รายงาน
เรื่อง การจดั การพลังงานดา้ นการผลิตกระแสไฟฟ้า
จัดทำโดย
นายธนชิต สืบอา้ ย รหัส 110
นายธรากร เชียงสา รหัส 109
สาขาวิชาไฟฟ้า สาขางานไฟฟ้ากำลัง (ม.6)
เสนอ
อาจารย์ สชุ ัญญา กาทองทุ่ง
รายงานฉบบั น้เี ป็นส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า การจัดการทรัพยากรและสิง่ แวดลอ้ ม (30000-1312)
ตามหลกั สตู รประกาศนยี บตั รวขิ าชพี ช้นั สงู พุทธศักราช 2557
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
ก
คำนำ
ศึกษาเกี่ยวกับพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานความร้อนใต้พิภพ
พลังงานน้ำ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานดังกล่าว และการ
นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน และตระหนักในบทบาทและผลกระทบของพลังงานเหล่านั้นที่มีต่อ
มนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ ความคิด ความ
เข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มี
จิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและค่านิยมท่เี หมาะสม
ผูจ้ ัดทำ
นายธนชติ สืบอ้าย
นายธนากร ยอดศร
สารบัญ ข
เร่ือง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
พลังงานลม 1
พลังงานแสงอาทิตย์ 5
เช้อื เพลงิ ชวี ภาพ 9
พลงั งานความรอ้ นใตพ้ ิภพ 11
พลงั งานนำ้ 15
บรรณานุกรม 21
1
พลงั งานลม
เป็นพลงั งานธรรมชาตทิ ่เี กดิ จากความแตกต่างของอุณหภมู ิ 2 ท่ี ซึ่งสะอาดและบริสุทธิใ์ ช้แล้ว
ไม่มีวันหมดสิ้นไปจากโลก ได้รับความสนใจนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง ใน
ขณะเดียวกัน กังหันลมก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถนำพลังงานลมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
โดยเฉพาะในการผลิตกระแสไฟฟ้า และในการสูบน้ำ ซึ่งได้ใช้งานกันมาแล้วอย่างแพร่หลายพลังงาน
ลมเกิดจากพลังงานจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโลกทำให้อากาศร้อน และลอยตัวสูงขึ้น อากาศจาก
บริเวณอื่นซึ่งเย็นและหนาแน่นมากกว่าจึงเข้ามาแทนที่ การเคลื่อนที่ของอากาศเหล่านี้เป็นสาเหตุให้
เกิดลมและมีอิทธิพลต่อสภาพลมฟ้าอากาศในบางพื้นที่ของประเทศไทยโดย เฉพาะอย่างยิ่งแนวฝั่ง
ทะเลอันดามนั และด้านทะเลจนี (อ่าวไทย)มีพลังงานลมที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ในลักษณะพลังงานกล
(กงั หนั สูบน้ำกังหนั ผลิตไฟฟา้ ) ศกั ยภาพของพลงั งานลมทีส่ ามารถนำมาใชป้ ระโยชนไ์ ดส้ ำหรบั ประเทศ
ไทยมีความเร็วอยู่ระหว่าง 3 - 5 เมตรต่อวินาที และความเข้มพลังงานลมที่ประเมินไว้ได้อยู่ระหว่าง
20 - 50 วัตต์ต่อตารางเมตร
ข้อดีของพลงั งานลม
1. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่ก่อให้เกิดภาวะ
โลกรอ้ น น่เี ปน็ ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมท่สี ำคัญท่ีสุดของการผลิตพลังงานลม นอกจากนี้พลังงานลม
ยังปราศจากสารก่อมลพิษอน่ื ๆ ที่เกดิ จากเช้อื เพลิงฟอสซิลและโรงไฟฟ้านวิ เคลยี รอ์ ีกด้วย
2
2. มีความสมดุลด้านพลังงานที่ดีเยี่ยม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เกิดจากการผลิต
ติดตั้ง และให้บริการของกังหันลมที่มีช่วงอายุโดยเฉลี่ย 20 ปีถูก "ทดแทน" หลังดำเนินการผลิต 3-6
เดอื น ซึง่ เทา่ กบั การผลิตพลังงานมากกวา่ 19ปโี ดยแทบไม่มีคา่ ใชจ้ ่ายดา้ นสง่ิ แวดล้อมเลย
3. ดำเนินงานได้รวดเร็ว ฟาร์มกังหันลมสามารถสร้างเสร็จสิ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยใช้รถ
เครนติดตั้งหอคอยของกังหันลม ส่วนเชื่อมต่อกับปีกหมุน (โครงยึด) และ ใบพัดเหนือฐานคอนกรีต
เสริมกำลัง ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากัน พลังงานลมสร้างงานมากกว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลยี ร์ 5 เท่า และ
ผลติ พลงั งานไดม้ ากกวา่ 2.3 เท่า
4. Image result for พลังงานลมเป็นแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
เนื่องจากลมที่ใช้ขับเคลื่อนกังหันลมไมม่ ีค่าใช้จา่ ยตลอดกาล และไม่ถูกกระทบโดยราคาของเชื้อเพลิง
ฟอสซิลที่ขึ้น ๆ ลง ๆ นอกจากนี้ยังไม่ต้องอาศัยการทำเหมือง ขุดเจาะ หรือ ขนส่งไปยังสถานีจ่าย
ไฟฟ้า ในขณะท่รี าคาเชื้อเพลงิ ฟอสซลิ สงู ขึ้น คุณคา่ ของพลังงานลมก็สูงขนึ้ เช่นกนั ทำให้ค่าใช้จ่ายของ
การผลติ ไฟฟา้ โดยพลงั งานลมมีแตจ่ ะลดลง
นอกจากนีใ้ นโครงการใหญ่ ๆ ท่ใี ชก้ ังหันลมขนาดกลางที่ได้รับการทดสอบประสิทธิภาพ จะมี
ศักยภาพในการปฏิบัติงาน 98% อยา่ งสม่ำเสมอโดยอาศยั ลม ซึ่งหมายถึงต้องซ่อมแซมเป็นระยะเวลา
เพียง 2% ซึ่งเป็นประสิทธิภาพการทำงานทีส่ ูงกว่าประสิทธิภาพที่คาดหวังได้จากโรงไฟฟ้าท่ัวไปอย่าง
มาก
ความไมแ่ นน่ อนของพลังงานลม
ความไม่แน่นอนของพลังงานลมสร้างปัญหาน้อยกว่าระบบการจัดการสายส่งไฟฟ้า (grid)
ความต้องการพลังงานที่ขึ้นลงไม่แน่นอนและความผิดพลาดจากโรงไฟฟ้าทั่วไปที่จำเป็นต้องป้องกัน
ไม่ให้เกิดขึ้นทำให้ต้องอาศัยระบบสายส่งไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นมากกว่าพลังงานลม และประสบการณ์จริง
แสดงให้เห็นว่าระบบไฟฟ้าในประเทศสามารถส่งไฟฟ้าจากพลังงานลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น ในคืนวันลมแรง กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 50% แต่งานที่มากเช่นนั้นได้รับการ
พสิ ูจน์แล้ววา่ จัดการได้
นอกจากน้ี การสร้างสายส่งไฟฟ้าประสิทธภิ าพสงู ยังลดปัญหาความไมแ่ นน่ อนของลม โดยทำ
ให้พลงั ไฟฟา้ จากความเร็วลมทเ่ี ปลีย่ นแปลงในหลาย ๆ พน้ื ทเี่ กิดความสมดุลซงึ่ กันและกนั
แม้ว่าพลังงานลมจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถรับรองได้ว่าพลังงานลมจะมีอนาคตท่ี
สดใส แมว้ ่าปจั จบุ ันมีการผลิตพลังงานลมแล้วใน 50 ประเทศ แต่ความก้าวหน้าของพลังงานลมจนถึง
ปัจจุบันเกิดขึ้นจากความพยายามของไม่กี่ประเทศ โดยผู้นำ คือ เยอรมนี สเปน และ เดนมาร์ก
ประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้องปรับปรุงอุตสาหกรรมพลังงานลมอย่างมากหากต้องการบรรลุเป้าหมายท่วั
โลก ด้วยเหตุนี้การคาดการณ์ว่าจะมีการใช้พลังงานลม 12% ของพลังงานโลกภายในพ.ศ. 2563 จึง
เปน็ เรือ่ งไมแ่ นน่ อน แต่เป็นเป้าหมาย น่นั คือ เปน็ อนาคตทเี่ ปน็ ไปได้ท่ีเราสามารถเลือกถ้าเราเต็มใจ
เทคโนโลยกี ังหันลม
กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้
เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ
หรือในปจั จบุ ันใช้ผลิตเปน็ พลงั งานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาต้ังแต่ชนชาวอียิปต์
โบราณและมีความต่อ เนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้าน
3
พลศาสตร์ของลมและหลัก วิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่าง ๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และ
ประสิทธภิ าพสงู สุด
พลงั งานลมในประเทศไทย
จากการศึกษาแผนที่ศักยภาพพลังงานลมของประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยกรมพัฒนาและ
ส่งเสริมพลังงานพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานลมบ้างแต่ค่อนข้างน้อย แม้ว่าพลังงานลม
เป็นพลังงานค่อนข้างสะอาด แต่พลังงานไฟฟา้ จากกังหันลมเปน็ พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงพึ่งไม่ได้ ยกเว้น
ในพื้นที่ที่มีลมพัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เนื่องจากการที่ความเร็วของกังหันมีความจำเป็นต้องมี
ไฟฟ้าควบคุมตลอดเวลา คุณค่าของลมสำหรับระบบไฟฟ้าจึงต่ำ และในหลายๆ กรณีจำเป็นต้องมี
กำลงั ไฟฟา้ สำรองเผอ่ื ไวใ้ นกรณที ี่ไมม่ ีลม
สำหรับการใช้พลังงานลมในประเทศไทย ในการติดตั้งกังหนั ลมหรือกำลงั ลมเฉล่ียทั้งปีควรไม่
น้อยกว่าระดับ 3 (Class3) คือ 6.4-7.0 เมตร/วินาที หรือ 300-400 กิโลวัตต์/ตารางเมตร ที่ความสูง
50 เมตร เพื่อสามารถพัฒนากังหนั ลมผลิตไฟฟ้าได้ จากการสำรวจแหล่งทีม่ ีความเร็วลมดังกลา่ วอย่ทู ี่
ภาคใต้บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เริ่มตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี และที่
อทุ ยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ซงึ่ เกิดจากอิทธพิ ลของลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ต้ังแต่เดอื นพฤศจกิ ายน ถงึ ปลายเดอื นมีนาคม เป็นต้น
แตก่ ารตดิ ตง้ั กงั หนั ลมผลิตไฟฟ้าจะต้องพจิ ารณาปัจจัยอ่ืนๆ ด้วย นอกเหนือจากความเร็วของ
ลม เช่น ลกั ษณะภมู ิประเทศควรเปน็ ที่ราบโลง่ ไม่มีสงิ่ กีดขวาง และมคี วามเร็วลมโดยสม่ำเสมอ เปน็ ตน้
เมื่อคำนึงถึงความไม่สม่ำเสมอของไฟฟ้าจากพลังงานลมแล้ว การลงทุนในกังหันลมเพื่อผลิต
กระแสไฟฟ้าในประเทศไทยในขณะนี้ จึงไม่มีความคุ้มทุนทางการเงิน การลงทุนจะเกิดขึ้นได้เฉพาะ
กรณีที่รัฐใหก้ ารสนบั สนนุ เปน็ พิเศษด้วยเหตผุ ลด้านสง่ิ แวดลอ้ ม
สำหรับรัฐบาลโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และกฟผ.ได้เผยแพร่ข้อมูลเรื่อง
พลงั งานลมใหป้ ระชาชนรบั ทราบ และนับตงั้ แต่ปี 2535 เปน็ ต้นมา กฟผ. ไดอ้ อกประกาศเชิญชวนให้
เอกชนย่ืนข้อเสนอในการผลิตไฟฟา้ จากพลงั งานลม และขายไฟฟ้าและเขา้ ระบบใหแ้ ก่การไฟฟ้า ในรปู
ของการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP โดยมเี งนิ สนับสนนุ ให้ ปัจจบุ นั โซลารฟ์ าร์มทีใ่ หญ่ท่ีสุด อยู่ท่ี ต.
ห้วยบง อ. ด่านขนุ ทด จ. นครราชสีมา
ขณะที่ กฟผ. มีความเห็นว่าปัญหาเรื่องเทคนิคและการลงทนุ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่สำคัญสุด
แต่ปัญหาอยู่ที่ศกั ยภาพของลมมากกว่า ทั้งนี้ กฟผ. มีโครงการสาธิตการใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาด
192 กิโลวตั ต์ ตง้ั อยู่ท่ีแหลมพรหมเทพ จังหวัดภเู ก็ต ซ่ึงจดั ว่ามลี มแรงที่สดุ แหง่ หนึ่งของประเทศไทย ก็
ยังมีความเร็วลมเฉลี่ย 5 เมตรต่อวินาที และไม่มีความสม่ำเสมอ ซึ่งแนวทางการพัฒนาในอนาคต จะ
เป็นการศกึ ษาเพ่ือนำมาใชร้ ่วมกบั วธิ กี ารผลิตไฟฟ้ารูปแบบอ่ืน เพ่ือใหเ้ กิดความม่ังคงเพ่ิมข้ึน
ดังนั้น การที่กล่าวว่าประเทศไทยมพี ลังงานอย่างเหลอื เฟือ จึงเป็นความเข้าใจท่ีผิด และหาก
จะพิจารณาในการนำพลงั งานทดแทนมาใช้ในประเทศไทย หลายฝ่ายยังมคี วามเห็นว่า มีความเป็นไป
ไดน้ อ้ ยกวา่ ทางเลือกอื่นๆ เช่น พลงั งานชีวมวล พลังนำ้ ขนาดเล็ก และพลงั งานแสงอาทิตย์ เป็นตน้ ซ่ึง
กฟผ. ก็พยายามนำพลังงานทางเลือกเหล่านี้ มาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ให้เป็นภาระ
แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามากกเกินไป แม่ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติ
หรอื ถ่านหินก็ตาม
4
Image result for พลงั งานลมกังหนั ลมกบั การผลิตไฟฟ้า
หลักการทำงานของกังหันลมผลิตไฟฟ้านั้น เมื่อมีลมพัดผา่ นใบกังหัน พลังงานจลน์ที่เกิดจาก
ลมจะ ทำให้ใบพัดของกังหันเกิดการหมุน และได้เป็นพลังงานกลออกมา พลังงานกลจากแกนหมุน
ของกังหันลมจะถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออยู่กับแกนหมุน
ของกังหันลม จ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบควบคุมไฟฟ้า และจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบต่อไป โดย
ปรมิ าณไฟฟา้ ทผ่ี ลิตไดจ้ ะขึ้นอยู่กับความเรว็ ของลม ความยาวของใบพัด และสถานที่ตดิ ต้ังกงั หนั ลม
เนื่องจากความไม่สม่ำเสมอของความเร็วลมที่แปรผันตามธรรมชาติ และความต้องการ
พลังงานที่สม่ำเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว จะต้องมีตัวกักเก็บพลังงานและใช้แหล่ง
พลังงานอนื่ ทเี่ ชอื่ ถือได้เปน็ แหล่งสำรอง หรอื ใชร้ ่วมกับแหล่งพลังงานอนื่
ก. ตัวกักเก็บพลังงานมีอยู่หลายชนิด ส่วนมากขึ้นอยู่กับงานที่จะใช้ เช่น ถ้าเป็นกังหันเพ่ือ
ผลิตไฟฟ้าขนาดเลก็ มกั นยิ มใช้แบตเตอร่ีเปน็ ตัวกักเก็บ
ข. การใช้แหล่งพลังงานอื่นที่เป็นตัวหมุน ระบบนี้ปกติกังหันลมจะทำหน้าที่จ่าย พลังงานให้
ตลอดเวลาที่มีความเร็วลมเพียงพอ หากความเร็วลมต่ำหรือลมสงบ แหล่ง พลังงานชนิดอื่นจะทำ
หนา้ ทจ่ี า่ ยพลังงานทดแทน (ระบบนกี้ งั หนั ลมจ่ายพลังงานเป็นตวั หลักและแหล่ง พลังงานส่วนอ่ืนเป็น
แหลง่ สำรอง)
ค. การใช้ร่วมกับแหล่งพลังงานอื่น อาจเป็นเครื่องจักรดีเซล หรือพลังงานน้ำจากเขื่อน ฯลฯ
ระบบนี้ปกติมีแหล่งพลังงานชนิดอื่นจ่ายพลังงานอยู่ก่อนแล้ว กังหันลมจะช่วยจ่ายพลังงานเมื่อมี
ความเร็วลมเพียงพอ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ลดการจ่ายพลังงานจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ลดการใช้
น้ำมันดีเซลของเครื่องยนต์ดีเซล (ระบบนี้ แหล่งพลังงานอื่นจ่ายพลังงานเป็น หลัก ส่วนกังหันลมทำ
หน้าท่คี อยเสรมิ พลังงานจากต้นพลังงานหลัก)
แผนท่ีศกั ยภาพ พลังงานลมในประเทศไทย แผนท่ีความเร็วลมที่ความสงู 90 เมตร (ปรบั ปรุง ก.ย.53)
การผลติ กระแสไฟฟ้าจากพลงั งานลม
การนำลมมาใช้ประโยชน์จะต้องอาศัยเครื่องจักรกลสำคัญ คือ “กังหันลม” ในการเปลี่ยน
พลงั งานจลนจ์ ากการเคล่ือนที่ของลม เป็นพลงั งานกลก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ทส่ี ำคญั พลังงานลมใช้ไม่
มีวันหมด และกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากลมยังไม่ปล่อยของเสียทเี่ ปน็ อนั ตรายต่อสภาพแวดล้อม
พลงั งานแสงอาทติ ย์
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานของแสงและพลังงานของความร้อนที่แผ่รังสีมาจากดวง
อาทิตย์ แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ นใหญ่ ๆ คอื พลังงานทเ่ี กิดจากแสงและพลังงานทเ่ี กิดจากความร้อน
1. พลังงานท่เี กดิ จากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอยา่ งกวา้ ง ๆ
เป็น 2 รูปแบบ ข้ึนอยกู่ ับวิธกี ารในการจับพลงั งานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอกี รูปหน่ึง และการ
แจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธีการของโฟโตโวล
ตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือ
พลงั งานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึง่ ก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่
การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ
5
thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือ
การออกแบบพนื้ ท่วี า่ งให้ อากาศหมุนเวยี นโดยธรรมชาติ
2. พลงั งานทเี่ กดิ จากความรอ้ น เช่น พลังงานลม พลงั งานน้ำ พลังงานคล่นื
ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประกอบด้วย แผงเซลล์แสงอาทิตย์ จะผลิตไฟฟ้า
กระแสตรง (direct current หรือ DC) เมื่อได้รับแสงอาทิตย์ และเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้า เข้าอุปกรณ์
แปลงผันไฟฟ้า ชนิดต่อเข้าระบบจำหน่าย (grid connected inverter) เพื่อเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง
เป็นไฟฟ้ากระแสสลบั (alternative current หรือ AC) ก่อนเชื่อมต่อเข้ากบั ระบบของการไฟฟ้า เพื่อ
ผลิตไฟฟา้ ใชเ้ อง ลดค่าไฟ ประหยัดคา่ ไฟ หรอื ใช้ไฟฟ้าฟรี
ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ สาหรบั ติดตงั้ บนหลังคา อาคาร ประกอบด้วยวสั ดุประกอบการติดต้ัง
ท่ีจำเปน็ ครบถ้วน สามารถตดิ ตงั้ อย่างเปน็ ระเบยี บ และเน้นเรื่องความปลอดภยั เปน็ หลกั
ตวั อยา่ งรูปแบบแอคทีพโซลาร์ (active solar) ไดแ้ ก่
• การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธีโฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar
photovoltaics เช่น เซลลแ์ สงอาทติ ย์
• การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ solar thermal
electricity
• การผลติ ความร้อนจากพลงั งานแสงอาทิตย์ หรอื solar heating
• สถาปัตยกรรมแสงอาทิตย์ (solar architecture) ได้แก่ สถาปัตยกรรมในการ
ใชัเซลล์แสงอาทิตย์ ร่วมกับอาคาร เพื่อการประหยัดพลังงาน เช่นติดตั้งเซนเซอร์
เพื่อเปิดปิดม่านบังแสง หรือเปิดปิดไฟในเวลากลางคืนเป็นต้น หรือการออกแบบ
อาคารเพื่อให้มีภูมิทัศน์เกื้อกูลกันตามภาพประกอบ หรือการใช้สีทาอาคารที่จะ
สะท้อนแสง (สีขาว) หรือดูดซับแสง (สีดำ) เพื่อให้มีอุณหภูมิเหมาะสมกับการอยู่
อาศัย โซลาร์ชิมนีย์ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการนำธรรมชาติของอากาศมาช่วยปรับ
อุณหภูมิในอาคาร โดยการสร้างปล่องไฟในแนวตั้งเพื่อรับพลังงานจากดวงอาทิตย์
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นทำให้อากาศในปล่องไฟสูงขึ้น อากาศร้อนลอยขึ้นข้างบนทำให้
เกิดการหมุนเวียนของอากาศ ชาวจีนและกรีกโบราณได้ใช้วิชาการเพื่อออกแบบท่ี
อยอู่ าศัยมาแตใ่ นอดตี
• การสังเคราะห์แสงประดิษฐ์ (artificial photosynthesis) เป็นขบวนการทางเคมีท่ี
มนุษย์สรา้ งขึ้นเลียนแบบธรรมชาติในการสังเคราะห์แสง เพ่อื เปลีย่ นแสงอาทิตย์ น้ำ
และคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจน รวมทั้งการแยก
ไฮโดรเจนและออกซเิ จนออกจากนำ้ เป็นตน้
พลังงานแสงอาทติ ย์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายๆรูปแบบ เชน่ เพ่อื เพิ่มสุขอนามัย
ในพื้นที่ห่างไกล เช่น การฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำโดยการให้น้ำสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรง การเลี้ยง
สาหร่ายในการปรับสภาพน้ำโดยการเพิ่มออกซิเจน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์เพ่ือ
แจกจา่ ยนำ้ สะอาดเพอ่ื การบริโภค
การพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น การเลี้ยงสาหร่ายบางชนิดเพื่อนำมาสกัดเป็นเชื้อเพลิง
ชีวภาพ การติดตั้งเซลลแ์ สงอาทิตยเ์ พ่ือสรา้ งพลังงานใหร้ ถไฟฟา้ การพัฒนาการเกษตร เช่น การปลูก
6
ต้นไม้เช่นพืชผกั สวนครวั ดอกไมใ้ นเรือนกระจกในประเทศหนาวเป็นต้น เรอื นกระจกจะป้องกันอากาศ
หนาวจากภายนอกและเกบ็ กักความรอ้ นจากแสงอาทิตยเ์ พือ่ ให้พชื เจริญเติบโตได้ การติดตงั้ ไฟฟ้าพลัง
แสงอาทติ ย์ในพ้ืนท่ีห่างไกลเพื่อสูบน้ำเข้าไร่นาเพื่อการเกษตร การผลิตไฟฟ้าดว้ ยเซลล์แสงอาทิตย์บน
หลงั คาบา้ นทั่วไปแลว้ ต่อเข้ากบั สายส่งของผู้ผลิตไฟฟา้ กลาง เพื่อใชเ้ องและขายสว่ นเกนิ ใหผ้ ู้ผลิตกลาง
การผลิตน้ำร้อนจากพลังแสงอาทติ ยเ์ พอื่ การพาณชิ ย์ มีการผลิตทั่วโลกถึง 196 GW (ปี 2010)
ใน 1 ชั่วโมง โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ประมาณ 174 เพตะวัตต์, 30% ของพลังงาน
นี้ถูกสะท้อนกลบั ไปในอวกาศ ที่เหลือถูกดูดซับโดยเมฆ มหาสมทุ รและพน้ื ดิน คดิ เปน็ 3,850,000 เอก
ซะจูลตอ่ ปี ประมาณวา่ พลงั งานนีใ้ น 1 ชัว่ โมงมีปริมาณเกอื บเท่ากับพลังงานทโี่ ลกใชท้ ั้งปี (510 EJ ใน
ปี 2009)
พลังงานนี้เป็นต้นกำเนิดของวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตในโลก ทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและ
ธาตตุ า่ ง ๆ เชน่ คารบ์ อน พลงั งานแสงอาทติ ยจ์ ดั เป็นหน่ึงในพลังงานทดแทน หรือ พลงั งานหมุนเวียน
ที่มีศกั ยภาพสูง ปราศจากมลพิษ อกี ทั้งเกดิ ใหม่ไดไ้ มส่ น้ิ สดุ และยังเปน็ ต้นกำเนิดของพลงั งานนำ้ (จาก
การทำใหน้ ้ำกลายเป็นไอและลอยตวั ขึ้นสูง พลังงานนำ้ ที่ตกกลับลงมาถูกนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า) เป็น
ต้นกำเนิดของพลังงานเคมีในอาหาร (พืชสังเคราะห์แสง เปลี่ยนแร่ธาตุให้เป็นแป้งและน้ำตาล ซ่ึง
สามารถให้พลังงานแก่มนุษย์และสัตว์ชนิดต่าง ๆ) เป็นต้นกำเนิดของพลังงานลม (ทำให้เกิดความกด
อากาศและทำใหเ้ กิดการเคล่ือนที่ของอากาศ) และเป็นตน้ กำเนดิ พลังงานคลนื่ (ทำใหน้ ำ้ ขน้ึ -ลง)
การผลติ ไฟฟา้ จากพลังงานความรอ้ นของแสงอาทติ ย์ หรือ solar thermal electricity
เป็นการใช้พลังงานของแสงอาทิตย์เช่นกัน เพียงแต่ใช้กระจกหรือเลนส์รวมแสงหรือรางรูป
พาลาโบลิคเพื่อเพิ่มปริมาณความร้อนแล้วโฟกัสให้แสงไปที่จุดใดจุดหนึ่ง (concentrated solar
power หรือ CSP) พลังงานความร้อนนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรงหรือไปเก็บไว้ใน
สารเคมีบางอย่างที่สามารถเก็บความร้อนไดเ้ ชน่ สารละลายเกลือ (molten salt) จากนั้นค่อยเปลี่ยน
พลังงานความร้อนไปเปน็ พลังงานไฟฟ้าอีกที ดังนั้นโรงไฟฟ้าประเภทนี้ จึงสามารถจา่ ยพลังงานไฟฟา้
ได้ 24 ชม. ตามภาพประกอบด้านบน ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าประเภทนี้อยู่ใน ประเทศสเปน และสหรัฐ
เป็นต้น ขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในทะเลทรายโมฮาวี รัฐแคลิฟอเนีย เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี 1985 มีกำลังการ
ผลิต 385 MW ขนาดที่ใหญ่กว่านี้ระดับ GW ก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการ
ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ได้ลดลงอย่างมาก ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทนี้อาจคุ้มทุนช้ากว่าการ
ผลิตด้วยเซลล์แสงอาทิตย์
การผลติ ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating
7
ชาม Solar Bowl ใน Auroville, India, สามารถหมุนตามดวงอาทิตย์เพื่อรับแสงและรวม
แสงให้มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการปรุงอาหารและเป็นการใช้ความร้อนของแสงอาทิตย์โดยตรง เช่น
เตาแสงอาทิตย์ โดยใช้การรวมแสงไปท่จี ุดโฟกสั ของภาชนะรปู พาลาโบลาทำให้อุณหภูมิท่ีจุดน้ันสูงขึ้น
จากเดิมมาก เครอ่ื งทำน้ำรอ้ นแสงอาทิตยจ์ ะใช้วสั ดสุ ีดำหรือสดี ำทาท่ีท่อ เพราะสีดำมคี ณุ สมบัติในการ
ดูดซับแสงทำให้น้ำในท่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำร้อนที่ได้ถูกนำไปใช้ปรุงอาหาร ชำระล้าง หรือการทำน้ำ
ในสระว่ายน้ำให้อุ่น ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ก็ใช้วิธีให้แสงแดดส่องเข้าไปในตู้ที่ทาสีดำไว้ดูดซับ
แสง การตากผา้ ก็นบั วา่ เป็นการใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์เพ่ือทำให้ผ้าแห้งและยังใช้แสงแดดฆ่าเชื้อ
โรคด้วย การทำนาเกลือก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากความร้อนจากแสงอาทิตย์ บาง
ประเทศยังใชแ้ สงอาทิตย์เพอื่ กลนั่ น้ำทะเลให้เปน็ น้ำจืดอกี ด้วย
พลังงานแสงอาทิตย์ถูกใช้งานอย่างมากแล้วในหลายส่วนของโลก และมีศักยภาพในการผลิต
พลังงานมากกว่าการบริโภคพลังงานของโลกในปัจจุบันหลายเท่าหากใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
พลงั งานแสงอาทิตย์สามารถใช้โดยตรงเพอ่ื ผลิตไฟฟา้ หรือสำหรบั ทำความร้อน หรอื แม้แต่ทำความเยน็
มวี ธิ กี ารมากมายทส่ี ามารถนำพลงั งานจากแสงอาทิตย์มาใชง้ านได้ พชื เปล่ียนแสงอาทิตย์เป็น
พลังงานทางเคมีโดยใช้การสังเคราะห์แสง เราใช้ประโยชน์จากพลังงานนี้โดยการกินพืชและเผาฟืน
อย่างไรก็ตามคำว่า "พลังงานแสงอาทิตย์" หมายถึงการเปลี่ยนแสงอาทิตย์โดยตรงมากกว่าเปลี่ยนไป
เป็นพลังงานความรอ้ นหรือพลังงานไฟฟ้าสำหรับใชง้ าน ประเภทพื้นฐานของพลังงานแสงอาทิตย์ คือ
"พลงั ความรอ้ นแสงอาทติ ย"์ และ "เซลลแ์ สงอาทติ ย"์
กระบวนการของเซลล์แสงอาทิตย์คือการผลิตไฟฟ้าจากแสง ความลับของกระบวนการนี้คือ
การใชส้ ารกง่ึ ตัวนำทีส่ ามารถปรบั เปลยี่ นใหเ้ หมาะสมเพื่อปล่อยประจุไฟฟ้า ซึง่ เปน็ อนภุ าคท่ถี กู ชาร์จที่
ขว้ั ลบ สง่ิ นเี้ ป็นพนื้ ฐานของไฟฟา้
8
สารกึ่งตัวนำที่ใช้กันมากที่สุดในเซลล์แสงอาทิตย์คือซิลิกอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่พบ
โดยทั่วไปในทราย เซลล์แสงอาทิตย์ทุกชิ้นมีสารก่ึงตัวนำดังกล่าว 2 ชั้น ชั้นหนึ่งถกู ชาร์จทีข่ ั้วบวก อีก
ช้นั หน่ึงถกู ชารจ์ ทขี่ ้วั ลบ เมื่อแสงสอ่ งมายังสารก่ึงตัวนำ สนามไฟฟา้ ท่ีแลน่ ผ่านส่วนที่ 2 ชั้นนี้ตัดกันทำ
ให้ไฟฟา้ ลนื่ ไหล ทำให้เกดิ กระแสไฟฟา้ สลบั ยงิ่ แสงสอ่ งแรงมากเท่าใด ไฟฟ้ากล็ ่ืนไหลมากขึ้นเทา่ นนั้
ดังน้นั ระบบเซลล์แสงอาทิตย์จึงไม่ต้องการแสงอาทติ ยท์ ี่สวา่ งในการปฏบิ ัติงาน นอกจากนี้ยัง
ผลิตไฟฟ้าในวันเมฆมากได้ด้วยเนื่องจากผลิตไฟฟ้าได้สัดส่วนกับความหนาแน่นของเมฆ นอกจากน้ี
วันที่มีเมฆน้อยยังผลิตพลังงานได้สูงขึ้นกว่าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสปราศจากเมฆ เนื่องจากแสงอาทิตย์
สะทอ้ นมาจากเมฆ
เปน็ เร่ืองปกติในปัจจุบนั ทจี่ ะใชเ้ ซลล์แสงอาทติ ย์ขนาดเล็กมากให้พลังงานให้กบั อุปกรณ์ขนาด
เล็ก เช่น เครื่องคิดเลข นอกจากนี้เซลล์แสงอาทิตย์ยังใช้เพื่อผลิตไฟฟา้ ในพื้นที่ที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้า เรา
ได้พัฒนาตู้เย็นที่เรียกว่าความเย็นจากแสงอาทิตย์ (solar chill) ที่สามารถปฏิบัติงานโดยใช้พลังงาน
แสงอาทิตย์ หลังจากทดสอบแล้วจะถูกนำไปใช้ในองค์กรสิทธิมนุษยชนเพื่อช่วยให้บริการวัคซีนใน
พื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า และจะถูกนำไปใช้โดยผู้ที่ไม่ต้องการพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าเพื่อรักษาความเย็นของ
อาหาร
นอกจากนี้ สถาปนิกยังใช้เซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้นโดยใช้เป็นคุณลักษณะสำคัญของการ
ออกแบบ ตัวอย่างเช่น หลังคากระเบื้องหรือหินชนวนติดเซลล์แสงอาทิตย์สามารถใช้แทนวัสดุทำ
หลังคาที่ใช้กันทั่วไป ฟิล์มแบบบางที่ยืดหยุ่นสามารถนำไปประกอบเข้ากับหลังคารูปโคง้ ได้ ในขณะท่ี
ฟิล์มกึ่งโปร่งแสงทำให้เกิดการผสมผสานแสงเงาเข้ากับแสงในตอนกลางวัน นอกจากนี้เซลล์
แสงอาทิตย์ยังสามารถผลิตพลังงานสูงสุดให้กับอาคารในวันอากาศร้อนในฤดูร้อนเมื่อระบบปรับ
อากาศตอ้ งใชพ้ ลงั งานมากทส่ี ดุ ดงั น้ันจงึ ช่วยลดภาวะไฟฟ้าเพมิ่ ปริมาณขึ้นสงู สุด
เซลลแ์ สงอาทติ ยท์ ้ังขนาดใหญแ่ ละเล็กสามารถผลิตพลังงานให้กับสายสง่ ไฟฟา้ หรอื ทำงานได้
ด้วยตวั ของมนั เอง
เช้อื เพลิงชีวภาพ
เช้ือเพลิงชีวภาพ (อังกฤษ: Biofuel) เป็น เชื้อเพลิง ที่ได้จาก ชีวมวล หรือ มวลชีวภาพ
ซึ่งเป็นผลผลิตจากสิ่งมีชีวิต หรือ ผลิตผลจากการสร้างและสลายของสิ่งมีชีวิต ( metabolic
byproducts) เช่นมูลสัตว์ ซึ่งเป็น พลังงานทดแทน (Alternative energy) และเป็นพลังงานสะอาด
(clean energy) ไม่เหมือนพลังงานจาก แหล่งธรรมชาติ อื่น เช่น ปิโตรเลียม ถ่านหิน และ เชื้อเพลิง
นิวเคลยี ร์
การจัดกล่มุ เช้ือเพลิงชวี ภาพ
1. ประเภทของแขง็
เช้ือเพลงิ ชวี ภาพประเภทของแขง็ ประกอบด้วย:
• ไม้ ดู เชอื้ เพลงิ ไม้
• ฟาง และพชื แหง้ อนื่ เชน่ หญา้ มสิ แคนทัส (Miscanthus)
• ของเสียจากสตั ว์ เชน่ มลู สตั ว์ปกี (poultry) หรอื มลู ววั ควาย (dungs)
• พชื ผกั เช่น ข้าวโพด ข้าว ถ่ัวเหลอื ง ถ่ัวลสิ ง ทานตะวัน มันสำปะหลัง และ ฝ้าย
9
2. ประเภทของเหลว
เชอื้ เพลิงชีวภาพประเภทของเหลวประกอบดว้ ย:
• ชีวแอลกอฮอล์ — ดู เช้ือเพลิงแอลกอฮอล์
• เอทานอล ผลติ จาก อ้อย เพ่ือใช้เปน็ เช้อื เพลิง รถยนต์ ใช้มากใน ประเทศบราซิล เอทานอลที่
ผลิตจาก ข้าวโพดซึ่งใช้เป็น ออกซิเจเนเตอร์ (oxygenator) ใน USA ในเมืองไทย ใช้เอทา
นอล 10% ผสมกับน้ำมันเบนซนิ ทำเป็นแก๊สโซฮอล์
• เมทานอล ซึ่งผลิตได้จากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะปราศจากออกซิเจน
(Anaerobic digestion) ดูก๊าซชีวภาพประกอบบิวทานอล (Butanol) ได้จากการหมักกับ
แบคทีเรียเชน่ กนั
ผลติ ภณั ฑน์ ำ้ มนั ทางชวี ภาพ (นำ้ มันชีวภาพ) สามารถใชไ้ ดใ้ นเคร่ือง ดีเซล:
• น้ำมันพืชเส้นตรง (Straight vegetable oil—SVO) เป็นน้ำมันพืชที่ถูกปรุงแต่งสำหรับใช้
เป็นเช้อื เพลงิ ของเครือ่ งยนต์ดเี ซลโดยตรง
• ของเสียจากน้ำมันพืช (Waste vegetable oil—WVO) หรือน้ำมันพืชใช้แล้ว สามารถนำมา
ทำเปน็ SVO ได้
• ไบโอดีเซล ได้จาก ทรานสเอสเตอริฟิเคชัน (transesterification) ของ ไขมัน สัตว์ และ
น้ำมนั พชื ซง่ึ สามารถใชใ้ นเครอื่ งยนต์ทใ่ี ชน้ ้ำมันดเี ซลจากปิโตรเลยี ม
นำ้ มนั และแก๊สสามารถผลิตได้จากของเสยี ต่างๆ ไดด้ ังนี้:
• การสลายพอลเิ มอรโ์ ดยใชค้ วามร้อน สามารถสกัด มีเทน และน้ำมันท่ีคล้าย ปิโตรเลียม จาก
ของเสยี ได้
• มเี ทน และน้ำมันสามารถสกัดไดจ้ ากบอ่ กำจดั ขยะมูลฝอยแบบการฝังกลบ (landfill) และ นำ้
เสียท่เี กดิ จากขยะ (leachate)
3. ประเภทของแก๊ส
• ก๊าซชีวภาพ เกิดจากการสลายตัวตามธรรมชาติของ ขยะชุมชน หรือ ขยะมูลฝอย จาก
การเกษตรทรี่ วบรวมกนั แล้วสามารถใชเ้ ป็นเชอ้ื เพลิงได้
• จะต้องมสี ัตว์จำนวนมากพอทจ่ี ะทำให้เกิด ก๊าซชีวภาพ เพยี งพอสำหรับการขับเครือ่ งยนต์
• แก๊สไม้ หรอื wood gas สามารถสกดั ได้จาก ไม้ และสามารถใช้ในเครื่องยนตไ์ ด้
• ไฮโดรเจน ผลิตได้จาก น้ำ โดย อิเล็กโตรไลสิส (electrolysis) หรือ โดย การแตก ของ
เช้ือเพลิง ไฮโดรคารบ์ อน ใน ไฮโดรเจนรีฟอร์เมอร์ และโดยกระบวนการหมัก
• การแปรสภาพเปน็ แก๊ส (Gasification) ทไี่ ด้ผลผลติ ออกมาคอื คารบ์ อนมอนอกไซด์ (carbon
monoxide) และ ไฮโดรเจน
พลงั งานความร้อนใต้พภิ พ
10
พลังงานความร้อนใต้พิภพ หมายถึง พลังงานความร้อนตามธรรมชาติที่ได้จากแหล่งความ
ร้อนท่ถี ูกกักเกบ็ อยูภ่ ายใต้ผวิ โลก โดยปกติอุณหภูมิใต้ผวิ โลกจะเพมิ่ ขึ้นตามความลึก และเม่ือยิ่งลึกลง
ไปถึงภายในใจกลางของโลก จะมีแหล่งพลังงานความร้อนมหาศาลอยู่ ความร้อนที่อยู่ใต้ผิวโลกนี้มี
แรงดันสูงมาก จึงพยายามที่จะดันตัวออกจากผิวโลกตามรอยแตกต่างๆ แหล่งพลังงานความร้อนใต้
พิภพ มักพบในบริเวณที่เรียกว่าจุดร้อน (hot spots) โดยบริเวณนั้นจะมีค่าการเปลี่ยนแปลงของ
อุณหภูมิตามความลึก มีบริเวณทีม่ ีการไหล หรือแผ่กระจาย ของความร้อน จากภายใต้ผวิ โลกขึ้นมาสู่
ผวิ ดิน (geothermal gradient) มากกวา่ ปกตปิ ระมาณ 1.5-5 เท่า เนื่องจากในบรเิ วณดังกลา่ วเปลือก
โลกมกี ารขยบั ตวั เคลื่อนทที่ ำให้เกิดรอยแตกของช้นั หนิ สามารถแบง่ ได้ดังน้ี
ชั้นเปลอื กโลก แบ่งออกเปน็ 2 สว่ นคอื
1. เปลอื กโลกสว่ นบน (upper crust) หรือเรียกวา่ ชัน้ ไซอลั (sial)
2. เปลือกโลกส่วนล่าง (lower crust) หรอื เรียกว่า ช้นั ไซมา (sima)
ชั้นแมนเทลิ สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ส่วนคือ
1. ช้นั แมนเทลิ สว่ นบน (upper mantle)
2. ชัน้ แมนเทลิ ส่วนลา่ ง (lower mantle)
แกนโลก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนั้ คอื
1. แกนโลกชน้ั นอก (outer core)
2. แกนโลกช้ันใน (inner core)
ลักษณะทั่วไปของแหลง่ พลังงานความร้อนใต้พภิ พ สามารถแบง่ เปน็ ลักษณะใหญ่ๆ ได้ 4 ลกั ษณะคือ
1. แหล่งท่เี ปน็ ไอน้ำ เป็นแหลง่ พลังงานความร้อนใต้พภิ พท่ีอย่ใู กล้กับแหล่งหินหลอมเหลวใน
ระดบั ตืน้ ๆ ทำใหน้ ้ำในบรเิ วณนั้นไดร้ ับพลังงานความรอ้ นสูงจนกระท่งั เกิดการเดอื ดเป็นไอน้ำร้อน
11
2. แหล่งที่เป็นน้ำร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำเค็ม (hot brine sources) เป็นแหล่งพลังงาน
ความรอ้ นท่ีพบเหน็ ไดท้ ่ัวไป มลี กั ษณะเป็นน้ำเค็มร้อนโดยมจี ะอุณหภมู ติ ำ่ กวา่ 180 องศาเซลเซียส
3. แหล่งที่เป็นหินร้อนแห้ง แหล่งที่เป็นหินร้อนแห้ง (hot dry rock) เป็นแหล่งท่ีสะสม
พลังงานความร้อนในรูปของหนิ เนื้อแน่นโดยไม่มีน้ำร้อนหรือไอน้ำเกดิ ขึ้นเลย แหล่งลักษณะนี้จะมีคา่
การเปลยี่ นแปลงของอุณหภูมติ ามความลกึ เกินกวา่ 40 องศาเซลเซยี ส
4. แหล่งที่เป็นแมกมา (molten magma) แมกมาหรือลาวาเหลว เป็นแหล่งพลังงานความ
ร้อนที่มีค่าสูงสุดในบรรดาแหล่งพลังงานความร้อนที่กล่าวมา โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 650 องศา
เซลเซยี ส ส่วนใหญจ่ ะพบในแอ่งใตภ้ ูเขาไฟ
โรงไฟฟา้ พลงั งานความร้อนใต้พภิ พ
การใชป้ ระโยชน์จากพลังงานความรอ้ นใต้พภิ พมีมาตัง้ แตส่ มยั โรมนั โดยใช้ในลกั ษณะของการ
นำน้ำร้อนมาเพื่อการรักษาโรคและใช้ประโยชนภ์ ายในครัวเรือน ในยุคต่อมาได้มีการนำเอาไอน้ำร้อน
มาใช้ในการประกอบอาหาร ใช้น้ำร้อนสำหรับอาบชำระร่างกาย ใช้ล้างภาชนะ และใช้ในการ
บำบัดรักษาโรค การใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเพื่อการผลิตไฟฟ้าเริ่มต้นขึ้นในปี 1913 ที่ประเทศ
อิตาลี โดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพจากแหล่งลาร์เดอเรลโล มีขนาดกำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์
นับว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งแรกในโลกที่มีการผลิตไฟฟ้าออกมาในเชิง
อุตสาหกรรม โดยในปัจจุบันได้พัฒนาและขยายเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมี
แผนที่จะเพิม่ ขนาดกำลังการผลติ มากข้นึ เป็น 1,200 เมกะวัตต์
12
ผลกระทบจากการใช้พลังงานความรอ้ นใต้พิภพ
พลังงานความร้อนใต้พิภพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานความร้อนนี้ แม้จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรง
ต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ควรทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจและหาทางป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิด
ตามมาได้ ผลกระทบทอี่ าจเกดิ ขน้ึ จากการใชพ้ ลงั งานความร้อนใต้พภิ พสามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี
- ก๊าซพิษ โดยทัว่ ไปพลงั งานความร้อนท่ไี ดจ้ ากแหล่งใต้พิภพ มกั มีกา๊ ซประเภทท่ไี ม่
สามารถรวมตัว ซึ่งก๊าซเหล่านี้จะมีอันตรายต่อระบบการหายใจหากมีการสูดดมเข้าไป ดังนั้นจึงต้องมี
วิธีกำจัดก๊าซเหลา่ น้ีโดยการเปลยี่ นสภาพของก๊าซให้เป็นกรด โดยการใหก้ า๊ ซน้ันผ่านเข้าไปในน้ำซึ่งจะ
เกิด ปฏกิ ิรยิ าเคมไี ดเ้ ปน็ กรดซลั ฟิวริกข้ึน โดยกรดน้ีสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
- แร่ธาตุ น้ำจากแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพในบางแหล่ง มีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ละลายอยู่ใน
ปริมาณที่สูงซึ่งการนำน้ำนั้นมาใช้แล้วปล่อยระบายลงไปผสมกับแหล่งน้ำธรรมชาติบนผวิ ดนิ จะส่งผล
กระทบต่อระบบน้ำผิวดินที่ใช้ในการเกษตรหรือใช้อุปโภคบริโภคได้ ดังนั้นก่อนการปล่อยน้ำออกไป
จงึ ควรทำการแยกแร่ธาตุต่างๆ เหล่าน้ันออก โดยการทำใหต้ กตะกอนหรอื อาจใชว้ ธิ ีอดั น้ำนั้นกลับคืนสู่
ใต้ผิวดินซึ่งต้องให้แน่ใจว่าน้ำที่อัดลงไปนั้นจะไม่ไหลไปปนกับแหล่งน้ำใต้ดินธรรมชาติที่มีอยู่ ความ
ร้อนปกตินำ้ จากแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ท่ีผ่านการใช้ประโยชน์จากระบบผลิตไฟฟ้าแล้วจะมี
อณุ หภูมลิ ดลง แต่อาจยังสูงกว่าอุณหภูมขิ องน้ำในแหลง่ ธรรมชาตเิ พราะยังมคี วามร้อนตกคา้ งอยู่
ดังนั้นก่อนการระบายน้ำนั้นลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติควรทำให้น้ำนั้นมีอุณหภูมิเท่าหรือใกล้เคียงกับ
อุณหภูมิของน้ำในแหล่งธรรมชาติเสียก่อน โดยอาจนำไปใช้ประโยชน์อีกครั้งคือการนำไปผ่านระบบ
การอบแหง้ หรอื การทำความอบอุ่นให้กบั บ้านเรอื น
- การทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งการนำเอาน้ำร้อนจากใต้ดินขึ้นมาใช้ ย่อมทำให้ในแหล่งพลังงานความ
รอ้ นนั้นเกิดการสญู เสยี เน้อื มวลสารสว่ นหนึ่งออกไป ซึ่งอาจกอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินขึ้น
13
ได้ ดังนัน้ หากมีการสบู น้ำร้อนขน้ึ มาใช้ จะตอ้ งมกี ารอัดนำ้ ซ่ึงอาจเป็นน้ำร้อนทผ่ี ่านการใช้งานแล้วหรือ
น้ำเย็นจากแหลง่ อ่ืนลงไปทดแทนในอตั ราเร็วทเี่ ท่ากัน เพอื่ ปอ้ งกนั ปญั หาการทรดุ ตัวของแผ่นดิน
พลงั งานนำ้
พลังงานน้ำ หมายถึง การเคลื่อนที่ของน้ำจากที่สูงสู่ที่ต่ำ รูปแบบที่คุ้นเคย คือ การสร้าง
เขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อสะสมพลังงานศักย์ เมื่อเปิดประตูที่ปิดกั้นทางเดินของน้ำ พลังงานศักย์ที่สะสม
อยู่ จะเปลย่ี นเป็นพลงั งานจลน์ สามารถนำไปฉุดกังหัน และตอ่ เชือ่ มเขา้ กับเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้า
เกิดเปน็ กระแสไฟฟ้าขึ้น
พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ มนุษย์นำมาใช้โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel)
เพอื่ ใชใ้ นการงานต่างๆ ในอนิ เดียและชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพ่ือใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืช
ในจีนใช้พลังงานน้ำเพ่ือสรา้ ง Pot Wheel เพอื่ ใช้ในวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษ
1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุดก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพ่ือ
ขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad :
Funicular) พลังงานน้ำเป็นพลังงานท่ีได้จากแรงอัดดันของน้ำ เป็นการนำพลังงานจากแรงของนำ้ ท่ี
เคลื่อนที่หรือไหลจากบริเวณที่สูงกว่าลงสู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่า โดยอาศัยหลักการของแรงโน้มถ่วงของ
โลก พลังงานศักย์ของน้ำถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือกังหันน้ำ
(Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าทอ่ แลว้ ให้พลงั งานจลน์ทำใหก้ ังหันนำ้ หมนุ ขับเครื่องกำเนิด
ไฟฟ้า
14
ประเภทของพลังงานนำ้
1. พลังงานน้ำตก เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากน้ำโดยอาศัยพลังงานของน้ำตก เช่น
น้ำตกที่เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ น้ำตกจากทะเลสาบบนเทือกเขาสู่หุบเขา กระแสน้ำในแม่น้ำ
ไหลตกหน้าผา การสร้างเขื่อนกั้นน้ำและให้น้ำตกไหลผ่านกังหันน้ำ ซึ่งติดอยู่บนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
กำลงั ของน้ำท่ีได้จะขนึ้ อย่กู บั ความสูงของนำ้ และอตั ราการไหลของนำ้ ท่ีปลอ่ ยลงมา
2. พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง มีพื้นฐานมาจากพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ของระบบที่
ประกอบดว้ ยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์ พลงั งานน้ำขน้ึ น้ำลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้ามีวิธีการเลือก
แมน่ ้ำหรืออา่ วทีม่ ีพืน้ ท่ีเก็บน้ำไดม้ าก เพอ่ื ให้เกิดเป็นอ่างเกบ็ น้ำ เม่อื นำ้ ข้ึนจะไหลเขา้ ส่อู า่ งเกบ็ น้ำ และ
เมื่อน้ำลงน้ำจะไหลออกจากอ่างเก็บนำ้ การไหลเข้าออกจากอ่างของน้ำต้องควบคุมให้ไหลผ่านกังหัน
น้ำที่ต่อเชื่อมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเมื่อกังหันน้ำหมุนก็จะได้ไฟฟ้าออกมาใช้งาน หลักการผลิตไฟฟ้า
จากน้ำขนึ้ นำ้ ลงมีหลกั การเชน่ เดียวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลงั งานน้ำตก แตก่ ำลังทไี่ ด้จากพลังงานจาก
น้ำขน้ึ นำ้ ลงไม่คอ่ ยสมำ่ เสมอ
15
3. พลังงานคลื่นเป็นพลังงานที่ลมถ่ายทอดให้กับผิวน้ำในมหาสมุทรเกิดเป็นคลื่นวิ่งเข้าสู่
ชายฝง่ั และเกาะแก่งต่างๆ เครื่องผลติ ไฟฟา้ พลังงานคลืน่ จะถกู ออกแบบให้ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำบริเวณ
หน้าอา่ วดา้ นหน้าท่ีหนั เขา้ หาคลื่น การผลติ ไฟฟา้ ดว้ ยพลงั งานคล่ืนในปจั จุบนั ประเทศไทยยังใช้ไม่ได้
รูปแบบของโรงไฟฟ้าพลังงานนำ้
โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเป็นรูปแบบเพื่อรองรับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำตกแหล่งที่เป็นแหล่ง
ธรรมชาตทิ ีอ่ ยบู่ นพื้นโลก แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบไม่มีอ่างเก็บน้ำ (run of river) เป็นโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อ
ผลิตไฟฟ้า โดยการบังคับทิศทางการไหลของน้ำจากแหล่งน้ำเล็กๆ เช่น ตามลำห้วย ลำธารหรือ
ฝายต่างๆ ให้มารวมตัวกัน และไหลผ่านท่อหรือรางน้ำที่จัดทำไว้ และใช้แรงดันของน้ำซึ่งตกจาก
ตำแหน่งที่สูงมาหมุนกังหันซึ่งต่อกับแกนหมุนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ลักษณะของโรงไฟฟ้าพลังงาน
น้ำแบบไมม่ ีอ่างเกบ็ นำ้
16
2. โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบมีอ่างเก็บน้ำ (storage regulation development)เป็นโรงไฟฟ้าที่ทำ
หน้าที่ผลิตไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานน้ำท่ีมีอยู่ซึ่งอาจเป็นแหลง่ ธรรมชาติหรือเกิดจากการสร้างขึ้นมา
เองในลักษณะของเขื่อน ซึ่งน้ำท่ีมีอยู่ในอ่างหรือเขื่อนจะมีปริมาณมากพอที่จะถูกปล่อยออกมาเพื่อ
ผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา ในประเทศไทยโรงไฟฟ้าแบบนี้ถูกใช้เป็นหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า
เพราะเปน็ ระบบที่มคี วามม่นั คงในการผลติ และจ่ายไฟสูง
3.โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบน้ำกลับ (pumped storage plant) โรงไฟฟ้าแบบนี้ถูก
สร้างบนพื้นฐานความคิดในการจัดการกระแสไฟฟ้าส่วนเกิน เพราะโดยปกติการใช้ไฟฟ้าในช่วง
กลางคืนที่ค่อนดึกไปแล้ว จะมีการใช้ไฟฟ้าลดลงแต่กำลังการผลิตไฟฟ้ายังคงเท่าเดิม ทำให้เกิดการ
สูญเสียพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบน้ำกลับเป็นโรงไฟฟ้าที่มีอ่างเก็บน้ำสองส่วนคือ
อ่างเก็บนำ้ สว่ นบน (upper reservoir) และอ่างเก็บน้ำส่วนลา่ ง (lower reservoir) น้ำจะถกู ปล่อย
จากอ่างเกบ็ นำ้ ส่วนบนลงมาเพื่อหมุนกังหนั และเคร่อื งกำเนิดไฟฟ้าเม่ือต้องการผลิตไฟฟา้ และในช่วง
ทีค่ วามตอ้ งการใชไ้ ฟฟ้าตำ่ หรือน้อยลง จะใช้ไฟฟา้ ทเ่ี หลอื จา่ ยใหก้ บั ปั๊มนำ้ ขนาดใหญ่ท่ตี ดิ ตั้งอยู่ในอ่าง
เก็บน้ำส่วนล่าง เพื่อสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำส่วนล่างนี้กลับขึน้ ไปเก็บไว้ท่ีอ่างเกบ็ น้ำส่วนบน เพื่อใช้ใน
การผลติ ไฟฟ้าตอ่ ไป
17
สว่ นประกอบของโรงไฟฟา้ พลงั น้ำ
1. อาคารรับน้ำ (power intake) คืออาคารสำหรับรับน้ำที่ไหลจากอ่างลงสู่ท่อ ที่อยู่
ภายในตวั อาคาร เพอ่ื นำพลงั งานน้ำไปหมนุ กังหันและหมุนเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้า ภายในตัวอาคารจะมี
หอ้ งควบคมุ ระบบการไหลของน้ำและระบบการผลติ ไฟฟา้
2. ตะแกรง (screen) เป็นอปุ กรณ์ทใ่ี ชป้ ้องกันเศษไม้หรือวัตถุใดๆ ทจี่ ะผ่านเข้าไปทำให้เกิด
การอดุ ตนั ของท่อส่งน้ำ
3. อุโมงค์เหนือน้ำ (headrace) เป็นช่องสำหรับให้น้ำไหลเข้ามายังท่อส่งน้ำอยู่ภายในตัว
เข่อื น อุโมงค์นจ้ี ะอยใู่ นตัวอาคารรับนำ้ มีพ้ืนทห่ี น้าตัดเป็นรปู เกือกม้าหรือวงกลมทำด้วยคอนกรีตเสริม
เหลก็
4. ท่อส่งน้ำ (penstock) เป็นท่อสำหรับรับน้ำจากเหนือเขื่อนและส่งต่อไปยังอาคารรับน้ำ
เพ่อื หมุนกงั หันและเคร่อื งกำเนดิ ไฟฟ้า
5. อาคารลดแรงดันน้ำ (surge tank) เป็นอาคารที่สร้างข้ึนเพื่อควบคุมแรงดันของน้ำที่จะ
อัดใส่ภายในท่อส่งนำ้ ซึง่ อาจทำให้ทอ่ หรือหัวฉีดนำ้ เสียหาย
6. ประตูน้ำ (wicket gate or guide vane) เป็นบานประตูที่ควบคุมการไหลของน้ำท่ี
จะไหลเข้าไปหมนุ ใบพัดของกงั หัน ควบคุมโดยการปิดหรือเปิดประตนู ำ้ ให้นำ้ ไหลผ่านเขา้ ไปยงั ทอ่
7. กังหันน้ำ (water turbine) เป็นตัวรับแรงดันของน้ำที่ไหลมาจากท่อส่งน้ำ โดยแรงดนั
นี้จะทำหน้าที่ฉีดหรือผลักดันให้กังหันหมุน ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าออกมาได้
กังหันเป็นสว่ นประกอบท่สี ำคญั ของโรงไฟฟ้าพลงั นำ้
8. ท่อรับน้ำ (draft tube) เป็นท่อรับน้ำหลังจากที่น้ำผ่านออกมาจากกังหันเพื่อนำน้ำ
ออกไปยังทา้ ยน้ำ ทอ่ รับนำ้ นจ้ี ะอยูบ่ รเิ วณส่วนหลงั ของกังหัน
9. ทางน้ำล้น (spill way) คือทางระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ในกรณีที่น้ำในอ่างมี
ระดับสูงเกินไป ทางน้ำล้นจะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะให้ปริมาณน้ำสูงสุดที่ระบายออก สามารถ
ระบายออกไดท้ นั เพ่ือป้องกนั ไมใ่ หเ้ กิดความเสยี หายแก่เข่ือน
18
10.เคร่ืองกำเนิดไฟฟา้ (generator) เป็นอุปกรณ์สำหรบั เปลย่ี นพลังงานกลจากการหมุนของ
กังหนั มาเปน็ พลังงานไฟฟา้ โดยใชห้ ลักการของขดลวดตัดผา่ นสนามแม่เหล็ก
11. หม้อแปลง (transformer) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าทีใ่ ช้สำหรับแปลงแรงดัน ไฟฟ้าที่ผลิตได้
จากเครอื่ งกำเนดิ ไฟฟา้ ให้เปน็ ไฟฟ้าทีม่ แี รงดนั สูงเพ่ือส่งเขา้ สู่ระบบสายส่งต่อไป
ประเทศไทยกับการใช้พลงั งานนำ้
ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าจากการผลิตด้วยพลังงานจากน้ำประมาณร้อยละ 5-6 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้า
ทั่วประเทศ
การใชป้ ระโยชน์ของพลงั งานน้ำ
การสร้างเข่ือนเปน็ การเก็บกักนำ้ เอาไว้ใช้ในช่วงท่ีไม่มีฝนตก ทำให้ได้แหลง่ นำ้ ขนาดใหญ่ การ
ใชพ้ ลังงานน้ำเปน็ การใชเ้ ฉพาะสว่ นท่ีอยู่ในรูปพลังงานซ่งึ ไม่ใช่เป็นเน้ือมวลสารดังนน้ั เมื่อใชพ้ ลังงานไป
แล้วเนื้อมวลสารของน้ำก็ยังคงเหลืออยู่ น้ำที่ถูกปล่อยออกมายังมีปริมาณและคุณภาพเหมือนเดิม
สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์อยา่ งอื่นได้อกี มากมาย เช่น
1. เพื่อการชลประทาน
2. การเกษตร
3. การอุปโภคบริโภค
4. การเดนิ เรือ
5. ประกอบอาชีพดา้ นประมง
6. สถานทท่ี ่องเท่ยี วพักผ่อนหย่อนใจ
7. การผลิตพลังงานไฟฟ้า ระบบการใช้พลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นระบบที่มี
ประสิทธิภาพสูงสามารถ ดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถควบคุมให้
19
ผลิตพลังงานออกมาได้ใกล้เคียงกับความต้องการ ทำให้การผลิตและการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ
ขอ้ เสยี ของการใช้พลังงานนำ้
1. ในการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำนั้น จะต้องมีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นบริเวณกว้าง
ซึ่งนับวันป่าไม้จะหมดลงไปทุกที และทำให้สัตว์ป่าต้องอพยพหนีน้ำท่วม บางชนิดอาจสูญพันธุ์ไป
จากโลกเลยก็ได้ ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบนิเวศวิทยาของพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรุนแรง นอกจากน้ี
ยงั ทำให้ชีวติ ความเป็นอยู่ของคนในพื้นท่ีต้องเปลยี่ นไปจากเดิมดว้ ย
2. ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการสร้างเขื่อนหรือพัฒนาแหล่งพลังงานน้ำเพื่อให้ได้ลักษณะภูมิ
ประเทศที่เหมาะสม เช่น ต้องการพื้นที่ที่มีระดับท้องน้ำลึกๆ สำหรับการสร้างเขื่อนสูงโดยที่มีความ
ยาวไม่มากนัก ซึง่ พ้ืนทเ่ี หลา่ นมี้ ักจะอยใู่ นปา่ หรอื ชอ่ งเขาแคบๆ
3. เนื่องจากแหล่งพลังงานน้ำส่วนใหญ่อยู่ในที่ห่างไกลชุมชน จึงมักเกิดปัญหาในเรื่องการ
จัดหาบุคลากรไปปฏิบัติงาน รวมทั้งการซ่อมแซม การบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่
คอ่ ยสะดวกนกั เพราะการคมนาคมไมส่ ะดวก
4. ในบางโอกาสอาจเกิดปัญหาจากสภาวะของนำ้ ฝนที่ตกลงสู่แหลง่ กักเก็บน้ำ มักมีความไม่
แน่นอนทำให้เกดิ ผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าได้
ประโยชนข์ องโรงไฟฟา้ พลังงานจากน้ำ
1. มีอายกุ ารใชง้ านประมาณ 50 ปี ขน้ึ ไป
2.มปี ระสทิ ธภิ าพในการเดนิ เคร่อื งสูงสดุ สามารถหยดุ และเดนิ เครอ่ื งไดอ้ ย่างฉบั พลัน
3.ต้นทุนในการผลติ ต่ำ เพราะใช้นำ้ ธรรมชาติเปน็ แหล่งพลังงานในการเดินเครอื่ ง
4. น้ำเป็นแหล่งพลังงานภายในประเทศที่เกิดจากฝน ซึ่งมีการหมุนเวียนตามธรรมชาติไม่มี
วันหมดสน้ิ
20
5. เป็นแหล่งพลังงานบรสิ ุทธ์ิไม่มีมลพษิ ตอ่ ส่ิงแวดล้อม
6. อุปกรณต์ า่ งๆ ของระบบพลังงานน้ำสว่ นใหญ่จะมคี วามทนทานสูงมีอายุการใช้งานนาน
7. ค่าใช้จา่ ยในการดำเนินงานในการใชพ้ ลงั งานจากน้ำค่อนขา้ งต่ำ เพราะไมต่ อ้ งส้นิ เปลือง
ค่าเช้ือเพลิง และเน่ืองจากไมม่ ีการปล่อยมลพิษจึงไม่ต้องจา่ ยค่ากำจัดมลพิษ
ผลกระทบท่เี กดิ จากการใชพ้ ลงั งานจากนำ้ ผลิตกระแสไฟฟ้า
การใช้พลังงานจากน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่ในการ
สร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ จะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรคำนึงถึงคือการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างมหาศาล
การอพยพราษฎรออกจากพื้นที่ สัตว์ปา่ สูญเสียที่อยู่อาศัยหรืออาจต้องสญู พันธุ์ไป แร่ธาตุต่างๆ ที่มี
อยู่ในพื้นท่ีจะตอ้ งจมอยใู่ ต้นำ้ ไม่สามารถนำมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้
21
บรรณานุกรม
กระทรวงพลงั งาน สาํ นกั งานนโยบายและแผนพลังงาน. สถานการณพลังงาน [Online]. 2550.
จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . การเสวนาทางวิชาการเรื่องการศกึ ษาเพื่อการพัฒนาอยางยงั่ ยืนตาม
แนวคิดเชิงพุทธศาสตร. วารสารครศุ าสตรปที่ 27 ฉบับที่ 3 (มี.ค.-มิ.ย. 2542).
นเรศ สตั ยารกั ษและคณะ. ทศิ ทางพลงั งานไทย. พมิ พครง้ั ที่ 1. กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั งาน
ประชาสมั พันธกระทรวงพลังงาน, 2549. ผลงานของรัฐบาลดานพลังงานในรอบ 5 ป.ี
Energy Plus ฉบบั ท่ี 9 (ม.ค.-ม.ี ค. 2549).
การพัฒนาทย่ี ่ังยืน วารสารการสงเสรมิ สุขภาพและอนามัยสิง่ แวดลอม ปท่ี 23 ฉบบั ท่ี 1
(ม.ค.-มี.ค. 2543)[Online]. 2543.
วิชติ เปานิลและสวาง พงศศ์ ิรพิ ัฒน, บรรณาธกิ าร. โยงใยทซี่ อนเรน. พิมพครง้ั ที่ 1.
กรุงเทพมหานคร: หจก. สามลดา, 2548.
22