ี
ิ
ั
้
้
ั
ิ
ื
ี
ี
ี
ผ้เขยนโชคดท่มโอกาสสอนวชานอย่างต่อเน่องทงในระดบปรญญาตรีและปรญญา
ู
ี
ั
ึ
ิ
โทและแนวโน้มมีนักศึกษาสนใจเพ่มข้น ในกระบวนการเรียนการสอนน้นผู้เขียนรู้สึกปีต ิ
ี
ิ
เป็นอย่างย่งท่ได้ค้นพบ “ข้อบกพร่องพ้นฐาน” ของหนังสือหลายส่วนจากคาวิจารณ์อย่าง
�
ื
ั
ละเอียดของนักศึกษาอย่างน้อยห้ารุ่นในทศวรรษ 2550 เด็กหนุ่มสาวเหล่าน้นส่วนใหญ่
่
ไมเคยเรียนวิชาประวัติศาสตรทองถิ่นระดับตนมากอนเลย (ทั้งในระดับมัธยมและปริญญา
้
่
์
้
ตรี) ด้วยเหตุดังนั้น หนังสือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ของผู้เขียนจึงเป็นสิ่งแปลกใหม่
ต่อพวกเขาอย่างมาก การได้รับมอบหมายให้ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียดอาทิตย์
�
ึ
ละหน่งบท ทาให้พวกเขาสามารถสะท้อนความเห็นออกมาได้หลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะ
ในด้านข้อมูล ประเด็นการน�าเสนอ ความไม่กระจ่างชัดในการอธิบาย ภาษาที่ใช้ แนวคิด
ื
ี
ิ
พ้นฐานบางประการ ฯลฯ หลายส่งหลายอย่างเหล่าน้คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะวิจารณ์อย่าง
ื
ี
ิ
ตรงไปตรงมา และน่าช่นชมในความกล้าหาญย่ง จากข้อบกพร่องของหนังสือท่ได้จาก
�
ี
กระบวนการเรียนการสอนน้เอง ทาให้ผู้เขียนตัดสินใจปรับข้อมูลจานวนหน่ง ตลอดจน
ึ
�
เพิ่มเติมหัวข้อและแยกบทให้กระชับส�าหรับการพิมพ์ครั้งใหม่นี้
ู
ื
ิ
ิ
การค้นหา ประวตศาสตร์ท้องถนไทย ของผ้เขยนเป็นเสมอนการเดนทางเข้าไปใน
ั
ี
ิ
่
ป่าลึกแห่งอดีตท่น่าหลงใหล เพราะเป็นอาณาบริเวณท่มีท้งความซับซ้อนหลากหลายและ
ี
ี
ั
�
ั
ิ
ิ
ั
กว้างขวางย่ง จนในบางคร้งทาให้รู้สึกกร่งเกรง หวาดหว่นในความไพศาลของพรมแดน
ความรู้เมื่อเทียบกับก�าลังที่จ�ากัดของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ดินแดนที่ลึกลับแห่งนี้ก็เย้ายวน
ึ
เพียงพอให้แก่ความอดทนจนสามารถดุ่มเดินออกไปจนบรรลุถึงอีกฟากหน่งของผืนป่าใหญ่
ื
แห่งน้ได้ เม่อหันกลับมามองย้อนไปในภายหลัง ทาให้ผู้เขียนนึกเย้ยหยันในความเขลาของ
�
ี
ตัวเองและเข้าใจสถานะของวงวิชาการในบ้านเรามากยิ่งขึ้น
ผู้เขียนเพียงพลัดหลงเข้าไป และกลับออกมาเล่าเรื่องราวของป่าที่ได้พบเห็น จึงเป็น
ธรรมดาที่อาจยังสับสน ด้วยไม่สันทัดจัดเจนบนหนทางอันคดเคี้ยวนั้น อย่างไรก็ตาม เรื่อง
เล่าดังกล่าวอาจพอมีประโยชน์พ้นฐานอยู่บ้างสาหรับผู้สนใจท่จะลองเดินทางเข้าไปสู่ดินแดน
ี
ื
�
แห่งนั้นด้วยตัวเอง ผู้เขียนจึงห่างไกลจากสถานะผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ หากเป็นได้แต่เพียง
นักส�ารวจกลุ่มแรกๆ เท่านั้น ข้อสรุปบางอย่างอาจเป็นเพียงมายาภาพ อันเกิดจากเรื่องเล่า
�
ี
ื
ึ
�
ของ “นายพราน” ผู้ใจดีท่เล่าเร่องต่อมาอีกทอดหน่งก็ได้ ไม่ใช่คาตอบท่สมบูรณ์สาเร็จรูปแต่
ี
อย่างใด ข้อคิดเห็นของนักศึกษาดังกล่าวช่วยกระตุ้นเตือนให้ต้องตระหนักในเร่องน้อยู่
ี
ื
ตลอดมา
ู
ี
ผ้เขยนจึงอยากขอบคุณนักศึกษาท้งหลาย และยังทาให้เกดกาลังใจในการแก้ไข
ั
�
ิ
�
เพ่มเติมเร่องราวอยู่หลายตอน ตลอดจนนึกอยากจะออกเดินทางสารวจป่าแห่งความรู้แห่งน ี ้
�
ิ
ื
ิ
ื
อีกคร้ง เพ่อจะได้ทบทวนบางส่งบางอย่างอันอยู่ลึกข้างใน ก่อนท่จะนาเร่องมาเล่าคร้ง
ี
�
ื
ั
ั
ต่อไป
�
ื
ขอขอบคุณสานักพิมพ์ยิปซี ท่ให้ความสนใจและสนับสนุนการพิมพ์เร่องราวของ
ี
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างไม่ลังเล ผศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง กรุณาให้คาปรึกษาและประสาน
ิ
�
ิ
�
งานกับสานักพิมพ์และอาสาเป็นบรรณาธิการให้อย่างเต็มใจย่ง จนหนังสือสามารถออกมาส ู่
สาธารณชนได้ในที่สุด
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เรื่องเล่า” ต่อไปนี้ จะช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นตัวเอง
�
ี
ี
ื
ื
และคุณค่าของพ้นท่สาคัญบางส่วนท่อาจละเลยหรือมองข้ามกันมานาน พ้นท่ทางจิตวิญญาณ
ี
ึ
อันเสมือนผืนป่าหลังบ้านซ่งได้ซ่อนขุมทรัพย์และความใฝ่ฝันบางอย่างเอาไว้ การช่วยกัน
�
ฟื้นฟูรักษาจะทาให้เกิดความหมายท่งดงามและสามารถเหยียบยืนบน “สวนสวรรค์” แห่งน ้ ี
ี
ได้อย่างเต็มเท้า เราจะรู้สึกสดชื่น เป็นอิสระ เมื่อได้สูดหายใจเอากลิ่นดอกไม้พื้นเมืองอัน
ั
คุ้นเคย ก่อนย่างก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับอดีตอย่างม่นคง ในท่ามกลางความผันแปรของ
มวลอากาศโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้นทุกที.
ยงยุทธ ชูแว่น
บ้านพัก ด้านตะวันตกทะเลสาบพัทลุง-สงขลา
ฤดูมรสุม ปลายปี 2561
�
�
คานาผู้เขียน (ในการพิมพ์คร้งท่ 1)
ั
ี
ั
ื
เม่อคร้งท่สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้ผู้อานวยการ
�
�
ี
�
ิ
ศาสตราจารย์นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช เร่มให้ความสาคัญกับงานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์
ไทย โดยการสนับสนุนให้ศาสตราจารย์ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ เป็นผู้ประสานงานชุดโครงการ
ื
“การประมวลความรู้เพ่อการพัฒนาการวิจัยประวัติศาสตร์ไทย” ในระหว่างปี พ.ศ. 2540-2541
นั้น ผู้เขียนได้รับโอกาสให้ส�ารวจศึกษาความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ื
น่อาจถือได้ว่าเป็นจุดเร่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ท่เป็นระบบมากข้นในเร่องท่ตัวเอง
ี
ึ
ิ
ี
ี
สนใจ และจากข้อเสนอแนะในงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ดังกล่าว ก็ท�าให้ผู้เขียนมีโอกาสสานต่อ
่
ื
้
ิ
การเรยนรเพมเตม เมอไดรบการสนบสนุนใหเปนผประสานงานชดโครงการ “ประวติศาสตร ์
ั
็
ั
้
ั
ู
้
ู
่
ิ
ี
ุ
้
ิ
ท้องถ่นภาคใต้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา” และ ชุดโครงการเครือข่ายปริญญาโทไทยศึกษา
“เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาในมิติประวัติศาสตร์” ในระหว่างปี พ.ศ.
2543-2546 การท�างานวิจัย 2 ชุดโครงการดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
จากนักวิจัยในท้องถ่นเข้ามาทางานประมาณ 20 คน นับต้งแต่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา
ั
�
ิ
ครูโรงเรียนมัธยม นักวิจัยอิสระ นักศึกษาปริญญาโทหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น
ี
�
ึ
ึ
�
ก็ยังมีชาวบ้านอีกจานวนหน่ง ซ่งได้ทาหน้าท่เป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการย่อยต่างๆ อย่าง
กระตือรือร้น
�
ในระหว่างการทาหน้าท่ประสานงานการวิจัยเป็นเวลาร่วมประมาณ 4 ปีน้เอง นับเป็น
ี
ี
ระยะเวลาส�าคัญ ซึ่งผู้เขียนได้รับประสบการณ์อันมีค่ายิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นจากหลายแง่มุม ทั้งที่เกิดจากการศึกษาเอกสาร พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
นักวิจัยระดับต่างๆ และกับผู้ทรงคุณวุฒิในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศ ที่ได้ให้
ี
ื
ความกรุณารับเชิญไปเป็นวิทยากรในการประชุมกลุ่มนักวิจัยตลอดจนสัมมนาในพ้นท่หลาย
ึ
ั
คร้ง และในอีกด้านหน่งผู้เขียนยังได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงภาคสนามวิจัยด้วย
ั
ิ
ุ
ี
ู
ตัวเอง สลับกบการไปร่วมประชมแลกเปล่ยนความร้กับนักวิจัยในโครงการวิจัยประวัตศาสตร์
ื
�
ท้องถ่นของภูมิภาคอ่นอย่างสมาเสมอ นอกจากน้นยังได้รับผิดชอบเป็นผู้สอนในรายวิชา
ิ
ั
่
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีนักศึกษาให้ความสนใจจ�านวนมากขึ้นตามล�าดับ
�
ั
จากประสบการณ์การฝึกฝนเรียนรู้ท้งหมดดังกล่าวมา จึงทาให้ผู้เขียนได้พยายาม
ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เรียบเรียงเป็นเอกสารประกอบการสอนหลายชิ้น และต่อมาก็มี
โอกาสได้ทบทวนเพิ่มเติมประมวลขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มนี้ โดยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ของส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
�
�
ื
สาหรับรูปแบบการนาเสนอของหนังสือ ผู้เขียนได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ภาค เพ่อ
ื
ี
ิ
ี
ให้ครอบคลุมเร่องราวเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นให้มากท่สุด โดยภาคแรกจะเป็นการ
สารวจเก่ยวกับความเป็นมา ภูมิหลัง สถานภาพของการศึกษาและปัญหาต่างๆ ในรอบ
ี
�
ิ
ี
ประมาณ 50 ปีท่ผ่านมา ซ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคเร่มต้นและสมัยแห่งการค้นหาตัวเอง
ึ
ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ส่วนในภาคสอง เป็นการประมวลวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิด
ื
และวิธีการศึกษาท่ว่าด้วย ความหมาย ขอบเขต แนวคิดพ้นฐานในการศึกษา หลักฐาน
ี
และความหมายของหลักฐาน แนวทางในการศึกษา ตลอดจนความส�าคัญและบทบาทของ
ิ
ี
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นในปัจจุบัน การศึกษาในภาคสองน้ในอีกด้านหน่ง จึงหมายถึงข้อเสนอ
ึ
เพอใหพจารณาเป็นแนวคดและแนวทางของการศกษาประวตศาสตรท้องถนไทยในอนาคต
ิ
ิ
ิ
์
่
้
ั
ิ
ึ
่
ื
ื
ี
นอกจากน้นหนังสือก็ยังได้รวบรวมรายช่อบรรณานุกรมท่เก่ยวข้องไว้เป็นจานวนมาก แม้ว่า
�
ี
ั
อาจยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม ซ่งท้งหมดน้ก็หวังจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ั
ึ
ี
ผู้เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับท้องถิ่น ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้เขียนจะใช้เวลาศึกษาอยู่นานพอสมควร แต่ก็เป็นการท�างาน
ื
ึ
ี
ื
ท่ไม่ค่อยต่อเน่องนัก และเน่องจากเป็นงานศกษาที่มีขอบเขตกว้างขวาง พยายามขยาย
รายละเอียดไปยังทุกเรื่องที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยเหตุผล
ดังกล่าว จึงย่อมท�าให้หนังสือเล่มนี้มีข้อบกพร่องอยู่อย่างแน่นอน กล่าวคือ ยังเป็นผลงาน
ี
�
�
ท่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เขียนท่กาลังทาความเข้าใจ ทดลอง ในรูปแบบ วิธีการ
ี
ศึกษา และค้นหาตัวตนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ซึ่งบางส่วนก็ยังไม่แจ่มชัด เพราะ
ี
ไม่มีฐานความรู้เดิมอยู่อย่างเพียงพอ เช่นเดียวกับท่จะต้องเพ่มพูนประสบการณ์ต่อไปอีก
ิ
ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น ที่ถือได้ว่ายังเป็นสิ่งใหม่
อยู่มากส�าหรับนักเรียนประวัติศาสตร์และสังคมไทย
ในความเห็นของผู้เขียน ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นระดับต่างๆ นั้น มีความส�าคัญ
้
ู
ุ
ิ
่
ื
ี
ั
ั
ุ
้
ิ
ยงในบรบทสงคมปัจจบัน ทงยงมเสน่ห์ท้าทายให้ค้นหาอย่างไม่สนสด ส่อดตอนสดชน
่
ิ
ั
ี
ั
หอมหวานแห่งวันเยาว์ เป็นจิตวิญญาณของสังคมไทยท่รอคอยการฟื้นฟูทะนุรักษา ให้มีชีวิต
ี
จนเป็นพลังของประเทศชาติในอนาคตอย่างแท้จริง จากความสาคัญของพลังชุมชนดังกล่าว
�
เราจึงจะเห็นต่อไปได้ว่าหนังสือเล่มน้คืองานบุกเบิกช้นแรกๆ ท่ยังต้องการคาอธิบายเพ่มเติม
ิ
ี
ี
�
ิ
อีกหลายส่วน ตลอดจนน�าเสนอตัวอย่างวิธีวิทยาที่เป็นรูปธรรมประกอบมากขึ้น ซึ่งทั้งหมด
คงจะต้องอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติการดังกล่าวมา
ิ
ขอขอบพระคุณนักวิชาการผู้บุกเบิกในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย และ
ึ
ั
ผู้ทรงคุณวุฒิท้งหลายท่ให้ความรู้ท้งโดยตรงและโดยอ้อม ซ่งบทบาทและผลงานของท่านคือ
ี
ั
ื
�
�
ี
พ้นฐานสาคัญท่ทาให้ผู้เขียนสามารถเรียบเรียงหนังสือเล่มน้ได้สาเร็จ ขอขอบคุณ ดร.ชยันต์
�
ี
�
ี
วรรธนะภูติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสาร ท่คอยถามข่าวคราวและแนะนาแลก
ู
้
่
ิ
่
ี
่
้
้
่
้
ิ
เปลยนความรตางๆ ดวยความเมตตาตลอดมา โดยเฉพาะอยางยงม “ขอเสนอใหพจารณา”
ี
หลายอย่างจาก ดร.ชยันต์ ที่ผู้เขียนเห็นด้วย แต่ยังไม่อาจเพิ่มเติมหรือปรับปรุงให้แจ่มชัด
ึ
ี
�
ึ
ได้ท้งหมดในขณะน้ ซ่งส่วนหน่งย่อมเกิดจากข้อจากัดบางอย่างของผู้เขียนเองเป็นสาคัญ
ั
�
รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ
ชูพินิจ เกษมณี ซึ่งเป็นผู้ประสานงานชุดโครงการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (ภาคเหนือ ภาค
อีสาน และภาคกลาง ตามล�าดับ) ได้กรุณาให้ก�าลังใจ แลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนถาม
ข่าวคราวในเร่องสุขภาพของผู้เขียนด้วยความห่วงใยตลอดมา ผู้เขียนจึงใคร่ขอขอบคุณใน
ื
ไมตรีจิตของอาจารย์ทั้ง 3 ท่านไว้ ณ โอกาสนี้
ุ
ิ
ุ
ั
ั
ั
่
ุ
ขอขอบคณ สานกงานกองทนสนบสนนการวจย (สกว.) ทให้ความสาคญกบ
�
ี
ั
�
ั
ิ
ิ
�
ื
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นมาอย่างต่อเน่อง โดยเฉพาะอย่างย่ง ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย (ผู้อานวยการ
ฝ่ายชุมชนและสังคม) ซ่งนอกจากจะเป็นผู้สืบสานและผลักดันงานวิจัยทางด้านน้แล้ว
ี
ึ
ก็ยังให้ความสนใจในกระบวนการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้
ึ
�
่
จากการเข้าร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้กับชุดวิจัยของทุกภาคมาอย่างสมาเสมอ ซ่งข้อคิดเห็น
ี
ในหลายๆ ประเด็นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยโดยตรง นอกจากนั้นความเอาใจใส่
�
ดังกล่าวก็ยังส่งผลอย่างสาคัญให้โครงการต่างๆ สาเร็จลุล่วงไปได้ตลอดมา และหนังสือ
�
เล่มน้ ส่วนหน่งก็เกิดจากการให้คุณค่าและแรงผลักดันของเธอ โดยท่ยังจะต้องอดทนอย่าง
ี
ึ
ี
ใจเย็นต่อความล่าช้าของผู้เขียนในการปรับปรุงต้นฉบับอีกด้วย
ี
ท้ายสุดน้ ขอขอบคุณ คุณเบญจมาศ ตีระมาศวณิช ท่ให้คาปรึกษาช่วยเหลือในระยะ
�
ี
ิ
เร่มต้นของโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่น คุณอาภา อนันตกูล และคุณสุพัตรา วุฒิเรืองกุล
ิ
ี
ได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานเป็นอย่างดีย่งตลอดมา รวมท้งทาให้หนังสือเล่มน้ปรากฏ
�
ิ
ั
ออกมาสู่สาธารณชนได้ในที่สุด
ยงยุทธ ชูแว่น
ทับแก้ว นครปฐม
ปลายปี 2550
หมายเหตุบรรณาธิการ
�
ตาราว่าด้วยการศึกษาอดีตของชาวบ้านเล่มแรกของไทย
ื
กว่า 5 ทศวรรษท่ความเคล่อนไหวของวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยเกิดข้น
ิ
ี
ึ
มีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันในโรงเรียน วิทยาลัย ตลอดจนมหาวิทยาลัย
กันอย่างแพร่หลายและต่อเน่องมาจนถึงปัจจุบัน กระท่งนาไปสู่การผลิตสร้างองค์ความรู้
ั
�
ื
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้นมากมายในทุกภูมิภาค อย่างก็ดี ถ้าหากจะถามหาหนังสือ
่
ี
ึ
ั
ื
็
ิ
ทเหมาะควรแก่การใช้เป็นแนวทางในการศกษาประวติศาสตร์ท้องถ่นสักเร่อง เรากจะพบ
กับปัญหาที่น่าหนักใจ เพราะแม้ว่าในหลายมหาวิทยาลัยจะเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ แต่
ั
ี
ู
ั
ิ
้
ี
่
่
ี
่
่
ิ
่
้
ั
ู
ี
ึ
ี
่
ั
์
ั
ื
เนองจากเอกลกษณของตววชาเองทมความผกพนอยกบทองถนทซงมการเรยนการสอนนนๆ
อยู่เป็นการเฉพาะ ทาให้การผลิตตาราโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกสร้างข้นเพ่อตอบสนอง
ื
�
ึ
�
่
ความเปนกระบวนวิชาที่มุงเนนเฉพาะถิ่นดังกลาว ต�าราที่พึงจะพิจารณาหรือสังเคราะหภาพ
็
์
่
้
รวมของการศึกษาดูจะยังขาดแคลนอยู่อีกมาก ทั้งๆ ที่ต�าราแนวนี้มีความจ�าเป็นอยู่มากใน
การใช้ศึกษาเพื่อพิเคราะห์แนวโน้ม หรือแสวงหาท่าที ตลอดจนทิศทางที่เหมาะควรแก่การ
ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งไม่จ�ากัดอยู่เฉพาะภูมิภาคหรือจังหวัดใดๆ
นี่อาจจะเป็นช่องว่างทางการศึกษาและพัฒนากระบวนวิชาที่เราไม่อาจมองข้ามได้
ู
�
ี
่
ิ
ี
ุ
“ประวตศาสตร์ท้องถนไทย” เขยนโดย ยงยทธ ชแว่น อดตอาจารย์ประจาภาค
ั
ิ
ี
วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยงยุทธ เป็นผู้เช่ยวชาญ
ิ
ั
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นภาคใต้ โดยเฉพาะในชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาตัวกล่น ท ี ่
ึ
จนปัจจุบันก็ยังไม่มีสร้างงานศึกษาไว้มากเท่าเขา งานสาคัญช้นหน่งของเขา คือการเป็น
ิ
�
�
ิ
ผู้ประสานงานโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นภาคใต้ สานักงานกองทุนสนับสนุนการ
วิจัย จนกระทั่งได้หนังสือวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ออกมาประดับแผงร่วม
10 เล่ม ขณะเดียวกัน ความสนใจของเขาก็ยังขยายออกไปสู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ น�ามา
สู่ผลงานชิ้นส�าคัญคือหนังสือ ที่ว่าด้วย “รัฐปัตตานี”
ี
�
สาหรับหนังสือเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เล่มน้แบ่งเน้อหาออกเป็น 2 ส่วนด้วย
ิ
ื
ี
ิ
ี
กัน ส่วนท่ 1 เน้นประเด็นสถานภาพของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยต้งแต่ประมาณ
ั
็
พ.ศ.2500 ถึงทศวรรษ 2540 แจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับความเปนมา ภูมิหลัง สถานภาพ
ิ
ของการศึกษาและปัญหาต่างๆ ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในรอบ 5 ทศวรรษ
ั
ั
ั
ิ
โดยย้อนไปต้งแต่ความสนใจท้องถ่นของชนช้นสูงในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระท่ง
ถึงทศวรรษ 2540
เนื้อหาส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของ “แนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” มุ่ง
วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎี วิธีการศึกษา ตลอดจนความหมาย ขอบเขต แนวคิด
พื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมถึงลักษณะต่างๆ ของหลักฐาน ความหมาย
ของหลักฐาน และบทบาทและหน้าที่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นส�าหรับสังคมยุคปัจจุบัน
ท่น่าสนใจเป็นอย่างย่งก็คือ ยงยุทธยังได้รวบรวมรายช่อวิทยานิพนธ์ไว้ในส่วนของ
ี
ื
ิ
�
ี
ภาคผนวกสาหรับให้ผู้สนใจได้พิจารณาศึกษาและติดตามค้นคว้าต่อไป ส่วนน้เข้าใจว่า
จะช่วยทุ่นแรงนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาในการค้นคว้าข้อมูลได้เป็นอย่างดี เพราะมี
รายช่อของงานศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมท่หลากหลายของท้องถ่นท่วประเทศไทยอยู่
ื
ี
ั
ิ
เป็นจ�านวนมาก
ยงยุทธเริ่มต้นเนื้อหาในภาคที่ 1 ด้วยเรื่อง “ความเป็นมาและภูมิหลังของการศึกษา
ิ
ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” โดยให้ภาพของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในโลกตะวันตก
ิ
กว้างๆ ว่าเริ่มมีอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เห็นได้
จากปี ค.ศ. 1948 ในประเทศอังกฤษที่ได้มีการก่อตั้งภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอังกฤษ
ี
ท่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ (Leicester University) ข้นเป็นแหล่งแรก ปีเดียวกันก็เกิด
ึ
ี
ิ
ื
ิ
สมาคมประวัติศาสตร์ท้องถ่น มีการจัดสัมมนาเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างต่อเน่อง
พร้อมกับออกวารสารราย 3 เดือนเพ่อรองรับกิจกรรมสัมมนาดังกล่าวในอีก 4 ปี
ื
ต่อมา ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศอังกฤษ มีหนังสือต�ารา คู่มือ แนวคิดทฤษฎีด้านการศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นเกิดข้นหลายเล่ม กระท่งปี ค.ศ. 1984 ได้เกิดวารสาร Local History
ิ
ึ
ั
จึงยิ่งท�าให้บรรยากาศการศึกษาคึกคักขึ้นอีก วารสารฉบับนี้มีอายุยืนยาวมากระทั่งปัจจุบัน
ึ
ั
ส่วนในสหรัฐอเมริกา ความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถ่นเกิดข้นคร้งแรกในช่วงฉลอง
ิ
วันชาติครบ 100 ปี ค.ศ. 1876 ต่อมาใน ค.ศ. 1960 มีการเก็บรวบรวมหลักฐานท้องถิ่น
ิ
ต่างๆ เข้าห้องสมุด และเกิดรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในวิทยาลัยต่างๆ กระท่งหลังฉลอง
ั
ิ
วันชาติ 200 ปี ประวัติศาสตร์ท้องถ่นของสหรัฐอเมริกาก็แพร่หลายมากข้น นักประวัติศาสตร์
ึ
ขยายพรมแดนประวัติศาสตร์ชาติด้วยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิชานี้ถูกบรรจุลงในหลักสูตร
โรงเรียน ขณะที่การวิจัยก็มีบรรยากาศที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
ี
ั
ิ
ยงยุทธเห็นว่าการเติบโตของประวัติศาสตร์ท้องถ่นในวงวิชาการตะวันตกน้นมีท่มา
จาก 2 เหตุผลด้วยกัน คือการเติบโตของสังคมสมัยใหม่ที่การคมนาคมสะดวกขึ้น ท�าให้
ึ
ิ
เมืองกับท้องถ่นติดต่อสัมพันธ์กันได้ง่ายข้น ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ก็สร้าง
ความรู้สึกต่อต้าน/ไม่ม่นคงให้แก่ผู้คน เพราะชีวิตสมัยใหม่มุ่งความเจริญเติบโตด้านวัตถ ุ
ั
�
ี
ิ
ึ
ท่ครอบงามนุษย์จนไม่อาจควบคุมได้ ผู้คนจึงมุ่งศึกษาบางส่งบางอย่างซ่งพวกเขาสามารถ
ก�าหนดพื้นที่และค้นพบความหมายชีวิตส่วนตัว เป็นพื้นที่ที่จ�ากัด สามารถควบคุมได้ ผู้คน
ที่ต่อต้านชีวิตสมัยใหม่บางด้าน ส่วนหนึ่งจึงมุ่งให้ความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ิ
สาหรับในประเทศไทย ยงยุทธเสนอว่าคาว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เป็นค�าท ี ่
�
�
ิ
ึ
ิ
เพ่งเกิดข้นในช่วงทศวรรษ 2510 ก่อนหน้าน้นแม้จะมีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นแต่
ั
ิ
ั
็
ี
ิ
ั
ิ
ั
�
นกวชาการกมกเรยกว่า “ประวตศาสตร์ท้องท” ผ้ทใช้คาว่าประวตศาสตร์ท้องถนเป็น
ิ
่
ั
ี
่
่
ี
ู
คนแรกน่าจะเป็นนิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อเขียนค�าน�าหนังสือ “ประวัติศาสตร์อีสาน” ของเติม
วิภาคย์พจนกิจ เมื่อ พ.ศ. 2513
ิ
ิ
ยงยุทธเร่มต้นศึกษาพัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยอย่างเป็น
ี
ระบบต้งแต่บทท่ 2 เป็นต้นมา โดยการกล่าวถึงบรรยากาศของการศึกษาในช่วง พ.ศ.
ั
2500-2520 เขาเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงของ “การวางรากฐาน” แนวการศึกษากระแสหลักคือ
ี
การศึกษาท่ยังอยู่ในกรอบของการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย เน่องจากได้รับการสนับสนุน
ื
จากหน่วยงานรัฐ ผู้สนใจศึกษาท้องถิ่นก็เป็นนักวิชาการที่ได้รับการศึกษาแบบสมัยใหม่
ิ
ผู้สนใจศึกษาท้องถ่น โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ท่ได้รับการกล่าวถึงอีกกลุ่ม
ี
ี
หน่งคือนักมานุษยวิทยาตะวันตกท่เข้ามาศึกษาสังคมและวัฒนธรรมหมู่บ้านอย่างเป็นระบบ
ึ
ั
ทวประเทศในชวงเวลาน ยงยุทธพบวาผลงานหลายๆ เรองสะทอนให้เหนพลวตของวิถชวต
็
้
่
ื
ี
่
้
ิ
ี
่
ั
่
ี
ิ
ชาวบ้านอย่างชัดเจน จนสามารถจัดประเภทเป็นงาน “ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถ่น” รุ่นแรกๆ
ของไทยได้เลยทีเดียว งานเหล่าน้ในช่วงแรกๆ มักไม่ได้รับความสนใจจากนักประวัติศาสตร์
ี
ไทย แต่ยงยุทธเห็นว่าเป็นงานที่มีคุณค่าทั้งในแง่ของการเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
และเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “หลักฐาน” ชิ้นส�าคัญด้วย
ด้านความสนใจของสาธารณชน ในช่วง พ.ศ. 2500-2520 ก็มความคึกคักเป็นท ่ ี
ี
น่าสังเกต ทั้งนี้อาจดูได้จากวารสารวิชาการต่างๆ ที่ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เช่น วิทยาสาร อนุสาร อสท. สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารศิลปากร
ั
ื
วารสารสามทหาร วารสารโบราณคดี หรอแม้กระท่งวารสารวาไรต้ท่วๆ ไปอย่างเช่น ชาวกรุง
ี
ั
ช่อฟ้า ชุมนุมจุฬา สยามสมัย ก็ให้ความสนใจตีพิมพ์งานศึกษาของนักวิชาการและนักเขียน
ที่เขียนงานเกี่ยวกับท้องถิ่นอย่างจริงจัง
ี
ปรากฏการณ์ความสนใจท่แพร่หลายน้สะท้อนอยู่ในสถาบันการศึกษาด้วย โดยใน
ี
ต้นทศวรรษ 2500 กรมการฝึกหัดครูได้เปิดโรงเรียนและวิทยาลัยครูขึ้นเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ
ิ
16 แห่ง แต่ละแห่งก็มีรายวิชาด้านคติชนและวรรณกรรมท้องถ่นอยู่ด้วย มหาวิทยาลัย
ื
ั
เชียงใหม่เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถ่นคร้งแรกเม่อ พ.ศ. 2509 ปีต่อมาก็มีการ
ิ
ึ
จัดสัมมนาประวัติศาสตร์และโบราณคดีล้านนา ซ่งนับเป็นการจัดสัมมนาประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ิ
ั
จนกระท่งหลัง พ.ศ. 2520 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นจึงมีการเพ่มเติม
ิ
รายละเอียดเนื้อหา/มุมมองด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น เนื้อหา
ด้านการเมืองและเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนขยายของประวัติศาสตร์ศูนย์กลางว่าเข้ามาเก่ยวข้อง
ี
ิ
ิ
ิ
สัมพันธ์กับท้องถ่นอย่างไร และหลัง พ.ศ. 2520 ก็เร่มศึกษาความเป็นตัวตนของท้องถ่นด้าน
ี
ึ
การเมืองมากข้น พร้อมๆ กับท่เน้อหาด้านวัฒนธรรมก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ประเด็น
ื
ึ
ศูนย์กลางของการศึกษาในช่วงน้จึงเป็นเร่องของ “เอกลักษณ์ท้องถ่น” ซ่งสอดคล้องกับ
ี
ิ
ื
นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรัฐบาล ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา
ในช่วงทศวรรษ 2540 การศึกษามีลักษณะของการสืบค้นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
ื
ึ
ของชุมชนเพ่อเป็นฐานความรู้ในการพ่งตนเอง มีการศึกษาจานวนหน่งพยายามต่อยอด
�
ึ
�
ิ
แนวคิด “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” โดยแสดงให้เห็นว่าท้องถ่นดารงตนทางประวัติศาสตร์
ี
ั
ึ
อยู่บนฐานเศรษฐกิจแบบน้ พร้อมๆ กันน้นการศึกษาวัฒนธรรมชุมชนอีกแนวหน่งก็มุ่ง
�
ื
ปลุกอานาจท้องถ่น ให้รู้จักการต่อรองเร่องการจัดการทรัพยากรและการมีส่วนร่วมในการ
ิ
ี
ใช้อานาจรัฐ การศึกษาแนวหลังน้มุ่งกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน เพ่อ
ื
�
ปลูกฝังให้เกิดส�านึกประวัติศาสตร์แบบใหม่
ยงยุทธได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งไว้ในบทที่ 4 ว่าแนวการศึกษาที่มุ่งเสริมอ�านาจ
ั
ต่อรองและจัดการให้กับชุมชนท้องถ่นน้นเป็นความพยายามปลดปล่อยท้องถ่นออกจากการ
ิ
ิ
ึ
�
ครอบงา ซ่งเป็นปฏิกิริยาต่อการเปล่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมท่ส่งผลกระทบไปยัง
ี
ี
ท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน การศึกษาแนวนี้กล่าวได้ว่าเป็นการมุ่งสร้างวาทกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน
�
ิ
ความสัมพันธ์เชิงอานาจท่ท้องถ่นต่างๆ เป็นผู้เสียเปรียบ และไร้อานาจตลอดมา ความ
�
ี
แพร่หลายของแนวการศึกษาน้ถือเป็นความหวังท่จะช่วยยกระดับสังคมชนบทให้พัฒนาไป
ี
ี
ได้อย่างเหมาะสม
ในบทที่ 5 ยงยุทธได้กล่าวถึงปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย โดย
ิ
ั
ุ
ื
แบ่งปัญหาออกเป็น 2 กล่มใหญ่ คอ 1) ปัญหาในเชงวชาการทางประวตศาสตร์ และ
ิ
ิ
2) ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์
ในกลุ่มแรกมีปัญหาเก่ยวกับเน้อหาท่มีลักษณะไม่รอบด้าน มีการศึกษาแบบแยก
ื
ี
ี
ส่วน อันเป็นผลมาจากการมุ่งศึกษาด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น การปกครอง เศรษฐกิจ) และ
ไม่อธิบายเนื้อหาด้านต่างๆ ให้เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ
ศึกษา โดยแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ ปัญหาด้านวิพากษ์วิธี หรือการตรวจสอบเพื่อ
ื
ประเมินความน่าเช่อถือของหลักฐาน โดยในช่วงก่อน พ.ศ.2520 ผู้ศึกษามักจะไม่ค่อย
เคร่งครัดกับความน่าเชื่อถือของหลักฐาน เช่น เมื่อใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มีการ
ึ
ตรวจสอบความถูกต้อง หรือเป็นไปได้มากพอ ส่วนปัญหาด้านวิธีการศึกษาอีกอย่างหน่งก็คือ
ี
ิ
ี
ด้านแนวการวิเคราะห์ ท่มักใช้แนวคิดท่เห็นว่าท้องถ่นอยู่ภายใต้กรอบประวัติศาสตร์ชาติไทย
นอกจากนั้น ในยุคหลังๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมาก็ยังมีการน�าเอาแนวคิดทางด้าน
ึ
สังคมศาสตร์ต่างๆ มาเป็นแนววิเคราะห์ด้วย ยงยุทธเห็นว่าน่นับเป็นความก้าวหน้าอย่างหน่ง
ี
ู
ึ
ั
็
ี
�
ึ
ิ
ั
ั
�
แต่กมปัญหาเช่นกนถ้าหากนามาเป็นกรอบสาหรบการศกษาแล้วจงหาข้อมลประวตศาสตร์
ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับกรอบที่วางเอาไว้แล้ว
เก่ยวกับการแสวงหาหรือการใช้ข้อมูลหลักฐานเพ่อการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
ื
ี
ึ
ก็เป็นอีกประเด็นปัญหาหน่งท่สาคัญซ่งยงยุทธเห็นว่ามีความหมายต่อความก้าวหน้าของ
�
ึ
ี
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะสังคมไทยไม่ใช่เป็นสังคมลายลักษณ์
อักษร โดยเฉพาะในหมู่ชาวท้องถิ่นด้วยแล้ว การศึกษามิติต่างๆ เกี่ยวกับชาวบ้านจึงมักมี
ปัญหาด้านหลักฐาน เพราะมีบันทึกลายลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องที่นักวิชาการต้องการน้อยมาก
�
อย่างไรก็ดี สาหรับยงยุทธแล้ว การขาดแคลนหลักฐานดังกล่าวน้เป็นผลมาจากความ
ี
ก้าวหน้าในตัวเองของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย กล่าวคือ แนวโน้มทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์ที่ให้ความสนใจด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น กระบวนการ
ื
ศึกษาความจริงเคล่อนย้ายจากเอกสารกระแสหลักของส่วนกลาง/ราชการ (เช่น พงศาวดาร
เอกสารโบราณในหอจดหมายเหตุ เป็นต้น) มาสู่กระแสของท้องถ่น ทาให้เกิดความขาดแคลน
�
ิ
ี
ข้อมูลหลักฐานดังกล่าว ยงยุทธเสนอแก้ปัญหาน้โดยการให้ความสนใจกับหลักฐาน
ที่นักประวัติศาสตร์เคยปฏิเสธอย่างเช่น ข้อมูลทางคติชน และวรรณกรรมท้องถิ่นมากขึ้น
ื
ื
ี
วรรณกรรมเหล่าน้แม้จะเป็นเร่องแต่ง แต่ก็สะท้อนให้เห็นความคิดความเช่อของชาวบ้าน
�
ได้มาก การศึกษาจึงควรนาไปประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับเอกสารอื่นๆ อันรวมถึงการ
สัมภาษณ์ด้วย
ส�าหรับปัญหาหลักในกลุ่มที่ 2 คือ ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์อันประกอบด้วยเรื่อง
ของชาตินิยมและท้องถิ่นนิยมนั้นนับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะชาตินิยมที่ครอบง�าวิธี
วิทยาและคาตอบของการศึกษา ย่อมจะทาให้ผู้ศึกษามองไม่เห็นพัฒนาการท่หลากหลายและ
ี
�
�
ั
ื
ิ
แตกต่างกันของท้องถ่นท่วประเทศ อันส่งผลสืบเน่องถึงความคับแคบ ไม่ยอมรับพัฒนาการ
ี
ิ
ท่แตกต่างกันในประวัติศาสตร์ของท้องถ่นท่ไม่สอดคล้องกับศูนย์กลาง อย่างไรก็ดี การ
ี
ิ
ื
ิ
ิ
ี
“นิยม” ท้องถ่นมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเร่องท้องถ่นนิยมท่มองท้องถ่นเพียงด้าน
ิ
เดียว อย่างเช่นท่เคยเกิดข้นกับการศึกษาวัฒนธรรมท้องถ่นแนววัฒนธรรมชุมชน อันจะ
ึ
ี
ท�าให้ผลการศึกษาออกล�าเอียงเกินไป รวมทั้งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่น กรณีการ
ั
ประท้วงของชาวนครราชสมาต่อหนงสือ “การเมืองในอนสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ของสายพณ
ิ
ี
ุ
ื
แก้วงามประเสริฐ เม่อหลายปีก่อนท่หนังสือเล่มน้ส่นคลอนความเช่อของชาวนครราชสีมา
ี
ั
ื
ี
ที่มีต่อท้าวสุรนารี
ในภาคสอง หนังสือกล่าวถึงแนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย โดย
เริ่มบทแรกของภาค ตั้งแต่ความหมายและขอบเขตของวิชานี้
ิ
ยงยุทธไล่เรียงข้อมูลการนิยามประวัติศาสตร์ท้องถ่นของนักวิชาการท่มีช่อเสียง
ื
ี
ื
ี
หลากหลายคนด้วยกัน เพ่อแสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยของการนิยามท่เกิดจากสาเหต ุ
หลัก 2 ประการคือ เกิดจากความเติบโตของวิชาสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ ที่มุ่งลงไปศึกษา
เรื่องราวของท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น และเกิดจากความอ่อนแอของวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน
สังคมไทย โดยเฉพาะในกรณีที่สาขาวิชาไม่ได้พัฒนาแนวคิด แนวทาง ตลอดจนหลักการ
�
และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการศึกษาอย่างชัดเจนเพียงพอ นักวิชาการส่วนหน่งจึงทาความรู้จัก
ึ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านนักสังคมศาสตร์ หรือนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เข้ามาศึกษาชุมชน
ี
ตรงช่องว่างน้น่เอง ยงยุทธจึงพยายามสร้างสรรค์ความหมายและขอบเขตของการ
ี
ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยระบุว่า เป็นการศึกษาพัฒนาการของสังคมหรือชุมชนที่อยู่
นอกแวดวงศูนย์อานาจทางการเมืองของรัฐ สังคม หรือชุมชนดังกล่าว ในข้นตอนการศึกษา
�
ั
ควรก�าหนดขอบเขตการศึกษาออกเป็น “หน่วย” ที่เหมาะสม เช่น เมือง หมู่บ้าน เครือข่าย
หมู่บ้าน หรือหน่วยชุมชนในเชิงวัฒนธรรม การศึกษาควรมุ่งสู่ประสบการณ์หรือกิจกรรม
ื
ื
ี
ื
ทุกด้าน โดยเน้นความเป็นตัวของตัวเองท่แสดงผ่านมิติต่างๆ เพ่อให้เห็นพ้นท่การเคล่อนไหว
ี
ของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นอันหลากหลาย
บทต่อมา กล่าวถึงแนวความคิดพื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้เขียน
ชี้ให้ตระหนักถึงสิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอ 3 ประการด้วยกัน คือ 1) การส�านึกถึงการมีอยู่
ตลอดเวลาของท้องถิ่นในอดีต 2) ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับศูนย์กลางและท้องถิ่น
อื่นๆ และ 3) ความเปลี่ยนแปลงและการคลี่คลายที่ให้ความส�าคัญกับปัจจัยภายใน
ื
ี
ั
ท้ง 3 ประการน้จะทาให้การศึกษาท้องถ่นมีความเคล่อนไหว หรือมีพลวัต ไม่เป็นการ
ิ
�
ศึกษาเพื่อสร้างภาพนิ่งที่มองเห็นท้องถิ่นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สัมพันธ์กับใคร อีกด้าน
�
็
หนงกทาให้เหนว่าความเปลยนแปลงทเกดขนกบท้องถนนนหาได้เป็นเพราะการกระทาของ
�
่
็
ึ
้
ั
้
ั
ิ
่
่
่
ี
ึ
ิ
ี
ปัจจัยภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ย่อม
ิ
ี
ิ
ต้องมีความพร้อมของท้องถ่นอยู่บ้างแล้ว กล่าวคือ ท้องถ่นมีปัจจัยภายในท่พร้อม หรือ
สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่แล้วด้วย การมองเช่นนี้ จะท�าให้เราเห็นว่าท้องถิ่น
ั
ึ
หาได้อ่อนแอ เป็นแต่เพียงผู้ถูกกระทาเท่าน้น (ซ่งส่วนใหญ่มักจะโทษเมือง วัตถุนิยม
�
ิ
เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นต้น) แต่ท้องถ่นเป็นผู้ท่มีอานาจ มีเจตคติในการเลือกรับ คัดสรร
�
ี
ประนีประนอม หรือแม้แต่ต่อต้าน ผ่านวิธีการที่เหมาะสม
ในบทที่ 9 หรือบทที่สามของภาคที่สอง ผู้เขียนมุ่งเจาะลึกเรื่องของการเลือกและใช้
หลักฐานตลอดจนการให้ความหมายหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยยงยุทธเสนอ
ให้พิจารณาหลักฐานทั้งประเภทมุขปาฐะและลายลักษณ์อักษร การเปิดกว้างเช่นนี้จะท�าให้
ี
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นท่เคยดูเหมือนว่าขาดแคลนหลักฐานกลับจะมีหลักฐานท ี ่
ิ
รุ่มรวยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะครอบคลุมไปถึงศิลปะ ประเพณี พิธีกรรม ความ
เชื่อ ต�ารายา เพียงแต่ในการใช้หลักฐานเหล่านี้ ผู้ใช้ต้องอาศัยความรู้ที่เป็นแนวคิดและวิธี
การเฉพาะในการท�าความเข้าใจเพื่อตีความให้ได้ความหมายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐาน
เหล่านั้นด้วย ผู้ศึกษาต้องรู้จัก “ธรรมชาติ” ของหลักฐานเหล่านั้น โดยเฉพาะในแง่มุมที่ว่า
มันมีความแตกต่างจากหลักฐานลายลักษณ์
ั
หลังจากน้นในบทท่ 10 ยงยุทธก็ลงรายละเอียดไปสู่วิธีวิทยาท่เหมาะสมของการ
ี
ี
ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยการชี้ว่า มีสาระส�าคัญใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1) การ
ศึกษาในมิติทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่เพียงการรวบรวมอดีตว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาบ้างเมื่อใด
เท่านั้น แต่มีจุดหมายที่การอธิบายพฤติกรรมของผู้คนว่า ในแต่ละช่วงเวลานั้น พวกเขามี
วิถีชีวิตอย่างไร มีพัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงคลี่คลายต่อมาอย่างไร 2) การหาแนวทางใน
การวิเคราะห์ มีลักษณะเดียวกับการเลือกสร้าง “โครงเรื่อง” เพื่อการอธิบาย ซึ่งผู้เขียนได้
ท�าความเข้าใจใน 2 ระดับ คือโครงเรื่องแบบประวัติศาสตร์ชุมชน (ที่อาจพิจารณาประเด็น
ื
ิ
การจดการทรัพยากร วิถวฒนธรรม การเมองการปกครอง เศรษฐกจ หรอสังคมวฒนธรรม
ั
ั
ี
ื
ั
เป็นต้น) และโครงเรื่องแบบประวัติศาสตร์เครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ที่มองว่าท้องถิ่นนั้นคือ
ความหลากหลายที่รวมตัวกันเป็นชาติ ประเด็นที่อาจศึกษาผ่านโครงเรื่องแบบนี้ก็เช่น การ
ศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมด (total history) 3) แนวความคิดทางทฤษฎีกับการวิเคราะห์
ิ
ึ
ประวัติศาสตร์ท้องถ่น ซ่งผู้เขียนพยามยามทาความเข้าใจกับลักษณะของงานทางด้าน
�
ี
�
สังคมศาสตร์ว่าแตกต่างกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างไร รวมท้งช้ให้เห็นถึงความสาคัญ
ิ
ั
และข้อจ�ากัดของแนวคิดทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
ในบทส่งท้าย ผู้เขียนกล่าวถึงความส�าคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน
ปัจจุบัน โดยสรุปไว้ตอนหนึ่งว่า ในอดีตนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีความส�าคัญที่ช่วยสร้าง
�
ั
เอกภาพและความม่นคงให้กับรัฐและศูนย์กลางอานาจของชาติไทยในการเผชิญหน้ากับ
จักรวรรดินิยม แต่ส�าหรับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมุ่งฟื้นฟูอ�านาจของท้องถิ่น ผ่าน
การส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีปากเสียง มีอ�านาจ และความรู้ในการจัดการกับตัวเอง การศึกษา
�
ิ
ั
่
่
ื
ุ
ึ
ท้องถนของทกศาสตร์จงไม่ใช่วาทกรรมเพอการแบ่งแยกและท้าทายอานาจรฐ แต่เป็นการ
�
ี
�
เสริมอานาจจากชาวบ้านหรือราษฎรผู้ตาต้อยท่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ ให้ข้น
ึ
่
มาเป็น “ประชาชน” ที่เข้มแข็งและงอกงามตามศักยภาพที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ สามารถ
ี
ยืนหยัดตนเองด้วยสติปัญญา มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชาติท่กระจายความรับผิดชอบ
และผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมกันอย่างยุติธรรม
ี
ี
ื
กล่าวได้ว่า หนังสือเล่มน้ถือเป็นตาราว่าด้วยประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยท่มีเน้อหารอบ
�
ิ
ี
ี
�
ด้าน ครอบคลุมมากท่สุดเท่าท่วงการประวัติศาสตร์เคยมีมา ถือเป็นอิฐก้อนแรกๆ ท่จะทาให้
ี
วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทยเติบโตเข้มแข็งต่อไป เพราะสิ่งที่ยงยุทธท�า คือความพยายาม
ส�ารวจเส้นทางพัฒนาการ การเติบโต และการเปลี่ยนแปลงบนเงื่อนไขหรือเหตุปัจจัยต่างๆ
ี
ื
ี
ท่ส่งผลต่อสาขาวิชาอันสลักสาคัญน้ ส่วนข้อเสนอด้านอ่นท่ปรากฏในภาคสองของหนังสือจะ
ี
�
มีความน่าสนใจสอดคล้องกับความต้องการหรือบริบทสังคมในยุคปัจจุบันเพียงใด หรือไม่
นั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องจะช่วยพิจารณากันต่อไป
อย่างไรก็ดี เง่อนไขด้านระยะเวลาในการศึกษาของหนังสือเล่มน้ หากนับย้อนไป
ื
ี
ื
ึ
ิ
ี
ิ
จากปัจจุบัน (พ.ศ.2562) งานช้นน้ก็ยังไม่ได้เพ่มเติมเน้อหาในช่วงทศวรรษ 2550 ซ่ง
ื
ึ
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นได้เคล่อนขยับไปในอีกลักษณะหน่งท่สร้างความแปลกแยกและ
ิ
ี
ี
ิ
ั
แปลกตาให้แก่นักศึกษาเก่ยวกับอดีตของชุมชนเป็นอย่างย่ง น่นก็คือ การฟื้นคืนชีพของ
ิ
ประวัติศาสตร์ผ่านการปรับประยุกต์ใช้โดยชุมชนท้องถ่นเองในลักษณะของ “ประวัติศาสตร์
ื
้
้
้
่
ุ
สรางสรรค” (Creative History) ทความรเกยวกบอดตถกนามาปรบใชเพอสรางคณคาและ
้
่
์
ู
ั
ี
ี
ี
่
่
ู
ั
�
มูลค่าให้แก่ชุมชนในบริบทหลังสมัยใหม่ เช่น เพื่อการฟื้นและสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่น
เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น ตลอดจนการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่สินค้าที่
ผลิตจากท้องถิ่น เป็นต้น
พิเชฐ แสงทอง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
สารบัญ
บทน�า 27
่
ภาคหนึง 33
ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหา: ว่าด้วยความเป็นมา สถานภาพความรู้
ปัญหา และข้อเสนอ
ความน�า 34
บทที่ 1 ความเป็นมาและภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 39
1.1 ความเป็นมาและสาเหตุของการศึกษา 40
1.2 ภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 48
1.2.1 การศึกษาจากศูนย์กลางรัฐ 48
1.2.2 การศึกษาจากปัญญาชนท้องถิ่น 53
บทที่ 2 ความตื่นตัวและการวางรากฐาน 63
(ประมาณ พ.ศ. 2500 ถึง 2520)
2.1 การศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย และปฏิกิริยาที่น�าไปสู่เรื่องราวของ 68
บ้านเมืองอื่น
2.2 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกระแสหลัก 80
2.2.1 การเขียนประวัติของบ้านเมือง จังหวัด สถานที่ และบุคคลส�าคัญ 81
2.2.2 การรวบรวมและปริวรรตหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง 85
2.3 การศึกษาเรื่องราวของชุมชนหมู่บ้านและกลุ่มชาติพันธุ์ 89
2.3.1 การศึกษาวิถีชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม 93
2.3.2 การรวบรวมวิเคราะห์หลักฐานข้อมูลทางคติชนวิทยา 102
2.4 สรุปบท 105
บทที่ 3 ยุคทองและการแสวงหา การขยายตัวของประวัติศาสตร์ 111
ท้องถิ่นกระแสหลัก (ประมาณ พ.ศ. 2520 ถึงทศวรรษ 2530)
3.1 การศึกษาเมืองและชุมชนโบราณ 116
3.1.1 แนวศึกษาตามหลักฐานโบราณคดีและการส�ารวจทางภูมิศาสตร์ 124
และสภาพแวดล้อม
3.1.2 แนวศึกษาการผสมผสานทางวัฒนธรรมและกระบวนการท�าให้เป็น 127
ท้องถิ่น
3.2 การศึกษาประวัติศาสตร์เมือง จังหวัด พื้นที่ และบุคคลส�าคัญ 132
3.2.1 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในกรอบประวัติศาสตร์ชาติไทย 133
3.2.2 การศึกษาในมิติของการพัฒนาเนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติ 136
3.3 การรวบรวมปริวรรต วิเคราะห์ “หลักฐาน” ที่เกี่ยวข้อง 141
3.4 การโต้แย้งและวิจารณ์อ�านาจครอบง�าของประวัติศาสตร์ชาติไทย 147
3.5 สรุปบท 150
บทที่ 4 ยุคทองและการแสวงหา การแข่งขันจากประวัติศาสตร์ชุมชน 155
หมู่บ้าน (ประมาณ พ.ศ. 2520 ถึงทศวรรษ 2540)
4.1 นักสังคมศาสตร์กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 157
4.2 การศึกษาประวัติศาสตร์สังคม 161
4.2.1 การศึกษาเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาเพื่อปรับความสัมพันธ์ 162
กับชนชั้นผู้ปกครอง
4.2.2 การศึกษาความเปลี่ยนแปลงสังคมชุมชนหมู่บ้านในยุคของการเข้าสู่ 164
ความทันสมัย
4.3 การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ 169
4.3.1 การศึกษาแนวเศรษฐกิจวัฒนธรรมชุมชน 169
4.3.2 การศึกษาประวัติศาสตร์การค้าและเศรษฐกิจในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 179
4.4 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม 183
4.4.1 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชุมชน 184
4.4.2 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมด้านความคิดและจิตส�านึก 192
4.4.3 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในมิติทางวัฒนธรรม 193
4.5 การรวบรวม ปริวรรต และวิเคราะห์ข้อมูลทางคติชนวิทยาและวรรณกรรม 197
ท้องถิ่น
4.5.1 ผลงานของนักวิชาการทั่วไป 198
4.5.2 ผลงานจากการท�าวิทยานิพนธ์ 202
4.6 การเติบโตของประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นในทศวรรษ 2540 206
4.6.1 การศึกษากลุ่ม “ประวัติศาสตร์สังคม” ของศรีศักร วัลลิโภดม 209
4.6.2 การศึกษาชุด “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 4 ภาค” 215
4.7 สรุปบท: ชัยชนะประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น? 222
บทที่ 5 ปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 227
5.1 ปัญหาในเชิงวิชาการทางประวัติศาสตร์ 229
5.1.1 ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหา 229
5.1.2 ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการศึกษา 231
5.1.3 ปัญหาเกี่ยวกับหลักฐาน 233
5.1.4 ปัญหาเกี่ยวกับหน่วยวิเคราะห์ 235
5.2 ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์ 236
5.2.1 ปัญหาด้านชาตินิยม 237
5.2.2 ปัญหาด้านท้องถิ่นนิยม 242
5.2.3 ปัญหาด้านชุมชนนิยม 251
บทที่ 6 สรุปและเสนอแนะการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 259
หลังสมัยการพัฒนา
ภาคสอง 271
บนเส้นทางสู่อนาคตว่าด้วยแนวคิด แนวทาง
�
วิธีการศึกษา บทบาท และความสาคัญ
ความน�า 272
บทที่ 7 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 277
7.1 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 279
7.2 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น:ข้อเสนอในปัจจุบัน 293
บทที่ 8 แนวความคิดพื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 301
8.1 ส�านึกถึงการมีอยู่ตลอดเวลาของ “ท้องถิ่น” ในอดีต 303
8.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง “ท้องถิ่น” กับ “ศูนย์กลาง” และท้องถิ่นอื่น 309
8.3 ความเปลี่ยนแปลงและการคลี่คลายที่ให้ความส�าคัญต่อปัจจัยภายใน 319
บทที่ 9 หลักฐาน ความหมาย และ “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ 323
ท้องถิ่น
9.1 ประเภทของหลักฐาน 325
9.1.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร 327
9.1.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร 339
9.2 ความหมายของหลักฐาน 343
9.3 ความน่าเชื่อถือของหลักฐานกับการศึกษา “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ 361
ท้องถิ่นไทย
9.3.1 คุณค่าและข้อจ�ากัดพื้นฐานของ “ค�าบอกเล่า” และ “เอกสาร” 363
9.3.2 ความหมายของหลักฐานกับความจริงในประวัติศาสตร์ 365
9.3.3 “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือการสร้าง “ความทรงจ�าร่วม” 370
ที่มีความหมายกับสังคมปัจจุบัน
บทที่ 10 แนวทางการศึกษา: การปลดปล่อย และการยก “ฐาน” 377
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
10.1 การศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ 379
10.2 การวาง “โครงเรื่อง” ส�าหรับการวิเคราะห์ 383
10.3 แนวความคิดทางทฤษฎีกับการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 408
บทที่ 11 บทส่งท้าย 415
ความส�าคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบัน
11.1 การสร้างส�านึกประวัติศาสตร์ของประชาชนในท้องถิ่นให้ตระหนักถึงคุณค่า 418
ของตัวเองและชุมชน
11.2 เป็นความรู้ส�าหรับการก�าหนดนโยบายการพัฒนาให้สอดคล้องและเหมาะสม 422
กับศักยภาพและข้อจ�ากัดของแต่ละท้องถิ่น
11.3 เป็นองค์ความรู้ที่ช่วยให้มีความสมดุลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์และ 430
สังคมศาสตร์ที่ให้ความส�าคัญกับศูนย์กลางมากเกินไป
การอ้างอิง 437
ภาคผนวก 463
ิ
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย
บทน�า
28
ี
ื
ื
การศึกษาเร่องราวเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” ได้มีอยู่ในองค์ความรู้เร่อง “ไทยศึกษา”
ิ
ี
ื
ิ
ิ
ตลอดมาอย่างแยกกันไม่ออก ส่งน้แสดงให้เห็นว่า ความรู้เร่องประวัติศาสตร์ท้องถ่นม ี
�
ความสาคัญและมีบทบาทอยู่ในสังคมควบคู่กับพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต คร้นภายหลัง
ั
์
ิ
้
ั
ิ
์
ุ
ุ
้
ึ
ู
เหตการณ 14 ตลาคม 2516 ประวตศาสตรทองถนกไดเฟองฟขนเปนอยางมาก กระแสความ
่
็
็
่
้
ื
่
ี
ื
ี
ื
สนใจของสังคมในเร่องดังกล่าวน้มีมาอย่างต่อเน่อง สอดคล้องกับการเปล่ยนแปลงทางด้าน
เศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความส�าคัญกับความรู้ในเรื่องท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
ี
กว่า 4 ทศวรรษท่ผ่านมา จึงได้เกิดองค์ความรู้เก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นท
ิ
่
ี
ี
ซับซ้อนหลากหลายทั้งในด้านเนื้อหา ตลอดจนแนวคิดและวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าไปอย่างมากก็คือ การมุ่งลงไปศึกษาเรื่องราวของชุมชนหมู่บ้าน
เกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนธรรมดา แทนการศึกษาประวัติศาสตร์เมือง จังหวัด และเรื่องราว
ของตัวผู้น�า ดังที่นิยมกระท�ากันมาในอดีต ที่ส�าคัญก็คือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในลักษณะ
ดังกล่าวน้ได้เน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาของประชาชนเองในฐานะเจ้าของ
ี
ประวัติศาสตร์ อันจะทาให้เกิดจิตสานึกประวัติศาสตร์แบบใหม่ ตลอดจนได้ข้อมูลและองค์
�
�
ความรู้ในวิถีชาวบ้าน เพื่อเป็นประโยชน์ส�าหรับการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมที่พวกเขามีอยู่
อย่างแท้จริง เช่อกันว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ของ
ื
เขานี้เอง ที่จะเป็นพื้นฐานส�าคัญยิ่งในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ท่ามกลาง
กระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน
ี
ิ
กระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในลักษณะดังกล่าวน้ได้รับการส่งเสริมอย่าง
ิ
มากในทศวรรษ 2540 ดังจะเห็นได้จากมีโครงการวิจัยเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่น
ี
ื
ี
�
โดยตรง และโครงการทางด้านสังคมศาสตร์อ่นๆ ท่ให้ความสาคัญกับมิติประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย
Rescue A Thai Local History
29
ิ
ั
ิ
ท้องถ่นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวเฉพาะโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นโดยตรงน้น ปรากฏ
ึ
ว่าได้มีชุดโครงการเกิดข้นพร้อมๆ กันใน 4 ภาค ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสานักงาน
�
กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้ด�าเนินการสิ้นสุดไปในปี พ.ศ. 2546 นั้น นับว่าเป็น
ชุดโครงการศึกษาประวัติศาสตรท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยท�ากันมาและได้ส่งผลกระทบ
์
�
ื
ต่อสังคมอย่างสูงในแง่ความเคล่อนไหวของนักวิชาการหลายสาขาท่มีโอกาสได้มาทางาน
ี
ร่วมกัน ตลอดจนจัดให้มีการประชุมสัมมนาในหลายระดับเพ่อวิพากษ์วิจารณ์จากท้งผู้รู้
ื
ั
ในท้องถิ่นและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ในส่วนของชุมชนนั้น ปรากฏว่ามีความตื่นตัวรับรู้
ิ
ึ
�
�
และให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้นและกว้างขวางย่ง ซ่งนอกจากจะทาให้เกิดสานึก
ประวัติศาสตร์ใหม่ได้ในระดับหนึ่งแล้ว องค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ก็ยังจะเกิดประโยชน์
ส�าหรับครู อาจารย์ที่จะน�าไปใช้ในการเรียนการสอน ตลอดจนจัดท�าหลักสูตรท้องถิ่นให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป
ฉะน้น กระแสความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถ่นแนวใหม่ท่เกิดข้นในช่วงทศวรรษ
ั
ิ
ึ
ี
ี
น้ จึงเป็นเร่องท่น่ายินดีและสัมพันธ์กับความเปล่ยนแปลงของสังคมในยุคการปฏิรูปตาม
ื
ี
ี
ี
�
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (2540) ท่มุ่งการกระจายอานาจตลอดจนให้สิทธิต่างๆ แก่ชุมชนท้องถ่น
ิ
ึ
ในการดูแลตัวเองมากข้น แม้ว่าการศึกษาในแนวทางเก่าจะยังทรงอิทธิพลอยู่อย่างมาก แต่ก ็
เชื่อว่าคงจะค่อยๆ ถอยห่างไปยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองตามความจริงต่อไป ขณะเดียวกัน
ประวตศาสตร์ท้องถนแนวใหม่กได้เดนทางมาถงในช่วงเวลาอันเหมาะสมและได้รบความ
ิ
็
ิ
ิ
ั
ั
ึ
่
สนใจอย่างรวดเร็ว จึงหวังได้ว่านับจากทศวรรษ 2550 เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ิ
แนวใหม่จะมีพลังเพ่มขึ้น สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน เพราะเป็นประวัติศาสตร์
ท่มีชีวิตและจินตนาการ ซึ่งจะผลิดอกออกผลตลอดจนมีพลังเข้าไปเบ่งบานอยู่ในจิตใจของ
ี
ผู้คน เป็นความรู้จากอดีตใกล้ตัวที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
ี
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรบความจริงกันด้วยว่าประวติศาสตร์ท้องถนท่เราได้วาดหวัง
่
ิ
ั
ั
ี
ี
กันไว้น้ยังอยู่ในระยะเร่มต้นเท่าน้น จึงยังขาดแนวคิด ทิศทาง และวิธีการท่ชัดเจนและเหมาะสม
ิ
ั
ี
เพราะเป็นกระแสใหม่ท่มิได้มีฐานคิดและประสบการณ์อยู่ในสังคมไทยอย่างเพียงพอ แม้ว่า
จะมีข้อเสนอในเรื่องดังกล่าวและได้ศึกษากันมานานกว่า 4 ทศวรรษแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าได้
เกิดข้อถกเถียงต่างๆ เกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ควบคู่ตลอดมาเช่นเดียวกัน ยิ่งใน
ั
ิ
ทศวรรษหลังๆ ได้มีนักสังคมศาสตร์หลายสาขา ตลอดจนผู้ท่สนใจเร่องท้องถ่นท่วไปเข้ามา
ี
ื
�
ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันก็ได้นาเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธ ี
ิ
การศึกษาในสาขาของตนเข้ามาใช้อย่างชัดเจน
สภาพการณ์ดังกล่าว แม้ว่าจะช่วยพัฒนาให้วิชาการทางด้านน้ได้มีบรรยากาศท่ดีและ
ี
ี
ยงยุทธ ชูแว่น
30
น่าสนใจมากขึ้น เพราะมีแง่มุมใหม่ๆ ที่ชวนให้ตื่นเต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้สร้างปัญหา
ื
ั
และความสับสนท้งแก่นักเรียนประวัติศาสตร์และผู้สนใจอ่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะดูเหมือนว่า
ิ
ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงและศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นได้โดยง่ายและโดยแนวทางของตัวเอง
ี
ั
�
แต่ก็ไม่ค่อยม่นใจนัก ด้วยเหตุดังน้น จึงไม่แปลกอันใดท่เราจะได้ยินคาถามอยู่เสมอ
ั
ในปัจจุบันว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคืออะไร มีลักษณะเป็นของตัวเองหรือไม่ อย่างไร มี
หลักเกณฑ์หรือแนวคิดแนวทางในการศึกษาอย่างไร แตกต่างกับการศึกษาประวัติศาสตร์
ทั่วไปเพียงใด ต้องศึกษาในขอบเขตพื้นที่ขนาดไหน จะใช้หลักฐานข้อมูลประเภทใด การ
สัมภาษณ์ชาวบ้านจะเชื่อถือได้หรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น
ื
ปัญหาดังกล่าวยงไม่มคาตอบทกระจ่างชดเป็นระบบ ไม่มแนวทางหรอเกณฑ์
ั
ี
่
�
ั
ี
ี
มาตรฐานอย่างหน่งอย่างใดท่พอจะทาความเข้าใจร่วมกันได้ จึงทาให้ส่งผลกระทบต่อทิศทาง
�
ี
ึ
�
และคุณภาพของงานวิจัยอยู่ตลอดมา แม้นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิท่เก่ยวข้องหลายท่าน เช่น
ี
ี
รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศาสตราจารย์
ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศาสตราจารย์ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ฯลฯ จะได้พยายามเสนอแนะ
ี
�
ิ
ให้ข้อคิด ตลอดจนมองหาแนวทางต่างๆ ท่เหมาะสมสาหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่น
อยู่ตลอดมา แต่แนวคิดและแนวทางต่างๆ ก็ยังกระจัดกระจาย มีความหมายในหลายระดับ
ั
และในบางคร้งก็อาจซับซ้อนเกินไป เพราะนักวิชาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมองประวัติศาสตร์
่
ี
ั
ื
ท้องถ่นจากมมมองตามพ้นฐานทตนเองสนใจเป็นหลัก ด้วยเหตุดงนน จงได้เกดแนวคด
ิ
ุ
ิ
ิ
ึ
ั
้
ี
ั
�
แนวทางและวิธีการท่หลากหลาย ทาให้นักเรียนประวัติศาสตร์และผู้สนใจท่วไปเกิดความ
สับสนไม่แน่ใจในบางเรื่องดังได้กล่าวมา
จากปัญหาที่กล่าวมา ตลอดจนเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษา
่
ี
ั
ิ
ึ
ี
็
่
ิ
ึ
ประวตศาสตร์ท้องถนไทยในช่วงเวลาประมาณครงศตวรรษทผ่านมา จงเหนว่ามความ
่
ิ
์
�
์
จาเป็นและถึงเวลาอนเหมาะสมท่จะตองทาการประมวลวเคราะห สังเคราะหข้อมลต่างๆ จาก
ู
ั
้
�
ี
เอกสาร ประสบการณ์การวิจัยในภาคสนาม ตลอดจนจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
ี
ื
ี
ี
�
นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิท่เก่ยวข้อง เพ่อนามาเขียนเป็นหนังสือเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นไทย” ที่ประกอบด้วยเนื้อหาทั้งทางด้านความเป็นมา ภูมิหลัง สถานภาพของความรู้
ปัญหาของการศึกษา ตลอดจนแนวคิดแนวทางและวิธีการศึกษาให้เป็นระบบมากขึ้น และ
�
นอกจากนี้ยังจะเป็นการนาเสนอแนวความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถ่นเป็น
ิ
กรณีพิเศษ เพ่อช้ให้เห็นว่าเป็นแนวทางสาคัญในปัจจุบัน และคาดหวังได้ว่าจะมีอิทธิพลมาก
ี
ื
�
ขนในอนาคตอนไม่ไกลนก เพราะเป็นประวติศาสตร์ทสัมพนธ์กบวถชวิตของประชาชนใน
ี
ั
ั
ั
่
ั
ี
ี
ั
้
ึ
ิ
บริบทที่เป็นจริงมากที่สุดดังกล่าว
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย
Rescue A Thai Local History
31
จากการที่ต้องท�าความเข้าใจกับประเด็นต่างๆ เป็นจ�านวนมาก ดังนั้นจึงจะแบ่งการ
ึ
เรียบเรียงหนังสือออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคหน่ง จะว่าด้วยความเป็นมา สถานภาพของความร ู้
ปัญหาและข้อเสนอ ภาคสอง จะเป็นเรื่องของแนวคิด แนวทาง วิธีการศึกษา บทบาทและ
ความส�าคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมด้วยภาคผนวกเป็นบรรณานุกรมวิทยานิพนธ์
ี
ี
่
ั
้
ี
้
่
ทางด้านประวตศาสตร์ทเกยวข้อง ทงนด้วยหวังว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศการศึกษา
ั
ิ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในสังคมไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษา
ครู อาจารย์ผู้สอนระดับต่างๆ ที่ยังขาดแคลนเอกสารคู่มือการค้นคว้าอยู่พอสมควร และ
เหนือส่งอ่นใด ก็ยังหวังให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงตามมา อันจะช่วยให้เกิดการ
ื
ิ
พัฒนาไปสู่แนวคิดและแนวทางในการศึกษาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
ยงยุทธ ชูแว่น