The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย

หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย

หลักสูตรสถานศกึ ษาการศกึ ษาปฐมวยั

โรงเรียนห้วยเตยวิทยา
พุทธศักราช 2561
ตามหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช 2560

สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 2

สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

คานา

หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2561ดาเนินการจัดทาข้ึนเพ่ือให้โรงเรียนห้วย
เตยวิทยาซึ่งจัดการศึกษาระดับปฐมวัยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560โดย
ปรับปรุงให้เหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถิ่น เพื่อที่กาหนดเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มี
พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย สานึกความเป็นไทย และมี
ความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศไทยในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและได้
มาตรฐานตามจดุ หมายหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560

โรงเรียนห้วยเตยวิทยาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน รวมท้ังคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนห้วยเตยวิทยา
ทม่ี สี ่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2561 ให้มีความเหมาะสมต่อ
การนาไปใชจ้ ัดการศึกษาระดบั ปฐมวัยของโรงเรยี นตอ่ ไป

คณะผจู้ ดั ทา
10 พฤษภาคม 2561

สารบัญ หน้า

คานา ก
สารบญั ข
ความนา 1
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวยั 2
วิสัยทัศน์ 3
หลกั การ 4
แนวคิดการจดั การศึกษาปฐมวยั 5
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวัยโรงเรียนหว้ ยเตยวทิ ยา 7
9
พัฒนาการเด็กปฐมวัย 10
มาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสภาพที่พงึ ประสงค์ 22
การจดั เวลาเรียน 23
สาระการเรยี นรู้รายปี 29
การจัดประสบการณ์ 42
การประเมนิ พัฒนาการ 66
การบรหิ ารจัดการหลกั สูตร 69
การจดั การศึกษาปฐมวยั (เด็กอายุ๓-๕ปี)สาหรับกลุม่ เปา้ หมายเฉพาะ 70
การเช่อื มต่อของการศึกษาระดับปฐมวยั กับระดบั ประถมศึกษาปที ่ี 1 72
การกากับ ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงาน

1

ความนา

สภาพการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมทั้งกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี
(พ.ศ. 2560 -2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 -2564) แผนการศึกษา
แห่งชาติ (พ.ศ.2552 - 2561) แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (พ.ศ.2560 -2564)นาไปสู่การกาหนดทักษะ
สาคัญสาหรับเด็กในศตวรรษท่ี 21ท่ีมีความสาคัญในการกาหนดเปูาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความ
สอดคล้องและทนั ต่อการเปลี่ยนแปลงทกุ ดา้ น

กระทรวงศกึ ษาธิการมีนโยบายให้มีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยได้
แต่งตั้งคณะทางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลง
ดังกล่าว หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช 2560 เป็นหลักสูตรสถานศึกษา สถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นาไมใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและ
ได้มาตรฐานตามจุดหมายหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ท่ีกาหนดเปูาหมายในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ครอบครัว ชุมชน สังคม และ
ประเทศชาติในอนาคต

2

ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่าง
เป็นองค์รวม บนพ้ืนฐานการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อ
ธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบท
สงั คมและวัฒนธรรมทีเ่ ด็กอาศยั อยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของ
ทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิด
คุณค่าตอ่ ตนเอง ครอบครวั สังคม และประเทศชาติ

วิสัยทัศน์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเน่ือง ได้รับการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัยมีทักษะชีวิตและปฏิบัติ
ตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และสานึกความเป็นไทย
โดยความร่วมมือระหวา่ งสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง
กบั การพฒั นาเดก็

3

หลักการ

เด็กทุกคนมีสิทธ์ิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่า
ด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ระหวา่ งเด็กกับพ่อแม่เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา
และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพ่ือให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลาดับขั้นของพัฒนาการทุก
ด้าน อย่างเป็นองคร์ วม มคี ณุ ภาพ และเต็มตามศักยภาพโดยมีหลักการดังน้ี

1. สง่ เสรมิ กระบวนการเรยี นร้แู ละพฒั นาการที่ครอบคลุมเดก็ ปฐมวัยทกุ คน
2. ยดึ หลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาท่ีเน้นเด็กเป็นสาคัญ โดยคานึงถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคลและวิถีชีวิตของเดก็ ตามบรบิ ทของชมุ ชน สงั คม และวฒั นธรรมไทย
3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมี
กิจกรรมท่ีหลากหลาย ได้ลงมือกระทาในสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมี
การพกั ผ่อนทเ่ี พียงพอ
4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มวี ินยั และมีความสขุ
5. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษา
กบั พอ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชนและทุกฝุายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การพัฒนาเด็กปฐมวยั

4

แนวคิดการจัดการศกึ ษาปฐมวัย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช2560พัฒนาข้ึนบนแนวคิดหลักสาคัญ
เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจสาคัญของการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการทางานของสมองผ่านสื่อท่ีต้องเอื้อให้เด็กได้
เรียนรู้ผ่านการเลน่ ประสาทสมั ผสั ท้ังหา้ โดยครจู าเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรม
ท่ีแวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน
ทง้ั น้ี หลักสตู รฉบับน้ีมแี นวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัย ดงั น้ี

1.แนวคิดเก่ียวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการ
เปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนต่อเน่ืองในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พัฒนาการของเด็กแต่
ละคนจะมีลาดับข้ันตอนลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านข้ันตอนต่างๆอาจ
แตกต่างกันได้ข้ันตอนแรกๆจะเป็นพ้ืนฐานสาหรับพัฒนาการข้ันต่อไป พัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาแต่ละส่วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เม่ือด้านหนึ่งก้าวหน้าอีก
ด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตามด้วยในทานองเดียวกันถ้าด้านหน่ึงด้านใดผิดปกติจะทาให้ด้านอ่ืนๆผิดปกติ
ตามด้วย แนวคดิ เกย่ี วกับทฤษฎพี ฒั นาการดา้ นร่างกายอธิบายว่าการเจริญเติบโตและพัฒนาการของ
เด็กมลี ักษณะตอ่ เนอื่ งเปน็ ลาดบั ชั้น เดก็ จะพัฒนาถึงขั้นใดจะตอ้ งเกดิ วฒุ ิภาวะของความสามารถด้าน
นั้นก่อน สาหรับทฤษฎีด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมอธิบายว่า การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กส่งผลต่อ
บุคลิกภาพของเด็ก เม่ือเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรักและความอบอุ่นเป็นพ้ืนฐานของความเชื่อมั่นใน
ตนเอง เด็กที่ได้รับความรักและความอบอุ่นจะมีความไว้วางใจในผู้อ่ืน เห็นคุณค่าของตนเอง จะมี
ความเช่ือมั่นในความสามารถของตน ทางานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซ่ึงเป็นพื้นฐานสาคัญของความเป็น
ประชาธปิ ไตยและความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรคแ์ ละทฤษฎีพฒั นาการดา้ นสติปัญญาอธิบายว่า เด็กเกิดมา
พรอ้ มวฒุ ภิ าวะซ่ึงจะพฒั นาขึ้นตามอายุ ประสบการณ์ รวมทั้งค่านิยมทางสงั คมและส่ิงแวดล้อมที่เด็ก
ไดร้ ับ

2. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจสาคัญของการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ข้ันพื้นฐานที่ถือเป็น
องค์ประกอบสาคัญในกระบวนการเรยี นรขู้ องเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย
จากการเล่นเด็กจะมีโอกาสเคล่ือนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ผ่อน
คลายอารมณ์ และแสดงออกของตนเอง เรียนร้คู วามรู้สึกของผูอ้ ่นื เด็กจะรูส้ กึ สนกุ สนาน เพลิดเพลิน
ได้สังเกต มีโอกาสทาการทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยให้
เด็กเรียนรู้ส่ิงแวดล้อม และช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ

5

สติปญั ญา ดังนน้ั เดก็ ควรไดม้ โี อกาสเลน่ ปฏิสมั พันธก์ บั บุคคล สิ่งแวดล้อมรอบตัว และเลือกกิจกรรม
การเล่นด้วยตนเอง

3.แนวคิดเกี่ยวกับการทางานของสมอง สมองเป็นอวัยวะท่ีมีความสาคัญท่ีสุดในร่างกาย
ของคนเรา เพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ส่ิงต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็น
พน้ื ฐานการรบั รู้ รบั ความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า การเช่ือมโยงต่อกันของเซลล์สมองส่วนมาก
เกิดขึ้นก่อนอายุ 5 ปี และปฏิสัมพันธ์แรกเร่ิมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ มีผลโดยตรงต่อการสร้างเซลล์
สมองและจุดเชื่อมต่อ โดยในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีการสร้าง
เซลล์สมองและจุดเช่ือมต่อขึ้นมามากมาย มีการสร้างไขมันหรือมันสมองหุ้มล้อมรอบเส้นใยสมอง
ด้วย พอเด็กอายุ 3 ปี สมองจะมีขนาดประมาณ 80 % ของสมองผู้ใหญ่ มีเซลล์สมองนับหม่ืนล้าน
เซลล์ เซลล์สมองและจดุ เช่ือมตอ่ เหล่านยี้ ่ิงได้รบั การกระตุ้นมากเท่าใด การเช่ือมต่อกันระหว่างเซลล์
สมองย่ิงมีมากขึ้นและความสามารถทางการคิดยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากเด็กขาดการกระตุ้นหรือ
ส่งเสริมจากสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสม เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อท่ีสร้างขึ้นมาก็จะหายไป เด็กที่ได้รับ
ความเครียดอยู่ตลอดเวลาจะทาให้ขาดความสามารถที่จะเรียนรู้ อย่างไรก็ตามส่วนต่างๆของสมอง
เจริญเติบโตและเร่ิมมีความสามารถในการทาหน้าที่ในช่วงเวลาต่างกัน จึงอธิบายได้ว่าการเรียนรู้
ทักษะบางอยา่ งจะเกดิ ข้ึนได้ดีทสี่ ดุ เฉพาะในชว่ งเวลาหนึ่งท่ีเรียกว่า “หน้าต่างของโอกาสการเรียนรู้”
ซึ่งเปน็ ช่วงท่ีพอ่ แม่ ผ้เู ลย้ี งดแู ละครสู ามารถชว่ ยใหเ้ ด็กเรียนรู้และพัฒนาสิ่งน้ันๆได้ดีท่ีสุด เม่ือพ้นช่วง
น้ีไปแล้วโอกาสนั้นจะฝึกยากหรือเด็กอาจทาไม่ได้เลย เช่น การเช่ือมโยงวงจรประสาทของการ
มองเห็นและรับรู้ภาพจะต้องได้รับการกระตุ้นทางานตั้งแต่ 3 หรือ 4 เดือนแรกของชีวิตจึงจะมี
พัฒนาการตามปกติ ช่วงเวลาของการเรียนภาษาคือ อายุ 3 – 5 ปีแรกของชีวิต เด็กจะพูดได้ชัด
คลอ่ งและถกู ตอ้ ง โดยการพฒั นาจากการพูดเปน็ คาๆมาเป็นประโยคและเล่าเร่อื งได้ เป็นตน้

4.แนวคิดเกี่ยวกับส่ือการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ทาให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่
วางไว้ ทาให้ส่ิงที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมท่ีเด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว
เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง การใช้สื่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและ
เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และความต้องการของเด็กที่
หลากหลาย สือ่ ประกอบการจดั กจิ กรรมเพือ่ พฒั นาเด็กปฐมวัยควรมีส่ือท้ังท่ีเป็นประเภท 2 มิติและ/
หรือ 3 มิติ ท่ีเป็นส่ือของจริง ส่ือธรรมชาติ สื่อท่ีอยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้องวัฒนธรรม ส่ือภูมิปัญญา
ท้องถิ่น ส่ือเพ่ือพัฒนาเด็กในด้านต่างๆให้ครบทุกด้าน ทั้งน้ี ส่ือต้องเอ้ือให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาท
สัมผัสท้ังห้าโดยการจัดการใช้ส่ือสาหรับเด็กปฐมวัยต้องเร่ิมต้นจากส่ือของจริง ของจาลอง ภาพถ่าย
ภาพโครงรา่ งและสัญลักษณต์ ามลาดับ

6

5.แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหน่ึงของสังคมและ
วฒั นธรรม ซ่งึ ไมเ่ พียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบด้ังเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้
ของบรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว
และชมุ ชนของแต่ละที่ดว้ ย บริบทของสังคมและวัฒนธรรมท่ีเด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็กทาให้
เด็กแต่ละคนแตกตา่ งกันไป ครูจาเป็นต้องเขา้ ใจและยอมรบั ว่าสงั คมและวฒั นธรรมท่ีแวดล้อมตัวเด็ก
มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ครูควรต้องเรียนรู้
บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กท่ีตนรับผิดชอบ เพ่ือช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาเกิดการ
เรียนรู้และอยู่ในกลุ่มคนท่ีมาจากพ้ืนฐานเหมือนหรือต่างจากตนได้อย่างราบรานมีความสุข เป็นการ
เตรียมเด็กไปสู้สังคมในอนาคตกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การทางานร่วมกับผู้อ่ืนที่มีความหลากหลาย
ทางความคิด ความเช่อื และวัฒนธรรมเช่น ความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทย
กับประเทศเพื่อนบ้านเร่ืองศาสนา ประเทศพม่า ลาว กัมพูชาก็จะคล้ายคลึงกับคนไทยในการทาบุญ
ตักบาตร การสวดมนต์ไหว้พระ การให้ความเคารพพระสงฆ์ การทาบุญเลี้ยงพระ การเวียนเทียน
เน่ืองในวันสาคัญทางศาสนา ประเพณีเข้าพรรษา สาหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามจึงมีวัฒนธรรมแบบอิสลาม ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพล
จากคริสต์ศาสนา ประเทศสิงคโปร์และเวียดนามนับถือหลายศาสนา โดยนับถือลัทธิธรรมเนียม
แบบจนี เป็นหลกั เป็นต้น

ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั โรงเรยี นห้วยเตยวิทยา

โรงเรียนจัดการพัฒนาเด็กอายุ 4 -5 ปีบนพื้นฐานการอบรมเล้ียงดูและส่งเสริม
กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการทางสมองของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ
ผา่ นการเล่น การช่วยเหลือตนเอง มีทักษะในการดารงชีวิตประจาวันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ด้วยความรัก ความเข้าใจของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิต และพัฒนาเด็กมี
พฒั นาการท้ังด้านรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสติปญั ญา

วิสยั ทัศน์

ภายในปีพุทธศักราช 2563 โรงเรียนมุ่งเน้นพัฒนาเด็กอายุ 4 –5 ปีให้มีพัฒนาการ
ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาเหมาะสมกับวัย เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น
ช่วยเหลือตนเอง ดารงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยการ
ประหยดั อดออมโดยการมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครอง ชุมชนและทกุ ฝาุ ยที่เก่ยี วข้อง

7

ภารกจิ หรือพนั ธกจิ

1. พัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษาท่ีมุ่งเนน้ พัฒนาการเด็กปฐมวยั ท้ัง 4 ด้าน อย่างสมดุล
และเต็มศักยภาพ

2. พฒั นาครูและบุคลากรด้านการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่น
ทม่ี ีจดุ หมายอย่างต่อเน่อื ง

3. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อม ส่ือ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ในการ
พัฒนาเดก็ ปฐมวยั

4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีหลากหลายซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง
ของเด็ก โดยนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้
เสรมิ สร้างพัฒนาการและการเรยี นรูข้ องเดก็

5. สง่ เสริมการมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาเดก็ ปฐมวัย

8

เป้าหมาย

1. เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และ
สตปิ ัญญาเปน็ องค์รวมอยา่ งสมดุลและมคี วามสขุ

2. ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่าน
การเลน่ โดยใชก้ ระบวนการวางแผน การปฏบิ ตั ิ และการทบทวน

3. มสี ภาพแวดล้อม สอ่ื เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ที่เอ้ือต่อการส่งเสริมพัฒนาการ
เด็กปฐมวัยอย่างพอเพยี ง

4. ผู้ปกครอง ชมุ ชน และหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย

จุดหมาย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเม่ือ
มีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงกาหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อเด็กจบการศึกษาระดับ
ปฐมวัย ดงั นี้

1. มรี ่างกายเจรญิ เติบโตตามวยั แขง็ แรง และมสี ุขนสิ ยั ทดี่ ี
2. มสี ขุ ภาพจิตดี มีสนุ ทรียภาพ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและจติ ใจที่ดงี าม
3. มีทักษะชวี ติ และปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่
ร่วมกับผอู้ ืน่ ได้อย่างมีความสุข
4. มที กั ษะการคดิ การใช้ภาษาสอื่ สาร และการแสวงหาความรู้ไดเ้ หมาะสมกับวัย

9

พฒั นาการเด็กปฐมวยั

พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญาแสดงให้เห็นถึงการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมท่ีเด็กได้รับ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยอาจเร็วหรือช้า
แตกตา่ งกนั ไปในเด็กแต่ละคน มรี ายละเอียดดงั นี้

1. พัฒนาการด้านร่างกายเป็นพัฒนาการที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางท่ีดีขึ้นของ
ร่างกายในด้านโครงสร้างของร่างกาย ด้านความสามารถในการเคล่ือนไหว และด้านการมีสุขภาพอนามัยท่ีดี
รวมถึงการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการทากิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ 3 -5 ปีมีการเจริญเติบโต
รวดเร็วโดยเฉพาะในเร่ืองน้าหนักและส่วนสูง กล้ามเนื้อใหญ่จะมีความก้าวหน้ามากกว่ากล้ามเนื้อเล็ก สามารถ
บังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดี มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน สามารถวิ่ง กระโดด ควบคุมและ
บังคับการทรงตัวได้ดีจึงชอบเคล่ือนไหว ไม่หยุดน่ิง พร้อมที่จะออกกาลังและเคล่ือนไหวในลักษณะต่างๆส่วน
กล้ามเน้อื เลก็ และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตาและมอื ยังไม่สมบูรณ์ การสมั ผสั หรอื การใช้มือมีความละเอียดขึ้น ใช้มือ
หยิบจับส่ิงของต่างๆได้มากขึ้น ถ้าเด็กไม่เครียดหรือกังวลจะสามารถทากิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้ดีและ
นานขนึ้

2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก
เช่นพอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกียด โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและ
สถานการณ์ เผชิญกบั เหตุการณต์ ่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้สึกท่ีดีและการนับถือตนเอง เด็กอายุ 3 - 5 ปีจะ
แสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ไม่ปิดบัง ช่อนเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแต่จะเกิดเพียงชั่วครู่แล้วหายไปการที่เด็ก
เปล่ียนแปลงอารมณง์ า่ ยเพราะมชี ่วงความสนใจระยะส้นั เมอื่ มสี งิ่ ใดนา่ สนใจกจ็ ะเปล่ียนความสนใจไปตามส่ิงน้ัน
เด็กวันนีม้ กั หวาดกลวั สิ่งตา่ งๆ เชน่ ความมดื หรือสัตว์ต่างๆ ความกลัวของเด็กเกิดจากจินตนาการ ซึ่งเด็กว่าเป็น
เรื่องจริงสาหรับตน เพราะยังสับสนระหว่างเร่ืองปรุงแต่งและเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้อง
กบั สถานการณ์อย่างเหมาะสมกับวยั รวมถงึ ช่นื ชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อ่ืน เพราะยึดตัวเอง
เปน็ ศนู ยก์ ลางน้อยลงและต้องการความสนใจจากผอู้ นื่ มากขึ้น

3.พัฒนาการด้านสังคมเป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมคร้ังแรกใน
ครอบครัว โดยมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และพ่ีน้อง เม่ือโตข้ึนต้องไปสถานศึกษาเด็กเริ่มเรียนรู้การติดต่อและการมี
สัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กในวัยเดียวกัน เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวให้เข้าสังคมกับ
เด็กอื่นพร้อมๆกับรู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพ่ือน เจตคติและพฤติกรรมทางสังคมของเด็กจะก่อข้ึนในวัยน้ี
และจะแฝงแน่นยากท่ีจะเปล่ียนแปลงในวัยต่อมา ดังน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่าพฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยนี้ มี 2
ลกั ษณะ คอื ลกั ษณะแรกนน้ั เป็นความสมั พนั ธ์กับผู้ใหญ่และลกั ษณะท่ีสองเป็นความสัมพันธ์กับเด็กในวัยใกล้เคียง
กนั

4.ด้านสติปัญญาความคิดของเด็กวัยนี้มีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยังไม่สามารถเข้าใจ
ความรู้สึกของคนอื่น เด็กมีความคิดเพียงแต่ว่าทุกคนมองส่ิงต่างๆรอบตัว และรู้สึกต่อส่ิงต่างๆ เหมือนตนเอง
ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ที่สุด เมื่ออายุ 4–5 ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของที่อยู่

10

รอบตัวได้ สามารถจาสง่ิ ต่างๆ ท่ีได้กระทาซ้ากันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้ส่ิงต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วน
ใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผลความคิดรวบยอดเกี่ยวกับส่ิงต่างๆ ท่ีอยู่
รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุท่ีเพ่ิมขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษา เด็กวัยน้ีเป็นระยะเวลาของการ
พัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีการฝึกฝนการใช้ภาษาจากการทากิจกรรมต่างๆ ในรูปของการพูดคุย การตอบ
คาถาม การเล่าเรื่อง การเล่านิทานและการทากิจกรรมต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการใช้ภาษาในสถานศึกษา เด็ก
ปฐมวัยสามารถใช้ภาษาแทนความคิดของตนและใช้ภาษาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอ่ืนได้ คาพูดของเด็กวัยนี้
อาจจะทาใหผ้ ูใ้ หญ่บางคนเข้าใจวา่ เด็กรู้มากแลว้ แตท่ จี่ ริงเด็กยงั ไมเ่ ขา้ ใจความหมายของคาและเรื่องราวลกึ ซึ้งนกั

มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกาหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จานวน 12 มาตรฐาน
ประกอบดว้ ย

1.พฒั นาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี 1ร่างกายเจริญเติบโตตามวยั และมีสุขนสิ ัยทด่ี ี
มาตรฐานท่ี 2กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์

กัน
2.พฒั นาการด้านอารมณ์ จติ ใจ ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี 3 มีสขุ ภาพจติ ดีและมีความสขุ
มาตรฐานที่ 4ช่ืนชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
มาตรฐานที่ 5มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และมจี ิตใจทด่ี ีงาม
3.พัฒนาการด้านสงั คม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคอื
มาตรฐานที่ 6 มที กั ษะชวี ิตและปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สงิ่ แวดล้อม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานท่ี 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ

ประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข
4.พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐานคอื
มาตรฐานท่ี 9 ใชภ้ าษาส่ือสารไดเ้ หมาะสมกับวยั
มาตรฐานท่ี 10 มีความสามารถในการคดิ ท่ีเปน็ พื้นฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานท่ี 12 มเี จตคติทด่ี ตี อ่ การเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับ

วัย

ตัวบง่ ช้ี

11

ตัวบ่งช้เี ป็นเปาู หมายในการพัฒนาเดก็ ทมี่ ีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง

ประสงค์

สภาพทพี่ งึ ประสงค์

สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยท่ีคาดหวังให้เด็กเกิดบนพื้นฐาน
พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุเพื่อนาไปใช้ในการกาหนดสาระเรียนรู้ใน
การจัดประสบการณ์ กจิ กรรมและประเมินพัฒนาการเด็กโดยมีรายละเอียดของมาตรฐาน มาตรฐานคุณลักษณะ
ทีพ่ ึงประสงค์ ตวั บ่งช้ี และสภาพทพ่ี งึ ประสงค์ ดงั น้ี

มาตรฐานท่ี 1 รา่ งกายเจริญเติบโตตามวยั เดก็ มสี ขุ นสิ ัยท่ีดี

ตัวบ่งชี้ท่ี 1.1มีน้าหนักและส่วนสงู ตามเกณฑ์

สภาพทีพ่ งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-นา้ หนักและสว่ นสูงตามเกณฑ์ของ
-นา้ หนักและสว่ นสงู ตามเกณฑ์ของ -น้าหนักและสว่ นสูงตามเกณฑ์ของ กรมอนามยั

กรมอนามยั กรมอนามัย

ตวั บ่งชที้ ี่ 1.2มสี ขุ ภาพอนามัย สขุ นสิ ัยที่ดี

สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-รับประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์ได้
-ยอมรบั ประทานอาหารที่มี -รับประทานอาหารทม่ี ปี ระโยชน์ หลายชนิดและดม่ื น้าสะอาดได้ดว้ ย
ตนเอง
ประโยชน์และด่มื นา้ ท่สี ะอาดเมอ่ื มี และดม่ื นา้ สะอาดดว้ ยตนเอง

ผู้ช้แี นะ

-ล้างมือก่อนรบั ประทานอาหารและ -ล้างมอื ก่อนรับประทานอาหารและ -ล้างมือก่อนรบั ประทานอาหารและ

หลงั จากใช้ห้องน้าห้องสว้ มเมื่อมีผู้ หลังจากใชห้ อ้ งนา้ ห้องสว้ มดว้ ย หลังจากใช้ห้องนา้ ห้องส้วมดว้ ย

ชแ้ี นะ ตนเอง ตนเอง

-นอนพกั ผ่อนเปน็ เวลา -นอนพักผ่อนเปน็ เวลา -นอนพกั ผ่อนเป็นเวลา

-ออกกาลังกายเปน็ เวลา -ออกกาลงั กายเป็นเวลา -ออกกาลังกายเป็นเวลา

12

ตัวบง่ ชที้ ่ี 1.3 รกั ษาความปลอดภยั ของตนเองและผู้อน่ื

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เลน่ และทากิจกรรมอย่างปลอดภยั -เลน่ และทากิจกรรมอย่างปลอดภยั -เล่นและทากจิ กรรมและปฏิบตั ติ อ่

เม่ือมีผชู้ ี้แนะ ดว้ ยตนเอง ผ้อู ื่นอย่างปลอดภยั

มาตรฐานที่ 2 กลา้ มเน้ือใหญแ่ ละกลา้ มเนอื้ เลก็ แข็งแรงใชไ้ ด้อยา่ งคล่องแคลว่ และประสาน

สัมพนั ธก์ นั

ตวั บ่งชท้ี ่ี 2.1 เคลอ่ื นไหวร่างกายอย่างคล่องแคลว่ ประสานสัมพันธ์และทรงตัวได้

สภาพที่พึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เดินตามแนวที่กาหนดได้ -เดนิ ต่อเท้าไปข้างหนา้ เปน็ เส้นตรง -เดินตอ่ เท้าถอยหลังเปน็ เส้นตรงได้โดย

ได้โดยไมต่ ้องกางแขน ไมต่ ้องกางเกง

-กระโดดสองขา ขึน้ ลงอยู่กับทไี่ ด้ -กระโดดขาเดยี วอยกู่ ับทไ่ี ด้โดยไม่ -กระโดดขาเดียว ไปข้างหนา้ ไดอ้ ยา่ ง

เสยี การทรงตัว ต่อเนอ่ื งโดยไมเ่ สยี การทรงตัว

-วงิ่ แลว้ หยุดได้ -วิง่ หลบหลีกสิง่ กีดขวางได้ -ว่งิ หลบหลีกสง่ิ กดี ขวางได้อย่าง

คลอ่ งแคล่ว

-รบั ลกู บอลโดยใช้มือและลาตัวช่วย -รบั ลกู บอลไดด้ ้วยมือทั้งสองข้าง -รบั ลกู บอลที่กระดอนขึน้ จากพ้นื ได้

ตัวบ่งชี้ท่ี 2.2ใชม้ อื -ตาประสานสมั พันธก์ ัน

สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ใช้กรรไกรตดั กระดาษตามแนวเส้นโคง้
-ใช้กรรไกรตัดกระดาขาดจากกันได้ -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนว ได้
-เขียนรปู สามเหล่ียมตามแบบได้อย่างมี
โดยใช้มือเดยี ว เส้นตรงได้ มุมชดั เจน
-รอ้ ยวสั ดทุ ี่มรี ูขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางจ
-เขยี นรูปวงกลมตามแบบได้ -เขียนรูปสีเ่ หล่ียมตามแบบได้อย่าง 0.25 ซม.ได้

มมี มุ ชดั เจน

-ร้อยวสั ดุทม่ี ีรขู นาดเส้นผา่ น -รอ้ ยวสั ดทุ ม่ี รี จู นาดเสน้ ผา่ นศูนย์

ศูนยก์ ลาง 1 ซม.ได้ 0.5 ซม.ได้

2.พัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจ 13

มาตรฐานท่ี 3 มสี ขุ ภาพจิตดีและมคี วามสขุ อายุ 5 ปี
-แสดงอารมณ์ ความรู้สกึ ไดส้ อดคล้อง
ตวั บ่งชที้ ่ี 3.1แสดงออกทางอารมณอ์ ย่างเหมาะสม กบั สถานการณอ์ ย่างเหมาะสม

สภาพทพ่ี ึงประสงค์ อายุ 5 ปี
-กลา้ พดู กล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม
อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี ตามสถานการณ์
-แสดงความพอใจในผลงานและ
-แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ -แสดงอารมณ์ ความร้สู ึกไดต้ าม ความสามารถของตนเองและผู้อ่ืน

เหมาะสมกบั บางสถานการณ์ สถานการณ์

ตัวบ่งชี้ที่ 3.2 มคี วามรู้สึกที่ดีตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี

-กลา้ พดู กลา้ แสดงออก -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง

เหมาะสมบางสถานการณ์

-แสดงความพอใจในผลงานตนเอง -แสดงความพอใจในผลงานและ

ความสามารถของตนเอง

มาตรฐานที่ 4 ช่นื ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว

ตวั บ่งชี้ท่ี 4.1สนใจและมคี วามสุขและแสดงออกผา่ นงานศลิ ปะ ดนตรแี ละการเคล่อื นไหว

สภาพท่พี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-สนใจและมีความสุขและแสดงออก -สนใจและมีความสุขและแสดงออก -สนใจและมคี วามสุขและแสดงออก

ผา่ นงานศิลปะ ผา่ นงานศลิ ปะ ผ่านงานศลิ ปะ

-สนใจ มคี วามสุขและแสดงออกผา่ น -สนใจ มีความสุขและแสดงออก -สนใจ มคี วามสุขและแสดงออกผา่ น

เสยี งเพลง ดนตรี ผ่านเสียงเพลง ดนตรี เสียงเพลง ดนตรี

-สนใจ มีความสุขและแสดงท่าทาง/ -สนใจ มคี วามสขุ และแสดงท่าทาง/ -สนใจ มคี วามสขุ และแสดงท่าทาง/

เคล่อื นไหวประกอบเพลง จงั หวะ เคลื่อนไหวประกอบเพลง จังหวะ เคลอื่ นไหวประกอบเพลง จังหวะและ

และ ดนตรี และ ดนตรี ดนตรี

14

มาตรฐานที่ 5 มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและมีจติ ใจที่ดงี าม

ตวั บ่งช้ีที่ 5.1ซื่อสตั ย์ สจุ ริต

สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
- ขออนญุ าตหรือรอคอยเมื่อต้องการ
-บอกหรอื ช้ีไดว้ า่ สง่ิ ใดเปน็ ของตนเอง - ขออนญุ าตหรอื รอคอยเม่ือ สิ่งของของผู้อนื่ ด้วยตนเอง

และสิง่ ใดเปน็ ของผู้อ่ืน ต้องการสง่ิ ของของผอู้ ่ืนเมือ่ มีผู้

ช้แี นะ

ตวั บง่ ชี้ท่ี 5.2 มีความเมตตา กรุณา มีน้าใจและช่วยเหลือแบ่งปนั

สภาพทพี่ งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-แสดงความรักเพื่อนและมีเมตตา -แสดงความรกั เพ่ือนและมีเมตตา -แสดงความรักเพ่อื นและมีเมตตาสตั ว์

สตั ว์เลย้ี ง สัตวเ์ ลยี้ ง เลี้ยง

-แบง่ ปนั สงิ่ ของให้ผอู้ น่ื ได้เมื่อมีผู้ -ชว่ ยเหลือและแบ่งปันผู้อนื่ ได้เมือ่ มี -ช่วยเหลือและแบง่ ปนั ผู้อ่นื ได้ดว้ ย

ช้ีแนะ ผชู้ ีแ้ นะ ตนเอง

ตัวบง่ ชี้ที่ 5.3มคี วามเหน็ อกเห็นใจผูอ้ นื่

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-แสดงสหี นา้ หรอื ทา่ ทางรบั รู้ความรู้สึก
-แสดงสหี น้าหรือทา่ ทางรบั รู้ -แสดงสีหนา้ หรอื ทา่ ทางรบั รู้ ผ้อู นื่ อย่างสอดคล้องกบสถานการณ์

ความรู้สึกผู้อืน่ ความรสู้ ึกผู้อน่ื

ตวั บ่งชี้ท่ี 5.4 มีความรับผดิ ชอบ สภาพที่พึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ทางานท่ีได้รบั มอบหมายจนสาเร็จ
เมอื่ มผี ู้ช่วยเหลอื -ทางานทไี่ ด้รบั มอบหมายจนสาเรจ็ -ทางานที่ไดร้ ับมอบหมายจนสาเร็จ

เมือ่ มีผ้ชู ี้แนะ ดว้ ยตนเอง

15

3.พฒั นาการด้านสงั คม

มาตรฐานท่ี 6 มีทกั ษะชวี ติ และปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ตัวบง่ ชท้ี ี่ 6.1ชว่ ยเหลือตนเองในการปฏบิ ัติกิจวตั รประจาวนั

สภาพทีพ่ งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

- แตง่ ตัวโดยมีผู้ช่วยเหลอื - แต่งตัวดว้ ยตนเอง - แตง่ ตวั ดว้ ยตนเองได้อย่าง

คล่องแคล่ว

- รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเอง -รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเอง - รับประทานอาหารด้วยตนเองอย่าง

ถกู วิธี

-ใช้ห้องน้าหอ้ งส้วมโดยมีผูช้ ว่ ยเหลอื -ใชห้ อ้ งน้าห้องสว้ มด้วยตนเอง -ใช้และทาความสะอาดหลังใชห้ ้องน้า

หอ้ งส้วมด้วยตนเอง

ตวั บง่ ชที้ ี่ 6.2มวี ินัยในตนอง สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ อายุ 5 ปี
อายุ 4 ปี -เก็บของเลน่ ของใชเ้ ข้าท่อี ยา่ ง
อายุ 3 ปี เรยี บรอ้ ยด้วยตนเอง
-เก็บของเล่นของใช้เขา้ ทเ่ี ม่ือมีผชู้ ีแ้ นะ -เกบ็ ของเล่นของใชเ้ ขา้ ที่ด้วย -เข้าแถวตาลาดบั กอ่ นหลงั ได้ด้วย
ตนเอง ตนเอง
-เขา้ แถวตาลาดบั ก่อนหลังได้เมอื่ มผี ู้ -เข้าแถวตาลาดบั ก่อนหลังได้ดว้ ย
ชแ้ี นะ ตนเอง

ตวั บง่ ช้ที ่ี 6.3ประหยัดและพอเพยี ง สภาพท่พี ึงประสงค์ อายุ 5 ปี
อายุ 4 ปี -ใช้ส่งิ ของเครื่องใช้อย่างประหยัด
อายุ 3 ปี และพอเพยี งดว้ ยตนเอง
-ใช้สิ่งของเคร่ืองใช้อย่างประหยดั และ -ใชส้ ิง่ ของเครื่องใช้อยา่ งประหยัด
พอเพยี งเม่ือมผี ูช้ ี้แนะ และพอเพยี งเมื่อมผี ชู้ ้แี นะ

16

มาตรฐานท่ี 7 รักธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเปน็ ไทย

ตวั บง่ ชีท้ ี่ 7.1 ดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม

สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-มสี ว่ นรว่ มในการดูแลรักษาธรรมชาติ -มีส่วนรว่ มในการดูแลรกั ษา -มีส่วนรว่ มในการดูแลรกั ษา

และสิ่งแวดล้อมเม่ือมีผู้ชแี้ นะ ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมเม่ือมผี ู้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดว้ ยตนเอง

ชแี้ นะ

-ทง้ิ ขยะไดถ้ ูกท่ี -ทิง้ ขยะได้ถูกที่ -ทิ้งขยะได้ถูกที่

ตวั บง่ ชีท้ ี่ 7.2 มมี ารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเปน็ ไทย

สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ปฏบิ ัตติ นตามมารยาทไทยได้ ตาม
ปฏิบตั ติ นตามมารยาทไทยได้ เมอ่ื มีผู้ -ปฏิบัตติ นตามมารยาทไทยได้ด้วย กาลเทศะ
-กลา่ วคาขอบคุณและขอโทษดว้ ย
ชแ้ี นะ ตนเอง ตนเอง
-ยนื ตรงและรว่ มร้องเพลงชาติไทย
-กล่าวคาขอบคุณและขอโทษเมื่อมีผู้ -กล่าวคาขอบคณุ และขอโทษดว้ ย และเพลงสรรเสรญิ พระมารมี

ชี้แนะ ตนเอง

-หยดุ เมื่อไดย้ นิ เพลงชาติไทยและเพลง -หยุดเมอื่ ได้ยินเพลงชาติไทยและ

สรรเสรญิ พระบารมี เพลงสรรเสริญพระบารมี

17

มาตรฐานที่ 8 อยรู่ ว่ มกับผู้อืน่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ และปฏบิ ตั ติ นเปน็ สมาชิกทด่ี ขี องสังคม

ในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

ตวั บง่ ชี้ท่ี 8.1ยอมรับความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เล่นและทากิจกรรมร่วมกับเดก็ ที่ -เลน่ และทากจิ กรรมร่วมกบั กล่มุ -เลน่ และทากิจกรรมร่วมกบั เดก็ ที่

แตกต่างไปจากตน เดก็ ท่แี ตกต่างไปจากตน แตกตา่ งไปจากตน

ตวั บ่งชท้ี ี่ 8.2 มีปฏิสัมพนั ธ์ทีด่ กี ับผู้อน่ื

สภาพทพี่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-เล่นหรอื ทางานร่วมกับเพื่อนอยา่ งมี
-เล่นรว่ มกับเพอื่ น -เลน่ หรอื ทางานรว่ มกับเพ่ือนเปน็ เปูาหมาย
-ยิม้ หรอื ทกั ทายหรือพดู คุยกบั ผใู้ หญ่
กลุม่ และบุคคลท่คี ุ้นเคยได้เหมาะสมกบั
สถานการณ์
-ย้ิมหรอื ทักทายผูใ้ หญ่และบุคคลท่ี -ยิ้มหรือทักทายหรือพดู คุยกบั

คนุ้ เคยเมื่อมผี ้ชู ี้แนะ ผู้ใหญแ่ ละบุคคลท่ีคุ้นเคยได้ด้วย

ตนเอง

ตวั บง่ ชี้ท่ี 8.3 ปฏิบตั ิตนเบอื้ งต้นในการเป็นสมาชกิ ที่ดีของสังคม

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลงเม่ือมผี ูช้ ี้แนะ -มสี ว่ นรว่ มสรา้ งข้อตกลงและ -มสี ว่ นรว่ มสรา้ งขอ้ ตกลงและปฏิบัติ

ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลงเมอ่ื มผี ชู้ ี้แนะ ตามข้อตกลงด้วยตนเอง

-ปฏบิ ัติตนเป็นผู้นาและผ้ตู ามเมื่อมผี ู้ -ปฏบิ ตั ิตนเป็นผู้นาและผตู้ ามทีด่ ไี ด้ -ปฏบิ ัตติ นเปน็ ผนู้ าและผู้ตามได้

ชีแ้ นะ ดว้ ยตนเอง เหมาะสมกบั สถานการณ์

-ยอมรับการประนปี ระนอมแก้ไข -ประนปี ระนอมแก้ไขปญั หาโดย -ประนีประนอมแกไ้ ขปญั หาโดย

ปัญหาเม่อื มีผูช้ แ้ี นะ ปราศจากการใช้ความรุนแรงเม่อื มี ปราศจากการใช้ความรนุ แรงด้วย

ผู้ชแ้ี นะ ตนเอง

18

5. ดา้ นสติปญั ญา

มาตรฐานท่ี 9 ใช้ภาษาส่ือสารไดเ้ หมาะสมกบั วยั

ตัวบง่ ช้ีที่ 9.1 สนทนาโตต้ อบและเล่าเรือ่ งใหผ้ ู้อื่นเข้าใจ

สภาพทีพ่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-ฟังผู้อนื่ พูดจนจบและโตต้ อบเกีย่ วกบั -ฟงั ผู้อ่นื พดู จนจบและสนทนา -ฟังผอู้ น่ื พูดจนจบและสนทนาโตต้ อบ

เรอ่ื งท่ีฟัง โต้ตอบสอดคล้องกับเรอ่ื งท่ฟี ัง อย่างต่อเนื่องเชือ่ มโยงกับเร่ืองท่ีฟัง

-เล่า เร่ืองดว้ ยประโยคสนั้ ๆ -เลา่ เรอื่ งเป็นประโยคอย่างต่อเนอื่ ง -เลา่ เป็นเรอื่ งราวตอ่ เนื่องได้

ตวั บง่ ชที้ ่ี 9.2 อ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ได้

สภาพท่พี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-อ่านภาพ และพดู ข้อความด้วยภาษา -อ่านภาพ สัญลักษณ์ คา พร้อมทง้ั -อา่ นภาพ สญั ลักษณ์ คา ด้วยการช้ี

ของตน ช้ี หรือกวาดตามองข้อความตาม หรือกวาดตามองจดุ เริ่มตน้ และจุด

บรรทัด จบของข้อความ

-เขียนขีด เขี่ย อย่างมีทศิ ทาง -เขียนคลา้ ยตัวอักษร -เขยี นชื่อของตนเอง ตามแบบ

เขยี นขอ้ ความดว้ ยวิธีท่คี ิดข้นึ เอง

19

มาตรฐานท่ี 10 มคี วามสามารถในการคดิ ทีเ่ ปน็ พ้ืนฐานในการเรยี นรู้

ตัวบ่งช้ีท่ี 10.1 มีความสามารถในการคดิ รวบยอด

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-บอกลักษณะของสง่ิ ของตา่ งๆจากการ -บอกลักษณะและส่วนประกอบ -บอกลกั ษณะ สว่ นประกอบ การ

สังเกตโดยใชป้ ระสาทสัมผัส ของสิง่ ของต่างๆจากการสังเกตโดย เปลยี่ นแปลง หรือความสมั พันธข์ อง

ใชป้ ระสาทสมั ผัส สิ่งของตา่ งๆจากการสังเกตโดยใช้

ประสาทสมั ผัส

-จบั ค่หู รือเปรียบเทยี บสิ่งต่างๆโดยใช้ -จับคู่และเปรยี บเทยี บความ -จบั คู่และเปรยี บเทียบความแตกต่าง

ลักษณะหรือหน้าที่การงานเพียง แตกต่างหรือความเหมอื นของสิง่ หรือความเหมือนของสิง่ ต่างๆโดยใช้

ลกั ษณะเดียว ต่างๆโดยใช้ลกั ษณะท่ีสังเกตพบ ลักษณะที่สงั เกตพบสองลกั ษณะขึน้

เพียงลักษณะเดียว ไป

-คัดแยกสงิ่ ตา่ งๆตามลักษณะหรือ -จาแนกและจัดกลุม่ ส่งิ ต่างๆโดยใช้ -จาแนกและจดั กลุม่ สง่ิ ต่างๆโดยใช้

หน้าทีก่ ารใช้งาน อยา่ งน้อยหนง่ึ ลักษณะเป็นเกณฑ์ ตง้ั แตส่ องลักษณะข้ึนไปเป็นเกณฑ์

-เรียงลาดับสง่ิ ของหรือเหตุการณ์อย่าง -เรียงลาดับสิง่ ของหรือเหตกุ ารณ์ -เรียงลาดับสิง่ ของหรือเหตกุ ารณ์

นอ้ ย 3 ลาดบั อยา่ งน้อย 4 ลาดบั อย่างน้อย 5 ลาดบั

ตวั บ่งชีท้ ี่ 10.2 มคี วามสามารถในการคิดเชิงเหตผุ ล

สภาพทพี่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-อธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตแุ ละผลท่ี
-ระบผุ ลทีเ่ กดิ ขนึ้ ในเหตกุ ารณ์หรอื การ -ระบสุ าเหตุหรือผลทเ่ี กิดขน้ึ ใน เกิดข้ึนในเหตุการณห์ รือการกระทา
ด้วยตนเอง
กระทาเม่ือมีผ้ชู ีแ้ นะ เหตกุ ารณ์หรือ การกระทาเม่ือมีผู้ -คาดคะเนสง่ิ ท่ีอาจจะเกดิ ข้ึน และมี
สว่ นร่วมในการลงความเหน็ จาก
ชี้แนะ ขอ้ มลู อยา่ งมีเหตุผล

-คาดเดา หรือ คาดคะเนสงิ่ ท่ีอาจ -คาดเดา หรือคาดคะเนสงิ่ ท่ีอาจจะ

เกดิ ขึน้ เกิดข้ึน หรือมีส่วนรว่ มในการลง

ความเหน็ จากข้อมูล

20

ตัวบ่งชี้ท่ี10.3 มีความสามารถในการคิดแกป้ ัญหาและตดั สนิ ใจ

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-ตดั สนิ ใจในเรื่องง่ายๆ -ตดั สนิ ใจในเรอ่ื งง่ายๆและเริ่มเรียนรู้ -ตดั สินใจในเรอื่ งง่ายๆและยอมรบั ผล

ผลที่เกิดข้ึน ที่เกิดขน้ึ

-แกป้ ญั หาโดยลองผดิ ลองถูก -ระบปุ ญั หา และแก้ปญั หาโดยลอง -ระบปุ ัญหาสร้างทางเลือกและเลือก

ผิดลองถกู วธิ ีแก้ปญั หา

มาตรฐานที่ 11 มีจนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

ตัวบ่งช้ที ี่ 11.1 เล่น/ทางานศิลปะตามจนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์

สภาพทีพ่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-สรา้ งผลงานศิลปะเพ่ือส่ือสารความคดิ -สรา้ งผลงานศิลปะเพื่อสอ่ื สาร -สรา้ งผลงานศิลปะเพ่ือส่ือสาร

ความรู้สกึ ของตนเอง ความคิด ความรสู้ ึกของตนเองโดยมี ความคิด ความรู้สึกของตนเองโดยมี

การดดั แปลงและแปลกใหม่จากเดมิ การดดั แปลงและแปลกใหม่จากเดมิ

หรือมีรายละเอยี ดเพิม่ ข้นึ และมรี ายละเอียดเพม่ิ ขน้ึ

ตวั บ่งชที้ ่ี 11.2 แสดงทา่ ทาง/เคล่อื นไหวตามจินตนาการอยา่ งสรา้ งสรรค์

สภาพท่พี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เคลอ่ื นไหวท่าทางเพอ่ื สื่อสารความคิด -เคลอื่ นไหวทา่ ทางเพ่อื ส่ือสาร -เคลือ่ นไหวท่าทางเพ่อื สื่อสาร

ความรสู้ ึกของตนเอง ความคิด ความรสู้ ึกของตนเอง ความคิด ความรู้สึกของตนเอง

อย่างหลากหลายหรือแปลกใหม่ อยา่ งหลากหลายและแปลกใหม่

21

มาตรฐานที่ 12 มเี จตคตทิ ีด่ ตี อ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้ได้

เหมาะสมกับวยั

ตัวบง่ ช้ีท่ี 12.1 มเี จตคตทิ ด่ี ีตอ่ การเรยี นรู้

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-สนใจฟังหรอื อ่านหนังสอื ดว้ ยตนเอง -สนใจซักถามเกี่ยวกับสัญลกั ษณห์ รือ -หยบิ หนังสอื มาอ่านและเขยี นสอื่

ตัวหนงั สือท่พี บเห็น ความคิดด้วยตนเองเปน็ ประจาอยา่ ง

ต่อเนื่อง

-กระตือรือรน้ ในการเขา้ ร่วมกิจกรรม -กระตือรือรน้ ในการเข้ารว่ มกิจกรรม -กระตือรือรน้ ในการร่วมกจิ กรรม

ตั้งแต่ตน้ จนจบ

ตัวบ่งช้ีท่ี 12.2 มีความสามารถในการแสวงหาความรู้

สภาพที่พึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ต่างๆ
-คน้ หาคาตอบของข้อสงสยั ต่างๆ ตาม -ค้นหาคาตอบของข้อสงสัยต่างๆ ตามวธิ กี ารที่หลากหลายด้วยตนเอง
-ใช้ประโยคคาถามว่า “เม่ือไร”
วิธีการทีม่ ีผู้ชี้แนะ ตามวิธีการของตนเอง อยา่ งไร” ในการค้นหาคาตอบ

-เชอ่ื มโยงคาถา “อะไร” ในการคน้ หา -ใช้ประโยคคาถามวา่ “ท่ีไหน”

คาตอบ “ทาไม” ในการค้นหาคาตอบ

22

การจดั เวลาเรียน

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกาหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 1 - 3
ปีการศึกษาโดยประมาณ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เร่ิมเข้าสถานศึกษาหรือสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย เวลา
เรียนสาหรับเด็กปฐมวัยขึ้นอยู่กับสถานศึกษาแต่ละแห่ง โดยมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 180 วันต่อ 1 ปีการศึกษา
ในแต่ละวันจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า5ชั่วโมงโดยสามารถปรับเปล่ียนให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและ
สถาบนั พฒั นาเดก็ ปฐมวัย

สาระการเรยี นร้รู ายปี

สาระการเรียนรูใ้ ชเ้ ปน็ สือ่ กลางในการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุก
ดา้ น ให้เปน็ ไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กาหนด ประกอบด้วยประสบการณ์สาคัญและสาระท่คี วรเรยี นรู้ ดังนี้

1. ประสบการณส์ าคญั
ประสบการณส์ าคญั เป็นแนวทางสาหรับผู้สอนไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ให้เด็ก

ปฐมวยั เรียนรู้ ลงมือปฏบิ ตั ิ และไดร้ ับการสง่ เสรมิ พัฒนาการครอบคลมุ ทุกดา้ น ดังน้ี
1.1ประสบการณ์สาคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส

พฒั นาการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ กล้ามเน้ือเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาทในการ
ทากจิ วัตรประจาวนั หรอื ทากิจกรรมต่างๆและสนบั สนนุ ให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย และการรักษา
ความปลอดภัย ดังน้ี

1.1.1 การใช้กล้ามเนื้อใหญ่
1.1.1.1 การเคลื่อนไหวอยู่กบั ที่
1.1.1.2 การเคลือ่ นไหวเคลอ่ื นท่ี
1.1.1.3 การเคลือ่ นไหวพร้อมวสั ดอุ ปุ กรณ์
1.1.1.4 การเคล่ือนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในการ

ขวา้ ง การจับ การโยน การเตะ
1.1.1.5 การเล่นเคร่ืองเล่นสนามอยา่ งอิสระ

1.1.2 การใช้กล้ามเนือ้ เล็ก
1.1.2.1 การเลน่ เครื่องเลน่ สัมผสั และการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก
1.1.2.2 การเขยี นภาพและการเล่นกบั สี
1.1.2.3 การปั้น
1.1.2.4 การประดิษฐส์ ่ิงตา่ งๆดว้ ย เศษวัสดุ
1.1.2.5 การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉกี การตดั การปะและการร้อยวัสดุ

1.1.3 การรักษาสุขภาพอนามัยสว่ นตวั
1.1.3.1 การปฏิบตั ิตนตามสุขอนามัย สุขนสิ ยั ทีด่ ใี นกิจวัตรประจาวัน

1.1.4 การรกั ษาความปลอดภยั

23

1.1.4.1การปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภัยในกจิ วตั รประจาวัน
1.1.4.2การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับการปูองกันและรักษาความ
ปลอดภยั
1.1.4.3การเล่นเครอื่ งเลน่ อย่างปลอดภยั
1.1.4.4การเล่นบทบาทสมมติเหตกุ ารณ์ต่างๆ
1.1.5 การตระหนักรูเ้ กยี่ วกบั ร่างกายตนเอง
1.1.5.1 การเคลือ่ นไหวเพ่ือควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นท่ี
1.1.5.2 การเคลอื่ นไหวขา้ มสิ่งกดี ขวาง
1.2ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้
แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะท่ีเป็นอัต
ลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืนได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
สนุ ทรียภาพ ความรูส้ ึกทีด่ ตี ่อตนเอง และความเชอื่ มัน่ ในตนเองขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตา่ งๆ ดังน้ี
1.2.1 สุนทรยี ภาพ ดนตรี
1.2.1.1 การฟังเพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกริ ยิ าโต้ตอบเสยี งดนตรี
1.2.1.2การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
1.2.1.3 การเล่นบทบาทสมมติ
1.2.1.4 การทากจิ กรรมศิลปะต่างๆ
1.2.1.5 การสร้างสรรค์สิง่ สวยงาม
1.2.2 การเล่น
1.2.2.1 การเล่นอสิ ระ
1.2.2.2 การเล่นรายบคุ คล กล่มุ ย่อย กลมุ่ ใหญ่
1.2.2.3 การเลน่ ตามมุมประสบการณ์
1.2.2.4 การเล่นนอกห้องเรียน
1.2.3คุณธรรม จรยิ ธรรม
1.2.3.1การปฏบิ ัติตนตามหลักศาสนาท่นี ับถอื
1.2.3.2การฟงั นทิ านเกยี่ วกบั คณุ ธรรม จริยธรรม
1.2.3.3การร่วมสนทนาแลกเปลีย่ นความคิดเห็นเชงิ จริยธรรม
1.2.4 การแสดงออกทางอารมณ์
1.2.4.1การสะท้อนความรสู้ กึ ของตนเองและผู้อื่น
1.2.4.2การเล่นบทบาทสมมติ
1.2.4.3การเคลอ่ื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
1.2.4.4การรอ้ งเพลง
1.2.4.5การทางานศลิ ปะ

24

1.2.5 การมีอัตลกั ษณเ์ ฉพาะตนและเชื่อวา่ ตนเองมีความสามารถ
1.2.5.2 การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง

1.2.6 การเหน็ อกเห็นใจผูอ้ น่ื
1.2.6.1การแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นอกเห็นใจเม่ือผู้อ่ืนเศร้าหรือเสียใจ

และการช่วยเหลือปลอบโยนเม่อื ผอู้ ื่นได้รบั บาดเจ็บ
1.3 ประสบการณส์ าคัญท่ีสง่ เสริมพฒั นาการด้านสังคมเป็นการสนับสนุนให้เดก็ ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์

กับบุคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การ
ทางานกบั ผอู้ ื่น การปฏบิ ัตกิ จิ วัตรประจาวัน การแก้ปญั หาข้อขดั แย้งตา่ งๆ

1.3.1 การปฏบิ ัตกิ ิจวัตรประจาวนั
1.3.1.1 การช่วยเหลือตนเองในกจิ วัตรประจาวัน
1.3.1.2 การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

1.3.2 การดแู ลรักษาธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม
1.3.2.1การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก

หอ้ งเรียน
1.3.2.2 การทางานศิลปะที่ใช้วัสดุหรือส่ิงของท่ีใช้แล้วมาใช้ซ้าหรือแปรรูปแล้วนา

กลับมาใช้ใหม่
1.3.2.3การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้
1.3.2.4 การเลีย้ งสัตว์
1.3.2.5 การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ท่ีเกี่ยวกับธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมใน

ชีวติ ประจาวัน
1.3.3 การปฏบิ ัติตามวัฒนธรรมทอ้ งถิน่ ที่อาศยั และความเป็นไทย
1.3.3.1การเลน่ บทบาทสมมุตกิ ารปฏบิ ัตติ นในความเป็นคนไทย
1.3.3,2การปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและประเพณีไทย
1.3.3.3การประกอบอาหารไทย
1.3.3.4การศกึ ษานอกสถานท่ี
1.3.3.5การละเล่นพน้ื บ้านของไทย
1.3.4 การมีปฏสิ มั พนั ธ์ มวี ินยั มีสวนรว่ ม และบทบาทสมาชิกของสงั คม
1.3.4.1 การรว่ มกาหนดขอ้ ตกลงของห้องเรยี น
1.3.4.2 การปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชิท่ีดีของห้องเรยี น
1.3.4.3 การให้ความร่วมมอื ในการปฏิบัตกิ จิ กรรมต่าง ๆ
1.3.4.4 การดแู ลห้องเรยี นรว่ มกนั
1.3.4.5 การรว่ มกจิ กรรมวันสาคญั
1.3.5 การเลน่ แบบรว่ มมือร่วมใจ

25

1.3.5.1 การรว่ มสนทนาและแลกเปล่ียนความคิดเหน็
1.3.5.2 การเลน่ และทางานร่วมกับผูอ้ ่ืน
1.3.5.3 การทาศลิ ปะแบบรว่ มมือ
1.3.6 การแกป้ ญั หาความขดั แย้ง
1.3.6.1 การมสี ่วนรว่ มในการเลือกวธิ กี ารแก้ปญั หา
1.3.6.2 การมีสว่ นร่วมในการแกป้ ญั หาความขัดแยง้
1.3.7 การยอมรบั ในความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
1.3.7.1 การเล่นหรือ ทากิจกรรมร่วมกับกล่มุ เพื่อน
1.4 ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้
สิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อม บุคคลและส่ือต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย
เพ่ือเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล และ
การคิดรวบยอดเกี่ยวกับส่ิงต่างๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ใน
ระดบั ทสี่ ูงขึ้นตอ่ ไป
1.4.1 การใชภ้ าษา
1.4.1.1 การฟังเสียงตา่ งๆ ในส่งิ แวดล้อม
1.4.1.2 การฟงั และปฏิบัติตามคาแนะนา
1.4.1.3 การฟงั เพลง นทิ าน คาคล้องจอง บทร้อยกรงหรือเรอ่ื งราวตา่ งๆ
1.4.1.4 การแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ
1.4.1.5การพูดกับผู้อ่ืนเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือพูดเล่าเร่ืองราวเกี่ยวกับ
ตนเอง
1.4.1.6 การพูดอธบิ ายเกีย่ วกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสง่ิ ต่างๆ
1.4.1.7 การพดู อยา่ งสร้างสรรคใ์ นการเล่น และการกระทาตา่ งๆ
1.4.1.8 การรอจังหวะทเ่ี หมาะสมในการพูด
1.4.1.9 การพดู เรียงลาดับเพือ่ ใชใ้ นการสอื่ สาร
1.4.1.10 การอา่ นหนังสือภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รปู แบบ
1.4.1.11 การอา่ นอสิ ระตามลาพงั การอ่านร่วมกนั การอา่ นโดยมีผู้ชี้แนะ
1.4.1.12 การเหน็ แบบอย่างของการอา่ นที่ถูกต้อง
1.4.1.13 การสังเกตทิศทางการอ่านตวั อักษร คา และขอ้ ความ
1.4.1.14 การอา่ นและชข้ี ้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จากบน
ลงล่าง
1.4.1.15 การสังเกตตวั อักษรในชื่อของตน หรือคาคนุ้ เคย
1.4.1.16 การสังเกตตัวอกั ษรที่ประกอบเปน็ คาผา่ นการอา่ นหรอื เขียนของผ้ใู หญ่

26

1.4.1.17 การคาดเดาคา วลี หรือประโยค ท่ีมีโครงสร้างซ้าๆกัน จากนิทาน เพลง คา
คลอ้ งจอง

1.4.1.18 การเล่นเกมทางภาษา
1.4.1.19 การเหน็ แบบอย่างของการเขยี นทีถ่ ูกต้อง
1.4.1.20 การเขียนร่วมกนั ตามโอกาส และการเขยี นอสิ ระ
1.4.1.21 การเขยี นคาทม่ี ีความหมายกบั ตวั เด็ก/คาคุน้ เคย
1.4.1.22 การคิดสะกดคาและเขียนเพ่อื ส่ือความหมายดว้ ยตนเองอย่างอิสระ
1.4.2 การคดิ รวบยอด การคดิ เชิงเหตุผล การตัดสินใจและแก้ปญั หา
1.4.2.1 การสังเกตลักษณะส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของส่ิง
ตา่ งๆ โดยใชป้ ระสาทสมั ผัสอย่างเหมาะสม
1.4.2.2 การสงั เกตสิง่ ต่างๆ และสถานท่ีจากมมุ มองที่ต่างกนั
1.4.2.3 การบอกและแสดงตาแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของส่ิงต่างๆด้วยการ
กระทา ภาพวาด ภาพถา่ ย และรูปภาพ
1.4.2.4 การเล่นกับสื่อต่างๆที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก ทรง
กรวย
1.4.2.5 การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจาแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและรูปร่าง
รูปทรง
1.4.2.6 การต่อของชนิ้ เลก็ เติมในช้ินใหญใ่ ห้สมบูรณ์ และการแยกช้ินสว่ น
1.4.2.7 การทาซา้ การตอ่ เติม และการสรา้ งแบบรปู
1.4.2.8 การนบั และแสดงจานวนของส่ิงตา่ งๆในชวี ติ ประจาวนั
1.4.2.9 การเปรยี บเทียบและเรยี งลาดบั จานวนของสิง่ ตา่ งๆ
1.4.2.10 การรวมและการแยกสิ่งต่างๆ
1.4.2.11 การบอกและแสดงอนั ดับท่ีของสง่ิ ตา่ งๆ
1.4.2.12 การช่ัง ตวง วดั สิ่งตา่ งๆโดยใชเ้ ครื่องมือและหน่วยที่ไมใ่ ชห่ นว่ ยมาตรฐาน
1.4.2.13 การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงลาดับ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะความ
ยาว/ความสงู น้าหนัก ปรมิ าตร
1.4.2.14 การบอกและเรียงลาดับกจิ กรรมหรอื เหตกู ารณ์ตามช่วงเวลา
1.4.2.15 การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตร์กับเหตุการณ์ในชีวิตประจาวัน
1.4.2.16 การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขน้ึ ในเหตกุ ารณ์หรือการกระทา
1.4.2.17 การคาดเดาหรอื การคาดคะเนส่งิ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างมเี หตผุ ล
1.4.2.18 การมสี ่วนร่วมในการลงความเหน็ จากขอ้ มูลอย่างมีเหตุผล
1.4.2.19 การตัดสินใจและมสี ่วนรว่ มในกระบวนการแก้ปัญหา
1.4.3 จนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

27

1.4.3.1 การรบั รู้ และแสดงความคดิ ความร้สู ึกผา่ นส่ือ วสั ดุ ของเลน่ และช้ินงาน
1.4.3.2 การแสดงความคดิ สร้างสรรค์ผา่ นภาษา ทา่ ทาง การเคลือ่ นไหว และศิลปะ
1.4.3.3การสร้างสรรคช์ ้ินงานโดยใชร้ ปู รา่ งรูปทรงจากวัสดุทห่ี ลากหลาย
1.4.4 เจตคติท่ดี ีตอ่ การเรยี นร้แู ละการแสวงหาความรู้
1.4.4.1 การสารวจสิง่ ต่างๆ และแหลง่ เรยี นรู้รอบตวั
1.4.4.2 การต้งั คาถามในเร่อื งทส่ี นใจ
1.4.4.3การสืบเสาะหาความรู้เพื่อค้นหาคาตอบของข้อสงสัยตา่ งๆ
1.4.4.4 การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและนาเสนอข้อมูลจากการสืบเสาะหา
ความรใู้ นรปู แบบตา่ งๆและแผนภมู ิอย่างงา่ ย

สาระทีค่ วรเรียนรู้

สาระท่ีควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กท่ีนามาเป็นส่ือกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิด
แนวคิดหลังจากนาสาระการเรียนรู้นั้นๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพ่ือให้บรรลุจัดหมายที่กาหนดไว้ท้ังน้ีไม่เน้น
การท่องจาเน้ือหา ครูสามารถกาหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความสนใจของ
เด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สาคัญ ท้ังนี้อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคานึงถึงประสบการณ์และ
ส่ิงแวดลอ้ มในชีวติ จริงของเด็ก ดงั นี้

2.1 เรอ่ื งราวเกย่ี วกับตัวเดก็ เด็กควรรูจ้ กั ช่ือ นามสกลุ รูปรา่ งหน้าตา รจู้ กั อวยั วะต่างๆ วิธีระวัง
รักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยท่ีดี การรับประทานอาหารท่ีเป็นประโยชน์ การระมัดระวังความ
ปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัยการรู้จักความเป็นมาของ
ตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและ
ผอู้ น่ื การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน การกากับตนเอง การเล่นและทาสิ่ง
ต่างๆด้วยตนเองตามลาพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการ
รับร้อู ารมณ์และความรูส้ ึกของตนเองและผ้อู นื่ การแสดงออกทางอารมณแ์ ละความร้สู กึ อยา่ งเหมาะสม การแสดง
มารยาททด่ี ี การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม

2.2 เร่ืองราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับครอบครัว
สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ท่ีเด็กต้องเก่ียวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจาวัน สถานที่
สาคัญ วันสาคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สาคัญของชาติไทยและ
การปฏิบตั ติ ามวฒั นธรรมทอ้ งถิน่ และความเป็นไทย หรอื แหลง่ เรียนร้จู ากภูมิปัญญาท้องถ่ินอื่นๆ

2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปล่ียนแปลง
และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สตั ว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเก่ียวกับดิน น้า ท้องฟูา สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง
และพลงั งานในชีวติ ประจาวนั ท่แี วดล้อมเดก็ รวมท้งั การอนรุ ักษ์สง่ิ แวดล้อมและการรกั ษาสาธารณสมบตั ิ

2.4 ส่ิงต่างๆรอบตัวเด็กเด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน
ชีวิตประจาวัน ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง

28

รปู ทรง ปริมาตร น้าหนัก จานวน ส่วนประกอบ การเปลย่ี นแปลงและความสัมพนั ธข์ องส่งิ ตา่ งๆรอบตวั เวลา เงิน
ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สง่ิ ของเคร่อื งใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยแี ละการสื่อสารต่างๆ
ท่ีใชอ้ ยใู่ นชีวติ ประจาวันอยา่ งประหยัด ปลอดภัยและรักษาสง่ิ แวดล้อม

การจดั ประสบการณ์

การจัดประสบการณ์สาหรบั เด็กปฐมวัยอายุ 3 - 6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการ
ผ่านการเล่น การลงมือกระทาจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลายเกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม
รวมทง้ั เกดิ การพัฒนาท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็นรายวิชาโดยมีหลักการ และ
แนวทางการจัดประสบการณ์ ดังน้ี

1. หลกั การจัดประสบการณ์
1.1 จัดประสบการณก์ ารเล่นและการเรยี นรู้หลากหลายเพือ่ พัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่างสมดุล

และต่อเน่อื ง
1.2 เน้นเด็กเป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ

บรบิ ทของสงั คมท่ีเด็กอาศยั อยู่
1.3 จัดให้เดก็ ไดร้ ับการพัฒนา โดยให้ความสาคัญกับกระบวนการเรยี นรู้และพฒั นาการของเด็ก
1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเน่ือง และเป็นส่วนหนึ่งของการจัด

ประสบการณ์ พร้อมทง้ั นาผลการประเมินมาพัฒนาเดก็ อยา่ งต่อเนื่อง
1.5ใหพ้ ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทุกฝาุ ยทีเ่ ก่ยี วขอ้ งมีส่วนร่วมในการพฒั นาเด็ก

2. แนวทางการจดั ประสบการณ์
2.1 จดั ประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทางานของสมองที่เหมาะสม

กับอายุ วุฒิภาวะและระดบั พัฒนาการ เพอ่ื ใหเ้ ด็กทุกคนได้พฒั นาเตม็ ตามศักยภาพ
2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทาเรียนรู้ผ่าน

ประสาสัมผสั ทั้งหา้ ได้เคลื่อนไหว สารวจ เลน่ สงั เกต สบื ค้น ทดลอง และคิดแกป้ ญั หาด้วยตนเอง
2.3 จดั ประสบการณ์แบบบรู ณาการ โดยบรู ณาการท้ังกิจกรรมทกั ษะและสาระการเรยี นรู้
2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเร่ิมคิด วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทาและนาเสนอความคิด

โดยครหู รอื ผูจ้ ัดประสบการณเ์ ปน็ ผ้สู นบั สนุนอานวยความสะดวก และเรยี นร้รู ว่ มกบั เดก็
2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอ่ืนกับผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อ

การเรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอ่นุ มีความสขุ และเรียนร้กู ารทากิจกรรมแบบร่วมมือในลกั ษณะต่างๆกัน
2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับส่ือและแหล่งการเรียนรี่หลากหลายและอยู่ในวิถี

ชวี ติ ของเดก็
2.7 จัดประสบการณ์ท่ีส่งเสริมลักษณะนิสัยท่ีดีและทักษะการใช้ชีวิตประจาวันตลอดจน

สอดแทรกคณุ ธรรมจรยิ ธรรมให้เป็นสว่ นหน่งึ ของการจดั ประสบการณ์การเรียนรอู้ ยา่ งต่อเน่ือง

29

2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะท่ีดีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจริง
โดยไม่ได้คาดการณ์ไว้

2.9 จัดทาสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น
รายบุคคล นามาไตร่ตรองและใชใ้ หเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาเดก็ และการวจิ ัยในช้ันเรียน

2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การ
สนับสนนุ สือ่ แหล่งเรยี นรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรม และการประเมนิ พฒั นาการ

3. การจดั กจิ กรรมประจาวนั
กิจกรรมสาหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปีบริบูรณ์สามารถนามาจัดเป็นกิจกรรมประจาวันได้หลาย

รปู แบบเปน็ การช่วยให้ครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทากิจกรรมอะไร เม่ือใด และอย่างไร
ทั้งน้ีการจัดกิจกรรมประจาวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ข้ึนอยู่กับความเหมาะสมในการนาไปใช้ของแต่ละ
หน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สาคัญครูผู้สอนต้องคานึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้านการจัด
กจิ กรรมประจาวันมหี ลกั การจดั และขอบขา่ ยกิจกรรมประจาวัน ดงั น้ี

3.1 หลักการจัดกิจกรรมประจาวัน
3.1.1 กาหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก

ในแต่ละวนั แตย่ ดื หยุ่นไดต้ ามความต้องการและความสนใจของเดก็ เชน่
วยั 3 - 4 ปมี คี วามสนใจช่วงส้ันประมาณ 8 - 12 นาที
วยั 4 - 5 ปี มีความสนใจอยู่ไดป้ ระมาณ 12 - 15 นาที
วัย 5 - 6 ปมี คี วามสนใจอยไู่ ดป้ ระมาณ 15 - 20 นาที
3.1.2กจิ กรรมท่ีตอ้ งใช้ความคดิ ท้งั ในกลมุ่ เลก็ และกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนาน

เกินกวา่ 20 นาที
3.1.3 กิจกรรมท่ีเด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพ่ือช่วยให้เด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิด

แกป้ ัญหา คิดสรา้ งสรรค์ เชน่ การเลน่ ตามมุม การเล่นกลางแจง้ ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40 - 60 นาที
3.1.4 กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้

กล้ามเนอ้ื ใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมท่ีเด็กเป็นผู้ริเริ่มและ
ครูผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้ริเริ่มและกิจกรรมที่ใช้กาลังและไม่ใช้กาลังจัดให้ครบทุกประเภท ท้ังนี้
กจิ กรรมทตี่ ้องออกกาลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมท่ไี ม่ตอ้ งออกกาลังมากนกั เพ่ือเดก็ จะไดไ้ ม่เหน่อื ยเกินไป

3.2 ขอบขา่ ยของกจิ กรรมประจาวนั
การเลือกกิจกรรมท่ีจะนามาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับความ
เหมาะสมในการนาไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สาคัญครูผู้สอนต้องคานึงถึงการจัดกิจกรรมให้
ครอบคลุมพัฒนาการทกุ ด้าน ดังตอ่ ไปน้ี

3.2.1 การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว ความ
ยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ โดยจัด
กิจกรรมให้เดก็ ไดเ้ ล่นอิสระกลางแจง้ เลน่ เคร่อื งเล่นสนาม ปนี ปุายเลน่ อสิ ระ เคลือ่ นไหวรา่ งกายตามจงั หวะดนตรี

30

3.2.2 การพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กเป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเน้ือเล็ก
กล้ามเนื้อมือ–น้ิวมือการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเน้ือมือและระบบประสาทตามือได้อย่างคล่องแคล่วและ
ประสานสัมพนั ธ์ โดยจัดกจิ กรรมใหเ้ ด็กได้เล่นเครอ่ื งสัมผัส เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย
หยิบจบั ชอ้ นส้อม และใช้อปุ กรณ์ศิลปะ เชน่ สีเทยี น กรรไกร พกู่ ัน ดินเหนียว ฯลฯ

3.2.3 การพัฒนาการอารมณ์ จิตใจ และปลกู ฝังคณุ ธรรม จรยิ ธรรมเป็นการปลูกฝังให้
เดก็ มคี วามรู้สึกที่ดตี ่อตนเองและผ้อู ่นื มีความเชื่อม่ัน กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซ่ือสัตย์ ประหยัด เมตตา
กรุณา เอ้ือเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือโดยจัดกิจกรรมต่างๆ
ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตาความต้องการได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรก
คุณธรรม จรยิ ธรรมอยา่ งตอ่ เนื่อง

3.2.4 การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยท่ีดี แสดงออกอย่าง
เหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทากิจวัตรประจาวันมีนิสัยรักการทางาน
ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อ่ืนโดยรวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติ
กจิ วัตรประจาวันอย่างสม่าเสมอ เช่น รับประทานอาหาร พกั ผอ่ นนอนหลบั ขับถ่าย ทาความสะอาดร่างกาย เล่น
และทางานรว่ มกบั ผู้อน่ื ปฏบิ ตั ิตามกฎกติกาขอ้ ตกลงของร่วมรวม เกบ็ ของเข้าทีเ่ ม่อื เล่นหรือทางานเสร็จ

3.2.5 การพัฒนาการคิดเป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้
สนทนา อภิปรายและเปลย่ี นความคิดเห็น เชญิ วิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่เล่นเกมการศึกษา ฝึก
การแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ฝึกออกแบบและสร้างช้ินงาน และทากิจกรรมท้ังเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่และ
รายบคุ คล

3.2.6 การพัฒนาภาษาเป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด
ความร้คู วามเข้าใจในสงิ่ ตา่ งๆ ท่ีเดก็ มีประสบการณโ์ ดยสามารถต้งั คาถามในสิ่งทสี่ งสยั ใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษา
ใหม้ คี วามหลากหลายในสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน
เขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างท่ีดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคานึงถึงหลักการจัด
กิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกบั เดก็ เป็นสาคญั

3.2.7 การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นการส่งเสริมให้เด็กมี
ความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐ์ส่ิงต่างๆ อย่างอิสระ เล่นบทบาทสมมุติ
เล่นนา้ เล่นทราย เล่นบลอ็ ก และเลน่ ก่อสร้าง

การสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้

การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา มีความสาคัญต่อเด็กเน่ืองจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้
สนใจท่ีจะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับส่ิงแวดล้อมรอบๆตัว ดังน้ันการจัดเตรียมส่ิงแวดล้อม
อย่างเหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จึงมีความสาคัญท่ีเก่ียวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก เด็ก

31

สามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าจึงจาเป็นต้องจัด
สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของหลักสูตร เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายใน
การพฒั นาเด็ก

การจดั สภาพแวดลอ้ มคานงึ ถงึ ส่ิงตอ่ ไปน้ี
1.ความสะอาด ความปลอดภยั
2.ความมีอิสระอยา่ งมีขอบเขตในการเล่น
3.ความสะดวกในการทากจิ กรรม
4.ความพรอ้ มของอาคารสถานที่ เชน่ ห้องเรยี น ห้องนา้ ห้องส้วม สนามเด็กเล่น
5.ความเพียงพอเหมาะสมในเรอื่ งขนาด น้าหนัก จานวน สีของสือ่ และเครื่องเล่น
6.บรรยากาศในการเรียนรู้ การจดั ที่เล่นและมมุ ประสบการณ์ต่าง ๆ

สภาพแวดลอ้ มภายในห้องเรียน
หลักสาคัญในการจัดต้องคานึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เปูาหมายการพัฒนาเด็ก ความ

เป็นระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น ม่ันใจ และมีความสุข ซึ่งอาจจัดแบ่งพื้นที่ให้
เหมาะสมกบั การประกอบกิจกรรมตามหลกั สตู ร ดงั น้ี

1. พน้ื ทีอ่ านวยความสะดวกเพ่อื เด็กและผสู้ อน
1.1 ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจดั เป็นแผ่นปาู ย หรอื ท่ีแขวนผลงาน
1.2 ทีเ่ ก็บแฟมู ผลงานของเดก็ อาจจดั ทาเป็นกล่องหรือจัดใสแ่ ฟมู รายบุคคล
1.3 ทเ่ี ก็บเครือ่ งใชส้ ว่ นตวั ของเดก็ อาจทาเปน็ ช่องตามจานวนเดก็
1.4 ทเ่ี ก็บเคร่ืองใชข้ องผสู้ อน เชน่ อุปกรณ์การสอน ของสว่ นตัวผสู้ อน ฯลฯ
1.5 ปูายนเิ ทศตามหน่วยการสอนหรือส่งิ ท่ีเด็กสนใจ

2. พน้ื ท่ีปฏบิ ัตกิ ิจกรรมและการเคลื่อนไหวต้องกาหนดให้ชัดเจน ควรมีพ้ืนที่ท่ีเด็กสามารถจะ
ทางานไดด้ ้วยตนเอง และทากิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคล่ือนไหวได้อย่างอิสระจาก
กิจกรรมหนง่ึ ไปยงั กิจกรรมหนึ่งโดยไมร่ บกวนผ้อู ื่น

3. พื้นท่ีจัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของ
ห้องเรียน จดั แยกส่วนทใ่ี ช้เสยี งดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบลอ็ กอยหู่ ่างจากมมุ หนงั สือ
มุมบทบาทสมมติอยู่ติดกับมุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มุมศิลปะฯลฯ ท่ีสาคัญจะต้องมีของเล่น วัสดุอุปกรณ์
ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรีมักถูกกาหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจาวัน
เพ่อื ใหโ้ อกาสเด็กไดเ้ ลน่ อยา่ งเสรีประมาณวันละ60นาทีการจัดมุมเลน่ ตา่ งๆ ผ้สู อนควรคานึงถึงสิ่งตอ่ ไปน้ี

3.1ในห้องเรียนควรมีมุมเล่นอย่างน้อย 3 - 5 มมุ ทงั้ นข้ี ึน้ อยกู่ ับพืน้ ท่ขี องห้องเรยี น
3.2ควรไดม้ กี ารผลัดเปลีย่ นสือ่ ของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเด็ก

32

3.3 ควรจัดให้มีประสบการณ์ท่ีเด็กได้เรียนรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเล่น เช่น เด็ก
เรียนรู้เรื่องผีเสื้อ ผู้สอนอาจจัดให้มีการจาลองการเกิดผีเสื้อล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุม
วิทยาศาสตร์ ฯลฯ

3.4 ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น ทั้งน้ีเพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็น
เจา้ ของ อยากเรียนรู้ อยากเขา้ เล่น

3.5 ควรเสริมสร้างวินัยให้กับเด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้อง
จดั เกบ็ อปุ กรณ์ทุกอย่างเข้าท่ีให้เรียบร้อยสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในอาณา
บริเวณรอบๆ สถานศึกษา รวมท้ังจัดสนามเด็กเล่น พร้อมเครื่องเล่นสนาม จัดระวังรักษาความปลอดภัยภายใน
บริเวณสถานศึกษาและบริเวณรอบนอกสถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่นรอบๆ
บริเวณสถานศึกษา ส่ิงต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กบริเวณสนามเด็ก
เลน่ ต้องจดั ให้สอดคลอ้ งกบั หลกั สูตร ดังน้ี

สนามเด็กเลน่ มีพน้ื ผิวหลายประเภท เช่น ดนิ ทราย หญา้ พ้นื ที่สาหรับเล่นของเล่นที่มี
ลอ้ รวมทง้ั ท่ีรม่ ที่โล่งแจ้ง พนื้ ดินสาหรับขุด ที่เล่นน้า บ่อทราย พร้อมอุปกรณ์ประกอบการเล่น เครื่องเล่นสนาม
สาหรับปีนปุาย ทรงตัว ฯลฯ ทั้งนี้ต้องไม่ติดกับบริเวณท่ีมีอันตราย ต้องหมั่นตรวจตราเคร่ืองเล่นให้อยู่ในสภาพ
แขง็ แรง ปลอดภัยอย่เู สมอ และหมนั่ ดูแลเร่อื งความสะอาด

ที่นัง่ เลน่ พักผอ่ น จัดทีน่ ่งั ไว้ใต้ต้นไม้มีร่มเงา อาจใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยๆ หรือกิจกรรมท่ี
ต้องการความสงบ หรืออาจจัดเปน็ ลานนทิ รรศการให้ความรแู้ ก่เด็กและผู้ปกครองบรเิ วณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอก
ไมป้ ระดบั พืชผกั สวนครวั หากบริเวณสถานศกึ ษามีไมม่ ากนักอาจปลกู พชื ในกระบะหรือกระถาง

สอ่ื และแหล่งเรียนรู้
สื่อประกอบการจัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม

และสตปิ ัญญา ควรมีสอื่ ท้ังทีเ่ ป็นประเภท ๒ มติ ิ และ/หรอื ๓ มติ ิ ทเี่ ปน็ สื่อของจรงิ สอ่ื ธรรมชาติ สื่อท่ีอยู่ใกล้
ตวั เดก็ ส่ือสะท้อนวัฒนธรรม ส่ือท่ีปลอดภัยต่อตัวเด็ก ส่ือเพ่ือพัฒนาเด็กในด้านต่างๆให้ครบทุกด้านสื่อท่ีเอื้อให้
เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสท้ังห้า โดยการจัดการใช้สื่อเร่ิมต้นจาก ส่ือของจริง ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง
และ สญั ลักษณ์ทงั้ น้ีการใช้ส่ือต้องเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและความ
ต้องการของเดก็ ที่หลากหลาย ตวั อย่างส่ือประกอบการจัดกิจกรรม มดี งั น้ี

33

กิจกรรมเสรี /การเล่นตามมุม

1. มุมบทบาทสมมติ อาจจดั เป็นมุมเลน่ ดงั นี้

1.1 มุมบ้าน

 ของเล่นเครือ่ งใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจาลอง เชน่ เตา กระทะ ครก กานา้
เขียง มีดพลาสตกิ หมอ้ จาน ชอ้ น ถว้ ยชาม กะละมัง ฯลฯ

 เครอ่ื งเลน่ ตกุ๊ ตา เสอื้ ผ้าต๊กุ ตาเตยี ง เปลเด็ก ตุ๊กตา
 เคร่อื งแตง่ บ้านจาลอง เชน่ ชดุ รบั แขก โตะ๊ เคร่อื งแปูง หมอนอิง กระจกขนาดเห็นเต็มตวั
หวี ตลับแปงู ฯลฯ
 เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆ ที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ตารวจ ชุดเส้ือผ้าผู้ใหญ่
ชายและหญิง รองเท้า กระเปา๋ ถือที่ไม่ใชแ้ ลว้ ฯลฯ
 โทรศพั ท์ เตารีดจาลอง ทร่ี ดี ผา้ จาลอง
 ภาพถ่ายและรายการอาหาร
1.2 มุมหมอ
 เคร่ืองเล่นจาลองแบบเคร่ืองมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ปุวย เช่น หูฟัง เส้ือคลุมหมอ
ฯลฯ
 อปุ กรณส์ าหรับเลยี นแบบการบันทึกข้อมลู ผูป้ ุวย เช่น กระดาษ ดินสอ ฯลฯ

1.3 มุมรา้ นค้า
 กลอ่ งและขวดผลติ ภัณฑต์ ่างๆทใ่ี ช้แลว้
 อปุ กรณป์ ระกอบการเล่น เช่น เคร่ืองคิดเลข ลูกคิด ธนบตั รจาลอง ฯลฯ

2. มุมบล็อก
 ไม้บล็อกหรอื แทง่ ไมท้ ่มี ขี นาดและรปู ทรงตา่ งๆกนั จานวนตั้งแต่ 50 ชน้ิ ขน้ึ ไป
 ของเลน่ จาลอง เชน่ รถยนต์ เครือ่ งบิน รถไฟ คน สัตว์ ตน้ ไม้ ฯลฯ
 ภาพถ่ายตา่ งๆ
 ทจ่ี ัดเกบ็ ไม้บลอ็ กหรือแทง่ ไม้อาจเป็นช้นั ลังไม้หรอื พลาสตกิ แยกตามรปู ทรง ขนา

3. มมุ หนงั สือ
 หนงั สอื ภาพนิทาน สมดุ ภาพ หนงั สอื ภาพท่ีมีคาและประโยคส้นั ๆพร้อมภาพ
 ช้ันหรอื ทวี่ างหนังสือ
 อุปกรณ์ตา่ งๆ ท่ใี ชใ้ นการสร้างบรรยากาศการอา่ น เช่น เส่ือ พรม หมอน ฯลฯ
 สมุดเซน็ ยมื หนังสอื กลับบา้ น
 อปุ กรณส์ าหรบั การเขยี น
 อุปกรณ์เสรมิ เช่น เครอื่ งเลน่ เทป ตลบั เทปนทิ านพร้อมหนงั สือนิทาน หูฟงั ฯลฯ

34

4. มุมวทิ ยาศาสตร์ หรือมมุ ธรรมชาตศิ ึกษา
 วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชตา่ ง ๆ เปลอื กหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ
 เครอื่ งมือเครอื่ งใชใ้ นการสารวจ สังเกต ทดลอง เชน่ แว่นขยาย แมเ่ หล็ก เข็มทศิ

เครื่องช่ัง ฯลฯ
5.มมุ อาเซียน
 ธงของแต่ละประเทศในกลมุ่ ประเทศอาเซยี น
 คากลา่ วทักทายของแต่ละประเทศ
 ภาพการแต่งกายประจาชาตใิ นกลุม่ ประเทศอาเซียน

กจิ กรรมสร้างสรรค์ ควรมวี สั ดุ อปุ กรณ์ ดังน้ี

1. การวาดภาพและระบายสี
 สีเทยี นแทง่ ใหญ่ สไี ม้ สชี อล์ก สีน้า
 พู่กันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ 12)
 กระดาษ
 เสอื้ คลุม หรือผา้ กนั เป้อื น

2. การเล่นกบั สี
 การเปุาสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีนา้
 การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีนา้
 การพับสี มี กระดาษ สนี ้า พกู่ นั
 การเทสี มี กระดาษ สนี า้
 การละเลงสี มี กระดาษ สนี า้ แปูงเปยี ก

3. การพิมพภ์ าพ
 แม่พมิ พต์ ่าง ๆ จากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ กา้ นกลว้ ย ฯลฯ
 แมพ่ ิมพจ์ ากวสั ดอุ นื่ ๆ เชน่ เชือก เสน้ ดา้ ย ตรายาง ฯลฯ
 กระดาษ ผ้าเช็ดมอื สโี ปสเตอร์ (สนี า้ สฝี ุน ฯลฯ)

4.การปน้ั เช่น ดนิ น้ามนั ดนิ เหนียว แปงู โดว์ แผน่ รองปน้ั แมพ่ มิ พ์รปู ตา่ ง ๆ ไมน้ วดแปงู ฯลฯ
5.การพับ ฉีก ตัดปะ เช่น กระดาษ หรือวัสดุอน่ื ๆทจ่ี ะใช้พบั ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก
ปลายมน กาวน้าหรอื แปูงเปยี ก ผ้าเชด็ มือ ฯลฯ
6. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่าง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว
กรรไกร สี ผา้ เชด็ มอื ฯลฯ
7. การร้อย เช่น ลูกปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ
8.การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา้ ว ฯลฯ

35

9. การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ พลาสติกช้ินเล็กๆ รูปทรงต่างๆ ผู้เล่นสามารถนามาต่อเป็นรูปแบบ
ตา่ ง ๆ ตามความต้องการ

10.การสรา้ งรปู เช่น จากกระดานปกั หมดุ จากแปูนตะปทู ใี่ ชห้ นังยางหรอื เชือกผูกดึงให้เป็นรปู ร่างต่างๆ

เกมการศกึ ษา ตัวอย่างสอ่ื ประเภทเกมการศึกษามดี ังน้ี
1. เกมจบั คู่
 จบั ครู่ ูปร่างทเี่ หมอื นกนั
 จบั คู่ภาพเงา
 จบั คภู่ าพที่ซอ่ นอยใู่ นภาพหลกั
 จับคสู่ ่ิงทม่ี คี วามสัมพันธ์กัน ส่งิ ทใ่ี ชค้ กู่ นั
 จบั คูภ่ าพสว่ นเต็มกับส่วนยอ่ ย
 จบั คู่ภาพกบั โครงรา่ ง
 จบั คภู่ าพช้ินสว่ นที่หายไป
 จับค่ภู าพทีเ่ ป็นประเภทเดยี วกัน
 จบั คู่ภาพทซี่ อ่ นกัน
 จบั คู่ภาพสมั พันธแ์ บบตรงกนั ข้าม
 จบั คู่ภาพทส่ี มมาตรกัน
 จับคแู่ บบอุปมาอุปไมย
 จับคแู่ บบอนุกรม
2. เกมภาพตัดตอ่
 ภาพตัดตอ่ ทีส่ มั พนั ธ์กับหน่วยการเรียนตา่ งๆ เช่น ผลไม้ ผกั ฯลฯ
3. เกมจัดหมวดหมู่
 ภาพส่งิ ตา่ งๆ ทนี่ ามาจดั เปน็ พวกๆ
 ภาพเก่ยี วกบั ประเภทของใช้ในชวี ิตประจาวนั
 ภาพจัดหมวดหมตู่ ามรปู รา่ ง สี ขนาด รปู ทรงเรขาคณติ
4.เกมวางภาพต่อปลาย (โดมโิ น)
 โดมโิ นภาพเหมือน
 โดมโิ นภาพสัมพันธ์
5. เกมเรียงลาดบั
 เรียงลาดบั ภาพเหตุการณ์ตอ่ เน่อื ง
 เรยี งลาดับขนาด
6. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ล็อตโต้)
7. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม)

36

8. เกมพืน้ ฐานการบวก

กิจกรรมเสริมประสบการณ์ /กิจกรรมในวงกลม ตวั อย่างส่ือมดี ังนี้
1.สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัวและสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถ่ิน เช่น ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย

เส้ือผ้า ฯลฯ
2. ส่ือที่จาลองข้นึ เชน่ ลูกโลก ตุก๊ ตาสัตว์ ฯลฯ
3. สอ่ื ประเภทภาพ เช่น ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนังสอื ภาพ ฯลฯ
4. สอ่ื เทคโนโลยี เช่น วิทยุ เครอื่ งบนั ทึกเสยี ง เครือ่ งขยายเสียง โทรศพั ท์

กิจกรรมกลางแจ้งตัวอยา่ งส่ือมีดงั นี้
1. เคร่ืองเลน่ สนาม เชน่ เคร่อื งเลน่ สาหรับปีนปาุ ย เครอื่ งเลน่ ประเภทล้อเลื่อน ฯลฯ
2. ท่เี ลน่ ทราย มที รายละเอยี ด เครอ่ื งเล่นทราย เครอื่ งตวง ฯลฯ
3. ท่ีเล่นน้า มีภาชนะใส่น้าหรืออ่างน้าวางบนขาต้ังที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี

เสื้อคลุมหรือผ้ากันเปื้อนพลาสติก อุปกรณ์เล่นน้า เช่น ถ้วยตวง ขวดต่างๆ สายยาง กรวยกรอกน้า ตุ๊กตายาง
ฯลฯ

กจิ กรรมเคลอื่ นไหวและจงั หวะ ตัวอยา่ งสื่อมดี งั นี้
1. เครอ่ื งเคาะจังหวะ เช่น ฉ่ิง เหล็กสามเหล่ียม กรับ รามะนา กลองฯลฯอุปกรณ์ประกอบการ

เคลอ่ื นไหว เช่น หนงั สอื พิมพ์ รบิ บ้ิน แถบผ้า ห่วง
2. หวาย ถุงทราย ฯลฯ

การเลอื กส่ือ มีวิธกี ารเลือกสื่อ ดังน้ี
1. เลอื กใหต้ รงกับจดุ มงุ่ หมายและเรอื่ งทส่ี อน
2. เลอื กให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก
3. เลอื กใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มของท้องถนิ่ ทีเ่ ด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา
4. มีวธิ ีการใช้ง่าย และนาไปใช้ได้หลายกิจกรรม
5. มคี วามถูกตอ้ งตามเนื้อหาและทนั สมัย
6. มคี ณุ ภาพดี เช่น ภาพชดั เจน ขนาดเหมาะสม ไมใ่ ชส้ สี ะทอ้ นแสง
7. เลอื กสอื่ ทเ่ี ดก็ เขา้ ใจง่ายในเวลาสนั้ ๆ ไมซ่ บั ซอ้ น
8. เลอื กสอื่ ที่สามารถสัมผสั ได้
9. เลือกส่อื เพ่ือใช้ฝึกและสง่ เสรมิ การคดิ เป็น ทาเป็น และกลา้ แสดงความคดิ เห็นดว้ ยความ

มั่นใจ

37

การจดั หาสอื่ สามารถจัดหาได้หลายวธิ ี คือ
1. จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ เช่น ศูนย์ส่ือของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ

สถานศึกษาเอกชน ฯลฯ
2.จัดซ้ือสื่อและเครื่องเล่นโดยวางแผนการจัดซ้ือตามลาดับความจาเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับ

งบประมาณทท่ี างสถานศึกษาสามารถจัดสรรให้และสอดคล้องกบั แผนการจดั ประสบการณ์
3.ผลิตสือ่ และเครื่องเล่นข้นึ ใช้เองโดยใช้วัสดุทีป่ ลอดภัยและหาง่ายเปน็ เศษวสั ดุเหลือใช้

ท่ีมีอยู่ในท้องถ่ินนั้นๆ เช่น กระดาษแข็งจากลังกระดาษ รูปภาพจากแผ่นปูายโฆษณา รูปภาพจากหนังสือนิตยสาร
ตา่ งๆ เป็นตน้

ข้นั ตอนการดาเนนิ การผลิตสือ่ สาหรับเดก็ มดี ังนี้
1. สารวจความตอ้ งการของการใชส้ ่ือให้ตรงกบั จดุ ประสงค์ สาระการเรียนร้แู ละกิจกรรม

ทีจ่ ัด
2. วางแผนการผลิต โดยกาหนดจุดมุ่งหมายและรปู แบบของสือ่ ใหเ้ หมาะสมกับวยั

และความสามารถของเด็ก สือ่ นน้ั จะต้องมีความคงทนแขง็ แรง ประณีตและสะดวกต่อการใช้
4. ผลติ สอ่ื ตามรูปแบบทเี่ ตรียมไว้
5. นาส่อื ไปทดลองใช้หลายๆ ครง้ั เพอ่ื หาข้อดี ข้อเสยี จะไดป้ รบั ปรุงแกไ้ ขใหด้ ยี ิง่ ขน้ึ
6. นาสื่อที่ปรบั ปรงุ แกไ้ ขแล้วไปใชจ้ ริง

การใชส้ ื่อ ดาเนินการดังนี้
1.การเตรียมพรอ้ มกอ่ นใชส้ ่ือ มีขั้นตอน คือ
1.1 เตรยี มตัวผู้สอน
 ผู้สอนจะต้องศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนวา่ จะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง
 เตรยี มจัดหาส่ือและศึกษาวธิ กี ารใช้สื่อ
 จัดเตรยี มส่ือและวัสดอุ ื่นๆ ทจ่ี ะตอ้ งใช้ร่วมกนั
 ทดลองใช้ส่อื กอ่ นนาไปใชจ้ รงิ
1.2 เตรยี มตัวเดก็
 ศกึ ษาความรู้พืน้ ฐานเดมิ ของเดก็ ให้สมั พันธ์กบั เร่ืองทจ่ี ะสอน
 เรา้ ความสนใจเด็กโดยใชส้ อ่ื ประกอบการเรียนการสอน
 ให้เดก็ มคี วามรบั ผดิ ชอบ ร้จู กั ใช้สอ่ื อย่างสรา้ งสรรค์ ไมใ่ ชท่ าลาย เลน่ แลว้ เก็บ

ให้ถูกที่
1.3 เตรียมสอื่ ใหพ้ ร้อมกอ่ นนาไปใช้
 จดั ลาดับการใชส้ ื่อวา่ จะใช้อะไรก่อนหรือหลังเพื่อความสะดวกในการสอน
 ตรวจสอบและเตรียมเครื่องมอื ใหพ้ ร้อมที่จะใชไ้ ด้ทันที
 เตรียมวสั ดอุ ปุ กรณท์ ่ีใชร้ ว่ มกบั ส่ือ

38

2.การนาเสนอสื่อ เพื่อให้บรรลุผลโดยเฉพาะในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ / กิจกรรมวงกลม /
กจิ กรรมกลมุ่ ย่อย ควรปฏิบตั ิ ดงั น้ี

2.1 สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนจัดกิจกรรมทุกครัง้
2.2 ใชส้ ่ือตามลาดับขนั้ ของแผนการจัดกจิ กรรมท่ีกาหนดไว้
2.3 ไม่ควรให้เดก็ เหน็ สื่อหลายๆชนดิ พร้อมๆ กนั เพราะจะทาให้เดก็ ไมส่ นใจกจิ กรรมทส่ี อน
2.4ผู้สอนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อท่ีใช้กับเด็ก ผูส้ อนไมค่ วรยนื หนั หลัง
ใหเ้ ด็กจะต้องพดู คยุ กับเดก็ และสงั เกตความสนใจของเดก็ พร้อมทง้ั สารวจข้อบกพรอ่ งของสอ่ื ท่ใี ช้ เพอื่ นาไป
ปรับปรงุ แก้ไขให้ดีข้นึ
2.5 เปดิ โอกาสให้เด็กไดร้ ว่ มใชส้ ื่อ

ขอ้ ควรระวงั ในการใชส้ ่อื การเรียนการสอน การใช้สือ่ ในระดับปฐมวยั ควรระวงั ในเร่ืองต่อไปนี้
1.วสั ดทุ ีใ่ ช้ ตอ้ งไม่มพี ิษ ไม่หกั และแตกง่าย มพี ื้นผวิ เรยี บ ไม่เป็นเส้ียน
2.ขนาด ไมค่ วรมขี นาดใหญเ่ กินไป เพราะยากต่อการหยบิ ยก อาจจะตกลงมาเสียหาย

แตก เปน็ อันตรายตอ่ เด็กหรือใช้ไม่สะดวก เชน่ กรรไกรขนาดใหญ่ โต๊ะ เกา้ อ้ีทใี่ หญแ่ ละสงู เกินไป และ
ไม่ควรมีขนาดเล็กเกนิ ไป เด็กอาจจะนาไปอมหรือกลืนทาให้ตดิ คอหรอื ไหลลงท้องได้ เชน่ ลูกปัดเลก็ ลูกแกว้ เล็ก

3. รูปทรง ไมเ่ ปน็ รปู ทรงแหลม รปู ทรงเหลี่ยม เป็นสนั
4. น้าหนัก ไม่ควรมีนา้ หนกั มาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหว อาจจะตกลงมาเป็นอนั ตรายต่อตวั เด็ก
5. สอื่ หลกี เล่ียงสอ่ื ทเ่ี ป็นอันตรายตอ่ ตัวเดก็ เชน่ สารเคมี วตั ถไุ วไฟ ฯลฯ
6. สี หลกี เลย่ี งสที ี่เปน็ อนั ตรายต่อสายตา เชน่ สีสะท้อนแสง ฯลฯ

การประเมนิ การใช้สอื่
ควรพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ผู้สอน เดก็ และสอื่ เพ่อื จะไดท้ ราบว่าส่ือนั้นช่วย

ให้เดก็ เรยี นรู้ได้มากน้อยเพยี งใด จะไดน้ ามาปรับปรงุ การผลิตและการใช้ส่อื ใหด้ ียงิ่ ข้ึน โดยใชว้ ธิ ีสังเกต ดังน้ี
1. สอื่ นน้ั ชว่ ยใหเ้ ดก็ เกดิ การเรยี นรูเ้ พยี งใด
2. เดก็ ชอบสือ่ น้ันเพียงใด
3. สื่อนั้นช่วยให้การสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ถูกต้องตามสาระการเรียนรู้และทันสมัย

หรอื ไม่
4. สื่อนั้นช่วยใหเ้ ดก็ สนใจมากนอ้ ยเพยี งใดเพราะเหตุใด

39

การเก็บ รักษา และซอ่ มแซมสอ่ื
การจัดเก็บส่ือเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม ส่งเสริมความ

รับผิดชอบ ความมนี า้ ใจช่วยเหลือ ผู้สอนไมค่ วรใช้การเกบ็ สอื่ เป็นการลงโทษเดก็ โดยดาเนนิ การดงั น้ี
1. เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะประเภทของส่ือ ส่ือที่เหมือนกันจัดเก็บ

หรอื จดั วางไว้ด้วยกนั
2. วางส่อื ในระดับสายตาของเดก็ เพ่อื ให้เด็กหยิบใช้ จัดเก็บได้ด้วยตนเอง
3. ภาชนะทจี่ ัดเกบ็ สือ่ ควรโปร่งใส เพ่ือใหเ้ ด็กมองเหน็ สิ่งท่ีอยภู่ ายในได้ง่ายและควรมีมือจับเพื่อให้

สะดวกในการขนยา้ ย
4. ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีท่ีเป็นสัญลักษณ์แทนหมวดหมู่ ประเภทสื่อ เพ่ือ

เด็กจะได้เก็บเข้าท่ีได้ถูกต้อง การใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก สัญลักษณ์ควรใช้สื่อของ
จริง ภาพถ่ายหรือสาเนา ภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบัตรคาติดคู่กับสัญลักษณ์อย่างใดอย่าง
หน่งึ

5.ตรวจสอบสอื่ หลงั จากที่ใชแ้ ลว้ ทกุ ครง้ั วา่ มสี ภาพสมบูรณ์ จานวนครบถว้ นหรือไม่
6. ซอ่ มแซมส่ือชารดุ และทาเตมิ สว่ นที่ขาดหายไปให้ครบชดุ

การพฒั นาส่ือ
การพัฒนาส่ือเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยน้ัน ก่อนอื่นควรได้สารวจข้อมูล

สภาพปัญหาต่างๆของสื่อทุกประเภทที่ใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างท่ีจะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้ปรับเปล่ียนให้
เหมาะสมกับความตอ้ งการ

แนวทางการพฒั นาสือ่ ควรมีลกั ษณะเฉพาะ ดังน้ี
1. ปรับปรุงสื่อให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัยของ
เด็ก
2. รักษาความสะอาดของสื่อ ถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้าได้เม่ือใช้แล้วควรได้ล้างเช็ด หรือ ปัดฝุนให้
สะอาด เกบ็ ไวเ้ ป็นหมวดหมู่ วางเปน็ ระเบยี บหยบิ ใชง้ ่าย
3. ถ้าเป็นสื่อท่ีผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้ว ควรเขียนคู่มือ
ประกอบการใชส้ อ่ื นน้ั โดยบอกชอ่ื สอื่ ประโยชนแ์ ละวธิ ใี ช้ส่อื รวมท้ังจานวนชิ้นส่วนของส่ือในชุดนั้นและเก็บคู่มือ
ไว้ในซองหรือถุงพร้อมสอื่ ที่ผลิต
4. พฒั นาส่ือที่สร้างสรรค์ใชไ้ ด้เอนกประสงค์ คือ เป็นได้ท้ังส่ือเสริมพัฒนาการและเป็นของเล่น
สนกุ สนานเพลิดเพลนิ

40

แหลง่ การเรียนรู้
โรงเรียนหว้ ยเตยวทิ ยาไดแ้ บ่งประเภทของแหลง่ เรียนรู้ได้ดังน้ี
1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล ได้แก่ วิทยากรหรือผู้เชียวชาญเฉพาะด้านท่ีจัดหามาเพื่อให้

ความรู้ ความเขา้ ใจอยา่ งกระจ่างแก่เดก็ โดยสอดคล้องกบั เน้ือหาสาระการเรียนรูต้ ่างๆ ได้แก่
- กานนั ตาบลเวอ่
- เจ้าหน้าที่ใน องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลเวอ่
- เจ้าหน้าทสี่ าธารณสุข
- พระสงฆ์
- พ่อคา้ – แม่ค้า
- เจ้าหน้าที่ตารวจสถานีตารวจภธู รนากงุ
- ผู้ปกครอง
- ช่างตดั ผม / ชา่ งเสริมสวย
- ครู / บุคลากรทางการศกึ ษา
- ช่างไฟฟาู
- ฯลฯ
2. แหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน ได้แก่ แหล่งข้อมูลหรือแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่อยู่ในชุมชนที่มี

ความสัมพันธ์กบั เอกลักษณท์ างวัฒนธรรมและประเพณีช่วยให้เด็กสามารถเช่ือมโยงโลกภายในและโลกภายนอก
(inner world & outer world) ได้ และสอดคล้องกับวถิ ีการดาเนนิ ชวี ติ ของเด็กปฐมวัย ได้แก่

- ห้องสมุดโรงเรยี นห้วยเตยวิทยา
- ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
- ห้องปฏิบตั กิ ารคอมพวิ เตอร์
- หอ้ งปฏิบัตกิ ารทางภาษา
- ห้องเรียนคหกรรม
- รา้ นค้าสหกรณโ์ รงเรยี น
- ห้องประชาสัมพันธ์
-วัดศรีวิรยิ สมั มาราม
- โรงพยบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพบา้ นห้วยเตย
- สถานตี ารวจภธู รนากุง
- สถานทท่ี าการกานนั ตาบลเวอ่
- องค์การบริหารสว่ นตาบลเวอ่
- อาคารพยาบาลโรงเรียนหว้ ยเตยวิทยา
- ฯลฯ
2. สถานทสี่ าคัญต่างๆ ได้แก่ แหล่งความรู้สาคญั ตา่ งๆ ท่ีเด็กใหค้ วามสนใจ ได้แก่

41

- สวนสะออน
- หาดดอกเกด
- เขอ่ื นลาปาว
- พิพธิ ภัณฑ์สิรนิ ธร
- ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์จงั หวดั ร้อยเอด็
- พุทธสถานภูปอ
- อนสุ าวรีย์พระยาชยั สนุ ทร
- สวนสัตว์เขาสวนกวาง
- เมืองฟูาแดดสงยาง
- ฯลฯ

การประเมินพฒั นาการ

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 – 6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์
จติ ใจ สงั คม และสติปัญญาของเดก็ โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเป็นสว่ นหนึ่งของกิจกรรมปกติท่ีจัดให้
เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนามาจัดทาสารนิทัศน์หรือจัดทาข้อมูลหลักฐานหรือ
เอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการวบรวมผลงานสาหรับเด็กเป็นรายบุคคลท่ีสามารถบอกเร่ืองราวหรือ
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ท้ังน้ีให้นาข้อมูลผลการประเมิน
พัฒนาการเด็กมาพิจารณา ปรับปรุงวางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตาม
จดุ หมายของหลักสูตรอยา่ งตอ่ เนือ่ ง การประเมนิ พัฒนาการควรยึดหลกั ดงั นี้

1. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยา่ งเปน็ ระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทกุ ด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเปน็ รายบุคคลอย่างสม่าเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวันด้วยเครื่องมือและวิธีการท่ี
หลากหลายไม่ควรใชแ้ บบทดสอบ
5. สรุปผลการประเมนิ จดั ทาข้อมูลและนาผลการประเมินไปใชพ้ ัฒนาเด็ก
สาหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก
พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสมั ภาษณ์ การวิเคราะหข์ อ้ มูลจากผลงานเดก็ ที่เก็บอย่างมรี ะบบ

42

ประเภทของการประเมินพัฒนาการ

การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ (Obejetive) ซึ่งตาม
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช2560 หมายถึง จุดหมายซ่ึงเป็นมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัว
บง่ ชีแ้ ละสภาพทพ่ี งึ ประสงค์ 2) การจดั ประสบการณการเรียนรู้ (Leanning) ซึง่ เปน็ กระบวนการได้มาของความรู้
หรอื ทักษะผา่ นการกระทาสง่ิ ต่างๆที่สาคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกาหนดให้หรือท่ีเรียกว่า ประสบการณ์
สาคัญในการช่วยอธิบายใหค้ รูเขา้ ใจถึงประสบการณ์ท่เี ดก็ ปฐมวัยต้องทาเพ่ือเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และช่วยแนะ
ผู้สอนในการสังเกต สนับสนุน และวางแผนการจัดกิจกรรมให้เด็กและ 3) การประเมินผล(Evaluation) เพื่อ
ตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิดข้ึนบนพื้นฐานพัฒนาการตามวัยหรือ
ความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เรียกว่าสภาพท่ีพึงประสงค์ท่ีใช้เป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการ
ประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นเปูาหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพเด็กทั้งน้ีประเภทของการประเมิน
พฒั นาการ อาจแบง่ ได้เป็น 2 ลักษณะ คอื

1. แบง่ ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ
การแบง่ ตามวตั ถุประสงค์ของการประเมนิ แบ่งได้ 2 ประเภท ดงั นี้
1.1) การประเมินความก้าวหน้าของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมิน

เพ่ือพัฒนา (Formative Assessment) หรือการประเมินเพ่ือเรียน (Assessment for Learning) เป็นการ
ประเมินระหว่างการจัดระสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กใน
ระหว่างทากิจกรรมประจาวัน/กิจวัตรประจาวันปกติอย่างต่อเนื่องบันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลแล้ว
นามาใชใ้ นการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของเด็ก และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอน การ
ประเมนิ พฒั นาการกับการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ของผู้สอนจึงเป็นเรอ่ื งทสี่ ัมพันธก์ ันหากขาดส่ิงหน่ึงส่ิงใดการ
จัดประสบการณก์ ารเรยี นรกู้ ข็ าดประสทิ ธิภาพ เปน็ การประเมินผลเพอ่ื ใหร้ ูจ้ ดุ เด่น จุดท่ีควรส่งเสริม ผู้สอนต้องใช้
วิธีการและเครื่องมือประเมินพัฒนาการท่ีหลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่
แสดงออกถึงความกา้ วหนา้ แตล่ ะด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟูมสะสมงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของประเด็น
ที่กาหยด สิ่งทีส่ าคัญทส่ี ดุ ในการประเมนิ ความก้าวหนา้ คือ การจดั ประสบการณใ์ ห้กับเด็กในลักษณะการเช่ือมโยง
ประสบการณเ์ ดิมกับประสบการณ์ใหม่ทาให้การเรียนรู้ของเด็กเพิ่มพูน ปรับเปล่ียนความคิด ความเข้าใจเดิมที่ไม่
ถกู ตอ้ ง ตลอดจนการให้เดก็ สามารถพัฒนาการเรยี นรขู้ องตนเองได้

1.2) การประเมินผลสรุป (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพ่ือตัดสินผล
พัฒนาการ (SummatieAssessment) หรือการประเมินสรุปผลของการเรียนรู้ (Assessmentof Learning) เป็น
การประเมนิ สรปุ พฒั นาการ เพอื่ ตดั สนิ พฒั นาการของเด็กวา่ มคี วามพรอ้ มตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั หรอื ไม่ เพื่อเป็นการเช่ือมต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวัยกบั ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1

ดังน้ัน ผู้สอนจึงควรให้ความสาคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียน
มากกวา่ การประเมนิ เพ่ือตัดสินผลพฒั นาการของเด็กเม่ือส้นิ ภาคเรยี นหรือสนิ้ ปีการศึกษา

43

2. แบง่ ตามระดบั ของการประเมนิ
การแบ่งตามระดบั ของการประเมนิ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภท
2.1) การประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการท่ีอยู่ใน

กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนดาเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ัญญา จากกจิ กรรมหลัก/หน่วยการเรียนรู้(Unit) ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์
ให้กับเด็ก ผู้สอนประเมินผลพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งช้ีที่กาหนดเป็นเปูาหมายในแต่ละ
แผนการจัดประสบการณ์ของหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การ
รวบรวมผลงานท่ีแสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การแสดงกริยาอาการต่างๆของ
เด็กตลอดเวลาท่ีจัดประสบการณ์เรียนรู้ เพ่ือตรวจสอบและประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ละตัว
บ่งชี้ หรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งช้ีเพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆอย่าง
ต่อเน่ือง ท้ังน้ีผู้สอนควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการว่า เด็กมีผลอันเกิดจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการในกิจกรรม
ประจาวัน/กิจวัตรประจาวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรืผลตามรูปแบบการประเมินพัฒนาการที่สถานศึกษากาหนด
เพือ่ นามาเป็นขอ้ มูลใช้ปรงั ปรุงการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ และเป็นขอ้ มูลในการสรุปผลการประเมินพัฒนาใน
ระดบั สถานศึกษาต่อไปอีกดว้ ย

2.2) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมิน
พัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพ่ือให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเด็กในระดับ
ปฐมวัยของสถานศึกษาว่าส่งผลตามการเรียนรู้ของเด็กตามเปูาหมายหรือไม่ เด็กมีสิ่งที่ต้องการได้รับการพัฒนา
ในดา้ นใด รวมทง้ั สามารถนาผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเป็นข้อมูลและสารสนเทศ
ในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัด
แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผล
การพฒั นาคุณภาพเด็กต่อผู้ปกครอง นาเสนอคณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพร่ต่อ
สาธรณชน ชมุ ชน หรอื หน่วยงานตน้ สงั กัดหรอื หน่วยงานต้นสังกัดหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวข้องตอ่ ไป

อนึ่ง สาหรับการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาหรือระดับประเทศ
น้ันหากเขตพื้นท่ีการศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการดาเนินงานในลักษณะของการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัย
เข้ารับการประเมินก็ได้ ทั้งนี้การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตามหลักการการประเมิน
พฒั นาการตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช 2560

44

บทบาทหนา้ ที่ของผู้เก่ยี วขอ้ งในการดาเนนิ งานประเมนิ พฒั นาการ

การดาเนินงานประเมนิ พฒั นาการของสถานศกึ ษานนั้ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เก่ียวข้องเข้ามามีส่วน
ร่วมในการประเมนิ พฒั นาการและร่วมรบั ผดิ ชอบอย่างเหมาะสมตามบริบทของสถานศกึ ษาแต่ละขนาด ดงั น้ี

ผ้ปู ฏบิ ัติ บทบาทหน้าท่ใี นการประเมินพัฒนาการ
ผูส้ อน 1. ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และแนวการปฏิบัติการประเมิน
พัฒนาการตามหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั
ผู้บรหิ ารสถานศึกษา 2. วิเคราะห์และวางแผนการประเมินพัฒนาการที่สอดคล้องกับหน่วยการ
เรียนรู้/กจิ กรรมประจาวนั /กจิ วตั รประจาวัน
พ่อ แม่ ผู้ปกครอง 3. จัดประสบการณ์ตามหน่วยการเรียนรู้ ประเมินพัฒนาการ และบันทึกผล
การประจาวัน/กจิ วตั รประจาวนั
คณะกรรมการ 4. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมินเม่ือสิ้น
สถานศกึ ษาข้ัน ภาคเรยี นและส้นิ ปกี ารศึกษา
พน้ื ฐาน 5. สรุปผลการประเมินพัฒนาการระดับช้ันเรียนลงในสมุดบันทึกผลการ
ประเมินพัฒนาการประจาช้นั
6. จัดทาสมุดรายงานประจาตัวนกั เรยี น
7. เสนอผลการประเมนิ พฒั นาการต่อผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาลงนามอนมุ ัติ
1.กาหนดผู้รับผิดชอบงานประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร และวางแนวทาง
ปฏบิ ตั กิ ารประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั
2. นิเทศ กากบั ติดตามใหก้ ารดาเนนิ การประเมนิ พัฒนาการใหบ้ รรลเุ ปูาหมาย
3. นาผลการประเมินพัฒนาการไปจัดทารายงานผลการดาเนินงานกาหนด
นโยบายและวางแผนพฒั นาการจัดการศึกษาปฐมวัย
1. ใหค้ วามร่วมมือกับผู้สอนในการประเมินพฤติกรรมของเด็กที่สังเกตได้จากท่ี
บ้านเพื่อเป็นข้อมลู ประกอบการแปลผลทเี่ ที่ยงตรงของผูส้ อน
2. รับทราบผลการประเมินของเด็กและสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับท่ีเป็น
ประโยชนใ์ นการส่งเสรมิ และพัฒนาเด็กในปกครองของตนเอง
3. ร่วมกับผสู้ อนในการจัดประสบการณห์ รอื เปน็ วิทยากรทอ้ งถิน่
1. ให้ความเหน็ ชอบและประกาศใช้หลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนว
ปฏบิ ัตใิ นการประเมนิ พัฒนาการตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั
2. รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กเพ่ือการประกนั คณุ ภาพภายใน

ผปู้ ฏิบตั ิ บทบาทหน้าที่ในการประเมินพฒั นาการ

45

สานักงานเขตพืน้ ท่ี 1. ส่งเสริมการจัดทาเอกสารหลักฐานว่าด้วยการประเมินพัฒนาการของเด็ก

การศกึ ษา ปฐมวยั ของสถานศึกษา

2. ส่งเสรมิ ใหผ้ สู้ อนในสถานศึกษามคี วามรู้ ความเข้าใจในแนวปฏิบัติการประเมิน

พัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา

ปฐมวัย ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการในรูปแบบต่างๆ

โดยเนน้ การประเมินตามสภาพจริง

3.ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครื่องมือพัฒนาการตามมาตรฐาน

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสาร

หลกั ฐานการศึกษาอยา่ งเป็นระบบ

4. ให้คาปรึกษา แนะนาเกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการและการจัดทาเอกสาร

หลักฐาน

5. จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ดาเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือ

หน่วยงานต้นสังกัดและให้ความร่วมมือในการประเมินพัฒนาการระดับประเทศ

แนวปฏบิ ัติการประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมท่ีสอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณ์ทุก
ขั้นตอนโดยเริ่มต้ังแต่การประเมินพฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤติกรรมเด็กขณะ
ปฏิบัติกิจรรม และการประเมินพฤติกรรมเด็กเมื่อส้ินสุดการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้และ
พฒั นาการดา้ นต่างๆ ของเด็กที่ได้รับการประเมินน้ัน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี
และสภาพท่ีพึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่ผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การประเมิน
พัฒนาการจึงเป็นเครื่องมือสาคัญท่ีจะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กบรรลุตามเปูาหมายเพื่อนาผลการประเมินไป
ปรบั ปรงุ พฒั นาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลสาหรับการพัฒนาเด็กต่อไป สถานศึกษาควรมี
กระบวนการประเมินพัฒนาการและการจัดการอย่างเป็นระบบสรุปผลการประเมินพัฒนาการท่ีตรงตามความรู้
ความสามารถ ทักษะและพฤติกรรมท่ีแท้จริงของเด็กสอดคล้องตามหลักการประเมินพัฒนาการ รวมทั้งสะท้อน
การดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง แนวปฏิบัติการประเมิน
พัฒนาการเดก็ ปฐมวัยของสถานศึกษา มดี ังน้ี

1.หลักการสาคัญของการดาเนินการประเมินพฒั นาการตามหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั
พทุ ธศกั ราช 2560

สถานศึกษาท่ีจัดการศึกษาปฐมวัยควรคานึงถึงหลักสาคัญของการดาเนินงานการประเมิน
พัฒนาการตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั สาหรบั เด็กปฐมวยั อายุ3 - 6 ปี ดังน้ี

1.1 ผ้สู อนเป็นผรู้ ับผดิ ชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เก่ียวข้องมี
สว่ นรว่ ม

46

1.2 การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็ก
และสรปุ ผลการประเมินพัฒนาการของเดก็

1.3 การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ ตัวบ่งช้ี สภาพทพ่ี ึงประสงค์แตล่ ะวยั ซ่ึงกาหนดไว้ในหลกั สูตรสถานศกึ ษาการศึกษาปฐมวยั

1.4 การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้อง
ดาเนินการด้วยเทคนคิ วิธีการท่ีหลากหลาย เพ่ือให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้าน
ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมท้ังระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของความเที่ยงตรง
ยตุ ิธรรมและเช่อื ถอื ได้

1.5 การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการ
เรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละ
ระดบั อายุ และรูปแบบการจัดการศกึ ษา และตอ้ งดาเนนิ การประเมินอยา่ งตอ่ เนื่อง

1.6 การประเมนิ พัฒนาการตอ้ งเปดิ โอกาสใหผ้ ูม้ ีสว่ นเกีย่ วข้องทุกฝุายได้สะท้อนและตรวจสอบ
ผลการประเมนิ พัฒนาการ

1.7 สถานศึกษาควรจัดทาเอกสารบนั ทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับช้ัน
เรียนและระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึก
ผลการประเมนพัฒนาการประจาช้ัน เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุดรายงาน
ประจาตัวนักเรียน เพ่อื เปน็ การสื่อสารข้อมลู การพัฒนาการเด็กระหวา่ งสถานศกึ ษากับบ้าน

2. ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช2560 ได้กาหนดเปูาหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยเป็น

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะท่ีพึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเด็กเมื่อจบ
หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะทรี่ ะบไุ วใ้ นมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงคถ์ ือเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับเด็ก
ทุกคน ดังนั้นสถานศึกษาและหน่วยงานที่เก่ียวข้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนา
เด็กให้มีคุณภาพมาตรฐานท่ีพึงประสงค์กาหนด ถือเป็นเครื่องมือสาคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาปฐมวยั แนวคดิ ดงั กลา่ วอยบู่ นฐานความเช่อื ทว่ี า่ เด็กทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม
ได้ ขอบเขตของการประเมนิ พัฒนาการประกอบด้วย

2.1 ส่งิ ท่ีจะประเมิน
2.2 วธิ แี ละเครื่องมอื ที่ใช้ในการประเมิน
2.3 เกณฑก์ ารประเมนิ พัฒนาการ
2.1 สิง่ ท่ีจะประเมนิ
การประเมินพัฒนาการสาหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี มีเปูาหมายสาคัญคือ มาตรฐานคุณลักษณะท่ี
พึงประสงค์จานวน 12 ข้อ ดังนี้
1. พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบดว้ ย 2 มาตรฐาน คือ

47

มาตรฐานท่ี 1 รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวัยและมสี ขุ นสิ ัยทดี่ ี
มาตรฐานท่ี 2 กล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเลก็ แข็งแรงใชไ้ ดอ้ ย่างคล่องแคลว่ และ
ประสานสมั พนั ธ์กนั
2.พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ 3 มีสขุ ภาพจิตดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานที่ 4ชืน่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอ่ื นไหว
มาตรฐานท่ี 5มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจท่ดี งี าม
3.พฒั นาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี 6 มีทกั ษะชวี ิตและปฏิบัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดล้อม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของ
สงั คมในระบอบประชาธิปไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
4.พฒั นาการดา้ นสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐานคอื
มาตรฐานที่ 9ใชภ้ าษาสอื่ สารไดเ้ หมาะสมกับวัย
มาตรฐานท่ี 10 มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ปน็ พ้ืนฐานการเรียนรู้
มาตรฐานท่ี 11 มีจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มเี จตคตทิ ี่ดตี อ่ การเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้
เหมาะสมกบั วัย

สงิ่ ทจี่ ะประเมนิ พัฒนาการของเดก็ ปฐมวัยแต่ละด้าน มดี ังนี้
ด้านร่างกายประกอบด้วย การประเมินการมีน้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี

การรู้จักรักษาความปลอดภยั การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกาลังกาย และการใช้มืออย่าง
คล่องแคลว่ ประสานสัมพนั ธก์ นั

ดา้ นอารมณ์ จติ ใจประกอบดว้ ย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
กับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกท่ีดีต่อตนเองและผู้อ่ืน มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสนใจ/
ความสามารถ/และมีความสุขในการทางานศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว ความรับผิดชอบในการทางาน
ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด ความเมตตากรุณา มีน้าใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัดอด
ออม และพอเพียง

ด้านสังคมประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตร
ประจาวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ท่ีเส่ียงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ ม การมสี ัมมาคารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รกั ษาความเป็นไทย การยอมรับความเหมือนและ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อ่ืน การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคมใน
ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข


Click to View FlipBook Version