ความเสียหายที่เกิดจากโรงเรือน
สิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้
มาตรา 434
จัดทำโดย
นางสาววัลลภา เฉลิมวงศ์ รหัสนิสิต 641087050
มาตรา 434
มาตรา 434 “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่น
ก่อสร้างไว้ชารุดบกพร่องก็ดี หรือบารุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่าผู้ ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูก
สร้างนั้นๆจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัด
ป้องมิให้เกิดเสียหายฉะนั้นแล้ว ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้นให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่องใน การปลูก
หรือค้าจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย
ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบใน การก่อให้เกิด
เสียหายนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอา แก่ผู้นั้นก็ได้”
โรงเรือน หมายถึ ง
โรงเรือน (building) หมายถึง สิ่ งปลูกสร้าง
ที่ มนุษย์สร้างขึ้นบนพื้นดิน เพื่อเป็ นที่ อยู่
อาศั ยหรือทา กิจกรรมอย่างอื่น เช่ น บ้าน
โรงรถ โรงพยาบาล คอนโดมิเนี ยม ร้านค้า
ก ร ะ ท่ อ ม
สิ่ งปลู กสร้าง หมายถึ ง
สิ่ งปลูกสร้าง (Structure) หมายถึง สิ่ งที่ มนุษย์สร้างขึ้น
บนพื้นดินนอกเหนื อจากโรงเรือน มี2ประเภท
1. ประเภทติดดิน เช่ น ถนน กำแพง สระน้ำ ท่อน้ำ
2. ประเภทไม่ติดดิน เช่ น แผงลอย นั่ งร้าน กองหิ น
ต้ นไม้หรือกอไผ่ หมายถึ ง
ต้นไม้หรือกอไผ่ จะเป็ นต้นไม้ยืนต้นหรือล้มลุกก็ได้
จะขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือมีการปลูกขึ้นโดยบุคคลใด
ก็ได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ ว่าต้นไม้หรือกอไผ่นั้ นอยู่ในความดูแล
ครอบครองของบุคคลหรือไม่เท่านั้ น นอกจากนั้ นความ
เสี ยหายตามมาตรานี้ ยังรวมถึงความเสี ยหายอย่างใด ๆ
อันเกิดจากส่ วนใดส่ วนหนึ่ งของต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย
เช่ น ลำต้น กิ่ง ใบ ก้าน ดอก ราก เป็ นต้น
ผู้รับผิดตามมาตรา 434
1. เจ้าของ หมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิในทรัพย์ที่ทำให้เกิดความเสียหาย การเป็ นเจ้าของกรรมสิทธินั้ น ไม่จำเป็ นต้องถึง
ขนาดยึดถือครอบครองอยู่ในขณะเกิดเหตุ กรณีที่เจ้าของพักอาศั ยอยู่และประกอบธุ รกิจด้วยคนเองในโรงเรือนหรือสิ่ งปลูก
สร้าง ถือว่าผู้นั้ นเป็ นทั้งเจ้าของและผู้ครอบครองไปในตัว และหากเจ้าของพักอาศั ยอยู่แต่ให้ผู้อื่นประกอบธุ รกิจอีกส่วนหนึ่ ง
โคยแบ่งเนื้ อที่ให้หรืออาศั ย ถือว่าผู้เช่าหรือผู้อาศั ยนั้ นเป็ นผู้ครอบครองในส่วนนั้ น แต่กรรมสิทธิยังคงอยู่ที่เจ้าของอยู่ ดัง
นั้ นเจ้าของก็เป็ นทั้งผู้ครองและเข้าของไปด้วยในตัว (ฎีกาที่ 2140/2520)
2. ผู้ครอง มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ผู้ครอบครอง" (Possessor) หมายถึง ผู้ยึดถือทรัพย์ในขณะที่เกิดความเสียหาย
เป็ นผู้ซึ่งมีอำนาจเท้จริงเหนื อโรงเรือนหรือสิ่ งปลูกสร้างนั้ นโคยได้รับอำนาจจากเจ้าของ ไม่ว่าการยึดถือนั้ นจะยึคถือในฐานะ
แทนเจ้าของหรือยึคถืออย่างเจ้าของก็ตาม ผู้เช่า ผู้อาศั บหรือผู้ดูแล ถือว่าเป็ นผู้ครองตามมาตรานี้ ได้ แต่ผู้มาขออาศั ยหรือแขกมา
พักชั่วคราวหรือคนในครอบครัว ไม่ถือว่าเป็ นผู้ครอง
บทบัญญัติตามมาตรา 434 กำหนดให้ผู้ครองโรงเรือนหรือส่งปลูกสร้างเป็ นผู้รับผิดก่อนในเบื้องต้น หมายความว่า ถ้ำโรง
เรือนหรือสิ่ งปลูกสร้างทั้งหลายเหล่านั้ นมีผู้ครอบครองอยู่ในขณะนั้ นผู้ครองต้องรับผิดก่อน ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินในขณะเกิด
ความเสียหาย ส่วนใหญ่มักจะเป็ นผู้ที่มีสิทธิอยู่อาศั ยในโรงเรือน หรือสิ่ งปลูกสร้างนั้ น หรืออาจจะเป็ นผู้เช่าอยู่ หรือผู้ที่มีสิทธิ
เก็บกินตามกฎหมาย ถึงแม้ว่าในขณะที่เกิดเหตุนั้ น เขาจะมีได้อยู่ในโรงเรือนหรือสิ่ งปลูกสร้างนั้ นก็ตาม สาเหตุที่กฎหมาย
กำหนดให้ผู้ครองรับผิดชอบ ก็เพราะว่าผู้ครองเป็ นผู้ที่มีหน้ าที่จะต้องคอยดูแลและบำรุ งรักษาทรัพย์ที่ตนครองอยู่ และเป็ นผู้ที่
แลเห็นความชำรุ ดบกพร่องได้ก่อนผู้อื่น
เหตุแห่งความรับผิด
1. การก่อสร้างชำรุ ดบกพร่อง หมายถึง การปลูกสร้างไว้ไม่มั่นคงแข็งแรง
เพียงพอแก่ความต้องการ เช่น วัสคุอุปกรณ์หรือแบบแปลนไม่เป็ นไปตาม
กำหนด หรือก่อสร้างไว้ไม่ได้มาตรฐานหรือปลูกสร้างไว้ในที่อันมิควรทำให้เกิด
ความชำรุ ดบกพร่อง เป็ นต้น กรณีที่มีการปลูกสร้างไว้ชำรุ ดบกพร่อง เช่น จ้างผู้
อื่นสร้างบ้าน ผู้รับจ้างวางเหล็กเส้นหรือตอกเสาเข็มไม่ได้จำนวนในแบบแปลน
เป็ นเหตุให้บ้านทรุ ดพังลงมา ผู้ครองย่อมแก้ตัวให้พ้นผิดได้ แต่เจ้าของยังคง
ต้องรับผิดอยู่ดี อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้ ก็คงเป็ นเพียงความรับผิดแทนผู้
ก่อสร้างบ้านชั่วคราวเท่านั้ นเพราะกฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าของหรือผู้มอบในการ
ไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เป็ นต้นเหตุให้เกิดดวามเสียหายได้ (ตามมาตรา 434 วรรคท้าย)
มีข้อสังเกตว่าหากผู้ที่ต้องถูกไถ่เบี้ยตามมาตรา 434 วรรถท้าย เป็ นผู้ที่ไม่อยู่ใน
ฐานะจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ เช่น ฐานะยากจน ผู้เป็ นเจ้าของก็ต้องรับ
ภาระแห่งความรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียวยังอาจต้องรับภาระบางอย่างอันเกี่ยวข้อง
กับตัวทรัพย์นั้ นด้วย
2. การบำรุ งรักษาไม่เพียงพอ หมายความถึง การขาดการบำรุ งรักษารวม
ตลอดถึงการดูแลมิให้เกิดความเสียหายด้วย เช่น ต้นไม้บำรุ งรักษาอย่างดี
รดน้ำพรวนดิน ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต กิ่งก้านแผ่ออกไปรุ กล้ำบริเวณบ้าน
ของผู้อื่น ก็ถือว่าเป็ นการขาคการบำรุ งรักษาคูแลในความหมายนี้ ได้หรือ
กระเบื้องหลังคาทำท่าจะต่ำพังลงมา ก็มิได้จัดการซ่อมแซมถือว่าไม่ควบคุมดูแล
ระมัดระวัง หรือบำรุ งรักษาไม่เพียงพอ
หากความเสียหายเกิดขึ้นจากเหตุอื่น นอกจากเหตุสองประการนี้ เช่น
เหตุสุดวิสัย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ตัวอย่าง พายุพัดหลังคาบ้านสภาพดีปลิว หรือต้นไม้แข็งแรงโค่นหักไป
ทำความเสียหายกับบุคคลอื่น ไม่ถือว่าความเสียหายเกิดจากการก่อสร้าง
ความเสี ยหายที่ เกิดจากการปลูก
หรือค้ำจุน ต้นไม้หรือกอไผ่
มาตรา 434 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้ นให้ใช้ บังคับได้
ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกหรือค้าต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย”
บกพร่องในการปลูกหมายถึงปลูกเองโดยบกพร่องบกพร่องในการค้ำ จุนต้นไม้ หมายถึง
ปลูกเองหรือคนอื่นปลูกมาก่อน หรือต้นไมขึ้นเองแล้วไม่ค้ำจุนให้ดี รวมทั้งแผ่กิ่งก้านสาขา ไป
ทำความเสี ยหายแก่ผู้อื่นด้วย
“ผู้ครอง” หรือ “เจ้าของ” ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
คำพิพากษาฎีกา
ฎ.3593/2528
"ตราบใดที่จำเลยยังคงปล่อยให้ต้นไม้ของจำเลยล้มเอนเข้าไปใน
ที่ดินของโจทก์โดยไม่ยอมค้ำจุน หรือตัดออกเพื่อระงับความเสียหาย
ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก็ติดต่อกันมาอยู่ตราบนั้ น
โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ย้อนหลังไป
นั บแต่วันฟ้ อง"
คำพิพากษาฎีกา
ฎ. ๗๕/๒๕๓๘
ต้นสนที่ล้มทับรถยนต์ของโจทก์เสียหายและ โจทก์ได้รับอันตราย
สาหัส มีสภาพผุกลวงอยู่ในความครอบครอง ดูแลของเทศบาลเมือง
สงขลาจาเลยที่ ๑ วันเกิดเหตุมีฝนตก เล็กน้ อยและปานกลางเป็ นช่วง
สั้น ๆ และมีฟ้ าคะนอง ความเร็ว ลมเพียง ๕ ถึง ๒๕ กิโลเมตรต่อช่ัวโมง
ถือเป็ นความเร็วลม ปกติ การที่ต้นสนดังกล่าวล้มลงทับรถของโจทก์จึง
มิใช่เกิดจาก เหตุสุดวิสัย แต่เป็ นความบกพร่องของจาเลยที่ ๑
ที่ไม่ยอมโค่น หรือค้าจุนต้นสนดังกล่าวเพื่อป้ องกันมิให้เกิดความเสีย
หายแก่ผู้อื่นจำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์
สิ ท ธิ ไ ล่ เ บี้ ย
มาตรา ๔๓๔ วรรคสาม
"ในกรณี ที่ กล่าวมาในสองวรรคข้างต้น ถ้ายังมีผู้อื่นต้องรับผิดชอบ
ในการก่อให้ เกิดความเสี ยหายนั้ นด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของ
จะใช้ สิ ทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้ นก็ได้"
ในกรณี จ้างปลูกสร้างบ้าน ผู้รับจ้างก่อสร้างไว้ชำรุ ดบกพร่อง
แต่ยังไม่เกิดความเสี ยหาย เมื่อส่ งมอบแล้วผู้ว่าจ้างเข้าไปอยู่
ต่อมาสิ่ งปลูกสร้างนั้ นพัง ทำให้ ทรัพย์สิ นของผู้อื่นเสี ยหายเนื่ องจาก
ความชำรุ ดบกพร่องนั้ น ผู้ว่าจ้างในฐานะเจ้าของและผู้ครองต้องรับผิด
หากได้ใช้ ค่าสิ นไหมทดแทน ไปแล้ว ตามมาตรานี้ ให้ สิ ทธิไล่เบี้ยเอา
จ า ก ผู้ รั บ เ ห ม า ก่ อ ส ร้ า ง ไ ด้
บรรณานุกรม
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง. (2564) .คำอธิบายกฎหมายละเมิด .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วิญญูชน