148
การศึกษาปริมาณแลคโตสและไขมันในน้านมของโคทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ (P<0.05) อย่างไรก็ตาม เม่ือพิจารณาปริมาณของแข็งรวมในน้านม (TS) พบว่า โคกลุ่มที่ 1
มีปรมิ าณของแข็งรวมในน้านมน้อยกว่า โคกลุ่มที่ 2 และ 3 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยมีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 11.94, 12.37 และ 12.52 เปอรเ์ ซ็นต์ ตามลาดับ ซ่ึงโคกลุ่มท่ี 1 มีปริมาณของแข็งรวมในน้านมต่ากว่า
โคกลุ่มอ่ืนๆ (ตารางท่ี 4) ส่งผลให้ปริมาณของแข็งรวมในน้านมต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการอาหาร
นมเพื่อเดก็ และเยาวชนได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการดาเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจาปี
การศกึ ษา 2562 ซง่ึ กาหนดมาตรฐานคา่ ของแขง็ ในน้านมดบิ (TS) ต้องไม่ตา่ กว่า รอ้ ยละ 12.25
เมือ่ พจิ ารณาภาพรวมขององค์ประกอบทางเคมีในนา้ นมของโคแต่ละกลุ่ม พบว่า โคกลุ่มท่ี 2 และ 3 มี
ประสิทธิภาพสูงกว่าโคกลุ่มท่ี 1 เน่ืองจากการให้อาหารผสมครบส่วนทาให้สภาวะความเป็นกรด - ด่างใน
กระเพาะหมักมีความสมดุล จึงทาให้จุลินทรีย์ท่ีอาศัยอยู่ในกระเพาะหมักท้ังกลุ่มท่ีช่วยย่อยอาหารหยาบ และ
ชว่ ยย่อยอาหารขน้ สามารถทางานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ แตกตา่ งจากการใหอ้ าหารแบบแยกส่วนที่จ่ายอาหาร
ข้นกับอาหารหยาบไม่พร้อมกัน ส่งผลให้ในช่วงระยะเวลาที่เกษตรกรให้อาหารข้น จุลินทรีย์กลุ่มที่ช่วยย่อย
อาหารข้นเกิดการเพิ่มจานวนและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับจุลินทรีย์ในกลุ่มท่ีช่วยย่อยอาหาร
หยาบซงึ่ จะทาใหป้ ระสิทธิภาพการย่อยอาหารหยาบลดลง การให้อาหารแบบแยกส่วนจึงทาให้จุลินทรีย์และโค
ตอ้ งปรับตัวอย่ตู ลอดเวลา ต่างกับการให้อาหารผสมครบส่วนท่ีจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักมีการเพ่ิมจานวนและ
เจรญิ เตบิ โตได้อยา่ งปกติ ทาให้สามารถผลติ สารตง้ั ต้นเพอื่ นาไปสูก่ ารสรา้ งไขมนั นม และโปรตีนในน้านมให้เพ่ิม
มากข้ึน ช่วยให้เซลล์ท่ีทาหน้าท่ีในการสังเคราะห์น้านมสามารถนาสารตั้งต้นมาใช้สังเคราะห์องค์ประกอบ
น้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีผลทาให้องค์ประกอบน้านมเพิ่มสูงขึ้น (วิโรจน์, 2559) ซึ่งสอดคล้องกับ
รายงานของ จนิ ดา (2541) ที่กล่าวว่า การให้อาหารผสมครบส่วน(TMR) ที่มีความสมดุลของโภชนะในระดับท่ี
เพียงพอกับความต้องการในการให้ผลผลิตของโคนมแต่ละช่วงการรีดนม ส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมี
ประสิทธิภาพทั้งจุลินทรีย์ในรูเมนและตัวโคนม ส่งผลต่อการให้น้านมทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพท่ีดี
นอกจากนี้ใบมันสาปะหลังยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีท่ีสามารถเป็นอาหารของโคได้ เน่ืองจากมีคุณสมบัติ
การเป็นโปรตีนไหลผ่าน (By-pass protein) ท้งั นเ้ี มื่อนาใบมันสาปะหลังมาผ่านกระบวนการหมักจะส่งผลให้มี
คุณคา่ ทางอาหารท่สี งู ขน้ึ เนอื่ งจากมปี ริมาณกรดไขมันจาเป็นเพ่ิมขึ้น เพิ่มความสามารถในการย่อยได้ย่อยของ
สัตว์ และเป็นแหล่งเย่ือใยท่ีมีความสามารถในการสลายตัวในกระเพาะหมักได้ดี มีส่วนทาให้ปริมาณน้านม
ตลอดจนส่วนประกอบทางเคมีของน้านมดีข้ึน และสามารถใช้เป็นวัตถุดิบเสริมคุณภาพอาหารหยาบในฤดูฝน
และทดแทนการใชอ้ าหารหยาบซึ่งมกั ขาดแคลนในฤดแู ลง้ (เมธา, 2545)
การศึกษาปริมาณสารไธโอไซยาเนตในน้านมก่อนการทดลองของโคกลุ่มที่ 1 ,2 และ 3 มีค่าเท่ากับ
4.38 , 4.42 และ 4.45 พีพีเอ็ม ตามลาดับ ทั้งนี้เม่ือวิเคราะห์ปริมาณสารไธโอไซยาเนตในน้านมโคแต่ละกลุ่ม
ภายหลังการทดลอง พบวา่ โคกลุ่มที่ 1 ,2 และ 3 มีคา่ เท่ากับ 4.48 ,5.37 และ 6.07 พีพีเอ็ม ตามลาดับ ซ่ึงไม่
มีความแตกต่างกัน (P>0.05) อย่างไรก็ตามเม่ือศึกษาจานวนโซมาติกเซลล์ในน้านมของโคแต่ละกลุ่ม พบว่า
จานวนโซมาติกเซลลใ์ นนา้ นมหลงั การทดลองของโคกลุ่มที่ 1 มีคา่ เฉลย่ี เพ่มิ ขึ้น 110,000 เซลล์/มิลลิลิตร แต่โค
กลุ่มท่ี 2 และ 3 มีค่าจานวนโซมาติกเซลล์ในน้าเฉล่ียลดลงเท่ากับ 139,400 และ 270,200 เซลล์/มิลลิลิตร
ตามลาดับ จึงสามารถกล่าวได้ว่าปริมาณสารไธโอไซยาเนตในน้านมมีความสัมพันธ์กับจานวนโซมาติกเซลล์ใน
น้านม กล่าวคือการทดลองโคกลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งมีปริมาณไธโอไซยาเนตในน้านมเพิ่มข้ึนส่งผลให้จานวนโซ
มาติกเซลล์ในน้านมเฉล่ียของโคท้ัง 2 กลุ่มลดลง (ตารางท่ี 4) สอดคล้องกับรายงานของ อนันต์ และคณะ
(2555) ท่ีทาการศึกษาผลของการเสริมยอดใบมันสาปะหลังหมักในโครีดนม พบว่า ปริมาณสารไธโอไซยาเนตใน
น้านมของโคกลุ่มที่ได้รับการเสริมยอดใบมันสาปะหลังหมักมีค่าเพิ่มข้ึนและปริมาณโซมาติกส์เซลล์ในน้านมลดลง
เม่ือเทยี บกับกลุ่มท่ีได้รับอาหารท่ีไม่ได้เสริมด้วยยอดใบมันสาปะหลัง ทั้งนี้เป็นผลจากการใช้ใบมันสาปะหลังหมัก
ในสตู รอาหารโคทดลอง โดยเม่อื โคได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของใบมันสาปะหลังหมักเข้าสู่ร่างกายเอนไซม์ของ
149
จุลินทรีย์ในรูเมนจะเร่งปฏิกิริยาการสลายสารไซยาโนจีนิค ไกลโคไซด์ (Cyanogenic Glycoside) ท่ีสะสมอยู่
ในใบมันสาปะหลังเพ่ือเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ (Cyanide) และถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วเข้าสู่กระแสเลือด หลังจาก
นั้นร่างกายจะลดความเป็นพษิ ของไซยาไนด์โดยรวมตัวกับสารไธโอซิสเตอีน (Thiocysteine) หรือ ไธโอซัลเฟต
(Thiosulfate) เพ่ือเปล่ียนรูปของอนุพันธุ์ของไซยาไนด์เป็นไธโอไซยาเนต (Thiocyanate) ซึ่งช่วยในการลด
ภาวการณ์อั กเ สบ ภ าย ในร่ างกาย ของสั ตว์ โ ดย ไม่เ ป็น พิ ษต่ อร่ างกาย เ มื่อสั ตว์ ได้รั บ ใน ป ริมาณท่ีเห มาะส ม
(Ravindran, 1991)
ตารางท่ี 4 ปรมิ าณน้านม องคป์ ระกอบทางเคมี จานวนโซมาติกเซลล์ และปรมิ าณสารไธโอไซยาเนตในน้านม
ขอ้ มลู ที่ศกึ ษา กลมุ่ ที่ 1 กลุม่ ที่ 2 กลุ่มที่ 3 SEM P-Value
ปริมาณน้านมเฉล่ยี (กิโลกรัม/ตวั /วัน) 14.11b 14.85a 15.01a 0.256 0.042
ปริมาณนา้ นมทป่ี รับ FPCM 12.74b 14.13a 14.61a 0.311 0.007
องคป์ ระกอบทางเคมีในน้านม
- ไขมัน 3.38 3.72 3.80 0.109 0.059
- โปรตนี 3.11b 3.17b 3.37a 0.057 0.026
- แลคโตส 4.65 4.70 4.72 0.081 0.804
- ของแขง็ ไมร่ วมไขมัน 8.26b 8.41ab 8.75a 0.104 0.027
- ของแขง็ ในนา้ นม 11.94b 12.37a 12.52a 0.076 0.001
จานวนโซมาติกเซลลใ์ นนา้ นม (x103 เซลล์/มลิ ลลิ ติ ร)
- กอ่ นทดลอง 467.0 329.8 418.2 79.421 0.495
- หลังทดลอง 577.0a 190.4b 148.0b 72.551 0.007
ปริมาณสารไธโอไซยาเนตในน้านม (PPM)
- ก่อนทดลอง 4.38 4.42 4.45 0.811 0.250
- หลังทดลอง 4.48 5.32 6.07 0.720 0.070
หมายเหตุ ab หมายถงึ ในแถวเดยี วกันแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (P<0.05)
ต้นทนุ และผลตอบแทน
การศึกษาต้นทุนค่าอาหารของโคทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า โคกลุ่มท่ี 2 (128.97 บาท/ตัว/วัน) และโคกลุ่มที่ 3
(128.28 บาท/ตัว/วัน) มีค่าต้นทุนค่าอาหารรายวันเฉล่ียมากกว่า (P<0.05) โคกลุ่มที่ 1 (123.82 บาท/ตัว/วัน)
และเม่ือประเมินเป็นต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตน้านม 1 กิโลกรัม พบว่า มีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P=0.06)
เม่อื พจิ ารณารายไดจ้ ากการจาหนา่ ยน้านมดิบของเกษตรกร โดยพิจารณาร่วมกับราคาจาหน่ายน้านมตามคุณภาพ
น้านมดิบ พบว่า โคกลุ่มท่ี 1 สามารถจาหน่ายน้านมดิบได้ในราคาเฉลี่ย 17.00 บาท/กิโลกรัม โดยคิดเป็นรายได้
จากการจาหน่ายน้านมดิบรวมเท่ากับ 239.87 บาท/ตัว/วัน ซึ่งมีค่าน้อยกว่า (P<0.01) ผลของการจาหน่ายน้านม
ดิบในโคกล่มุ ท่ี 2 และ กลุม่ ที่ 3 ท่ีสามารถจาหน่ายน้านมได้ในราคาเฉล่ีย 18.50 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นรายได้จาก
การจาหนา่ ยน้านมดิบเท่ากับ 274.63 และ 277.69 บาท/ตวั /วนั
เมอ่ื วิเคราะห์ผลตอบแทนหลงั จากหกั ต้นทุนคา่ อาหารของโคแต่ละกลุ่ม (ตารางท่ี 5) พบว่า โคกลุ่มที่ 1 มี
ผลตอบแทนเฉล่ยี 116.05 บาท/ตวั /วนั นอ้ ยกว่าโคกลุ่มที่ 2 (145.66 บาท/ตัว/วัน) และ กลุ่มที่ 3 (149.40 บาท/
ตัว/วัน) อย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) สรุปได้ว่าการใช้อาหารผสมครบส่วน (TMR) ท่ีมีใบมันสาปะหลัง
หมัก (กลุ่มที่ 2) และใบมันสาปะหลังและหัวหมัก (กลุ่มที่ 3) เป็นส่วนผสมให้ผลตอบแทนสูงกว่าการใช้อาหาร
150
แบบแยกส่วน เน่ืองจาก โคนมสามารถให้ผลผลิตน้านม และคุณภาพน้านมในด้านองค์ประกอบทางเคมี รวมท้ัง
จานวนโซมาตกิ เซลล์ดกี วา่ โคกลมุ่ ท่ี 1 มีผลทาให้ราคาจาหน่ายนา้ นมดิบสูงขึ้น สอดคล้องกับการรายงานของ สุมน
และคณะ (2547) ระบวุ ่า รายได้จากการจาหน่ายน้านมดิบปรับท่ีไขมัน 4 เปอร์เซ็นต์ หลังหักค่าอาหารแล้วพบว่า
กลุ่มที่ใช้อาหารผสมครบส่วนท่ีมีใบมันสาปะหลังเป็นส่วนประกอบในสูตรมีผลตอบแทน (7.43 บาท/กิโลกรัม) สูง
กว่า (P<0.05) กล่มุ ทไ่ี ดร้ บั อาหารแบบแยกสว่ น (6.71 บาท/กิโลกรมั )
ตารางที่ 5 ต้นทนุ และผลตอบแทน
รายการ กลมุ่ ท่ี1 กลุ่มท่ี 2 กล่มุ ที่ 3 SEM P-Value
ตน้ ทุนคา่ อาหาร (บาท/ตวั /วัน) 123.82b 128.97a 128.28a 1.214 0.007
ต้นทุนคา่ อาหารต่อน้านม 1 กิโลกรมั 8.87 8.69 8.55 0.140 0.063
ราคาจาหน่ายน้านมดิบ (บาท/กโิ ลกรมั ) 17.00 18.50 18.50 - -
รายได้จากการจาหน่ายน้านมดิบ (บาท/ตวั /วนั ) 239.87b 274.63a 277.69a 4.672 0.0007
ผลตอบแทนหลังหกั ตน้ ทุนคา่ อาหาร (บาท/ตวั /วัน) 116.05b 145.66a 149.40a 4.259 0.001
หมายเหตุ ab หมายถงึ ในแถวเดียวกันแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ (P<0.05)
สรุปผลการทดลอง
จากการทดลองการใช้ใบมันสาปะหลังหมกั ในสูตรอาหารผสมครบส่วนของโครีดนม พบว่า โคที่กินอาหาร
ผสมครบส่วนทม่ี ใี บมันสาปะหลงั หมักและใบมันสาปะหลังรวมหัวมันหมักเป็นส่วนผสมให้ผลผลิตน้านมปริมาณสูง
กว่าโคที่กินอาหารแบบแยกส่วน และมีคุณภาพน้านมดีกว่าในด้านองค์ประกอบทางเคมีในน้านมทั้ง โปรตีน
ของแข็งไมร่ วมไขมนั และของแข็งในน้านม อีกทง้ั การท่ีโคกินอาหารผสมครบส่วนที่มีใบมันสาปะหลังหมักยังส่งผล
ให้จานวนโซมาติกเซลล์ในน้านมลดลง ทาให้น้านมดิบของเกษตรกรจาหน่ายได้ราคาสูงขึ้นจากคุณภาพน้านมที่ดี
ขน้ึ ทาให้เกษตรกรไดร้ บั ผลตอบแทนจากการจาหน่ายน้านมดิบเพ่ิมมากข้ึน ดังนั้นเกษตรกรจึงควรหันมาใช้วิธีการ
ให้อาหารในรปู แบบอาหารผสมครบส่วนโดยนาใบมันสาปะหลังหมักมาเป็นวัตถุดิบจะทาให้สามารถเพิ่มสมรรถนะ
การผลิตของโคนมในฟาร์มให้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังเป็นการเพิ่มรายได้และผลตอบแทนให้กับเกษตรกรอีกด้วย ซ่ึง
เกษตรกรผู้เลย้ี งโคนมรายอ่ืนสามารถนาวธิ ีการให้อาหารหรอื สตู รอาหารนีไ้ ปปรับใชเ้ พอ่ื พัฒนาฟารม์ ของตนเองได้
กิตติกรรมประกาศ
คณะผวู้ จิ ยั ขอขอบคณุ ศักรนิ ทร์ฟารม์ ฟารม์ โคนมของเกษตรกรพ้ืนที่ ตาบลวังม่วง อาเภอวังม่วง จังหวัด
สระบุรี ที่ให้การสนับสนุนสถานท่ี โคทดลอง รวมทั้งขอบคุณ เจ้าหน้าที่สถาบันสุขภาพสัตว์ ท่ีสนับสนุนการ
วิเคราะห์ปริมาณไธโอไซยาเนตในน้านม ขอบคุณเจ้าหน้าท่ีศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ จังหวัด
สระบุรี ที่สนับสนุนการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในน้านม ขอบคุณเจ้าหน้าท่ีกลุ่มวิเคราะห์อาหารสัตว์
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมาท่ีช่วยเหลือวิเคราะห์คุณภาพอาหารในการทดลอง ทาให้การทดลอง
ครง้ั นี้สาเรจ็ ด้วยดี
151
เอกสารอา้ งอิง
จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา. 2541. อาหาร "TMR" กบั การเลี้ยงโคนม-โคเน้ือ เอกสารเผยแพร่โครงการเผยแพร่
ความร้แู ละบริการด้านอาหารสัตว์. กองอาหารสัตว์ กรมปศสุ ัตว์
เมธา วรรณพัฒน์. 2545. แนวทางการผลิตและศักยภาพการใช้ประโยชน์ของใบมันสาปะหลัง/มันเฮย์เป็นส่วนผสม
อาหารสัตว์, น. 69-81. ในเอกสารประกอบการสัมมนาเร่ืองการวิจัยและพัฒนาการผลิตมันสาปะหลังเพื่อ
เพิม่ ศักยภาพการแปรรูปอาหารสัตวแ์ ละเอทานอล. ศูนย์วจิ ยั พืชไร่ กรมวชิ าการเกษตร, กรงุ เทพฯ
วิโรจน์ ภัทรจนิ ดา. 2559. TMR ยคุ ใหมโ่ คนมไทย. โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลัยขอนแก่น. 49 หนา้ .
สานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร. 2560. สถานการณ์การผลิตและการตลาดมนั สาปะหลัง.
แหล่งท่ีมา : http://www.ppsf.doae.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2018/08/สถานการณ์
มนั สาปะหลัง.pdf,20 ต.ค. 2561.
สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และวราพันธ์ุ จินตณวิชญ์. 2552. การใช้ประโยชน์เหลือจากมันสาปะหลัง. มูลนิธิสถาบัน
พฒั นามนั สาปะหลงั ประเทศไทยฯ. กรุงเทพฯ.
สุมน โพธจิ์ ันทร์ อานภุ าพ เส็งสาย และประเสรฐิ โพธิ์จันทร์. 2547. การใช้ยอดและใบมันสาปะหลังแหง้ ในอาหาร
ผสมเสร็จสาหรับโครีดนม. รายงานผลงานวจิ ยั ประจาปี 2547 กองอาหารสัตว์ กรมปศสุ ัตว์ กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์. หนา้ 300 - 311
สุรีย์วรรณ พันธน์ รา พรศรี ชยั รัตนายุทธ์ ประวรี ์ วิชชุลตา และอุทัย คันโธ. 2551. ผลการใช้ใบมันสาปะหลังแห้ง
เปน็ อาหารโคนมต่อจานวนจุลินทรีย์ท้งั หมด และโคไลฟอร์มในน้านมดิบ. การประชมุ ทางวชิ าการของ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ครั้งท่ี 44 : สาขาสัตว์ สาขาสัตวแพทยศาสตร์, หนา้ 70-78.
อนันต์ เพชรล้า สรุ ชยั บุญลือ วรี ะชัย ทองดี คณาวิทย์ ปะทะโน พนมพร วงศ์เชียงเพ็ง มาโนช กองเย็น อนรุ ักษ์
ผมไผ และลัดดา ผมศักดิ.์ 2555. ผลของการเสริมยอดมันสาปะหลังหมกั ตอ่ ปริมาณและคุณภาพ
นา้ นมของโครดี นมในฟารม์ เกษตรกรรายย่อย. วารสารแกน่ เกษตร 40 ฉบบั พเิ ศษ 2, หนา้ 114-117.
อภินันท์ จินพละ. 2560. การใช้ใบมันสาปะหลังแห้งและหมัก เพ่ือควบคุมโรคเต้านมอักเสบในโคนม.
แหล่งที่มา : http://pvlo-lbr.dld.go.th/webnew/index.php/en/service-menu/blog/181-2017-
09-02-06-23-46, 18 ต.ค. 2561.
AOAC. 1998. Official Method of Analysis, 16th ed. Animal Feeds: Association of Official Analytical
Chemists, VA, USA.
FAO. 2010. Greenhouse Gas Emissions form the Dairy Sector, A Life Cycle Assessment.
National Research Council (NRC). 2001. Nutrient Requirements of Dairy Cattle: Seventh Revised
Edition, 2001. Washington, DC: The National Academies Press.
Nutrient Requirements of Dairy Cattle: Seventh Revised Edition. 2001. NATIONAL ACADEMY PRESS.
Washington, D.C., USA.
152
R. S. Adams. 1994. Penn State professor emeritus of dairy science, for use in forage and feed-
testing schemes.
Ravindran, V. 1991. Preparation of cassava leaf products and their use as animal feed. pp, 112-122
In: Roots, Tubers, Plantains and Bananas in Animal Feeding. FAO Animal Production and
Health Paper No.45
Steel, R.G.D. and J.H. Torrie. 1980. Principles and procedures of statistics: A biometrical approach.
(2nd ed.) New York, McGraw-Hill.
Van Soest, P., J.B. Robertson and B.A. Lewis. 1991. Methods of dietary fiber, neutral detergent fiber
and non-starch polysaccharides in relation to animal nutrition. J. Dairy Sci. 74: 3583-3597.
153
โครงการการพัฒนาผลิตภณั ฑโ์ ยเกริ ต์ ผงเป็นมาสก์บำรุงผวิ หนา้ จากโยเกริ ต์ สำหรับ
เกษตรกร สถาบนั เกษตรกร และ ผู้ประกอบการรายยอ่ ย
จรัสศรี แก้วฝน้ั เอื้องพลอย ใจลงั กา วฒุ ิชยั ลดั เครอื พรพรรษา เชอื้ สมบูรณ์
บทคัดยอ่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตผงเป็นมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ต มีวัตถุประสงค์เพื่อ
เปรียบเทียบกระบวนการทำแห้งของโยเกิร์ตผง (วิธีทำแห้งแบบพ่นฝอย และวิธีทำแห้งแบบอบลม
ร้อน) และสูตรการแปรรูปมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ต (30, 40 และ 50%) ในด้านคุณภาพ
ประสาทสัมผัส และต้นทุน พบว่า โยเกิร์ตท่ีเติมสารมอลโตเด็กซ์ตรินและนำไปทำแห้งแบบอบลมร้อน
มีคุณภาพดีที่สุดเมื่อพิจารณาจากร้อยละของผลผลิต (12.50%) อัตราการละลาย (43 ± 0.11%)
ความชื้น (14.59 ± 0.86%) ปริมาณน้ำอิสระ (0.40 ± 0.01) ความเป็นกรด-ด่าง (4.03 ± 0.05) และ
ปริมาณกรดแลกติก (0.55 ± 0.02) อีกทั้งยังมีต้นทุนต่ำที่สุด (299.8 บาทต่อกิโลกรัม) แตกต่างกับ
ตัวอย่างอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) และสัดส่วนท่ีเหมาะสมของโยเกิร์ตในมาสก์บำรุง
ผิวหน้าจากโยเกิร์ต ที่ผู้ทดสอบทางประสาทสัมผัส (n = 30) มีความชอบมากท่ีสุดคือ โยเกิร์ตผง :
เจลาตนิ : วิตามิน B3 : Rose clay เท่ากับ 40 : 50 : 4 : 6 มคี ะแนนความชอบมากท่ีสดุ ในด้านการ
ลอกออกของผลิตภัณฑ์ (7.14 ± 1.32) ความชุ่มชื่นหลังมาสก์หน้า (7.18 ± 1.98) และการยอมรับ
โดยรวม (7.14±0.94) และมคี ะแนนอยู่ในระดับความชอบปานกลาง และมาสกห์ น้าสตู รน้ีมปี รมิ าณน้ำ
อิสระ (0.41 ± 0.01) และความช้ืน (14.28± 0.65%) อยู่ในระดับต่ำ มีความเป็นกรดอ่อน (4.72 ±
0.65) เหมาะสำหรับทำความสะอาดและผลัดเซลล์ผิวกึ่งบำรุงหน้า และมีต้นทุนการผลิตเท่ากับ
19.60 บาทต่อซอง (25 กรัม) กระบวนการแปรรูปน้ีเหมาะสำหรับการนำไปต่อยอดทางการค้าให้กับ
เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผูป้ ระกอบการราบยอ่ ยต่อไป
คำสำคัญ : โยเกริ ์ตผง การทำแหง้ แบบอบลมรอ้ น มาสก์บำรุงผิวหนา้ จากโยเกริ ต์
เลขทะเบยี นวจิ ัย :
ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ปศสุ ตั ว์เชียงใหม่ กองผลติ ภณั ฑ์ปศสุ ตั ว์ กรมปศสุ ัตว์
154
Development facial mask by yoghurt powder for farmers,
farmer institute and small entrepreneur
Jarassri Kaewfun, Auengploy Chailangka, Vuttichai Ladkruea
and Pornpansa chuesmboon
Abstract
The purpose of the study was to compare the drying process of yoghurt
powder (spray drying and hot air drying) and ratio of yoghurt powder in facial mask
(30, 40 and 50%). The physical and chemical sensory qualities and cost of yoghurt
powder were study. The results show yoghurt powder by hot air drying gave the best
quality. This process was adding milk to 5%maltodextrin, sterilized by pasteurization,
adding microorganisms to ferment into yogurt, and drying by foaming method and
then hot air drying at 70 °C for 3 hours. The yoghurt powder by hot air drying was
considered by %yields (12.50%), solubility (43±0.11%), Moisture (14.59±0.86%), water
activity (0.40 ± 0.01), pH Z4.03 ± 0.05), lactic acid (0 .5 5 ± 0 .0 2 ) and cost (299.8
baht/Kg) , significantly from other samples ( P≤0.05). And proportion ratio of facial
mask by yoghurt powder has significantly affected on liking of and overall
acceptability of consumer sensory test (P≤0.05). The suitable ratio of yoghurt powder:
Gelatin: Vitamins B3: Rose clay was 40 50: 4: 6. The product that using this ratio was
accepted by panelists with very like on peel off (7.14±1.32), post-mask hydration
(7.18±1.28) and overall acceptability (7.14±0.948), significantly from other samples
( P≤0.05). The production costs of facial mask by yoghurt powder were 19.60
bath/pack (25 grams). The development process from this study was suitable for to
farmers, farmer institutions and small entrepreneurs.
Keyword : yoghurt powder, hot air drying, facial mask by yoghurt powder
Registered No. :
Chiang mai livestock product research and development center, Division of livestock products,
Department of Livestock Development
155
บทนำ
จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า
ปีงบประมาณ 2563 มีโคนมท้ังหมด 640,928 ตัว เกษตรกรผู้เล้ียงโคนม 18,850 ประมาณการ
ผลผลิตน้ำนมดิบ 3,540 ตัน/วัน เพ่ิมจากปี 2562 เป็น 1,361 พันตัน เพ่ิมจากช่วงเดียวกันของปีที่
แล้วร้อยละ 7.00 แต่ราคาน้ำนมดิบต่อกิโลกรัมท่ีเกษตรกรขายได้ในทุกช่วงเดือนกลับลดลง ทำให้
เกษตรกรมีรายได้น้อยกว่าท่ีควรจะเป็น อีกทั้งการเปิดตลาดเสรีการค้ากับกลุ่มประเทศออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ (FTA) เต็มรูปแบบในปี 2568 ทำให้เกษตรกรผู้เล้ียงโคนมไทยต้องมีการปรับตัว มีการ
แปรรูปผลิตภัณฑจ์ ากนมในประเทศมากขึน้ ทั้งผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นอาหารเช่น นมพร้อมด่ืม โยเกิร์ต เนย
และเนยแข็ง เป็นต้น โดยเฉพาะโยเกิร์ตท่ีเป็นนมหมักทำให้ย่อยง่ายผู้บริโภคที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วจะดี
ย่ิงข้ึน และยังสามารถรับประทานได้ในผู้ท่ีมีปัจจัยเส่ียงต่อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือ
แม้กระทั่งผู้บริโภคท่ีเป็นโรคแพ้น้ำตาลนม (Lactose intoterance) (จารุวรรณ, 2543) รวมถึง
ผลิตภัณฑ์ท่ีไม่เป็นอาหาร โดยผลิตภัณฑ์เคร่ืองสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้น้ำนมในการแปรรูป
ได้ เพราะในน้ำนมมีสรรพคุณในการบำรุงผิวให้ชุ่มช้ืนและนุ่มลื่น การอาบน้ำนม แช่น้ำนม หรือใช้
ผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนผสมหลัก เป็นวิธีเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวท่ีตายแล้วด้วยกรด
แลคติค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์จากโยเกิร์ตที่มี Alpha hydroxy Acids หรือ AHA เป็น
สารประกอบมีฤทธเ์ิ ป็นกรดธรรมชาติ นิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเคร่ืองสำอาง ช่วยให้ผิวพรรณ
นมุ่ ลน่ื กระจ่างใส ผุดผอ่ ง อีกท้ังผลิตภณั ฑ์ประเภทเครอื่ งสำอางยังเป็นผลติ ภัณฑ์ทม่ี ีราคาสูง โดยราคา
ของน้ำนมโคดิบในปัจจุบันมีราคาประมาณ 16-20 บาท ในขณะท่ีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีมูลค่าเป็น
หลักร้อยหลักพัน และเป็นท่ีต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จากการอ้างอิงข้อมูลของ
Euromonitor ปี 2562 พบว่า ตลาดความงามในไทยมีการเติบโตจากปีก่อนหน้าน้ี 6.7% คิดเป็น
มูลค่าตลาดรวม 2.18 แสนล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ
1 ด้วยสัดส่วน 42% รองลงมา คือผลิตภัณฑ์ผม 15% เครื่องสำอาง 12% ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความ
สะอาดร่างกาย (hygiene) 14% น้ำหอม 5% และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก 12% โดยผลิตภัณฑ์มาสก์
หน้าเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีมีความนิยมในผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่การนำโยเกิร์ตมาใช้เป็นส่วนผสมใน
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยตรงนั้นไม่เหมาะสมเนื่องจากมีปริมาณน้ำมากทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้เจือจาง
และเน่าเสียได้ง่าย จึงต้องนำโยเกิร์ตไปผ่านกระบวนการทำแหง้ ให้เป็นผงเสียกอ่ น แต่กระบวนการทำ
แห้งนั้นมักทำในโรงงานขนาดใหญ่และใช้ปริมาณน้ำนมมาก เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อยไม่
สามารถทำได้ อกี ทั้งสตู รสำหรับการแปรรูปมาสกผ์ ิวจากโยเกิรต์ ทีส่ ามารถลอกได้ยงั ไม่มีสตู รมาตรฐาน
156
ใช้สว่ นประกอบโยเกิรต์ ์ในปรมิ าณท่ีไม่มาก และมกั ใช้สารเคมใี นการทำให้เกิดเป็นแผ่น เช่น โพลิไวนิล
แอลกอฮอล์ โพลิเอธิลีน ไกลคอล 1500 เป็นต้น (Amaliyah, D.A., Raditya, D.E., Nugraheni, W.
and Putri, A.A., 2019, Rahmasari, D., Raditya, D.R., Nugraheni, W., Putri, D>R>, and
Pratiwi, I.N., 2019)
ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เชียงใหม่ กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ จึงได้มีแนวคิดการ
พัฒนาผลิตภัณฑ์เคร่ืองสำอางบำรุงผิวจากโยเกิร์ตน้ำนมโคสำหรับ เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและ
ผู้ประกอบการยอ่ ม เพ่ือเป็นการใชน้ ำ้ นมจากเกษตรกรไทย มีกระบวนการผลติ ทีไ่ ม่ย่งุ ยากแต่ยังเป็นไป
ตามมาตรฐานของกระทวงสาธารณะสุข ใช้วัตถุดิบท่ีหาได้ทั่วไป ต้นทุนต่ำ สามารถทำเองได้ใน
ครัวเรือน เหมาะสำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดย่อม ใช้ในการแปรรูป
นำ้ นมในทอ้ งถน่ิ ตอ่ ไป
อปุ กรณ์และวธิ ีการทดลอง
วสั ดุและอุปกรณ์
วสั ดุ
- น้ำนมโคดิบ
- จุลินทรยี ์ YC380 (เชอ้ื Streptococcus salivarius subsp.)
- สารมอลโตเดกซต์ รินชนิด DE-10
- ถงุ บรรจุภณั ฑ์มาสก์บำรงุ ผิวหนา้ จากโยเกิรต์
- เจลาติน (ยีห่ ้อ แม็กกาแรต)
- Vitamin B3
- Rose clay
อุปกรณ์
- เครือ่ งวเิ คราะหค์ ่าความเปน็ กรด-ดา่ ง (EUTECH, Singapore)
- เครอ่ื งวดั ปริมาณนำ้ อสิ ระ (ยี่หอ้ Novasina, Switzerland)
- เครอ่ื งวดั ความชน้ื (ย่ีหอ้ AND, Japan)
- เคร่ืองวดั อุณหภูมิ (ย่ีห้อ Hanna, Romania)
- เครอื่ งชั่งทศนยิ ม 2 ตำแหนง่ (ยี่หอ้ Mettler-tolendo, Switzerland)
- เครื่องช่งั ทศนยิ ม 4 ตำแหนง่ (ย่ีห้อ Mettler-tolendo, Switzerland)
- เครอ่ื งป่นั ผสมอาหาร (ยห่ี ้อ Spring Green Evolution, Taiwan)
- เครอ่ื งเป่าแหง้ แบบพน่ ฝอย (Thailand)
- เครอ่ื งอบลมร้อน (ยี่หอ้ Talay, Thailand)
- เตาแกส๊
- หมอ้ พาสเจอร์ไรส์
157
วิธีการดำเนินการวจิ ยั
1 การศึกษาคุณภาพและต้นทุนของโยเกิร์ตผงโดยวิธีแปรรูประหว่างวิธีการทำแห้งแบบพ่น
ฝอ่ ยเปรียบเทียบกบั วธิ ีการทำแห้งแบบอบลมร้อน
1. แบ่งน้ำนมออกเป็น 4 ตัวอย่าง ได้แก่
ตัวอย่างที่ 1 โยเกิร์ตน้ำนมล้วนสำหรับทำแห้งแบบพ่นฝ่อย
ตัวอย่างที่ 2 โยเกิร์ตผสมมอนโตเดรกซ์ทรินสำหรับทำแห้งแบบพ่นฝ่อย
ตัวอย่างท่ี 3 โยเกิร์ตน้ำนมล้วนสำหรับทำแห้งแบบอบลมร้อน
ตัวอย่างท่ี 4 โยเกิร์ตผสมมอนโตเดรกซ์ทรินสำหรับทำแห้งแบบอบลมร้อน
โดยมีสัดส่วนดังตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 อตั ราส่วนผสมของโยเกิรต์ ผง
ตวั อยา่ ง วธิ ีการทำแหง้ นำ้ นมดิบ ส่วนผสม (%) มอลโตเด็กซ์ตริน
ที่ เชอื้ จุลนิ ทรีย์
แบบพน่ ฝอย 99.997 -
1 แบบพ่นฝอย 94.998 0.003 5.000
2 แบบอบลมร้อน 99.997 0.002
3 แบบอบลมร้อน 94.998 0.003 -
4 0.002 5.000
2. นำน้ำนมโคดิบมาผ่านกระบวนการพาสเจอไรส์น้ำนมท่ีอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 15
นาที ลดอณุ หภูมิลงเหลือ 40 องศาเซลเซยี ส
3. เติมเชอ้ื จลุ นิ ทรีย์ลงไป คนใหเ้ ข้ากนั บ่มท่ีอุณหภมู ิ 38 องศาเซลเซียส นาน 6 ชั่วโมง
4. นำตัวอย่างที่ 1 และ 2 ไปแปรรูปให้เป็นโยเกิร์ตผงโดยวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝ่อย ที่สภาวะ
อุณหภูมิขาเข้าที่ประมาณ 160 ± 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิขาออกที่ประมาณ 85 ± 5 องศา
เซลเซียส และอัตราการไหล เท่ากับ 0.3 ลิตร/นาที
5. นำตัวอย่างที่ 3 และ 4 ไปแปรรูปให้เป็นโยเกิร์ตผงโดยวิธีการทำแห้งแบบอบลมร้อนที่นำ
โยเกิร์ตไปตีให้ข้ึนฟูด้วยเคร่ืองปั่นผสมอาหาร เทใส่ถาดสแตนเลส หนาประมาณ 3 เซนติเมตร นำเข้า
อบเคร่ืองอบลมร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 22 ชั่วโมง บดให้ละเอียด
6. เก็บโยเกิร์ตผงในถุงสุญญากาศ
158
7. ทดสอบเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของโยเกิร์ตผง โดย Complete randomized design
(CRD)
โดยนำข้อมูลท่ีได้ไปทำการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดย
โปรแกรมสำเรจ็ รปู SPSS โดยมีค่าคณุ ภาพท่ีทำการวเิ คราะหด์ ังนี้
1. การทดสอบคณุ ภาพทางด้านกายภาพ และทางเคมี ตัวอย่างละ 3 ซำ้ โดยวิธี
- ศึกษาลักษณปรากฏของโยเกิร์ตผงท่ีได้
- การหาคา่ รอ้ ยละของผลผลิต (% Yield)
- การวัดคา่ อัตราการละลาย (Solubility)
- การวดั ค่าความชืน้ (Moisture)
- การวดั ปริมาณนำ้ อสิ ระ (Water activity)
- การคืนรูป
- การหาค่าความเปน็ กรด-ดา่ ง
- ปริมาณกรดแลกติก
8. การศึกษาต้นทุนการผลิตของกระบวนการแปรรูปโยเกิร์ตผงและผลิตภัณฑ์เคร่ืองสำอาง
โยเกิร์ต
ศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนของการแปรรูปโยเกิร์ตผงและผลิตภัณฑ์เคร่ืองสำอางโยเกิร์ต
โดยมีการศกึ ษาซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 สว่ น คอื วตั ถุดิบ แรงงาน และค่าปัจจยั การผลติ ตามวิธขี องเพ็ญศรี
(2549)
9. เปรียบเทียบผลการศึกษาคุณภาพและต้นทุนของโยเกิร์ตผงโยเกิร์ตผงที่มีคุณภาพดี พิจารณา
จากมีศึกษาลักษณปรากฏของโยเกิร์ตผงทด่ี ีเนือ้ เนียนละเอยี ด ได้ร้อยละของผลผลิตสูง ความชน้ื ต่ำ มี
ปริมาณน้ำอสิ ระต่ำ ความเป็นกรด-ด่างปานกลาง ปริมาณกรดแลกติก ปริมาณน้ำอสิ ระที่น้อย มีอัตรา
การละลายสูง แลมีการคืนตัวท่ีดีมีลักษณะใกล้เคียงกับโยเกิร์ตสด เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพดี
และตน้ ทุนต่ำเหมาะกบั การแปรรปู โดยเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและ ผปู้ ระกอบการรายยอ่ ย
2 การศึกษาอัตราส่วนของโยเกิร์ตผงและผลเจลลาตินในการแปรรูปมาสก์บำรุงผิวหน้า
จากโยเกิร์ต
ทำการศึกษาโดยใช้โยเกิร์ตผงตัวอย่างที่ 4 ที่มีคุณภาพดี และต้นทุนต่ำ มาเป็นส่วนผสมในการ
แปรรปู มาสกห์ น้า และจะทำการทดลองทงั้ หมด 3 สูตรโดยมีข้ันตอนดังนี้
1. ชั่งส่วนผสมแต่ละสูตรให้มีสัดส่วนตามตารางที่ 2 ผสมให้เข้ากัน
159
ตารางที่ 2 อัตราส่วนผสมของมาสกบ์ ำรงุ ผิวหนา้ จากโยเกริ ์ต
ลำดับ รายการ สตู รที่ 1 ร้อยละของส่วนผสม สตู รท่ี 3
ท่ี สว่ นผสม สูตรที่ 2
30 50
1 โยเกริ ์ตผง 60 40 40
2 เจลลาตนิ 4 50 4
3 Vitamin B3 6 4 6
4 Rose clay 6
2. ทดสอบเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ตแต่ละสูตร โดย
Complete randomized design (CRD)
โดยนำข้อมลู ท่ีได้ไปทำการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยโดย
โปรแกรมสำเรจ็ รูป SPSS โดยมีค่าคุณภาพที่ทำการวิเคราะห์ดังน้ี
1. การทดสอบคุณภาพทางดา้ นกายภาพ และเคมี ตัวอย่างละ 3 ซำ้ โดยวธิ ี
- การวดั ค่าอตั ราการละลาย (Solubility) และสดั สว่ นการละลายทเ่ี หมาะสมในการใช้งาน
- การวดั ค่าความชน้ื (Moisture)
- การวัดปริมาณน้ำอิสระ (Water activity)
- การหาคา่ ความเปน็ กรด-เบส
2. ศึกษาคุณภาพทางประสาทสัมผัส โดยใช้วิธีการให้คะแนนความชอบ 1 ถึง 9 (9-point
hedonic scale) (Peryam and Pilgrim, 1957) โดยคุณลักษณะท่ที ดสอบมีดงั นี้ คือ สี (Color) กล่ิน
(Odor) เนื้อสัมผัส (Texture) การลอกออกของผลิตภัณฑ์ (Peeling) ความชุ่มช่ืนหลังมาสก์หน้า
(Moisturize) และการยอมรับโดยรวม (Overall acceptability) ทำการทดสอบกับผู้ทดสอบที่ไม่
ผ่านการฝึกฝน จำนวน 30 คน โดยเป็นกลุ่มเจ้าหน้าท่ีกรมปศสุ ัตว์ นกั ศกึ ษา และผบู้ ริโภค
3. การศกึ ษาตน้ ทนุ ของมาสก์บำรงุ ผิวหน้าจากโยเกิรต์
ศึกษา และเปรียบเทียบต้นทุนของมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ต โดยมีการศึกษาซึ่งแบ่ง
ออกเปน็ 3 ส่วน คือ วัตถุดิบ แรงงาน และคา่ ปจั จัยการผลิต ตามวธิ ขี องเพญ็ ศรี (2549)
4. เปรยี บเทยี บผลการศึกษาคุณภาพและตน้ ทนุ ของมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ต
มาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ตท่ีมีคุณภาพดี พิจารณาจากมีอัตราการละลายสูง มี
ความชื้นต่ำ มีปริมาณน้ำอิสระต่ำ มีค่าความเป็นกรด-เบสที่เป็นกรดอ่อน ใช้ปริมาณโยเกิร์ตผงสูง
เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ผู้บริโภคยอมรับ และต้นทุนต่ำเหมาะกับการแปรรูปโดยเกษตรกร
สถาบันเกษตรกรและ ผู้ประกอบการรายยอ่ ย
160
ผลการทดลองและวจิ ารณ์
1. การศึกษาคุณภาพและต้นทุนของโยเกิร์ตผงโดยวิธีแปรรูประหว่างวิธีการทำแห้งแบบพ่น
ฝ่อยเปรียบเทียบกับวธิ ีการทำแห้งแบบอบลมรอ้ น
จากการศึกษากระบวนการการแปรรูปโยเกิร์ตผง โดยการไม่เติมมอลโตเด็กซ์ตรินและการเติม
มอลโตเดก็ ซต์ นิ ทรี่ ้อยละ 5 ของปรมิ าณนมทั้งหมด ที่มีความเข้มข้น DE 10 โดยวธิ ีการทำแหง้ แบบพ่น
ฝอยนน้ั ใชส้ ภาวะท่อี ุณหภูมิลมร้อนขาเข้า 165±5 องศาเซลเซียส อุณหภมู ิลมร้อนขาออก 85±5 องศา
เซลเซียส และอัตราการไหลอยู่ที่ 0.3-0.5 L/min นาน 3 ช่ัวโมง ส่วนวิธีการทำแห้งแบบอบลมร้อน
โดยนำไปตีให้ข้ึนฟูก่อนนำไปอบเพ่อื ทำใหเ้ กิดฟองอาศ จะทำใหต้ ัวอยา่ งที่นำไปตนี ัน้ มขี นาดเลก็ ลงและ
ละเอยี ดมากข้ึนตักใส่ถาดสแตนเลสหนาประมาณ 3 เซ็นติเมตรที่ นำไปอบในอบลมรอ้ นตู้อบลมร้อนที่
อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง หลงั จากนั้นนำไปบดให้ละเอียด พบว่าโยเกริ ์ตผง โดยการ
เติมมอลโตเด็กซ์ตริน พบว่า ช่วยเพิ่มปริมาณเน้ือและความสามารถในการละลายน้ำได้ดี วิธีการทำ
แห้งแบบพ่นฝอยนั้น มีลักษณะเป็นผงสีขาว เนียนละเอียด ส่วนวิธีการทำแห้งแบบอบลมร้อน นั้นมี
ลักษณะเปน็ ผงสขี าวออกเหลอื ง ความละเอยี ดนอ้ ยกว่าการทำแหง้ แบบพ่นฝอย
ผลศกึ ษาลกั ษณปรากฏของโยเกิร์ตผงทไ่ี ด้
จากการศึกษาการเปรียบเทียบโยเกิร์ตผงโดยวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝอยและอบลมร้อน นั้น
พบว่า ลกั ษณะปรากฏนั้นแตกต่างกนั ดังรูปท่ี 1
รูปที่ 1 ลักษณปรากฏของโยเกิรต์ ผงทไ่ี ด้
(1) (2) (3) (4)
หมายเหตุ : หมายเลขทีแ่ สดงใตร้ ปู 1-4 คือสตู ร
จากการศึกษาการเปรียบเทียบโยเกิรต์ ผงโดยวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝอยและแบบอบลมร้อน น้ัน
พบว่าแบบพ่นฝอย จะมีลักษณะปรากฏท่ีเป็นลักษณะผงละเอียด สีขาวนวลเหลือง เนื้อสัมผัสเนียน
ส่วนแบบอบลมร้อนจะมีลักษณะปรากฏที่เป็นลักษณะผงเนื้อหยาบเล็กน้อย สีเหลือง เนื้อสัมผัสมี
ความชืน้ สูงกวา่
161
ผลการทดสอบคุณภาพทางด้านกายภาพและเคมี พบว่า โดยตัวอย่างท่ี 4 มีค่าร้อยละของ
ผลผลิตมากที่สุด (12.50%) อัตราการลายปานกลาง (43 ± 0.11%) การวัดค่าความช้ืน (14.59 ±
0.86) และปริมาณน้ำอิสระ (0.40 ± 0.01) ต่ำ (aw ต่ำกว่า 0.6, ความชนื้ ต่ำกว่า 15%) (jay,1998) ซึ่ง
สามารถป้องกันและควบคมุ จุลนิ ทรีย์ท่ีทำให้ผลิตภัณฑ์เกดิ ความเส่ือมเสียเพราะส่วนผสมในผลติ ภัณฑ์
เป็นผงจึงสามารถเก็บรักษาได้นาน สอดคล้องกับการทดลองของวันวิสาข์เร่ืองการทำโบเกิร์ตผงจาก
การตีโฟม ที่ได้โยเกิร์ตที่มีปริมาณน้ำอิสระเท่ากับ 0.323 (Wunwisa Krasaekoopt and Sumit
Bhatia, 2012) อีกท้ังค่าความเป็นกรด-ด่าง (4.03 ± 0.05) และปริมาณกรดแลกติก (0.55 ± 0.02)
อยูใ่ นช่วงทีเ่ หมาะสมกับผลติ ภณั ฑ์โยเกริ ์ต
ตารางท่ี 3 ผลการศกึ ษาคุณภาพทางกายภาพ และเคมีของผลติ ภัณฑโ์ ยเกริ ต์ ผง
คุณภาพ ตวั อยา่ งที่ 1 ตัวอยา่ งที่ 2 ตัวอย่างท่ี 3 ตวั อยา่ งที่ 4
แบบพ่นฝอย แบบพ่นฝอย แบบอบลมรอ้ น แบบอบลมร้อน
รอ้ ยละของผลผลติ (%Yield) 8.63% 9.94% 10.25% 12.50%
อตั ราการละลาย (%) b a ab ab
33 ± 0.07 50 ± 0.02 42 ± 0.03 43 ± 0.11
ความชื้น (%) a b a b
17.22 ± 1.56 12.92 ± 0.58 15.63 ± 2.93 14.59 ± 0.86
ปรมิ าณนำ้ อิสระ ( ) b c d a
0.36 ± 0.03 0.27 ± 0.01 0.26 ± 0.01 0.40 ± 0.01
ความเป็นกรด-ดา่ ง (pH) a b d c
4.31 ± 0.02 4.12 ± 0.01 3.90 ± 0.03 4.03 ± 0.05
กรดแลกติก a ab a b
0.72 ± 0.04 0.64 ± 0.09 0.73 ± 0.03 0.55 ± 0.02
หมายเหตุ : * ค่าคุณภาพเฉลี่ย ± ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ทดลอง 3 ซ้ำ โดยค่าเฉล่ียของข้อมูลที่อยู่ในคอลัมน์
เดียวกนั ที่มตี วั อกั ษรภาษาองั กฤษแตกตา่ งกัน แสดงความแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (P≤0.05)
a b c หมายถงึ ตัวอกั ษรท่ีต่างกนั ในแนวต้ังมคี วามแตกตา่ งทางสถติ ิ (p<0.05)
ns หมายถงึ ไมม่ ีความแตกตา่ งทางสถิติ (p>0.05)
± หมายถงึ คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน ซ่งึ เปน็ คา่ ท่ีบ่งบอกถึงการกระจายของขอ้ มูล
ผลการคนื รูปของโยเกริ ์ตผง
จากการศึกษาการคืนรูปของผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตผงโดยการใช้น้ำอุณหภูมิห้องในอัตราส่วน 1:1
1:2 และ 1:3 ตามลำดับ จับเวลา 1 นาที พบว่า อัตราส่วน 1:1 น้ันจะได้ผลิตภัณฑ์ลักษณะคล้ายกรีก
โยเกิร์ต อัตราส่วน 1:2 น้ันจะได้ผลิตภัณฑ์ลักษณะคล้ายสเตอร์โยเกิร์ต และอัตราส่วน 1:3 น้ันจะได้
ผลติ ภัณฑล์ กั ษณะคล้ายโยเกิร์ตพรอ้ มดื่ม ดังตารางท่ี 3 และรูปที่ 2 – 4 โดยสูตรที่ 3 และ 4 จะมีเน้ือ
สัมผัสท่ีเนียนละเอียดกว่าอาจเนื่องมาจากการตฟี องให้ข้ึนฟูทำให้โมเลกุลของเข็งที่อยูในนมถูกทำให้มี
ขนาดเล็กลงจึงทำใหเ้ น้ือโยเกริ ์ตท่ีละลายได้มีลักษณะใกล้เคียงกบั โยเกิรต์ สดมากท่สี ุด
162
ตารางที่ 3 การคืนรูปของผลิตภัณฑโ์ ยเกริ ์ตผง
สัดสว่ นของ ลักษณะปรากฎ
โยเกิร์ตผง : นำ้
1:1 ลกั ษณะจับตวั เป็นก้อนกึ่งแขง็ กงึ่ เหลวเนอ้ื เรยี บเนียนคล้ายกรกี โยเกริ ์ต
1:2 ลกั ษณะค่อนขา้ งเหลว ไมจ่ ับตวั เป็นกอ้ นคลา้ ยสเตอร์โยเกริ ์ต
1:3 ลกั ษณะเหลวคลา้ ยโยเกริ ต์ พร้อมดม่ื
ภาพท่ี 2 ลกั ษณะปรากฏของผลติ ภัณฑโ์ ยเกริ ต์ ผงทง้ั 4 สูตรท่ผี ่านการคืนรูปในอตั ราสว่ น 1:1
ภาพที่ 3 ลักษณะปรากฏของผลติ ภัณฑโ์ ยเกิรต์ ผงทัง้ 4 สูตรท่ีผ่านการคืนรปู ในอัตราสว่ น 1:2
ภาพท่ี 4 ลกั ษณะปรากฏของผลติ ภณั ฑโ์ ยเกริ ์ตผงท้ัง 4 สูตรท่ผี ่านการคนื รปู ในอตั ราสว่ น 1:3
163
ผลการศกึ ษาต้นทนุ การผลติ ของกระบวนการแปรรปู โยเกริ ์ตผง
ศกึ ษาและเปรียบเทยี บต้นทุนของการแปรรูปโยเกิรต์ ผงและผลิตภัณฑเ์ คร่ืองสำอางโยเกริ ต์ โดย
มีการศึกษาซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ วัตถุดิบ แรงงาน และค่าปัจจัยการผลิต ตามวิธีของเพ็ญศรี
(2549) การศึกษาต้นทนุ การผลิตของกระบวนการแปรรปู โยเกิร์ตผง พบว่าโยเกิร์ตผงตัวอย่างท่ี 4 ใช้
ต้นทุนต่อกิโลกรัมน้อยที่สุด คือ 299.80 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องมาจากการอบลมร้อนใช้ปริมาณน้ำ
และไฟฟ้าน้อย อีกทั้งยังเป็นสูตรที่ได้ปริมาณโยเกิร์ตผงมากที่สุดอีกด้วยและราคานี้ถือเป็นต้นทุนที่
ผู้ผลิตได้กำไร เพราะโยเกิร์ตผงที่ขายตามท้องตลาดมีราคาประมาณ 500 – 1,500 บาทต่อกิโลกรัม
โดยมีรายละเอียดต้นทุนของการผลิตแต่ละตัวอย่างดังตารางท่ี 4
ตารางท่ี 4 ตน้ ทุนการผลิตของกระบวนการแปรรูปโยเกิร์ตผง
รายการตน้ ทนุ /กิโลกรมั ตวั อยา่ งที่ 1 ตวั อยา่ งที่ 2 ตัวอย่างที่ 3 ตวั อยา่ งท่ี 4
8.63 9.94 10.25 12.5
จำนวนทีผ่ ลติ ได้ต่อรอบ (กโิ ลกรัม) 2500 2375 2500 2375
ตน้ ทนุ วัตถุดิบ (บาท/รอบ) 900 900 900 900
ตน้ ทุนแรงงาน (บาท/รอบ)
ต้นทนุ ปัจจัยการผลติ 470 470 235 235
(บาท/รอบ)
รวมต้นทนุ การผลิต (บาท/รอบ) 3870 3970 3635 3735
รวมตน้ ทุนการผลิต
(บาท/กิโลกรมั ) 448.44 399.40 354.64 299.80
2. การศึกษาอัตราส่วนของโยเกิร์ตผงและผลเจลลาตินในการแปรรูปมาสก์บำรุงผิวหน้า
จากโยเกิร์ต
จากการทดสอบทางกายภาพพบว่าอัตราการลายท่ีเหมาะสมของมาสก์หน้าที่ผลิตได้ คือ
ผงมาสก์หน้าต่อน้ำอุ่นเท่ากับ 1 : 2 และมาสก์หน้าผงแต่ละสูตรมีปริมาณน้ำอิสระ และร้อยละ
ความชื้นไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.413 และ 14.40 ตามลำดับ ซึ่งปริมาณน้ำอิสระ และ
ความช้ืนของมากส์หน้าอยู่ในระดับต่ำ (aw ต่ำกว่า 0.6, ความช้นื ต่ำกว่า 15%) (jay,1998) ซึ่งสามารถ
ปอ้ งกนั และควบคุมจุลินทรีย์ทท่ี ำให้ผลติ ภณั ฑ์เกิดความเสือ่ มเสียเพราะสว่ นผสมในผลติ ภัณฑ์เปน็ ผงจึง
สามารถเก็บรักษาได้ได้นาน ค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 4.72 ± 0.65 มีฤทธ์ิเป็นกรดในผลิตภัณฑ์
มาสก์หน้าชนิด Peel off mask เป็นเสมือนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลัดเซลล์ผิวก่ึงบำรุงหน้า
ดังน้ัน pH ที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง 4 - 5 สอดคล้องกับงานการศึกษาของ Lestar, I., Lestari, U.
และ Gusti, D.R. ที่กล่าวว่า ท่ีเหมาะสมของมาสก์หน้าชนิดลอกได้ควรอยู่ในช่วง 4 – 5 (Lestar, I.,
Lestari, U. and Gusti, D.R., 2018)
164
ตารางที่ 5 การคืนรปู ของผลิตภณั ฑโ์ ยเกริ ์ตผง
คณุ ภาพ สูตรท่ี 1 สตู รที่ 2 สตู รท่ี 3
อตั ราการละลาย
ปรมิ าณนำ้ อสิ ระ ( )ns ผงมาสกห์ น้า 1 ส่วน น้ำอนุ่ 2 ส่วน
ns 0.44± 0.02 0.41 ± 0.01 0.39 ± 0.03
ความช้ืน 14.68± 0.98% 14.28± 0.65% 14.25± 0.75%
ความเปน็ กรด-ด่าง (pH) ab c
4.88 ± 0.98 4.72 ± 0.65 4.64 ± 0.75
หมายเหตุ : * ค่าคุณภาพเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดลอง 3 ซ้ำ โดยค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่อยู่ในคอลัมน์
เดยี วกนั ทีม่ ีตัวอักษรภาษาองั กฤษแตกต่างกัน แสดงความแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05)
a b c หมายถึง ตัวอักษรที่ตา่ งกันในแนวตง้ั มีความแตกตา่ งทางสถิติ (p<0.05)
ns หมายถงึ ไม่มีความแตกตา่ งทางสถติ ิ (p>0.05)
± หมายถึง ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน ซึง่ เปน็ ค่าท่ีบง่ บอกถงึ การกระจายของขอ้ มลู
เม่ือพิจารณาผลความชอบทางประสาทสัมผัส พบว่า คะแนนความชอบของมาสก์บำรุง
ผิวหน้าจากโยเกิร์ตทั้ง 3 สูตรมีผลความชอบด้านสี กล่ิน และเนื้อสัมผัส ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ (P≤0.05) ดังตารางที่ 6 ส่วนคะแนนความชอบด้านการลอกออกของผลิตภัณฑ์ ความช่มุ ช่ืน
หลังมาสก์หน้า และการยอมรับโดยรวม พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05)
โดย มาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ตสูตรท่ี 2 เป็นสูตรที่ผู้ทดสอบให้คะแนนความชอบมากท่ีสุด ซ่ึง
ผลิตภัณฑ์ได้คะแนนความชอบด้านสี (6.82 ± 1.50) กล่ิน (7.05 ± 1.36) เนื้อสัมผัส (6.86 ± 1.28)
การลอกออกของผลิตภัณฑ์ (7.14 ± 1.32) ความชุ่มช่ืนหลังมาสก์หน้า (7.18 ± 1.98) และการ
ยอมรับโดยรวม (7.14±0.94) จากผู้บริโภค (n = 30) มีคะแนนความพ่ึงพอใจอยู่ในระดับความชอบ
ปานกลาง โดยมาสกห์ น้าสูตรท่ีทำการทดสอบน้ีเป็นสารธรรมชาติยังไม่มกี ารใสส่ ารเตมิ แต่งด้านสีและ
กล่ินในผลิตภัณฑ์หากต้องการให้คะแนนความชอบสูงข้ึนอาจมีการเติมกล่ินและสารอื่นที่ใช้ใน
ผลติ ภณั ฑเ์ คร่อื งสำอางได้
165
ตารางที่ 6 ผลการทดสอบทางประสาทสัมผสั ของมาสก์บำรุงผิวหนา้ จากโยเกริ ต์
การทดสอบ สตู รท่ี 1 (คะแนน) สตู รท่ี 2 (คะแนน) สูตรที่ 3 (คะแนน)
สี ns 6.73 ± 1.12 6.82 ± 1.50 7.00 ± 1.26
กลิ่น ns 6.91 ± 1.34 7.05 ± 1.36 7.14 ± 1.32
เน้อื สัมผสั ns 6.50 ± 1.54 6.86 ± 1.28 6.57 ± 1.36
การลอกออกของผลิตภณั ฑ์ a b c
6.73 ± 1.25 7.14 ± 1.32 5.86 ± 2.10
ความชุ่มช่ืนหลังมาสก์หน้า a b c
6.77 ± 1.01 7.18 ± 1.98 6.43 ± 1.72
การยอมรบั โดยรวม a b c
6.95 ± 1.02 7.14 ± 0.94 6.67 ± 1.65
หมายเหตุ : * ค่าคุณภาพเฉล่ีย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดลอง 3 ซ้ำ โดยค่าเฉล่ียของข้อมูลที่อยู่ในคอลัมน์
เดียวกันทีม่ ีตัวอกั ษรภาษาองั กฤษแตกต่างกนั แสดงความแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ (P≤0.05)
a b c หมายถึง ตวั อักษรทีต่ ่างกนั ในแนวต้ังมีความแตกตา่ งทางสถิติ (p<0.05)
ns หมายถึง ไมม่ คี วามแตกตา่ งทางสถติ ิ (p>0.05)
± หมายถึง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึง่ เป็นคา่ ทบี่ ง่ บอกถงึ การกระจายของขอ้ มูล
การศกึ ษาต้นทนุ การผลิต
ในการคำนวณต้นทุนการแปรรูป จะแบ่งออกเป็น 3 สว่ น ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน และค่า
ปจั จยั การผลติ โดยในการทดลองน้ไี ด้ทำการคำนวนตน้ ทนุ ทัง้ 3 สตู ร ดงั มสี รปุ ต้นทนุ แสดงดงั ตาราง 7
โดยมาสก์บำรุงผวิ หน้าจากโยเกิร์ตทั้ง 3 สตู รมีต้นทนุ การผลิตเทา่ กบั 20.60 19.60 และ 18.60 บาท
ตามลำดับ โดยมาสก์บำรุงผิวหน้าท่มี ขี ายในท้องตลาดมรี าคาซองละ 39 – 199 บาท หากมีการผลิต
เพ่อื การคา้ จึงสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างมาก
ตารางท่ี 7 สรปุ ต้นทุนการแปรรปู มาสกบ์ ำรงุ ผวิ หน้าจากโยเกริ ์ตนำ้ นมโค
รายการต้นทนุ /กิโลกรัม ตัวอย่างที่ 1 ตวั อยา่ งที่ 2 ตวั อย่างที่ 3
จำนวนท่ีผลิตไดต้ ่อรอบ (ซอง) 200 200 200
ตน้ ทุนวตั ถุดบิ (บาท/รอบ) 2959.7 2759.6 2559.5
ต้นทุนแรงงาน (บาท/รอบ) 150.0 150.0 150.0
ต้นทนุ ปจั จยั การผลิต 10.0 10.0 10.0
(บาท/รอบ)
รวมต้นทนุ การผลติ (บาท/รอบ) 4119.7 3919.6 3719.5
รวมต้นทนุ การผลิต (บาท/กโิ ลกรมั ) 20.60 19.60 18.60
166
สรปุ ผลการทดลอง
ก าร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ โย เกิ ร์ ต ผ งเป็ น ม าส ก์ บ ำ รุงผิ ว ห น้ าจ า ก โย เกิ ร์ต เร่ิม จ าก ก าร ศึ ก ษ า
กระบวนการแปรรูปโยเกิร์ตผง โดยเปรียบเทียบระหว่างโยเกิร์ตที่เติมสารมอลโตเด็กซ์ตริน และ
โยเกิร์ตท่ีไม่เติมสารปรุงแต่งใด และเปรียบเทียบกระบวนการทำแห้งระหว่างการทำแห้งแบบอบลม
ร้อนและการทำแห้งแบบพ่นฝอย พบว่า ตัวอย่างที่ 4 โยเกิร์ตท่ีเติมสารมอลโตเด็กซ์ตรินและนำไปทำ
แห้งแบบอบลมร้อน มีคุณภาพดีที่สุดเมื่อพิจารณาจากร้อยละของผลผลิต (12.50%) ค่าอัตราการ
ละลาย (43 ± 0.11%) ค่าความชื้น (14.59 ± 0.86%) ปริมาณน้ำอิสระ (0.40 ± 0.01) ค่าความเป็น
กรด-ด่าง (4.03 ± 0.05) และปริมาณกรดแลกติก (0.55 ± 0.02) อีกทั้งยังมีต้นทุนต่ำที่สุด (299.8
บาทต่อกิโลกรัม) แตกต่างกับตัวอย่างอ่ืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) โดยมีกระบวนการ
แปรรูป คือ นำน้ำนมไปเติมมอลโตเด็กซ์ตรินร้อยละ 5 ของปริมาณนมทั้งหมด ฆ่าเช้ือโดยการพาส
เจอร์ไรส์ เติมเช้ือจุลินทรีย์เพอ่ื หมักใหเ้ ป็นโยเกริ ์ต และทำแห้งด้วยวธิ ีการตฟี อง แล้วนำไปอบลมร้อนท่ี
อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง และเมื่อนำโยเกิร์ตผงตัวอย่างที่ 4 มาแปรรูปเป็นมาสก์
บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ต พบว่า มาสก์หนา้ สูตรท่ี 2 ที่มีอัตราส่วนโยเกิร์ตผง : เจลาติน : วิตามิน B3 :
Rose clay เท่ากับ 40 : 50 : 4 : 6 เป็นสูตรท่ีมีคุณภาพดีที่สุดและผู้ทดสอบทางประสาทสัมผัสมี
ความชอบมากที่สุด โดยมีค่าปริมาณน้ำอิสระ (0.41 ± 0.01) และความช้ืน (14.28± 0.65%) อยู่ใน
ระดับต่ำจึงสามารถเก็บรักษาได้นาน มีความเป็นกรดอ่อน (4.72 ± 0.65) เหมาะสำหรับทำความ
สะอาดและผลดั เซลล์ผิวกงึ่ บำรงุ หน้า และจากผลการทดสอบทางประสาทสัมผัส (n = 30) มาสก์บำรุง
ผิวหน้าจากโยเกิร์ตสูตรนี้ผู้ทดสอบให้คะแนนความชอบมากท่ีสุด ในด้านการลอกออกของผลิตภัณฑ์
(7.14 ± 1.32) ความชุ่มชื่นหลังมาสก์หน้า (7.18 ± 1.98) และการยอมรับโดยรวม (7.14±0.94) และ
มีคะแนนความพ่ึงพอใจอยู่ในระดับความชอบปานกลาง ส่วนด้านสี (6.82 ± 1.50) กล่ิน (7.05 ±
1.36) และเนือ้ สัมผัส (6.86 ± 1.28) ไมแ่ ตกต่างกับสตู รอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) อกี ทั้ง
มาสก์หน้าสูตรที่ 2 ยังมีตน้ ทนุ การผลิตตำ่ (19.60 บาทต่อซอง ๆ ละ 25 กรมั ) และมกี ระบวนการผลิต
งา่ ย ใช้เคร่ืองมือและวัตถดุ ิบที่สามรถหาซื้อได้ไม่ยาก เหมาะสำหรบั การนำไปต่อยอดทางการค้าให้กับ
เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการราบย่อยต่อไป
167
ข้อเสนอแนะ
1. การแปรรูปโยเกิร์ตผงในการทดลองในครั้งน้ี ใช้น้ำนมโคดิบและสารมอลโตเด็กซ์ตรินเพ่ือเพิ่ม
คุณสมบัติการละลายโดยไม่มีการเติมสารเติมแต่งด้านรสชาติใดๆ แต่หากผู้ผลิตต้องการขายในรูป
โยเกิร์ตผงท่ีนำไปคืนรูปอาจต้องมีการเติมมสารท่ีช่วยในการละลายอื่นและมีการเพ่ิมความหวานโดย
การเติมน้ำตาล หรือสารเสริมอื่น เพื่อเพ่ิมคะแนนความชอบหรือเพ่ิมคุณค่าทางโภชนาการ โดยจะ
สามารถเพ่ิมส่วนผสมได้ในขั้นตอนการการเติมสารมอลโตเดก็ ซ์ตริน หรอื ผสมลงในผงโยเกิร์ตก่อนการ
บรรจขุ าย
2. การแปรรูปมาสก์บำรุงผิวหน้าจากโยเกิร์ตในการทดลองน้ีใช้ส่วนผสมเป็นโยเกิร์ตผง เจลาติน
วิตามิน B3 และRose clay เท่านั้น ทำให้คะแนนความชอบของผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง หาก
ต้องการเพ่ิมระดับคะแนนความชอบอาจต้องมีเพ่ิมการแต่งสีและกลิ่นให้กับผลิตภัณฑ์ และอาจเติม
สารอื่น เช่น วิตามินซี เป็นต้น เพ่ือเพ่ิมคุณสมบัติการบำรุงผิวให้กับมาสก์ และสามารถปรับเปล่ียน
ส่วนผสมบางชนิด เช่น จาก Rose clay เป็นผงชาโคลหรือผงชาเขียว เป็นต้น เพ่ือให้ผลิตภัณฑ์มี
ความหลากหลายมากขึน้
168
เอกสารอา้ งองิ
กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์. (2563). โคนม สถานการณ์การผลิต การตลาดนม และผลิตภัณฑ์
ป ร ะ จ ำ เ ดื อ น มิ ถุ น า ย น 2563. ร ะ บ บ อ อ น ไ ล น์ ] . แ ห ล่ ง ที่ ม า :
http://extension.dld.go.th/th1/images/stories/63/
%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89
%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%2063/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%
B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B
8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/2.%E0%B8%AA%E0%
B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B
8%93%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8
%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202
563%20Factsheet%20%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1_%E0
%B8%A1%E0%B8%B4.%E0%B8%A2.63.pdf
จารุวรรณ ศริ พิ รรณพร. (2543). โยเกิร์ตอาหารเพื่อสุขภาพ. วารสารอาหาร. 30 (4): 292-297.
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการแปรรูปอาหาร – ชีวิตมีค่าเสมอ. (2560). หลักการแปรรูป
อาหาร. [ระบ บออนไลน์]. แห ล่งที่ มา: https://sites.google.com/site/utlanla55/
withyasastr-laea-thekhnoloyi-dan-kar-paerrup-xahar (31 กรกฎาคม 2560)
วไิ ล รังสาดทอง. (2557). เทคโนโลยีการแปรรูป. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์
นัล พบั ลิเคชน่ั จำกดั .
Lestar, I., Lestari, U. and Gusti, D.R. (2018) Antioxidant activity and irritation test of
peel off gel mask of ethanol extract of pedada fruit (Sonneratia caseolaris).
InternationalConference On Pharmaceutical Research And Practice 2018.
Kim, S & Bhowmik, S. (1 99 0 ). Survival of Lactic Acid Bacteria during Spray Drying of
Plain Yogurt. Journal Article. 322.89.
Kumar, P & Mishira, H. (2 0 0 4 ). Yoghurt Powder - A Review of Process Technology,
Storage and Utilization. Food and Bioproducts Processing. 82(2): 133-142.
Krasaekoopt, w. and Bhatia, S. (2012). Production of Yogurt Powder Using Foam-Mat
Drying. Assumption University Journal of Technology. 15(3): 166-171.
169
Rao, M.B., Tanksale, A.M., Ghatge, M.S. & Deshpande, V.V. (1998). Molecular and
biotechnological aspects of microbial proteases. Microbiology and Molecular
Biology Reviews. 62: 597-635.
Amaliyah, D.A., Raditya, D.E., Nugraheni, W. and Putri, A.A. (2019). Formulation and
Evaluation Antioxidant Activity of Peel-off Masks from White omegranate
Extract with Polyvinyl Alcohol and Polyethylene Glycol 1 5 0 0 . The Health
Science International Conference (HSIC 2019), pages 143-147.
Rahmasari, D., Raditya, D.R., Nugraheni, W., Putri, D>R>, and Pratiwi, I.N., (2019) Design
and Development of Peel-off Mask Gel Formulation of Citronella Oil for Acne
Vulgaris. The Health Science International Conference (HSIC 2019), pages 157-
163.
170
171
172
173
174
175
176
177
โล่หร์ างวัล ผลงานวจิ ยั
นวัตกรรมดเี ดน่
ประจาํ ปี งบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔