The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Gridchaon (Yaimai) - สารานุกรมพืชดอก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Warunee Poonsawad, 2020-10-06 09:17:04

สารานุกรมพืชดอกของ Gridchaon (Yaimai)

Gridchaon (Yaimai) - สารานุกรมพืชดอก

Keywords: Year5.2

สารานกุ รมพืชดอก

จดั ทําโดย: รศ.ดร.กฤชอร จูรานุกลู
(นักพฤกษศาสตร:Botanist)

คาํ นํา

สารานกุ รมพรรณไมเลม น้จี ัดทําขึ้นเพอ่ื เปนสว นหนึง่
ของวิชาโครงงานชน้ั ป.4 เพ่อื ใหไดศ ึกษาความรูเรื่องดอกไม
และสามารถเปนประโยชนต อผทู ี่สนใจเรื่องดอกไมชนดิ
ตางๆ หรอื เปนสว นหน่งึ ของสือ่ การใหความรูแ กผ ูที่ตอ งการ
ศึกษา

ในการจัดทําสารานกุ รมนจ้ี ะชวยใหผ ูอานสนใจ
สง่ิ แวดลอ มและชวยกันรกั ษาธรรมชาตไิ ดมากยง่ิ ขน้ึ และยัง
เปนการปลูกฝงใหทกุ คนสง เสรมิ การปลกู ตนไมเพือ่ เพ่ิม
อากาศทด่ี ีตอสง่ิ แวดลอ มของโลก

ผูจ ดั ทาํ หวังวาสารานกุ รมน้จี ะใหค วามรแู ละเปน
ประโยชนก ับผอู า นทกุ ๆ ทา นท่กี าํ ลงั หาขอมลู เร่อื งน้อี ยู

ผจู ัดทาํ
วันท่ี 6 ต.ค.63

สารบญั

1.มะลิ………………..…………....5
2.แกว ……………………...….…..6
3.ลลี าวดี หรอื ลน่ั ทม..……….......7
4.กลว ยไม……………………......8
5.เฟอ งฟา ………………………...9
6.ปบ…………………………..…10
7.ไฮเดรนเจยี ……………….…...11
8.เบญจมาศ ………………….…12
9.โปย เซียน………………………13
10.ดาวเรอื ง……………………...14

พืชดอกชนดิ ท่ี 1 มะลิ (Jasmine)

-ช่อื วิทยาศาสตร: Jasminum
-ชือ่ วงศ :Oleaceae
-ลกั ษณะ :ออกดอกตามซอกใบและปลายกง่ิ ลักษณะของดอกมที ง้ั ดอกซอ นและดอกไมซอน ดอกซอ นเราจะเรียก

วา “มะลซิ อ น” สวนดอกท่ไี มซ อ นจะเรียกวา “มะลลิ า” โดยทั้งสองชนิดจะเปนดอกสขี าวและมีกล่ินหอม

-แหลงที่พบ:มีถนิ่ กําเนดิ ในพนื้ ทีเ่ ขตรอ นและกึ่งเขตรอ นในแถบทวีปยุโรป เอเชยี และแอฟริกา
-ประโยชน:

○ เปน ดอกไมทีม่ ีกลิน่ หอมและยงั มีสีขาวบริสุทธ์ิ คนไทยนยิ มยกยองดอกมะลใิ หเปน ดอกไมของวันแมแ หงชาติ
และดอกมะลลิ ายังเปนดอกไมประจําชาติของประเทศฟล ิปปนสอีกดวย

○ นิยมเกบ็ ดอกเพอื่ นาํ มารอ ยเปนพวงมาลยั หรอื ใชทําดอกไมแ หง ใชในอุตสาหกรรมนํา้ มนั หอมระเหย ใชแตง
กลิ่นใบชา ใชอบขนมตา ง ๆ

○ ในทางสุคนธบาํ บัด (Aromatherapy) หรือการบําบัดโดยการใชกลิน่ หอม จะใชนํ้ามนั หอมระเหยของดอกมะลิ
ในการกระตุนระบบประสาทสาํ หรับผูท ีม่ ีภาวะออนลา ทางจิตใจ เฉื่อยชา ออนเพลีย งวง ชว ยปรบั อารมณแ ละ
สภาพสมดลุ ของจิตใจใหด ขี นึ้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ ความเครยี ด ความกลัว และชวยบรรเทาอาการปวด
กลา มเนอื้ (ดอก)

○ ใชป ลูกเปนไมป ระดบั ท่วั ไป สามารถออกดอกไดตลอดทงั้ ป สง กลิ่นหอมตลอดทงั้ วนั เปน พันธไุ มห อมทป่ี ลกู ได
งาย ปลูกไดดีทั้งในพ้นื ท่แี คบหรอื ในกระถาง เจรญิ เติบโตเร็ว ไมคอ ยมีโรคและแมลงมารบกวน

○ ในดานของความเชอ่ื คนไทยเชื่อวา การปลกู ตนมะลิไวเ ปนไมป ระจําบา น จะทําใหม ีความสงบสุข รมเย็น เปน
ท่ีประทับใจแกผูค นรอบขาง ชวยเกื้อหนนุ ใหเ กิดความกตัญูของผเู ปน ลกู ทมี่ ตี อแม โดยตนมะลิทน่ี ิยมปลกู ไว
ในบานเพอ่ื ความเปนมงคลมีอยู 5 ชนดิ ดว ยกนั คอื มะลซิ อ น มะละฉัตร มะลพิ วง มะลิวัลย และพุทธชาด
นอกจากนต้ี นมะลยิ งั เปนตนไมป ระจําวนั เกิดของผเู กิดวนั จันทรอ กี ดวย ซงึ่ หมายถงึ ความนมุ นวลออ นโยน และ
เรียบรอย

-เอกสารอา งองิ : https://sites.google.com/site/maritangkwa2200/chux-tng-khxng-dxk-mali

พชื ดอกชนิดที่ 2 แกว
(Adaman Satinwood
หรอื Chinese Box Tree)

-ชื่อวิทยาศาสตร: Murraya paniculata
-ชอ่ื วงศ : Rutaceae
-ลักษณะ : ไมย นื ตน ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ใบออกเปนชอเปน แผงออกใบเรียงสลับกันชอ

หน่ึงประกอบดว ยใบยอ ยประมาณ 4-8 ใบ ดอกสขี าว กลนิ่ หอม

-แหลงทพี่ บ: ตนกําเนิดมาจากประเทศจนี และประเทศแถบเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต
-ประโยชน:

1. กานใบสามารถนาํ มาใชท าํ ความสะอาดฟนได
2. ผลสุกสามารถนาํ มาใชร บั ประทานเปนอาหารได
3. ตนแกวเปนไมประดบั ทม่ี ีทรงพมุ สวยงาม ตัดแตง เปนพุมไดงา ย เปน ไมท ี่มีความทนทานตอ

สภาพแวดลอ มไดด แี ละไมตองการการบาํ รงุ รกั ษามากนัก
4. คนไทยโบราณมีความเชอ่ื วาหากบานใดปลูกตนแกว ไวเปนไมประจําบา น จะทําใหค นในบา น

มแี ตค วามดแี ละมคี ุณคา เน่อื งจากคาํ วา "แกว" นั้นมีความหมายวา สิ่งท่ีดแี ละมีคุณคา
5. ดอกแกวยงั ถูกนํามาใชบ ูชาพระในพิธีทางศาสนาเพอ่ื ความเปน สริ มิ งคลยง่ิ อีกดว ย
6. ในตา งประเทศ เชน ชาวเกาะชวามีความเชื่อวาตน แกวสามารถชวยขบั ไลว ิญญาณราย แมม ด

หรือปศ าจ และชวยในการปด เปาโชครายตาง ๆ และยงั นําความสุขสมหวงั มาให

-เอกสารอางอิง: https://medthai.com/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7/

พืชดอกชนิดท่ี 3 ลีลาวดี หรือลัน่ ทม (Frangipani,
Plumeria, Temple tree)

-ช่อื วิทยาศาสตร: Plumeria spp.
-ช่อื วงศ : Apocynaceae
-ลกั ษณะ : เปนไมย นื ตน มขี นาดตง้ั แตพ ุมเตยี้ แคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถงึ ตนท่ี

สูงมาก อาจสงู ถึง 12 เมตร ลําตน แตกกง่ิ กา นสาขาและพมุ ใบสวยงาม มนี ้ํายางสีขาวขน
เปน ไมผ ลัดทส่ี ลัดใบในฤดแู ลง

-แหลง ที่พบ: ตนกาํ เนิดมาจากประเทศแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต
-ประโยชน:

1.ใชใ นการจดั สวน ตกแตง ภูมิทัศน พันธุทีค่ รองความนยิ มอยูคอื “พนั ธุข าวพวง” ท่เี ปนพนั ธุด้ังเดมิ ท่ี
สงกลิ่นหอมเฉพาะตวั ทง้ั ยังสามารถออกดอกตลอดป

2.ลลี าวดียงั มสี รรพคณุ เปน “ยาสมุนไพร” ดว ย

ใบ = ใบแหงชงน้าํ รอนดมื่ รักษาโรคหอบหืด ใบสดลนไฟประคบรอนแกปวด บวม

เปลอื กราก = เปน ยารักษาโรคหนองใน ยาถาย แกโรคไขขออักเสบ ขับลม

เปลอื กตน = ตม เปนยาถา ย ขับระดู แกไข แกโ รคโกโนเรีย หรือผสมกบั นํ้ามันมะพราว-ขาว-มันเนย
เปน ยาแกท องเดนิ ยาถาย ขับปส สาวะ

ดอก = ใชท าํ ธูป ใชผสมกบั พลเู ปน ยาแกไ ข แกไ ขมาลาเรยี

เนอ้ื ไม = เปน ยาแกไ อ ยาถา ย ขับพยาธิ

ยางจากตน = เปนยาถาย รกั ษาโรคไขขออกั เสบ ใชผสมกบั ไมจ ันทนแ ละการบูรเปน ยาแกคนั แกปวด
ฟน

-เอกสารอางองิ :

https://www.disthai.com/17181508/%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%
B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5

พชื ดอกชนิดที่ 4 กลวยไม
(Orchids)

-ชอ่ื วิทยาศาสตร: Orchidaceae
-ช่ือวงศ : Orchidaceae; Juss.
-ลกั ษณะ : พชื ดอกทม่ี คี วามหลากหลายมากทีส่ ุดกลมุ หนงึ่ โดยมปี ระมาณ 899

สกุล และมีประมาณ 27,000 ชนดิ มสี ว นตางๆ สมบรู ณ คือ มรี าก ตน ใบ ดอก และ
ผล รากของกลว ยไมไมมรี ากแกว ลําตนไมม แี กนไม ใบจดั เปน พืชใบเล้ยี งเด่ียวมี
เสน ใบขนานกนั ตามความยาวของใบ

-แหลง ที่พบ: ทวปี อเมริกาแถบลาตนิ
-ประโยชน:

1.ใชประดบั ตกแตง อาคาร สถานท่ี ใหสวยงาม หรูหรา
2.ใชไ หวพ ระ หรือใชใ นการทําบุญตักบาตร เพอ่ื แสดงความเคารพ ศรัทธาทมี่ ตี อ พระพทุ ธศาสนา
3.ใชเ ปนสารปรงุ แตงรส และกลิน่ อาหาร ของหวาน เครอ่ื งดมื่
4.ใชท ําสารสกัดเปนสวนผสมของยา
5.ใชทําสารสกัดทําเครอ่ื งหอม
6.ใชใ นงานพิธี งานเทศกาล งานประเพณีตางๆ
7.ใชเ ปน พนั ธุไมต ามหลกั ฮวงจยุ ซง่ึ เช่ือวา กลว ยไมเ ปน สัญลกั ษณของความเขมแขง็ อดทน และแข็งแกรง

-เอกสารอางองิ : https://sites.google.com/site/chuxdxkmi/home/klwymi

พชื ดอกชนดิ ที่ 5 เฟอ งฟา

(Bougainvillea)

-ชอื่ วิทยาศาสตร: Bougainvillea
-ชื่อวงศ : Nyctaginaceae
-ลักษณะ : ไมยนื ตนประเภทพมุ กึง่ เลอ้ื ย มีอายุยนื หลายสิบป สามารถเลอื้ ยไปไดไกลถึง

10 เมตร ลกั ษณะของทรงพมุ สามารถตดั แตงและบงั คบั ทิศทางการเจริญเติบโตได ลําตน
มลี กั ษณะกลมใหญ เนอื้ แขง็ ผิวเปนสเี ทาหรอื สนี าํ้ ตาล ลําตน เปราะและหกั ไดง าย มหี นาม
ขึ้นตามลาํ ตนอยูเหนอื ใบ

-แหลงทพี่ บ: มีถิน่ กาํ เนดิ ดง้ั เดิมในทวีปอเมรกิ าใต ไดม ผี นู าํ เขาไปยังทวีปยุโรป หลังจาก

นั้นก็ไดม ีผนู ําเฟองฟา เขา ไปในทวปี เอเซยี เชน ประเทศอินเดยี อินโดนีเซีย และสงิ คโปร
สาํ หรับในประเทศไทยนัน้ เชื่อกันวา มกี ารสงั่ พนั ธุเ ฟอ งฟา เขามาครง้ั แรกจากประเทศ
สงิ คโปร เมอื่ ประมาณป พ.ศ. 2423 ซึง่ ตรงกับสมัยรัชกาลท่ี 5

-ประโยชน:

1.คนไทยโบราณเชือ่ วา สามารถสรา งคณุ คา ของชวี ติ ใหสงู ขึ้น เพราะเฟอ งฟาเปนพรรณไม ท่ีได
รบั สมญาวาเปนราชนิ ีแหง ไมป ระดับ แสดงถึงความเบกิ บาน สวา งไสว และความรุงเรอื งที่กาวไกล
แหง ชีวิต และเปน ไมมงคลที่สาํ คัญของเทศกาลตรุษจีน
2.ดอกเฟอ งฟาสามารถนาํ มาใชในการประกอบอาหารได เชน การทําดอกเฟอ งฟา ชบุ แปง ทอด
3.นิยมปลูกเปน ไมป ระดบั เปนซมุ ไมเล้อื ย เปนซุมนงั่ เลน ปลูกในทีส่ าธารณะ สวนขา งทางเดิน ปลกู
เปน แนวรว้ั ปลูกเปนไมก ระถาง

-เอกสารอางอิง:

https://suankunphon.wordpress.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b
8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%8
4%e0%b8%9b-2/

พืชดอกชนดิ ที่ 6 ปบ
(Millingtonia hortensis)

-ช่อื วิทยาศาสตร: Millingtonia hortensis
-ช่อื วงศ : Bignoniaceae
-ลักษณะ :ไมย ืนตนขนาดกลางถงึ ขนาดใหญม ีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ผลดั ใบ

เรอื นยอดเปนพุมทรงกระบอก กง่ิ กา นมักจะยอยลง เปลอื กสนี ้าํ ตาลแตกเปน รอ งลกึ ตามยาวลาํ
ตนอยา งไมเปน ระเบียบ ดอกมสี ีขาวหรือชมพู มกี ล่ินหอม ออกเปน ชอแบบชอกระจกุ

-แหลง ทีพ่ บ: พันธไุ มพนื้ เมืองของพมาและไทย พบขึน้ กระจัดกระจายทวั่ ๆ ไป ตาม

ปา เบญจพรรณและปา ดบิ แลงทางภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

-ประโยชน:
1. ดอกนํามาตากแหง แลวผสมกับยาสูบมวนบหุ ร่ี ใชส ูบทําใหชุมคอ ทําใหป ากหอม และยงั มีกลิน่
ควันบหุ รท่ี ีห่ อมดีอกี ดว ย
2. ดอกชว ยเพิ่มการหลั่งนํ้าดี (cholagogue) และเพ่ิมรสชาติ (ดอก)
3. ดอกปบ นํามาตากแหง นาํ มาชงใสน ้าํ รอ นดม่ื เปนชากไ็ ด โดยดอกปบชงนจี้ ะมกี ลน่ิ หอมละมุน
ออน ๆ มีรสชาตหิ วานแบบนุมนวล ไมข ม แถมยงั ดีตอ สขุ ภาพอีกดว ย
4. เนอื้ ไมข องตนปบมสี ขี าวออน สามารถเล่ือยหรือไสกบเพื่อตกแตงใหข ้ึนเงาไดงาย จึงเหมาะ
แกก ารนํามาใชท าํ เปน เคร่ืองเรอื น เครอ่ื งตกแตง ภายในบา นได
5. เปลือกของตน ปบ เมอื่ กอนสามารถนํามาใชแ ทนไมกอกสําหรับทกุ จุกขวดได
6. ปบ เปนไมพมุ มใี บและดอกสวย แถมยงั มีกลน่ิ หอมอีกดว ย จึงสามารถปลกู ไวป ระดับสวน ปลูก
เพ่ือใหร มเงาในลานจอดรถหรอื รมิ ถนนขางทาง และท่สี าํ คัญตนไมชนดิ นยี้ ังทนนา้ํ ทวมขังได
ดอี กี ดว ย
7. เปนสญั ลักษณของพยาบาลไทย โดยความหมายของตน ไมชนดิ น้ี คือ เปน ตนไมท ีใ่ หความรม
รื่นแกช ีวิต ซึ่งหมายถึง "พยาบาล" และดอกปบยงั หมายถึงยาอายวุ ฒั นะ
8. เชื่อวา การปลูกไวประจําบา นจะทําใหเ กบ็ เงนิ เกบ็ ทองไดมากขน้ึ และยังทําใหม ีชื่อเสยี งโดง

-เอกสารอา งองิ : https://medthai.com/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%9A/

พชื ดอกชนิดที่ 7 ไฮเดรนเจีย
(Hydrangea)

-ชอ่ื วทิ ยาศาสตร: Hydrangea
-ชอ่ื วงศ : Hydrangeaceae
-ลักษณะ : ไฮเดรนเยียออกดอกเปนชอ เกิดท่ีปลายยอด โดยแตล ะชอ จะประกอบไปดวย

ดอกยอยเลก็ ๆ มากมาย โดยแตละชนดิ ก็จะออกดอกสีสนั แตกตางกนั ออกไป มที ้ังสีขาว สี
แดง สชี มพู สีมวง และสีฟา จดุ เดนของไฮเดรนเยยี นั้นอยทู ่ีดอกสามารถเปลยี่ นสีไดต ามคา
ความเปน กรด-ดา งของดิน กบั ปริมาณของฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม ดังน้ันถา อยากให
ดอกมสี นี ํ้าเงนิ ก็ตองทําใหด ินปลูกมสี ภาพเปน กรด แตถา หากอยากไดด อกสชี มพูหรือสมี วง ก็
ใหท าํ ใหด นิ มคี า เปน ดา ง สว นดอกทม่ี สี ีครีมซดี จะเกิดจากดนิ ทมี่ ีสภาพเปนกลางนั่นเอง

-แหลงท่พี บ: มีดอก 70-75 ชนดิ ท่เี ปนพืชพืน้ เมอื งในเอเชียใตและเอเชยี ตะวันออก (จนี

ญปี่ ุน คาบสมุทรเกาหลี เทือกเขาหมิ าลยั อินโดนเี ซยี ) อเมรกิ าเหนอื และอเมรกิ าใต ความ
หลากหลายสวนใหญอ ยใู นทวปี เอเชยี โดยเฉพาะจนี ญ่ีปุน คาบสมทุ รเกาหลี

-ประโยชน: เนือ่ งจากมลี กั ษณะสวยงามและสสี ันสดใส โดยคนสวนใหญม กั จะนําดอกไม

ชนดิ น้ไี ปใชเ ปนแบล็กดรอป ในงานตา ง ๆ หรือไมก น็ าํ ไปปลกู เพิ่มความสวยงามใหกับ
บา นเรือนหรือสวน รวมถงึ นาํ ไปจดั เปน ชอดอกไมสวย ๆ สําหรบั เจา สาวดวย ทางแพทย
ตะวนั ตกจะนาํ ไฮเดรนเยยี ไปใชในการรักษาอาการกระเพาะปส สาวะอกั เสบ ทอปสสาวะ
อักเสบ ตอ มลกู หมากอักเสบ และโรคนิว่ ในไต อกี ท้งั บางตําราก็ยงั บอกวาไฮเดรนเยยี ชวยแก
อาการคลน่ื ไส ชวยบรรเทาอาการปวดหลัง ลักปด ลกั เปด เกลด็ พอง รมู าติสซั่ม และอัมพาต
ได

-เอกสารอา งอิง: https://home.kapook.com/view189477.html

พืชดอกชนดิ ท่ี 8 เบญจมาศ
(Chrysanthemum)

-ช่ือวทิ ยาศาสตร: Chrysanthemum
-ชื่อวงศ : Asteraceae
-ลักษณะ : ไมตดั ดอกอีกชนดิ หนงึ่ ทนี่ ิยมปลกู เล้ียงและใชกัน มกี ารซ้ือขายมากที่สดุ

เปนอนั ดบั 2 ของโลก รองจากกุหลาบ เนอื่ งจากเปน ไมดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสัน
สดใส ปลกู เลยี้ งงา ย ดอกกลม กลีบใบจะซอนๆ กนั มีหลากหลายสี เชน สีแดง สีบานเย็น
สีขาว สีมว ง นํ้าเงนิ สีเหลอื ง เบญจมาศเปนไมก ลางแจง ทชี่ อบแดด ตอ งการนํ้าปานกลาง
และความชืน้ อยางสมาํ่ เสมอ

-แหลง ท่พี บ: มถี ่ินกาํ เนิดในประเทศญป่ี นุ และจนี
-ประโยชน:

ท้งั ตนใชร กั ษาโรคตับ ปวดศีรษะ วงิ เวียน บาํ รงุ ประสาท ใบและดอก กินเพ่ือรักษา
โรคนิ่ว วัณโรค โรคตอมน้าํ เหลือง ใบและตน ตําเปน ยารกั ษาโรคผวิ หนังและแผลนา้ํ รอน
ลวก ใชเปนไมประดบั หรอื ไมตดั ดอก ดอกใชท าํ ดอกไมป ระดษิ ฐ

ดอกทม่ี สี สี ันสดใสทาํ ใหบรรยากาศภายในสดชน่ื สวางไสว ซึง่ เปน ลักษณะเดน ของ
เบญจมาศแลว เบญจมาศยังเปนไมป ระดับทมี่ ีความนาสนใจมาก อนั เนือ่ งมาจาก
ประสทิ ธภิ าพในการดูดสารพษิ สงู มาก จาํ พวกสารพษิ ฟอรมาดีไฮด เบนซีน และ
แอมโมเนีย

ดอกของเบญจมาศบางพนั ธุคอื พนั ธุด อกสขี าวขนาดเล็ก กลิน่ หอมนาํ มาตากแหง
แลว ตม นา้ํ รอนดมื่ ทค่ี นไทยรูจกั กันดใี นชอ่ื นํา้ เกก ฮวย มสี รรพคณุ แกรอนใน กระหายน้ํา
แกออนเพลยี ชกู ําลงั และบาํ รุงหวั ใจ มกี ลิ่นหอมเฉพาะตัว

-เอกสารอา งอิง: https://www.doctor.or.th/article/detail/2070

พืชดอกชนิดที่ 9 โปยเซยี น
(Crown-of-thorns)

-ช่อื วทิ ยาศาสตร: Euphorbia milii
-ชอ่ื วงศ : Euphorbiaceae
-ลกั ษณะ : ไมประดับดอกที่ไดร บั ความนิยมชนิดหน่ึง เน่ืองจากดอกมสี ีสันสวย

งาม มหี ลากหลายสี ออกดอกเปน ชอขนาดใหญ มีลาํ ตนเลก็ และใบนอ ย เมอื่
ออกดอกแลว ดอกจะดีเดนสวยงาม

-แหลงที่พบ: มถี ิ่นกําเนดิ ในปาแถบแอฟรกิ าเหนือ มพี ืชท่อี ยใู นวงศเดยี วกนั มาก

กวา 7600 ชนิด ทัว่ โลก เปน พชื อวบน้าํ เปน พชื ที่เตบิ โตไดดีในสภาพแหง แลง

-ประโยชน: ใหความสวยงามในฐานะไมด อกไมป ระดบั ประเภทปลกู ในกระถาง

แตโ ปยเซยี นมีประโยชนทางออ มในดานจติ ใจ ดวยคอื เปน ไมศ กั ด์ิสทิ ธ์ิ สริ ิ
มงคล ปองกันภัยอนั ตรายประจาํ บาน และมคี ณุ สมบัตเิ ปนตน ไมเ ส่ียงทาย

คนไทยโบราณเช่อื วา บา นใดปลกู ตนโปยเซยี นไวป ระจําบานจะนาํ โชค

ลาภมาใหคนในบานเพราะตนโปยเซียนเปน ไมเ สีย่ งทายคอื ถาผใู ดปลูกตน
โปยเซยี นออกดอกได 8 ดอกขึน้ ไปผูน ัน้ ก็จะมีโชคลาภตามไปดวย นอกจากนี้
ยงั เชอ่ื อกี วา ตนโปยเซียนยงั ชว ยคมุ ครองใหม คี วามอยูเยน็ เปนสขุ เพราะตน
โปย เซียนเปนตน ไมแหงเทพเจา 8 องคท ี่คอยคมุ ครองโลกมนุษย

-เอกสารอา งองิ : https://sites.google.com/site/biology60602/30-2

พชื ดอกชนิดท่ี 10 ดาวเรอื ง
(Mexican marigold)

-ชื่อวทิ ยาศาสตร: Tagetes erecta
-ช่ือวงศ : Asteraceae
-ลักษณะ : ไมด อกลม ลุก มที ั้งพนั ธเุ ต้ียเเละพนั ธสุ ูง ลาํ ตนเปนเหลีย่ ม มีหลายสี

เขน สขี าว เหลือง เหลืองทอง และสม ออกเปนชอแบบชอ กระจกุ เด่ียวทป่ี ลายกิง่
ดอกวงนอกกลบี ดอกเปน รปู รางน้าํ ซอนกนั แนน โคนกลบี ดอกเปนหลอดเล็ก ปลาย
แผเปนรปู ไขกลับ ดอกวงในกลบี ดอกเปนหลอดสีเหลืองปลายจักเปน 5 ซี่ ดอกบาน
เต็มท่กี วา ง 5-8 เซนตเิ มตร มที งั้ ดอกช้ันเดียวและดอกซอน

-แหลง ท่ีพบ: มถี ่ินกาํ เนิดแถบประเทศเมก็ ซิโกและทวีปอเมรกิ ากลาง ตอ มาไดแพร

กระจายไปปลกู ท่วั โลก มีการนาํ เขา มาปลูกในประเทศไทยต้ังแตเ มอ่ื ไห
รไ มมีรายงานที่แนช ดั

-ประโยชน:
ไมป ระดบั ,สมุนไพร,สีของดอกใชเ ปนสยี อ มผา ดอกดาวเรอื งผสมในอาหาร
สัตวเ ปนอาหารเสริม เนอ่ื งจากดาวเรืองเปน พืชที่สารแซธโธฟล (Xanthophyll) สูง
จงึ สามารถนําไปเปน สว นผสมอาหารสตั วไดดี โดยเฉพาะอาหารของของไกไข จะ
ทาํ ใหไขแดงมีสแี ดงสดใสนา กินยง่ิ ข้ึน

ปอ งกนั แมลง เน่อื งจากดาวเรอื งเปนสารท่ีมกี ลิ่นเหมน็ แมลงไมชอบ จงึ
สามารถใชเ ปน เกราะปองกันแมลงใหแ กพืชอนื่ ๆ ในรากของดาวเรืองมีสารชนิด
หนง่ึ คอื แอลฟา เทอรเธยี นลิ (& - terthienyl) ซึ่งเปน สารทสี่ ามารถควบคุมปริมาณ
ไสเดือนฝอยในดินไดเ ปนอยางดี

เพื่อจาํ หนาย มีความสาํ คญั ทางเศรษฐกิจ ใชทาํ พวงมาลยั ใชป ก แจกนั

-เอกสารอา งองิ : https://sites.google.com/site/mimngkhl20chnid/daw-reuxng


Click to View FlipBook Version