1
“ผงั สาระการเรียนรู้” พระ พุทธคุณ
รัตนตรัย 9
สวดมนต์
แผ่เมตตา บริหารจติ
และเจริญปัญญาด้วย
อาณาปานสติ
การ พระ อริยสัจ
สงั คายนา ธรรม 4
การเผยแผ่ หลักธรรมในการ พุทธ
พระพุทธศาสนา ศาสน
ดารงชีวติ แบบพอเพียง สุภาษติ
เข้าสู่ และการดแู ลรักษา
ประเทศไทย
ส่ิงแวดล้อม
หลักธรรมเพ่อื การ
ปฏิบัติตนอย่าง
เหมาะสมต่อ
บคุ คลต่างๆ
3
“พทุ ธคณุ 9”
พทุ ธคณุ 9
1. อะระหงั ทรงเป็นพระอรหนั ต์ คอื ผไู้ กลจากกเิ ลส
2. สมั มาสมั พทุ ธธ ทรงเป็นผตู้ รสั รชู้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง
3. วิชชาจะระณะสมั ปันธน ทรงเป็นผเู้ พยี บพรอ้ มทงั้ วชิ า
ความรู้ และความประพฤตทิ ดี่ งี าม
4. สคุ ะธต ทรงเป็นผเู้ สดจ็ ไปดแี ลว้ คอื ทรงเป็นผูต้ ดั กเิ ลส
และทรงบาเพญ็ ประโยชน์แก่ชาวโลกเสรจ็ สมบรู ณ์
4
5. โลกะวทิ ู ทรงเป็นผรู้ ู้แจ้งความจริงของโลก
6. อะนุตตะโร ปุริสะทมั มะสาระถิ ทรงเป็นครูผสู้ ามารถฝึก
มนษุ ย์ทีส่ มควรฝึกไดอ้ ย่างยอดเยีย่ ม
7. สัตถา เทวะมะนุสสานัง ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและ
มนษุ ย์ทงั้ หลาย
8. พุทโธ ทรงเป็นผูร้ ู้ ผตู้ ืน่ ผูเ้ บิกบาน
9. ภะคะวา ทรงเป็นผมู้ ีโชคหรือทรงเป็นผจู้ าแนกธรรมไดด้ ี
5
อริยสจั 4 ทกุ ข์ ขนั ธ์ 5
สมทุ ยั ธาตุ 4
นิโรธ หลกั กรรม
อบายมขุ 6
มรรค สขุ 2
คหิ สิ ขุ
6 ไตรสิกขา
ปธาน 4
กรรมฐาน 2
โกศล 3
มงคล 38
“ทกุ ข์ (ธรรมท่ีควรรู้)”
ทกุ ข์ เป็นสภาวะความไมส่ บายทางกาย
และใจ อนั เน่ืองมาจากการพลดั พรากจากสงิ่ ท่ีรัก
การไมส่ มหวงั ความเป็นป่ วยทางกาย โรคภยั ไข้เจบ็
การเวียนวา่ ยในวฏั สงสาร
ได้แก่ ขนั ธ์ 5 และธาตุ 4
7
“ขนั ธ์ 5” ขนั ธ์ 5 (เบญจขนั ธ์) คือ สว่ นประกอบของสภาวะ
ทางกายและจิตใจ อนั เป็นรูปธรรมและนามธรรม
จานวน 5 สิง่ ได้แก่
รูปขนั ธ์
เวทนาขนั ธ์
สญั ญาขนั ธ์
สงั ขารขนั ธ์
วิญญาณขนั ธ์
8
กาย เป็นรูปธรรม
ใจ/จิตใจ เป็นนามธรรม
9
อายตนะ 6 การรับรู้ผา่ นประสาทสมั ผสั ทงั้ 6 ของมนษุ ย์ ได้แก่
1. การมองเหน็ ผ่านทาง ตา
2. การได้ยนิ ผ่านทาง หู
3. การรู้รส ผ่านทาง ลนิ้
4. การได้กล่นิ ผ่านทาง จมูก
5. การสัมผัส ผ่านทาง กาย
6. การรู้สกึ ผ่านทาง จติ ใจ
10
“ธาตุ 4”
เป็ นองค์ประกอบของสภาวะ
ทางกายของมนุษย์ ซ่ึงจะทางาน
เกี่ยวข้องสมั พนั ธ์กัน หากเกิดความ
ผิดปกติ จะทาให้มนษุ ย์เกิดความไม่
สบายกาย และเป็ นบ่อเกิดแห่ง
สภาวะทุกข์นั่นเอง ได้แก่ ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ
11
ปฐวีธาตุ (ธาตดุ ิน) ได้แก่ เนือ้ ผม เลบ็ ฟัน กระดกู
อาโปธาตุ (ธาตนุ า้ ) ได้แก่ เลือด นา้ เหลือง หนอง นา้ ลาย
เตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ) ได้แก่ อณุ หภมู ใิ นร่างกาย
วาโยธาตุ (ธาตลุ ม) ได้แก่ ลมหายใจ กรดในกระเพาะ
12
“สมทุ ยั (ธรรมที่ควรละ)”
สมทุ ยั เป็นสาเหตแุ ห่งความรู้สกึ
ทกุ ข์ทงั้ หลาย โดยมากมกั เป็นเร่ืองที่
ทาให้เกิดความไม่สบายกายและใจ
โดยการละทิง้ สมทุ ยั ย่อมทาให้เกิด
ความสงบสขุ ในชีวิต
ได้แก่ หลกั กรรม อบายมขุ 6
13
“หลกั กรรม” กรรม ในทาง
พระพทุ ธศาสนา หมายถึง
การกระทา อนั เกิดจาก 3
ทางด้วยกนั ได้แก่ การ
กระทาทางกาย การกระทา
ทางวาจา และการกระทา
ทางความคดิ และจิตใจ
14
กายกรรม คือ กรรมท่แี สดงออกทางกาย
วจกี รรม คอื กรรมท่แี สดงออกทางวาจา
มโนกรรม คอื กรรมท่แี สดงออกทางความคดิ
15
“อบายมขุ 6” อบายมุข หมายถึง ทางแห่งความ
เส่ือมเสีย 6 อย่าง ซึ่งเป็ นบ่อเกิดของความ
ทกุ ข์ในชีวิตทงั้ ปวง ประกอบด้วย
การด่ืมสุราและของมนึ เมา
ชอบเท่ยี วกลางคนื
ชอบเท่ยี วดมู หรสพ
การเล่นการพนัน
การคบคนช่ัวเป็ นมติ ร
การเกยี จคร้านการงาน
“นิโรธ (ธรรมท่ีควรบรรล)ุ ”
นิโรธ หมายถงึ ธรรมท่ปี ราศจากความทกุ ข์ หรือหลกั ธรรม
ทีพ่ งึ มีเพอื่ ความสงบสขุ ในชีวิต
ได้แก่ สขุ 2 และ คิหสิ ขุ
17
“สขุ 2”
สขุ 2 เป็น ความสขุ 2 รูปแบบ คอื
ความสขุ ทางกาย และความสขุ ทางใจ
1. กายิกสุข เป็ นความสุขทางกาย อันเน่ืองมากจากการรับรู้ทางประสาท
สัมผสั ท่ตี อบสนองความต้องการทางกาย เช่น กนิ อ่มิ นอนหลบั ร่างกาย
แข็งแรง ไม่มโี รค
2. เจตสิกสุข เป็ นความสุขทางใจ อนั เน่ืองมาจากการพบกบั ความสุขท่ไี ม่
ยดึ ติด ไม่คาดหวงั และยอมรับในส่งิ ท่เี ป็ นไปตามสภาวะทางธรรมชาตไิ ด้
18
“คหิ ิสขุ ”
เป็นความสขุ ของคฤหสั ถ์ (ผ้คู รองเรือน) ความสขุ ในลกั ษณะนี ้
เป็นความสขุ ระดบั บคุ คลทวั่ ไป ประกอบด้วย
1. อัตถสิ ุข สุขเน่ืองจากการมีทรัพย์
2. โภคสุข สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์อย่างเหมาะสม
3. อนณสุข สุขจากการไม่เป็ นหนี้
4. อนวัชชสุข สุขจากการประกอบอาชีพสุจริต
19
“มรรค (ธรรมท่ีควรเจริญ)”
มรรค หมายถงึ ข้อปฏิบตั ทิ ี่นาไปสคู่ วามดบั ทกุ ข์ หรือ
วธิ ีการนาไปพบซงึ่ ความสขุ ในชีวติ
ได้แก่ ไตรสกิ ขา (สิกขา 3)
กรรมฐาน 2
ปธาน 4
โกศล 3
มงคล 38
20
“ไตรสกิ ขา”
ไตรสกิ ขา (สิกขา 3) เป็นข้อปฏิบตั เิ พ่ือใช้ฝึกอบรมความ
ประพฤติทางกาย วาจา ใจ และปัญญา เพ่ือให้บรรลถุ งึ จดุ หมาย
สงู สดุ คอื นิพพาน
1. ศีล ข้อปฏบิ ตั ิสาหรับฝึ กอบรมความประพฤติ
2. สมาธิ ข้อปฏิบตั ิสาหรับฝึ กอบรมจติ เพ่อื ให้เกิดความสงบ
3. ปัญญา ข้อปฏบิ ตั ิสาหรับฝึ กอบรมปัญญาเพ่อื ให้เกิดความรู้แจ้ง
21
“กรรมฐาน 2”
กรรมฐาน 2 หมายถงึ ฐานท่ีตงั้ แหง่ การงาน เป็นวิธีการ
ฝึกอบรมทางจิต ประกอบด้วย
1. สมถกรรมฐาน 2. วปิ ัสสนากรรมฐาน
• หมายถงึ การ • หมายถงึ การ
ฝึ กอบรมจติ ใจให้ ฝึ กอบรมปัญญา
เกดิ ความสงบ
หรือสมาธิ เพ่ือให้เกดิ
ความรู้แจ้ง หรือ
การเจริญปัญญา
22
“ปธาน 4” ปธาน 4 หมายถึง ความเพียรท่ีถกู ต้อง มี 4
ลกั ษณะ ได้แก่
1. สังวรปธาน เพียรระวัง หรือเพียรป้ องกันไม่ทาความช่ัว
2. ปหานปธาน เพยี รละ เลกิ ทาส่งิ ไม่ดี
3. ภาวนาปธาน เพียรสร้างหรือทาความดี
4. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาความดีท่เี คยทา
23
“โกศล 3”
โกศล 3 หมายถึง ความฉลาด ความเช่ียวชาญ ประกอบด้วย
1. อายโกศล ความฉลาดในเรื่องความเจริญ
2. อปายโกศล ความฉลาดในความเสอื่ ม
3. อปุ ายโกศล ความฉลาดในอบุ าย หรือวิธีแก้ปัญหา
24
“มงคล 38”
มงคล หมายถงึ ธรรมท่ีนามาซง่ึ ความสขุ ความเจริญ โดยรวมมี
ทงั้ สนิ ้ 38 ประการ ในชนั้ เรียนนีจ้ ะมี 3 ข้อ ได้แก่
1. การไม่คบคนพาล 2. คบบณั ฑิต 3. บชู าผู้ควรบชู า
• หมายถงึ การไม่ • หมายถึง การ • หมายถึง การให้ความเคารพ
คบหากบั คนท่ี สนใจ ใฝ่ เข้าหา นับถือ บุคคลท่ีควรบชู า ซ่ึง
นิสยั ใจคอไม่ดี คนท่มี ีความดี การบชู านีแ้ บ่งออกเป็ น 2
ชอบชวนทาความ ความฉลาดรอบรู้ ลักษณะ คือ
เส่อื มเสยี
• 3.1 อามสิ บชู า เป็ นการบชู า
ด้วยส่ิงของ เช่น ดอกไม้ ธูป
เทยี น
• 3.2 ปฏบิ ัติบูชา เป็ นการบูชา
ด้วยการปฏิบตั ิ
25
“พทุ ธศาสนสภุ าษิต”
พทุ ธศาสนสภุ าษิต หมายถงึ ถ้อยคา
ที่ดีท่พี ระพทุ ธเจ้าตรัสไว้ หรือบรรดาสาวก
ทงั้ หลายกลา่ วไว้ตามแนวพทุ ธภาษิต
เพ่ือใช้เป็นคติเตอื นใจให้ทาในส่ิงท่ดี ี
พทุ ธศาสนสภุ าษิตท่ีนามาเรียนในชนั้ นีม้ ี
4 บท ได้แก่
26
ย เว เสวติ ตาทโิ ส คบคนเช่นไรเป็ นคนเช่นนัน้
เม่ือบคุ คลใดเข้าเป็นพวกเดียวกนั
กบั ผ้มู ีพฤติกรรมและนิสยั ใจคออย่างไรแล้ว
บคุ คลนนั้ จะมีนิสยั ใจคอ และพฤติกรรม
เชน่ เดียวกบั คนผ้นู นั้ สภุ าษิตนีช้ ีใ้ ห้เหน็ ถงึ
ความสาคญั ของการคบเพือ่ น ถ้าคบคนดี
เราก็จะได้พฤติกรรมที่ดี ถ้าหากคบคนชว่ั
เราก็จะเป็นคนชว่ั ตามไปด้วย ฉะนนั้ จึงต้อง
เลอื กคบแตค่ นท่ดี ี
27
อตตฺ นา โจทยตตฺ าน จงเตือนตนด้วยตนเอง
การเตือนตนด้วยตนเอง หรือการพร่าสอน
ตนเองให้มีสติ ระลึกถึงสิ่งท่ีตนกระทาอยู่ ณ ขณะ
ปัจจบุ นั เพือ่ ให้รู้เทา่ ทนั และไมเ่ ข้าไปข้องแวะกบั ส่งิ ที่
ไมด่ ี หรือเป็นสิง่ ท่กี ระทาแล้วไปในทางท่ีเส่อื ม
นิสมฺม กรณ เสยโฺ ย ใคร่ครวญก่อนทาจงึ ดี
การใช้ สติสัมปชัญญะเตือนตนก่อนกระทา
ส่ิงใด เป็ นการพิจารณาถึงผลดีผลเสียท่ีจะเกิดขึน้
จากการกระทานนั้ เพอ่ื ไมใ่ ห้เกิดความเสียหาย
29
ทรุ าวาสา ฆรา ทกุ ขฺ า เรือนท่คี รองไม่ดีนาทุกข์มาให้
ฆราวาสท่ีครองเรือนนัน้ หากปกครองไม่ดี
คือ ปราศจากธรรมะของผู้ครองเรือนแล้ว ย่อมนา
ทุกข์มาให้ ดังนัน้ ธรรมมะสาหรับผู้ครองเรือน
เรียกวา่ ฆราวาสธรรม ประกอบด้วย
สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ทมะ
คอื รู้จกั ขม่ จิตใจของตน ขนั ติ คือ ความอดทน
จาคะ คือ การเสียสละ แบง่ ปัน
30
หลักธรรมในการดารงชีวติ แบบพอเพียง
และการดแู ลรักษาส่งิ แวดล้อม
องค์ประกอบของความพอเพยี ง
ภมู ิคุ้มกัน ความ
พอประมาณ
ความมีเหตผุ ล
ความพอเพยี งดงั กล่าวมีความสอดคล้องกับหลักธรรม คอื
ภมู ิค้มุ กนั ความ
พอประมาณ
ความมีเหตผุ ล • เป็ นความจริงอันประเสริฐของสรรพส่งิ ในโลก
• สอดคล้องกับความพอเพียงโดยเฉพาะ มัชฌิมาปฏิปทา
อริยสัจ
• วิธีคดิ แบบคุณค่าแท้ - คุณค่าเทยี ม
โยนิโสมนสิการ • วธิ ีคิดแบบคุณ - โทษ และทางออก
• หมายถงึ ความไม่ประมาท
อัปปมาทะ • การดาเนินชีวิตด้วยความไม่ขาดสติ
32
หลักธรรมเพ่อื การปฏบิ ตั ติ นอย่างเหมาะสมกับบุคคลต่างๆ
สังคหวัตถุ 4
สมานัตตตา ทาน
อัตถจริยา ปิ ยวาจา
33
พรหมวิหาร 4 หลกั ธรรมท่เี ป็ นพนื้ ฐานของความรักของเพ่อื นมนุษย์ในสังคม
เมตตา
มุทติ า
กรุณา อุเบกขา
34
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย
ในสมัยพทุ ธศตวรรษท่ี 3 พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งสมณทตู ให้
เดินทางเผยแผ่พระพทุ ธศาสนายงั ดนิ แดนต่างๆ ออกเป็ น 9 เส้นทาง โดย
พระธรรมทตู เส้นทางท่ี 8 นาโดยพระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ ได้เดนิ ทาง
มายังดนิ แดนสุวรรณภมู ิ หรือประเทศไทยในปัจจบุ นั
35
การสังคายนา
การสังคายนา หมายถึง การ
ประชุมสงฆ์เพ่ือตรวจชาระ สอบทาน
แ ล ะ จั ด ห ม ว ด ห มู่ ห ลั ก ค า ส อ น ข อ ง
พระพทุ ธเจ้าให้ตรงกนั เพ่ือให้มีแนวทาง
ปฏิบัติไปในทางเดียวกัน อันจะทาให้
พระพุทธศาสนามั่นคงอยู่ได้นาน การ
สงั คายนาในอดตี มีดงั นี ้
36
การสงั คายนาครัง้ ท่ี 1
เกิดขนึ ้ เนื่องจากสภุ ทั ทภกิ ษุกลา่ วจาบจ้วงพระธรรมวนิ ยั โดยพระมหากสั สปะเถระเป็ นประธาน
พระอานนท์เป็ นผ้วู สิ ชั นาพระธรรม พระอบุ าลเี ป็ นผ้วู ิสชั นาพระวินยั มีพระอรหนั ต์เข้าร่วมการสงั คายนา
500 องค์
การสงั คายนาครัง้ ที่ 2
เกิดขนึ ้ เนื่องจากมีพระกลมุ่ วชั ชบี ตุ รกระทาผิดพระธรรมวินยั โดยมีพระเจ้ากาลาโศกราช เป็ นผ้อู ปุ ถมั ภ์
มีพระอรหนั ต์เข้าร่วมการสงั คายนา 700 องค์ ทเี่ มืองเวสาลี ใช้เวลา 8 เดอื นในการสงั คายนา
การสงั คายนาครัง้ ท่ี 3
เกิดขนึ ้ เม่อื พ.ศ. 234 ในสมยั พระเจ้าอโศกมหาราช เนื่องจากการแตกแยกนิกายในพระพทุ ธศาสนาถงึ 18
นิกาย ทงั้ ยงั มีการปลอมตวั ของนกั บวชศาสนาอื่นเข้ามาบวชในพระพทุ ธศาสนา จงึ โปรดให้มีการสงั คายนา
พระธรรมวินยั ขนึ ้ มพี ระอรหนั ต์เข้าร่วมการสงั คายนาทงั้ สิน้ 1,000 องค์
37
การสงั คายนาครัง้ ที่ 4
มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือให้พระพทุ ธศาสนาประดษิ ฐานอยา่ งมนั่ คงในลงั กาทวีป โดยพระเจ้าเทวานัมปิ ยตสิ สะ
ทรงเป็ นองค์อปุ ถมั ภ์ การสงั คายนาครัง้ นีท้ าขนึ ้ เม่ือ พ.ศ. 236 มพี ระภิกษุเข้าร่วมสงั คายนาทงั้ สิน้
68,000 รูป
การสงั คายนาครัง้ ที่ 5
การสงั คายนาครัง้ นีเ้กิดจากการแตกแยกของพระสงฆ์ออกเป็ น 2 พวก โดยพระเจ้าวฏั ฏคามณีอภยั ทรงเป็ น
องค์อปุ ถมั ภ์ มีพระอรหนั ต์เข้าร่วมทงั้ สนิ ้ 500 องค์
38
สวดมนต์ แผ่เมตตา บริหารจติ และเจริญปัญญาด้วยอานาปานสติ
การบริหารจิตและการเจริญปัญญา
เป็นหลกั และวิธีการที่ทาให้จิตเกิดสมาธิและ
มีปัญญาเกิดขึน้ เป็ นการยกระดับจิตใจให้
สูงขึน้ เกิดศักยภาพทางปั ญญา ทาให้
สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสงู สุด คือ
สามารถคิดวเิ คราะห์ได้รวดเร็วถกู ต้องวา่
สงิ่ ใดดี สิง่ ใดชว่ั สง่ิ ใดถกู ส่ิงใดผิด สิ่งใดควร
ทา ส่ิงใดไม่ควรทา ซง่ึ เป็นประโยชน์อย่างย่ิง
ในการดาเนินชีวิต
39
บทสวดมนต์ไหว้พระ และแผ่เมตตา
• นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต • อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ • สพั เพ สตั ตา
• อะระหะโต ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวนั ตงั • อะเวรา โหนตุ
• สมั มาสมั พทุ ธสั สะ อภิวาเทมิ • อพั ยาปัชฌา โหนตุ
• อะนีฆา โหนตุ
บทนมัสการ • สวากขาโต ภะคะวะตา • สขุ ี อตั ตานงั ปะริหะรันตุ
พระพุทธ ธมั โม ธมั มงั นะมสั สามิ
บทแผ่เมตตา
• สปุ ะฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสงั โฆ สงั ฆงั
นะมามิ
บทสรรเสริญคุณ
พระรัตนตรัย
40
การฝึ กสตแิ ละสมาธิตามหลักอานาปานสติ
อานาปานสติ แปลวา่
การระลกึ ถงึ ลมหายใจเข้า -
ออก คอื การกาหนดลมหายใจ
เข้า - ออก ให้รู้ทกุ ครัง้ ท่ี
ลมหายใจผ่านเข้า - ออกจมกู
เพียงกาหนดรู้ลมทีผ่ า่ นจมกู
จิตก็เป็ นสมาธิ
41
นาวธิ ีบริหารจติ และเจริญปัญญาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั
ใช้ในการควบคุมจติ ใจและน้อมนาจติ ใจไปในทางท่ีดี
ใช้ในการศึกษาเล่าเรียน
ใช้ในการทางาน
42