31
บทที่ 3 การดูแลเด็กเมอ่ื เขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล
อาจารยส์ ุดารตั น์ วงศ์จุลชาติ
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ เม่ือเรียนจบบทเรยี นนักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายกิจกรรมการพยาบาลเดก็ และวยั รนุ่ ทีค่ ำนึงถึงสทิ ธเิ ด็กได้ถกู ตอ้ ง
2. อธบิ ายความหมายและความสำคัญของการดูแลเดก็ และวยั รุ่นทเ่ี จ็บปว่ ยโดยใช้ครอบครัวเป็นศนู ยก์ ลางได้
ถกู ตอ้ ง
3. อธบิ ายการเผชญิ ความเครยี ดของเด็กและวัยร่นุ ทีเ่ จ็บปว่ ยท้งั ในระยะเฉียบพลนั และระยะเรอ้ื รัง และการ
พยาบาลได้ถูกต้อง
4. อธิบายปจั จยั ที่ทำใหเ้ กดิ ความเครยี ดและปฏกิ ิรยิ าของเดก็ ขณะที่เจบ็ ป่วยในโรงพยาบาลได้ถูกต้อง
5. วิเคราะหก์ รณศี ึกษาและวางแผนการพยาบาลครอบครัวและเดก็ ป่วยขณะทเ่ี จ็บปว่ ยในโรงพยาบาลไดถ้ ูกตอ้ ง
6. วเิ คราะห์กรณีศึกษาและวางแผนการพยาบาลเดก็ ทบี่ าดเจบ็ และเจบ็ ปวดและสามารถจดั การกบั ความ
เจบ็ ปวดได้ถูกต้อง
7. วเิ คราะห์กรณีศกึ ษาและวางแผนการพยาบาลเด็กปว่ ยโรคเรื้อรังและ/หรอื ในระยะสุดท้ายและครอบครัวได้
ถูกต้อง
สิทธเิ ด็ก (สำนักงานส่งเสริมสวสั ดภิ าพและพิทักษ์เดก็ เยาวชน ผดู้ ้อยโอกาสและผ้สู ูงอาย,ุ ม.ป.ป)
อนสุ ัญญาวา่ ด้วยสิทธเิ ด็ก (Convention on the Rights of the Child) เปน็ สญั ญาด้านสทิ ธิมนุษยชน
ระหวา่ งประเทศ ในพ.ศ. 2535 ประเทศไทยไดใ้ ห้สัตยาบนั อนสุ ัญญาฉบบั นรี้ ะบุรายละเอียดของสทิ ธิข้ันพืน้ ฐานตา่ งๆ
ไว้วา่ ทกุ ประเทศต้องรบั ประกนั เด็กในประเทศของตน ได้แก่
- สทิ ธทิ ีจ่ ะมชี วี ติ รอด – ไดร้ บั การดูแลสุขภาพขน้ั พน้ื ฐาน มสี นั ตภิ าพ และความปลอดภัย
- สิทธิท่จี ะได้รบั การพัฒนา – มคี รอบครัวท่อี บอุ่น ไดร้ ับการศกึ ษาทีม่ คี ุณภาพ และมีภาวะโภชนาการที่
เหมาะสม
- สิทธทิ ่จี ะไดร้ บั การปกปอ้ งคุ้มครอง - ใหร้ อดพ้นจากการทำร้าย การถกู ล่วงละเมดิ การถกู ทอดท้ิง และการ
แสวงประโยชน์ในทกุ รูปแบบ
- สทิ ธิที่ในการมสี ่วนรว่ ม – ในการแสดงความคดิ เหน็ แสดงออก การมีผู้รบั ฟงั และมีสว่ นรว่ มในการตัดสินใจ
ในเร่ืองทม่ี ีผลกระทบกับตนเอง
การดูแลสุขภาพเดก็
คำจำกัดความขององค์การอนามยั โลก สุขภาพ หมายถงึ ความสมบูรณแ์ ขง็ แรงพร้อมทัง้ ทางด้านรา่ งกาย
จติ ใจ อารมณ์ สงั คม และจติ วิญญาณ ไมไ่ ดห้ มายถึงความไมม่ ีโรคหรอื ความพิการเทา่ น้นั
ฉะนน้ั การดแู ลสขุ ภาพเด็กควรจะครอบคลมุ ถงึ การดแู ลเลี้ยงดเู ดก็ ให้มคี วามสมบูรณแ์ ขง็ แรงพรอ้ มท้งั ทางด้าน
รา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม จติ วญิ ญาณ มีการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการสมวัย มคี วามสามารถท่ีจะดำรงชวี ิตอยู่
ได้ ด้วยตนเอง สามารถรับภาระของตนเอง ครอบครวั สงั คม และประเทศชาตสิ บื ตอ่ ไปในอนาคต บดิ ามารดาและ
ครอบครัวจึงมีความสำคญั ทส่ี ุดในการทีจ่ ะดูแลเดก็ ใหม้ ีชวี ิตรอดปลอดภัย มีสขุ ภาพสมบรู ณแ์ ขง็ แรง มกี ารเจรญิ เติบโต
และพัฒนาการทดี่ ีพร้อม ให้การศกึ ษาฝกึ อบรมขั้นตน้ เรยี นรู้มารยาท จรยิ ธรรมและคา่ นิยมของสงั คม เพ่อื จะไดก้ า้ ว
ตอ่ ไปยังโลกภายนอก
32
ฉะนน้ั ครอบครัวจึงเปน็ ศนู ยก์ ลางในการเล้ยี งดูและดแู ลสขุ ภาพเด็ก พยาบาลเปน็ สมาชิกคนสำคญั ในทมี
สขุ ภาพทีใ่ หก้ ารดแู ลเด็กในทกุ ระยะของการเจ็บปว่ ย ทง้ั การปอ้ งกนั การเจบ็ เจ็บปว่ ยและการบาดเจ็บ การสรา้ งเสรมิ
สขุ ภาพ การดแู ลเมอ่ื เจ็บปว่ ยและการฟืน้ ฟสู ภาพ
การพยาบาลเด็กและวยั รุ่นทเ่ี จ็บป่วยโดยให้ครอบครวั เปน็ ศูนยก์ ลาง
การดแู ลโดยใหค้ รอบครัวเปน็ ศูนย์กลาง (Family-Centered Care) คอื แนวคิดการดแู ลสขุ ภาพเดก็ ร่วมกัน
ระหวา่ งเดก็ ครอบครัว และทีมสุขภาพ โดยตระหนกั ว่าครอบครัวเปน็ สว่ นสำคัญในชีวิตเดก็ มกี ารแลกเปลยี่ นขอ้ มลู มี
การร่วมมอื เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของเดก็ ท้ังดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ และสังคม และสร้างเสรมิ พลัง
ครอบครวั (ทศั นยี ์ อรรถารส, 2553)
บทบาทของพยาบาลในการใชค้ รอบครวั เป็นศูนย์กลาง (วิภารตั น์ สวุ รรณไวพฒั นะ, 2555, หนา้ 5)
1. เสรมิ สรา้ งความสามารถ (Enabling) ของครอบครัว โดยให้โอกาสและแนวทางแก่บดิ ามารดาในการแสดง
ความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการของเดก็ เชน่ สอนมารดาเก่ียวกบั วิธีการเช็ดตวั ลดไข้ สอนวิธีการดแู ล
เด็กตอ่ ท่ีบา้ น ได้แก่ การให้อาหารทางสายยาง การดูดเสมหะ เป็นตน้
2. เสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจ (Empowerment) แก่ครอบครวั โดยชว่ ยเหลือส่งเสรมิ ความเขม้ แขง็ ความสามารถ
ของครอบครัว เช่น กลา่ วคำชมเมอื่ มารดาสามารถให้นมบตุ รไดถ้ ูกวิธี
3. แลกเปล่ยี นความรู้ ทักษะ และทรพั ยากรกบั ครอบครัว เพ่อื ประโยชนต์ ่อการดูแลผปู้ ่วยเด็กและวยั ร่นุ โดย
พยาบาลตอ้ งเคารพและตระหนกั ว่าบิดามารดามีความสามารถทจ่ี ะดแู ลบตุ รได้ เปน็ บคุ คลสำคญั และสิทธทิ จี่ ะ
ตดั สินใจและมสี ว่ นร่วมในแผนการรกั ษาพยาบาล
4. สรา้ งกลไกความสมั พนั ธ์กบั บดิ ามารดาแบบหนุ้ ส่วน (Parent professional partnership) ทำขอ้ ตกลงใน
การดแู ลเด็กป่วยรว่ มกนั กับบดิ ามารดาเพือ่ สง่ เสริมการมสี ่วนรว่ มในการดแู ลบุตร เชน่ มารดาสามารถอยเู่ ฝา้ ดแู ล
บุตรในหอผูป้ ว่ ย ชว่ ยเช็ดตัว ดูแลความสะอาดรา่ งกายให้บตุ ร
กลยทุ ธ์ในการเสริมสรา้ งการพยาบาลทใี่ ช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (วภิ ารัตน์ สวุ รรณไวพฒั นะ, 2555, หน้า 6)
1. ปรับเปลยี่ นหรือกำหนดนโยบายในการดแู ลเดก็ และวัยรุ่น เชน่ อนุญาตใหบ้ ดิ ามารดาอย่เู ฝ้าดแู ลบุตร
ตลอดเวลา การพาชมห้องผา่ ตดั ห้องพักฟ้ืนเพ่อื ลดความกลัวของเด็กและครอบครัวเก่ียวกับการผ่าตัด ใหบ้ ดิ า
มารดามสี ว่ นรว่ มในการทำกจิ กรรมในหอ้ งสันทนาการ
2. ใหข้ ้อมูล สร้างความคนุ้ เคยและชว่ ยครอบครัวในการปรบั ตวั เชน่ มกี ารปฐมนิเทศเม่อื รบั เดก็ เข้ารับการ
รกั ษาในโรงพยาบาลเปน็ ครง้ั แรก จัดทำกระดานแจง้ ขอ้ มูลข่าวสาร แผ่นพบั ใหข้ ้อมลู หรือความรตู้ า่ ง ๆ จดั ทำ
แบบสอบถามความต้องการของครอบครัว
3. ใหค้ รอบครวั รว่ มรบั รูอ้ าการของผ้ปู ่วยเด็กรวมท้งั มสี ่วนรว่ มในการดแู ล
4. ให้ครอบครัวมีสว่ นรว่ มในการวางแผนดูแลเด็ก เช่น เข้ารว่ มประชุมกับคณะแพทยท์ ่ีทำการรักษา ร่วม
ตดั สนิ ใจในการดแู ลเด็ก
5. สรา้ งกลไกทช่ี ่วยใหเ้ ดก็ ใหต้ ิดต่อกบั บดิ ามารดา ท่ีมภี มู ลิ ำเนาอยตู่ า่ งจงั หวดั ไมส่ ามารถมาเยย่ี มได้
6. มีแผนการจำหนา่ ยกลบั บา้ นและระบบสง่ ตอ่ เพอื่ ผปู้ ่วยเด็กและวัยรนุ่ และครอบครัวได้รบั การดแู ลอยา่ ง
ตอ่ เนื่อง
คุณสมบตั ิของพยาบาลเดก็
33
พยาบาลผ้ใู หก้ ารพยาบาลเดก็ มคี ณุ สมบัตบิ ทบาทเชน่ เดียวกบั พยาบาลในสาขาการพยาบาลอนื่ และมี
คณุ สมบตั ิและบทบาทบางประการ ทม่ี ีความจำเปน็ ย่ิงต่อการดแู ลสุขภาพเด็กให้ครอบคลมุ ทุกดา้ น คอื
1. รกั เด็ก เป็นสง่ิ จำเปน็ และสำคัญ ถ้าพยาบาลมคี วามรักเดก็ จะทำใหก้ ารปฏิบัตกิ ารพยาบาลตอ่ เด็กทกุ คน
ด้วยความเตม็ ใจ เอาใจใส่ดูแลเด็กอยา่ งใกลช้ ิด ทำให้เดก็ เกดิ ความอบอ่นุ มคี วามเชอ่ื มน่ั
2. เข้าใจธรรมชาตเิ ดก็ การศกึ ษาพฒั นาการเดก็ จะชว่ ยให้เขา้ ใจพฤตกิ รรมและปญั หาทพ่ี บในเดก็ แตล่ ะวัย
พยาบาลต้องเรยี นรู้ เขา้ ใจความตอ้ งการของเด็ก มีความรู้สกึ และจินตนาการร่วมกับเด็กและพจิ ารณาไตรต่ รอง
แกป้ ญั หาใหแ้ กเ่ ดก็ ได้
3. มีความนมุ่ นวล บุคลกิ ลักษณะความนุ่มนวลในการสมั ผสั แตะตอ้ งร่างกายเดก็ ผวิ ของเด็กบอบบาง ไวต่อ
การตอบสนอง การสัมผัสทน่ี มุ่ นวลยงั เป็นสื่อสารทีถ่ า่ ยทอดความร้สู กึ เมตตาปราณีต่อเด็ก โดยเฉพาะในทารก
4. การสงั เกตท่ดี ีและความสามารถในการบันทึก เน่อื งจากในทารกและเดก็ เลก็ ไมส่ ามารถติดตอ่ กนั ดว้ ยวาจา
ได้วา่ ขณะนั้นกำลงั หิว ไมส่ ุขสบาย กลวั ผู้เปน็ พยาบาลตอ้ งอาศยั การสังเกตพฤตกิ รรมที่นำมาวเิ คราะหแ์ ปลพฤติกรรม
ใหถ้ กู ตอ้ ง แล้วตอบสนองความตอ้ งการของเด็ก และบนั ทึกอาการพฤติกรรมตา่ ง ๆ ไวอ้ ย่างละเอยี ดถ่ถี ้วน อย่างเป็น
จรงิ ทกุ ครั้ง
5. ความอดทนและมอี ารมณ์แจม่ ใสเปน็ กจิ วัตร พยาบาลเดก็ ควรเปน็ ผ้ทู ีม่ อี ารมณแ์ จม่ ใส รู้จกั หยอกล้อเพอ่ื
เบยี่ งเบนความสนใจจากความกลวั ความเจ็บปวดของเดก็ ไมแ่ สดงอารมณ์โกรธหรอื ความรู้สึกรุนแรงทั้งทางสีหนา้
วาจา และการกระทำ เม่อื เดก็ รอ้ งกวนควรคน้ หาสาเหตุเพือ่ ช่วยใหเ้ ดก็ หยุดร้องและสงบลง ไมแ่ สดงอาการรำคาญหรือ
เบื่อหนา่ ย เม่ือเดก็ เจบ็ ป่วย บิดามารดาและครอบครัวมีความวติ กกงั วลสงู พยาบาลต้องมีความอดทนในการตอบ
คำถามซ้ำ ๆ ของญาติ
6. มีความสามารถในการสอื่ สารกับเดก็ พยาบาลควรเขา้ ใจพัฒนาการทางด้านภาษาและสติปญั ญาของเดก็ ใน
แต่ละวัย เด็กวยั ทารกไมส่ ามารถสอื่ สารโดยใชค้ ำพดู จะแสดงความตอ้ งการและความรสู้ กึ จากทา่ ทาง การยม้ิ เปลง่
เสยี งทไ่ี ม่เปน็ คำพูด หรอื เสยี งร้องเมื่อหิว เจบ็ ปวดหรอื ไมส่ ขุ สบาย เด็กวัยเตาะแตะสือ่ สารด้วยคำพูดยังไม่เก่งนกั ใชม้ อื
สอื่ สารโดยขวา้ งของทต่ี นไมต่ อ้ งการ หรอื ดงึ มอื ผู้ใหญ่บอกถึงความต้องการ เดก็ วยั เรยี นสามารถอธิบายและบอกเหตุ
ผลได้ สนใจกลวิธใี นกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น อยากรูว้ า่ เมื่อวดั ความดันโลหิต เมือ่ บบี ลมเขา้ ไปใน cuff สามารถทำให้ปรอท
ว่ิงขน้ึ ไปท่สี งู ไดอ้ ย่างไร เด็กวยั ร่นุ มีพัฒนาทางความคดิ เหมือนกับผู้ใหญ่ เขา้ ใจนามธรรมได้ การซกั ประวัติ พูดคยุ กับ
วยั ร่นุ ควรคำนงึ ถึงความเป็นส่วนตัว หากพูดคุยโดยมพี ่อแมอ่ ยดู่ ้วย อาจไมไ่ ด้ข้อมลู ที่เป็นจริง และเปน็ การเปิดเผย
ข้อมูลท่ีเดก็ ยงั ไมไ่ ด้บอกพอ่ แม่
7. มคี วามสามารถในการถ่ายทอดแบบแผนการปฏบิ ัตทิ ด่ี ี การใหค้ ำแนะนำเกย่ี วกับการดแู ลเด็กไมว่ ่าขณะ
เจ็บป่วย หรอื ขณะปกติ พยาบาลมีบทบาทสำคัญยง่ิ ในการถา่ ยทอดความรู้สกึ การปฏิบตั ิแบบอย่างทดี่ ใี หแ้ กบ่ ดิ า
มารดา และญาติคนอ่นื ๆ พึงกระทำต่อเด็ก
บทบาทพยาบาลเดก็
พยาบาลเดก็ มบี ทบาทเปน็ ผูด้ ูแลสขุ ภาพเดก็ และครอบครวั ทงั้ ยามปกตแิ ละเมอ่ื เจบ็ ปว่ ย มีบทบาทในการ
สง่ เสรมิ สุขภาพ การป้องกนั โรค ร่วมมือกบั แพทย์ในการรักษาและฟืน้ ฟสู ภาพ เปน็ ผใู้ ห้คำปรกึ ษาแนะนำ ชว่ ย
ประคับประคองจติ ใจของเด็กและครอบครัว เปน็ ผปู้ ระสานงานกบั ทีมสหวชิ าชพี เพอ่ื ให้การดูแลเด็กไดค้ รอบคลมุ ท้งั
องคร์ วม เปน็ นักวจิ ัยและนำผลการวจิ ยั มาประยุกต์ใชใ้ นการพฒั นาการพยาบาล และบทบาทที่สำคัญของพยาบาลเด็ก
ก็คือการให้ความรกั ความอบอุ่น หว่ งใย ปรารถนาดตี อ่ เดก็ เช่นเดียวกบั ผปู้ กครอง และบทบาทในการป้องปอ้ งสทิ ธเิ ดก็
34
การดแู ลครอบครัวและเด็กขณะท่เี จ็บป่วยในโรงพยาบาล
การเจ็บป่วยเฉยี บพลัน (Acute illness) คือ การเจบ็ ปว่ ยท่ีเกิดข้นึ เรว็ อาการรุนแรงพอที่จะจำกัดกจิ กรรม
หรอื ตอ้ งการการรักษาทางยา และเกดิ ขนึ้ ในระยะเวลาสน้ั การดแู ลสว่ นใหญจ่ งึ เปน็ การดแู ลทบี่ ้าน จากงานวิจัยพบวา่
บดิ ามารดารบั รู้วา่ การเจ็บป่วยเปน็ สว่ นหนึง่ ของพฒั นาการเด็ก มารดาตดิ ตามอาการป่วยโดยการประเมินพฤติกรรม
เดก็ ทเี่ ปลี่ยนแปลง ติดตามอาการของเด็กด้วยตนเอง คน้ หาแหลง่ สนบั สนนุ ช่วยเหลอื ก่อนพบแพทย์ เช่น คนใน
ครอบครัว เพือ่ น และเภสชั กร อาการเจ็บป่วยทท่ี ำใหบ้ ดิ ามารดาวติ กกังวล คอื อาการไอติดตอ่ กันหลายวัน ไขส้ งู
อาเจยี น ปวดท้องรนุ แรง และจะพาเดก็ มาพบแพทย์ บดิ ามารดาตอ้ งการข้อมูลเกย่ี วกับการเจ็บปว่ ยของเดก็ และวธิ กี าร
ดูแล ดังนน้ั พยาบาลจงึ ควรเขา้ ใจ รบั รแู้ ละใหก้ ารพยาบาลท่ตี อบสนองความต้องการของบิดามารดาทม่ี บี ุตรเจบ็ ปว่ ย
เฉยี บพลัน
ปจั จยั ทท่ี ำให้เกดิ ความเครยี ดและปฏกิ ิรยิ าของเดก็ ขณะที่เจบ็ ปว่ ยในโรงพยาบาล (Meadows-Oliver, 2015,
p.24)
การเจ็บปว่ ย การผา่ ตดั การเข้าอยใู่ นโรงพยาบาลเปน็ ความเครยี ดในเด็ก สาเหตุทท่ี ำให้เกดิ ความเครยี ดมี
หลายอยา่ ง ได้แก่ การแยกจากพ่อแม่ พน่ี อ้ ง เพอื่ น การเจอผู้ใหญ่ที่เดก็ แปลกหน้า ไมไ่ ด้ปฏบิ ตั กิ ิจวัตรประจำวนั ที่เคย
ทำ ต้องกินอาหารแปลก ๆ นอนเตยี งใหม่ ใส่เสื้อผา้ ใหม่ พบเจอกฎระเบียบใหม่ การขาดเรยี น การผา่ นขนั้ ตอนการ
รกั ษาทีเ่ จบ็ ปวด การขาดความเขา้ ใจและประสบการณ์ ขาดการควบคมุ ตนเอง การถูกบงั คับให้พงึ พาผอู้ ื่น ความอาย
และรู้สึกผิด ความรสู้ ึกกงั วลเก่ยี วกบั ร่างกายของตนเองที่อาจผิดรูปร่างหรือกลัวความตาย การขาดความเปน็ ส่วนตวั ซึ่ง
ผลกระทบต่อความเครยี ดมากหรอื น้อยขึ้นอยู่กบั การรบั รขู้ องเด็กต่อสิง่ ทีทำให้เกดิ ความเครยี ด
การรับรเู้ กี่ยวกับการเจบ็ ป่วยของเด็ก การรับรแู้ ละเข้าใจในเรอื่ งความเจบ็ ปว่ ยข้ึนอยูก่ บั อายุและระดบั
พัฒนาการดงั น้ี (วไิ ลรตั น์ ชชั ชวลติ สกุล, 2552)
แรกเกิด - 6 เดอื น : มีการเปลยี่ นแปลงทางสรีระ ยงั ไมส่ ามารถแยกตนเองจากมารดาได้
6 เดอื น – 2 ปี : จำหน้าแม่ได้ กลัวคนแปลกหนา้ วิตกกงั วลต่อการแยกจาก
2 ปี – 6 ปี : มีจินตนาการสงู คดิ ถึงตวั เองเปน็ ใหญ่ ลงโทษตัวเอง กลวั การทำหตั ถการ กลวั การพลัด
พราก
6 ปี – 12 ปี : เขา้ ใจเหตแุ ละผล รบั ฟังคำอธบิ าย กงั วลเร่ืองเรยี น ความสัมพนั ธ์กบั ครอบครัวและเพ่ือน
กลวั เกยี่ วกบั รูปรา่ งหน้าตา การอยูโ่ รงพยาบาล และการทำหตั ถการ ความเจ็บปวด การ
บาดเจ็บ และความปลอดภัย
12 ปี – 19 ปี : คดิ แบบนามธรรม ความคิดเปน็ วทิ ยาศาสตร์ รักอสิ ระ และการพง่ึ ตนเอง กงั วลเกี่ยวกับ
ภาพลักษณ์ ความแข็งแกรง่ ของรา่ งกาย การยอมรบั จากเพือ่ น และรูส้ ึกไมส่ บายใจท่ตี อ้ ง
พ่ึงพาผู้อื่น
ปฏิกริ ยิ าของเดก็ ต่อการอยู่โรงพยาบาล
เดก็ จะมปี ฏกิ ริ ิยาตอ่ การอยูโ่ รงพยาบาลอย่างไรข้ึนกบั อายุ การเตรยี มเดก็ ประสบการณ์ความเจบ็ ป่วยในอดตี
การสนบั สนนุ จากครอบครัว บคุ ลากรทางการแพทย์ และสภาพทางอารมณข์ องเด็กแตล่ ะคน ปจั จัยหลกั ทม่ี ผี ลต่อ
ความเครียดของเดก็ ในการอยู่โรงพยาบาล ไดแ้ ก่ ความวิตกกังวลต่อการแยกจากมารดา การสญู เสยี การควบคมุ ตนเอง
กลัวร่างกายไดร้ ับบาดเจ็บและเจบ็ ปวด (Hockenberry & Wilson, 2015)
35
วัยทารกและวยั เตาะแตะ ปฏกิ ิรยิ าต่อการอย่โู รงพยาบาลในวยั น้ี ไดแ้ ก่ (Hockenberry & Wilson, 2015,
p.864)
• 1. ความวิตกกังวลตอ่ การแยกจากมารดา เป็นปฏิกริ ิยาท่พี บไดใ้ นเด็กอายุ 6 เดอื น ถึง 30 เดอื น มี 3 ระยะ คอื
1.1 ระยะประทว้ ง (protest) เดก็ จะร้องไหเ้ สยี งดัง กรดี รอ้ งหาบดิ ามารดา ร้องไห้ตลอดเวลา จะหยุดรอ้ ง
เฉพาะเวลาเหน่ือยหรอื เพลียแลว้ หลบั ไป จะเฝา้ มองและฟงั เสยี งมารดาจะกลับมา ปฏเิ สธการดูแลหรือความสนใจของ
ผู้อืน่ ตอ่ สูด้ ้ินรนขดั ขนื ผลักไสผเู้ ข้าใกล้ ตัวอยา่ งเชน่ เดก็ ชายอายุ 1ปี 2 เดือน มาโรงพยาบาลดว้ ยอาการไข้ ไอ หอบ
ตอ้ งพน่ ยาและใหอ้ อกซเิ จนทางหน้ากาก เด็กร้องไหด้ นิ้ มากโดยเฉพาะเม่อื มารดาไม่อยู่ ตอ้ งมดั ตรงึ แขนขาทงั้ สองขา้ ง
เนือ่ งจากเด็กดึงสายนำ้ เกลอื และหน้ากากออกซเิ จน
• การดแู ลเด็กในระยะประท้วง จดั ใหม้ ีผู้ดูแลเดก็ อยา่ งสมำ่ เสมอ 1 คน ควรสร้างความคุ้นเคยกับเด็กขณะที่
บิดามารดาอยดู่ ว้ ย เม่อื บดิ ามารดาจะไม่อยู่ ควรบอกจำเป็นทจ่ี ะไมอ่ ยู่ ใหค้ ำมัน่ สญั ญาวา่ จะกลบั มา ไม่ควรหลอกเดก็
หรือไปขณะท่ีเดก็ หลบั อาจท้ิงของใชส้ ว่ นตวั ของบดิ ามารดาไว้ เด็กจะได้ม่นั ใจวา่ บิดามารดาจะกลับมาอีก พยาบาล
ควรยอมรบั การรอ้ งไหข้ องเด็ก ไมม่ ัดตรึงเดก็ โดยไม่จำเปน็ ให้เด็กมีของรักหรอื ของค้นุ เคยไว้ติดตัว เช่น ต๊กุ ตา หมอน
ผา้ หม่ ของเดก็
1.2 ระยะหมดหวงั (despair) ระยะน้ีเดก็ จะรอ้ งไห้นอ้ ยลง ไม่สนใจสิง่ แวดลอ้ ม ปฏเิ สธ
การเล่นหรอื อาหาร ถอยหนจี ากผอู้ ื่น ไม่สนใจอะไร และเศรา้ ซมึ เนอื่ งจากหมดหวังทป่ี ระทว้ งแล้วไม่ไดผ้ ล ไมส่ ามารถ
ร้องเรียกใหบ้ ดิ ามารดากลบั มาได้ เดก็ คิดว่าบิดามารดาจะไมก่ ลบั มาอกี
การดแู ลเด็กในระยะหมดหวัง ยอมรบั ในพฤติกรรมถดถอยของเดก็ เชน่ เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร
ด้วยตนเอง ดดู นว้ิ ปัสสาวะรดทนี่ อน หนั กลับมาดดู นมจากขวด แตจ่ ะไมส่ นับสนนุ พฤตกิ รรมดงั กลา่ ว ฝึกฝนทกั ษะใน
กจิ วตั รประจำวนั ทเ่ี ดก็ เคยทำไดแ้ ลว้ ทบี่ า้ น ปลอบโยนอยใู่ กลช้ ดิ กอดโยก กล่อมเด็ก จัดกจิ กรรมการเล่นเพื่อใหเ้ ดก็ ได้
ระบายความโกรธ เช่น การตอก ตำ ทุบ เตะหรือโยนลกู บอล ปน้ั ดนิ น้ำมนั หรือเล่นบทบาทสมมุติกบั ตกุ๊ ตา สนับสนนุ
ให้เด็กควบคมุ ตนเองไดโ้ ดยให้เด็กไดส้ วมเสอ้ื ผา้ ของตนเอง วางรองเทา้ ไว้ขา้ งเตยี ง จะเห็นว่ารองเทา้ ยังอยูเ่ ม่อื เขา
ตอ้ งการใสก่ ลับบา้ น
1.3 ระยะปฏเิ สธ (denial or detachment) ระยะนีจ้ ะเกิดขึน้ ถ้าเดก็ ตอ้ งอยูโ่ รงพยาบาลเป็นเวลานาน เดก็
สามารถปรบั ตัวตอ่ การแยกจากมารดา เด็กสนใจตอ่ ส่งิ แวดล้อมรอบ ๆ ตวั มากข้นึ เล่นกับคนอน่ื สรา้ งสัมพนั ธภาพกับ
ผู้อื่นได้อย่างผวิ เผนิ มองดรู าวกบั เด็กปรบั ตัวไดแ้ ลว้ แต่ที่จรงิ เปน็ การเก็บกดความรสู้ ึกทีม่ ีต่อบดิ ามารดาน่นั เอง เมอ่ื
บดิ ามารดามาเยี่ยมเด็กจะไมส่ นใจหรอื ปฏิเสธบดิ ามารดา
การดแู ลเด็กในระยะปฏิเสธ พูดคุยเกย่ี วกบั สมาชกิ กจิ กรรมในครอบครวั เพ่อื คงไว้ซงึ่ ความผกู พันอย่าง
ต่อเน่อื ง อธิบายให้บิดามารดาทราบว่าเดก็ ต้องการให้อมุ้ กอด ต้องการใหด้ ูแล แม้เขาจะแสดงทา่ ทีปฏเิ สธกต็ าม
2. เด็กวัยเตาะแตะจะมปี ฏกิ ริ ยิ าต่อการสูญเสยี การควบคมุ ตนเอง (loss of control) เม่ือตอ้ งเข้ารบั การรักษา
ในโรงพยาบาล ตามแนวคดิ ของอีรคิ สัน (Erikson) เดก็ วยั นี้จะยดึ ตวั เองเปน็ ศนู ย์กลาง (autonomy) ตอ้ งการวงิ่ ซน
สำรวจส่งิ แวดลอ้ มรอบตวั เมอ่ื ไม่สบายอาจตอ้ งจำกดั ดา้ นรา่ งกาย การเปล่ียนกจิ วัตรประจำวัน และความไม่เป็นอิสระ
เช่น เดก็ ชายวัยเตาะแตะหลงั ผา่ ตดั ตกแต่งท่อปัสสาวะ ใส่สายสวนปสั สาวะตอ่ ลงถงุ ถูกจำกดั การเคล่ือนไหวรสู้ ึก
หงดุ หงิด รอ้ งไห้ ดน้ิ รน อยากลงจากเตียงเพือ่ วิ่งเลน่
36
3. เด็กวัยเตาะแตะอาจรู้สกึ กลวั ต่อความเจ็บปวดจากประสบการณ์เดมิ การช่วยลดความเครยี ดจากการอยู่
โรงพยาบาลในเดก็ วัยเตาะแตะ โดยพยาบาลควรอธิบายการทำกจิ กรรมตามความเปน็ จริง ไมโ่ กหกเดก็ วา่ ไม่เจ็บ ให้
มารดาอย่ดู ้วยในขณะทำกจิ กรรม พดู ปลอบโยน โอบกอดเด็กหลังทำหตั ถการ (Gwin & Price, 2012, p.11)
วัยก่อนเรียน เดก็ วัยนอ้ี าจยงั มคี วามวติ กกังวลตอ่ การแยกจากมารดา แตไ่ ม่รนุ แรงเหมอื นกบั เดก็ วยั เตาะแตะ
เดก็ วยั กอ่ นเรยี นอาจไมใ่ หค้ วามรว่ มมือในการกจิ กรรม อาจเครียดท่ีสญู เสียการควบคุมตนเอง กจิ วัตรประจำวนั
เปล่ยี นแปลง เดก็ วยั น้ียงั แยกไมไ่ ดร้ ะหว่างเรือ่ งจริงหรือจนิ ตนาการ เด็กเชอ่ื วา่ เด็กมพี ลงั พิเศษทจี่ ะควบคุมสง่ิ รอบ ๆ
ตัวได้ เด็กเช่อื วา่ สาเหตุของความเจบ็ ป่วยเกดิ จากสิ่งทีต่ ัวเองคิด เดก็ จะรสู้ กึ ผดิ คดิ วา่ ถกู ลงโทษ พยาบาลควรช่วยให้
เด็กเขา้ ใจว่าการเจ็บปว่ ยและตอ้ งอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่เปน็ ความผดิ ของเดก็ หรอื เปน็ การถูกลงโทษ
เด็กวัยน้เี มื่อต้องอยู่ในส่ิงแวดลอ้ มท่ีไมค่ ้นุ เคย อาจรสู้ ึกกลัวความมดื แสงหรือเสียง จนิ ตนาการวา่ อุปกรณ์
เครอ่ื งมอื ตา่ ง ๆ มีชีวติ กลัวรา่ งกายเจบ็ ปวด กลวั กจิ กรรมทตี่ ้องลกุ ล้ำเข้าไปในรา่ งกายโดยเฉพาะในอวยั วะเพศ เพราะ
ยงั ไมเ่ ข้าใจเกีย่ วกับสรรี ะในร่างกายมนษุ ย์ อาจคิดจนิ ตนาการวา่ ภายในร่างกายเปน็ ลม เมือ่ โดนฉีดยาร่างกายกจ็ ะแฟบ
หรือคิดวา่ เมือ่ โดนเจาะเลอื ด จะมีเลอื ดไหลออกจนหมด เมื่อเด็กมบี าดแผลควรทำแผลปิดผา้ ก๊อสใหม้ ิดชดิ หลีกเลย่ี ง
การใชค้ ำพูดท่ีมหี ลายความหมายทำให้เดก็ จินตนาการ เช่น “ตดั ” “เจาะเลอื ด” “ดูดเลอื ด” (Price & Gwin,
2012, p.12) ตัวอย่างเชน่ เด็กชายอายุ 5 ปี มีความผดิ ปกติรูเปดิ ทอ่ ปสั สาวะอย่ดู ้านลา่ งขององคชาติ เคยทำผา่ ตัด
ตกแตง่ รเู ปิดท่อปัสสาวะแลว้ 1 ครั้ง มาครงั้ น้มี ปี สั สาวะรว่ั ซึมต้องผา่ ตัดซอ่ มแซมครงั้ ที่ 2 เม่อื พยาบาลเข้าใกลเ้ ด็กจะ
นอนหนบี ขา ใชม้ อื ปดิ อวยั วะเพศ ไม่ยินยอมใหด้ ูอวัยวะเพศของตนเอง
เดก็ วยั ก่อนเรียนยังไมร่ บั ร้มู โนทศั น์เรอื่ งเวลา การตอบคำถามเดก็ ควรใช้คำพดู ที่สมั พนั ธก์ ับกิจกรรมทีเ่ ด็กทำ
เช่น “มารดาจะกลับมาหลงั จากท่ีหนรู ับประทานอาหารกลางวนั แล้ว” เป็นตน้
แนวทางการพยาบาล
อธิบายขัน้ ตอนการปฏิบัตกิ ารพยาบาลด้วยคำพูดที่เปน็ รปู ธรรมง่าย ๆ เปน็ ความจรงิ เด็กท่ีไดร้ ับการรักษา
โดยการผ่าตดั เด็กอาจกลวั กังวลวา่ อวัยวะจะถูกตัดขาด แพทยพ์ ยาบาลควรอธิบายเก่ยี วกับวิธกี ารรกั ษา เหตุผลของ
การทำผา่ ตดั และกิจกรรมทีท่ ำ โดยหลีกเลย่ี งการใช้คำพูดวา่ “ตดั ” ใชก้ ารเล่นบทบาทสมมุตเิ ปน็ สือ่ ในการเตรยี มเด็ก
กอ่ นทำหัตถการ หรอื ทำผา่ ตดั เปดิ โอกาสให้เดก็ ได้สำรวจ จบั ตอ้ งเคร่ืองมอื แพทย์ สนบั สนนุ ใหม้ ารดาเฝา้ อยู่ใน
โรงพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวลจากการแยกจาก บางกรณมี ารดาไมส่ ามารถอยเู่ ฝ้าได้ พยาบาลควรกลา่ วคำชมเชย
ที่เดก็ สามารถอยู่โรงพยาบาลได้ โดยไมม่ มี ารดา
วัยเรยี น ในภาวะเจ็บปว่ ยเด็กวยั เรยี นอาจแสดงความวิตกกงั วลท่ีแยกจากมารดาแลว้ ตอ้ งมาอย่โู รงพยาบาล
อาจคิดถึงเพือ่ นกลวั เพอ่ื จะลืมตนเองเมอื่ ไม่ไดไ้ ปโรงเรียน แต่เนอื่ งจากเดก็ วยั นีเ้ ขา้ ใจเกย่ี วกับมโนทศั น์เร่ืองเวลาแล้ว
เด็กจงึ สามารถรอคอยเวลาทีบ่ ดิ ามารดาหรอื เพ่ือนมาเย่ยี ม เดก็ วัยนี้พัฒนาความเช่อื มั่นในตนเองวา่ มคี วามสามารถที่
ควบคมุ อารมณแ์ ละปฏบิ ัตกิ จิ วัตรประจำวนั ดว้ ยตนเองได้ เม่อื ตอ้ งมาอยโู่ รงพยาบาล เดก็ รสู้ ึกว่าการปฏบิ ัตกิ ิจวตั ร
ประจำวนั เปลีย่ นแปลงไป ไมเ่ ปน็ อิสระ อาจแสดงพฤติกรรมต่อต้าน โกรธ เบ่ือหนา่ ย เด็กอาจกลัวความเจบ็ ปวด
รา่ งกายได้รบั บาดเจบ็ กลวั ความตาย ตวั อย่างเชน่ เด็กหญิงอายุ 11 ปี มกี ้อนเน้ือบรเิ วณทรวงอก แพทย์นดั มาทำผ่าตดั
พยาบาลใหค้ ำแนะนำการเตรยี มตวั กอ่ นผ่าตดั และให้ฝึกการหายใจเดก็ สามารถปฏบิ ตั ิตามไดด้ ี เด็กบอกว่ากลัวเจบ็
แผลจากการทำผา่ ตัด
37
แนวทางการพยาบาล
ส่งเสรมิ ให้เด็กไดช้ ว่ ยเหลอื ตัวเองเทา่ ท่ีสามารถทำได้ สง่ เสรมิ ความเป็นอสิ ระในการเคลอ่ื นไหว ลดความรสู้ กึ
ว่าถูกควบคมุ จัดกจิ กรรมการเล่นทส่ี ่งเสริมดา้ นกลา้ มเนือ้ มัดเลก็ และสตปิ ญั ญา เปดิ โอกาสให้เล่นกับผปู้ ว่ ยในกลุม่ วัย
เดียวกนั อธบิ ายให้เดก็ ฟงั เกยี่ วกบั โรค การรกั ษาพยาบาล การดแู ลตนเอง อย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผลในเชิงวิทยาศาสตร์
ดว้ ยข้อความงา่ ย ๆ เปน็ รปู ธรรม ควรให้การศกึ ษาอย่างตอ่ เน่ือง จดั กจิ กรรมเสริมการเรยี นรู้ มคี ุณครูสอนใน
โรงพยาบาล เปิดโอกาสให้เดก็ ได้ติดต่อกับบดิ ามารดา คณุ ครู และเพ่ือน (Price & Gwin, 2012, p.12)
วยั ร่นุ วยั นยี้ ังคงต้องการให้บิดามารดาอยู่ดว้ ยเมอ่ื เจ็บป่วยในโรงพยาบาล คิดถึงเพือ่ น แต่การใหเ้ พอื่ นมา
เยี่ยมอาจมผี ลกระทบต่อความรูส้ กึ ของเดก็ วัยรุน่ ท่ีรสู้ กึ อายภาพลกั ษณข์ องตนเองทีเ่ ปลี่ยนไป วยั รุน่ อาจแสดงออกว่า
ตนเองสามารถเผชญิ กับความเจบ็ ปวดไดโ้ ดยไมแ่ สดงว่ากลัว แตก่ ค็ ิดว่าทำไมต้องพบเจอกับความยากลำบากเหล่าน้ี
แนวทางการพยาบาล กระต้นุ และเปิดโอกาสให้เด็กไดพ้ ดู ระบายความกงั วล ความกลวั ความสงสัย อธบิ าย
เก่ียวกับโรค แผนการรกั ษาพยาบาล และการดแู ลตนเอง ชมเชย ให้กำลงั ใจ ให้เดก็ มีส่วนร่วมในการวางแผนการ
พยาบาล เปดิ โอกาสจัดกิจกรรมใหเ้ ดก็ มกี ิจกรรมรว่ มกนั ให้เพอ่ื นมาเย่ยี มและตดิ ต่อทาง social network ได้ ให้ความ
เป็นส่วนตัว พบปะกบั ครอบครวั ตามลำพัง ไมค่ วรเปิดเผยรา่ งกายของผ้ปู ว่ ย(Price & Gwin, 2012, p.12)
ตวั อย่างเชน่ เดก็ ชายอายุ 14 ปี เป็นเน้อื งอกในสมองลกุ ลามไปท่ไี ขสันหลงั ปัสสาวะกระปริบประปรอย ออกได้ไมห่ มด
แพทยใ์ หส้ วนปสั สาวะแบบสวนท้งิ ทกุ 6 ชั่วโมง เดก็ มีไขต้ ำ่ ๆ ปากแห้ง ปสั สาวะออกน้อยสีเขม้ เนื่องจากเดก็ ดม่ื นำ้
น้อยเพราะอายทพ่ี ยาบาลมาสวนปัสสาวะให้
ความกลัวความเจ็บปวดและร่างกายไดร้ บั บาดเจบ็
การพยาบาลเด็ก พยาบาลจะตอ้ งตระหนักถึงความสำคัญของการบาดเจบ็ ปฏิกิริยาและการตอบสนองต่อ
ความเจบ็ ปวดของเด็กตามระยะพฒั นาการ ดงั นี้
วัยทารก อาจมีอาการเกร็ง ส่นั ท้งั ตวั เด็กจะขยบั แขนขาขา้ งทเี่ จ็บ เด็กจะร้องใหเ้ สียงดัง อาจเพยี งชัว่ ครู่ เม่อื โอบ
กอด หรือเบี่ยงเบนความสนใจเด็กกจ็ ะหยดุ ร้อง มกี ารแสดงทางสีหนา้ (หนา้ ผากตำ่ ลง คิ้วขมวด ตาปิด ปากเปดิ กวา้ ง)
วยั ทารกตอนปลาย เด็กดิน้ ผลกั มอื ของพยาบาล
วยั เตาะแตะ การตรวจทีจ่ ำเปน็ ตอ้ งใช้วัตถุสอดใส่เข้าไปในร่างกายเด็ก เชน่ การตรวจหู ตรวจคอ หรือวดั อณุ หภมู ิ
ทางทวารหนกั หรอื แมแ้ ตท่ างรกั แร้ กท็ ำให้เดก็ กลัว วติ กกงั วลมาก ปฏกิ ิรยิ าต่อความเจบ็ ปวดเช่นเดยี วกับวยั ทารก
เด็กจะรอ้ ง ด้ินรนมากข้นึ เมอ่ื ถกู มัดตรึง ไมม่ ีมารดาอยู่ดว้ ย ขาดการเตรียมตวั เหลา่ นีเ้ ป็นตวั แปรสำคัญทที่ ำให้เดก็
แสดงพฤติกรรมตอบโต้อยา่ งรนุ แรง จะแสดงอาการทางสีหนา้ เมือ่ เจ็บปวด เช่น หนา้ ตาบดู บ้ึง กดั ฟัน/ริมฝีปาก ตา
เปิดกว้าง อาจมีพฤติกรรมกา้ วรา้ ว เชน่ กัด ตี เตะ หรอื วิง่ หนี
วัยก่อนเรียน เม่ืออายุครบ 4 ปี เดก็ จะสามารถควบคุมตวั เองไดข้ ณะเจบ็ ปวด หากขาดการเตรียมตวั เดก็ กอ่ นท่ี
จะปฏิบัตริ ักษาทีเ่ จบ็ ปวด เดก็ วยั นกี้ จ็ ะคิดวา่ เขากำลังถกู ลงโทษ การเรียกรอ้ งความสนใจจากการเจ็บปว่ ย จะเหน็ ชัด
ในวัยนีจ้ นเกิดอาการเจ็บปวดทางกายขนึ้ ได้ เช่น อาจมีอาการปวดท้องบ่อย ๆ เนอ่ื งจากไมอ่ ยากไปโรงเรียน ดา้ น
ปฏิกริ ยิ าโตต้ อบต่อความเจบ็ ปวด จะสงั เกตทางรา่ งกายได้ เชน่ ผิวหนังเปน็ สแี ดงเรือ่ อาเจยี น ชพี จร หายใจเพิ่มขึ้น
กระวนกระวาย รมู ่านตาขยาย เนื่องจากอารมณอ์ ่ืน เช่น กลวั วติ กกงั วล หรอื โกรธ
วยั เรียน เดก็ วัยนี้กลวั สภาวะทค่ี กุ คามการสญู เสยี การควบคมุ ร่างกายบาดเจบ็ ความเจบ็ ปวด และกลวั ความ
ตาย พูดตอ่ รองวา่ รอสักครู่ ยังไมพ่ ร้อม หรือขอไปเข้าห้องนำ้ กอ่ น เปน็ ต้น
38
วยั รนุ่ เดก็ วิตกกงั วล กลวั รา่ งกายได้รบั บาดเจบ็ ความเจ็บปวด และความพิการ ทำใหส้ ญู เสยี ภาพลักษณ์ จะ
ทำให้แตกต่างจากเพ่ือน วัยร่นุ สามารถควบคมุ ปฏิกริ ยิ าโตต้ อบตอ่ ความเจบ็ ปวดได้แลว้ ไม่คอ่ ยพบการตอ่ ตา้ นหรอื
ก้าวร้าวในวยั น้ี พดู บอกว่าเจบ็ ยกเวน้ ผู้บกพรอ่ งทางด้านสตปิ ญั ญา เชน่ เด็กท่มี ภี าวะปญั ญาออ่ น จะยงั แสดงอาการ
ต่อสู้ดน้ิ รนเหมือนกบั เดก็ เล็ก
การประเมินความเจบ็ ปวดในเดก็ (Hockenberry and Wilson, 2013, p.145)
การประเมินความเจบ็ ปวดในเดก็ แตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากพฒั นาการดา้ นการตอบสนองตอ่ ความปวด
รวมถึงการส่อื สารและการแสดงออกที่เป็นไปตามวยั การตอบสนองต่อความเจ็บปวดของเด็กแต่ละวยั มลี กั ษณะดังน้ี
1. วัยทารก นอนแข็งเกรง็ กำมอื เทา้ จกิ งอ มีปฏกิ ิริยาสะทอ้ น (reflex) เมอ่ื ถกู ทำให้เจ็บปวด หนา้ นวิ่ คิ้วขมวด
ปิดตาแน่น อ้าปากร้องเสียงดัง
2. ปลายขวบปแี รก ตอบสนองตอ่ ความเจบ็ ปวดเฉพาะท่ี งอหรอื ชกั แขนขาหนีจากสงิ่ ทที่ ำให้เจ็บปวด ร้องเสยี ง
ดงั สีหนา้ แสดงถงึ ความเจบ็ ปวดและโกรธ ต่อตา้ น ผลักไสสิ่งทีท่ ำใหเ้ จ็บปวดออก
3. วัยก่อนเรยี น กรีดรอ้ งเสยี งดงั พูดบ่นวา่ เจ็บ ดนิ้ ปัดแขนขาไปมา ผลกั ไสกอ่ นทท่ี ำให้เจบ็ ปวด อาจใหค้ วาม
รว่ มมอื ต้องมดั ตรึง พดู บอกใหห้ ยุดทำ กอดหรือจบั มารดา/บิดาไว้ ต้องการให้กอด ปลอบประโลม
4. วยั เรียน อาจยังมพี ฤตกิ รรมตอบสนองตอ่ ความเจบ็ ปวดทพ่ี บในเดก็ เลก็ แตจ่ ะต่อต้านน้อยกวา่ พูดตอ่ รอง
เช่น “รอสกั ครู่ หนูยังไม่พรอ้ ม” ขณะทีเ่ จ็บ กลา้ มเนอ้ื แข็งเกร็ง กำมือแน่น หลับตา ขมวดค้ิว
5. วัยร่นุ มกั ไมพ่ บพฤติกรรมต่อตา้ น หรือพดู ต่อต้าน บอกวา่ เจ็บ กลา้ มเนือ้ แข็งเกรง็ แต่ควบคมุ ร่างกายไม่ให้
เคลอ่ื นไหวได้
นอกจากนี้ ความเจบ็ ปวดอาจทำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลทางสรีระภาพ ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหติ สงู
หายใจต้ืนเรว็ oxygen saturation ลดลง หน้าซดี หรอื หนา้ แดง เหง่อื ออก รมู า่ นตาขยาย นำ้ ตาลในเลอื ดสูง, pH ต่ำ,
corticosteroid สงู
เครื่องมอื ทใี่ ช้ประเมนิ อาการปวด (เดอื นเพญ็ หอ่ รัตนเรือง อา้ งถึงใน ราชวทิ ยาลยั วสิ ญั ญีแพทย์แหง่ ประเทศไทย,
2554; Hockenberry and Wilson, 2013, p.160) ดงั ตารางที่ 1 ถงึ 4 และภาพท่ี 1
• ตารางท่ี 1 Neonatal Infant Pain Scale (NIPS) สำหรับเดก็ อายุแรกเกดิ - 1 ปี (พยาบาลประเมนิ ) คะแนน
มากกวา่ 4 ถือว่ามคี วามปวดต้องให้การรกั ษา
สหี น้า รอ้ งไห้ การหายใจ แขน ขา ระดบั การตืน่
0 = เฉยๆสบาย 0 = ไม่ร้อง 0 = สม่ำเสมอ 0 = วางสบาย ๆ 0 = วางสบาย 0 = หลบั /ตื่น
1 = แสยะ ปาก 1 = รอ้ งคราง 1 = หายใจเรว็ ขนึ้ 1 = งอ ๆ 1=
เบะ จมูกย่น หัวควิ้ 2 = กรดี ร้อง หรอื ช้าลงหรอื กล้ัน 1 = งอ/เหยยี ด กระสับกระสา่ ย
ย่น ปดิ ตาแนน่ หายใจ วุ่นวาย
การแปลผล 0 = ไมป่ วด 1-3 = ปวดเล็กนอ้ ย
4-5 = ปวดปานกลาง 6-7 = ปวดมาก
39
ตารางที่ 2 Children ‘s Hospital Eastern Ontario Pain Scale (CHEOPS) สำหรับเดก็ อายุ 1-5 ปี (พยาบาล
ประเมนิ ) คะแนนมากกวา่ 6 ถอื วา่ มีความปวดต้องให้การรักษา
สหี นา้ รอ้ งไห้ การสง่ เสียง ท่าทาง (ลำตวั ) สัมผสั แผล ขา
0 = ย้มิ 1 = ไม่ร้อง 0 = พดู สนกุ ร่าเริง 1 = ธรรมดา 1 = ไมส่ ัมผัส 1 = ท่าสบาย
1 = เฉย ๆ 2 = คราง, หรอื ไมพ่ ูด สบาย ๆ 2 = เอ้ือมมือมา/ 2 = บิดตัว/เตะ/
2 = เบ้ รอ้ งไห้ 1 = บ่นอ่นื ๆ เชน่ 2 = ดิ้น/เกรง็ /ส่นั / แตะเบา ๆ /ตะปบ/ ดงึ ขาหนี/เกร็ง/
3 = หวีดร้อง หิวนม หาแม่ ยืน/ดิน้ จนถูกจับ เอ้อื มมือมาจนตอ้ ง ยืน/ดนิ้ จนถกู จับ
2 = บ่นปวดหรือบ่น ตรึงไว้ จับมือหรอื แขนไว้ หรือตรึงไว้
ปวดรว่ มกบั บน่ อื่น ๆ
การแปลผล 4 = ไมป่ วด 5-7 = ปวดน้อย
8-10 = ปวดปานกลาง 11-13 = ปวดมาก
ตารางที่ 3 FLACC (Face Legs Activity Cry Consolability) ใชก้ ับเดก็ อายุ 2 เดือน – 7 ปี (พยาบาลประเมนิ )
คะแนนมากกวา่ 2 ถือวา่ มคี วามปวดตอ้ งใหก้ ารรักษา
สีหน้า ขา การเคลอื่ นไหว ร้องไห้ การตอบสนองตอ่ การ
0 = เฉย ไม่ย้มิ 0 = อยูใ่ นท่าปกติ 0 = นอนเงยี บ ๆ ทา่ 0 = ไม่รอ้ ง ปลอบโยน
1 = หน้าตาเบะ 1 = อยูใ่ นท่าไม่ ปกติ 1 = ครางฮือ ๆ หรือ 0 = เชอ่ื ฟงั ดี สบาย ๆ
หรือขวดควิ้ ถอย สบาย 1 = บิดตวั ไปมา แอน่ ครางเบา ๆ บ่นเปน็ 1 = สามารถปลอบโยน
หนี ไม่สนใจ กระสับกระสา่ ย หน้า แอน่ หลัง เกร็ง บางคร้งั ด้วยการสมั ผัส โอบกอด
สิ่งแวดล้อมเปน็ เกรง็ 2 = ตัวงอ เกรง็ จนตัว 2 = ร้องไหต้ ลอด หวีด พูดคยุ ด้วยเพื่อดงึ ดูด
บางคร้งั 2 = เตะหรืองอขา แข็ง หรอื สั่นกระตุก ร้อง สะอกึ สะอนื้ บน่ ความสนใจเปน็ ระยะ ๆ
2 = คางสนั่ กัดฟัน ขึน้ บ่อย ๆ 2 = ยากทจ่ี ะปลอบโยน
แนน่ เปน็ บอ่ ย ๆ หรอื ทำใหส้ บาย
หรอื ตลอดเวลา
การแปลผล 0 = ไม่ปวด 1-3 = ปวดนอ้ ย
4-6 = ปวดปานกลาง 7-10 = ปวดมาก
40
ตารางท่ี 4 Visual Analogue Scale (VAS) ใชก้ บั เดก็ อายุมากกวา่ 6 ปี (ให้เด็กบอกตัวเลขท่แี สดงระดบั ความ
เจบ็ ปวด) คะแนนมากว่า 5 ถอื ว่ามีความปวดต้องให้การรกั ษา
0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
การแปลผล 0 = ไมป่ วด
1-3 = ปวดน้อย
4-6 = ปวดปานกลาง
7-9 = ปวดรนุ แรง
>9 = ปวดทส่ี ดุ เท่าทีเ่ คยปวด
ภาพท่ี 1 Face Pain Rating Scale ใช้กบั เด็กอายุ≥ 7 ปี (ใหเ้ ดก็ ชีร้ ปู หน้าทแี่ สดงถงึ ระดบั ความเจบ็ ปวด)
Alternate
coding 0 1 or 2 2 or 4 3 or 6 4 or 8 5 or10
ไมป่ วดเลย ปวดนิด ๆ ปวดเล็กน้อย ปวดปานกลาง ปวดมาก ปวดมากทสี่ ดุ
การจัดการกับความเจบ็ ปวด
ความเจบ็ ปวดเฉียบพลนั (Acute pain) เป็นความเจบ็ ปวดทเ่ี กิดขึน้ ชั่วคราว ระยะเวลาในการปวดไม่
ยาวนาน มกั ไมเ่ กิน 3 เดอื น อาจเกิดจากการบาดเจบ็ การผ่าตดั ซึ่งความรุนแรงของอาการปวดหลายระดับ มกั มี
อาการปวดอยา่ งรนุ แรงในระยะแรก จากนน้ั ค่อย ๆ ลดลงตามการหายของพยาธิสภาพ มกั มกี ารตอบสนองตอ่ การ
รักษาด้วยยาและการรกั ษาสาเหตทุ ี่ทำใหเ้ กดิ ความปวด
ความเจบ็ ปวดเรอ้ื รงั (Chronic pain) เป็นความปวดทีเ่ กิดข้ึนนานกวา่ 3 เดอื น แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวหรอื
หายจากพยาธสิ ภาพ และความปวดชนิดนีอ้ าจทำใหผ้ ปู้ ่วยเกิดภาวะซึมเศร้า เพราะไดร้ ับความทกุ ขท์ รมานตอ่ เนื่อง มกั
มผี ลกระทบต่อกายใจ และสงั คมของผ้ปู ่วยและครอบครัว
การพยาบาลเพอ่ื จัดการกบั ความเจ็บปวดโดยไมใ่ ช้ยา (Hockenberry and Wilson, 2013, p.160)
1. การบอกเดก็ กอ่ นทำหตั ถการ หลกี เลย่ี งบอกเดก็ ว่าจะเจบ็ ปวด ควรบอกวา่ อาจจะรสู้ กึ เหมอื นมดกดั เขม็ ตำ
หรอื โดนผลัก เด็กสามารถบอกความรสู้ ึกไดใ้ นขณะทท่ี ำ
2. อนุญาตใหม้ ารดาหรือบิดาอยู่ดว้ ยถา้ ต้องการ ให้พดู ปลอบโยนด้วยเสียงนุ่มนวล ใกลๆ้ ศรี ษะของเด็ก
3. ในเด็กโตใหค้ วามรเู้ ก่ียวกบั อาการปวดแผลหลงั ผา่ ตัด ถอื ว่าเปน็ ภาวะปกตทิ ่ีพบได้
41
4. ใช้เทคนคิ การเบ่ียงเบนความสนใจ ในเด็กโต ได้แก่ การเลน่ ฟังเพลง ร้องเพลง ดูโทรทศั น์ เล่มเกมส์
คอมพิวเตอร์ ดู kaleidoscope อ่านหนงั สอื พูดคุยเร่อื งตลก การหายใจเข้าลกึ ๆ และเปา่ ออกทางปากชา้ ๆ
5. ใชเ้ ทคนคิ การผอ่ นคลาย ในทารกและเด็กเล็ก โดยการห่อตวั ทารกขณะเจาะเลือดหรือฉดี วคั ซนี อุม้ ทารกใน
ทา่ พาดบา่ อมุ้ โยก ไกวทารกในเปลเบา ๆ เปน็ จงั หวะ พดู กับทารกดว้ ยเสียงน่มุ นวล จากการศกึ ษาพบวา่ การ
ห่อตัวทารกเกิดก่อนกำหนดขณะเจาะเลือดท่สี น้ เท้า ทารกหยดุ รอ้ งทันทีและหัวใจเต้นชา้ ลงเรว็ กวา่ ทารกท่ี
ไมไ่ ดห้ ่อตัว (Fearon et.al, 1997 cited in Hockenberry and Wilson, 2013, p.159) ในเด็กโตสอนให้
หายใจเขา้ ลกึ ๆ เปา่ ลมออกทางปากชา้ ๆ จัดทา่ ให้นอนในทา่ ทส่ี ุขสบาย ไดแ้ ก่ นอนศรี ษะสูงเลก็ น้อย สอด
หมอนหลังข้อพบั ขา เพื่อใหห้ นา้ ทอ้ งหย่อน หลังผ่าตดั บริเวณชอ่ งท้อง
6. ใชเ้ ทคนิคจนิ ตนาการ สอนให้เดก็ คดิ เหตกุ ารณท์ ่ีทำใหม้ ีความสุข รู้สึกสดชน่ื ดภู าพทส่ี วยงาม หรือฟังเพลง ให้
จดบันทึกในสมดุ
7. ใช้เทคนิคการคิดบวก สอนให้เดก็ คิดในแงด่ ี ความเจ็บปวดหลงั ผา่ ตดั ทเี่ กิดขน้ึ เปน็ เพียงชั่วครู่
8. เทคนิคสรา้ งแรงจูงใจ ใหร้ างวลั คำชมเชย
9. ทำหัตถการดว้ ยความรวดเร็ว
การพยาบาลเดก็ ทรี่ ะงบั ความเจบ็ ปวดโดยใชย้ า ใหย้ าระงบั ปวดตามแผนการรักษาของแพทยโ์ ดยยดึ หลัก 6 R
อาการปวดทไ่ี มร่ ุนแรง ใชย้ า paracetamol และ ibuprofen สำหรบั อาการปวดปานกลางถึงรุนแรง ใช้ยากลุ่ม
strong opioids โดยใช้ Morphine เปน็ ชนดิ เรม่ิ ต้น ยกเว้นมขี ้อหา้ มหรือเกิดปัญหาจากการใชย้ า morphine จึง
เปล่ียนเปน็ strong opioids ชนดิ อน่ื (เดือนเพ็ญ หอ่ รตั นาเรอื ง, หน้า 101 ในวินัดดา ปิยะศลิ ป์ และวนั ดี นงิ สานนท์
(บรรณาธิการ), 2558.) การใช้ยาระงบั ปวดตอ้ งใชด้ ว้ ยความระมดั ระวงั เฝ้าสงั เกตภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงของ
การใช้ยา ประเมนิ ความเจ็บปวดซำ้ ข้ึนกับฤทธิย์ าทใี่ ช้ เชน่ ยาฉดี ทางหลอดเลือดดำ 10-15 นาที ยาฉดี เขา้ กลา้ มเนื้อ
30 นาที และยารับประทาน 1 ชัว่ โมง
กรณีทไี่ ด้รับยาระงบั ปวดชนิด opioid เชน่ morphine ทางหลอดเลือดดำ ควรปฏิบัติ ดังนี้
1) ฉดี ยาเข้าทางหลอดเลอื ดดำช้า ๆ ภายใน 3-5 นาที (เดอื นเพญ็ หอ่ รัตนาเรือง ใน วนิ ดั ดา ปิยะศลิ ป์ และ
วันดี นงิ สานนท์ (บรรณาธิการ), 2558 หน้า 101)
2) สังเกตอาการอย่างใกลช้ ิดภายใน 15 นาทหี ลงั จากฉดี ยา
3) ตดิ ตามอตั ราการหายใจ ระดบั ความรูส้ ึกตัว oxygen saturation ชพี จร ความดันโลหติ ทกุ 15 นาที 3
ครั้ง ทุก 30 นาที 2 คร้งั และจากนน้ั บนั ทกึ สญั ญาณชพี อยา่ งนอ้ ยทกุ 4 ชัว่ โมง
4) ติดตามอาการขา้ งเคยี งอื่น ๆ เช่น คลนื่ ไส้ อาเจยี น อาการคนั ปริมาณปัสสาวะ เปน็ ตน้
5) เตรียมยา naloxone ใหพ้ ร้อมใช้ เพือ่ ต้านฤทธยิ์ ากลมุ่ opioids
การดูแลผ้ปู ่วยเดก็ โรคเรอ้ื รังและผปู้ ว่ ยเด็กในระยะสุดทา้ ยของชวี ติ (Price & Gwin, 2012, p.14-15)
เดก็ ทีเ่ จบ็ ปว่ ยเรอ้ื รังเปน็ ระยะเวลานาน มักมีผลกระทบต่อการเจรญิ เติบโตและพฒั นาการ จิตใจ อารมณ์ของ
เด็ก ตลอดจนมีผลต่อภาวะเศรษฐกจิ ของครอบครัว และสมดุลของครอบครัว พ่อแม่ พีน่ ้อง เด็กต้องเข้าออก
โรงพยาบาลบ่อย ๆ ตอ้ งรบั วิธีการรกั ษา ซ่ึงบางครง้ั มกี ารเปลี่ยนแปลงวธิ กี ารรกั ษา บางคร้งั เกิดภาวะแทรกซ้อนจาก
โรค หรอื วิธกี ารรกั ษา ทำให้เกดิ ความเครยี ดทงั้ ตวั เดก็ และครอบครัว เป็นระยะเวลานาน
42
เม่ือทราบวา่ ลกู เจ็บปว่ ยเรื้อรงั บดิ ามารดาจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ดังนี้ ชอ็ คและไมเ่ ชือ่ ปฏิเสธ รสู้ กึ ผิด
โกรธ ซึมเศร้าและท้อใจ ปกป้องค้มุ ครองบตุ รมากเกินไป ยอมรบั
สำหรบั พน่ี ้องของผปู้ ่วยเด็กทีเ่ ปน็ โรคเร้ือรงั ก็จะมปี ฏิกริ ยิ าโตต้ อบ คือ มีความรู้สกึ ผิด กลัวเกี่ยวกบั สขุ ภาพ
ของตนเองและเกิดความอจิ ฉา รสู้ กึ โดดเด่ียว หรือโกรธเพราะพ่อแมท่ มุ่ เทความสนใจและเวลาให้แกล่ ูกทเี่ จ็บปว่ ย
(Hockenberry & Wilson, 2015)
การพยาบาลเด็กปว่ ยแบบประคบั ประคอง (Palliative care)
Palliative care คอื การดแู ลเดก็ ปว่ ยระยะสุดท้าย ท่ีไดร้ บั การรกั ษาจนสุดความสามารถแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
เดก็ และครอบครวั ได้เลอื กวิธีการรกั ษาท่ีมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื บรรเทาอาการความเจบ็ ปวด ลดภาวะหายใจลำบาก
หรอื ความร้สู ึกโดดเดี่ยว ทำให้เด็กปว่ ยความสขุ ต่อชวี ิต (American Academy of Pediatrics, 2007 cited in
Price & Gwin, 2012, p.416)
ความเขา้ ใจเร่ืองความตายของผู้ปว่ ยเด็กแต่ละวัยและการพยาบาล
ความเข้าใจต่อความตายของเดก็ มคี วามเกี่ยวขอ้ งกับพฒั นาการทางด้านสตปิ ญั ญาในเรือ่ งความคิดรวบยอด
เกีย่ วกบั ความตาย ซง่ึ เปลี่ยนแปลงไปตามอายุของเดก็ ซง่ึ ความคดิ รอบยอดนี้จะส่งผลให้เดก็ มพี ฤติกรรมการ
แสดงออก เมื่อตอ้ งเผชิญกับความตายแตกตา่ งกัน การพยาบาลเดก็ และครอบครัวของเด็กปว่ ยในระยะใกลต้ ายจงึ มี
ความแตกตา่ งกันตามการรับรูข้ องเด็ก ดงั ตารางที่ 5
ตารางท่ี 5 ความเขา้ ใจเร่ืองความตายของผู้ป่วยเดก็ แตล่ ะวัยและการพยาบาล
ความเขา้ ใจเกยี่ วกับความตาย ปฏิกริ ยิ าการตอบสนองเกย่ี วกับความ การพยาบาล
ทารก/เตาะแตะ ตาย
ทารกอายุ < 6 เดือน ยังไมเ่ ข้าใจ
เรอื่ งของความตาย - เดก็ ยงั รับรวู้ า่ คนทต่ี ายแลว้ ยงั มชี ีวิต - ใหก้ ารดูแลกจิ วตั รประจำวันและกจิ กรรม
ทารกปลายขวบปแี รก ความตาย อยู่ เมอื่ เด็กอายุมากข้ึนจะเขา้ ใจได้วา่ เดิมทเี่ คยทำกบั เดก็
ทำใหข้ าดการสร้างความรกั ความ
ผกู พันอยา่ งตอ่ เนอื่ ง คนท่ีตายแลว้ ไม่อยแู่ ล้ว - ดแู ลให้ความสุขสบายทางรา่ งกายมาก
วยั เตาะแตะ รับร้แู ตเ่ พยี งวา่
เหตุการณท์ ่ีเกี่ยวกบั ความตายทำ - ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงกจิ วตั ร ที่สุด
ให้วถิ ชี วี ิตของตนเองมกี าร
เปล่ยี นแปลง กลวั และกังวลต่อ ประจำวนั ความไมส่ ุขสบายทางกาย - ใหบ้ คุ คลสำคัญในครอบครัวอยใู่ กล้ชดิ เด็ก
การแยกจาก - มีปฏกิ ริ ิยาเมื่อบิดามารดามี - มีของเลน่ หรอื ของรกั ส่วนตัวอยใู่ กล้ ๆ
ความเครยี ด โศกเศรา้ - อุม้ กลอ่ ม เลน่ ดว้ ย
- จัดกิจกรรมการเล่นและของเล่นท่ี
เหมาะสมกับวยั เชน่ ของเลน่ ทม่ี ีเสียง โม
บาย ฯลฯ
-ในกรณีท่ีบิดามารดาเสียชีวติ จดั ผู้ดแู ลเด็ก
อย่างต่อเน่อื ง
43
ความเข้าใจเก่ยี วกับความตาย ปฏกิ ริ ยิ าการตอบสนองเกย่ี วกบั ความ การพยาบาล
ตาย
วัยก่อนเรียน - เม่ือเด็กต้องเจบ็ ปว่ ยหนกั เขา้ ใจว่า - ชว่ ยเหลอื บดิ ามารดาใหเ้ ขา้ ใจ และ
การรบั รเู้ ก่ยี วกับสาเหตขุ องการ เป็นการถูกลงโทษ รสู้ กึ ผดิ กลัวการ ยอมรับ ความรู้สึก การแสดงอารมณ์ของ
ตายยังไมส่ มบูรณ์ ความตายเปน็ พรากจากบดิ ามารดา บตุ ร
การถูกลงโทษ รสู้ ึกผดิ ละอาย - อาจแสดงพฤติกรรมเรียกรอ้ งความ -ใหบ้ คุ คลสำคัญในครอบครวั อยู่ใกล้ชดิ เดก็
เชื่อวา่ ตายแล้วกลับมาใหมไ่ ด้ เปน็ สนใจ ก้าวรา้ ว หรือพฤติกรรมถดถอย - แกไ้ ขการรับรูว้ า่ ความตายเป็นการถูก
เร่อื งชัว่ คราวเหมอื นนอนหลับไป ลงโทษ
ความตายจะไม่เกิดกบั ตน - ประเมินความรูส้ ึกผดิ ย้ำวา่ เดก็ ไมใ่ ช่
ตน้ เหตขุ องความตาย
- ใชค้ ำว่า “ตาย” ไม่ใช้คำวา่ “การจากไป”
-ในกรณีที่บิดามารดาเสยี ชีวติ จดั ผดู้ ูแลเด็ก
อย่างตอ่ เนือ่ ง
วัยเรียน - สนใจและกลวั เร่ืองสาเหตขุ องการเกดิ - ช่วยเหลอื บิดามารดาใหเ้ ขา้ ใจ และ
อาจยงั มคี วามรสู้ ึกผดิ ตนเองตอ้ ง ความเจบ็ ปว่ ยและรายละเอยี ดเก่ียวกบั ยอมรบั ความรสู้ กึ การแสดงอารมณข์ อง
รบั ผิดชอบทเี่ ป็นสาเหตขุ องการ ความตาย การเปลี่ยนแปลงกบั ร่างกาย บตุ ร
ตาย หลังตาย ใช้คำพดู ทบ่ี อกถงึ ความกลัว -ใหบ้ คุ คลสำคญั ในครอบครวั อย่ใู กล้ชดิ เดก็
อายุ 9-10 ปี พัฒนาความเขา้ ใจ หรอื ไม่ใหค้ วามรว่ มมอื มากกว่าจะ - ให้ระบายความรู้สกึ เกยี่ วกับความตาย
เกยี่ วกบั ความตายแบบผใู้ หญ่ แสดงออกทางพฤติกรรมกา้ วร้าว อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกบั โรค และความ
เข้าใจว่าตายแลว้ ไมก่ ลบั มา ตาย ดกี ว่าหลีกเลีย่ งที่จะพูดถึง
- สนบั สนนุ ความสามารถควบคมุ ตนเอง
เปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ มสี ว่ นรว่ มในการตดั สินใจ
ให้รสู้ กึ มีคณุ คา่ ในตนเอง
- คงไวซ้ ึง่ การตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์กับเพ่ือน
วยั รุน่ -อาจไมส่ ามารถเผชิญกับความตายได้ - ช่วยเหลือบดิ ามารดาให้เข้าใจ และ
- เข้าใจเรือ่ งความตายเหมือนกับ รู้สกึ เหงา โดดเดี่ยวทจ่ี ะไม่สามารถ ยอมรับ ความรู้สกึ การแสดงอารมณ์ที่
ผใู้ หญ่ว่า ความตายเป็นธรรมชาติ พดู คุยส่อื สารกบั เพอ่ื น บดิ ามารดาได้ รุนแรงของบุตร
ไมส่ ามารถหยดุ ยัง้ ได้ แตย่ งั เปน็ สิง่ -กังวลเกี่ยวกบั การเปลย่ี นของรา่ งกาย - ส่งเสริมความรสู้ ึกมคี ุณคา่ ในตนเอง
ไกลตวั ไมน่ ่าเกิดขน้ึ กับตนเอง ตนเองมากกวา่ การพยากรณ์โรค - คำนึงถงึ ความเป็นสว่ นตัวของเด็ก
เป็นสิง่ ทย่ี อมรบั ไดย้ าก - สนบั สนนุ ให้เข้ากลุม่ เพ่อื น
- ตอบคำถามตรงไปตรงมา ไมโ่ กหก
- ให้มีส่วนร่วมในการตดั สนิ ในเกีย่ วกับ
ทางเลือกในการรักษา
ท่มี า : ดัดแปลงจาก (Price & Gwin, 2012, p.12 ; Hockenberry and Wilson, 2013, p.558-559)
44
การพยาบาลผูป้ ว่ ยเด็กใกล้ตาย
เม่อื ผปู้ ่วยเดก็ เจ็บป่วยมากจนถงึ ระยะสดุ ทา้ ย อาการท่พี บบอ่ ยในชว่ งสุดทา้ ยของชีวิต ได้แก่ ความเจ็บปวด
อาการเหนือ่ ย หายใจลำบาก อ่อนเพลีย เบอื่ อาหาร กระสับกระส่าย ความกลวั วิตกกงั วล ซมึ เศร้า ฯลฯ(จริยา ทะ
รักษา ใน วินัดดา ปยิ ะศิลป์ และ วันดี นิงสานนท์, 2558 หนา้ 201) การดแู ลทีจ่ ะช่วยเหลอื ผูป้ ว่ ยไดม้ ากทสี่ ุด คอื ชว่ ย
ให้ผู้ป่วยเดก็ ไดร้ บั ความสุขสบายมากทส่ี ดุ และพยายามลดความทุกขท์ รมานใหเ้ หลือน้อยทส่ี ุด บิดามารดาบางคนอาจ
ต้องการชะลอชีวติ ของเดก็ ไว้ใหน้ านเทา่ ที่จะทำได้ โดยขอให้แพทย์ชว่ ยเหลอื ลกู เขาทุกวถิ ีทาง แต่บิดามารดาบางคน
อาจตอ้ งการนำลูกของตนกลบั ไปตายทบี่ ้าน ซึง่ ในระยะเวลาดงั กลา่ วการปรกึ ษาหารอื และรว่ มกนั ตดั สินใจ ตลอดจน
การวางแผนใหก้ ารดแู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ระหว่างแพทยพ์ ยาบาลและบดิ ามารดาของเดก็ จงึ เปน็ ส่งิ สำคญั หากบดิ ามารดา
ต้องการนำผปู้ ว่ ยเด็กกลบั ไปอยทู่ ่บี ้าน พยาบาลควรใหก้ ารสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการติดตอ่ ประสานงาน
ให้ พร้อมทัง้ ใหค้ ำแนะนำในการดูแลผู้ปว่ ยเดก็ ตอ่ ท่ีบา้ นจนถงึ วาระสดุ ทา้ ยของชวี ิต แตถ่ ้าบดิ ามารดาต้องการให้ลกู รบั
รักษาในโรงพยาบาลต่อไป พยาบาลก็มหี นา้ ที่ดแู ลผปู้ ว่ ยเด็กและครอบครัวผ่านพน้ ระยะวกิ ฤตินนั้ ไปได้อยา่ งดีที่สุด การ
ดแู ลดงั กล่าวมดี งั ตอ่ ไปนี้
การพยาบาลด้านรา่ งกาย
1. ดูแลให้การหายใจเปน็ ปกติ ผ้ปู ว่ ยเดก็ ท่อี ยู่ในระยะสดุ ทา้ ย อาจมคี วามผดิ ปกติของการหายใจ
พยาบาลควรใหค้ วามช่วยเหลอื โดยดแู ลทางเดนิ หายใจให้โล่ง อาจดดู เสมหะให้ ควรให้ออกซเิ จนร่วมกบั การจัดให้
ผปู้ ่วยนอนศีรษะสงู ประมาณ 30-45 องศา จะช่วยให้ทรวงอกขยายตวั ได้ดี ผปู้ ่วยหายใจได้สะดวกขึ้น
2. ให้การพยาบาลเกี่ยวกบั ความสะอาดและความสุขสบายของผ้ปู ว่ ย ผู้ปว่ ยทอ่ี ยู่ในระยะสุดทา้ ยของ
ชีวติ มกั มกี ารทำงานของระบบต่างๆ ได้นอ้ ยลง อาจมีเหง่ือออกมากทำใหร้ สู้ ึกเหนยี วตัว หรอื บางรายอาจควรคุมการ
ขบั ถ่ายอจุ จาระ ปัสสาวะไม่ได้ ทำให้เกดิ กล่นิ และการหมกั หมม ซงึ่ ทำให้เกิดความไมส่ ุขสบายแกผ่ ู้ป่วยพยาบาลควร
หม่ันดแู ลทำความสะอาดผิวหนงั ปาก ฟนั หมน่ั พลกิ ตะแคงตัว นวดบรเิ วณป่มุ กระดูกเพ่ือป้องกนั แผลกดทบั
3. ใหก้ ารดูแลประคบั ประคองตามอาการ ไดแ้ ก่
3.1 ลดความเจ็บปวด ความเจบ็ ปวดทำให้เด็กทุกขท์ รมาน ดงั นนั้ พยาบาลจะตอ้ งพยายามลดความ
เจ็บปวดให้เหลอื นอ้ ยทีส่ ุด ผู้ปว่ ยเดก็ อาจร้องขอยาแก้ปวดบอ่ ยครัง้ ซง่ึ อาจขัดตอ่ แผนการรกั ษา พยาบาลควร
ประสานงานกบั แพทย์ในการเรื่องการใหย้ าเพิม่ ข้นึ ซ่ึงควรให้ตอ่ เนื่องกนั ตลอด 24 ชั่วโมง และไมค่ วรรอให้เกดิ ความ
เจ็บปวดก่อนแลว้ จงึ ใหย้ า นอกจากน้นั การพยาบาลเพื่อลดความเจบ็ ปวดโดยไม่ใชย้ ากเ็ ปน็ สว่ นสำคญั ได้แก่ ใหก้ าร
พยาบาลความนมุ่ นวลเบามือ การจัดทา่ ทางให้ผู้ปว่ ยอยู่ในทา่ ทสี่ บาย การสัมผสั ถูนวดบริเวณท่เี จบ็ ปวดเพอื่ ให้ผูป้ ว่ ย
รูส้ กึ ผอ่ นคลาย การใชค้ วามรอ้ น ความเย็น การเลน่ ฝึกสมาธิ ฝกึ การหายใจเพ่อื ผอ่ นคลาย เปน็ ต้น
3.2 การควบคมุ ความสมดลุ ของอาหารและนำ้ ผปู้ ว่ ยในระยะสุดทา้ ยของชีวติ อวยั วะต่าง ๆ ทำงาน
ลดลง การเคล่ือนไหวของลำไสล้ ดลง จะรับประทานอาหารและน้ำได้นอ้ ย มอี าการเบื่ออาหาร บางรายมแี ผลในปาก
หรอื คลน่ื ไสอ้ าเจยี น หลกี เลย่ี งสงิ่ กระตนุ้ ภายนอก เชน่ กล่นิ ของอาหาร ดแู ลความสะอาดปากและฟนั ก่อนรบั ประทาน
อาหารเพอื่ เพม่ิ ความอยากอาหารและใชน้ ้ำยาปา้ นปาก เชน่ Glycerine หรอื ยาปา้ ยแผลในปาก เช่น X-Z-G
(Xylocain, Zephiran, Glycerine) ทาบรเิ วณแผลเพ่ือให้ผู้ป่วยเจ็บนอ้ ยลง ดูแลให้ไดร้ ับยาตามอาการ เช่น ยาลด
อาการปวดทอ้ ง ทอ้ งอดื ยาแก้คลน่ื ไสอ้ าเจยี น เปน็ ต้น แบง่ อาหารออกเปน็ หลาย ๆ ม้อื ๆ ละนอ้ ย ๆ หรือเพม่ิ ความ
เข้มข้นของพลังงานและสารอาหารในแต่ละมอ้ื (อมุ าพร สทุ ัศนว์ รวุฒิ ใน วนิ ดั ดา ปิยะศลิ ป์ และ วนั ดี นิงสานนท,์
2558, หน้า 153) น้ำดมื่ อาจใหใ้ นรปู นำ้ หวาน น้ำผลไม้ นมสด ตามความตอ้ งการของเดก็ ผูป้ ว่ ยเด็กบางรายไม่
45
สามารถรบั ประทานอาหารได้เองทางปาก ดูแลให้ผปู้ ่วยไดร้ บั สารน้ำ วอิ าหารทางสายยาง (N-G Tube) หรอื ให้
สารอาหารทางหลอดเลือดดำตามความจำเปน็
3.4 ดูแลใหม้ กี ารขับถา่ ยเป็นปกติ ผปู้ ว่ ยมักมอี าการท้องผูก เนื่องจากผปู้ ว่ ยรบั ประทานอาหารท่มี ีเส้นใย
นอ้ ย การเคล่ือนไหวน้อย หรือได้รบั ยาแกป้ วด เชน่ มอร์ฟีน ซ่งึ ยาจะลดการเคลอ่ื นไหวของลำไส้ อาจให้ยาระบายหรอื
สวนอุจจาระให้ผปู้ ว่ ยเปน็ ครง้ั คราว
การพยาบาลด้านจิตใจ
การตายเปน็ ประสบการณ์ในชีวติ ท่ีมผี ลกระทบจติ ใจของบุคคลเป็นอย่างยง่ิ ผู้ปว่ ยเด็กน้นั ผลกระทบจะ
รนุ แรงมากหรือนอ้ ย ขน้ึ อยู่กับการรบั รู้เกีย่ วกบั ความตายของผปู้ ่วยเด็ก ซ่ึงเปล่ียนแปลงไปตามพัฒนาการ ผ้ปู ว่ ยเด็กโต
หรอื ผู้ป่วยวัยรุ่นจะมีผลกระทบด้านจิตใจและการปรบั ตวั เชน่ เด่ียวกับสมาชิกในครอบครวั อาจมคี วามวา้ วนุ่ หวาดกลัว
ไมว่ ่าจะกลวั ตาย กลวั ความเจบ็ ปวด ทกุ ข์ทรมาน หรือกลัวการพลัดพรากจากบุคคลอนั เปน็ ที่รกั ซึ่งผ้ปู ่วยต้องใช้เวลา
ระยะหนงึ่ ในการปรบั ตวั พยาบาลควรช่วยเหลอื และสนบั สนนุ ใหผ้ ้ปู ่วยเด็กได้ปรบั ตวั ใหถ้ งึ ข้ันยอมรบั ความตายไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม ขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ในการปรับตวั และการชว่ ยเหลอื มีดังนี้
1. การปฏิเสธและแยกตวั ระยะนผี้ ู้ปว่ ยเดก็ ปอ้ งกันตนเองจากขา่ วร้ายทตี่ นไม่คาดคดิ มากอ่ น โดยแสดงออก
ในรูปปฏเิ สธ ไม่เชอื่ ผลการตรวจของแพทย์หรือขอใหแ้ พทยต์ รวจซำ้ การชว่ ยเหลือควรใหข้ ้อมูลเท่าท่ีจำเปน็ โดยไมเ่ นน้
ว่าผปู้ ว่ ยกำลงั จะตายแตไ่ มโ่ กหกวา่ ผู้ปว่ ยจะมีชวี ิตรอดได้ ควรสร้างสมั พนั ธภาพ รับฟงั เห็นอกเหน็ ใจ ประคบั ประคอง
เพื่อให้ผู้ปว่ ยไวว้ างใจ และยดึ ถอื เปน็ ท่พี ง่ึ ได้
2. การโกรธ ระยะนี้ผ้ปู ว่ ยเด็กจะรสู้ กึ โกรธว่าทำไมตอ้ งเปน็ เขา ผู้ปว่ ยจะแสดงอารมณโ์ กรธ เกร้ยี วกราด
หงุดหงดิ ไมใ่ ห้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล การใหค้ วามชว่ ยเหลอื คือรับฟงั ด้วยความเข้าใจ อธิบายให้
ครอบครัวเข้าใจถึงพฤตกิ รรมของเขาเพอ่ื จะไดเ้ ข้าใจและยอมรับ
3. การต่อรอง ในระยะน้ผี ปู้ ่วยจะเริม่ ยอมรับ และระลึกไดว้ ่าเปน็ ความจรงิ ทีห่ ลกี เล่ียงไมไ่ ด้ เขาจะเริ่มสร้าง
สัมพนั ธภาพกับผู้อ่นื ใหม่ แตจ่ ะมีการตอ่ รองเพ่อื ยืดระยะเวลาตายออกไปหาทีพ่ ึงทางใจ ผู้ป่วยอาจพ่ึงสง่ิ ศักด์สิ ทิ ธ์ิ หรอื
การรกั ษาไสยศาสตร์ พยาบาลควรเปดิ โอกาสให้ไดท้ ำพธิ ีทางศาสนาทต่ี นนบั ถือ
4. การซึมเศร้า เมื่อผู้ปว่ ยเด็กต่อรองมาระยะหน่ึงแลว้ แตอ่ าการของเขาไมด่ ีข้ึน สภาพรา่ งกายทรุดโทรมลง
ผู้ป่วยเด็กรับรูว้ า่ การต่อรองนนั้ ไมไ่ ดผ้ ล และคดิ วา่ ตนจะต้องตายในไมช่ า้ เขาจึงมีความร้สู กึ สญู เสีย ผู้ป่วยจะแสดงออก
ในรปู ของการซมึ เศร้า หมดหวัง ไมพ่ ูดกับใครหรือรอ้ งไห้ตลอดเวลา การชว่ ยเหลือพยาบาลไมจ่ ำเปน็ ต้องปลอบใจให้
ผปู้ ว่ ยมคี วามหวงั แต่ควรอยู่เปน็ เพอ่ื นผู้ป่วย น่ังอยขู่ า้ ง ๆ สมั ผสั ผูป้ ่วยอยา่ งอ่อนโยน เปดิ โอกาสใหบ้ ิดามารดาดแู ล
ผู้ปว่ ยอยา่ งใกลช้ ิด ไดม้ ีโอกาสทำสงิ่ ตา่ ง ๆ ให้กบั ลกู ของเขา ก็จะทำให้เดก็ อนุ่ ใจและเป็นสขุ ขึ้น
5. การยอมรับ ขัน้ ตอนนเ้ี กดิ ข้นึ หลังจากทผ่ี ู้ป่วยเด็กสามารถยอมรับไดแ้ ล้ววา่ ไม่มีใครหลีกเล่ียงความตายได้
เขาจะพูดถึงความตายอยา่ งสงบไม่ทกุ ขโ์ ศก และเตรยี มพร้อมท่ีจะรับความสูญเสยี การชว่ ยเหลอื คือตอบสนองความ
ต้องการดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ เปดิ โอกาสให้บดิ ามารดาหรือญาตไิ ด้ดูแลและสร้างบรรยากาศทอ่ี บอนุ่ และเป็นสุขใน
ครอบครวั ร่วมกันเป็นครง้ั สดุ ทา้ ย
การพยาบาลครอบครัวของเด็กและวยั รนุ่ ที่อยู่ในภาวะใกลต้ าย
การตายของบตุ รเปน็ สิ่งกระทบกระเทือนจติ ใจของบดิ ามารดามากท่ีสดุ ไมว่ า่ จะเป็นการตายอย่างกะทนั หัน
หรือจากการเจบ็ ปว่ ยอาจเป็นโรคเร้ือรังท่ีเปน็ มานาน บิดามารดาจะตอบสนองต่อสภาวะใกล้ตายในทำนองเดยี วกบั
ผปู้ ่วย ซึง่ ทำใหเ้ ขาโศกเศร้า หมดหวงั และเกิดความกลวั เชน่ กลวั วา่ ลกู จะเจบ็ กลวั วา่ ลูกจะตายในขณะที่เขาไม่อยู่ ซึง่
46
ปฏิกริ ิยาของบิดามารดาจะส่งผลต่อความเครยี ดของผ้ปู ว่ ยด้วย ดังนนั้ พยาบาลผู้ดูแลผปู้ ว่ ยจงึ จำเป็นตอ้ งประดบั
ประคองบดิ ามารดาให้สามารถปรับตวั ผา่ นวิกฤตกิ ารณด์ งั กล่าว เพ่อื เขาจะสามารถประคบั ประคองลูกของเขาได้ด้วย
บทบาทดังกลา่ ว คือ
1. ใหค้ ำแนะนำและขอ้ มูลทแ่ี นน่ อนเกยี่ วกบั โรค อาการ การรกั ษา การพยากรณ์ เพอ่ื ใหเ้ ขาสามารถเผชิญกบั
ความจรงิ เก่ียวกบั ความตาย
2. ยอมรับปฏกิ ริ ยิ าท่แี สดงความโศกเศร้าจากการสูญเสียของบดิ ามารดา หลีกเล่ยี งคำพดู ท่ีปลอบโยนในลักษณะ
การใหเ้ หตุผลเกี่ยวกับความตายของเดก็ เชน่ “คุณควรดใี จท่ลี ูกของคุณไมต่ ้องทรมานอีกตอ่ ไป” หรือ”คุณยงั
อายุนอ้ ยคงจะมลี กู คนใหม่ได้อกี ” เปน็ ตน้
3. เปดิ โอกาสใหบ้ ิดามารดาและญาติใกลช้ ิดเขา้ เยี่ยมหรือมีกิจกรรมร่วมกับผูป้ ว่ ยมากท่สี ุด
4. ใหค้ วามม่นั ใจวา่ ทมี ผดู้ แู ลยนิ ดใี หค้ วามชว่ ยเหลือผู้ปว่ ยเดก็ และครอบครัวเสมอไมว่ ่าจะรักษาในโรงพยาบาล
หรือกลบั บ้านกต็ าม
5. อำนวยความสะดวกในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามความเชอื่ /ศาสนา เพือ่ ตอบสนองดา้ นจิตวญิ ญาณ และลด
ความวิตกกงั วล
การพยาบาลครอบครัวของเด็กและวยั รุ่นท่เี สียชวี ิตแล้ว
บิดามารดาจะมปี ฏิกิริยาตอ่ ความตายของเดก็ ในลักษณะท่ีแตกต่างกัน บดิ ามารดาทไ่ี ม่ไดม้ โี อกาสดูแลหรือ
ช่วยเหลอื เดก็ กอ่ นตาย พบวา่ มปี ัญหามากกวา่ บดิ ามารดาทีไ่ ด้รบั การเตรยี มใจและไดม้ โี อกาสดแู ลหรอื ช่วยเหลอื เดก็
ก่อนตาย บดิ ามารดาเด็กทต่ี ายด้วยโรคเรอ้ื รัง จะมปี ฏิกิริยาตอบสนองท่ีรนุ แรงน้อยกวา่ เด็กที่ตายอย่างเฉียบพลนั จาก
อบุ ตั เิ หตุหรอื สาเหตุท่ีคาดไม่ถงึ และบดิ ามารดาท่ีไดอ้ ยูก่ บั เด็กขณะตายจะสามารถยอมรับวา่ เดก็ ตายแล้วไดด้ กี ว่า บดิ า
มารดาทไ่ี ม่ไดอ้ ย่กู ับเดก็ ขณะตาย (Kachoyeanos & Selder, 1993 อา้ งในประคณิ สุจฉายาและรัตนาวดี ชอนตะวนั ,
2553)
การพยาบาลครอบครัวหลงั จากผ้ปู ่วยเสยี ชวี ติ
1. ผ้สู ื่อสาร ควรเป็นผู้ที่เคยให้การดูแลรกั ษาและคนุ้ เคยกบั ผูป้ ว่ ยหรือญาตพิ อสมควร ผู้สื่อสาร ควรตระหนักถึง
ความพร้อมและภาวะอารมณข์ องตนเองว่าสงบพอหรือไม่ การส่อื สารกับบดิ ามารดาและครอบครัว
หลงั จากผ้ปู ว่ ยเสยี ชีวติ อาจใชไ้ ด้ท้งั ทเ่ี ป็นภาษาพูด (verbal) และภาษาทา่ ทาง (non-verbal) ท้ังน้มี ี
วตั ถปุ ระสงค์เพ่อื ต้องการบอกถงึ ความอาลัยในการจากไปของผเู้ สียชวี ติ ความรูส้ กึ เข้าใจ เหน็ ใจ และห่วงใย
ในญาติผเู้ สยี ชวี ติ ถ้อยคำที่ใช้ มกั ประกอบดว้ ยคำบอกความรูส้ กึ ของผสู้ ่อื เชน่ “คณุ พยาบาลกร็ ู้สกึ เสยี ใจ (ใจ
หาย) ทีน่ ้อง....จากไป, “เข้าใจวา่ คุณคงรสู้ ึกเสียใจมาก” เป็นตน้ และภาษาทา่ ทาง เช่น การเงียบสงบ การจับ
มือ จับแขน การโอบบา่ พงึ ระมดั ระวงั การสือ่ สารที่อาจใหผ้ ลดา้ นลบ เชน่ “อย่าเสียใจ” “ไมต่ อ้ งรอ้ งไหน้ ะ”
“น้อง....ไม่รับรอู้ ะไรไมท่ รมานอย่างท่ีเราเหน็ หรอก” เปน็ ตน้ (ศนู ย์กมุ ารบริรักษ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล อ้างใน สภาการพยาบาล, 2557, หน้า 74)
2. เปิดโอกาสใหบ้ ิดามารดาและครอบครัวไดอ้ ยกู่ ับรา่ งของเด็กตามความตอ้ งการเพ่อื ทจ่ี ะแสดงความโศกเศร้า
อยา่ งเตม็ ที่
3. ขออนุญาตปลดอุปกรณ์ทางการแพทยท์ ี่ตดิ อยูแ่ ละทำความสะอาดร่างกายของเด็กตามความต้องการของบดิ า
มารดาในการรว่ มแตง่ รา่ งของเด็ก และอนุญาตให้เขา้ รว่ มกจิ กรรมในไดต้ ามความตอ้ งการ
47
4. จดั สิ่งแวดล้อมใหส้ งบและมคี วามเปน็ สว่ นตวั ตามสมควร อนุญาตใหบ้ ดิ ามารดาและครอบครัวอยกู่ บั ร่างเดก็ ท่ี
เสยี ชีวิตตามต้องการ และสามารถสัมผัสหรือกอดร่างของเด็กท่เี สยี ชีวติ ตามตอ้ งการถา้ ไมม่ ีข้อห้าม
5. ให้คำแนะนำและขอ้ มลู พร้อมกบั เอกสารแผน่ พับเกยี่ วกับแนวปฏิบัตกิ ารรับรองการเสียชวี ติ และการขอรับ
ศพ และการดำเนนิ การนำรา่ งผเู้ สียชีวติ ออกจากโรงพยาบาล
สรุป
เด็กมคี วามแตกตา่ งกนั ทางดา้ นเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการ มขี อ้ จำกัดในการรับรู้ ความเขา้ ใจในส่ิงทตี่ นต้อง
เผชญิ เม่อื เด็กตอ้ งมาโรงพยาบาลท้ังไม่เจบ็ ปว่ ย เชน่ ต้องมารับวคั ซีน หรอื มาดว้ ยอาการเจบ็ ปว่ ย ท้งั ในระยะ
เฉยี บพลัน หรือเร้อื รัง อาจมีผลต่อความวิตกกังวล ปฏิกริ ิยาในการตอบสนองตอ่ ความเครยี ดของเด็กแตล่ ะวยั มีความ
แตกต่างกนั เม่อื ลูกเจ็บป่วย อาจมีผลตอ่ ความวติ กกงั วลของครอบครัวเช่นกัน ดังนน้ั พยาบาลเดก็ จะตอ้ ง เขา้ ใจเดก็
และครอบครวั มีทักษะในการสอื่ สารท้ังคำพดู กริ ิยาท่าทาง ใหก้ ารพยาบาลโดยใช้หลกั ครอบครวั เปน็ ศนู ยก์ ลาง
เอกสารอา้ งอิง
ทศั นยี ์ อรรถารส. (2553). มโนทัศนก์ ารพยาบาลเด็ก ใน ตำราการพยาบาลเด็กเลม่ 1 ภาควิชาการพยาบาลเด็กและ
การผดงุ ครรภ์ วทิ ยาลยั สภากาชาดไทย, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ประคิณ สจุ ฉายาและรัตนาวดี ชอนตะวนั .(2553). หลักการพยาบาลเด็กและวยั รนุ่ ใน เอกสารการสอนชดุ การ
พยาบาลเด็กและวยั รนุ่ หน่วยท่ี 1-5 ฉบับปรับปรุงครง้ั ที่ 1(พิมพค์ รงั้ ท่ี 2). มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช
สาขาวชิ าการพยาบาลศาสตร์.
วภิ ารัตน์ สวุ รรณไวพัฒนะ. (2555). การพยาบาลเด็กป่วยโรคเรอื้ รงั โดยใช้ครอบครัวเปน็ ศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: ธนา
เพรส.
วไิ ลรัตน์ ชัชชวลติ สกุล. (2552). เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรระยะสั้น “การพยาบาลโรคเด็ก” กลมุ่ ภารกิจ
บรกิ ารวชิ าการ สถาบนั สุขภาพเดก็ แห่งชาติมหาราชิน.ี
วินดั ดา ปยิ ะศลิ ป์ และ วันดี นิงสานนท์ (บรรณาธกิ าร) (2558). Pediatric palliative care. ราชวทิ ยาลัยกุมาร
แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย.
ศนู ย์กุมารบริรักษ์ ภาควิชากมุ ารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล อา้ งใน รัชนี สดี า, ฉนั ทิกา จนั ทร์เปีย,
อรุณรตั น์ ศรีจันทรนิตย,์ อจั ฉรยิ า ปทมุ วนั และ เออื้ งดอย ตัณฑพงศ.์ (2557). แนวปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล
คลนิ ิกสำหรบั ผ้ปู ่วยเดก็ ระยะสดุ ทา้ ย. สภาการพยาบาล และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ :
จดุ ทอง.
อนุสญั ญาวา่ ด้วยสิทธิเด็ก. (ม.ป.ป.). สำนักงานสง่ เสรมิ สวสั ดิภาพและพทิ กั ษ์เดก็ เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผ้สู งู อายุ
Hockenberry, M. J. and Wilson, D. (2013). Wong’s Essentials of Pediatric Nursing (9th ed.).
USA : Mosby.
Hockenberry, M. J. and David W. (2015). Wong’s Essentials of infants and children
(10 th ed.). Canada : Mosby.
Meadows-Oliver, M. (2015). Pediatric nursing made incredibly easy (2nd ed.). China : Wolters Kluwer
Health.
Price, D.L. & Gwin, J.F. (2012). Pediatric nursing : An introductory text (11th ed.). China: Elsevier.
48
กิจกรรมกลุ่มย่อยท้ายบทเรียน
คำชแ้ี จง : ให้นกั ศกึ ษาแบง่ กลุ่ม ๆ ละ 7 คน วิเคราะห์กรณศี ึกษาและตอบคำถาม
กรณีศกึ ษาเรือ่ งท่ี 1 ผลกระทบของความเจ็บป่วยต่อเดก็ วยั ทารกและครอบครวั
ทารกอายุ 3 เดือน มีความพกิ ารแต่กำเนิดท่หี ลอดอาหารไมเ่ ชอื่ มต่อกับกระเพาะอาหาร ทารกอยู่โรงพยาบาลต้ังแต่
แรกเกิด ไดร้ บั นมทางกระเพาะอาหารโดยตรง (gastrostomy) ไมส่ ามารถดดู นมทางปากได้เหมอื นเด็กปกติ จะเลี้ยง
ให้ทารกอายุ 6 เดอื นจงึ จะทำผา่ ตัดเชอื่ มหลอดอาหารเข้ากับกระเพาะอาหาร ทารกดดู นว้ิ หัวแม่มือดา้ นขวาเกอื บ
ตลอดเวลาจนนิ้วหัวแม่มือยาวกว่าปกติและมีแผลเปอื่ ยถลอก บิดามารดาจะมาเยีย่ มสปั ดาหล์ ะครัง้
นักศกึ ษาตอบคำถามดงั ตอ่ ไปนี้
1. ใช้ทฤษฎจี ิตวทิ ยาพฒั นาการของฟรอยด์และอีริคสันวิเคราะห์ผลกระทบของความเจบ็ ปว่ ยต่อทารกรายนี้
อย่างไร
2. การเจบ็ ป่วยของบุตรมีผลกระทบตอ่ ครอบครวั อย่างไร
3. ระบุกิจกรรมการพยาบาลเพอ่ื ลดผลกระทบตอ่ เดก็ และครอบครัว
กรณศี กึ ษาเร่อื งที่ 2 ผลกระทบของความเจ็บป่วยทีม่ ีต่อเดก็ วยั เตาะแตะและครอบครัว
เดก็ หญงิ อายุ 1 ปี 6 เดอื น 2 วันก่อน มีอาการไข้ ไอ มีนำ้ มกู วันนม้ี ไี ข้สูง หายใจเหน่ือยหอบ มารดาจงึ พามา
โรงพยาบาล แพทย์วินจิ ฉัยเปน็ ปอดอกั เสบ (Pneumonia) ใหน้ อนพกั ในโรงพยาบาล
ในสองวนั แรกมมี ารดาอย่เู ฝา้ เดก็ ร้องไห้เม่ือเหน็ พยาบาลและเมอ่ื พ่นยาจะร้องดน้ิ ดงึ หนา้ กากพน่ ยาออก ในวันท่ี 3
เดก็ มอี าการดขี นึ้ ไม่หอบเหน่ือย off O2 แต่ต้องฉีดยาปฏชิ วี นะตอ่ ให้ครบ 7 วนั มารดาตอ้ งกลบั ไปดแู ลนอ้ งคนเล็กที่
บ้าน เดก็ ร้องไห้ตลอดเวลาไม่ใหค้ วามร่วมมือ ไมเ่ ลน่ รบั ประทานอาหารได้ 2-3 คำ
นักศกึ ษาตอบคำถามดงั ต่อไปน้ี
1. ใหน้ ักศกึ ษาระบุปญั หาทางดา้ นจติ ใจและพฤตกิ รรมของเดก็ ในสองวันแรกที่มีมารดาอยู่เฝา้ และระบุกจิ กรรม
การพยาบาลเพื่อลดปญั หาทางดา้ นจติ ใจของเดก็ รายนี้
2. ให้นกั ศึกษาระบปุ ัญหาทางดา้ นจติ ใจและพฤตกิ รรมของเดก็ ในวันท่ี 3 หลังจากทีม่ ารดาไม่ไดอ้ ยเู่ ฝา้ และ
ระบกุ จิ กรรมการพยาบาลเพื่อลดปญั หาทางด้านจติ ใจของเด็กรายนี้
กรณศี กึ ษาเร่ืองท่ี 3 ความเจบ็ ปวดในเดก็ วยั เตาะแตะ
เด็กอายุ 1 ปี 3 เดือน 5 วันกอ่ นมาโรงพยาบาล วิ่งเลน่ ขาเหยียบเขา้ ไปในหม้อนง่ึ ขา้ วเหนียว ถกู ลวกบรเิ วณเท้าและ
ขาขา้ งขวา บดิ ามารดาพาโรงพยาบาล จากการตรวจร่างกาย มแี ผล burn ขนาด 10% ระดบั ความลกึ ของแผล
second degree burn ทขี่ าและเท้าขวา ไม่บวม ผวิ หนังหลดุ ลอก แผลสแี ดง มีเลอื ดซึมขณะฟอกแผล
ขณะท่ีฟอกแผล burn เดก็ มีหน้าเบ้ หวดี ร้อง พูดแมๆ่ ดนิ้ เอือ้ มมอื มาจับแผล ตอ้ งมผี ู้ช่วยจบั มือและเทา้ ของเด็กขณะ
ทำแผล
นักศึกษาตอบคำถามดังต่อไปน้ี
1. ใหน้ กั ศกึ ษาประเมนิ ความเจ็บปวดของผู้ป่วยเดก็ รายนี้ (ใชแ้ บบประเมนิ ความเจ็บปวดชนิดใด ไดก้ คี่ ะแนน
และแปลผล)
2. ใหน้ กั ศกึ ษาระบุกิจกรรมการพยาบาลเพื่อลดความเจบ็ ปวดของเดก็ ปว่ ยรายนี้
49
กรณีศกึ ษาเร่อื งท่ี 4 ผลกระทบของความเจ็บป่วยเฉยี บพลันทม่ี ตี อ่ เดก็ วยั กอ่ นเรยี น
เด็กหญงิ อายุ 4 ปี 1 วนั กอ่ นมาโรงพยาบาล มอี าการปวดทอ้ ง มารดาใหก้ ินยาลดกรดแตอ่ าการไม่ดีขนึ้
1 ชั่วโมงกอ่ นมาโรงพยาบาล ปวดทอ้ งมากจนรอ้ งไห้ ตัวงอ เอามอื กมุ ทอ้ ง ไม่ใหใ้ ครแตะถกู ท้องโดยเฉพาะท้องนอ้ ย
ด้านขวา อาเจยี น 2 ครง้ั เบ่อื อาหาร มีไข้ ไมเ่ ดินวง่ิ เลน่ ตามปกติ มารดาจงึ พามาโรงพยาบาล
การวนิ ิจฉัยโรคเปน็ โรคไสต้ งิ่ อกั เสบ จะตอ้ งไดร้ บั การผ่าตัด
นักศกึ ษาตอบคำถามดังต่อไปน้ี
1. เดก็ วยั น้ีรับรู้เกีย่ วกับความเจ็บปว่ ยอย่างไร
2. เม่อื เด็กวยั น้เี จ็บปว่ ยและต้องผา่ ตดั กลัวและกงั วลในเรอื่ งใด
3. ระบกุ ิจกรรมการพยาบาลเพอื่ เตรยี มเดก็ ทางดา้ นจติ ใจกอ่ นผ่าตดั
กรณีศกึ ษาเรอ่ื งที่ 5 ผลกระทบของความเจบ็ ป่วยระยะเฉยี บพลันที่มีตอ่ เด็กวยั เรยี น
เด็กชายอายุ 11 ปี 1 วันกอ่ นมาโรงพยาบาลมอี าการปวดทอ้ ง ถา่ ยเหลวเปน็ นำ้ ปนมูกเขียว 8 ครั้ง หลังจากที่
รบั ประทานซชู ิหน้าไข่ก้งุ ตรวจอุจจาระพบเช้ือ Entamoeba histolytica เด็กป่วยมีอาการอ่อนเพลยี และขาดน้ำ
แพทย์จึงใหน้ อนพกั รกั ษาในโรงพยาบาล มารดามสี หี นา้ วิตกกงั วลตอ่ รองกับแพทย์ ไม่อยากใหบ้ ุตรนอนโรงพยาบาล
เพราะพรงุ่ น้ีจะต้องสอบปลายภาค เด็กมสี หี นา้ เศรา้ หมองและเปน็ กังวล บอกวา่ ไมอ่ ยากนอนโรงพยาบาล
นกั ศึกษาตอบคำถามดงั ตอ่ ไปนี้
1. เดก็ วยั เรยี นรบั รู้เก่ยี วกบั ความเจ็บป่วยอยา่ งไร
2. เมอ่ื เจ็บป่วยเดก็ วยั เรยี นมีความวิตกกังวลในเร่ืองใด
3. ระบุกจิ กรรมการพยาบาลเพ่ือลดความวิตกกังวลสำหรบั เด็กปว่ ยรายน้ี
กรณศี กึ ษาเรอื่ งที่ 6 ผลกระทบของความเจบ็ ป่วยตอ่ เด็กวัยรุ่น
เดก็ หญิงอายุ 13 ปี ป่วยเปน็ มะเร็งเม็ดโลหติ ขาว ได้รับยาเคมีบำบัด เด็กมีผมร่วง ขณะอยู่โรงพยาบาลเดก็ มสี หี นา้ เศรา้
หมอง ไมพ่ ดู กบั ใคร ชอบสอ่ งกระจกบ่อย ๆ มารดาบิดามาเยย่ี มในตอนเยน็ หลังเลิกงาน เมือ่ ให้ยาครบแลว้ แพทย์
อนญุ าตให้กลับบา้ นได้ วนั ที่มาตรวจตามนัด มารดามาคนเดยี วบอกวา่ บุตรไมย่ อมออกจากบา้ น
นักศึกษาตอบคำถามดังต่อไปนี้
1. เดก็ วยั รนุ่ รับรเู้ กี่ยวกับความเจบ็ ปว่ ยและความตายอย่างไร
2. เด็กวยั รุ่นเมือ่ เจบ็ ปว่ ยมคี วามวติ กกังวลในเรื่องใด
3. ระบุกิจกรรมการพยาบาลเพ่อื ประคับประคองทางดา้ นจติ ใจเดก็ วัยรุ่นรายนี้