The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanisr.ton, 2020-03-12 06:51:45

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย

ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย
ยงยุทธ ชูแวน: เขียน
ราคา 495 บาท
ขอมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแหงชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ยงยุทธ ชูแวน.
ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย.-- กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุป, 2562.
496 หนา.
1. ประวัติศาสตรทองถิ่นไทย. I. ชื่อเรื่อง.
959.3

ISBN 978-616-301-701-7

©
©ขอความในหนังสือเลมนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
การคัดลอกสวนใดๆ ในหนังสือเลมนี้ไปเผยแพรไมวาในรูปแบบใดตองไดรับอนุญาตจากเจาของลิขสิทธิ์กอน
ยกเวนเพื่อการอางอิง การวิจารณ และประชาสัมพันธ
©ªบรรณาธิการอำนวยการ : คธาวุฒิ เกนุย
บรรณาธิการบริหาร : สุรชัย พิงชัยภูมิ
ผูชวยบรรณาธิการบริหาร : วาสนา ชูรัตน
บรรณาธิการเลม : พิเชฐ แสงทอง
กองบรรณาธิการ : คณิตา สุตราม พรรณิกา ครโสภา ดารียา ครโสภา
เลขากองบรรณาธิการ : อรทัย ดีสวัสดิ์
พิสูจนอักษร : ปานอรุณ ชัยลักษณ
รูปเลม : Evolution Art
ออกแบบปก : Rabbithood Studio
ผูอำนวยการฝายการตลาด : นุชนันท ทักษิณาบัณฑิต
ผูจัดการฝายการตลาด : ชิตพล จันสด
ผูจัดการทั่วไป : เวชพงษ รัตนมาลี
จัดพิมพโดย : บริษัท ยิปซี กรุป จำกัด เลขที่ 37/145 รามคำแหง 98
แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2728 0939 โทรสาร. 0 2728 0939 ตอ 108
www.gypsygroup.net
พิมพที่ : บริษัท วิชั่น พรีเพรส จำกัด โทร. 0 2147 3175-6
จัดจำหนาย : บริษัท ยิปซี กรุป จำกัด โทร. 0 2728 0939
www.facebook.com/gypsygroup.co.ltd
LINE ID : @gypzy

ขอบคุณภาพปกจาก:
https://2017.sadoodta.com/info//ชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง-วัดภูมินทร
http://www.yaikintiew.com/blogs/227
http://51010611081weerayut.blogspot.com/2011/12/blog-post.html
https://xn--v3cdwa6co.com/ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังวั-5/

สนใจสั่งซื้อหนังสือจำนวนมากเพื่อสนับสนุนทางการศึกษา สำนักพิมพลดราคาพิเศษ ติดตอ โทร. 0 2728 0939

ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหา และเส้นทางสู่อนาคต


ประวัติศาสตร์ท้องถินไทย
Rescue A Thai Local History









ยงยุทธ ชูแว่น




คานาสานักพิมพ์






ในแวดวงประวัติศาสตร์ท้องถ่นและประวัติศาสตร์ภาคใต้ นาม “ยงยุทธ ชูแว่น”





















คงจะเปนทคนหคนตาของนกศกษา นกวชาการ ตลอดจนผสนใจงานวชาการดานนเปนอยาง
ดี เนื่องจากท่านสร้างสรรค์ผลงานมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 จนถึง

ปัจจุบัน งานของท่านครอบคลุมท้งอดีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ ปัตตาน


ยุคประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง ไล่ข้นมาจนถึงประวัติศาสตร์สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนกลางคือ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ซึ่ง
นักวิชาการและนักพัฒนารู้จักกันดีในนาม “ชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา”



นอกจากน้นกว่าคร่งชีวิตของท่านท่มีบทบาทเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์อยู่ท ี ่
มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว จังหวัดนครปฐม ท่านยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ระดับปริญญาโท ผลักดันนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ ขึ้นประดับวงการอีกมากมาย แม้กระทั่งเมื่อ
เกษียณราชการออกมาที่ต�าแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ก็ยังคงท�างานด้านวิชาการอยู่อย่าง

ต่อเน่อง ท้งยังเป็นผู้ประสานงานโครงการวิจัยของสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


(สกว.) ส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการรุ่นใหม่ไม่ได้ขาด หนังสือเล่มน้ถือเป็นประจักษ์-


พยานของการทางานอย่างต่อเน่องดังกล่าว เหตุท่กล่าวเช่นน้ก็เพราะหนังสือหนาเกิน



คร่งพันหน้าเล่มน้เปรียบเสมือนบทบันทึกหรือจดหมายเหตุบนเส้นทางของการสอนและการ






วิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นของไทยโดยภาพรวมน่นเอง ด้วยเน้อหาของหนังสือเล่มน้สมบูรณ์
ด้วยการสารวจความเป็นมา สถานภาพของการศึกษา กระแส เอกลักษณ์ จุดเด่น ตลอดจน





แสดงรายละเอียดทุกแง่มุมท่เคยเกิดข้นในแวดวงประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย ท่สาคัญท่านยัง


ได้บ่งช้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแนวศึกษาท้องถ่นภายใต้บริบทของความเปล่ยนแปลงของ


สังคมเอาไว้อย่างโดดเด่นและครอบคลุม จนเราอาจจะยกย่องให้ผลงานของท่านเล่มนี้เป็น










มาสเตอร์พซท่แวดวงการศึกษาประวตศาสตร์ท้องถนไทยจะต้องมเพอประดบช้นและห้อง

หนังสือของทุกคนและทุกสถาบันก็กล่าวได้




สานักพิมพ์ยิปซีได้รับเกียรติและความไว้วางใจให้ตีพิมพ์หนังสือเล่มน้ซาอีกคร้ง



หลังจากท่สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเคยเผยแพร่มาแล้วคร้งหน่งเม่อกว่า 10 ปีก่อน







แน่นอนว่าในช่วงกว่า 10 ปีระหว่างการพิมพ์ 2 คร้งน้ย่อมเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ข้น




จนทาให้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นขยับเคล่อนออกไปอีก ซ่งรองศาสตราจารย์
ยงยุทธ ชูแว่น ก็ได้ปรับปรุง เพิ่มเติมข้อมูล ที่ขยับเคลื่อนออกไปเพื่อให้ครอบคลุมระยะ

เวลาท่เป็นปัจจุบันสมัยท่สุด แม้ว่าอาจจะไม่ขยับขยายมาจนถึงปีปัจจุบันก็ตาม ในนามผู้จัด






พิมพ์ สานักพิมพ์ยิปซีจึงม่นใจว่าผู้อ่านจะได้ด่มดากับคุณค่าท่สมบูรณ์ท่สุดของหนังสือท่เรา



ได้คัดสรรน�าเสนอแก่ผู้อ่านเล่มนี้
ด้วยมิตรภาพ
ส�านักพิมพ์ยิปซี


คานา



(สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในการพิมพ์คร้งท่ 1)





ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้าง

องค์ความรู้ เครือข่าย และบุคลากรด้าน “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” มามากกว่าทศวรรษ โดย
รองศาสตราจารย์ยงยุทธ ชูแว่น เป็นนักวิจัยรุ่นแรกที่ท�างานร่วมกับ สกว. และต่อมาได้








ผนตวไปเป็นผ้ประสานงานชดโครงการประวตศาสตร์ท้องถนภาคใต้ จนเรยกได้ว่าเป็นผ้ ู

คร�่าหวอดในแวดวงประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อสะสมทุนความรู้ และประสบการณ์ใน
การพัฒนาและเขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย” เล่มนี้
รองศาสตราจารย์ยงยุทธได้ทุ่มเทเวลาในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ส�าหรับการเขียนและ


ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพ่อให้ตาราประวัติศาสตร์มีความสมบูรณ์มากท่สุด สามารถจุด


ประกาย ตลอดจนเป็นแหล่งอ้างอิงและสืบค้นสาคัญสาหรับผู้สนใจท่จะเรียนรู้ และสามารถ


เป็นผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนของตนได้อย่างรู้เท่าทัน

สกว.รู้สึกยินดีเป็นอย่างย่งท่ได้เป็นส่วนหน่งในการสนับสนุนการเผยแพร่หนังสือ







เล่มน้ เพราะเช่อม่นเป็นอย่างย่งว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เป็นวิธีวิทยาท่สาคัญมากวิธ ี


หนึ่งส�าหรับการท�างานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ และเป็นพลังที่ส�าคัญยิ่งในการเรียนรู้ที่ไป

ท่มาของตนเอง ทาให้รู้ปัจจุบันและสามารถใช้ในการกาหนดและเลือกทางเดินของตนเอง


ในอนาคตได้ เช่นเดียวกันกับที่เชื่อมั่นว่า “กระบวนการสร้างประวัติศาสตร์” จะก่อให้เกิด
สานึกรักบ้านเกิด รักศักด์ศรีและอัตลักษณ์ในความเป็นรากเหง้าของตนและชุมชนของ


ตนเองได้อย่างแยบยล
ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)





คานาผู้เขียน (ในการพิมพ์คร้งท่ 2)




หนังสือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยส�านักงาน
กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนในการค้นคว้าน้น คร้นเวลาล่วงเลยมา


หลายปี บัดนี้ก็ไม่สามารถซื้อหาได้อีกเลย เหตุผลเกิดจากจ�านวนพิมพ์ที่จ�ากัดเพียงหนึ่งพัน
เล่มเท่านั้น ในช่วงปีหลังๆ ได้มีผู้ต้องการสอบถามมายังผู้เขียนและ สกว.อยู่เสมอ ด้วย



เหตุน้จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาอันควรท่หนังสือจะได้ตีพิมพ์ซา เพ่อตอบสนองความต้องการ


ของผู้สนใจดังกล่าว


ตลอดระยะเวลาหลายปีท่ผ่านมา มีปฏิกิริยาต่อหนังสือเพียงเล็กน้อยจากผู้อ่านท่วไป





ในทานองช่นชมในความพยายามของผู้เขียน ท่เท่ยวรวบรวมเอาข้อมูลมาแสดงไว้เป็นจานวน
มาก ตลอดจนวิเคราะห์ให้เห็นทิศทางและแนวโน้มต่างๆ เช่นเดียวกับได้เสนอแนวคิด

บางอย่างไว้ระดับหน่ง การวิจารณ์ในลักษณะดังกล่าวแม้ว่าจะเป็นเร่องท่น่ายินดี แต่ก็หา


ได้มีประโยชน์ช่วยแลกเปล่ยนพัฒนาให้แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยแต่อย่างใด


ผู้เขียนขอขอบคุณแก่ผู้ให้กาลังใจและเข้าใจดีถึงประเพณีการวิจารณ์หนังสือทางวิชาการ

ของบ้านเราในทศวรรษหลังๆ ด้วยเหตุดังน้น จึงไม่ได้คาดหวังถึงข้อเสนอแนะทางวิชาการท ่ ี

เข้มข้นจริงจังแต่อย่างใด หากแต่พยายามทบทวนงานของตัวเองด้วยเห็นว่ายังมีข้อบกพร่อง
อยู่หลายส่วน และจะปรับปรุงขึ้นมาได้อย่างไร ภายใต้ข้อจ�ากัดหลายอย่างของผู้เขียนเป็น
ส�าคัญ












ผ้เขยนโชคดท่มโอกาสสอนวชานอย่างต่อเน่องทงในระดบปรญญาตรีและปรญญา





โทและแนวโน้มมีนักศึกษาสนใจเพ่มข้น ในกระบวนการเรียนการสอนน้นผู้เขียนรู้สึกปีต ิ


เป็นอย่างย่งท่ได้ค้นพบ “ข้อบกพร่องพ้นฐาน” ของหนังสือหลายส่วนจากคาวิจารณ์อย่าง



ละเอียดของนักศึกษาอย่างน้อยห้ารุ่นในทศวรรษ 2550 เด็กหนุ่มสาวเหล่าน้นส่วนใหญ่

ไมเคยเรียนวิชาประวัติศาสตรทองถิ่นระดับตนมากอนเลย (ทั้งในระดับมัธยมและปริญญา




ตรี) ด้วยเหตุดังนั้น หนังสือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ของผู้เขียนจึงเป็นสิ่งแปลกใหม่
ต่อพวกเขาอย่างมาก การได้รับมอบหมายให้ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียดอาทิตย์


ละหน่งบท ทาให้พวกเขาสามารถสะท้อนความเห็นออกมาได้หลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะ
ในด้านข้อมูล ประเด็นการน�าเสนอ ความไม่กระจ่างชัดในการอธิบาย ภาษาที่ใช้ แนวคิด



พ้นฐานบางประการ ฯลฯ หลายส่งหลายอย่างเหล่าน้คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะวิจารณ์อย่าง




ตรงไปตรงมา และน่าช่นชมในความกล้าหาญย่ง จากข้อบกพร่องของหนังสือท่ได้จาก


กระบวนการเรียนการสอนน้เอง ทาให้ผู้เขียนตัดสินใจปรับข้อมูลจานวนหน่ง ตลอดจน


เพิ่มเติมหัวข้อและแยกบทให้กระชับส�าหรับการพิมพ์ครั้งใหม่นี้




การค้นหา ประวตศาสตร์ท้องถนไทย ของผ้เขยนเป็นเสมอนการเดนทางเข้าไปใน




ป่าลึกแห่งอดีตท่น่าหลงใหล เพราะเป็นอาณาบริเวณท่มีท้งความซับซ้อนหลากหลายและ








กว้างขวางย่ง จนในบางคร้งทาให้รู้สึกกร่งเกรง หวาดหว่นในความไพศาลของพรมแดน
ความรู้เมื่อเทียบกับก�าลังที่จ�ากัดของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ดินแดนที่ลึกลับแห่งนี้ก็เย้ายวน

เพียงพอให้แก่ความอดทนจนสามารถดุ่มเดินออกไปจนบรรลุถึงอีกฟากหน่งของผืนป่าใหญ่

แห่งน้ได้ เม่อหันกลับมามองย้อนไปในภายหลัง ทาให้ผู้เขียนนึกเย้ยหยันในความเขลาของ


ตัวเองและเข้าใจสถานะของวงวิชาการในบ้านเรามากยิ่งขึ้น
ผู้เขียนเพียงพลัดหลงเข้าไป และกลับออกมาเล่าเรื่องราวของป่าที่ได้พบเห็น จึงเป็น
ธรรมดาที่อาจยังสับสน ด้วยไม่สันทัดจัดเจนบนหนทางอันคดเคี้ยวนั้น อย่างไรก็ตาม เรื่อง
เล่าดังกล่าวอาจพอมีประโยชน์พ้นฐานอยู่บ้างสาหรับผู้สนใจท่จะลองเดินทางเข้าไปสู่ดินแดน



แห่งนั้นด้วยตัวเอง ผู้เขียนจึงห่างไกลจากสถานะผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ หากเป็นได้แต่เพียง
นักส�ารวจกลุ่มแรกๆ เท่านั้น ข้อสรุปบางอย่างอาจเป็นเพียงมายาภาพ อันเกิดจากเรื่องเล่า





ของ “นายพราน” ผู้ใจดีท่เล่าเร่องต่อมาอีกทอดหน่งก็ได้ ไม่ใช่คาตอบท่สมบูรณ์สาเร็จรูปแต่

อย่างใด ข้อคิดเห็นของนักศึกษาดังกล่าวช่วยกระตุ้นเตือนให้ต้องตระหนักในเร่องน้อยู่


ตลอดมา


ผ้เขยนจึงอยากขอบคุณนักศึกษาท้งหลาย และยังทาให้เกดกาลังใจในการแก้ไข




เพ่มเติมเร่องราวอยู่หลายตอน ตลอดจนนึกอยากจะออกเดินทางสารวจป่าแห่งความรู้แห่งน ี ้





อีกคร้ง เพ่อจะได้ทบทวนบางส่งบางอย่างอันอยู่ลึกข้างใน ก่อนท่จะนาเร่องมาเล่าคร้ง





ต่อไป


ขอขอบคุณสานักพิมพ์ยิปซี ท่ให้ความสนใจและสนับสนุนการพิมพ์เร่องราวของ

ประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างไม่ลังเล ผศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง กรุณาให้คาปรึกษาและประสาน




งานกับสานักพิมพ์และอาสาเป็นบรรณาธิการให้อย่างเต็มใจย่ง จนหนังสือสามารถออกมาส ู่
สาธารณชนได้ในที่สุด
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เรื่องเล่า” ต่อไปนี้ จะช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นตัวเอง





และคุณค่าของพ้นท่สาคัญบางส่วนท่อาจละเลยหรือมองข้ามกันมานาน พ้นท่ทางจิตวิญญาณ


อันเสมือนผืนป่าหลังบ้านซ่งได้ซ่อนขุมทรัพย์และความใฝ่ฝันบางอย่างเอาไว้ การช่วยกัน

ฟื้นฟูรักษาจะทาให้เกิดความหมายท่งดงามและสามารถเหยียบยืนบน “สวนสวรรค์” แห่งน ้ ี


ได้อย่างเต็มเท้า เราจะรู้สึกสดชื่น เป็นอิสระ เมื่อได้สูดหายใจเอากลิ่นดอกไม้พื้นเมืองอัน


คุ้นเคย ก่อนย่างก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับอดีตอย่างม่นคง ในท่ามกลางความผันแปรของ
มวลอากาศโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้นทุกที.



ยงยุทธ ชูแว่น
บ้านพัก ด้านตะวันตกทะเลสาบพัทลุง-สงขลา
ฤดูมรสุม ปลายปี 2561



คานาผู้เขียน (ในการพิมพ์คร้งท่ 1)








เม่อคร้งท่สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้ผู้อานวยการ





ศาสตราจารย์นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช เร่มให้ความสาคัญกับงานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์
ไทย โดยการสนับสนุนให้ศาสตราจารย์ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ เป็นผู้ประสานงานชุดโครงการ

“การประมวลความรู้เพ่อการพัฒนาการวิจัยประวัติศาสตร์ไทย” ในระหว่างปี พ.ศ. 2540-2541
นั้น ผู้เขียนได้รับโอกาสให้ส�ารวจศึกษาความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

น่อาจถือได้ว่าเป็นจุดเร่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ท่เป็นระบบมากข้นในเร่องท่ตัวเอง





สนใจ และจากข้อเสนอแนะในงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ดังกล่าว ก็ท�าให้ผู้เขียนมีโอกาสสานต่อ




การเรยนรเพมเตม เมอไดรบการสนบสนุนใหเปนผประสานงานชดโครงการ “ประวติศาสตร ์














ท้องถ่นภาคใต้บริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา” และ ชุดโครงการเครือข่ายปริญญาโทไทยศึกษา
“เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาในมิติประวัติศาสตร์” ในระหว่างปี พ.ศ.
2543-2546 การท�างานวิจัย 2 ชุดโครงการดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
จากนักวิจัยในท้องถ่นเข้ามาทางานประมาณ 20 คน นับต้งแต่อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา



ครูโรงเรียนมัธยม นักวิจัยอิสระ นักศึกษาปริญญาโทหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น





ก็ยังมีชาวบ้านอีกจานวนหน่ง ซ่งได้ทาหน้าท่เป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการย่อยต่างๆ อย่าง
กระตือรือร้น

ในระหว่างการทาหน้าท่ประสานงานการวิจัยเป็นเวลาร่วมประมาณ 4 ปีน้เอง นับเป็น


ระยะเวลาส�าคัญ ซึ่งผู้เขียนได้รับประสบการณ์อันมีค่ายิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นจากหลายแง่มุม ทั้งที่เกิดจากการศึกษาเอกสาร พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
นักวิจัยระดับต่างๆ และกับผู้ทรงคุณวุฒิในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศ ที่ได้ให้


ความกรุณารับเชิญไปเป็นวิทยากรในการประชุมกลุ่มนักวิจัยตลอดจนสัมมนาในพ้นท่หลาย


คร้ง และในอีกด้านหน่งผู้เขียนยังได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงภาคสนามวิจัยด้วย





ตัวเอง สลับกบการไปร่วมประชมแลกเปล่ยนความร้กับนักวิจัยในโครงการวิจัยประวัตศาสตร์


ท้องถ่นของภูมิภาคอ่นอย่างสมาเสมอ นอกจากน้นยังได้รับผิดชอบเป็นผู้สอนในรายวิชา



ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีนักศึกษาให้ความสนใจจ�านวนมากขึ้นตามล�าดับ


จากประสบการณ์การฝึกฝนเรียนรู้ท้งหมดดังกล่าวมา จึงทาให้ผู้เขียนได้พยายาม
ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เรียบเรียงเป็นเอกสารประกอบการสอนหลายชิ้น และต่อมาก็มี

โอกาสได้ทบทวนเพิ่มเติมประมวลขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มนี้ โดยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ของส�านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)





สาหรับรูปแบบการนาเสนอของหนังสือ ผู้เขียนได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ภาค เพ่อ




ให้ครอบคลุมเร่องราวเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นให้มากท่สุด โดยภาคแรกจะเป็นการ
สารวจเก่ยวกับความเป็นมา ภูมิหลัง สถานภาพของการศึกษาและปัญหาต่างๆ ในรอบ




ประมาณ 50 ปีท่ผ่านมา ซ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคเร่มต้นและสมัยแห่งการค้นหาตัวเอง

ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ส่วนในภาคสอง เป็นการประมวลวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิด

และวิธีการศึกษาท่ว่าด้วย ความหมาย ขอบเขต แนวคิดพ้นฐานในการศึกษา หลักฐาน

และความหมายของหลักฐาน แนวทางในการศึกษา ตลอดจนความส�าคัญและบทบาทของ


ประวัติศาสตร์ท้องถ่นในปัจจุบัน การศึกษาในภาคสองน้ในอีกด้านหน่ง จึงหมายถึงข้อเสนอ

เพอใหพจารณาเป็นแนวคดและแนวทางของการศกษาประวตศาสตรท้องถนไทยในอนาคต













นอกจากน้นหนังสือก็ยังได้รวบรวมรายช่อบรรณานุกรมท่เก่ยวข้องไว้เป็นจานวนมาก แม้ว่า



อาจยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม ซ่งท้งหมดน้ก็หวังจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน



ผู้เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับท้องถิ่น ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้เขียนจะใช้เวลาศึกษาอยู่นานพอสมควร แต่ก็เป็นการท�างาน




ท่ไม่ค่อยต่อเน่องนัก และเน่องจากเป็นงานศกษาที่มีขอบเขตกว้างขวาง พยายามขยาย
รายละเอียดไปยังทุกเรื่องที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยเหตุผล
ดังกล่าว จึงย่อมท�าให้หนังสือเล่มนี้มีข้อบกพร่องอยู่อย่างแน่นอน กล่าวคือ ยังเป็นผลงาน



ท่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เขียนท่กาลังทาความเข้าใจ ทดลอง ในรูปแบบ วิธีการ

ศึกษา และค้นหาตัวตนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ซึ่งบางส่วนก็ยังไม่แจ่มชัด เพราะ

ไม่มีฐานความรู้เดิมอยู่อย่างเพียงพอ เช่นเดียวกับท่จะต้องเพ่มพูนประสบการณ์ต่อไปอีก

ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น ที่ถือได้ว่ายังเป็นสิ่งใหม่
อยู่มากส�าหรับนักเรียนประวัติศาสตร์และสังคมไทย
ในความเห็นของผู้เขียน ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นระดับต่างๆ นั้น มีความส�าคัญ












ยงในบรบทสงคมปัจจบัน ทงยงมเสน่ห์ท้าทายให้ค้นหาอย่างไม่สนสด ส่อดตอนสดชน





หอมหวานแห่งวันเยาว์ เป็นจิตวิญญาณของสังคมไทยท่รอคอยการฟื้นฟูทะนุรักษา ให้มีชีวิต

จนเป็นพลังของประเทศชาติในอนาคตอย่างแท้จริง จากความสาคัญของพลังชุมชนดังกล่าว

เราจึงจะเห็นต่อไปได้ว่าหนังสือเล่มน้คืองานบุกเบิกช้นแรกๆ ท่ยังต้องการคาอธิบายเพ่มเติม





อีกหลายส่วน ตลอดจนน�าเสนอตัวอย่างวิธีวิทยาที่เป็นรูปธรรมประกอบมากขึ้น ซึ่งทั้งหมด

คงจะต้องอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติการดังกล่าวมา


ขอขอบพระคุณนักวิชาการผู้บุกเบิกในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย และ


ผู้ทรงคุณวุฒิท้งหลายท่ให้ความรู้ท้งโดยตรงและโดยอ้อม ซ่งบทบาทและผลงานของท่านคือ






พ้นฐานสาคัญท่ทาให้ผู้เขียนสามารถเรียบเรียงหนังสือเล่มน้ได้สาเร็จ ขอขอบคุณ ดร.ชยันต์




วรรธนะภูติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสาร ท่คอยถามข่าวคราวและแนะนาแลก












เปลยนความรตางๆ ดวยความเมตตาตลอดมา โดยเฉพาะอยางยงม “ขอเสนอใหพจารณา”

หลายอย่างจาก ดร.ชยันต์ ที่ผู้เขียนเห็นด้วย แต่ยังไม่อาจเพิ่มเติมหรือปรับปรุงให้แจ่มชัด




ได้ท้งหมดในขณะน้ ซ่งส่วนหน่งย่อมเกิดจากข้อจากัดบางอย่างของผู้เขียนเองเป็นสาคัญ


รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ
ชูพินิจ เกษมณี ซึ่งเป็นผู้ประสานงานชุดโครงการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (ภาคเหนือ ภาค
อีสาน และภาคกลาง ตามล�าดับ) ได้กรุณาให้ก�าลังใจ แลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนถาม
ข่าวคราวในเร่องสุขภาพของผู้เขียนด้วยความห่วงใยตลอดมา ผู้เขียนจึงใคร่ขอขอบคุณใน

ไมตรีจิตของอาจารย์ทั้ง 3 ท่านไว้ ณ โอกาสนี้








ขอขอบคณ สานกงานกองทนสนบสนนการวจย (สกว.) ทให้ความสาคญกบ









ประวัติศาสตร์ท้องถ่นมาอย่างต่อเน่อง โดยเฉพาะอย่างย่ง ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย (ผู้อานวยการ
ฝ่ายชุมชนและสังคม) ซ่งนอกจากจะเป็นผู้สืบสานและผลักดันงานวิจัยทางด้านน้แล้ว


ก็ยังให้ความสนใจในกระบวนการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้



จากการเข้าร่วมแลกเปล่ยนเรียนรู้กับชุดวิจัยของทุกภาคมาอย่างสมาเสมอ ซ่งข้อคิดเห็น

ในหลายๆ ประเด็นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยโดยตรง นอกจากนั้นความเอาใจใส่

ดังกล่าวก็ยังส่งผลอย่างสาคัญให้โครงการต่างๆ สาเร็จลุล่วงไปได้ตลอดมา และหนังสือ

เล่มน้ ส่วนหน่งก็เกิดจากการให้คุณค่าและแรงผลักดันของเธอ โดยท่ยังจะต้องอดทนอย่าง



ใจเย็นต่อความล่าช้าของผู้เขียนในการปรับปรุงต้นฉบับอีกด้วย

ท้ายสุดน้ ขอขอบคุณ คุณเบญจมาศ ตีระมาศวณิช ท่ให้คาปรึกษาช่วยเหลือในระยะ



เร่มต้นของโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่น คุณอาภา อนันตกูล และคุณสุพัตรา วุฒิเรืองกุล


ได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานเป็นอย่างดีย่งตลอดมา รวมท้งทาให้หนังสือเล่มน้ปรากฏ



ออกมาสู่สาธารณชนได้ในที่สุด
ยงยุทธ ชูแว่น
ทับแก้ว นครปฐม
ปลายปี 2550

หมายเหตุบรรณาธิการ


ตาราว่าด้วยการศึกษาอดีตของชาวบ้านเล่มแรกของไทย







กว่า 5 ทศวรรษท่ความเคล่อนไหวของวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยเกิดข้น



มีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันในโรงเรียน วิทยาลัย ตลอดจนมหาวิทยาลัย
กันอย่างแพร่หลายและต่อเน่องมาจนถึงปัจจุบัน กระท่งนาไปสู่การผลิตสร้างองค์ความรู้



เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้นมากมายในทุกภูมิภาค อย่างก็ดี ถ้าหากจะถามหาหนังสือ







ทเหมาะควรแก่การใช้เป็นแนวทางในการศกษาประวติศาสตร์ท้องถ่นสักเร่อง เรากจะพบ
กับปัญหาที่น่าหนักใจ เพราะแม้ว่าในหลายมหาวิทยาลัยจะเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ แต่

























เนองจากเอกลกษณของตววชาเองทมความผกพนอยกบทองถนทซงมการเรยนการสอนนนๆ
อยู่เป็นการเฉพาะ ทาให้การผลิตตาราโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกสร้างข้นเพ่อตอบสนอง





ความเปนกระบวนวิชาที่มุงเนนเฉพาะถิ่นดังกลาว ต�าราที่พึงจะพิจารณาหรือสังเคราะหภาพ




รวมของการศึกษาดูจะยังขาดแคลนอยู่อีกมาก ทั้งๆ ที่ต�าราแนวนี้มีความจ�าเป็นอยู่มากใน
การใช้ศึกษาเพื่อพิเคราะห์แนวโน้ม หรือแสวงหาท่าที ตลอดจนทิศทางที่เหมาะควรแก่การ
ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งไม่จ�ากัดอยู่เฉพาะภูมิภาคหรือจังหวัดใดๆ
นี่อาจจะเป็นช่องว่างทางการศึกษาและพัฒนากระบวนวิชาที่เราไม่อาจมองข้ามได้







“ประวตศาสตร์ท้องถนไทย” เขยนโดย ยงยทธ ชแว่น อดตอาจารย์ประจาภาค



วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยงยุทธ เป็นผู้เช่ยวชาญ


ประวัติศาสตร์ท้องถ่นภาคใต้ โดยเฉพาะในชุมชนบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลาตัวกล่น ท ี ่

จนปัจจุบันก็ยังไม่มีสร้างงานศึกษาไว้มากเท่าเขา งานสาคัญช้นหน่งของเขา คือการเป็น




ผู้ประสานงานโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นภาคใต้ สานักงานกองทุนสนับสนุนการ
วิจัย จนกระทั่งได้หนังสือวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ออกมาประดับแผงร่วม
10 เล่ม ขณะเดียวกัน ความสนใจของเขาก็ยังขยายออกไปสู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ น�ามา
สู่ผลงานชิ้นส�าคัญคือหนังสือ ที่ว่าด้วย “รัฐปัตตานี”


สาหรับหนังสือเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เล่มน้แบ่งเน้อหาออกเป็น 2 ส่วนด้วย





กัน ส่วนท่ 1 เน้นประเด็นสถานภาพของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยต้งแต่ประมาณ


พ.ศ.2500 ถึงทศวรรษ 2540 แจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับความเปนมา ภูมิหลัง สถานภาพ

ของการศึกษาและปัญหาต่างๆ ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในรอบ 5 ทศวรรษ





โดยย้อนไปต้งแต่ความสนใจท้องถ่นของชนช้นสูงในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระท่ง
ถึงทศวรรษ 2540
เนื้อหาส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของ “แนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” มุ่ง
วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎี วิธีการศึกษา ตลอดจนความหมาย ขอบเขต แนวคิด

พื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมถึงลักษณะต่างๆ ของหลักฐาน ความหมาย
ของหลักฐาน และบทบาทและหน้าที่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นส�าหรับสังคมยุคปัจจุบัน
ท่น่าสนใจเป็นอย่างย่งก็คือ ยงยุทธยังได้รวบรวมรายช่อวิทยานิพนธ์ไว้ในส่วนของ





ภาคผนวกสาหรับให้ผู้สนใจได้พิจารณาศึกษาและติดตามค้นคว้าต่อไป ส่วนน้เข้าใจว่า
จะช่วยทุ่นแรงนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาในการค้นคว้าข้อมูลได้เป็นอย่างดี เพราะมี
รายช่อของงานศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมท่หลากหลายของท้องถ่นท่วประเทศไทยอยู่




เป็นจ�านวนมาก
ยงยุทธเริ่มต้นเนื้อหาในภาคที่ 1 ด้วยเรื่อง “ความเป็นมาและภูมิหลังของการศึกษา

ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” โดยให้ภาพของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในโลกตะวันตก

กว้างๆ ว่าเริ่มมีอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เห็นได้
จากปี ค.ศ. 1948 ในประเทศอังกฤษที่ได้มีการก่อตั้งภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอังกฤษ

ท่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ (Leicester University) ข้นเป็นแหล่งแรก ปีเดียวกันก็เกิด





สมาคมประวัติศาสตร์ท้องถ่น มีการจัดสัมมนาเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างต่อเน่อง
พร้อมกับออกวารสารราย 3 เดือนเพ่อรองรับกิจกรรมสัมมนาดังกล่าวในอีก 4 ปี

ต่อมา ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศอังกฤษ มีหนังสือต�ารา คู่มือ แนวคิดทฤษฎีด้านการศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถ่นเกิดข้นหลายเล่ม กระท่งปี ค.ศ. 1984 ได้เกิดวารสาร Local History



จึงยิ่งท�าให้บรรยากาศการศึกษาคึกคักขึ้นอีก วารสารฉบับนี้มีอายุยืนยาวมากระทั่งปัจจุบัน


ส่วนในสหรัฐอเมริกา ความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถ่นเกิดข้นคร้งแรกในช่วงฉลอง

วันชาติครบ 100 ปี ค.ศ. 1876 ต่อมาใน ค.ศ. 1960 มีการเก็บรวบรวมหลักฐานท้องถิ่น

ต่างๆ เข้าห้องสมุด และเกิดรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในวิทยาลัยต่างๆ กระท่งหลังฉลอง


วันชาติ 200 ปี ประวัติศาสตร์ท้องถ่นของสหรัฐอเมริกาก็แพร่หลายมากข้น นักประวัติศาสตร์

ขยายพรมแดนประวัติศาสตร์ชาติด้วยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิชานี้ถูกบรรจุลงในหลักสูตร
โรงเรียน ขณะที่การวิจัยก็มีบรรยากาศที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง



ยงยุทธเห็นว่าการเติบโตของประวัติศาสตร์ท้องถ่นในวงวิชาการตะวันตกน้นมีท่มา
จาก 2 เหตุผลด้วยกัน คือการเติบโตของสังคมสมัยใหม่ที่การคมนาคมสะดวกขึ้น ท�าให้



เมืองกับท้องถ่นติดต่อสัมพันธ์กันได้ง่ายข้น ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ก็สร้าง
ความรู้สึกต่อต้าน/ไม่ม่นคงให้แก่ผู้คน เพราะชีวิตสมัยใหม่มุ่งความเจริญเติบโตด้านวัตถ ุ





ท่ครอบงามนุษย์จนไม่อาจควบคุมได้ ผู้คนจึงมุ่งศึกษาบางส่งบางอย่างซ่งพวกเขาสามารถ
ก�าหนดพื้นที่และค้นพบความหมายชีวิตส่วนตัว เป็นพื้นที่ที่จ�ากัด สามารถควบคุมได้ ผู้คน
ที่ต่อต้านชีวิตสมัยใหม่บางด้าน ส่วนหนึ่งจึงมุ่งให้ความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

สาหรับในประเทศไทย ยงยุทธเสนอว่าคาว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” เป็นค�าท ี ่





เพ่งเกิดข้นในช่วงทศวรรษ 2510 ก่อนหน้าน้นแม้จะมีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นแต่










นกวชาการกมกเรยกว่า “ประวตศาสตร์ท้องท” ผ้ทใช้คาว่าประวตศาสตร์ท้องถนเป็น








คนแรกน่าจะเป็นนิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อเขียนค�าน�าหนังสือ “ประวัติศาสตร์อีสาน” ของเติม
วิภาคย์พจนกิจ เมื่อ พ.ศ. 2513


ยงยุทธเร่มต้นศึกษาพัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยอย่างเป็น

ระบบต้งแต่บทท่ 2 เป็นต้นมา โดยการกล่าวถึงบรรยากาศของการศึกษาในช่วง พ.ศ.

2500-2520 เขาเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงของ “การวางรากฐาน” แนวการศึกษากระแสหลักคือ

การศึกษาท่ยังอยู่ในกรอบของการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย เน่องจากได้รับการสนับสนุน

จากหน่วยงานรัฐ ผู้สนใจศึกษาท้องถิ่นก็เป็นนักวิชาการที่ได้รับการศึกษาแบบสมัยใหม่

ผู้สนใจศึกษาท้องถ่น โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ท่ได้รับการกล่าวถึงอีกกลุ่ม


หน่งคือนักมานุษยวิทยาตะวันตกท่เข้ามาศึกษาสังคมและวัฒนธรรมหมู่บ้านอย่างเป็นระบบ


ทวประเทศในชวงเวลาน ยงยุทธพบวาผลงานหลายๆ เรองสะทอนให้เหนพลวตของวิถชวต














ชาวบ้านอย่างชัดเจน จนสามารถจัดประเภทเป็นงาน “ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถ่น” รุ่นแรกๆ
ของไทยได้เลยทีเดียว งานเหล่าน้ในช่วงแรกๆ มักไม่ได้รับความสนใจจากนักประวัติศาสตร์

ไทย แต่ยงยุทธเห็นว่าเป็นงานที่มีคุณค่าทั้งในแง่ของการเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
และเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “หลักฐาน” ชิ้นส�าคัญด้วย
ด้านความสนใจของสาธารณชน ในช่วง พ.ศ. 2500-2520 ก็มความคึกคักเป็นท ่ ี

น่าสังเกต ทั้งนี้อาจดูได้จากวารสารวิชาการต่างๆ ที่ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เช่น วิทยาสาร อนุสาร อสท. สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารศิลปากร


วารสารสามทหาร วารสารโบราณคดี หรอแม้กระท่งวารสารวาไรต้ท่วๆ ไปอย่างเช่น ชาวกรุง


ช่อฟ้า ชุมนุมจุฬา สยามสมัย ก็ให้ความสนใจตีพิมพ์งานศึกษาของนักวิชาการและนักเขียน
ที่เขียนงานเกี่ยวกับท้องถิ่นอย่างจริงจัง

ปรากฏการณ์ความสนใจท่แพร่หลายน้สะท้อนอยู่ในสถาบันการศึกษาด้วย โดยใน

ต้นทศวรรษ 2500 กรมการฝึกหัดครูได้เปิดโรงเรียนและวิทยาลัยครูขึ้นเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ


16 แห่ง แต่ละแห่งก็มีรายวิชาด้านคติชนและวรรณกรรมท้องถ่นอยู่ด้วย มหาวิทยาลัย


เชียงใหม่เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถ่นคร้งแรกเม่อ พ.ศ. 2509 ปีต่อมาก็มีการ


จัดสัมมนาประวัติศาสตร์และโบราณคดีล้านนา ซ่งนับเป็นการจัดสัมมนาประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย


จนกระท่งหลัง พ.ศ. 2520 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นจึงมีการเพ่มเติม

รายละเอียดเนื้อหา/มุมมองด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น เนื้อหา
ด้านการเมืองและเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนขยายของประวัติศาสตร์ศูนย์กลางว่าเข้ามาเก่ยวข้อง




สัมพันธ์กับท้องถ่นอย่างไร และหลัง พ.ศ. 2520 ก็เร่มศึกษาความเป็นตัวตนของท้องถ่นด้าน


การเมืองมากข้น พร้อมๆ กับท่เน้อหาด้านวัฒนธรรมก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ประเด็น


ศูนย์กลางของการศึกษาในช่วงน้จึงเป็นเร่องของ “เอกลักษณ์ท้องถ่น” ซ่งสอดคล้องกับ



นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรัฐบาล ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา
ในช่วงทศวรรษ 2540 การศึกษามีลักษณะของการสืบค้นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม


ของชุมชนเพ่อเป็นฐานความรู้ในการพ่งตนเอง มีการศึกษาจานวนหน่งพยายามต่อยอด




แนวคิด “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” โดยแสดงให้เห็นว่าท้องถ่นดารงตนทางประวัติศาสตร์



อยู่บนฐานเศรษฐกิจแบบน้ พร้อมๆ กันน้นการศึกษาวัฒนธรรมชุมชนอีกแนวหน่งก็มุ่ง


ปลุกอานาจท้องถ่น ให้รู้จักการต่อรองเร่องการจัดการทรัพยากรและการมีส่วนร่วมในการ


ใช้อานาจรัฐ การศึกษาแนวหลังน้มุ่งกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน เพ่อ


ปลูกฝังให้เกิดส�านึกประวัติศาสตร์แบบใหม่
ยงยุทธได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งไว้ในบทที่ 4 ว่าแนวการศึกษาที่มุ่งเสริมอ�านาจ

ต่อรองและจัดการให้กับชุมชนท้องถ่นน้นเป็นความพยายามปลดปล่อยท้องถ่นออกจากการ




ครอบงา ซ่งเป็นปฏิกิริยาต่อการเปล่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมท่ส่งผลกระทบไปยัง


ท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน การศึกษาแนวนี้กล่าวได้ว่าเป็นการมุ่งสร้างวาทกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน


ความสัมพันธ์เชิงอานาจท่ท้องถ่นต่างๆ เป็นผู้เสียเปรียบ และไร้อานาจตลอดมา ความ


แพร่หลายของแนวการศึกษาน้ถือเป็นความหวังท่จะช่วยยกระดับสังคมชนบทให้พัฒนาไป


ได้อย่างเหมาะสม
ในบทที่ 5 ยงยุทธได้กล่าวถึงปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย โดย




แบ่งปัญหาออกเป็น 2 กล่มใหญ่ คอ 1) ปัญหาในเชงวชาการทางประวตศาสตร์ และ


2) ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์
ในกลุ่มแรกมีปัญหาเก่ยวกับเน้อหาท่มีลักษณะไม่รอบด้าน มีการศึกษาแบบแยก



ส่วน อันเป็นผลมาจากการมุ่งศึกษาด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น การปกครอง เศรษฐกิจ) และ

ไม่อธิบายเนื้อหาด้านต่างๆ ให้เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ

ศึกษา โดยแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ ปัญหาด้านวิพากษ์วิธี หรือการตรวจสอบเพื่อ

ประเมินความน่าเช่อถือของหลักฐาน โดยในช่วงก่อน พ.ศ.2520 ผู้ศึกษามักจะไม่ค่อย
เคร่งครัดกับความน่าเชื่อถือของหลักฐาน เช่น เมื่อใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มีการ


ตรวจสอบความถูกต้อง หรือเป็นไปได้มากพอ ส่วนปัญหาด้านวิธีการศึกษาอีกอย่างหน่งก็คือ



ด้านแนวการวิเคราะห์ ท่มักใช้แนวคิดท่เห็นว่าท้องถ่นอยู่ภายใต้กรอบประวัติศาสตร์ชาติไทย
นอกจากนั้น ในยุคหลังๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมาก็ยังมีการน�าเอาแนวคิดทางด้าน

สังคมศาสตร์ต่างๆ มาเป็นแนววิเคราะห์ด้วย ยงยุทธเห็นว่าน่นับเป็นความก้าวหน้าอย่างหน่ง












แต่กมปัญหาเช่นกนถ้าหากนามาเป็นกรอบสาหรบการศกษาแล้วจงหาข้อมลประวตศาสตร์
ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับกรอบที่วางเอาไว้แล้ว
เก่ยวกับการแสวงหาหรือการใช้ข้อมูลหลักฐานเพ่อการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์



ก็เป็นอีกประเด็นปัญหาหน่งท่สาคัญซ่งยงยุทธเห็นว่ามีความหมายต่อความก้าวหน้าของ



การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะสังคมไทยไม่ใช่เป็นสังคมลายลักษณ์
อักษร โดยเฉพาะในหมู่ชาวท้องถิ่นด้วยแล้ว การศึกษามิติต่างๆ เกี่ยวกับชาวบ้านจึงมักมี
ปัญหาด้านหลักฐาน เพราะมีบันทึกลายลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องที่นักวิชาการต้องการน้อยมาก

อย่างไรก็ดี สาหรับยงยุทธแล้ว การขาดแคลนหลักฐานดังกล่าวน้เป็นผลมาจากความ

ก้าวหน้าในตัวเองของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย กล่าวคือ แนวโน้มทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์ที่ให้ความสนใจด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น กระบวนการ

ศึกษาความจริงเคล่อนย้ายจากเอกสารกระแสหลักของส่วนกลาง/ราชการ (เช่น พงศาวดาร
เอกสารโบราณในหอจดหมายเหตุ เป็นต้น) มาสู่กระแสของท้องถ่น ทาให้เกิดความขาดแคลน



ข้อมูลหลักฐานดังกล่าว ยงยุทธเสนอแก้ปัญหาน้โดยการให้ความสนใจกับหลักฐาน
ที่นักประวัติศาสตร์เคยปฏิเสธอย่างเช่น ข้อมูลทางคติชน และวรรณกรรมท้องถิ่นมากขึ้น



วรรณกรรมเหล่าน้แม้จะเป็นเร่องแต่ง แต่ก็สะท้อนให้เห็นความคิดความเช่อของชาวบ้าน

ได้มาก การศึกษาจึงควรนาไปประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับเอกสารอื่นๆ อันรวมถึงการ
สัมภาษณ์ด้วย
ส�าหรับปัญหาหลักในกลุ่มที่ 2 คือ ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์อันประกอบด้วยเรื่อง
ของชาตินิยมและท้องถิ่นนิยมนั้นนับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะชาตินิยมที่ครอบง�าวิธี
วิทยาและคาตอบของการศึกษา ย่อมจะทาให้ผู้ศึกษามองไม่เห็นพัฒนาการท่หลากหลายและ






แตกต่างกันของท้องถ่นท่วประเทศ อันส่งผลสืบเน่องถึงความคับแคบ ไม่ยอมรับพัฒนาการ


ท่แตกต่างกันในประวัติศาสตร์ของท้องถ่นท่ไม่สอดคล้องกับศูนย์กลาง อย่างไรก็ดี การ







“นิยม” ท้องถ่นมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเร่องท้องถ่นนิยมท่มองท้องถ่นเพียงด้าน

เดียว อย่างเช่นท่เคยเกิดข้นกับการศึกษาวัฒนธรรมท้องถ่นแนววัฒนธรรมชุมชน อันจะ


ท�าให้ผลการศึกษาออกล�าเอียงเกินไป รวมทั้งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่น กรณีการ

ประท้วงของชาวนครราชสมาต่อหนงสือ “การเมืองในอนสาวรีย์ท้าวสุรนารี” ของสายพณ




แก้วงามประเสริฐ เม่อหลายปีก่อนท่หนังสือเล่มน้ส่นคลอนความเช่อของชาวนครราชสีมา




ที่มีต่อท้าวสุรนารี
ในภาคสอง หนังสือกล่าวถึงแนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย โดย
เริ่มบทแรกของภาค ตั้งแต่ความหมายและขอบเขตของวิชานี้

ยงยุทธไล่เรียงข้อมูลการนิยามประวัติศาสตร์ท้องถ่นของนักวิชาการท่มีช่อเสียง




หลากหลายคนด้วยกัน เพ่อแสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยของการนิยามท่เกิดจากสาเหต ุ
หลัก 2 ประการคือ เกิดจากความเติบโตของวิชาสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ ที่มุ่งลงไปศึกษา
เรื่องราวของท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น และเกิดจากความอ่อนแอของวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน
สังคมไทย โดยเฉพาะในกรณีที่สาขาวิชาไม่ได้พัฒนาแนวคิด แนวทาง ตลอดจนหลักการ

และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการศึกษาอย่างชัดเจนเพียงพอ นักวิชาการส่วนหน่งจึงทาความรู้จัก

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านนักสังคมศาสตร์ หรือนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เข้ามาศึกษาชุมชน

ตรงช่องว่างน้น่เอง ยงยุทธจึงพยายามสร้างสรรค์ความหมายและขอบเขตของการ

ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยระบุว่า เป็นการศึกษาพัฒนาการของสังคมหรือชุมชนที่อยู่
นอกแวดวงศูนย์อานาจทางการเมืองของรัฐ สังคม หรือชุมชนดังกล่าว ในข้นตอนการศึกษา


ควรก�าหนดขอบเขตการศึกษาออกเป็น “หน่วย” ที่เหมาะสม เช่น เมือง หมู่บ้าน เครือข่าย
หมู่บ้าน หรือหน่วยชุมชนในเชิงวัฒนธรรม การศึกษาควรมุ่งสู่ประสบการณ์หรือกิจกรรม




ทุกด้าน โดยเน้นความเป็นตัวของตัวเองท่แสดงผ่านมิติต่างๆ เพ่อให้เห็นพ้นท่การเคล่อนไหว

ของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นอันหลากหลาย
บทต่อมา กล่าวถึงแนวความคิดพื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้เขียน
ชี้ให้ตระหนักถึงสิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอ 3 ประการด้วยกัน คือ 1) การส�านึกถึงการมีอยู่
ตลอดเวลาของท้องถิ่นในอดีต 2) ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับศูนย์กลางและท้องถิ่น
อื่นๆ และ 3) ความเปลี่ยนแปลงและการคลี่คลายที่ให้ความส�าคัญกับปัจจัยภายใน



ท้ง 3 ประการน้จะทาให้การศึกษาท้องถ่นมีความเคล่อนไหว หรือมีพลวัต ไม่เป็นการ


ศึกษาเพื่อสร้างภาพนิ่งที่มองเห็นท้องถิ่นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สัมพันธ์กับใคร อีกด้าน


หนงกทาให้เหนว่าความเปลยนแปลงทเกดขนกบท้องถนนนหาได้เป็นเพราะการกระทาของ
















ปัจจัยภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ย่อม




ต้องมีความพร้อมของท้องถ่นอยู่บ้างแล้ว กล่าวคือ ท้องถ่นมีปัจจัยภายในท่พร้อม หรือ
สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่แล้วด้วย การมองเช่นนี้ จะท�าให้เราเห็นว่าท้องถิ่น


หาได้อ่อนแอ เป็นแต่เพียงผู้ถูกกระทาเท่าน้น (ซ่งส่วนใหญ่มักจะโทษเมือง วัตถุนิยม


เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นต้น) แต่ท้องถ่นเป็นผู้ท่มีอานาจ มีเจตคติในการเลือกรับ คัดสรร


ประนีประนอม หรือแม้แต่ต่อต้าน ผ่านวิธีการที่เหมาะสม
ในบทที่ 9 หรือบทที่สามของภาคที่สอง ผู้เขียนมุ่งเจาะลึกเรื่องของการเลือกและใช้
หลักฐานตลอดจนการให้ความหมายหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยยงยุทธเสนอ
ให้พิจารณาหลักฐานทั้งประเภทมุขปาฐะและลายลักษณ์อักษร การเปิดกว้างเช่นนี้จะท�าให้


การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นท่เคยดูเหมือนว่าขาดแคลนหลักฐานกลับจะมีหลักฐานท ี ่

รุ่มรวยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะครอบคลุมไปถึงศิลปะ ประเพณี พิธีกรรม ความ
เชื่อ ต�ารายา เพียงแต่ในการใช้หลักฐานเหล่านี้ ผู้ใช้ต้องอาศัยความรู้ที่เป็นแนวคิดและวิธี

การเฉพาะในการท�าความเข้าใจเพื่อตีความให้ได้ความหมายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐาน
เหล่านั้นด้วย ผู้ศึกษาต้องรู้จัก “ธรรมชาติ” ของหลักฐานเหล่านั้น โดยเฉพาะในแง่มุมที่ว่า
มันมีความแตกต่างจากหลักฐานลายลักษณ์


หลังจากน้นในบทท่ 10 ยงยุทธก็ลงรายละเอียดไปสู่วิธีวิทยาท่เหมาะสมของการ


ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยการชี้ว่า มีสาระส�าคัญใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1) การ
ศึกษาในมิติทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่เพียงการรวบรวมอดีตว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาบ้างเมื่อใด
เท่านั้น แต่มีจุดหมายที่การอธิบายพฤติกรรมของผู้คนว่า ในแต่ละช่วงเวลานั้น พวกเขามี
วิถีชีวิตอย่างไร มีพัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงคลี่คลายต่อมาอย่างไร 2) การหาแนวทางใน
การวิเคราะห์ มีลักษณะเดียวกับการเลือกสร้าง “โครงเรื่อง” เพื่อการอธิบาย ซึ่งผู้เขียนได้
ท�าความเข้าใจใน 2 ระดับ คือโครงเรื่องแบบประวัติศาสตร์ชุมชน (ที่อาจพิจารณาประเด็น



การจดการทรัพยากร วิถวฒนธรรม การเมองการปกครอง เศรษฐกจ หรอสังคมวฒนธรรม





เป็นต้น) และโครงเรื่องแบบประวัติศาสตร์เครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ที่มองว่าท้องถิ่นนั้นคือ
ความหลากหลายที่รวมตัวกันเป็นชาติ ประเด็นที่อาจศึกษาผ่านโครงเรื่องแบบนี้ก็เช่น การ
ศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมด (total history) 3) แนวความคิดทางทฤษฎีกับการวิเคราะห์


ประวัติศาสตร์ท้องถ่น ซ่งผู้เขียนพยามยามทาความเข้าใจกับลักษณะของงานทางด้าน



สังคมศาสตร์ว่าแตกต่างกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นอย่างไร รวมท้งช้ให้เห็นถึงความสาคัญ


และข้อจ�ากัดของแนวคิดทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
ในบทส่งท้าย ผู้เขียนกล่าวถึงความส�าคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน
ปัจจุบัน โดยสรุปไว้ตอนหนึ่งว่า ในอดีตนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีความส�าคัญที่ช่วยสร้าง



เอกภาพและความม่นคงให้กับรัฐและศูนย์กลางอานาจของชาติไทยในการเผชิญหน้ากับ
จักรวรรดินิยม แต่ส�าหรับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมุ่งฟื้นฟูอ�านาจของท้องถิ่น ผ่าน
การส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีปากเสียง มีอ�านาจ และความรู้ในการจัดการกับตัวเอง การศึกษา








ท้องถนของทกศาสตร์จงไม่ใช่วาทกรรมเพอการแบ่งแยกและท้าทายอานาจรฐ แต่เป็นการ



เสริมอานาจจากชาวบ้านหรือราษฎรผู้ตาต้อยท่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ ให้ข้น


มาเป็น “ประชาชน” ที่เข้มแข็งและงอกงามตามศักยภาพที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ สามารถ

ยืนหยัดตนเองด้วยสติปัญญา มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชาติท่กระจายความรับผิดชอบ
และผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมกันอย่างยุติธรรม



กล่าวได้ว่า หนังสือเล่มน้ถือเป็นตาราว่าด้วยประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทยท่มีเน้อหารอบ





ด้าน ครอบคลุมมากท่สุดเท่าท่วงการประวัติศาสตร์เคยมีมา ถือเป็นอิฐก้อนแรกๆ ท่จะทาให้

วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทยเติบโตเข้มแข็งต่อไป เพราะสิ่งที่ยงยุทธท�า คือความพยายาม
ส�ารวจเส้นทางพัฒนาการ การเติบโต และการเปลี่ยนแปลงบนเงื่อนไขหรือเหตุปัจจัยต่างๆ



ท่ส่งผลต่อสาขาวิชาอันสลักสาคัญน้ ส่วนข้อเสนอด้านอ่นท่ปรากฏในภาคสองของหนังสือจะ


มีความน่าสนใจสอดคล้องกับความต้องการหรือบริบทสังคมในยุคปัจจุบันเพียงใด หรือไม่
นั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องจะช่วยพิจารณากันต่อไป
อย่างไรก็ดี เง่อนไขด้านระยะเวลาในการศึกษาของหนังสือเล่มน้ หากนับย้อนไป







จากปัจจุบัน (พ.ศ.2562) งานช้นน้ก็ยังไม่ได้เพ่มเติมเน้อหาในช่วงทศวรรษ 2550 ซ่ง


ประวัติศาสตร์ท้องถ่นได้เคล่อนขยับไปในอีกลักษณะหน่งท่สร้างความแปลกแยกและ





แปลกตาให้แก่นักศึกษาเก่ยวกับอดีตของชุมชนเป็นอย่างย่ง น่นก็คือ การฟื้นคืนชีพของ

ประวัติศาสตร์ผ่านการปรับประยุกต์ใช้โดยชุมชนท้องถ่นเองในลักษณะของ “ประวัติศาสตร์






สรางสรรค” (Creative History) ทความรเกยวกบอดตถกนามาปรบใชเพอสรางคณคาและ













มูลค่าให้แก่ชุมชนในบริบทหลังสมัยใหม่ เช่น เพื่อการฟื้นและสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่น
เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น ตลอดจนการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่สินค้าที่
ผลิตจากท้องถิ่น เป็นต้น
พิเชฐ แสงทอง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

สารบัญ







บทน�า 27




ภาคหนึง 33
ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหา: ว่าด้วยความเป็นมา สถานภาพความรู้

ปัญหา และข้อเสนอ

ความน�า 34


บทที่ 1 ความเป็นมาและภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 39

1.1 ความเป็นมาและสาเหตุของการศึกษา 40

1.2 ภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 48
1.2.1 การศึกษาจากศูนย์กลางรัฐ 48

1.2.2 การศึกษาจากปัญญาชนท้องถิ่น 53


บทที่ 2 ความตื่นตัวและการวางรากฐาน 63

(ประมาณ พ.ศ. 2500 ถึง 2520)

2.1 การศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย และปฏิกิริยาที่น�าไปสู่เรื่องราวของ 68
บ้านเมืองอื่น

2.2 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกระแสหลัก 80
2.2.1 การเขียนประวัติของบ้านเมือง จังหวัด สถานที่ และบุคคลส�าคัญ 81

2.2.2 การรวบรวมและปริวรรตหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง 85
2.3 การศึกษาเรื่องราวของชุมชนหมู่บ้านและกลุ่มชาติพันธุ์ 89

2.3.1 การศึกษาวิถีชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม 93
2.3.2 การรวบรวมวิเคราะห์หลักฐานข้อมูลทางคติชนวิทยา 102

2.4 สรุปบท 105

บทที่ 3 ยุคทองและการแสวงหา การขยายตัวของประวัติศาสตร์ 111

ท้องถิ่นกระแสหลัก (ประมาณ พ.ศ. 2520 ถึงทศวรรษ 2530)

3.1 การศึกษาเมืองและชุมชนโบราณ 116
3.1.1 แนวศึกษาตามหลักฐานโบราณคดีและการส�ารวจทางภูมิศาสตร์ 124
และสภาพแวดล้อม

3.1.2 แนวศึกษาการผสมผสานทางวัฒนธรรมและกระบวนการท�าให้เป็น 127

ท้องถิ่น
3.2 การศึกษาประวัติศาสตร์เมือง จังหวัด พื้นที่ และบุคคลส�าคัญ 132
3.2.1 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในกรอบประวัติศาสตร์ชาติไทย 133

3.2.2 การศึกษาในมิติของการพัฒนาเนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติ 136

3.3 การรวบรวมปริวรรต วิเคราะห์ “หลักฐาน” ที่เกี่ยวข้อง 141
3.4 การโต้แย้งและวิจารณ์อ�านาจครอบง�าของประวัติศาสตร์ชาติไทย 147
3.5 สรุปบท 150



บทที่ 4 ยุคทองและการแสวงหา การแข่งขันจากประวัติศาสตร์ชุมชน 155

หมู่บ้าน (ประมาณ พ.ศ. 2520 ถึงทศวรรษ 2540)
4.1 นักสังคมศาสตร์กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 157

4.2 การศึกษาประวัติศาสตร์สังคม 161

4.2.1 การศึกษาเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาเพื่อปรับความสัมพันธ์ 162
กับชนชั้นผู้ปกครอง
4.2.2 การศึกษาความเปลี่ยนแปลงสังคมชุมชนหมู่บ้านในยุคของการเข้าสู่ 164

ความทันสมัย

4.3 การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ 169
4.3.1 การศึกษาแนวเศรษฐกิจวัฒนธรรมชุมชน 169
4.3.2 การศึกษาประวัติศาสตร์การค้าและเศรษฐกิจในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 179

4.4 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม 183

4.4.1 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชุมชน 184
4.4.2 การศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมด้านความคิดและจิตส�านึก 192

4.4.3 การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในมิติทางวัฒนธรรม 193

4.5 การรวบรวม ปริวรรต และวิเคราะห์ข้อมูลทางคติชนวิทยาและวรรณกรรม 197
ท้องถิ่น

4.5.1 ผลงานของนักวิชาการทั่วไป 198
4.5.2 ผลงานจากการท�าวิทยานิพนธ์ 202

4.6 การเติบโตของประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นในทศวรรษ 2540 206
4.6.1 การศึกษากลุ่ม “ประวัติศาสตร์สังคม” ของศรีศักร วัลลิโภดม 209

4.6.2 การศึกษาชุด “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 4 ภาค” 215
4.7 สรุปบท: ชัยชนะประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น? 222



บทที่ 5 ปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 227

5.1 ปัญหาในเชิงวิชาการทางประวัติศาสตร์ 229
5.1.1 ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหา 229

5.1.2 ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการศึกษา 231
5.1.3 ปัญหาเกี่ยวกับหลักฐาน 233

5.1.4 ปัญหาเกี่ยวกับหน่วยวิเคราะห์ 235
5.2 ปัญหาด้านกรอบมโนทัศน์ 236

5.2.1 ปัญหาด้านชาตินิยม 237
5.2.2 ปัญหาด้านท้องถิ่นนิยม 242

5.2.3 ปัญหาด้านชุมชนนิยม 251


บทที่ 6 สรุปและเสนอแนะการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย 259

หลังสมัยการพัฒนา

ภาคสอง 271

บนเส้นทางสู่อนาคตว่าด้วยแนวคิด แนวทาง


วิธีการศึกษา บทบาท และความสาคัญ
ความน�า 272



บทที่ 7 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 277
7.1 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 279

7.2 ความหมายและขอบเขตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น:ข้อเสนอในปัจจุบัน 293



บทที่ 8 แนวความคิดพื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 301
8.1 ส�านึกถึงการมีอยู่ตลอดเวลาของ “ท้องถิ่น” ในอดีต 303

8.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง “ท้องถิ่น” กับ “ศูนย์กลาง” และท้องถิ่นอื่น 309
8.3 ความเปลี่ยนแปลงและการคลี่คลายที่ให้ความส�าคัญต่อปัจจัยภายใน 319



บทที่ 9 หลักฐาน ความหมาย และ “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ 323
ท้องถิ่น

9.1 ประเภทของหลักฐาน 325

9.1.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร 327
9.1.2 หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร 339

9.2 ความหมายของหลักฐาน 343
9.3 ความน่าเชื่อถือของหลักฐานกับการศึกษา “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ 361

ท้องถิ่นไทย
9.3.1 คุณค่าและข้อจ�ากัดพื้นฐานของ “ค�าบอกเล่า” และ “เอกสาร” 363

9.3.2 ความหมายของหลักฐานกับความจริงในประวัติศาสตร์ 365
9.3.3 “ความจริง” ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือการสร้าง “ความทรงจ�าร่วม” 370

ที่มีความหมายกับสังคมปัจจุบัน

บทที่ 10 แนวทางการศึกษา: การปลดปล่อย และการยก “ฐาน” 377

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

10.1 การศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ 379
10.2 การวาง “โครงเรื่อง” ส�าหรับการวิเคราะห์ 383
10.3 แนวความคิดทางทฤษฎีกับการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 408



บทที่ 11 บทส่งท้าย 415

ความส�าคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบัน
11.1 การสร้างส�านึกประวัติศาสตร์ของประชาชนในท้องถิ่นให้ตระหนักถึงคุณค่า 418

ของตัวเองและชุมชน

11.2 เป็นความรู้ส�าหรับการก�าหนดนโยบายการพัฒนาให้สอดคล้องและเหมาะสม 422
กับศักยภาพและข้อจ�ากัดของแต่ละท้องถิ่น
11.3 เป็นองค์ความรู้ที่ช่วยให้มีความสมดุลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์และ 430

สังคมศาสตร์ที่ให้ความส�าคัญกับศูนย์กลางมากเกินไป



การอ้างอิง 437



ภาคผนวก 463




ประวัติศาสตร์ท้องถ่นไทย
บทน�า

28



























การศึกษาเร่องราวเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถ่น” ได้มีอยู่ในองค์ความรู้เร่อง “ไทยศึกษา”





ตลอดมาอย่างแยกกันไม่ออก ส่งน้แสดงให้เห็นว่า ความรู้เร่องประวัติศาสตร์ท้องถ่นม ี

ความสาคัญและมีบทบาทอยู่ในสังคมควบคู่กับพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต คร้นภายหลัง












เหตการณ 14 ตลาคม 2516 ประวตศาสตรทองถนกไดเฟองฟขนเปนอยางมาก กระแสความ











สนใจของสังคมในเร่องดังกล่าวน้มีมาอย่างต่อเน่อง สอดคล้องกับการเปล่ยนแปลงทางด้าน
เศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความส�าคัญกับความรู้ในเรื่องท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

กว่า 4 ทศวรรษท่ผ่านมา จึงได้เกิดองค์ความรู้เก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่นท




ซับซ้อนหลากหลายทั้งในด้านเนื้อหา ตลอดจนแนวคิดและวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าไปอย่างมากก็คือ การมุ่งลงไปศึกษาเรื่องราวของชุมชนหมู่บ้าน
เกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนธรรมดา แทนการศึกษาประวัติศาสตร์เมือง จังหวัด และเรื่องราว
ของตัวผู้น�า ดังที่นิยมกระท�ากันมาในอดีต ที่ส�าคัญก็คือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในลักษณะ
ดังกล่าวน้ได้เน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาของประชาชนเองในฐานะเจ้าของ

ประวัติศาสตร์ อันจะทาให้เกิดจิตสานึกประวัติศาสตร์แบบใหม่ ตลอดจนได้ข้อมูลและองค์


ความรู้ในวิถีชาวบ้าน เพื่อเป็นประโยชน์ส�าหรับการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมที่พวกเขามีอยู่
อย่างแท้จริง เช่อกันว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ของ

เขานี้เอง ที่จะเป็นพื้นฐานส�าคัญยิ่งในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ท่ามกลาง
กระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน


กระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นในลักษณะดังกล่าวน้ได้รับการส่งเสริมอย่าง

มากในทศวรรษ 2540 ดังจะเห็นได้จากมีโครงการวิจัยเก่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่น




โดยตรง และโครงการทางด้านสังคมศาสตร์อ่นๆ ท่ให้ความสาคัญกับมิติประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย
Rescue A Thai Local History

29




ท้องถ่นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวเฉพาะโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถ่นโดยตรงน้น ปรากฏ

ว่าได้มีชุดโครงการเกิดข้นพร้อมๆ กันใน 4 ภาค ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสานักงาน

กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้ด�าเนินการสิ้นสุดไปในปี พ.ศ. 2546 นั้น นับว่าเป็น
ชุดโครงการศึกษาประวัติศาสตรท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยท�ากันมาและได้ส่งผลกระทบ



ต่อสังคมอย่างสูงในแง่ความเคล่อนไหวของนักวิชาการหลายสาขาท่มีโอกาสได้มาทางาน

ร่วมกัน ตลอดจนจัดให้มีการประชุมสัมมนาในหลายระดับเพ่อวิพากษ์วิจารณ์จากท้งผู้รู้


ในท้องถิ่นและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ในส่วนของชุมชนนั้น ปรากฏว่ามีความตื่นตัวรับรู้




และให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้นและกว้างขวางย่ง ซ่งนอกจากจะทาให้เกิดสานึก
ประวัติศาสตร์ใหม่ได้ในระดับหนึ่งแล้ว องค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ก็ยังจะเกิดประโยชน์
ส�าหรับครู อาจารย์ที่จะน�าไปใช้ในการเรียนการสอน ตลอดจนจัดท�าหลักสูตรท้องถิ่นให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป
ฉะน้น กระแสความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถ่นแนวใหม่ท่เกิดข้นในช่วงทศวรรษ





น้ จึงเป็นเร่องท่น่ายินดีและสัมพันธ์กับความเปล่ยนแปลงของสังคมในยุคการปฏิรูปตาม





รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (2540) ท่มุ่งการกระจายอานาจตลอดจนให้สิทธิต่างๆ แก่ชุมชนท้องถ่น


ในการดูแลตัวเองมากข้น แม้ว่าการศึกษาในแนวทางเก่าจะยังทรงอิทธิพลอยู่อย่างมาก แต่ก ็
เชื่อว่าคงจะค่อยๆ ถอยห่างไปยืนอยู่ในพื้นที่ของตัวเองตามความจริงต่อไป ขณะเดียวกัน
ประวตศาสตร์ท้องถนแนวใหม่กได้เดนทางมาถงในช่วงเวลาอันเหมาะสมและได้รบความ








สนใจอย่างรวดเร็ว จึงหวังได้ว่านับจากทศวรรษ 2550 เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

แนวใหม่จะมีพลังเพ่มขึ้น สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน เพราะเป็นประวัติศาสตร์
ท่มีชีวิตและจินตนาการ ซึ่งจะผลิดอกออกผลตลอดจนมีพลังเข้าไปเบ่งบานอยู่ในจิตใจของ

ผู้คน เป็นความรู้จากอดีตใกล้ตัวที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรบความจริงกันด้วยว่าประวติศาสตร์ท้องถนท่เราได้วาดหวัง






กันไว้น้ยังอยู่ในระยะเร่มต้นเท่าน้น จึงยังขาดแนวคิด ทิศทาง และวิธีการท่ชัดเจนและเหมาะสม



เพราะเป็นกระแสใหม่ท่มิได้มีฐานคิดและประสบการณ์อยู่ในสังคมไทยอย่างเพียงพอ แม้ว่า
จะมีข้อเสนอในเรื่องดังกล่าวและได้ศึกษากันมานานกว่า 4 ทศวรรษแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าได้
เกิดข้อถกเถียงต่างๆ เกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ควบคู่ตลอดมาเช่นเดียวกัน ยิ่งใน


ทศวรรษหลังๆ ได้มีนักสังคมศาสตร์หลายสาขา ตลอดจนผู้ท่สนใจเร่องท้องถ่นท่วไปเข้ามา



ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันก็ได้นาเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธ ี

การศึกษาในสาขาของตนเข้ามาใช้อย่างชัดเจน
สภาพการณ์ดังกล่าว แม้ว่าจะช่วยพัฒนาให้วิชาการทางด้านน้ได้มีบรรยากาศท่ดีและ


ยงยุทธ ชูแว่น

30

น่าสนใจมากขึ้น เพราะมีแง่มุมใหม่ๆ ที่ชวนให้ตื่นเต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้สร้างปัญหา



และความสับสนท้งแก่นักเรียนประวัติศาสตร์และผู้สนใจอ่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะดูเหมือนว่า

ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงและศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่นได้โดยง่ายและโดยแนวทางของตัวเอง



แต่ก็ไม่ค่อยม่นใจนัก ด้วยเหตุดังน้น จึงไม่แปลกอันใดท่เราจะได้ยินคาถามอยู่เสมอ

ในปัจจุบันว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคืออะไร มีลักษณะเป็นของตัวเองหรือไม่ อย่างไร มี
หลักเกณฑ์หรือแนวคิดแนวทางในการศึกษาอย่างไร แตกต่างกับการศึกษาประวัติศาสตร์
ทั่วไปเพียงใด ต้องศึกษาในขอบเขตพื้นที่ขนาดไหน จะใช้หลักฐานข้อมูลประเภทใด การ
สัมภาษณ์ชาวบ้านจะเชื่อถือได้หรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น


ปัญหาดังกล่าวยงไม่มคาตอบทกระจ่างชดเป็นระบบ ไม่มแนวทางหรอเกณฑ์







มาตรฐานอย่างหน่งอย่างใดท่พอจะทาความเข้าใจร่วมกันได้ จึงทาให้ส่งผลกระทบต่อทิศทาง




และคุณภาพของงานวิจัยอยู่ตลอดมา แม้นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิท่เก่ยวข้องหลายท่าน เช่น


รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศาสตราจารย์
ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศาสตราจารย์ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ฯลฯ จะได้พยายามเสนอแนะ



ให้ข้อคิด ตลอดจนมองหาแนวทางต่างๆ ท่เหมาะสมสาหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถ่น
อยู่ตลอดมา แต่แนวคิดและแนวทางต่างๆ ก็ยังกระจัดกระจาย มีความหมายในหลายระดับ

และในบางคร้งก็อาจซับซ้อนเกินไป เพราะนักวิชาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมองประวัติศาสตร์




ท้องถ่นจากมมมองตามพ้นฐานทตนเองสนใจเป็นหลัก ด้วยเหตุดงนน จงได้เกดแนวคด










แนวทางและวิธีการท่หลากหลาย ทาให้นักเรียนประวัติศาสตร์และผู้สนใจท่วไปเกิดความ
สับสนไม่แน่ใจในบางเรื่องดังได้กล่าวมา
จากปัญหาที่กล่าวมา ตลอดจนเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษา










ประวตศาสตร์ท้องถนไทยในช่วงเวลาประมาณครงศตวรรษทผ่านมา จงเหนว่ามความ





จาเป็นและถึงเวลาอนเหมาะสมท่จะตองทาการประมวลวเคราะห สังเคราะหข้อมลต่างๆ จาก





เอกสาร ประสบการณ์การวิจัยในภาคสนาม ตลอดจนจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ





นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิท่เก่ยวข้อง เพ่อนามาเขียนเป็นหนังสือเก่ยวกับ “ประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นไทย” ที่ประกอบด้วยเนื้อหาทั้งทางด้านความเป็นมา ภูมิหลัง สถานภาพของความรู้
ปัญหาของการศึกษา ตลอดจนแนวคิดแนวทางและวิธีการศึกษาให้เป็นระบบมากขึ้น และ

นอกจากนี้ยังจะเป็นการนาเสนอแนวความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน-ท้องถ่นเป็น

กรณีพิเศษ เพ่อช้ให้เห็นว่าเป็นแนวทางสาคัญในปัจจุบัน และคาดหวังได้ว่าจะมีอิทธิพลมาก



ขนในอนาคตอนไม่ไกลนก เพราะเป็นประวติศาสตร์ทสัมพนธ์กบวถชวิตของประชาชนใน












บริบทที่เป็นจริงมากที่สุดดังกล่าว
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย
Rescue A Thai Local History

31

จากการที่ต้องท�าความเข้าใจกับประเด็นต่างๆ เป็นจ�านวนมาก ดังนั้นจึงจะแบ่งการ


เรียบเรียงหนังสือออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคหน่ง จะว่าด้วยความเป็นมา สถานภาพของความร ู้
ปัญหาและข้อเสนอ ภาคสอง จะเป็นเรื่องของแนวคิด แนวทาง วิธีการศึกษา บทบาทและ
ความส�าคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมด้วยภาคผนวกเป็นบรรณานุกรมวิทยานิพนธ์









ทางด้านประวตศาสตร์ทเกยวข้อง ทงนด้วยหวังว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศการศึกษา


ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในสังคมไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษา
ครู อาจารย์ผู้สอนระดับต่างๆ ที่ยังขาดแคลนเอกสารคู่มือการค้นคว้าอยู่พอสมควร และ
เหนือส่งอ่นใด ก็ยังหวังให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงตามมา อันจะช่วยให้เกิดการ


พัฒนาไปสู่แนวคิดและแนวทางในการศึกษาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต














































ยงยุทธ ชูแว่น


Click to View FlipBook Version