The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เหตุการณ์สำคัญช่วงสงครามเย็น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mudatsitr020338, 2021-10-27 11:40:58

สงครามเกาหลี 1950-1953

เหตุการณ์สำคัญช่วงสงครามเย็น

Keywords: สงครามเกาหลี

THE

KOREAN WAR

1950-1953

สงครามเกาหลี 1950 - 1953 สงครามตัวแทนที่ถูกแสร้งลืม

ประวัติศาสตร์สากล

ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเกิดการแบ่งแยกเป็นสองขั้ว
ชัดเจนนั้น คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นโลกเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และอีกฝ่าย
คือสหภาพโซเวียต ที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ทั้งสองฝ่ายต่าง
พยายามแผ่บารมีของตนเองเข้าครอบครองและครอบงำบรรดาชาติต่าง ๆ

กระทั่งน้ำโลกเข้าสู่ภาวะของสงครามที่เรียกกันว่าสงครามเย็น
กระนั้นด้วยแสนยานุภาพของทั้งสองมหาอำนาจที่มีอยู่ในเวลานั้น

ทำให้ทั้งสองไม่กล้าที่จะหันปากกระบอกปืนเข้าห้ำหั่นกันเอง ดังนั้นเพื่อให้
ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้และเห็นถึงอำนาจของตนเอง การสงครามที่เกิดขึ้นจึง

ต้องเปลี่ยนมาเป็นการสงครามที่ใช้ชาติอื่นมาเป็นผู้ทำสงครามแทน และ

สงครามตัวแทนครั้งแรกที่เกิดขึ้นก็คือ สงครามเกาหลี
สงครามเกาหลี เป็นสงครามระหว่างประเทศเกาหลีเหนือกับประเทศ

เกาหลีใต้ เริ่มตั้งแต่ 25 มิถุนายน 1950 ถึง 27 กรกฎาคม 1953 เป็นหนึ่งใน
สงครามตัวแทนระหว่างช่วงสงครามเย็น

โดยฝ่ายเกาหลีใต้ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา สห-

ราชอาณาจักร ประเทศออสเตรเลีย และกองกำลังของประเทศอื่น ๆ โดย

คำสั่งของสหประชาชาติ
ฝ่ายเกาหลีเหนือมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียตคอย

ให้ความช่วยเหลือ

ปูมหลัง

หลายศตวรรษที่ผ่านมา เกาหลีถูกรุกรานจากจีนและญี่ปุ่นหลายครั้ง
จีนมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อเกาหลีมาก หลังจากที่ญี่ปุ่นชนะจีนในสงคราม
จีน-ญี่ปุ่น ค.ศ.1894-1895 ญี่ปุ่นก็ยังคงกำลังทหารไว้ในเกาหลีและยึดครอง
พื้นที่ส่วนสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศเกาหลีไว้

อีก 10 ปีต่อมา ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะในสงครามทางเรือต่อรัสเซีย
ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ค.ศ.1904-1905 ทำให้ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
จักรวรรดินิยม ญี่ปุ่นยังคงยึดครองเกาหลีต่อไป และขยายการควบคุมดินแดน
ต่างๆ ของประเทศเกาหลีโดยใช้กำลังทหาร และในที่สุดญี่ปุ่นก็ผนวกเกาหลี
เป็นดินแดนญี่ปุ่นในเดือน สิงหาคม 1910

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ฝ่าย
พันธมิตรได้แบ่งดินแดนของเกาหลีเป็นสองส่วน โดยส่วนเหนือยอมแพ้ต่อ
โซเวียต และส่วนใต้ยอมแพ้ต่อสหรัฐอเมริกา มีเส้นแบ่งอยู่ที่เส้นขนานที่ 38

เรียกได้ว่า เกาหลีทั้งประเทศนั้นตกอยู่ภายใต้การเข้าไปครอบครอง
อย่างหน้าด้านๆ จากมหาอำนาจสองฝ่ายในเวลานั้น โดยที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
อะไรได้เลย

สหภาพโซเวียตยอมตกลงให้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งเขตการยึด
ครองคาบสมุทรเกาหลี เหตุผลก็คือเพื่อแลกกับการได้พื้นที่เขตยึดครองที่ดี
กว่า ในการเจรจาแบ่งเขตยึดครองกับฝ่ายพันธมิตรในยุโรปตะวันออก เป็นที่
ตกลงกันว่าสหภาพโซเวียตจะยอมรับการยอมแพ้ของกองทัพญี่ปุ่นทางด้าน
เหนือของเกาหลี และสหรัฐฯ จะยอมรับทางด้านใต้ กองทัพโซเวียตได้ปลด
ปล่อยเกาหลีจากญี่ปุ่นทางด้านเหนือ 1 สัปดาห์ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเข้าไป
ด้านใต้ จากข้อเสนอที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมไว้ กองทัพโซเวียตจึงหยุดกองทัพ
อยู่แค่เส้นขนานที่ 38

กองทัพอเมริกันมาถึงเกาหลีในต้นเดือนกันยายน หนึ่งในคำสั่งแรก ๆ
ของพลโท ฮอดจ์ คือ ฟื้ นฟูการบริหารอาณานิคมของญี่ปุ่นและประสานการ
ทำงานกับผู้ปกครองภายในเกาหลี ชาวเกาหลีไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนโยบายนี้
เนื่องจากพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากการปกครองของญี่ปุ่นมานานกว่า
35 ปี

นโยบายที่สองที่ออกโดยพลโทฮอดจ์ คือ ปฏิเสธที่จะรับรองการจัด
ตั้งหน่วยงานทางการเมืองที่จัดตั้งโดยชาวเกาหลี พลโทฮอดจ์ไม่ไว้ใจชาว
เกาหลี และเขาก็มองหาทางที่จะทำให้สหรัฐฯ สามารถควบคุมสถานการณ์ใน
คาบสมุทรเกาหลีได้อย่างมั่นคง นโยบายนี้ทำให้เกิดการกบฏ และสงคราม
กองโจร ซึ่งนำไปสู่การประทุของสงครามกลางเมือง

ในเดือน ธันวาคม 1945 จากการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศที่
มอสโก สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตได้ตกลงที่จะทำการปกครองเกาหลี
คณะกรรมาธิการร่วมสหรัฐฯ-โซเวียต ในข้อตกลง เกาหลีจะมีอิสรภาพหลัง
จากอยู่ในความดูแลของนานาชาติ 4 ปี อย่างไรก็ตาม ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพ
โซเวียตได้รับรองรัฐบาลเกาหลีที่ต่างก็คล้อยตามอุดมการณ์ทางการเมืองของ
แต่ละฝ่าย การเตรียมการเหล่านี้ถูกปฏิเสธโดยประชาชนส่วนใหญ่ในเกาหลี
ซึ่งได้ตอบสนองด้วยการก่อการกบฎอย่างรุนแรงในเกาหลีเหนือและการ
ประท้วงในเกาหลีใต้

ในเกาหลีใต้ กลุ่มต่อต้านดินแดนอารักขาฝ่ายขวาที่รู้จักกันในนาม
คณะมนตรีผู้แทนประชาธิปไตย (Representative Democratic Counci)
ได้กำเนิดขึ้นด้วยการสนับสนุนจากกองทัพอเมริกัน แต่กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อ
ต่อต้านอเมริกัน เนื่องจากเกาหลีต้องทนทุกข์ทรมานกับการปกครองของ
ญี่ปุ่นมายาวนานถึง 35 ปี ชาวเกาหลีส่วนใหญ่จึงต่อต้านการปกครองของ
ต่างชาติอื่นด้วย การต่อต้านนี้ทำให้สหรัฐฯ ต้องยกเลิกข้อตกลงกับโซเวียตใน
การที่จะสนับสนุนข้อตกลงมอสโก อเมริกันไม่ต้องการให้มีรัฐบาลที่เอียงซ้าย
ในเกาหลีใต้

และได้เรียกร้องให้มีการเลือกตังทั่วไปในเกาหลี เนื่องจากประชากรในเกาหลีใต้
มีมากกว่าเกาหลีเหนือถึงสองเท่า โซเวียตรู้ดีว่าคิมอิลซุงต้องพ่ายแพ้การเลือก

ตั้งแน่นอน การเลือกตั้งที่หนุนหลังโดยสหรัฐฯ และสหประซาชาติจึงเกิดขึ้นใน
เกาหลีใต้เท่านั้น คณะกรรมาธิการร่วมถูกแทนที่โดย UNTCOK ซึ่งทำหน้าที่
ดูแลตรวจตราการเลือกตั้งด้วยทรัพยากรที่น้อยที่สุด และด้วยการรับรองของ
ชาวเกาหลี

รัฐบาลได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้นำที่แข็งแกร่งชื่อ ซิงมันรี เค้าจบการศึกษา
จากสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในช่วงวัยหนุ่มเขาถูกญี่ปุ่นจับขังคุก และ

ต่อมาได้หนีไปอยู่สหรัฐฯ พรรคฝ่ายซ้ายได้บอยคอตการเลือกตั้งและเคลื่อนไหว
กดดันทางการเมือง ทางด้านเหนือ ฝ่ายโซเวียตก็รับรองรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่

นำโดยคิมอิลซุง ผู้ซึ่งเป็นนักรบต่อต้านญี่ปุ่น มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง มี

ความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต เขาได้ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ของเกาหลี-

เหนือ และได้ทำลายฝ่ายที่ต่อต้านเขาจนหมดสิ้น
ในปี 1949 ทั้งกองทัพโซเวียตและอเมริกันได้ถอนกำลังออกจากเกาหลี

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ชิงมันรี และเลขาธิการทั่วไปเกาหลีเหนือ (General
Secretary) คิมอิลซุง ต่างก็มีความตั้งใจที่จะรวมชาติเกาหลีมาอยู่ภายใต้
ระบอบของตนเอง เนื่องจากเกาหลีเหนือมีรถถังและอาวุธหนักที่โซเวียตไม่ใช้

แล้ว ประจำการจำนวนมากมาย จึงสามารถที่จะยกระดับการประทะกันตาม

ชายแดน

ในขณะที่เกาหลีใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อย จึงมี

ทางเลือกน้อยกว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าในเวลาที่กลุ่มคอมมิวนิสต์ได้รวมตัว

กันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ และเกาหลีเหนือก็ได้แสดงตนภายในก้อนหินขนาด

ใหญ่นี้ เสมือนม้ารับใช้ของสหภาพโซเวียต ดังนั้นสหรัฐฯ จึงได้วาดภาพความ
ขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีว่าเป็นเรื่องการรุกรานจากต่างชาติมากกว่าเป็น

สงครามกลางเมือง

สรุปได้ว่า เนื่องด้วยเกาหลีอยู่ติดกับประเทศอื่น ๆ รอบด้าน โดยด้านเหนือของ

เกาหลีติดกับประเทศจีน และทางใต้ติดกับญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ

อเมริกานั้น การปกครองที่แตกต่างของประเทศรอบด้านจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อ

ประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างมหาอำนาจ จีนและสหภาพโซเวียดที่มี

การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ญี่ปุ่นและอเมริกาที่มีการปกครองแบบ

ประชาธิปไตย เกาหลีที่ซึ่งได้รับอิสรภาพ จำเป็นต้องมีผู้นำ แต่หากว่า

ประชากรที่มีในขณะนั้นมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ส่วนที่ติดกับจีนก็เห็น

ว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่ดี แต่อีกด้านที่อยู่ติดกับญี่ปุ่นและ

อเมริกาก็เห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดี จึงเป็นเหตุให้เกิดการแบ่ง

แยกการปกครองออกเป็นสองแบบ คือ แบบคอมมิวนิสต์และประซาธิปไตย

เมื่อเกาหลีทั้งสองชาติมีความเห็นที่ต่างกันแล้ว เกาหลีที่รับการปกครองแบบ

คอมมิวนิสต์มานั้น มีความต้องการอยากที่จะให้เกาหลีที่มีการปกครองที่ต่าง

กันมีการรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงส่งกำลังทหารเข้ายึดเกาหลีส่วนที่รับ

การปกครองแบบประซาธิปไตย ด้วยวิธีการรวมชาติแบบที่ผิดไป จึงทำให้เกิด

สงครามเกาหลีขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกาหลีแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ เกาหลีเหนือ

และเกาหลีใต้ โดยมีเส้นแบ่งอยู่ที่เส้นขนานที่ 38

สงครามเริ่มปะทุ

วันที่ 25 มิถุนายน 1950 ทหารฝ่ายเกาหลีเหนืออาศัยอาวุธยุทโธปกรณ์
ของโซเวียตบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา หลังจากที่ปืนใหญ่ทำการระดมยิง
อย่างหนัก เกาหลีเหนือกล่าวอ้างว่ากองทัพสาธารณรัฐเกาหลีภายใต้การนำ
ของ “ซิงมันรีผู้ขายชาติ” ได้บุกรุกข้ามชายแดนมาก่อน และชิงมันรีต้องถูก
จับกุมตัวและถูกประหารชีวิต

ในช่วงเริ่มสงคราม กองทัพเกาหลีเหนือใช้รถถังจำนวน 242 คัน ใน

จำนวนนี้เป็นรถถังจากโซเวียต แบบ ที-34 จำนวน 150 คัน เครื่องบิน 180 ลำ

ในจำนวนนี้เป็นเครื่องบินขับไล่แบบ ยัค จำนวน 40 ลำ และเครื่องบินโจมตีทิ้ง

ระเบิด 70 ลำ กองทัพเรือไม่ได้เข้าปฏิบัติการ จุดอ่อนของเกาหลีเหนือ คือ การ

ขาดระบบการส่งกำลังที่น่าไว้วางใจ เพื่อที่จะเคลื่อนย้ายพัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ

มาทางใต้ขณะที่กองทัพเคลื่อนการรุกลงมา แต่เกาหลีใต้มียุทโธปกรณ์ที่ด้อย

กว่ามากเมื่อเทียบกับเกาหลีเหนือ พลเรือนหลายพันคนที่วิ่งหนีลงใต้ถูกบังคับ

ให้ขนพัสดุอุปกรณ์ทางทหาร หลายคนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของ

เกาหลีเหนือ นักโทษการเมืองหลายคนถูกสังหารโดยตำรวจและทหาร

กองทัพเกาหลีใต้ ประกอบด้วย ทหาร 65,000 คน ได้รับการฝึก และ

ประกอบอาวุธจากกองทัพสหรัฐฯกองทัพยังขาดยานเกราะ และปืนใหญ่

กองทัพเกาหลีใต้ไม่มีรถถัง ไม่มีเครื่องบินโจมตี หรือแม้กระทั่งอาวุธต่อต้านรถ

ถัง

เมื่อสงครามเริ่มต้นไม่มีหน่วยทหารต่างชาติขนาดใหญ่อยู่ในเกาหลี

แต่ก็มีกองทัพอเมริกันประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น

ทัพเกาหลีเหนือมีแผนการโจมตีอย่างดีด้วยกำลัง 135,000 คน

ทำการจู่โจม และได้รับผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว เกาหลีเหนือได้เข้าโจมตีเมือง

สำคัญ ๆ ซึ่งประกอบด้วย เคซอง ชุนชีออง อูจองบู และอองจิน

ทหารกองทัพเกาหลีใต้ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า อาวุธที่ด้อยกว่า และ

เรื่องความจงรักภักดีต่อระบอบของเกาหลีใต้ไม่แน่นอน ได้ล่าถอยลงมาทางใต้

หรือไม่ก็แปรพักตร์ไปอยู่กับเกาหลีเหนือ กองทัพอากาศเกาหลีเหนือยังคง

โจมตีภาคพื้นต่อไปด้วยการทิ้งระเบิดท่าอากาศยานคิมโปใกล้กรุงโซล กองทัพ

เกาหลีเหนือยืดกรุงโซลได้ในบ่ายวันที่ 28 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ความหวังของเกาหลีเหนือที่จะได้รับการยอมแพ้จาก

รัฐบาลของชิงมันรี และทำการรวมชาติได้อย่างรวดเร็วก็สลายไปเมื่อสหรัฐฯ

และชาติมหาอำนาจอื่นๆ เข้าแทรกแซงและขยายสงครามกลางเมืองเกาหลี

เป็นความขัดแย้งนานาชาติ

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมนได้

สั่งการให้นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ผู้บัญชาการภาคพื้นแปชิฟิกในขณะนั้น

ให้ทำการตอบโต้ กล่าวคือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การปลดประจำการทหาร

ของสหรัฐฯ และพันธมิตรเป็นสาเหตุให้อเมริกันเกิดปัญหาเรื่องการส่งกำลัง

บำรุงอย่างมากในภูมิภาคนี้ แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงกำลังทหารไว้มากมายในญี่ปุ่น

เพื่อต่อต้านกองทัพเกาหลีเหนือและยุทโธปกรณ์ที่ล้าสมัยของโซเวียตที่ประจำ

การในกองทัพเกาหลีเหนือ ทหารอเมริกันเหล่านี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา

ของพลเอกด้กลาส แมคอาเธอร์ ส่วนหน่วยทหารของชาติเครือจักรภพอังกฤษ

ไม่มีชาติใดเลยที่จะสามารถทำการส่งกำลังขนาดใหญ่ได้

จากการที่ได้รับการบอกเล่าเรื่องการเริ่มรบกันด้วยกำลังขนาดใหญ่

ในเกาหลี ทรูแมนได้สั่งการให้แมคอาเธอร์ส่งอาวุธกระสุนให้กับกองทัพบก

เกาหลีใต้ ขณะเดียวกันก็สั่งการให้กองทัพอากาศคุ้มกันการอพยพพลเรือน

อเมริกัน ทรูแมนไม่เห็นด้วยกับที่ปรึกษาของเขาที่เสนอให้ใช้กำลังทางอากาศ

สหรัฐฯ โจมตีกองทัพเกาหลีเหนือ แต่สั่งการให้กองเรือที่ 7 ทำการป้องกัน

ไต้หวันที่มีเจียงไคเช็คเป็นผู้นำ ดังนั้น จึงถือเป็นการยุตินโยบายของสหรัฐฯ

เรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในของจีน รัฐบาลจีนคณะชาติ (จำกัดวงอยู่ที่

ไต้หวัน) ได้ร้องขอที่จะเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย คำร้องขอนั้นถูกรัฐบาล

สหรัฐฯ ปฏิเสธเนื่องจากรู้สึกว่าอาจจะเป็นการกระตุ้นให้สาธารณะรัฐ

ประชาชนจีนเข้าแทรกแซงในสงครามเกาหลีด้วย

หน่วยทหารที่สำคัญหน่วยแรกที่เข้าไปในเกาหลี คือ หน่วยทหารอเมริกัน

ชื่อ กำลังเฉพาะกิจสมิท (Task Force Smith) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองพล

ทหารราบที่ 24 ที่ประจำอยู่ที่ญี่ปุ่นใน 5 กรกฎาคม หน่วยนี้เข้าทำการรบที่โอ

ซานและต้องพ่ายแพ้โดยสูญเสียอย่างหนัก

กองทัพเกาหลีเหนือที่ได้ชัยชนะได้มุ่งลงใต้และกองพลที่ 24 ที่เหลือ

กำลังเพียงครึ่งเดียวได้ถูกบีบให้ต้องล่าถอยมาที่เมืองเตจอน และก็ต้องพ่าย

แพ้ต่อกองทัพเกาหลีเหนือที่นั่น พลเอกวิลเลียม เอฟ.ดีน ผู้บัญชาการกองพล

ที่ 24 ถูกจับเป็นเชลย

ในเดือนสิงหาคม กองทัพเกาหลีใต้และกองทัพบกที่ 8 ของสหรัฐฯ ภาย

ใต้การบังคับบัญชาของพลเอก วอลตัน วอคเคอร์ได้ถูกโจมตีถอยลงมายังพื้นที่

มุมล่างของคาบสมุทรเกาหลีรอบเมืองปูซาน ขณะที่กองทัพเกาหลีเหนือบุก

เข้ามา ทหารเกาหลีเหนือได้ไล่ต้อนและสังหารชาวเมืองซึ่งเมื่อก่อนหน้านั้นได้

ช่วยเหลือพวกเขาในการต่อต้านชิงมันรีและเป็นผู้ประสานงานในสงครามครั้ง

นี้ ในวันที่ 20 สิงหาคม แมคอาเธอร์ได้ส่งข่าวสารไปเตือนคิมอิลซุงว่าเขาจะ

ต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายที่กระทำต่อทหารกองทัพสหประชาชาติ

เดือนกันยายน กองกำลังพันธมิตรชั่วคราวยังคงยึดพื้นที่รอบเมืองปู

ซานเอาไว้ได้ซึ่งเป็นเพียง 10% ของคาบสมุทรเกาหลี กองทัพสหรัฐฯ และ

เกาหลีใต้สามารถที่จะสถาปนาเส้นแนวแม่น้ำนัคดองได้สำเร็จด้วยการส่ง

กำลัง การสนับสนุนจากทางอากาศ และการเสริมกำลังอื่นๆ จากสหรัฐฯ การ

ปฏิบัติการที่ต้องการอย่างมากนี้ถูกเรียกโดยฝ่ายสหรัฐฯ ว่าวงรอบปูซาน

(Pusan Perimeter) แม้ว่าการสนับสนุนของสหประซาชาติได้มาถึงแล้ว

ก็ตาม แต่สถานการณ์ก็ยังล่อแหลมน่ากลัว

ในการเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างดุเดือดของเกาหลีเหนือ การตั้ง

รับของฝ่ายพันธมิตรกลายเป็นการสู้รบแบบเข้าตาจนที่ฝ่ายอเมริกัน เรียกว่า

สงครามวงรอบปูชาน (Battle of Pusan Perimeter) อย่างไรก็ตาม

เกาหลีเหนือก็ไม่สามารถตีปูซานให้แตกได้

กำลังทางอากาศของสหรัฐฯ ได้มาถึงเกาหลี และต้องทำการบิน

สนับสนุนกำลังภาคพื้นถึง 40 เที่ยวบินต่อวัน เป้าหมายคือกองทัพเกาหลีเหนือ

แต่ก็สร้างความสูญเสียกับพลเรือนและตัวเมืองด้วยเช่นกัน เครื่องบินทิ้ง

ระเบิดทางยุทธศาสตร์ (ส่วนใหญ่เป็นแบบ บี-29 ที่มีฐานบินอยู่ที่ญี่ปุ่น) ได้

ทำลายสะพาน 32 สะพานซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งการสงครามและ

พลเรือน ในเวลากลางวันรถไฟของทั้งทหารและพลเรือนต้องหลบซ่อนอยู่ใน

อุโมงค์ทั่วทั้งเกาหลี เครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันได้โจมตีแหล่งส่งกำลังหลักๆ

และทำลายโรงกลั่นน้ำมันและท่าเรือที่ใช้ส่งพัสดุทางทหารเพื่อให้กองทัพ

เกาหลีเหนือขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการทำสงคราม กำลังอากาศนาวีสหรัฐฯ

ได้เข้าโจมตีต่อจุดขนถ่ายสินค้าด้วย กองทัพเกาหลีเหนือเกิดการขาดแคลนไป

ทั่วทั้งคาบสมุทร จากการโจมตีทำลายของเครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกันทำให้

การส่งยุทโธปกรณ์ไม่สามารถไปถึงกองทัพเกาหลีเหนือที่ปฏิบัติการรบอยู่ทาง

ด้านใต้ได้

ในขณะเดียวกัน ฐานส่งกำลังในญี่ปุ่นได้ทำการส่งอาวุธและทหาร

มายังปูซานอย่างมากมาย ในปลายเดือนสิงหาคม กองพันรถถังจาก

ชานฟรานซิสโกถูกส่งมาอย่างเร่งด่วน ในปลายเดือนสิงหาคม อเมริกันก็มี

รถถังขนาดกลางมากกว่า 500 คัน ต้นเดือนกันยายน กองทัพสหประชาชาติ

และเกาหลีใต้ก็มีความแข็งแกร่งและจำนวนมากกว่ากองทัพเกาหลีเหนือ

190,000 คน ต่อ 100,000 คน ในเวลานี้กองทัพสหประชาชาติและเกาหลีใต้ก็

เริ่มปฏิบัติการโจมตีตอบโต้

การที่ต้องเผชิญหน้ากับการเสริมกำลังที่หนือกว่า กองทัพ

เกาหลีเหนือพบว่าตนเองมีกำลังพลน้อยกว่าและการส่งกำลังที่อ่อนกว่ามาก

และพวกเขาไม่มีกองทัพเรือและการสนับสนุนจากทางอากาศอย่างเช่น

อเมริกัน พลเอกแมคอาเธอร์ ในฐานะผู้บัญซาการกำลังสหประชาชาติใน

เกาหลีได้ร้องขอให้ยกพลขึ้นบกในแนวหลังของเกาหลีเหนือที่อิชอนเพื่อที่จะ

บรรเทาความกดดันที่แนวรบวงรอบปูซาน

การปฏิบัติการนี้เป็นการเสี่ยงอย่างมากเนื่องจากคลื่นลมที่รุนแรงมาก
และข้าศึกที่แข็งแกร่ง แมคอาเธอร์เริ่มวางแผนหลังจากที่สงครามเริ่มขึ้นเพียง
2-3 วัน แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดเขา
ก็ได้รับคำอนุมัติ พลเอกแมคอาเธอร์ได้มอบหมายให้กองทัพน้อยที่ 10 ภายใต้
การบังคับบัญชาของพลเอกเอดเวิร์ด อัลมอน (ประกอบด้วยกำลังทหาร
70,000 คน จากกองพลนาวิกโยธินที่ 1 และกองพลทหารราบที่ 7 และเสริม
กำลังด้วยทหารเกาหลีใต้อีก 8, 600 คน) ทำการยกพลขึ้นบกที่อินชอนใน
ปฏิบัติการโครไมท์ (Operation Chromite) ในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งเป็นวัน
ที่ทำการยกพล จากการลาดตระเวนและทำการโจมตีอย่างหนักก่อนการบุก
ทหารเกาหลีเหนือที่ประจำการอยู่ที่อินชอนมีไม่มากนัก ดังนั้นกองทัพอเมริกัน
จึงพบกับการต้านทานเพียงเบาบางเมื่อขึ้นบก

การขึ้นบกประสบความสำเร็จและกองทัพน้อยที่ 10 ก็สามารถจัดการ
ทำลายแนวป้องกันที่มีไม่มากนักและทำการโจมตีเพื่อโอบล้อมกองทัพหลัก
ของเกาหลีเหนือ แมคอาเธอร์ทำการยึดกรุงโซลคืนมาอย่างรวดเร็ว กองทัพ
เกาหลีเหนือถูกตัดขาดออกจากกัน ทหารประมาณ 25,000 ถึง 30,000 คน
ล่าถอยขึ้นเหนือ

การบุกเกาหลีเหนือ

กองทัพสหประชาชาติได้ขับไล่กองทัพเกาหลีเหนือผ่านเส้นขนานที่ 38
จุดหมายปลายทางในการที่จะปกป้องรักษารัฐบาลเกาหลีใต้บรรลุแล้ว แต่
ความสำเร็จและภาพที่มองเห็นว่าจะสามารถรวมชาติเกาหลีภายใต้รัฐบาล
ของชิงมันรีได้ชักนำให้กองทัพสหประซาชาติรุกคืบหน้าเข้าไปในเกาหลีเหนือ
สิ่งนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเรื่องนโยบายต่างประเทศ เมื่อ
ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะไปไกลเกินกว่าการ "ปิดล้อม" ฝ่ายคอมมิวนิสต์
เหตุผลอื่นในการรุกขึ้นไปในเกาหลีเหนือคือผลลัพธ์ทางจิตวิทยาด้วยการ
ทำลายชาติคอมมิวนิสต์และการปลดปล่อยเชลยศึก

กองทัพสหประชาชาติได้ข้ามชายแดนเข้าไปในเกาหลีเหนือในต้นเดือน
ตุลาคม 1954 กองทัพน้อยสหรัฐฯ ที่ 10 ได้ทำการยกพลขึ้นบกที่วอนซอนและ
อิวอน ซึ่งได้ถูกกองทัพเกาหลีใต้เข้าทำการยึดได้ก่อนแล้วด้วยการเข้าโจมตี
ทางบก กองทัพบกสหรัฐฯ และกองทัพเกาหลีใต้ได้เคลื่อนที่เข้าด้านตะวันตก
ของเกาหลีและยึดเมืองเปียงยางใน 19 ตุลาคม สิ้นเดือน ตุลาคม กองทัพ
เกาหลีเหนือก็แตกกระจัดกระจาย และถูกจับเป็นเชลยถึง 135,000 คน

การรุกของกองทัพสหประชาชาติสร้างความกังวลอย่างมากต่อจีนซึ่ง
เป็นห่วงว่ากองทัพสหประชาชาติจะไม่หยุดอยู่แค่แม่น้ำยาลูซึ่งเป็นชายแดน
ระหว่างเกาหลีเหนือและจีน และดำเนินนโยบายให้จีนกลับไปสู่อุ้งมืออำนาจ
เก่า คือ เจียงไคเช็คหลายคนในชาติตะวันตกรวมทั้งพลเอกแมคอาเธอร์คิดว่า
มีความจำเป็นต้องขยายสงครามไปสู่จีน อย่างไรก็ตาม ทรูแมนและผู้นำคน
อื่นๆ ไม่เห็นด้วยและแมคอาเธอร์ก็ถูกกล่าวเตือนเมื่อกองทัพของเขาเข้าใกล้
ชายแดนจีน แต่ในที่สุด พลเอกแมคอาเธอร์ก็ไม่ใส่ใจต่อการเตือนนั้น เขาโต้
แย้งว่ากองทัพเกาหลีเหนือได้รับการส่งกำลังจากฐานในแมนจูเรียซึ่งอยู่ใน
เขตแดนจีน คลังกำลังเหล่านั้นก็ควรจะถูกทำลายด้วยการทิ้งระเบิด อย่างไร
ก็ตาม เครื่องทิ้งระเบิดสหประซาชาติไม่ทำการโจมตีเขตแมนจูเรีย ยกเว้นใน
บางโอกาส

ปะทะจีน

จีนได้เตือนผู้นำสหรัฐฯ ผ่านทูตประเทศที่เป็นกลางว่าจีนจะเข้าแทรกแซง
สงครามเกาหลีเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ ทรูแมนมองคำเตือนนั้นว่าเป็น
"ความพยายามที่จะแบล็คเมล์สหประชาชาติ" และไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ใน
15 ตุลาคม 1950 ทรูแมนไปที่เกาะเวคและพบกับแมคอาเธอร์

ก่อนหน้านั้นซีไอเอบอกกับทรูแมนว่าเรื่องที่จีนจะเข้ามาเกี่ยวข้องใน
สงครามเกาหลีนั้นไม่น่าเป็นไปได้ แต่แมคอาเธอร์ยังสงสัยเรื่องความเสี่ยงนี้
อยู่เล็กน้อย แมคอาเธอร์อธิบายว่าจีนได้เสียโอกาสที่จะช่วยเกาหลีเหนือบุก
เกาหลีใต้ เขาคาดคะเนว่าจีนน่าจะมีกำลังทหารประมาณ 30,000 คนประจำ
อยู่ที่แมนจูเรีย และอยู่ตามแนวแม่น้ำยาลูประมาณ 100,000-125,000 คน
ซึ่งสามารถที่จะข้ามแม่น้ำมาเมื่อไรก็ได้ แต่จีนไม่มีกำลังทางอากาศ ดังนั้น "ถ้า
จีนยกกำลังลงมายังเปียงยาง ก็จะมีการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุด" แมคอาเธอร์
สันนิษฐานว่าจีนน่าจะหลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างหนัก

ใน 8 ตุลาคม 1945 วันหลังจากที่ทหารอเมริกันข้ามเส้นขนานที่ 38 ไป
แล้ว ประธานเหมาเจ๋อตุงของจีนได้ออกคำสั่งให้รวบรวมกองทัพอาสาสมัคร
ประชาชนจีน ทหารจำนวน 70% ของกองทัพอาสาสมัครเป็นทหารประจำการ
ที่มาจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

เหมาเจ๋อตุงสั่งการให้กองทัพเคลื่อนพลไปที่แม่น้ำยาลู และเตรียมพร้อม
ที่จะข้ามแม่น้ำ เหมาเจ๋อตุงมองหาความช่วยเหลือจากโซเวียตและมองการ
แทรกแซงสงครามเกาหลีว่าเป็นการป้องกันตนเอง เขากล่าวกับสตาลินว่า
“ถ้าเรายินยอมให้สหรัฐฯ ครอบครองเกาหลีทั้งหมด เราก็ต้องเตรียมตัวให้
สหรัฐฯ ประกาศสงครามกับจีน" นายกโจวเอนไหลถูกส่งมามอสโกเพื่อ
ประสานงานกับโซเวียต

เหมาลังเลขณะที่รอคอยการช่วยเหลือที่จำเป็นจากโซเวียต และเลื่อน
แผนการโจมตีจาก 13 ตุลาคม เป็น 19 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม โซเวียตก็ตัดสิน
ให้การช่วยเหลืออย่างจำกัดโดยส่งกำลังทางอากาศไปสนับสนุนกองทัพจีนแต่
ไม่เข้าใกล้พื้นที่แนวรบเกินกว่า 60 ไมล์ เครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบ มิก-15 ของ
โซเวียตที่ระบายสีเป็นของสาธารณะรัฐประชาชนจีนเป็นสิ่งที่ท้าทายนักบิน
สหประชาชาติอย่างมาก กองทัพสหประชาชาติให้ชื่อเล่นว่า "มิก อัลเลย์"
เครื่องบินขับไล่แบบ มิก-15 นี้ได้ทำการได้เปรียบทางอากาศเหนือเครื่องบิน
อเมริกันแบบลอคฮีด เอฟ-80 ชูตติ้งสตาร์ จนกระทั่งเครื่องบินแบบนอท
อเมริกันเอฟ-86 เซเบอร์ถูกส่งมาถึงสนามรบ จีนโกรธเคืองที่โซเวียตส่งกำลัง
ทางอากาศเข้าสนามรบในปริมาณที่จำกัด ซึ่งฝ่ายจีนคาดการณ์ว่าโซเวียตจะ
ให้การสนับสนุนทางอากาศอย่างเต็มที่ สหรัฐฯ รู้ดีว่าโซเวียตส่งกำลังทาง
อากาศเข้ามาในสงครามเกาหลีแต่ก็นิ่งเฉยเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจ
จะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ ที่อาจจะเป็นไปได้

ในวันที่ 25 ตุลาคม 1950 กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีนซึ่งประกอบ
ด้วยทหาร 270,000 คน ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก เป็งเตฮุย ก็เข้า
ประทะกับทหารอเมริกัน ซึ่งสร้างความประหลาดใจต่อสุหประชาชาติอย่าง
มากเนื่องจากไม่มีข่าวคราวเลยว่าจีนจะส่งกำลังเข้ามาในเกาหลีเป็นจำนวน
มากขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากการริ่มต้นประทะกันกองทัพจีนก็ล่าถอยไป
อยู่ในเทือกเขาผู้นำฝ่ายสหประชาชาติมองว่าการล่าถอยเป็นสัญญาณของ
ความอ่อนแอและคาดการณ์ความสามารถในการรบของฝ่ายจีนต่ำเกินไป ดัง
นั้นกองทัพสหประชาชาติจึงมุ่งหน้ารุกเข้าเขตแม่น้ำยาลู โดยไม่สนใจต่อการ
เตือนของจีน

การข่าวกรองสหรัฐฯ ทำงานไม่ดีเท่าที่ควรในช่วงเวลานี้เนื่องจากพวก
เขาอยู่ในเกาหลีใต้และติดอยู่กับสถานการณ์ที่วงรอบปูซาน กองทัพจีนได้
เคลื่อนพลหลบซ่อนอย่างมีระเบียบวินัยที่ดีเยี่ยมทำให้การตรวจจับกระทำได้
ยากมาก ตัวอย่างตามเอกสาร เช่น กองทัพคอมมิวนิสต์จำนวน 3 กองพล
เดินทางด้วยการเดินเท้าเมืองอันตุงในแมนจูเรียทางเหนือของแม่น้ำยาลูเป็น
ระยะทางถึง 286 ไมล์ เพื่อมาเข้าพื้นที่รวมพลและเข้าพื้นการรบที่เกาหลีเหนือ
ซึ่งใช้เวลาถึงประมาณประมาณ 16 ถึง 19 วัน ในกองทัพนี้มีกองพลหนึ่งที่เดิน
ทางในพื้นที่ที่เป็นภูเขาเฉลี่ย 18 ไมล์ต่อวันเป็นเวลาถึง 18 วัน การเดินทางจะ
เริ่มเวลา 19.00 น. หลังจากที่ดวงอาทิตย์ตกแล้วและหยุดเดินทางในเวลา
03.00 น. มาตรการป้องกันทางอากาศจากเครื่องบินจะต้องเสร็จสมบูรณ์ก่อน
05.30 น. ของเช้าตรู่วันต่อไปทั้งคน สัตว์ และยุทโธปกรณ์ทุกอย่างจะต้องถูก
ซ่อนและพลางอย่างดี ในเวลากลางวันทีมสำรวจพื้นที่จะเดินทางล่วงหน้าเพื่อ
สำรวจพื้นที่พักแรมสำหรับวันต่อไป เมื่อกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ถูกโจมตี พวก
เขาจะสั่งการให้หยุดอยู่ในเส้นทางของตนและไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ถ้า
เครื่องบินมาปรากฎอยู่เหนือศีรษะตน นายทหารมีอำนาจที่จะยิงทุกคนที่ฝ่าฝืน
คำสั่ง

ปลายเดือน พฤศจิกายน กองทัพจีนได้เข้าโจมตีพื้นที่ด้านตะวันตกตาม
แนวแม่น้ำชองชอน และสามารถเอาชนะกองทัพเกาหลีใต้หลายกองพลและ
ประสบความสำเร็จในการวางกำลังเข้าตีกองทัพสหประชาชาติที่เหลืออยู่ทาง
ด้านปีก จากความพ่ายแพ้ของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ 8 เป็นเหตุให้หน่วยทหาร
อเมริกันต้องล่าถอยเป็นระยะยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ทางด้านตะวันออกใน
ศึกที่แหล่งน้ำโซซิน (Battle of Chosin Reservoir) หน่วยทหารสหรัฐฯ
จำนวน 30,000 คนจากกองพลทหารราบที่ 7 ไม่ได้เตรียมการรับมือกับ
ยุทธวิธีของจีน และในไม่ช้าก็ต้องถูกล้อม แม้ว่าจะสามารถแหวกวงล้อมออก
มาได้แต่ก็ต้องเสียทหารไปมากกว่า 15,000 คน นาวิกโยธินสหรัฐฯ ก็ประสบ
กับความพ่ายแพ้ที่โชซินด้วยเช่นกันและถูกบีบให้ต้องล่าถอยหลังจากที่
ทำความเสียหายอย่างหนักให้แก่กองทัพจีน 6 กองพล

ขณะที่กองทัพจีนขาดแคลนการยิงสนับสนุนในตอนเริ่มต้น และขาด
อาวุธขนาดเบาของทหารราบ ยุทธวิธีของพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
ความเสียเปรียบนี้ได้อย่างรวดเร็ว นายเบวิน อเล็กซานเดอร์ ได้อธิบายไว้ใน
หนังสือของเขาที่ชื่อ "How Wars Are Won" ว่า

“วิธีการปกติ คือ การแทรกซึมด้วยหน่วยขนาดเล็ก จากหมวดที่มีกำลัง
ประมาณ 50 คน ถึงระดับกองร้อยที่มีกำลังทหาร 200 คนแบ่งแยกออกเป็น
หน่วยย่อย ๆ ในขณะที่ทีมหนึ่งตัดเส้นทางหนีของทหารอเมริกัน อีกทีมก็จะเข้า
ตีทั้งตรงหน้าและทางด้านแนวปีกพร้อมๆ กัน การโจมตีจะกระทำต่อเนื่องทุก
ด้านจนกระทั่งฝ่ายตั้งรับถูกทำลายหรือถูกบีบให้ต้องล่าถอย จากนั้นทหารจีน
ก็จะรุกคืบหน้าไปยังตำแหน่งของหมวดต่อไป และดำเนินยุทธวิธีซ้ำแบบเดิม"

นายรอย แอปเปิลแมน ได้อธิบายยุทธวิธีของจีนอย่างชัดเจน ดังนี้
"ในช่วงการโจมตีเริ่มแรก ทหารราบเบาของข้าศึกที่เชี่ยวชาญสูงได้เข้า
โจมตีโดยไม่มีการช่วยเหลือจากอาวุธยิงที่ใหญ่เกินกว่าเครื่องยิงลูกระเบิดเลย
การโจมตีของพวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าจีนได้รับการฝึกมาอย่างดีและมีวินัยดี
เยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้ในเวลากลางคืน พวกเขามีการซ่อนพลาง
อย่างดีมาก การลาดตระเวนของพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการ
กำหนดตำแหน่งของฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ พวกเขาจะวางแผนโจมตีจาก
ด้านหลังของกองกำลังเหล่านี้ ทำการตัดทางหนีและเส้นทางส่งกำลัง จากนั้น
ก็เข้าตีตรงหน้าและทางแนวปีกเพื่อการรบที่ชี้ขาด พวกเขายังได้ใช้ยุทธวิธีที่
พวกเขาให้ชื่อว่า "ฮาชิ ชิกิ" โดยวางกำลังเป็นรูปตัว วี (V) และไล่ต้อนให้ข้าศึก
เข้าอยู่ในตัววี จากนั้นทหารทั้งสองด้านของตัววีก็จะทำการโจมตีจากด้านข้าง
ทหาร อีกส่วนก็เข้าปิดปากของตัววีเพื่อไม่ให้ข้าศึกที่อยู่ในตัววีหนีออกไปจาก
กับดักนี้ ยุทธวิธีนีประสบผลสำเร็จอย่างดีมากที่อองจิน อันชาน และโซชาน
แต่ประสบผลสำเร็จเพียงเล็กน้อยที่ปักชอนและชองชอน

กองทัพสหรัฐฯ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีซึ่งรุกคืบหน้าอย่าง

รวดเร็วเมื่อสองสามดือนก่อนหน้านั้นต้องถูกบีบให้ต้องล่าถอยลงใต้ด้วยความ
เร็วที่มากกว่าตอนรุกขึ้น และจัดตั้งแนวรับรอบเมืองท่าฮังนัม ที่ซึ่งมีการ
อพยพครั้งใหญ่ในปลายเดือน ธันวาคม 1950 จากการที่ต้องเผชิญกับความ
พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เรือจำนวน 193 ลำบรรทุกทหารและยุทโธปกรณ์ต้อง
อพยพออกจากอ่าวฮังนัม และทหารประมาณ 105,000 คน พลเรือน 98,000

คน ยานพาหนะ 17, 500 คน และพัสดุจำนวน 105,000 ตัน ก็มาขึ้นที่ท่าเรือปู

ซานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กองทัพอเมริกันได้ทำลายเมือง เพื่อไม่ให้เป็น

ประโยชน์แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้พลเรือนจำนวนมากไม่มีที่พักในช่วงฤดู

หนาว

การสู้รบข้ามเส้นขนานที่ 38 ตันปี 1951

ในเดือน มกราคม 1951 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ทำการโจมตีอีกครั้งในช่วง

การรุกที่ 3 (3rd Phase Offensive หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Chinese Winter

Offensive) กองทัพจีนได้ใช้ยุทธวิธีซ้ำเดิมอย่างที่เคยทำที่ส่วนใหญ่จะทำการ

โจมตีกลางคืน ด้วยการพลางตัวเข้าตีด้านหน้า ตามด้วยกำลังขนาดใหญ่เข้า

ตีอย่างรวดเร็ว และใช้แตรหรือฆ้องในการสื่อสารหรือให้สัญญาณและทำให้

ข้าศึกเกิดความสับสน กองทัพสหประชาชาติไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้

การต่อต้านข้าศึกก็ล้มเหลว พวกเขาต้องล่าถอยอย่างเร่งรีบมาทางใต้

(กองทัพสหประชาชาติเรียกการถอยครั้งนี้ว่า "แมลงรังแตก") กรุงโซลถูกทิ้ง

และถูกคอมมิวนิสต์ยึดได้อีกครั้งใน 4 มกราคม 1951

สถานการณ์ของกองทัพที่ 8 แย่ลงไปอีก เมื่อพลเอกวอคเคอร์เสียชีวิต

จากอุบัติเหตุ ผู้นำคนใหม่คือ พลโทแมททิว ริดจ์เวย์ ซึ่งเป็นพลร่มผ่านศึกใน

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทันทีที่รับตำแหน่งเขาเริ่มดำเนินการกระตุ้นขวัญกำลังใจ

และจิตวิญญาณในการสู้รบของกองทัพบกที่ 8 ซึ่งตกต่ำอย่างมากจากการที่

ถูกโจมตีจนต้องล่าถอยเป็นระยะทางไกล สถานการณ์ยังคงน่ากลัวมากเมื่อ

เมคอาเธอร์กล่าวถึงการใช้ระเบิดปรมาณูต่อจีน ซึ่งทำให้พันธมิตรของอเมริกา

ตื่นตัวอย่างมาก

กองทัพสหประชาชาติยังคงต้องล่าถอยจนกระทั่งมาถึงทางใต้ของซูวอน

ในภาคตะวันตก และวอนจูในภาคกลาง และทางเหนือของซัมซุกในภาคตะวัน

ออก ที่ซึ่งแนวรบเกิดเสถียรภาพ กองทัพอาสาสมัครจีนอยู่ไกลจากเส้นทางส่ง

กำลังและถูกบีบให้ต้องล่าถอย กองทัพจีนไม่สามารถที่จะรุกคืบหน้าลงมาไกล

จากกรุงโซลได้เนื่องจากเป็นจุดสุดทางของการส่งกำลังบำรุง อาหารและ

อาวุธ กระสุนจะถูกส่งมาจากแม่น้ำยาลูด้วยการเดินเท้า หรือจักรยาน

ปลายเดือน มกราคม จากการลาดตระเวน ริดจ์เวย์พบว่าแนวรบ

ตรงหน้าเขาว่างเปล่าจากข้าศึก เขาจึงพัฒนาแผนการรุกแบบเต็มกำลังใน

"ยุทธการราวอัพ (Operation Roundup) " ในยุทธการนี้เป็นการรุกคืบหน้า

อย่างช้าๆ โดยใช้ประโยชน์ของอำนาจการยิงที่เหนือกว่าของกำลังภาคพื้นและ

อากาศของกองทัพสหประชาชาติ "ยุทธการราวอัพ" ประสบผลสำเร็จอย่าง

มาก ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพสหประชาชาติมาถึงแม่น้ำฮัน และยึดเมือง

วอนจูได้อีกครั้ง

จีนทำการโจมตีตอบโต้กลับในการเดือนกุมภาพันธ์ ในการรุกช่วงที่ 4

(4th Phase Offensive)

ที่ฮองซองในภาคกลางเข้าตีที่ตั้งกองทัพน้อยที่ 9 รอบเมืองชิบยองนี

กองพลทหารราบที่ 2 ของสหรัฐฯ รวมกับกองพันทหารฝรั่งเศสได้ทำการต่อสู้

อย่างชนิดเข้าตาจนในช่วงเวลาสั้นแต่ก็สามารถต้านการรุกของจีนได้ ในการ

ปฏิบัติการนี้ สหประชาชาติได้เรียนรู้ว่าจะจัดการต่อต้านการรุกของฝ่ายจีนได้

อย่างไรและสามารถที่จะยืนหยัดรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้

ในสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 1951 ยุทธการราวอัพก็ตาม

มาด้วยยุทธการคิลเลอร์ (Operation Killer) โดยกองทัพบกที่ 8 ที่ถูกฟื้ นฟู

โดยพลโทริดจ์เวย์ ครั้งนี้เป็นการรุกเต็มรูปแบบโดยใช้อำนาจการยิงสูงสุดและ
มุ่งทำลายกองทัพจีนและเกาหลีเหนือให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ เมื่อยุทธ

การคิลเลอร์สิ้นสุดลง กองทัพน้อยที่ 1 ได้ยึดครองดินแดนด้านใต้ของฮัน ขณะ
ที่กองทัพน้อยที่ 9 สามารถยึดครองฮองซอง

กองทัพบกที่ 8 รุกคืบหน้าขึ้นไปอีกครั้งใน 7 มีนาคม 1951 ในยุทธการ
ริปเปอร์ (Operation Ripper) และใน 14 มีนาคม พวกเขาก็สามารถขับไล่

กองทัพเกาหลีเหนือและจีนจากกรุงโซลซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ในรอบปีที่กรุงโซลถูก
เปลี่ยนมือยึดครอง กรุงโซลเสียหายอย่างหนัก ประชากรลดลงจาก 1.5 ล้าน

คนก่อนสงครามเหลือเพียง 200,000 คน และขาดแคลนอาหารอย่างหนัก

ในวันที่ 11 เมษายน 1951 ประธานาธิบดีทรูแมนได้ปลดพลเอก

แมคอาเธอร์ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพสหประชาชาติ เนื่องจาก

ขัดคำสั่งผู้บัญชาการคนใหม่คือพลเอกริดจ์เวย์ ซึ่งได้จัดการจัดกลุ่มกองทัพ
สหประชาชาติใหม่เพื่อขั้นตอนการตอบโต้การรุกที่มีประสิทธิภาพ กองทัพบก
ที่ 8 ไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกเจมส์ แวน ฟลีท

การโจมตีอย่างเป็นขั้นตอนได้ขับไล่คอมมิวนิสต์ให้ถอยอย่างช้า ๆ อย่าง
เช่น ยุทธการเคอเรเจียจ (Operation Courageous) และ ยุทธการโทมาฮอค

(Operation Tomahawk) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันโจมตีระหว่างกำลังภาค

พื้นและกำลังทางอากาศทำให้กองทัพคอมมิวนิสต์เข้าไปติดกับดักอยู่ระหว่าง

เมืองเคซองและกรุงโซล กองทัพสหประชาชาติยังคงรุกคืบหน้าจนกระทั่งถึง
แนวแคนซัส (Line Kansas) ซึ่งอยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 หลายไมล์

อย่างไรก็ตาม จีนยังอยู่ไกลจากคำว่าพ่ายแพ้ ในเดือนเมษายน 1951

พวกเขาได้เปิดฉากการรุกในช่วงที่ 5 (5th Phase Offensive) หรือที่เรียกว่า

"การรุกในฤดูใบไม้ผลิของจีน" ครั้งนี้เป็นความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ที่ใช้กองทัพ

สนามถึง 3 กองทัพประกอบด้วยทหารมากกว่า 70,000 คน การโจมตีหลักคือ

ตำแหน่งกองทัพน้อยที่ 1 แต่ก็ถูกต้านทานอย่างเหนียวแน่นที่แม่น้ำอิมจินและ

คาเปียง การรุกของจีนถูกหยุดลงที่แนวตั้งรับเหนือกรุงโซล (No-Name Line)

การรุกของฝ่ายคอมมิวนิสต์ต่อมาคือวันที่ 15 พฤษภาคม ในภาคตะวัน

ออกต่อกองทัพเกาหลีใต้และกองทัพน้อยที่ 10 การรุกประสบผลสำเร็จในช่วง

แรก แต่ในวันที่ 20 พฤษภาคม การโจมตีก็ถูกหยุดลง กองทัพบกที่ 8 ได้

ตอบโต้การรุก และเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมก็สามารถยึดแนวแคนซัส (Kansas

Line) คืนมาได้อีกครั้ง

กองทัพสหประชาชาติตัดสินใจที่จะหยุดอยู่แค่แนวแคนซัส (Kansas

Line) ซึ่งอยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 และหยุดนิ่งไม่มีท่าทีที่จะทำการรุกขึ้นไปใน

เกาหลีเหนือ บ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่เกิดมีการยันกันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหลือจน

กระทั่งมีการตกลงเพื่อหยุดยิงกัน

การเจรจา เดือนกรกฎาคม 1951-กรกฎาคม 1953

ช่วงเวลาต่อมาของสงครามมีการเปลี่ยนแปลงดินแดนที่ยึดได้เพียง

เล็กน้อย มีการทิ้งระเบิดอย่างกว้างขวางในพื้นที่ด้านเหนือทั้งเป้าหมายทาง

ทหารและประชาชน และใน 10 กรกฎาคม 1951 ที่เคซองได้เริ่มต้นมีการเจรจา

พื่อสันติภาพกันอย่างยาวนาน แม้จะเริ่มมีการเจรจากันแล้วแต่การสู้รบก็ยัง

คงดำเนินต่อไป จุดหมายปลายทางสำหรับเกาหลีใต้และพันธมิตรคือการยึด

ดินแดนเกาหลีใต้คืนมาก่อนที่ข้อตกลงจะบรรลุเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดินแดน

จีนและเกาหลีเหนือก็พยายามกระทำเช่นเดียวกันและต่อมาพวกเขาก็ได้

กระทำการเพื่อทดสอบการแก้ปัญหาของสหประซาชาติถ้าต้องทำสงครามต่อ

ไปอีก การประทะกันหลักๆ ในช่วงเวลานี้กระทำกันในภาคตะวันออกรอบพุน

โบว์ อย่างเช่นที่สันเขาบลัดดี้และสันเขาฮาร์ดเบรกในปี1951 ศึกโอลบัลดี้ ใน

ภาคกลาง และศึกฮุก ในภาคตะวันตกในช่วงปี 1952-1953 ศึกฮิลเออรีในปี

1952 และศึกพอร์คชอพฮิลในปี1953

การเจรจาสันติภาพใช้เวลา 2 ปี ครั้งแรกที่เคซอง และต่อมาที่ปันมุม-

จอม ปัญหาหลักของการเจรจาคือการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ฝ่ายคอมมิวนิสต์

ตกลงเรื่องที่จะให้เชลยกลับสูถิ่นฐานเดิมด้วยความสมัครใจ ซึ่งฝ่าย

คอมมิวนิสต์ คาดว่าส่วนใหญ่จะขอกลับมายังจีนหรือเกาหลีเหนือ แต่กลับไม่

เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเชลยศึกปฏิเสธที่จะขอกลับมายังเกาหลีเหนือและจีน

สงครามจึงดำเนินต่อไปอีกจนกระทั่งฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถยกเลิกข้อเสนอ

ในการเจรจาเรื่องนี้ได้

ตุลาคม 1951 กองทัพสหรัฐฯได้เปิดยุทธการฮัดสันฮาเบอร์ (Operation

Hudson Harbor) โดยมีความตั้งใจที่จะใช้ระเบิดปรมาณู เครื่องบินทิ้งระเบิด

บี-29 หลายลำทำการบินจากโอกินาวามายังเกาหลีเหนือทำการทิ้งระเบิด

ขนาดใหญ่ที่รูปร่างคล้ายนิวเคลียร์หรือระเบิดธรรมดาขนาดใหญ่ การปฏิบัติ

การถูกประสานงานจากฐานบินโยโกตาในญี่ปุ่น ในการปฏิบัติการนี้มีความมุ่

หมายที่จะทดสอบการปฏิบัติการของหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมดีด้วย

ระเบิดปรมาณู

รวมทั้งการประกอบอาวุธและการทดสอบ การนำระเบิดไปสู่เป้าหมาย
และการควบคุมการเล็งเป้าหมายและอื่นๆ ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าระเบิดนิวเคลียร์

มีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เพราะ "การพิสูจน์ทราบเรื่องเวลาที่

ข้าศึกจะมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากๆ กระทำได้ยากมาก"

ใน 29 พฤศจิกายน 1952 ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น
ประธานาธิบดีคนใหม่ได้กระทำตามสัญญาที่รณรงค์ไว้ในการหาเสียงว่าจะ

พยายามหาหนทางให้ยุติความขัดแย้งในเกาหลี สหประชาชาติยอมรับข้อ

เสนอของอินเดียในการสงบศึกเกาหลี ใน 27 กรกฎาคม 1953 ทั้งสองฝ่ายก็
หยุดยิงกัน ซึ่งแนวรบนั้นอยู่ที่ประมาณเส้นขนานที่ 38 และดังนั้นเขต
ปลอดทหารจึงถูกกำหนดขึ้นที่บริเวณนั้น โดยด้านหนึ่งฝ่ายเกาหลีเหนือวาง
กำลังทหารป้องกันไว้ ส่วนเกาหลีใต้และอเมริกันก็วางกำลังป้องกันไว้อีกด้าน

หนึ่ง เขตปลอดทหารเริ่มจากเหนือเส้นขนานที่ 38 ไปทางตะวันออก และจาก
ใต้เส้นขนานไปทางตะวันตก เมืองเคซอง สถานที่ที่ทำการเจรจากันซึ่งเป็น

เมืองหลวงเก่าของเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของเกาหลีใต้ก่อนที่ข้าศึกจะตีแตกแต่

ปัจจุบันกลายเป็นเมืองพิเศษของเกาหลีเหนือ เกาหลีหนือและสหรัฐฯ ลงนาม

ในสนธิสัญญาสงบศึกกัน แต่ซิงมันรีปฏิเสธที่จะลงนามในสัญญานั้น

ผลของการสู้รบ

จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายของชาติที่เข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีไม่
ทราบแน่ชัด ในชาติตะวันตก จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายถูกนำมาทบทวน
หลายครั้ง อย่างเช่นในสหรัฐฯจำนวนตัวเลขถูกนำขึ้นมาทบทวนใหม่หลัง
จากพบว่ามีการบันทึกที่ผิดพลาด แต่ละประเทศจะมีรายงานเรื่องการบาด
เจ็บล้มตายของทหารของตนเองจากหลักฐานเรื่องการปฏิบัติของทหาร
ทะเบียนของหน่วย รายงานการบาดเจ็บล้มตายในการสู้รบ และบันทึกการ
รักษาพยาบาล

จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายของฝ่ายเกาหลีเหนือและจีนได้จากการคาด
คะเนจากรายงานการสู้รบ การสอบสวนเชลยศึกและเอกสารที่ยึดได้ เรื่อง
การบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายสหประชาชาติในการคาดคะเนของจีน กล่าว
ว่า "หลังสงคราม กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีนและเกาหลีเหนือได้อ้าง
ว่าพวกเขาสามารถกำจัดข้าศึกได้ 1.09 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วยอเมริกัน
390,000 คน เกาหลีใต้ 660,000 คน และชาติอื่นๆ อีก 29,000 คน
จำนวนที่กล่าวว่า "กำจัด" นั้นคลุมเครือโดยไม่มีรายละเอียดว่า "ตาย บาด
เจ็บ หรือจับเป็นเชลย" สำหรับการบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายตนเอง

แหล่งข่าวเดียวกันของฝ่ายคอมมิวนิสต์กล่าวว่า "ในช่วงสงคราม
กองทัพปลดปล่อยจีน 70% ถูกส่งมาเกาหลีในนามอาสาสมัครประชาชน
จีน (ประมาณ 2.97 ล้านคนพร้อมด้วยคนงานอีกมากกว่า 600,000 คน
อาสาสมัครประชาชนจีนเสียชีวิตรวม 148,000 คน จากการสู้รบ 114,000
คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และจากความหนาวหลังจากรักษาในโรง
พยาบาล 21,000 คน เสียชีวิตจากการเจ็บป่วย 13,000 คน บาดเจ็บ
380,000 คน สูญหาย 29,000 คนซึ่งในจำนวนนี้ถูกจับเป็นเชลย 21,400
คน เชลย 14,000 คนถูกส่งไปอยู่ไต้หวันและ 7,110 คนกลับถิ่นฐานเดิม"

แหล่งข่าวเดียวกันสรุปจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายของฝ่ายเกาหลีเหนือ
ว่า “กองทัพประชาชนเกาหลีบาดเจ็บล้มตายจำนวน 290,000 คนและถูก
จับเป็นเชลย 90,000 คน มีพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในส่วนเหนือ
ของเกาหลีแต่ไม่มีจำนวนที่แน่นอน"

มรดกตกทอด

สงครามเกาหลีเป็นการประทะกันด้วยอาวุธครั้งแรกของสงครามเย็น

และถูกวางเป็นมาตรฐานของความขัดแย้งอีกหลายครั้งต่อมา มันก่อให้เกิด

ความคิดในเรื่องสงครามจำกัด ที่ซึ่งสองมหาอำนาจต้องทำการต่อสู้กันใน

ประเทศอื่น บังคับให้ประชาชนในชาตินั้นต้องทนทุกข์ทรมานจากการ

ทำลายล้างครั้งใหญ่และความตายที่ทั้งสองชาติใหญ่นั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง

ชาติมหาอำนาจหลีกเลี่ยงที่จะโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกันกับการหลีก

เลี่ยงที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ สงครามเกาหลีเป็นการขยายตัวของสงคราม

เย็นด้วยซึ่งประเทศในยุโรปกังวลเรื่องนี้มาก สงครามเกาหลีทำให้กลุ่ม

พันธมิตรตะวันตกเข้มแข็งสามารถแยกคอมมิวนิสต์จีนออกจากกลุ่ม

โซเวียต

สงครามเกาหลีได้ทำความเสียหายอย่างหนักแก่ทั้งเกาหลีเหนือและ

ใต้ แม้ว่าเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จะซบเซาอยู่ถึงหนึ่งทศวรรษหลังสงคราม

แต่ต่อมาก็สามารถพัฒนาขึ้นจนทันสมัยและเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้

ในการเปรียบเทียบกัน เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือฟื้ นตัวอย่างรวดเร็วหลัง

สงคราม และจนกระทั่งประมาณปี 1975 เศรษฐกิจเกาหลีเหนือก็เจริญล้ำ

หน้าเกาหลีใต้ อย่างใรก็ตาม เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือก็เริ่มถดถอยลง ทุก

วันนี้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่อย่างแท้จริง ขณะที่

เศรษฐกิจของเกาหลีใต้กำลังขยายตัวขึ้นอย่างมาก

ทุกวันนี้เขตปลอดทหารที่เส้นขนานที่ 38 ยังคงเป็นเส้นแบ่งประเทศ

ในเกาหลีใต้ยังคงมีกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์และต่อต้านเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม "นโยบายแสงอาทิตย์ (Sunshine Policy)" ถูกนำมาใช้โดย

พรรคการเมืองที่ควบคุมสภาคือพรรคยูริ พรรคยูริและนายโร ซึ่งเป็น

ประธานาธิบดีในขณะนั้น

ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ ในการที่จะเจรจากับเกาหลีเหนือ พรรคฝ่ายค้านหลัก

ของพรรคยูริคือพรรคแกรนด์เนชันแนล ก็ยังคงต่อต้านนโยบายเกี่ยวกับ

เกาหลีเหนือทุกวันนี้

ว่ากันว่า ในสหรัฐอเมริกา สงครามเกาหลีไม่ได้รับความสนใจมาก

เหมือนกับสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนาม บางครั้งสงครามนี้

ถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม (Forgotten War)"

บทสรุป

ในสงครามเกาหลีที่เกิดขึ้นมานี้ และโลกถือว่าเป็นสงครามตัวแทนครั้ง
แรกระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเราก็ได้ส่งกำลัง
ทหารเข้าไปช่วยฝ่ายโลกเสรีร่วมรบกับเขาด้วย

แม้ว่าทั้งโลกจะมองว่าเป็นสงครามตัวแทนก็จริงอยู่หากแต่เราก็ไม่อาจ
ปฏิเสธได้ว่าผู้ที่ต้องเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้จำนวนมากที่สุดก็ คือ ชาว
เกาหลีนั้นเองไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือหรือเกาหลีใต้ ต่างก็ต้องล้มตายทั้ง
ที่แท้จริงก็เป็นชาวเกาหลีด้วยกันอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธ

แน่นอนว่าแม้พื้นฐานของปัญหาจะมาจากการแทรกแซงและเข้าไป
แสวงหาผลประโยชน์จากต่างชาติอย่างที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่หากว่า
คนในประเทศเองไม่มีความคิดแตกแยกและมองการเมืองการปกครอง ต่าง
มุมมองกัน แล้วสุดท้ายปัญหาก็ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้และนี้เองจึงเป็น
สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ด้วยเช่นกันว่ามันคือ “การฆ่ากันเองในแผ่นดิน
เดียวกัน”

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ทำลายทางรถไฟตัดเสบียงทางใต้ สตรีเกาหลีลี้ภัยสงครามพร้อมกับลูกน้อย
เมืองวอนซาน เกาหลีเหนือ

เครื่องบินทิ้งระเบิด B - 26 ของสหรัฐทิ้งบอมบ์
คลังวัสดุฝ่ายเกาหลีเหนือที่เมืองวอนซาน

แสกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

สงครามเกาหลี ตอนที่ 1

สงครามเกาหลี ตอนที่ 2

คำถามทบทวน

1). สงครามเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อใด และอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามเกาหลีขึ้น ?
2). สงครามเกาหลีเป็นความขัดแย้งในเรื่องอะไร ?
3). เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้แม้ว่าเคยเป็นประเทศเดียวกัน แต่กลับมีความแตกต่างกันในเรื่องใดบ้าง ?
4). สงครามเกาหลีถูกแทรกแซงจากประเทศใดบ้าง ?
5). สงครามเกาหลีทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร ?

บรรณานุกรม

อนันตชัย จินดาวัฒน์. (2557). มหาสงครามที่โลกจารึก. กรุงเทพฯ: ยิปซี กรุ๊ป.
ทสมล ชนาดิศัย. (2558). อัจฉริยะ 100 หน้ า สงคราม. กรุงเทพฯ: อมรินทร์

พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
อักษราภัค ชัยปะละ. (2560). เส้นทางตอนใต้ของผู้อพยพชาวเกาหลีเหนือ:

พลวัตและปัญหา. สังคมศาสตร์, 47(1), 63-80.
เคน จันทร์วงษ์. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภูมิบัณฑิต.

ยอดชาย วิถีพานิช. (ม.ป.ป.). ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี: จากจุดเริ่มต้นถึงความหวังที่รออยู่.
ค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2564, จาก https://www.parliament.go.th/ewtadmin
/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=50705&filename=house2558_2


Click to View FlipBook Version