electrostatic acid - base plant structure
PHYSICS
HEMICAPCHHYBESIMIOCILCSOAGLY
BIOLOGY
electrostatic acid - base plant structure
PREFACE PREFACE PREFACE
ชิ้นงานนี้จัดทำเพื่อใช่ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาเคมี ชีววิทยา และ
ฟิสิกส์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้จัดทำได้ฝึกการค้นคว้า และนำสิ่งที่ได้ศึกษา
ค้นคว้า มาสร้างเป็นชิ้นงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนและบุคคลที่สนใจ
ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้า และจัดทำมาเป็นชิ้นงานนี้ ซึ่งผู้จัดทำหวังว่างาน
ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ หากผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำต้องขออภัย
มา ณ ที่นี้ด้วย
ก
CONTENTCONTENT CONTENT
Preface ก
Content ข-ง
PHYSICS หน้า
What is static electricity? 2
Electric charge
Conservation of charge
Conductor and Insulator 3
Make a conductor object charge
Electroscope
Biot's experiment 4
Experiment with Faraday's ice cans 5
Faraday Butterfly Catching Bag Experiment 6
Electrical discharge on spherical conductors
Force between charge and coulomb law
Electric field 7
Electric field due to charge point
Electric line of force
Amphibious spots in the electric field 8
Electric Potential 9
Capacitors and electrical capacity
10
11
ข
CONTENTCONTENT CONTENT
CHEMICAL หน้า
What is acid-base? 13
Arrhenius Concept
Bronsted-Lowry Concept
Lewis Concept 14
Acid - Base
Acid - Base reaction
Acid - Base type 15
Acid - Base Dissociation
Dissociation of water and pH
Buffer Solution 16
Hydrolysis 17
Acid-base titration 18
Indicator 19
Polyprotic acid 20
21
22
ค
CONTENTCONTENT CONTENT
BIOLOGY หน้า
What is root? 24
Functions of the root
Root type classified by place of birth
Structure of the roots 25
What is stem? 26
Internal structure 27
Apical meristem
Secondary growth of stem
What is leaf? 28
External structure 29
Reticulated Venation 30
Parallel venation 31
Leaf type
Internal sturcture
32
33
Bibliography จ-ฎ
Appendix ฏ
ง
electrostatic electrostatic electrostatic
PHYSICS
PHPPHYHYYSSSIICICCSS S
PHYSICS
electrostatic electrostatic electrostatic
What is static electricity?
ไฟฟ้าสถิต (Static electricity)
เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้ว
บวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันปกติ
จะแสดงในรูปการดึงดูด,การผลักกันและ
เกิดประกายไฟ
Electric charge
ประจุไฟฟ้า (Electric charge) 1. แรงระหว่างประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือ
ประจุไฟฟ้าคือ ตัวการที่ทําให้เกิดอํานาจไฟฟ้า แรงดูดกับแรงผลัก
(แรงดูด) 2. ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกัน
ประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน
ชนิดของประจุไฟฟ้า
3. วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าจะดูดวัตถุที่เป็น
1. ประจุไฟฟ้าบวก กลางเสมอ
( Positive charge ) คือ วัตถุที่ได้สูญ
เสียอิเล็กตรอนไป 4. แรงกระทำบนวัตถุ เป็นแรงต่างร่วม
คือ แรงที่กระทำซึ่งกันและกัน และมีค่าเท่า
2. ประจุไฟฟ้าลบ กันโดยไม่คำนึงถึงประจุทั้งสองเท่ากัน
( Negative charge ) คือ วัตถุที่ได้รับ หรือไม่ก็ตาม
อิเล็กตรอนเพิ่ม ชนิดของแรงระหว่าง
ประจุไฟฟ้า
2
Conservation of charge
ประจุไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำลายได้ ดังนั้นในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ผลรวมของประจุ
ของระบบก่อนการเปลี่ยนแปลงต้องเท่ากับผลรวมของประจุหลังการเปลี่ยนแปลง
โดยปกติแล้วในอะตอมหนึ่งๆจะมีจำนวนโปรตอนและนิวตรอนเท่ากันดังนั้นผลรวมของ
ประจุไฟฟ้าของอะตอมจึงมีค่าเป็น ศูนย์ อะตอมในสภาวะปกติจึงไม่แสดงอำนาจทางไฟฟ้า
หรือเรียกอีกอย่างว่าอะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้า ดังนั้นวัตถุในสภาวะปกติจึงเป็นกลางทาง
ไฟฟ้า
สำหรับอะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้าเมื่อเสียอิเล็กตรอนไปจะกลายเป็นอะตอมที่แสดง
อำนาจไฟฟ้าบวก ส่วนอะตอมที่ได้รับอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้นจะแสดงอำนาจไฟฟ้าลบ โดยผล
รวมของจำนวนประจุทั้งหมดของระบบที่พิจารณายังคงเท่าเดิม
Conductor and Insulator
ตัวนำ (Conductor) คือ ฉนวน (Insulator) คือ
สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่
ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือ สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้
วัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้
อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำ ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง,
ไฟฟ้าที่ดีที่สุด แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น
3
Make a conductor object
charge
การทำให้วัตถุตัวนำเกิดประจุไฟฟ้า
1.การเกิดประจุโดยการขัดถู (charging by friction) คือ การนำวัตถุต่างชนิดถูกัน เช่น นำ
ผ้าสักหลาดมาถูกับแผ่นพีวีซี งานของแรงที่ใช้ถู ทำให้อิเล็กตรอนจะถ่ายโอนไปยังอีกวัตถุ
หนึ่ง วัตถุที่รับอิเล็กตรอนเพิ่มเข้าไปจะมีประจุลบส่วนวัตถุที่เสียอิเล็กตรอนไปจะมีประจุบวก
อาจจะทดลองอย่างง่ายด้วยการนำลูกโป่งมาถูกับศีรษะ
2. การเกิดประจุโดยการสัมผัส (charging
by conduction) คือ การนำวัตถุตัวนำที่มี
ประจุอิสระอยู่ มาสัมผัสกับตัวนำที่เรา
ต้องการ จะให้เกิดมีประจุอิสระ โดยการ
ถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างตัวนำทั้งสอง และ
ในที่สุดตัวนำทั้งสองต่างจะมีประจุอิสระ เรา
อาจจะทดลองง่ายๆ ด้วยการนำคอนเฟล็
กวางบนโต๊ะพยายามกระจายคอนเฟล็กให้ไม่
ซ้อนทับกันใช้แผ่นพลาสติกใสวางบนคอน 3.การเกิดประจุโดยการเหนี่ยวนำ
เฟล็กให้ห่างจากคอนเฟล็ก ประมาณ 1 นิ้ว ใช้ (charge by induction) คือ การนำ
วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดหนึ่งไปใกล้วัตถุที่
ผ้าขนสัตว์ถูบนแผ่นพลาสติกใส คอนเฟล็ก เป็นกลาง แล้วทำให้เกิดประจุชนิดตรง
ข้ามบนวัตถุนี้ ประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้เรียก
จะดูดติดขึ้นมาติดกับแผ่นพลาสติก ว่า ประจุเหนี่ยวนำ (induced charge)
การทดลองที่เรามักจะพบเห็นคือการนำ
หวีพลาสติกมาถูกับผ้าสักหลาด แล้วนำไป
ใกล้กับกระดาษชิ้นเล็กๆ พบว่า กระดาษ
ชิ้นเล็กๆ ดูดติดขึ้นมากับหวี
4
Electroscope
อิเล็กโทรสโคปแผ่นโลหะ คือ
เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบชนิดของ
ประจุไฟฟ้า ภายในมีส่วนประกอบได้แก่ แผ่นโลหะ
บางติดกับก้านโลหะ โดยเชื่อมต่อมาจากจานโลหะ
ด้านบนของอิเล็กโทรสโคป หากต้องการตรวจ
สอบประจุของวัตถุใดๆให้นำมาจ่อใกล้จานโลหะ
ของอิเล็คโทรสโคป ถ้าแผ่นโลหะบางกลางออก
แสดงว่าวัตถุนั้นมีประจุ นอกจากนี้ยังสามารถ
ตรวจสอบชนิดของประจุที่อยู่บนวัตถุว่าเป็น
ประจุบวก ลบ หรือเป็นกลางทางไฟฟ้าได้อีกด้วย
อิเล็กโทรสโคปแผ่นโลหะ สามารถตรวจสอบชนิดประจุได้อย่างไร
อันดับแรกต้องทำให้จานโลหะเป็นกลางทางไฟฟ้าโดยการสัมผัสหรือต่อสายดิน เพื่อประจุรวม
ของอิเล็กโทรสโคปเป็นศูนย์
หากต้องการตรวจสอบว่าวัตถุใดๆ มีประจุไฟฟ้า ให้นำมาวางจ่อกับแผ่นจานโลหะ หากแผ่น
โลหะ (Gold Leaf) มีการกางออกแสดงว่าวัตถุนั้นมีประจุไฟฟ้า หากไม่กางออกเลย แสดงว่า
ไม่มีประจุไฟฟ้าบนวัตถุนั้นๆ ที่ต้องการตรวจสอบ
หากต้องการทราบชนิดประจุให้กระทำตามแผนภาพด้านล่างนี้
อิเล็กโทรสโคปแบบพิธบอล (Pith ball electroscope)
อิเล็กโทรสโคปแบบนี้เป็นอิเล็กโทรสโคปแบบง่ายที่สุด ประกอบด้วยลูกกลมเล็กทำด้วยเม็ด
โฟม หรือไส้หญ้าปล้องซึ่งมีน้ำหนักเบามาก ตัวลูกกลมแขวนด้วยเชือกด้าย หรือไหมเส้น
เล็กๆ จากปลายเสาที่ตั้งบนแท่นฉนวนไฟฟ้า
5
Biot's experiment
กฎของบีโอต์-ซาวารต์ เป็นกฎทางฟิสิกส์ว่าด้วยสนามแม่เหล็ก ณ จุดใด ๆ ที่อยู่ห่างไปจาก
แหล่งกำเนิดสนามแม่เหล็กที่มีกระแสไฟฟ้าหรือประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่อยู่ โดยระบุได้ทั้งขนาด
และทิศทางของสนามแม่เหล็กซึ่งเป็นปริมาณเวกเตอร์ จุดเด่นของกฎของบีโอต์-ซาวารต์นั้น
ก็คือเป็นคำตอบกำลังสองผกผันของกฎของอองแปร์ กฎนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ชอง-
บับตีสต์ บีโอต์ และเฟลีส์ ซาวารต์ นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส
Experiment with Faraday's
ice cans
การทดสอบถังน้ำแข็งของฟาราเดย์
เป็นง่ายไฟฟ้าสถิต ทดลองดำเนินการใน 1843 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษไมเคิลฟารา
เดย์ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตในการทำภาชนะ สำหรับตู้คอนเท
นเนอร์ฟาราเดย์ใช้ถังโลหะที่บรรจุน้ำแข็งซึ่งตั้งชื่อการทดลองนี้ การทดลองแสดงให้เห็นว่า
ประจุไฟฟ้าที่อยู่ภายในเปลือกตัวนำทำให้เกิดประจุไฟฟ้าเท่ากันบนเปลือกและในร่างกายที่นำ
ไฟฟ้าประจุจะอยู่บนพื้นผิวทั้งหมด นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักการเบื้องหลังแม่เหล็ก
ไฟฟ้า
6
Faraday Butterfly Catching
Bag Experiment
การทดลองถุงจับผีเสื้อของฟาราเดย์
เครื่องมือประกอบด้วยถุงผ้าลินินรูปกรวยแหลม มีสายไหม A และ B อยู่คนละค้าน ทดลอง
โดยการให้ประจุแก่ B ซึ่งอยู่ที่ผิวนอก โคย A ไม่มีประจุอิสระอยู่เลย จากนั้นดึงกลับให้ A อยู่ที่
ผิวนอกแทน B ปรากฎว่าประจุไฟฟ้จะซ้ายออกมาอยู่ที่ A ส่วนที่ B จะไม่มีประจุไฟฟ้าอิสระอยู่
เลย ผลการทดลองนี้แสดงว่า ประจุไฟฟ้าจะอยู่ที่ผิวนอกเท่านั้น
Electrical discharge on
spherical conductors
การถ่ายเทประจุไฟฟ้าบนตัวนำทรงกลมจะนำไปใช้ในการคำนวณเกี่ยวกับแรงกระทำ
ระหว่างประจุเท่านั้น หลักการถ่ายเทประจุไฟฟ้า มีดังนี้
1. ในการถ่ายเทปริมาณประจุไฟฟ้าคงที่เสมอ คือ ประจุไฟฟ้ารวมก่อนถ่ายเทจะเท่ากับ
ประจุไฟฟ้ารวมหลังถ่ายเท
2. หลังการถ่ายเทประจุไฟฟ้าบนตัวนำจะเป็นประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกัน
3. หลังการถ่ายเท วัตถุที่มีขนาดเท่ากันจะมีประจุไฟฟ้าเท่ากัน ถ้าวัตถุมีขนาดไม่เท่ากัน
วัตถุที่มีขนาดใหญ่จะมีประจุไฟฟ้ามากกว่าวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า
7
Force between charge and
coulomb law
แรงที่เกิดระหว่างประจุไฟฟ้า
มีทั้งแรงดูดและผลัก และเป็น แรงต่างร่วม คือ ทั้ง 2 ประจุจะออกแรงกระทำซึ่งกันและกัน
ด้วยแรงเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้าม โดยประจุชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิดจะดูดกัน
สรุปเป็นกฎดังนี้ "แรงระหว่างประจุไฟฟ้าคู่หนึ่ง จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับผลคูณของประจุ
และเป็นสัดส่วนผกผันกับกำลังสองของระยะ ทางระหว่างประจุคู่นั้น"
เมื่อ ไม่ต้องใส่เครื่องหมายประจุในการคำนวนหาแรง เพราะเครื่องหมายเพียงแต่แสดงว่า
ประจุดูดกันหรือผลักกันเท่านั้น
แรงดูด แรงผลักทางไฟฟ้าสถิต เป็นปริมาณเวกเตอร์ , เวลามีหลายแรงมากระทำร่วมกัน จะ
ต้องรวมแบบเวกเตอร์ , การคิดแรงแบบเวกเตอร์ให้เอาตัวถูกกระทำเป็นหลัก เวกเตอร์ทุก
เวกเตอร์จะออกจากจุดที่ถูกกระทำนั้น มีหลักการดังนี้
1. ถ้าแรง 2 แรงตั้งฉากกัน มีหลักการคือ ลากเส้นประให้ขนานกับเวกเตอร์ทั้งสอง จากนั้น
ให้ลากเส้นในแนวทะแยงมุม ก็จะได้เวกเตอร์ลัพธ์
2. ถ้าแรง 2 แรงทำมุมใด ๆ ที่ไม่ใช่ มุม 90 องศา ให้ใช้ทฤษฎีของสี่เหลี่ยมด้านขนานภาพ
มีหลักการดังนี้ คือ ให้ลากเส้นประในแนวขนานกับแรงทั้งสองจะได้เป็นรูป 4 เหลี่ยมด้าน
ขนาน จากนั้นให้ลากเส้นทะแยงมุมทำมุมแอลฟากับแรงในแนวนอน
3. ใช้สามเหลี่ยม มีหลักการดังนี้ คือ จาก movie จะเห็นว่ามี เวกเตอร์ 2 เวกเตอร์ทำมุม
กันอยู่ ซึ่งเราก็จะได้เวกเตอร์ลัพธ ก็คือ เส้นที่ลากเชื่อมระหว่างจุดเริ่มต้นของเวกเตอร์ตัว
แรกกับจุดปลายหัวลูกศรของเวกเตอร์ตัวที่ 2 โดยมีปลายหัวลูกศรของเวกเตอร์ลัพธ์อยู่ที่
จุดปลายหัวลูกศรของเวกเตอร์ตัวที่ 2
8
Electric field
สนามไฟฟ้า หมายถึง บริเวณโดยรอบประจุไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้าสามารถส่งอำนาจทางไฟฟ้า
ไปถึงหรือบริเวณที่เมื่อนำประจุไฟฟ้าไปวางแล้วจะเกิดแรงกระทำบนประจุไฟฟ้านั้น
ลักษณะของสนามไฟฟ้า
1.) สนามไฟฟ้า เป็นปริมาณเวกเตอร์
2.) ทิศทางของสนามไฟฟ้า มีทิศทางเดียวกับทิศทางของแรงที่กระทำต่อประจุบวกที่จุด
นั้นๆ หรือตรงข้ามกับทิศทางของแรงที่กระทำต่อประจุลบที่จุดนั้นๆ
Electric field due to
charge point
เมื่อนำจุดประจุบวกหรือลบวางอยู่ในบริเวณว่างเปล่าใดๆ รอบๆ จุดประจุบวกหรือลบนี้จะมี
สนามไฟฟ้าแผ่ออกไป ซึ่งสามารถหาขนาดและทิศทางของสนาม ไฟฟ้า ณ จุดต่างๆ รอบจุด
ประจุนี้ได้ โดยนำประจุทดสอบบวก (ซึ่งประจุที่คิดขึ้นมีสมบัติประจำตัว คือ ประจุทดสอบนี้จะ
ไม่รบกวนประจุที่อยู่ข้างเคียง) วางไว้ ณ ตำแหน่งต่างๆ รอบจุดประจุบวกหรือลบนั้น ทิศทาง
ของสนามไฟฟ้า ณ จุดใดจุดหนึ่ง จะอยู่ในแนวเดียวกับทิศของแรงที่กระทำต่อประจุทดสอบ
บวกที่วางไว้ ณ จุดนั้น จะได้ทิศทางของสนามไฟฟ้า เนื่องจากจุดประจุ
9
Electric line of force
จากความรู้เรื่องสนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุ พบว่าสนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุบวก มี
ทิศทางพุ่งออกจากจุดประจุบวกทุกทิศทาง และสนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุลบมีทิศทางพุ่ง
เข้าหาประจุลบทุกทิศทาง เส้นต่างๆ ที่ใช้เขียน เพื่อแสดงทิศของสนามไฟฟ้าในบริเวณรอบๆ
จุดประจุ จะเรียกว่า เส้นแรงไฟฟ้า หรือ อาจกล่าวว่าเส้นแรงไฟฟ้า ใช้แสดงทิศของแรงที่
กระทำต่อประจุบวกที่วางอยู่ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้า
Amphibious spots in the
electric field
จุดสะเทินในสนามไฟฟ้าคือ จุดในสนามไฟฟ้าซึ่งมีค่าความเข้มสนามไฟฟ้าเป็นศูนย์ โดย ณ
จุดนั้นมีสนามไฟฟ้าอย่างน้อยที่สุดสองสนาม ซึ่งสนามไฟฟ้าทั้งสองมีขนาดเท่ากัน
แต่ทิศทางตรงกันข้าม สนามไฟฟ้าลัพธ์มีค่าเป็นศูนย์ หรือ ณ จุดนั้นมีสนามไฟฟ้ามากกว่า
สองสนาม แต่สนามไฟฟ้าลัพธ์มีค่าเป็นศูนย์ แล้วจุดนั้นจะเป็นจุดสะเทิน
ในกรณีที่มีสนามไฟฟ้าสองสนาม ซึ่งเกิดจากประจุไฟฟ้า 2 ประจุวางใกล้กัน จุดสะเทินที่
เกิดขึ้น จะอยู่ในแนวเส้นตรงที่ผ่านประจุไฟฟ้าทั้งสองนั้น โดยมีข้อสรุปดังนี้
1. ถ้าประจุไฟฟ้าทั้งสองเป็นประจุชนิดเดียวกัน
-ปริมาณประจุต่างกัน จุดสะเทินจะอยู่ระหว่างประจุทั้งสองโดยอยู่ใกล้ประจุไฟฟ้าที่มี
ปริมาณประจุน้อยกว่า
-ปริมาณประจุเท่ากัน จุดสะเทิน จะอยู่กึ่งกลางระหว่างประจุทั้งสอง
2. ถ้าประจุทั้งสองเป็นประจุต่างชนิดกัน
-ปริมาณประจุต่างกัน จุดสะเทินจะอยู่บนเส้นด้านนอกที่ผ่านประจุทั้งสอง โดยอยู่ใกล้
ประจุไฟฟ้าที่มีปริมาณประจุน้อย
-ปริมาณประจุเท่ากัน ไม่มีโอกาสเกิดจุดสะเทิน
10
Electric Potential
คือระดับของพลังงานศักย์ไฟฟ้า ณ จุดใดๆ ในสนามไฟฟ้า จากรูป ศักย์ไฟฟ้าที่ A สูงกว่า
ศักย์ไฟฟ้าที่ B เพราะว่าพลังงานศักย์ไฟฟ้าที่ A สูงกว่าที่ B
ศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุ
ศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุที่ระยะห่างออกมาจากจุดประจุตัวหนึ่ง
ศักย์ไฟฟ้าของตัวนำทรงกลม
ศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากประจุ ซึ่งกระจายอย่างสม่ำเสมอบนผิวทรงกลมตรงตำแหน่งที่ห่างออก
มาจากทรงกลม ให้คิดระยะที่ห่างจากจุดศูนย์กลางของทรงกลมออกมา
Capacitors and electrical
capacity
ในวงจรไฟฟ้าบางวงจรมีการใช้ตัวนำทำหน้าที่ในการเก็บประจุเรียกว่าตัวเก็บประจุ
(capacitor หรือ condenser) ซึ่งมีการออกแบบให้มีรูปแบบให้มีรูปแตกต่างกันไป ทั้งยัง
มีความสามารถในการเก็บประจุมากน้อยต่างกันไปอีกด้วย ดังรูป 1.38 (ก) และมีการกำหนด
สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า
- ความจุไฟฟ้าของตัวนำทรงกลมลูกเดียว
- ความจุไฟฟ้าของตัวนำทรงกลมซ้อนกันและ
ลูกนอกต่อลงดิน
- ความจุไฟฟ้าของตัวเก็บประจุแบบแผ่นโลหะ
ขนาน
- การต่อตัวเก็บประจุ
11
acid - base acid - base acid - base acid - base
HEMICA
HCCEHHEMEMMIIICCCAALLA
HEMICA
acid - base acid - base acid - base acid - base
12
What is acid-base?
สารละลายกรด คือสารละลายที่มีรส
เปรี้ยวเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจาก
น้ำเงินเป็นแดง หรือทำปฏิกิริยากับโลหะ
ได้ แก๊ส H2 และ เกลือ
สารละลาpเบส คือสารละลายที่มี
รสขม เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดง
เป็นน้ำเงิน หรือมีลักษณะลื่นๆ
Arrhenius Concept
กรด คือ สารประกอบที่มี H และเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ H+หรือ H3O+
เบส คือ สารประกอบที่มี OH และเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ OH-
13
Bronsted-Lowry Concept
กรด คือ สารที่สามารถให้โปรตอน ( proton donor)แก่สารอื่น
เบส คือ สารที่สามารถรับโปรตอน ( proton acceptor)จากสารอื่น
Lewis Concept
กรด คือ สารที่สามารถรับอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว ( electron pair acceptor) จากสารอื่น
เบส คือ สารที่สามารถให้อิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว ( electron pair donor) แก่สารอื่น
14
Acid - Base
คู่กรด – เบส คือ สารที่เป็นคู่กรด-เบสกัน H+ ต่างกัน 1 ตัว โดยที่ คู่กรดจะมี H+ มากกว่าคู่
เบส 1 ตัว
กรดแก่ (strong acid) คือกรดที่สามารถแตกตัวได้ 100% ในน้ำ เช่น HCl H2 SO4
HN03 HBr HClO4 และ HI
เบสแก่ (weak base) คือกรดที่สามารถแตกตัวได้ 100% ในน้ำ เช่น Hydroxide ของธาตุ
หมู่ 1 และ 2 ( NaOH LiOH CsOH Ba(OH)2Ca(OH)2)
กรดอ่อน (weak acid) คือกรดที่สามารถแตกตัวเป็นไอออนได้เพียงบางส่วน เช่น กรดอะซิ
ติคในน้ำส้มสายชู (vinegar) ยาแอสไพริน (acetylsalicylic acid) ใช้บรรเทาอาการปวด
ศรีษะ
เบสอ่อน (weak base) คือเบสที่สามารถแตกตัวเป็นไออนได้เพียงบางส่วน
Acid - Base reaction
ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสแก่
ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน
ปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่
ปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสอ่อน
15
Acid - Base type
กรด แบ่งตามการแตกตัว แบ่งได้ 3 ชนิด
1. กรด Monoprotic แตกตัว 1 ได้แก่ HNO3 , HClO3 , HClO4 , HCN
2. กรด Diprotic แตกตัว 2 ได้แก่ H2SO4 , H2CO3
3. กรดPolyprotic แตกตัว 3 ได้แก่ H3PO4 H+ ไเมพ่เรทา่าะกปันระแจุตลกบคในรั้ไงอแอรอกนจดะึแงตดูกดไดH้ด+ีมไวา้ก
การแตกตัวของกรด Polyprotic แต่ละครั้งจะให้
ค่า Ka สูงมากแต่แตกครั้งต่อ ๆ ไปจะมีค่า Ka ต่ำมาก
เบส แบ่งตาม จำนวน OH- ในเบส แบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
21. .เเบบสสทีท่ีม่มีีOOHH--
3. เบสที่มี OH- ตัวเดียว เช่น LiOH NaOH KOH RbOH CsOH
2 ตัว เช่น Ca(OH)2 Sr(OH)2 Ba(OH)2
3 ตัว เช่น Al(OH)3 Fe(OH)3
16
Acid - Base Dissociation
การแตกตัวของกรด-เบส คือความสามารถในการแตกตัวให้สปีชีส์ที่แสดงความเป็นกรด
หรือเบสใน ตัวทำละลายหนึ่งๆ ในหน่วยเรียนนี้จะอธิบายเฉพาะการแตกตัวของกรด-เบสใน
ตัวทำละลายน้้ า (aqueous solvent) เท่านั้น
การแตกตัวของกรด-เบสขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ 1) ชนิดของกรดหรือเบส
2) อิทธิพลของตัวทำละลาย โดยตัวทำละลายแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ตัวทำละลายน้้ า
(aqueous solvent) และ ตัวทำละลายที่ไม่ใช่น้้ า (non-aqueous solvent)
การแตกตัวของกรดแก่-เบสแก่ เบสแก่ (strong base) หมายถึง เบสที่
กรดแก่(strong acid) หมายถึง กรดทที่ สามารถแตกตัวเป็น OH- ได้อย่างสมบูรณ์
(ส1า0ม0าร%ถ)แซตึ่งกกตรัวดเแป็กน่จะHแ+ตกไดต้ัอวยใ่หา้งHส+มไบดู้รท้ณั ง์ (100%) ซึ่ง เบสแก่ทำปฏิกิริยากับน้้ าแล้ว
หมด ดังนั้น ความเข้มข้นของ H+ ที่เกิด แตกตัวให้ OH- ได้ทั้งหมด ดังนั้น ความ
เข้มข้นของ OH- ที่เกิดจากการแตก ตัวจะ
จากการแตกตัวจะเท่ากับความ เข้มข้นเริ่ม
เท่ากับความเข้มข้นเริ่มต้นของเบสแก่นั้น
ต้นของกรดแก่นั้น
การแตกตัวของกรดอ่อน-เบสอ่อน เบสอ่อน (weak base) หมายถึง เบสที่
แกตรดกอต่ัอวนเป็น(wHe+akได้aไมc่สidม)บูหรณม์าย(ถ<ึ<ง10ก0รด%ที)่ แตกตัวเป็นOH- ได้ไม่สมบูรณ์ (<<100%)
ซึ่งกรดอ่อนจะแตกตัวให้ H+ได้ไม่ทั้งหมด ซึ่งเบส อ่อนจะแตกตัวให้ OH- ได้ไม่
และในระบบยังมีกรดอ่อนน้ั นอยู่ด้วย ทั้งหมด และในระบบยังเบสอ่อนนั้นอยู่ด้วย
ดังนั้น ความเข้มข้นของ H+ ที่เกิดจากการ ดังนั้น ความเข้มข้นของ OH- ที่ เกิดจาก
การแตกตัวของเบสอ่อนจึงน้อยกว่าความ
แตกตัวของกรดอ่อนจึงน้อยกว่าความ เข้มข้นเริ่มต้นของเบสนั้น
เข้มข้นเริ่มต้นของกรดนั้น
17
Dissociation of water and pH
น้ำบริสุทธิ์จัดเป็นตัวทำละลายที่
สำคัญเป็นพวกนอน-อิเลคโตรไลท์
(nonelectrolyte) หรือไม่สามารถ
นำไฟฟ้า
แต่จากการทดลองพบว่าน้ำ
บริสุทธิ์นำไฟฟ้าได้บ้างเล็กน้อย
ทั้งนี้เพราะว่าน้ำสามารถแตกตัวได้
เอง ซึ่งเรียกว่า self-ionization
หรือ autoprotolysis
pK w = pH + pOH
โดยทั่วไปแล้ว ค่า pH ของสารละลายที่พบอยู่ทั่วไป จะมีค่าอยู่ในช่วง 1-14 เท่านั้น อย่างไร
ก็ตาม ค่า pH อาจแสดงค่าเป็นลบหรือมีค่ามากกว่า 14 ได้เช่นเดียวกัน
1. วิธีเปรียบเทียบสี วิธีนี้เป็นการวัด pH โดยประมาณ (มีความถูกต้อง 0.5 หน่วย pH) ซึ่ง
ทำได้โดยเติมอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมลงไปในสารละลายที่ต้องการวัด pH แล้วเปรียบเทียบ
กับสารละลาย แล้วเปรียบเทียบสีกับสารละลายบัฟเฟอร์ที่ทราบค่า pH แน่นอน ซึ่งได้เติมอิน
ดิเคเตอร์ชนิดเดียวกันไปแล้ว หรือใช้กระดาษชุบอินดิเคเตอร์ (กระดาษ pH) จุ่มลงไปแล้ว
เปรียบเทียบกับสีมาตรฐาน
2. วิธีวัดความต่างศักย์ วิธีนี้วัด pH ได้อย่างละเอียด (มีความถูกต้อง 0.01 หน่วย pH) โดย
การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า พีเอชมิเตอร์ ซึ่งวัด pH ของสารละลายได้โดยการวัดความต่าง
ศักย์ระหว่างขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว
18
Buffer Solution
สารละลายบัฟเฟอร์ คือ สารละลายที่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงค่า pH ของ
สารละลายได้ ค่า pH จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อนำไปทำให้เจือจางหรือเข้มข้นขึ้น ประกอบไปด้วย
กรดอ่อนกับเกลือของกรดอ่อนหรือเบสอ่อนกับเกลือของเบสอ่อน และสารในระบบจะไม่ทำ
ปฏิกิริยากัน โดยที่กรดในระบบจะคอยทำปฏิกิริยากับเบสที่เติมลงไป และเบสในระบบจะคอย
ทำปฏิกิริยากับกรดที่เติมลงไป
ชนิดของบัฟเฟอร์
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
บัฟเฟอร์กรด คือ บัฟเฟอร์ที่
เกิดจากกรดอ่อนกับเกลือ
ของกรดอ่อน pH < 7
บัฟเฟอร์เบส คือ บัฟเฟอร์
ที่เกิดจากเบสอ่อนกับเกลือ
ของเบสอ่อน pH > 7
19
Hydrolysis
ไฮโดรไลซีส(hydrolysis)คือปฏิกิริยาระหว่างเกลือกับน้้ าปฏิกิริยาไฮโดรไลซีสจัดเป็น
ปฏิกิริยา ย้อนกลับของปฏิกิริยาสะเทิน
ไฮโดรไลซีสของเกลือ ทำให้สารละลายของเกลือนั้นมีสมบัติเป็นกรดอ่อนหรือเป็นเบสอ่อน
เพราะ ไอออนบวกหรือไอออนลบที่แตกตัวออกจากเกลือ เมื่อเป็นสารละลายไปทำปฏิกิริยา
กับน้้ าแล้วสามารถ ให้ H+ หรือ OHได้ สมบัติความเป็นกรด-เบสของสารละลายเกลือ จึงขึ้น
อยู่กับไอออนบวกและไอออน ลบในสารละลายทำปฏิกิริยาน้้ า ดังนั้น ค่า pH ของเกลือขึ้นอยู่
กับการแตกตัวให้ H+ หรือ OH
Acid-base titration
เป็นวิธีการหาปริมาณของสารละลายมาตรฐาน (Standard Solution)
สารที่ทราบค่าความเข้มข้นที่แน่นอน โดยให้ทำปฏิกิริยาพอดีกับสารละลายที่ไม่ทราบความ
เข้มข้นแต่ทราบปริมาตร(Unknown sample) และใช้การเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์เป็น
เกณฑ์ในการบอกจุดยุติ (End Point) เมื่อกรดและเบสทำปฏิกิริยากันพอดีกันตามจุดสมมูล
(Equivalent Point) ก็จะทราบปริมาตรของสารละลายมาตรฐานแล้วนำค่าที่ได้ไปคำนวณ
หาความเข้มข้นของสารละลายอื่ นได้
20
ขั้นตอนการไทเทรตสารละลายกรด- เบส
1. ตวงสารละลายกรดด้วยปิเปตต์ใส่ในขวดรูปชมพู่
2. เทสารละลายมาตรฐานใส่ลงในบิวเรตต์จนถึงขีด 0
3. ปล่อยสารมาตรฐานที่อยู่ในบิวเรตต์ ลงในขวดรูปชมพู่ที่มีสารที่ไม่ทราบค่าอยู่แล้ว แล้ว
ทำการหยด อินดิเคเตอร์เรียบร้อยแล้ว
4. ระหว่างการปล่อยสาร ให้ใช้ข้อมือเขย่าขวดรูปชมพู่เบาๆ
5. รอจนกว่าสารจะเปลี่ยนสี จึงหยุดปล่อยสาร จากนั้นดูปริมาตรของสารที่ใช้ไปในบิวเรตต์
6. ทำการคำนาณต่อไป
Indicator
อินดิเคเตอร์ คือ สารที่ใช้ทดสอบกรด-เบสของสารละลาย อินดิเคเตอร์ทั่วไปมีสมบัติเป็นก
รดอ่อน เป็นสารที่เปลี่ยนสีได้เมื่อ pH ของสารละลายเปลี่ยนไป
อินดิเคเตอร์
สมบัติของอินดิเคเตอร์
1.อินดิเคเตอร์แต่ละชนิดมีช่วง pH ของการเปลี่ยนสีจำกัด
2. อินดิเคเตอร์โดยทั่วไปจะมีสารที่ใหสีแตกต่างกัน
3. สีของอินดิเคเตอร์จะเปลี่ยนไปเมื่อค่า pH เปลี่ยนแปลง
อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่เป็นสารละลายที่มีน้ำหรือแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายโดยปกติใช้
ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 และใช้เพียง 2-3 หยด ก็จะเห็นสีได้ชัดเจน สีของอินดิเคเตอร์เปลี่ยน
ไปตามค่า pH ของสารละลาย
21
Polyprotic acid
กรดโพลีโปรติก (polyprotic acid) หรือกรดหลายโปรตอน คือกรดบางชนิดที่ในหนึ่ง
โมเลกุล สามารถแตกตัวให้ H+
1)กรดสองโปรตอน (diprotic aไดc้มidาก) กคืวอ่ากหรนึด่งทีต่ัแวตกกรตัดวโใพห้ลีHโป+รไตดิ้กสทอี่พงคบรมั้งากเช่ปนระHก2อSบOด้ว3ย
H2แต)2กกSรOตดัว4สขา,อมงHโปก2รรCตดOอโพ3นลแี(โtลปrะรipติHrกo2เtSกiิcดขaึ้นcทiีdล)ะขคั้ืนอกแรตด่ลที่ะแขัต้นกจตะัแวตใหก้ Hตั+วใไหด้้สHาม+ครขัั้ง้นเลชะ่นหนึH่ง3ตัPวOด4ังกนัา้นร
กรด โพลีโปรติกจึงมีค่า Ka ได้มากกว่าหนึ่งค่า มักแทนด้วย Ka 1, Ka 2, Ka 3 สำหรับการแตก
ตัวขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สองและขั้นที่สาม ตามลำดับ
22
plant structure plant structure plant structure
BIOLOGY
BIBOBIIOOLLLOOOGGGYY Y
BIOLOGY
plant structure plant structure plant structure
23
What is root?
รากคือเนื้อเยื่อเจริญส่วนแรกของพืช ที่เกิดมาจากต้นอ่อนของพืชภายในเมล็ด โดยทั่วไป
รากมีสองระบบ ได้แก่ ระบบรากแก้ว พบในพืชใบเลี้ยงคู่ และระบบรากฝอยพบในพืชใบ
เลี้ยงเดี่ยว รากจะเจริญดิ่งลงไปตามทิศทางของแรงโน้มถ่วงของโลก
Functions of the root
รากของพืชมีหน้าที่สำคัญ คือ ยึดล้าต้นให้ติดอยู่กับพื้นดิน ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและแร่
ธาตุ ๆ จากดิน ส่งไป ยังส่วนต่าง ๆ ของลำต้น รากของพืชบางชนิดทำหน้าที่สะสมอาหาร
รากเช่นนี้จะมีลักษณะเป็นหัว เช่น หัวไชเท้า แครอท มันเทศ มันแกว ต้อยติ่ง กระชาย
ถั่วพู เป็นต้น รากพืชบางชนิดมีสีเขียว จึงสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น ราก กล้วยไม้ ราก
บางชนิดทำหน้าที่ค้ำจุน (Prop root) เช่นไทรย้อย เตย ล้าเจียก โกงกาง รากบางชนิดทำ
หน้าที่ เกาะ (Climbing root) เช่นรากพลู พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้ เป็นต้น รากเมื่อ
งอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการ เติบโตเพิ่มความยาว ขนาด และเพิ่มรากจำนวนมาก
24
Root type classified by
place of birth
บริเวณหมวกราก (Root cap) ประกอบด้วยเซลล์ พาเรงคิมา หลายชั้นที่ปกคลุม
เนื้อเยื่อเจริญที่ปลาย รากที่อ่อนแอไว้ เซลล์ในบริเวณนี้มีอายุสั้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่มี
การฉีกขาดอยู่เสมอ เพราะส่วนนี้จะยาวออกไป และชอนไชลึกลงไปในดินเซลล์เรียงตัวกัน
อย่างหลวมๆ ส่วนใหญ่รากพืชจะมีหมวกราก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ส้าคัญในการเบิกน้าส่วน
อื่น ๆ ของรากลงไปในดิน เป็น การป้องกันส่วนอื่น ๆ ของรากไม่ให้เป็นอันตรายในการไช
ลงดิน เซลล์บริเวณหมวกรากจะหลั่งเมือกลื่น (Mucilage) ออกมา ส้าหรับให้ปลายราก
แทงลงไปในดินได้ง่ายขึ้น
บริเวณเซลล์ยืดตัวตามยาว(Region of cell
elongation) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่าง
ยาว ซึ่งเกิด มาจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญที่
แบ่งตัวแล้วอยู่ในบริเวณที่สูงกว่าบริเวณ
เนื้อเยื่อเจริญ การที่เซลล์ขยายตัวตามยาว
ท้าให้รากยาวเพิ่มขึ้น
บริเวณเซลล์แบ่งตัว (Region of cell division) อยู่ถัดจากบริเวณหมวกรากขึ้นไป
ประกอบด้วยเซลล์ ของเนื้อเยื่อเจริญบริเวณปลายราก (Apical meristem) ที่ได้กล่าว
ไว้ในเรื่องเนื้อเยื่อเจริญ เซลล์มีขนาดเล็ก มีผนัง เซลล์บาง ในแต่ละเซลล์มี โพรโทพลาซึม
เข้มข้นและมีปริมาณมากเป็นบริเวณที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) บางเซลล์ที่
แบ่งได้จะท้าหน้าที่แทนเซลล์หมวกรากที่ตายไปก่อนบางส่วนจะยืดตัวยาวขึ้นแล้วอยู่ใน
บริเวณเซลล์ยืดตัวที่เป็นส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป
25
บริเวณเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่ (Region of maturation) อยู่สูงถัดจากบริเวณเซลล์ยืด
ตัวขึ้นมา เซลล์ ในบริเวณนี้เจริญเติบโตเต็มที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อถาวร
ชนิดต่าง ๆในบริเวณนี้มีเซลล์ขนราก (Root hair cell) เป็นเซลล์เดี่ยวที่มีขนรากเป็นส่วน
หนึ่งของผนังเซลล์ยื่น ออกไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมน้้ าและแร่ธาตุ เซลล์ขนราก
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เอพิเดอร์มิส บางเซลล์ เซลล์ขนรากจะมีอยู่เฉพาะ
บริเวณนี้เท่านั้นเซลล์ขนรากมีอายุประมาณไม่เกิน 7-8 วัน แล้วจะเหี่ยวแห้งตายไป แต่ขน
รากในบริเวณเดิมจะมีเซลล์ใหม่สร้างเซลล์ขนรากขึ้นมาแทนที่ เนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณนี้เริ่มมี
การ เปลี่ยนแปลงเพื่อเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่าง ๆ ต่อไป
Structure of the roots
เอพิเดอร์มิส (Epidermis) เป็น
เนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดมีการเรียงตัว
ของเซลล์เพียงชั้นเดียวแต่เรียงชิดกัน
เซลล์มีผนังบางไม่มีคลอโรพลาสต์
มีแวคิวโอลขนาดใหญ่มีหน้าที่ป้องกัอัน
ตรายให้แก่เนื้อเยื่อที่อยู่ภายในขนราก
ของเอพิเดอร์มิส ช่วยดูดน้้ าและแร่ธาตุ
และป้องกันไม่ให้น้้ าเข้ารากมากเกินไป
คอร์เทกซ์ (Cortex) อยู่ระหว่างชั้น เอพิเดอร์มิส และสตีล เนื้อเยื่อส่วนนี้ประกอบด้วย
เซลล์ พาเรงคิมา เป็นส่วนใหญ่ เซลล์เหล่านี้มีผนังบางอ่อนนุ่ม อมน้้ าได้ดี เซลล์พาเรงคิมา
ทําหน้าที่สะสมน้้ าและอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ชั้นในสุดของคอร์เทกซ์ คือ
เอนโดเดอร์มิส
สตีล (Stele) เป็นชั้นที่อยู่ถัดจากชั้นประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ คือ
เพริไซเคิล (Pericycle) ประกอบด้วยพาเรงคิมาเป็นส่วนใหญ่ อยู่ด้านนอกสุดของสตีล
มัดท่อลําเลียง (Vascular bundle) = xylem + phloem
พิธ (Pith) เป็นบริเวณตรงกลางราก เห็นได้ชัดเจนในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ส่วนใหญ่เป็น
พาเรงคิมา
26
What is stem?
ลำต้น ความหมาย คือ ส่วนแกนของพืช
ประกอบด้วยข้อ ปล้อง ตา นอกจากจะเป็นที่
ติดของใบและดอกแล้ว ลำต้นอาจเปลี่ยนรูป
ร่างและหน้าที่ไปได้ซึ่งมีทั้งลำต้นเหนือดินและ
ลำต้นใต้ดิน
ลำต้นเป็นส่วนของพืชที่อยู่ต่อจากรากขึ้น
มา ลำต้นมีหน้าที่ เช่น ชูกิ่ง ก้าน ใบ และดอก
ขึ้นสู่อากาศ เพื่อให้ได้รับอากาศและแสงแดด
และเป็นทางลำเลียงน้ำ และลำเลียงแร่ธาตุไป
เลี้ยงส่วนต่างๆของพืชโดยไซเลมและโฟลเอ็ม
เป็นอวัยวะของพืชที่จะเจริญมาจากส่วนที่เรียกว่า Hypocotyl ของเมล็ด โดยในพืชใบ
เลี้ยงเดี่ยวจะเห็นข้อและปล้องชัดเจน แต่ในพืชใบเลี้ยงคู่ เห็นข้อและปล้องชัดเจนในขณะที่
เป็นต้นอ่อนหรือกิ่งอ่อน แต่เมื่อเจริญเติบโตและมี Cork มาหุ้ม ทำให้เห็นข้อและปล้องไม่
ชัดเจน
Internal structure
1. เอพิเดอร์มิส อยู่นอกสุดประกอบด้วยเซลล์ผิวเรียงเป็นแถวเดียว บางเซลล์อาจเปลี่ยนไป
เป็นขนผิว ด้านนอกของเซลล์ในชั้นนี้จะมีสารคิวทินเคลือบอยู่
2. คอร์เทกซ์ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเอพิเดอร์มิสเข้ามาประกอบด้วยเซลล์หรือเนื้อเยื่อหลาย
ชนิด ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมาและมีคอลเลงคิมา (collenchyma) อยู่ใต้ผิวหรืออยู่
ตามสันของลำต้น
27
Internal structure
3. สตีล สําหรับพืชใบเลี้ยงคู่จะกว้างมากและแยกจากชั้นคอร์เทกซ์ได้ไม่ชัดเจน
ประกอบด้วย
3.1 มัดท่อลำเลียง อยู่เป็นกลุ่มๆ ด้านในเป็นไซเล็ม ด้านนอกเป็นโฟลเอ็มเรียงตัวในแนว
รัศมีเดียวกัน
3.2 วาสคิวลาร์เรย์ เป็นเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่อยู่ระหว่างมัดท่อลำเลียง เชื่อมต่อระหว่างคอร์
เทกซ์และพิท
3.3 พิธ อยู่ชั้นในสุดเป็นไส้ในของลำต้นประกอบด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมา ทำหน้าที่สะสมแป้ง
หรือสารต่างๆ
Apical meristem
1. เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (apical meristem)
เป็นบริเวณปลายสุดของลำต้น เซลล์บริเวณนี้จะ
แบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา มีการเจริญไปเป็นลำต้น ใบ
และตาตามซอก (axillary bud)
28
2. ใบเริ่มเกิด (leaf primordium) อยู่ตรงด้านข้างของปลายยอดส่วนที่เป็นขอบของความ
โค้ง ถ้าพืช ตัวอย่างที่ศึกษามีใบแบบตรงข้ามกันจะเห็นใบเริ่มเกิดอยู่ 2 ข้าง ใบเริ่มเกิดนี้ต่อ
ไปจะพัฒนาเป็นใบอ่อน ตรงโคน ของใบเริ่มเกิดจะเห็นเซลล์ขนาดเล็กรูปร่างยาวเรียงตัวเป็น
แนวยาวจากลำต้นขึ้นไปจนถึงใบอ่อน
3. ใบอ่อน (young leaf) เป็นใบที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เซลล์ของใบยังมีการแบ่งเซลล์
และ เจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงเซลล์ต่อไปอีกจนในที่สุดจะได้เป็นใบที่เจริญเต็มที่ ระยะที่ใบ
อ่อนยังไม่กางออกเต็มที่จะ เห็นตาตามซอกเริ่มเกิด (axillary bud primordium) ซึ่งต่อ
ไปจะพัฒนาไปเป็นตาตามซอกเมื่อใบที่รองรับอยู่นั้น เจริญเต็มที่
4. ลำต้นอ่อน (young stem) อยู่ถัดจากต าแหน่งใบเริ่มเกิดลงมา ล าต้นส่วนใต้ใบอ่อนก็
ยังเป็นลำต้น ระยะที่ยังเจริญไม่เต็มที่ กล่าวคือ เซลล์บางบริเวณอาจพัฒนาไปจนเจริญเต็ม
ที่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่บางบริเวณ ยังแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวน และขยายขนาดต่อไปได้อีก
Secondary growth of stem
การเจริญขั้นที่สองของลําต้น เกิดจากการ
แบ่งเซลล์ออกทางด้านข้างของวาสคิวลาร์แคม
เบียม (Vascular cambium) การแบ่งเซลล์
ของวาสคิวลาร์แคมเบียมจะแบ่งได้ 2 ทิศทาง
คือแบ่งเข้าด้านในและแบ่งออกด้านนอก
เนื้อเยื่อการลำเลียงน้ำและอาหารที่เจริญมา
จากวาสคิวลาร์แคมเบียมขั้นที่สองเรียกว่า
Secondary Xylem , Secondary Phloem
การแบ่งเข้าด้านในของวาสคิวลาร์แคมเบียมจะเกิดได้เร็วกว่าแบ่งออกด้านนอกและเจริญ
เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุรียกเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุที่เกิดจากวาสคิวลาร์
แคมเบียมว่า เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุขั้นที่สอง (Secondary Xylem) การแบ่งออก
ทางด้านนอกแบ่งได้ช้ากว่าเข้าด้านในและเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารเรียกเนื้อเยื่อ
ลำเลียงอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจากวาสคิวลาร์แคมเบียมว่าเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารขั้นที่ สอง
(Secondary phloem)
29
การแบ่งเซลล์เพิ่มจํานวนของวาสคิวลาร์แคมเบียมเพื่อเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อลําเลียงนั้น
ทําให้เซลล์ที่เกิดมาใหม่ ดันให้โฟลเอ็มขั้นแรก รวมถึงเนื้อเยื่อในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) ถูก
เบียดให้ตายและสลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง เหลือเนื้อเยื่อพาเรงคิมา (Parenchyma
tissue) ประมาณ 1-2 แถว เนื้อเยื่อพาเรงคิมาเหล่านี้จะเปลี่ยน กลายเป็นเนื้อเยื่อเจริญ
ชนิด คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) ซึ่งคอร์กแคมเบียมจะแบ่งเซลล์เพิ่มจํานวน
เพิ่มขึ้น การแบ่งเซลล์ของคอร์กแคมเบียมแบ่งได้ สองทิศทางแบ่งเข้าด้านใน หรือแบ่ง
ออกทางด้านนอกการแบ่ง เข้าด้านในของคอร์กแคมเบียมจะแบ่งได้ช้ากว่าแบ่งออกด้าน
นอกมากการแบ่งตัวออกทางด้านนอกแบ่งตัวเพื่อ สร้างเนื้อเยื่อคอร์ก การเพิ่มจํานวนของ
เนื้อเยื่อคอร์กทําให้เนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิสถูกเบียดให้ตายและสลายไปทําให้เปลือกภายนอก
ของลําต้นที่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สองเป็นเนื้อเยื่อคอร์ก
What is leaf?
ใบ ( Leaves) เป็น อวัยวะที่เจริญออกไปบริเวณ
ด้านข้างโดยมีตำเหน่งอยู่ที่ข้อปล้องของต้นและ กิ่ง
ใบส่วนใหญ่มักแผ่แบน มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ทำ
หน้าที่หลักในการสังเคราะห์ด้วยแสง
(photosynthesis) และคายน้ำ (transpiration)
รูปร่างและขนาดของใบแตกต่างกันไปตามชนิดของ
พืช หน้าที่หลักของใบคือใช้ในการสังเคราะห์แสง
การหายใจและการคายน้ำ
หน้าที่ของใบ
ใบมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ
1. การสร้างอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)
2. การหายใจ (Respiration) เพื่อสร้างพลังงานของพืช
3. การคายน้ำ (Transpiration) เพื่อลดอุณหภูมิของใบ ลำเลียงน้ำ เกลือแร่ และอาหารให้
แก่พืช
30
External structure
ส่วนประกอบของใบ
1. ตัวใบหรือแผ่นใบ (blade)
2. ก้านใบ (petiole)
3. หูใบ (stipule)
4. ขอบใบ (leaf margin)
5. โคนใบ หรือฐานใบ (leaf base)
6. ปลายใบ (leaf apex)
7. เส้นกลางใบ (midrib)
8. เส้นใบ (vein)
Reticulated Venation
เส้นใบแบบร่างแห(Reticulated Venation) การเรียงเส้นใบที่เรียงออกไปทุกทิศทาง
โดยออกมาจากเส้นกลางใบตั้งแต่โคนใบไปจนถึงปลายใบเส้น ใบย่อยเรียง ประสานกันเป็น
ร่างแห
1.เส้นใบร่างแหแบบฝ่ามือ(palmately netted venation) เส้นใบออกมาจากจุดเดียวกันที่
โคนใบ
2.เส้นใบร่างแหแบบขนนก(pinnately netted venation) เส้นใบแตกจากเส้นกลาง ใบ
ออกไปทั้งสองข้าง
31
Parallel venation
เส้นใบแบบขนาน (parallel venation) พบใน
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
1. เส้นใบเรียงตามยาวของใบ หรือจากโคนใบไป
ยังปลายใบ
2. เส้นใบขนานกันตามขวางของใบ
Leaf type
ประเภทของใบ
ใบเดี่ยว (simple leaf)
หมายถึงใบที่มีเพียงใบเดียวติดกับก้านที่
แตกออกจากกิ่งหรือลำต้น เช่น ใบมะม่วง
กล้วย แต่ยังมีใบเดี่ยวบางชนิดที่ขอบใบ
เว้าเข้าไปมากทำให้ดูคล้ายใบประกอบ เช่น
ใบมะละกอ ใบมันสำปะหลัง
ใบประกอบ (compound leaves)
หมายถึงใบที่มีใบย่อยตั้งแต่ 2 ใบอยู่ติด
กับก้านใบ 1 ก้าน แต่ละใบของใบประกอบ
เรียก ใบย่อย (leaflet หรือ pina) ก้านใบ
ย่อยเรียก เพทิโอลูล (petiolute หรือ
petiolet) ส่วนก้านใบใหญ่ที่อยู่ระหว่าง
ช่วงก้านใบย่อยเรียก ราคิส (rachis)
32
Internal sturcture
1.เอพิเดอร์มีส (epidermis) เป็นเนื้อเยื่อที่เรียงกันเป็นชั้นเดียว มีอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง
ของใบ บางเซลล์ในชั้นเอพิเดอร์มีสนี้จะเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนก๊าซ
เรียกว่า เซลล์คุม (guard cell) ตรงกลางของเซลล์คุมนี้จะมีปากใบ (stoma) ทำหน้าที่คาย
น้ำ และแลกเปลี่ยนก๊าซ ออกซิเจน กับ คาร์บอนไดออกไซด์
2.มีโซฟีลล์ (mesophyll) คือ ส่วนกลางของใบ แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ
2.1 พาลิเซด มีโซฟีลล์ เซลล์มีรูปร่างยาวเรียว เรียงตัวกันหนาแน่น 1-2 ชั้น ถัดจากเอพิเดอร์
มีสด้านบน ในเซลล์จะมีคลอโรพลาสต์อยู่เต็ม เป็นชั้นที่เกิดการสังเคราะฆ์แสงได้มากที่สุด
2.2 สปันจี มีโซฟีลล์ อยู่ถัดจากชั้นพาลิเซคลงมา เซลล์รูปร่างไม่แน่นนอน อยู่กันอย่าง
หลวมๆ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างใบกับสิ่งแวดล้อมได้ดี ภายในเซลล์มีคลอโรพลา
สอยู่บ้าง
3.มัดท่อลำเลียง ประกอบด้วยไซเล็มและโฟลเอ็ม โดยไซเลมและโฟลเอ็มจะเรียงติดต่อถึงกัน
อยู่ในเส้นใบ พืชบางชนิดมัดท่อลำเลียงจะล้อมรอบด้วยบันเดิลชีท (bundle sheath) เช่น
ใบข้าวโพด บันเดิลชีทในพืชบาง
33
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
PHYSICS
"ฟิสิกส์ ม.6" 2558 https://warapamotorworks.wordpress.com/ 2,11
"ประจุไฟฟ้า (Electric charge)" 2563 https://tuemaster.com/blog/ 2
"กฎการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า" 2564
https://www.thaiphysicsteacher.com/physics/content-of-electro-
magnetic/conservation-of-charge/ 3
"กฏการอนุรักษ์ประจุไฟฟ้า" 2555 https://physicsnpk61.wordpress.com/ 3
"ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า" https://apichitsc078.wordpress.com/ 3
"ประจุไฟฟ้า" 2560 https://www.scimath.org/lesson-physics/item/ 4
"อิเล็กโทรสโคปแผ่นโลหะ" 2565
https://www.thaiphysicsteacher.com/physics/content-of-electro-
magnetic/electroscope-metal/ 5
"กฎของบีโอต์-ซาวารต์" https://g.co/arts/WpB7gynNdStj84zn9 6
"การทดลองถังน้ำแข็งของฟาราเดย์"
https://hmong.in.th/wiki/Faraday%27s_ice_pail_experiment 6
"ฟิสิกส์ discovery การค้นพบทางฟิสิกส์"
http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/virtual2
/electroscope/electroscope2.html 7
"บทที่ 1 ไฟฟ้าสถิต" https://kruwongsaphat.files.wordpress.com/2014/09/1-
e0b984e0b89fe0b89fe0b989e0b8b2e0b8aae0b896e0b8b4e
0b895.doc 7,9-10
"แรงระหว่างประจุและกฎของคูลอมบ์" 2559
https://sites.google.com/a/mattayom31.go.th/jirawat-npk/bth-thi-
1/raeng-rahwang-pracu-laea-kd-khxng-khu-lxm-b 8
จ
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
PHYSICS
รูปภาพ
https://www.google.com/imgres?
imgurl=https://lookaside.fbsbx.com/lookaside/crawler/media/ 2
https://images.app.goo.gl/jZtni7F8PSv6h4yH7 4
https://images.app.goo.gl/WNK2biuQGsQLqhzQ9 4
https://images.app.goo.gl/yY2E3X93Wv1GU7uh6 5
https://hmong.in.th/wiki/Faraday%27s_ice_pail_experiment 6
http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/virtual2/electrosc
ope/electroscope2.html 7
https://kruwongsaphat.files.wordpress.com/2014/09/1-
e0b984e0b89fe0b89fe0b989e0b8b2e0b8aae0b896e0b8b4e0
b895.doc 9-10
ฉ
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
CHEMICAL
“กรด-เบส คืออะไร“ http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 13
“Arrhenius Concept”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 13
“Bronsted-Lowry Concept”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 14
“Lewis Concept” http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 14
“คู่กรด – เบส” http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 15
“ปฏิกิริยาของกรด-เบส”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 15
“เปรียบเทียบกรดแก่กับเบสแก่”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 16
“การแตกตัวของกรด-เบส“
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 17
“การแตกตัวของน้ำและค่า pH ของสารละลาย”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 18
“สารละลายบัฟเฟอร์”
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 19
“ไฮโดรไลซีส”
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 20
“ขั้นตอนการไทเทรตสารละลายกรด- เบส”
http://myaranyablog.blogspot.com/2017/04/blog-post_18.html 21
“อินดิเคเตอร์” http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 21
“กรดโพลีโปติก”
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 22
ช
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
CHEMICAL
https://www.google.com/imgres?imgurl=https://www.tonanasia.com/
wp-content/uploads/2019/07/pH-Sclae-with-icons-01-
1920x1080.png&imgrefurl=https://www.tonanasia.com/ph/ 13
https://www.google.co.th/imgres?
imgurl=https://www.chemistrysteps.com/wp-
content/uploads/2019/04/Arrhenius-acids-and-
bases.png&imgrefurl=https://www.chemistrysteps.com/lewis-acids-
bases/ 13
https://www.google.co.th/imgres?
imgurl=https://www.sciencehistory.org/sites/default/files/styles/
rte_full_width/public/arrhenius-2efs_-_copy_1.jpg?itok%3DO-
Xoj8T1&imgrefurl=https://www.sciencehistory.org/historical-
profile/svante-august-
zarrhenius&tbnid=6JPBCmEOjfrEbM&vet=1&docid=mU88j3i89qYq2M
&w=835&h=991&itg=1&hl=th-th&source=sh/x/im 13
https://www.google.com/imgres?i
mgurl=http://www.ed.in.th/sub/sci/161010301/images/39.gif&imgrefurl
http://www.ed.in.th/sub/sci/161010301/C3.htm&tbnid=_ylBJyFNZeH7o
M&vet=1&docid=oMNXmDx7htFM8M&w=378&h=264&hl=th&source=
sh/x/im 14
https://www.google.co.th/imgres?i
mgurl=http://www.geocities.ws/jtwsaddress42/Chemistry/images/
People/Lowry.gif&imgrefurl=http://www.geocities.ws/jtwsaddress42/
Chemistry/14
ซ
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
CHEMICAL
https://www.google.co.th/imgres?
imgurl=https://sites.google.com/a/tupr.ac.th/thvsdi-krd-bes-by-5-1-
tupr/_/rsrc/1517060649403/bth-reiyn/niyam-liw-
xis/7.jpg&imgrefurl=https://sites.google.com/a/tupr.ac.th/ 14
https://ar.thpanorama.com/img/images_1/gilbert-newton-lewis-biografa-
y-aportaciones-a-la-ciencia.jpg 14
https://www.google.com/imgres?
imgurl=https://sites.google.com/site/steamchemedu/content/krd-
bes/khu-krd-bes/HA%2BB%2520acid-
base.jpg&imgrefurl=https://sites.google.com/site/steamchemedu/
content/krd-bes/ 15
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 15
https://www.google.com/imgres?
imgurl=http://it.cmtc.ac.th/std2561/web/it1a/group1/img/x124.png&
imgrefurl=http://it.cmtc.ac.th/std2561/web/it1a/group1/Page/
detailLearn/ 16
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/
acidbase.pdf 18
http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Acid&Base.htm 18
https://images.app.goo.gl/YFbD7Q8UhAmFVbEQ8 22
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 22
https://images.app.goo.gl/uHXUtqBtRx4d2jie9 21
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 20
http://chem.flas.kps.ku.ac.th/SLIDE/SLIDE-01403115-SOL54-CH02-
ION.pdf 19
https://web.rmutp.ac.th/woravith/upload/AnalChem/acidbase.pdf 19
ฌ
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
BIOLOGY
"โครงสร้างราก"
https://np.thai.ac/client-upload/np/uploads/files/.pdf 24-26
"ประเภทของราก" 2562http://reo13.mnre.go.th/th/news/detail/50631b 26
"รากพิเศษ" 2546 https://www.nsm.or.th/other-service/678-online-
science/knowledge-inventory/sci-trick/sci-trick-rama9-museum/441
0-adventitious-root.html 24
"โครงสร้างลำต้น"
https://np.thai.ac/client-upload/np/uploads/files/.pdf 27-30
"โครงสร้างใบ" https://sanookpuppui.wordpress.com/ 30
"โครงสร้างและหน้าที่" https://biosofun.wordpress.com/
"เนื้อเกี่ยวกัใบ" http://dspace.spu.ac.th/bitstream/123456789/5155/_2.pdf
"ประเภทของใบ" https://www.dnp.go.th/botany/BFC/leaf.html#top
"ประเภทของใบ" https://www.panmai.com/Leaf/Leaf.shtml
https://quizizz.com/_media/quizzes/2fb5cca7-79aa-4ee6-a9db-
7e07f06c6ca9_900_900 24
https://www.google.com/imgres?
imgurl=https://static.trueplookpanya.com/tppy/member/m_612500
_615000/614766/cms/images/lot3%2520revise-
27.jpg&imgrefurl=https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/338
02&tbnid=iLramX4D3OrxyM&vet=1&docid=kEeV0EhfvHjwsM&w=1755
&h=1241&hl=th&source=sh/x/im 25
http://www.nana-bio.com/e-learning/plant%20organ/image%20root/
root03.jpg 26
http://rungthip28.blogspot.com/2017/05/ 27
ญ
BBIIBBLLIIOOGGRRAAPPHHYY
BIOLOGY
https://www.google.com/imgres?
imgurl=https://images.slideplayer.com/24/7427942/slides/slide_36.
jpg&imgrefurl=https://slideplayer.com/slide/7427942/&tbnid=eNUFFX
_TLxQsBM&vet=1&docid=5QWewJhJwyUhqM&w=960&h=720&itg=
1&hl=th&source=sh/x/im 28
http://pop303133biology.blogspot.com/2015/09/ 28
https://slideplayer.com/slide/5775946/19/images/54/Secondary+growth
+in+a+dicot+stem.jpg / 29
https://www.google.com/imgres?imgurl=http://www.thaigoodview.com
/files/u30427/a4leaf.jpg&imgrefurl=http://blogneemesara.blogspo
t.com/2012/12/&tbnid=4pK1jmrKgkekM&vet=1&docid
=1EH_H8NnbcWE_M&w=455&h=459&itg=1&hl=th&source=sh/x/im 30
https://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://2.bp.blogspot.com/-
jyYTQ2koKUY/VAh_j7zpWwI/AAAAAAAAAFA/o3wYePi2V4g/s1600/
leaf-structure.jpg&imgrefurl=http://biologysociety.
blogspot.com/2014/09/ 31
https://www.dnp.go.th/botany/BFC/leaf.html#top 31-32
https://www.google.com/imgres?imgurl=https://www.dnp.go.th/botany
/BFC/image/leaf/leaf_arrangement1.jpg&imgrefurl=https://www.dnp.
go.th/botany/BFC/leaf.html&tbnid=Uk4SKNvNHjiEkM&vet=1&docid=
Mtm0P9UBgvDQFM&w=500&h=599&hl=th&source=sh/x/im 32
ฎ
APPENDIX
MEMBER
นางสาวกมลพร บุญแท่ง เลขที่ 22 ม.5/10 ทำสารบัญ คำนำ และบรรณานุกรม
นางสาวกิตติยา อิ่มเพ็ง เลขที่ 23 ม.5/10 จัดทำรูปเล่ม และบรรณานุกรม
นางสาวพิมพ์พิศา เนียมฤทธิ์ เลขที่ 24 ม.5/10 หาเนื้อหาเคมี และบรรณานุกรม
นางสาวกระดาษสา ยาสมาน เลขที่ 28 ม.5/10 หาเนื้อหาชีวะ และบรรณานุกรม
นางสาวมนัสนันท์ ทรัพย์สิน เลขที่ 31 ม.5/10 หาเนื้อหาฟิสิกส์ และบรรณานุกรม
ฏ