ผนงั มมุ ห้องด้านหน้าทง้ั ๒ ด้าน (ทิศตะวันตก) วาดภาพพระสงฆ์ปฏิบัติ
ธุดงควัตร ตามพระวินัย เช่น การปลงอสุภชักผา้ บังสกุ ลุ และบ�ำเพญ็ สมถะกรรมฐาน
ผนงั หุม้ กลองด้านหลงั พระประธาน ระหว่างชอ่ งประตวู าดภาพธดุ งวัตร ปรศิ นาธรรม
พระสงฆ์ปลงอสภุ ชกั ผ้าบังสกุ ลุ และบำ� เพญ็ สมถะกรรมฐาน ข้างละ ๑ องค์ เช่นเดียวกบั
ท่มี มุ ผนงั ดา้ นยาวขา้ งประตูหลงั วาดภาพพระสงฆก์ �ำลังปลงอสภุ และชกั ผ้าบงั สุกุล
จิตรกรรมฝาผนังบนผนังด้านซ้ายพระประธาน (ทิศเหนือ) ห้องระหว่าง
ช่องหน้าต่างนับจากผนังหุ้มกลองด้านหน้าไปจรดผนังด้านหลังพระประธาน วาดภาพ
พระราชพธิ ี ๑๒ เดือนตามล�ำดับ ดังน้ี
พระราชพธิ ีเดอื น ๕
พระราชพธิ สี งกรานต์
พระราชพิธีสระสนานใหญ่
พระราชพิธีสงกรานต์ พระราช
พิธีสระสนานใหญ่ พระราชพิธีแห่คเชน
ทรัศวสนาน เปน็ ภาพเขียนใหม่ เป็นพระ
ราชพิธีเดอื น ๔ ตดิ ตอ่ ถึงเดอื น ๕ หรือ
เดือนมีนาคมติดต่อกับเดือนเมษายน
คอื พิธรี ดเจตร หรอื รดน�้ำเดือน ๕ การ
รดน�้ำพระสงฆ์เวลาสงกรานต์และเจริญ
สริ มิ งคลแกช่ า้ ง ซึ่งเป็นราชพาหนะและ
ก�ำลังแผ่นดิน โดยก�ำหนดให้ปลูกโรง
ท่ีพระสงฆ์สรงน�้ำ ในภาพตั้งพิธีขึ้นที่
พระบรมมหาราชวัง โดยต้ังขันสาครใบใหญ่
ก้ันพระวิสูตร ตรงหน้าขันสาครมีแท่น
ประทับ มที ่ปี ล่อยนำ�้ ออกจากขนั ลงสรง
นอกกำ� แพงพระบรมมหาราชวงั จัดพิธคี เชนทรัศวสนาน ตรวจศาสตราวุธ
และไพรพ่ ล มกี ารทอดเชอื กดามเชือกเปน็ พธิ กี รรมของหมอช้าง สว่ นการจัดร้ิวขบวน
ช้าง ขบวนม้า เปน็ พระราชพิธสี �ำคัญของทหาร พราหมณ์ประจำ� ราชส�ำนักประกอบ
พิธี มีภาพขบวนชา้ งต้น มา้ ต้น ท้ายขบวนมภี าพคนหาบชะนี กน้ั ร่มให้ชะนีด้วย ซ่ึงตาม
ราชประเพณี คตคิ วามเชอื่ วา่ ช้างเผือกเป็นสัตว์คู่พระบารมพี ระมหากษัตรยิ ์ มักจะมีลงิ
51
เผือกหรอื ชา้ งมงคลในการพระราชพิธีส�ำคญั มักจะนำ� ลงิ เผือกเขา้ ขบวนด้วย ดังนั้นภาพ
นีท้ ีถ่ กู ต้องควรเป็นลงิ เผอื กมากกว่าเป็นชะนี
พระราชพธิ ีเดอื น ๖ พระราชพธิ ีวนั พืชมงคล-วนั วิสาขบชู า
พระราชพธิ วี สิ าขบูชา พระราชพิธีฉตั รมงคล พระราชพธิ พี ชื มงคลและจรด
พระนังคัลแรกนาขวญั เป็นพระราชพธิ เี ดือน ๖ หรอื เดอื นพฤษภาคม กระทำ� ณ
วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม เปน็ วันพธิ เี พือ่ ระลกึ ถึงวันประสูติ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พาน
แห่งองค์พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ในภาพเขยี นจติ รกรรมมพี ระสงฆ์ เปน็ จำ� นวนมากกำ� ลงั
สวดมนต์อยใู่ นพระอุโบสถ ไกลออกไปนอกพระบรมมหาราชวงั เปน็ ภาพพระราชพิธี
จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เปน็ พระราชพิธตี อ่ เนือ่ ง
52
พระราชพธิ ีพิธเี ดอื น ๗
การพระราชกศุ ลสลากภัต
พระราชพธิ สี ลากภตั เป็น
พระราชพิธีเดือน ๗ หรือเดือน
มิถุนายน เป็นพระราชพิธีจัดของ
หลวงถวายพระสงฆ์ตามหมายเลขที่
ก�ำหนด ซึ่งตรงกับหมายเลขเคร่ือง
จตุปัจจยั ไทยธรรมท่ผี ้ศู รทั ธานำ� มา ในภาพมขี บวนสตรีหาบสลากภตั และส�ำรบั คาว
หวานเครือ่ งไทยทานเป็นขนมผลไมต้ ่างๆ มพี ราหมณ์เป่าสงั ข์ ๒ คน น�ำหนา้ ตามดว้ ย
วงดรุ ยิ างค์ โดยแหน่ �ำไปวดั พระเชตพุ น ตั้งกระบวนทหี่ น้าประตูวเิ ทวาพิทักษ์ไปเลีย้ ว
ปอ้ มเผดจ็ ดัสกร มที ้ังขา้ ราชส�ำนัก นางก�ำนลั และประชาชน นำ� อาหารและผลไมเ้ ขา้ วัด
โดยแหน่ �ำไปวดั ราชประดษิ ฐสถิตมหาสมี าราม ซ่ึงกำ� กบั หมายเลขเพ่อื นำ� ไปรวม เพื่อ
พจิ ารณาส�ำหรับถวายพระสงฆ์ตามหมายเลขท่จี ดั เตรยี มไว้
พระราชพธิ ีเดอื น ๘
พระราชพิธเี ข้าพรรษา
พระราชพิธีเข้าพรรษา เป็น
พระราชพธิ ีเดอื น ๘ หรอื เดอื นกรกฎาคม
ในภาพมีภาพวัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่
เบอ้ื งหลงั พระทนี่ ่ังราชฤดอี ยเู่ บอื้ งขวา ตรง
ลานหน้าพระท่ีน่ังราชฤดีมีการบวชนาค
หลวง นาคโกนผมแล้วนุ่งผา้ ยกทรง สวม
เส้ือครยุ ชายขลิบทอง สวมลอกำ� อก ยืนบน
แท่นสูงมสี ัปทนกางก้นั ใหน้ าค ท้งั ๓ นาค
ก�ำลังโปรยทานทิ้งมะนาว ด้านข้างมีคน
คอยส่งของท่ีจะโปรยทาน และมีกลุ่มคน
น่ังถือเครื่องอัฏฐบริขารเพ่ือรอนาคเข้า
พระอโุ บสถ ประกอบพิธีอปุ สมบท
53
พระราชพิธีเดอื น ๙ พระราชพธิ ีพริ ุณศาสตร์
พระราชพธิ ีพิรณุ ศาสตร์ เป็นพระราชพธิ เี ดือน
๙ หรือเดือนสงิ หาคม เป็นพธิ ีขอฝนขอพืชผลพรรณรขุ
ชาติต่างๆ มีความอุดมสมบรู ณ์ให้เปน็ อาหารแห่งมนุษย์
ช้าง มา้ โค กระบือ ในภาพมีพระทน่ี ่งั โถง ๒ องค์อย่ชู ดิ
กนั มพี ระสงฆอ์ ย่ใู นพระทนี่ ัง่ องค์เลก็ หลายรูป ท่พี ้นื ด้าน
หน้าพระที่นั่งมีพราหมณ์บุรุษนุ่งขาวห่มขาวมุ่นเกล้า
มวยก�ำลังท�ำพิธีบวงสรวง เครื่องบูชามีหัวหมูบายศรี
มีเต่าและปลาวางอยู่หน้าพราหมณ์ นอกก�ำแพงมีเด็ก
กำ� ลังเล่นว่าว มีคนก�ำลังจะจับปลาในนา บา้ งก็ตัง้ หา้ ง
อยู่กลางนาป้องตามองดูท้องฟ้า ภาพตอนล่างมีบุคคล
ชนชัน้ สูง ข่ีม้า มบี รวิ ารถือหบี และกระเปา๋ เดนิ ตาม พิธนี ้รี ัชกาลที่ ๔ ทรงประกอบ
พระราชพิธีบนหอพระที่ทอ้ งสนามหลวง รัชกาลที่ ๓ ทรงประกอบต้ังพธิ ที ี่พระอโุ บสถ
วดั พระศรีรตั นศาสดาราม
พระราชพิธเี ดือน ๑๐
พระราชพธิ ภี ัทรบท คอื พธิ ีสารท
พระราชพิธีภัทรบท คือ พิธี
สารทเป็นพระราชพธิ เี ดอื น๑๐หรือเดือน
กันยายน มหาชนกวนข้าวมธุปยาส
หรือข้าวทิพย์ เป็นปฐมการเก็บเกี่ยว
กระท�ำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยบูชาแม่โพสพเพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวในนา ป้องกันไม่
ให้ขา้ วเป็นอนั ตราย เดิมพิธนี ้ตี ้งั ปะรำ� พธิ กี วนขา้ วทพิ ยข์ ้นึ ทหี่ อเทพพิทยาหรือหอราช
พิธีกรรม ต่อมาปลูกโรงข้ึนที่พระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท ในภาพปะร�ำพิธีประดับ
เคร่อื งขาวท้ังหมด มีพราหมณ์ ๔ คน ทำ� พธิ ีบวงสรวงตงั้ บชู าหวั หมู บายศรี มีสาว
พรหมจารีนุ่งขาวห่มขาวสวมสร้อยข้อมือและสังวาลทอง กวนส่ิงของในกะทะทอง
เวลาเช้าถวายเคร่ืองบูชาพระสยามเทวาธิราช และเสด็จเลี้ยงพระจัดข้าวทิพย์มา
ประเคนพระสงฆ์ พระบรมวงศานวุ งศ์ ขา้ ราชการและวดั ตา่ ง ๆ
54
พระราชพธิ ีเดอื น ๑๑
พระราชพิธีกฐินหลวง
ผนังด้านขวาพระประธาน
(ทิศใต้) นับจากผนังหุ้มกลองด้านหลัง
หอ้ งระหว่างชอ่ งหนา้ ตา่ งชอ่ งที่ ๑ คอื
พระราชพิธเี ดือน ๑๑ เรยี งเรอ่ื งตาม
ล�ำดบั เดอื นไทยขึ้นไปจรดผนังหุ้มกลองด้านหนา้ พระประธานเปน็ ห้องภาพที่ ๑๒ พระ
ราชพธิ เี ดือน ๔ ดงั นี้ คือพระราชพธิ ีกฐนิ หลวง ๑ เป็นพระราชพิธีเดอื น ๑๑ หรือเดอื น
ตุลาคม ในภาพมีขบวนช้างและม้าส�ำหรับเชิญเครื่องพระกฐินแห่ผ่านท้องสนามไชย
บริเวณหน้าพระที่น่ังสุทไธสวรรค์ พระราชพิธีน้ีกระท�ำข้ึนหลังจากออกพรรษาเป็น
คราวท่พี ระภิกษทุ งั้ หลายหาผา้ ทำ� จวี รเปลยี่ นของเดิม ตง้ั แต่แรม ๑ ค่�ำเดอื น ๑๑ ถงึ
วนั เพ็ญ เดอื น ๑๒
พระราชพธิ เี ดอื น ๑๒
พระราชพิธลี อยพระประทปี
พระราชพิธีลอยพระประทีป เป็น
พระราชพิธีเดอื น ๑๒ หรอื เดอื นพฤศจกิ ายน
ต้ังพิธีท่ีท�ำท่าราชวรดิฐ มีเรือทอดทุ่นรักษา
การกระบวนเรือเสด็จพระราชด�ำเนิน ในภาพ
แสดงพลับพลาซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน
คือ ส่วนหน้าเป็นส่วนพวกทหารชั้นผู้ใหญ่
และทหารมหาดเล็ก สว่ นกลางเปน็ ที่ประทับ
ของพระมหากษตั รยิ ์ สว่ นท่สี ามเปน็ สว่ นของ
นางสนมกำ� นัลชาววัง มฉี ากม่านปิดกั้นมดิ ชิด
ท่ีท่าน�้ำมีบรรดาชาววังชายหญิงนั่งอยู่ริมน้�ำ
บา้ งก็ลอยกระทง พายเรือ และตีกลองเล่นการ
ละเล่นตา่ ง ๆ มีเรอื หลวงประเภทตา่ ง ๆ ลอย
อยู่กลางน้�ำ โดยมีทุ่นแสดงเป็นแนวเขตของ
การป้องกนั อันตราย ทางดา้ นซา้ ยของภาพ มี
55
กระทงใหญ่ตกแตง่ เป็นรูปดอกบัวลอยอย่ลู อยอยู่กลางนำ้� ท่ามกลางกระทงหลายขนาด
ต่างๆ กนั ตกแตง่ เปน็ รปู บวั หลวง รปู ดอกไม้ รปู เรอื ใบ เรือพระราชพิธี ภายในกระทง
มีขา้ ว นำ้� ตาล ขนม
พระราชพิธีเดือนอ้าย พระราชกศุ ลเลย้ี งขนมเบือ้ ง
พระราชกศุ ลเลยี้ งขนมเบอื้ ง เปน็ พระราชพิธีเดอื นอ้าย หรอื เดอื นธันวาคม
เมอื่ พระอาทติ ย์ออกสดุ ทางใตต้ กนิจเป็นวันทหี่ ยดุ จะกลบั ขึน้ เหนอื อยู่ในองศา ๘ องศา
๙ ในราศธี นู ต้งั ปะร�ำพิธที ่พี ระทีน่ ง่ั อมรินทรวนิ ิจฉัยภายในพระบรมมหาราชวงั ซ่ึงเป็น
ภาพเขียนเปน็ ภาพนอกก�ำแพงพระบรมมหาราชวัง มพี ระภิกษเุ ดนิ เปน็ แถวถือตาลปตั ร
เขา้ ส่ปู ระตชู ัน้ ใน มีคนน่ังไหว้อยู่เป็นระยะ ทางดา้ นขวาของภาพมหี ญิงชาววังจับกลมุ่
อยู่ใต้โรงพิธี ทีส่ รา้ งด้วยไม้ กำ� ลงั ทำ� อาหารซ่ึงคงเป็นขนมเบือ้ งมีภาชนะคอื กะทะ
พระราชพิธเี ดือนยี่ พระราชพธิ ีตรียมั ปวาย
พระราชพิธีตรียมั ปวาย เปน็ พิธีเดือนย่ี หรอื เดอื นมกราคม เป็นการทำ� บุญ
ตรุษเปลย่ี นปีใหมต่ ามลทั ธพิ ราหมณ์ ต่อมารัชกาลท่ี ๔ โปรดให้มีพิธสี งฆเ์ พม่ิ ข้นึ ดว้ ย
พระสงฆ์รับพระราชทานฉันท่ีพระที่น่ังพุทไธสวรรย์แล้วสวดมนต์ท่ีพระอุโบสถวัดพระ
ศรรี ตั นศาสดาราม ๓ วัน ภาพหอ้ งนี้ลบเลือนมากเหลอื แตด่ า้ นซ้ายที่เป็นขบวนช้าง
พระท่ีน่งั ขบวนพิธีผา่ นพระตำ� หนกั มปี ะรำ� พธิ ีทำ� ดว้ ยผา้ สขี าว ด้านขวาเป็นพธิ ีโล้ชิงช้า
มีพราหมณ์ ๔ คน แตง่ ชุดขาวทำ� การโล้กระดานมีกลุ่มนาลิวนั รา่ ยรำ� พระยายืนชงิ ช้า
น่ังบนไม้ไผห่ ้อยเทข่ ้างเดยี วเป็นประธานอย่ใู นปะร�ำ่ มีผูค้ นก�ำลงั ยนื มงุ ดูพิธีดังกล่าว ไกล
ออกไปเปน็ ภาพผคู้ นกำ� ลงั เตรียมงาน
พระราชพธิ พี ธิ ีเดอื น ๓ พระราชพธิ เี ลี้ยงพระตรษุ จนี
พระราชพิธีเล้ยี งพระตรษุ จนี เปน็ พระราชพธิ ีเดือน ๓ หรือเดอื นกมุ ภาพันธ์
พระราชพธิ นี ี้เกดิ ข้นึ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอยูห่ ัว รชั กาลท่ี ๓ ในภาพ
วาดตั้งพิธีท่ีพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐริมแม่น้�ำเจ้าพระยามีศาลาทรงไทย
๔ หลัง ท่ีศาลาโถงก�ำลังมีงานเล้ียงพระ มีขุนนางเจ้าพนักงานนิมนต์ พระข้ึนจาก
เรือแจว ชาววังหญิงชายถวายเครอื่ งภัตตาหารแกพ่ ระสงฆ์ ดา้ นขวาเป็นภาพสตรีชาววัง
นำ� อาหารถวายพระโดยให้ผูช้ ายเป็นผนู้ �ำไปถวายในพระที่นงั่
56
พระราชพธิ เี ดือน ๔ พระราชพธิ สี มั พัจฉรฉินท์
พระราชพิธสี ัมพจั ฉรฉนิ ท์ เปน็ พระราชพิธเี ดอื น ๔ หรือเดอื นมนี าคม ติดต่อ
เลยไปถึงเดือน ๕ เป็นพิธตี รษุ สดุ ปี กำ� หนดใหพ้ ระสงฆ์สรงน�ำ้ โดยจัดตัง้ ตมุ่ เรียกวา่
นางเล้ิง ตัง้ ไวห้ ลายใบ เปน็ พระราชน้จี ดั ข้นึ เพื่อสวสั ดิมงคลแกพ่ ระนครและพระเจ้า
แผน่ ดิน พระบรมวงศานวุ งศ์ ข้าราชการฝ่ายหนา้ ฝา่ ยใน ตลอดจนราษฎร บน
พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง พระสงฆ์สวดภาณยักษ์ประกาศขบั ผีสาง ในภาพ
บริเวณนอกพระบรมมหาราชวังมีขบวนทหารเตรียมยิงปืนใหญ่หรือปืนอาฎานา
ขตู่ วาดให้ผีหรือส่ิงชัว่ รา้ ยตกใจออกไปจากบ้านเมอื ง
57
พระเจดีย์
การวางผังส่วนพุทธวาสตามแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว จะมีพระอุโบสถท่ีสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และสร้างพระเจดีย์
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอย่ดู า้ นหลงั บนพื้นเดียวกัน ภายในกำ� แพงแกว้ เขตพทั ธสีมา
พระเจดียอ์ งคน์ ี้ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว โปรดเกล้าฯ ใหก้ ่อ
พระเจดียห์ ้มุ พระเจดียส์ มยั อยุธยาองค์เดมิ ไว้ภายในพระเจดยี ์ทปี่ รากฏอย่กู ลา่ วไดว้ ่า มลี ักษณะ
ทรงระฆังคว่�ำมีบัวปากฐาน ตั้งบนมาลัยเถาซ้อนกัน และตั้งบนฐานประทักษิณส่ีเหล่ียม
ส่วนเหนือองค์ระฆังมีส่วนคอระฆังอยู่เหนือบังลังก์ขนาดใหญ่และตั้งเสาหารรองรับ
ส่วนยอดเจดีย์ ทป่ี ระกอบด้วยสว่ นปลอ้ งไฉนซอ้ นลดหล่นั ขึน้ ไปเป็นชั้น ๆ แตต่ อ่ ดว้ ยสว่ น
ปลยี อดที่สงู เรยี ว บนสุดเป็นเม็ดน�้ำค้างรปู กลม รวมสูง ๑๓ วา ลักษณะของเจดีย์แบบนี้
เปน็ ลักษณะเจดยี ์สมัยรัตนโกสนิ ทร์แบบพระศรีรตั นศาสดาราม ซงึ่ รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้าง
รอบพระเจดีย์ทรงระฆัง มพี ระเจดยี ท์ รงเฟอื งย่อมมุ ไมส้ บิ สอง ยอดบัวกลมุ่ ๑๐ องค์ ราย
ล้อมอยู่ ๓ ด้าน พนักฐานไพที เชน่ เดยี วกับก�ำแพงแก้วรอบพระอโุ บสถ มสี ่วนประดบั ดว้ ย
กระเบอ้ื งปรุเคลอื บสีเขียวลายสวสั ดีกะ และกระเบื้องปรุเคลือบสีน้ำ� ตาลลายประจ�ำยาม ซ่ึง
เปน็ แบบนิยมมากในชว่ งเวลาระหวา่ งรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอย่หู วั รัชกาลท่ี ๓
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลท่ี ๔
58
59
60
พระวหิ ารพระอนิ ทรแ์ ปลง
พระวิหารพระอินทร์แปลงต้ังอยู่ด้านหลังนอกเขตก�ำแพงแก้วของ
พระอุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารทรงไทยแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ คอื เปน็ พระวหิ ารทมี่ วี ิหารโถงขวางดา้ นหน้าและ
ด้านหลังแทนมุขของอาคาร ดงั สามารถเปรยี บเทียบได้ลกั ษณะอาคารพระอโุ บสถ
วัดมหาสมณาราม จังหวดั เพชรบรุ ี แตส่ ำ� หรับพระวิหารท่ีวัดเสนาสนารามฯ ไดแ้ บ่ง
สัดสว่ นภายในเปน็ ๒ พระวหิ าร คือ พระวิหารพระอินทรแ์ ปลงเปน็ พระวหิ ารหลัก มบี นั ได
ด้านข้างด้านหน้ามีวิหารโถงขวางแบบพระราชนิยม ภายในพระวิหารประดิษฐาน
พระพทุ ธรปู “พระอินทร์แปลง”ซงึ่ เป็นพระพทุ ธรูปปางมารวชิ ัยสำ� ริด ศิลปะ ล้านช้าง
หรือลาว สมยั สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช อายรุ าวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ซ่ึง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงอัญเชิญมาแต่เมือง
เวียงจันทน์ เม่ือ พ.ศ.๒๔๐๑ ส่วนด้านหลังเป็นพระวิหารขวางก้ันเป็นสัดส่วน
สำ� หรับประดษิ ฐานพระพุทธไสยาสนศ์ ลิ า ซึง่ รชั กาลที่ ๔ ทรงเชญิ มาจากวัดมหาธาตุ
พระนครศรีอยธุ ยา
61
พระวิหารเปน็ อาคารทรงไทยก่ออฐิ ถือปูน ขนาด ๕ หอ้ ง หรอื ยาว ๗ วา กวา้ ง
๒.๕ ห้อง หรือ ๓ วา หลังคามุงกระเบื้องดนิ เผาเคลือบ ดา้ นหนา้ หันสู่ทิศตะวันตก มี
หอขวางแทนมุขเด็จ ผนังดา้ นหนา้ เจาะโปรง่ คลา้ ยประตวู งโคง้ ๓ ประตู หน้าบันเปน็ จ่ัว
ประดับช่อฟา้ ใบระกา หางหงส์ กลางหน้าบนั ประดบั ลายปนู ปน้ั ภาพพระราชลญั จกร
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั คือ พระมหามงกุฎอย่ตู รงกลางล้อมรอบ
ด้วยลายกระหนกเครือเถือแบบเดียวกันท้ังหน้าบันของพระวิหารและหน้าบันของหอ
ขวาง ซงึ่ หอขวางน้ีมีบันได ทางขนึ้ ดา้ นข้าง ๒ ดา้ น หน้าตา่ งประตูด้านละ ๔ บาน ด้าน
หลงั ท�ำประตอู อกด้านข้าง ดา้ นหน้าของพระวหิ าร มีประตู ๒ ประตูตรงกลางระหวา่ ง
ประตูมหี นา้ ต่าง ๑ บาน ผนังด้านหลงั ตดิ ต่อกบั พระวิหารพระพุทธไสยาสนเ์ ปน็ ผนังทึบ
ผนังด้านหน้าของหอขวาง ทำ� ช่องเป็นประตโู คง้ ซุ้ม ประตหู น้าต่างประดบั ลายปนู ปน้ั
ถอดพมิ พ์ บานประตูหน้าตา่ งด้านนอกเขียนลายรดน้�ำลายเครือเถา บานประตดู ้านใน
วาดภาพเทพทวารบาลประทบั ลีลาบนแท่น ฐานบัวผา้ ทิพย์เท้าสงิ ห์ พระหตั ถห์ นงึ่ ถือ
พระขรรค์อีกพระหตั ถห์ นง่ึ ยกขน้ึ จบี นว้ิ พระหตั ถ์อยรู่ ะหว่างพระอุระ ส่วนบานหน้าต่าง
ด้านในวาดภาพทวารบาลประทับลีลาบนแท่นฐานบัวผ้าทิพย์เท้าสิงห์ พระหัตถ์ยกข้ึน
พนมระหวา่ งพระอุระ
62
เพดานพระวิหารประดับลายปิดทอง
ฉลุ ลายดาวล้อมเดอื น สว่ นพน้ื ทป่ี หู นิ ออ่ น
ภายในพระวิหารตามความยาวสองด้านยกพ้ืน
ขึน้ สงู เปน็ อาสนสงฆ์ ผนังด้านหลังซงึ่ ตดิ คนั่ กับ
พระวหิ ารพระพทุ ธไสยาสน์ เปน็ ผนงั เดยี วกนั
ท่ีเป็นผนังทึบไม่เจาะทะลุถึงกัน ส�ำหรับผนัง
ภายในทั้ง ๓ ด้าน ประดับตกแต่งด้วยการ
เขยี นภาพฝ่นุ รองพน้ื สว่ นบนเหนอื ขอบประตู
หน้าต่างวาดภาพเทพชุมนุมหรือเทวดานั่งพนมมือ
ประทับนั่งเรียงต่อกันสลับกับลายพัดยศบน
แนวเส้นลวดลายประจ�ำยามก้ามปูภาพเทพ
ชุมนุมหันพระพักตร์ไปสู่พระพุทธรูปพระอินทร์แปลง
เหนือขึ้นไปเป็นภาพดอกไม้ร่วงสูงข้ึนไปใต้ชื่อ
คานเป็นภาพนักสิทธิวิทยาธรถือดอกบัวบ้าง
อุ้มมักกะลีผลบ้างเหาะมาจากป่าหิมพานต์
มาบูชาพระพุทธเจ้าซึ่ง คือ พระพุทธรูป
พระอินทร์แปลงโดยมีลายฮ่อ คือแนวเส้นคด
โคง้ เปน็ เสน้ คนั่ ระหว่างสวรรคก์ บั ป่าหิมพานต์
ส่วนแนวผนังระหว่างช่องหน้าต่าง
วาดภาพเล่าเรอื่ ง โดยดา้ นซ้ายของพระอนิ ทร์
แปลง (หนั หนา้ ออก) วาดภาพ เรอื่ งมฆะมาณพ
จุติเป็นพระอินทร์ และด้านขวาวาดภาพพระ
พรหมเทพาจารย์ เจ้าอาวาส ควบคมุ ตรวจตรา
การบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหาร
วัดเสนาสนารามฯ ทีก่ กหนา้ ตา่ งหรอื บานแผละ
วาดภาพเครื่องโต๊ะบูชา และแจกันดอกบัว
เรื่องมฆมานพจุติเป็นพระอินทร์ ปรากฏใน
คัมภีรอ์ รรถกถาธรรมบทว่า
63
เมื่ออดีตภพหนึ่งพระอินทร์อุบัติ
เป็นมนุษย์มีนามว่า มัฆะมาณพมักจะตอบ
ว่าสร้างทางไปสวรรค์ก็ปรากฏว่ามีผู้เล่ือมใส
ศรัทธามาร่วมสร้างด้วยถึง ๓๒ คน ต่อ
มามฆะมาณพและบุรุษทง้ั ๓๒ คนนั้น ไดร้ ่วม
กันปลูกสร้างศาลาท่ีทางใหญ่ส่ีแพร่งด้วยจิต
มุ่งมน่ั ว่าเพ่ือสรา้ งทางไปสวรรค์ต่อไป ในการ
สร้างศาลาน้ีได้ไปเชิญนายช่างไม้ซึ่งมีความ
เช่ียวชาญการก่อสร้างอาคารผู้หน่ึงมาเป็น
นายงานก่อสรา้ ง การสรา้ งประสบผลสำ� เร็จ
อย่างดี ศาลาหลังท่ีสร้างเป็นประโยชน์แก่
ผู้สัญจรไปมาอย่างมาก มฆะมาณพพร้อม
ดว้ ยนายช่างไม้และบรุ ุษผ้รู ว่ มงาน ๓๓ คน
ได้กุศลอย่างมาก บุรุษทั้งหมดเม่ือถึงแก่
กรรมได้ไปบังเกิดเป็นเทพยดาในสรวงสรรค์
ตั ว ม ฆ ะ ม า ณ พ ไ ด ้ จุ ติ เ ป ็ น ส ม เ ด็ จ พ ร ะ
อมรินทราชาธิราชหรือพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่
แห่งสวรรค์ช้ันดาวดึงส์พิภพในสองช้ันฟ้า
นายช่างไม้ที่เป็นนายงานก่อสร้างจุติเป็น
พระวิศวกรรมเทพบุตรมหาคุรุด้านศิลปะการ
ช่างแห่ง เทวโลก รับใช้พระอินทร์ในด้าน
การก่อสรา้ งเทววหิ ารหรอื เทวสถาน ตลอดจน
สถานทีต่ ่าง ๆ ทที่ รงมบี ญั ชา รวมทัง้ บุรษุ
๓๓ คน ก็ไดจ้ ุตเิ ปน็ เทวดาอน่ื ๆ ตามล�ำดบั
ด้านครุ ุด้านศิลปะการช่างแหง่ เทวโลก รบั ใช้
พระอนิ ทร์ในด้านการก่อสร้างเทววหิ าร หรือ
เทวสถาน ตลอดจนสถานท่ีต่างๆ ที่ทรงมี
เทวบญั ชา รวมท้ังบุรษุ ๓๓ คน กไ็ ดจ้ ุติเป็น
เทวดาอื่น ๆ ตามล�ำดบั
64
65
ประวตั ิพระอนิ ทรแ์ ปลง
พระอินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปส�ำคัญอีกองค์หนึ่งท่ีพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว โปรดให้เชิญมาจากเมอื งเวยี งจันทนเ์ มือ่ ปี ๒๔๐๑ ดงั ปรากฏ
ในพระราชหัตถเลขาทที่ รงมีถงึ พระบาทสมเดจ็ พระปนิ่ เกลา้ เจ้าอยูห่ ัววา่
...ยังมพี ระทีม่ ชี ่ือเอามาแต่เมอื งเวียงจนั ทนอ์ กี สองพระองค์ พระอินทร์แปลง นา่
ตกั ๒ ศอกเศษ พระอรณุ น่าตักศอกเศษพระสององคน์ อี้ งค์ท่ีออกชอื่ กอ่ นฉันจะรบั
ประทานไปไว้เป็นพระประธานในพระอโุ บสถ วัดมหาพฤฒาราม วัดตะเคียนท่ใี หไ้ ป
สรา้ งขนึ้ ไว้ใหม่...
วดั มหาพฤฒารามหรือวดั ตะเคยี นท่ที รงออกชื่อในพระราชหัตถเลขา ว่าจะเชิญ
พระอินทร์แปลงไปเปน็ พระประธานน้ี เปน็ วัดเก่าท่พี ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ
ทรงบูรณะเปน็ การใหญ่ ตัง้ แตต่ น้ รชั กาล เลา่ กนั ว่ามูลเหตุมาจากครง้ั เมอื่ ยงั ทรง
ผนวชในรัชกาลที่ ๓ เสด็จมาทรงทอดผา้ ปา่ ทว่ี ดั ซงึ่ ขณะนน้ั ยังมชี ่อื ว่าวดั ท่าเกวยี น
พระอธิการแก้วเจา้ อาวาสซงึ่ มีอายุถึง ๑๐๗ ปแี ลว้ ไดถ้ วายพยากรณ์ว่า “จะไดเ้ ป็น
เจ้าชีวติ เรว็ ๆ น้ี “มรี บั สัง่ ตอบว่า “ถา้ ได้ครองแผน่ ดนิ จริงจะมาสร้างวัดใหอ้ ยใู่ หม”่
66
เม่ือเสด็จขึ้นครองราชย์จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัด
ท่าเกวียนใหม่ท้ังพระอาราม ซ่ึงใช้เวลายาวนาน
ต้งั แตป่ ี ๒๓๙๗ จนถงึ ๒๔๐๙ เปน็ เวลาถงึ ๑๒ ปี
ส่วนพระอธิการแก้ว พระราชทานแต่งตั้งสมณะ
ศักดิ์เป็นพระราชาคณะท่ีพระมหาพฤฒาราม
ตามสมณศักดิ์ของพระอธิการแก้ว การท่ีทรงต้ัง
พระทัยจะบรู ณะวดั ตะเคียนอย่างจรงิ จงั อาจเป็น
เหตุหน่ึงท่ีท�ำให้ทรงคิดว่าจะเอา “พระที่มีชื่อ”
ไปไว้ แตจ่ ะด้วยเหตุใดไม่แจ้ง ปรากฏวา่ โปรดให้
ประดษิ ฐานพระอินทรแ์ ปลงไว้ ณ วัดเสนาสนารามฯ
พระนครศรีอยธุ ยาแทน
วัดเสนาสนาราม เดมิ ช่อื วดั เสื่อ เป็นวดั
เกา่ มมี าสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา ปรากฏหลกั ฐานว่า มี
การบูรณะ ครั้งหนึ่งในรัชกาลพระเจ้าปราสาท
ทอง ในรชั กาลท่ี ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาใหม่ ท้ังพระอารามในปี
๒๔๐๖ หากพจิ ารณาช่วงเวลาก็เห็นไดว้ า่ เมือ่ เชญิ
พระอินทร์แปลงและพระพุทธรูปล้านช้างองค์อื่นๆ
ลงมาในปี ๒๔๐๑ น้ันได้
พกั พระพทุ ธรปู ดังกลา่ วไวท้ พี่ ระนครศรีอยุธยา
กอ่ น ขณะนั้นการปฏสิ ังขรณ์วัดมหาพฤฒารามเพง่ิ
ดำ� เนินไปได้เพียง ๔ ปี และยังใชเ้ วลาตอ่ ไปจากนั้น
อีกถึง ๘ ปี จงึ แลว้ เสรจ็
อนง่ึ ในระหว่างการกอ่ สรา้ งคงมีความไมส่ ะดวก
อยู่มากภายในวัด ดังท่ีโปรดให้ภิกษุสามเณรย้ายไป
อยู่ยังวัดปทุมคงคาชั่วคราว จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งท่ี
มีการเปล่ียนแปลงสถานที่ประดิษฐานพระอินทร์
แปลงไป เปน็ วัดเสนาสนารามท่พี ระนครศรีอยธุ ยา
น่ันเอง ซึ่งก็เป็นวัดที่ทรงปฏิสังขรณ์ใหญ่เช่นกัน
และแลว้ เสรจ็ ก่อน วดั มหาพฤฒาราม หลายปี
67
พระอนิ ทร์แปลง พระพุทธรปู ประธานในพระวหิ าร เปน็ พระพุทธรปู หล่อด้วย
ทองสัมฤทธศิ์ ลิ ปะลา้ นช้างปางมารวิชัย ขดั สมาธิราบ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกเศษ (๑๐๓
เซนตเิ มตร) สูงตลอดพระรศั มี ๓ ศอก ๓ นิ้ว (๑๕๓ เซนตเิ มตร) ตามลักษณะมหาบรุ ษุ
หรือมหาปรุ สิ ลกั ษณะ คอื พระพัตร์รูปไข่ เม็ดพระศกเปน็ ขนวดก้นหอยเวยี นขวาขนาด
เลก็ พระอุษณษี ะเป็นตอ่ มกวา้ งสงู คลา้ ยถ้วยคว�ำ่ พระเกตมุ าลาหรือรศั มีเปน็ เปลวแฉลก
คล้ายกาบยอดบายศรี หรือกลบี บัวเรียงซอ้ นมีแนวแกนกลาง ยอดแหลม ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะ
รัศมีในศิลปะล้านนา-ล้านช้าง รอบพระนลาฏกว้าง พระขนงโค้งก่งเป็นแถบกว้างดุจ
คันศร หลงั พระเนตรอูม สายพระเนตรทอดต�่ำ พระนาสิกโด่ง ปลายงองมุ้ ดุจปากนกแก้ว
ปีกพระนาสิกหนาได้สัดส่วน ริมฝีพระโอษฐ์อิ่มเป็นรูปกระจับมุมพระโอษฐ์ตวัดขึ้น
พระหนเุ ปน็ ปมกลมมน พระปางอมิ่ ใบพระกรรณกว้างใหญ่ ยอดโค้งแหลมเอนไปด้าน
หลงั ปลายขอบพระกรรณดา้ นหน้าทั้งปลายบนและลา่ งม้วนกลมดุจก้นหอยบรรจบกัน
ติ่งพระกรรณกวา้ ง ยาวปลายงอนออกเล็กนอ้ ย ตรงกลางเจาะเป็นรอ่ งยาว ใบพระกรรณ
ลักษณะนี้เป็นรูปแบบเฉพาะในศิลปะล้านช้างแบบพระราชนิยมของสมเด็จพระไชย
เชษฐาธิราชกษัตรยิ ์แหง่ ล้านชา้ ง พระศอกลมกลงึ เป็นปลอ้ ง ๓ ปล้อง พระอรุ ะผายกวา้ ง
พระพาหาและพระกรอบวบเรียวดจุ งวงชา้ ง นว้ิ พระหัตถย์ าวเรยี วดุลลำ� เทียน ปลายนว้ิ
ยาวเสมอกัน ประทับขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดานซ้อนบนฐานบัวผ้าทิพย์เท้าสิงห์
ปูนปัน้ ฝา่ พระบาทเรียบ พระบาทขวาขวางวางซ้อนทบั พระบาทซา้ ย พระหตั ถข์ วาวาง
ควำ�่ บนพระชานุ พระหตั ถ์ซา้ ยวางหงายบน พระเพลา แสดงปางมารวิชยั หรอื ภมู สิ ปรศ
มุทราครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา พาดผ้าสังฆาปฏิบนพระอังสาซ้ายชายสังฆา
ปฏยิ าวเหนอื พระนาภี ปลายเป็นรูปเขย้ี วตะขบาบ ลักษณะพระพักตร์และพระวรกาย
คลา้ ยคลึงกับพระพุทธรูปศลิ ปะสโุ ขทัยในรชั สมยั พระเจ้าลิไท ประดิษฐานในซุม้ เรือนแกว้
ใต้ตน้ พระศรีมหาโพธิ์ มกี ิง่ สาขาโดยรอบ ๙ กง่ิ แต่ละกิ่งออกดอกบานสะพรง่ั กิ่งละดอก
ตรงกลางดอกแตล่ ะดอกจารกึ ข้อความอักษรขอม เปน็ คาถาภาษาบาลีแทนเกสร กรอบ
ซุ้มเรือนแก้วปูนปั้นพื้นสีแดงลายปิดทองเป็นซุ้มโค้งยอดแหลมดุจรูปกลีบบัว อยู่เหนือ
เสากรอบซุ้มยอดบัวแวง ตามแนวซุ้มโค้งประดับลายกลีบบัวรวนสลับแถวลายก้านขด
กรอบนอกประดษิ ฐ์เปน็ รูปโค้งคลา้ ยลายคลืน่ ปลายสองขา้ งคลา้ ยเศียรนาคหรอื มกรคาย
ช่อดอกไม้ ตวั เสาประดับลายคลา้ ยพ่มุ ขา้ วบิณฑเ์ รียงตอ่ กนั คลา้ ยลายกา้ นต่อดอก เชิงเสา
เป็นลายกลีบบัวคว่�ำลักษณะของซุ้มคล้ายกับซุ้มพระพุทธรูปยืนหน้าพระอุโบสถวัดปทุม
วนาราม ซ่งึ รชั กาลท่ี ๔ ทรงสรา้ ง
68
การสรา้ งพระพทุ ธรูปพระอินทรแ์ ปลง
จากพงศาวดารลาวฉบับเดิมและต�ำนาน
พ้ืนเมืองเชียงใหม่ได้บันทึกว่าสมเด็จพระไชยเชษฐา
ธริ าช กษัตรยิ แ์ หง่ อาณาจกั รลา้ นชา้ งครองราชย์
สมบตั ิระหวา่ ง พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๔ ร่วมสมยั สมเดจ็
พระมหาจักรพรรดิแห่งอาณาจักรอยุธยา ทรงมี
ศรทั ธาบ�ำเพญ็ พระราชกุศลสถาปนาพระพทุ ธรปู ๕
องค์ เมอ่ื พ.ศ.๒๑๐๙ สำ� หรับพระองค์ พระมเหสี
และพระราชธิดา ๓ องค์ และถวายนามพระพุทธ
รูปตามพระนามของพระมเหสี และพระราชธิดา
ยกเว้นพระพุทธรูปพระอินทร์แปลง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจ�ำพระองค์นั้นท่ีมีนาม
แตกตา่ งไป เนอื่ งจากเล่าลอื ถงึ ปาฏิหารยิ ์ในระหว่างการหลอ่ พระพทุ ธรปู พระพุทธรปู
ทั้ง ๕ องคม์ นี ามและขนาดต่างกันดังนี้
๑.พระพุทธรปู “พระแสง”ขนาดหน้าตักกวา้ ง ๓๙ นิว้ สำ� หรบั พระมเหสี
ปัจจุบันประดษิ ฐานที่วดั ศรเี ทพประดิษฐาราม จงั หวัดนครพนม
๒.พระพุทธรูป “พระอินทร์แปลง”ขนาดหน้าตักกว้าง ๓๙ นิ้ว ส�ำหรับ
สมเด็จพระไชยเชษฐาธริ าช ซ่ึงสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั รัชกาลท่ี ๔ ทรงเชิญมา
ประดิษฐานท่วี ดั เสนาสนารามราชวรวหิ าร จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา
๓.พระพทุ ธรูป “พระเสริม”ขนาดหนา้ ตกั กว้าง ๒๙ น้วิ ส�ำหรับพระราชธิดา
พระนามเสรมิ ปัจจุบันประดษิ ฐานทพ่ี ระวิหารหลวงวดั ปทุมวนาราม
๔.พระพทุ ธรปู “พระสกุ ”ขนาดหน้าตักกวา้ ง ๑๙ นว้ิ ส�ำหรับพระราชธิดา
พระนามสุก ปัจจบุ นั สันนิษฐานว่า ประดิษฐานอยูใ่ นแม่น�้ำโขง
๕.พระพทุ ธรูป “พระใส”ขนาดหน้าตักกวา้ ง ๒ คืบ ๘ น้วิ สำ� หรบั พระราชธดิ า
พระนามใส ปัจจบุ นั ประดิษฐานทว่ี ัดโพธ์ชัย จังหวัดหนองคาย
69
ที่มาของช่ือพระพุทธรูปพระอินทร์แปลง ปรากฏในต�ำนานว่า พระเจ้า
ไชยเชษฐาธิราชทรงมีพระราชประสงค์สร้างพระพุทธรูป ๕ องค์เป็นพุทธบูชา
พุทธศาสนกิ ชนมีศรัทธาชว่ ยกันสรา้ งเตาหลอมทองสบู ลมตลอดเวลา แตม่ ีอยอู่ งค์หน่งึ
ทีก่ ล่าวว่าดำ� เนนิ การอยถู่ ึง ๗ วนั แตท่ องท่ีหลอมไว้กไ็ มล่ ะลาย จนทุกฝา่ ยเหน่ือยล้าถึง
วนั ที่ ๘ กลา่ ววา่ เหลอื แตพ่ ระสงฆช์ ราหรอื หลวงตากับสามเณรน้อยท่ชี ว่ ยกนั ก็ปรากฏ
ว่ามชี ีปะขาวผู้หนงึ่ มาขอช่วยหลอมทอง เททองในเบ้า แตช่ าวบ้านเหน็ มชี ีปะขาวจ�ำนวน
มากมาชว่ ยสบู เตา จนในทสี่ ดุ ทองหลอมละลายสำ� เรจ็ และสามารถเทลงหุ่นทองแล่น
สมบูรณ์ จากน้ันกไ็ ม่มผี ูใ้ ดเหน็ ชปี ะขาวเลย เกดิ ความอศั จรรย์ เล่าขานด้วยความเช่ือวา่
ต้องเป็นอภินิหารของพระอินทร์แปลงมาช่วยหล่อพระพุทธรูปให้พระพุทธรูปองค์นี้จึง
ได้การถวายนามวา่ พระอนิ ทร์แปลง พระเจา้ ไชยเชษฐาธิราชทรงทราบปาฏหิ าริยน์ ีจ้ งึ
ทรงเลือกพระอนิ ทรแ์ ปลง เป็นพระพทุ ธรปู ประจำ� พระองค์ สว่ นองคอ์ น่ื ๆ อีก ๔ องค์
นั้นพระองคพ์ ระราชทานสำ� หรับพระมเหสี และพระราชธดิ าทัง้ ๓ พระองค์ และถวาย
พระนามพระพทุ ธรูปตามพระนามของพระมเหสี คือ พระแสงหรอื พระแสน สำ� หรับ
พระราชธดิ าได้แก่ พระเสรมิ พระสกุ และพระใส
70
พระวหิ ารพระพทุ ธไสยาสน์
พระวิหารพระพุทธไสยาสน์เป็นอาคารทรงไทยหลังคาจั่วประดับช่อฟ้า
ใบระกา หางหงส์ หันหน้าไปทางทิศตะวนั ออก เป็นห้องสกดั ต่อเน่อื งกบั ผนังดา้ น
หลงั ของพระวิหารพระอนิ ทร์แปลง โดยไมท่ ะลุถงึ กนั หลงั คามุงกระเบอ้ื งเคลือบ
หน้าบนั ประดับลายพระราชลญั จกรในรัชกาลท่ี ๔ คอื พระมหามงกุฎขนาบด้วยฉตั ร
ทา่ มกลางลายกระหนกเครือเถา พระวิหารพระพุทธไสยาสนม์ ขี นาดเล็กและเตี้ยกวา่
มีประตดู ้านหน้าตรงกลาง ๑ ประตู มีหนา้ ต่างระหว่างประตูดา้ นละ ๒ ชอ่ ง และดา้ น
สกดั ดา้ นละ ๒ ชอ่ ง ซมุ้ ประตูหน้าต่างเปน็ ลายดอกไมด้ ว้ ยวธิ หี ล่อพิมพ์ บานประตู
และหนา้ ต่างดา้ นนอกเขยี นลายรดนำ้� ด้านในวาดภาพทวารบาล เพดานประดบั ลาย
ฉลเุ ขียนสลี ายไทย ผนังตกแต่งลายดอกไม้ร่วง
71
พระพทุ ธรปู ปางไสยาสน์
พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ในวดั เสนาสนารามฯ
คอื สถานทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ ๑๓ เมตร เป็นพระพทุ ธรปู
ศลิ าสมัยอยุธยา พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ ที่ประกอบด้วยศิลาจำ� หลกั เปน็ ท่อนๆ เชอ่ื มต่อ
กนั ได้ เข้าใจวา่ เมอ่ื อญั เชญิ มาประดษิ ฐาน คงมีการป้ันปนู ตกแตง่ ใหมด่ ้วยการลงรกั
ปดิ ทอง พระบาทสมเดจ็ พระจอมเจา้ อย่หู วั โปรดเกล้าฯ ให้เชิญมาจากวัดมหาธาตุ
พระนครศรีอยุธยาลักษณะปัจจุบันเปน็ พระพุทธรปู ปางไสยาสน์ ลักษณะครองจวี ร
ริ้วพาดผ้าสังฆาฏิขนาดใหญ่ ทีฝ่ า่ พระบาทประดับลายมงคล ๑๐๘ มีข้อสรปุ ได้ว่า
รับอิทธิพลจากศรีลังกา จากคัมภีร์ชินาลงการฏีกาชื่อ พุทธรักขิตะ แต่งไว้เม่ือ
ประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ ระบุว่ามผี ูเ้ ห็นลาย ๑๐๘ รปู บนฝ่าพระบาทเจา้ ชายสทิ ธัตถะ
เมอ่ื ประสตู ิไดเ้ พยี ง ๕ วนั เป็นสญั ลกั ษณข์ องความหมายสำ� คัญ ๓ ประการคอื
72
ประการแรก ลายมงคลซ่ึงเป็นสัญลักษณ์
ของโชคลาภ ความเจรญิ และความอุดมสมบรู ณ์ เชน่
พวงมาลยั ขอชา้ ง หม้อทีม่ ีน้�ำเตม็ ดอกบัว ปลาทองคู่
หน่งึ แมโ่ คพร้อมลกู
ประการท่สี อง ลายมงคลซึง่ เป็นสัญลักษณ์
แหง่ บารมี ยศศักดอ์ิ ำ� นาจของผูป้ กครอง เช่น ฉตั ร
พระขรรค์ พัดใบตาล ก�ำหางนกยงู มงกฎุ แส้ จกั ร
ประการท่ีสาม ลายมงคลซึ่งเกี่ยวข้องกับ
พทุ ธจักรวาลจากคติเรอ่ื งในไตรภูมิ เช่น มหาสมุทร
ภเู ขาทีล่ ้อมจกั รวาล ภูเขาพระสเุ มรุ แม่นำ้� ๗ สาย
เทวโลก พรหมโลก
พระพุทธรูปปางไสยาสก์ บางตำ� ราเรยี กว่า
โปรดอสุรินทราหูบ้าง พระพุทธรูปปางปรินิพานบ้าง
พระพุทธไสยาสก์ปางโปรดอสุรินทราหูต่างกับ
พระพุทธไสยาสก์ปางปรินิพานตรงที่พระเนตรเปิด
ส่วนพระพทุ ธรปู ปางปรินิพานพระเนตรปดิ
73
พระพทุ ธปางป่าเลไลยก์
ภายในพระวิหารพระอินทร์แปลงมีส่วนที่ประดิษฐานพระพุทธรูปส�ำคัญท่ี
น่าสนใจอกี องคห์ นงึ่ คือ พระพุทธรูปปางปา่ เลไลยกห์ ล่อด้วยสัมฤทธล์ิ งรักปดิ ทอง
ประทับน่ังห้อยพระบาทบนบัลลังก์ดอกบัวท่ีวางบนโขนดหินพระหัตถ์ซ้ายวางคว�่ำ
บนพระชานเุ บือ้ งซ้าย พระหตั ถ์ขวาวางหงายบนพระชานุเบื้องขวา ศิลปะอยธุ ยา
ตอนปลายอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ซ่งึ ประดิษฐานอยใู่ นวหิ ารน้อย ดา้ นหลงั
ซุ้มเรือนแก้วที่ประดิษฐานพระอินทร์แปลง อาจเป็นไปได้ว่าพระวิหารพระอินทร์แปลง
นี้เดิมเป็น พระวิหารที่มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์เป็นพระพุทธรูปประธาน ท้ังน้ี
ด้วยเหตุผลว่า พระวหิ ารนี้หนั หนา้ ไปทางทิศทางตะวนั ตก ซึง่ เปน็ ทศิ ทไี่ มน่ ยิ ม ตาม
คตคิ วามเชื่อทางพระพทุ ธศาสนา แตเ่ นื่องจากเดมิ วัดเส่ือ หรอื วัดเสนาสน์ ในสมยั
อยธุ ยาครง้ั รชั สมัยสมเดจ็ พระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๓-๒๑๙๙) ทที่ รงสถาปนา
น้ัน มคี ลองลอ้ มรอบ ซง่ึ คลองดา้ นทศิ ตะวันตก ซ่ึงเป็นทิศทม่ี กี ารคมนาคมขน้ึ วัด
อีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเพ่ือป้องกันความรู้สึกว่าเป็นอัปมงคล อาจจะสร้างวิหารน้อย
ประดิษฐานพระพทุ ธรูปปางปา่ เลไลยก์นก้ี เ็ ปน็ ไปได้ ดว้ ยความเชอื่ ว่าเปน็ พระพทุ ธ
รูปที่คอยป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆ และเป็นพระพุทธรูปประจ�ำวันของผู้ท่ีเกิดวันพุธ
74
กลางคืนด้วย การประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์น้ีนิยมสร้างส�ำหรับวัดท่ีต้อง
หนั หน้าไปทิศตะวันตกตามแม่นำ�้ ทเ่ี ป็นทางคมนาคม ดังเชน่ วดั ไร่ขงิ จงั หวดั นครปฐม
ดังนั้นพระวิหารน้ีเดิมอาจเป็นพระวิหารพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์มาก่อนก็อาจเป็น
ได้ และเมอื่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงอญั เชิญพระอินทร์แปลงมาแต่
เมืองเวียงจนั ทน์ประดิษฐานที่วดั เส่อื หรอื วัดเสนาสน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ กอ่ นจะโปรด
เกล้าใหบ้ รู ณปฏสิ ังขรณว์ ดั เสื่อใหม่ทงั้ พระอาราม ซึ่งแลว้ เสร็จ พ.ศ. ๒๔๐๖ ระหวา่ ง
การบรู ณะอาจโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ รับทปี่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ปางปา่ เลไลยก์เป็นวหิ าร
น้อย หลงั คาโคง้ คล้ายอุบมงุ ในสถาปตั ยกรรมลาว มปี ระตูชอ่ งโคง้ เลก็ ๆ ทง้ั ๒ ด้านๆ
ละ ๑ ประตแู ละวาดภาพดา้ นขวาขององค์พระเป็นภาพป่าท่มี ีชา้ ง มลี งิ ซึ่งเปน็ สัตว์
ท่ีคอยอุปฐากพระพุทธเจ้าระหว่างที่ประทับอยู่ในป่าแห่งพญาช้างปาลิไลยกะ แต่
ผวู้ าดไดว้ าดภาพมหี มนู่ ายพรานมาไลล่ า่ ด้วย สว่ นด้านซา้ ยขององคพ์ ระวาดภาพตกึ
และบุคคลชายหญงิ ชาวตะวนั ตก ซง่ึ เปน็ การวาดภาพทน่ี ยิ มในรชั สมยั ที่ ๔ - รชั กาลที่ ๕
75
หลวงพ่อพระอุปถัมภ์
(ปางพระพุทธเจ้าทรงพยาบาล
พระภิกษุอาพาธ)
ประวตั คิ วามเป็นมา
ในครง้ั พระพทุ ธกาล พระภิกษุรปู หน่ึง
นามวา่ ติสสะ (พระปตู ิคตั ตตสิ สะเถระ) อาพาธ
(ป่วย) เป็นแผลเปื่อยพุพองไม่มีผู้ดูแลรักษา
พระพุทธองค์ทราบข่าวการป่วย จึงเสด็จพร้อม
ด้วยพระอานนท์ไปดูแลรักษาเอาน�้ำอุ่น ช�ำระ
ร่างกาย พระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมโปรดแก่
พระติสสะ ท�ำให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้ว
ปรินพิ านพระพทุ ธองค์ทรงโปรดให้ทำ� สรรี ะกิจ ของ
พระติสสะและทรงเก็บอัฐิธาตุบรรจุในพระเจดีย์
พระพทุ ธเจ้า ทรงแสดงวา่ ภกิ ษทุ งั้ หลายท่ีพระ
ติสสะเปน็ แผลพุพองน้ัน เพราะชาตกิ ่อน พระติสสะ
เป็นพรานจับนกขายเป็นอาหารนกท่ีเหลือจาก
การขายก็หกั ปีกหักขาไว้ เพ่อื ไม่ใหม้ ันบินหนี ภกิ ษุ
ท้ังหลาย ผลกรรมทง้ั หมดนนั่ สำ� เรจ็ แกต่ ิสสะ ด้วยอ�ำนาจแหง่ กรรมท่ีตสิ สะทำ� แลว้
ในกาลนน้ั น่ันเอง กายของติสสะ เกิดเนา่ เปอื่ ย และกระดกู ทง้ั หลายแตก ก็ดว้ ย
ผลของการทุบกระดกู นกท้ังหลาย ติสสะบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์ กด็ ้วยผลของการ
ถวายอาหารบณิ ฑบาตอันมีรสเลศิ แก่พระขณี าสพดงั นีแ้ ล จากน้ัน พระพทุ ธองค์ ได้
ตรสั ถงึ อานสิ ง การพยาบาลภกิ ษอุ าพาธวา่ “ภิกษุท้ังหลาย ผ้ใู ดปรารถพยาบาล
เราตถาคต ก็พงึ พยาบาลภิกษุอาพาธเถิด”
หลวงพอ่ อุปถัมภ์ ของวดั เสนาสนาราม นเ้ี จ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธ
ปาพจนบด(ี จินตากร มหาเถร) อดตี เจา้ อาวาสวดั ราชบพิธ กรงุ เทพฯ ไดเ้ มตตาถวาย
พระเคชพระคณุ พระเทพสุทธโิ มลี (อสิ ญิ าโณ) อดีตเจา้ อาวาสวัดเสนาสนารามฯ
อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เพ่ือให้สาธุชนกราบไหว้บูชา ปัจจุบันน้ี
เปน็ ทท่ี ราบกนั ทวั่ ไปว่า ผู้ใดกราบสกั การะบูชาอธฐิ านขอพรจะสัมฤทธิ์ ทุกประการ
(โดยเฉพาะเร่อื งโรคภัยไข้เจ็บขอลกู ขอใหม้ ีผูอ้ ุปถัมภ์ มผี ู้ใหค้ วามเมตตา มคี วาม
เจริญในต�ำแหน่งหนา้ ทกี่ ารงาน)
76
พระนริ นั ตราย
พระนริ นั ตราย เปน็ พระพทุ ธรูป
หน่งึ ในจ�ำนวน ๑๘ องค์ ที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั โปรดให้สร้างสำ� หรับ
พระราชทานแดว่ ดั ในสงั กดั คณะธรรมยุติก
นกิ าย จำ� นวน ๑๘ วัด ตามพุทธลกั ษณะ
เป็นพระพุทธรูปทองค�ำ ปางสมาธิเพชร
ศลิ ปะสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ขนาดหนา้ ตกั กวา้ ง
๑๒ เซนติเมตร ขดุ พบทช่ี ายปา่ ท่ี อำ� เภอ
ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซงึ่ มีผูน้ �ำขึน้
ทูลเกล้าฯ ถวายโปรดให้อัญเชิญไว้กับพระ
กรง่ิ ทองคำ� องคเ์ ลก็ ท่หี อเสถยี รธรรมปรติ ร
ต่อมามีผู้โจรกรรมเฉพาะกร่ิง แต่
มิได้เอาพระพุทธรูปองค์น้ีท้ังท่ีเป็นทองค�ำ
หนกั ถึง ๘ ต�ำลึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั มพี ระราชด�ำรวิ ่า พระองค์น้ี
แคลว้ คลาดถงึ ๒ ครัง้ เมื่อแรกทข่ี ุดพบกม็ ิได้น�ำไปทำ� ประโยชน์ ส่วนครงั้ นกี้ ็รอดพ้น
จึงถวายพระนาม “พระนริ ันตราย” แลว้ โปรดให้หลอ่ พระพทุ ธรปู สวมไวช้ ัน้ หนึ่ง จาก
น้ันทรงออกแบบเองเป็นพระพทุ ธรปู ทองคำ� ปางสมาธเิ พชร ครองจวี รอยา่ งธรรมยุติก
นิกายเบื้องหลังท�ำเรอื นแก้ว มีพระมหาโพธ์ิ ยอดเรือนเป็นมหามงกฎุ หลอ่ ด้วยเงนิ แทไ้ ว้
คกู่ นั
พทุ ธศกั ราช ๒๔๑๑ พระดำ� ริวา่ วดั ธรรมยุติฯ เกดิ ขึน้ หลายแหง่ วดั ควรจะมี
ส่ิงของเปน็ ท่รี ะลกึ โปรดใหช้ า่ งหลอ่ พระพุทธรปู ดว้ ยพิมพ์เดียวกับทหี่ ลอ่ พระเงนิ และ
พระทองทค่ี รอบพระนริ ันตรายด้วยทองเหลืองและกะไหลท่ องคำ� จำ� นวน ๑๘ องค์ เท่า
จำ� นวนปที ี่ทรงครองราชย์ และพระราชด�ำริจะหล่อเพม่ิ ขน้ึ ปีละ ๑ องค์ ถวายพระนาม
พระนิรนั ตรายทกุ องค์ ก็สิ้นรชั กาลก่อน
ตราบถงึ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดให้ท�ำกะไหล่
ทองทั้ง ๑๘ องค์ แลว้ พระราชทานแกว่ ดั ธรรมยุติกนกิ าย ตามพระราชประสงค์เดิม
ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนิรันตรายประจ�ำวัดเสนาสนาราม
ราชวรวิหาร เปน็ องคท์ ี่ ๓ ในจำ� นวน ๑๘ องค์ ทีท่ รงประทานแก่วัดท้ังหมด ๑๘ วดั
77
สถานทสี่ ำ� คัญอน่ื ๆ
กุฏิ
กฏุ ิ ที่สำ� คญั คอื คณะตกึ สรา้ งในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว
รชั กาลที่ ๔ เป็นกุฏิตึกสร้างบนฐานเดยี วกนั โดยมีกุฏใิ หญ่เป็นกุฏเิ จ้าอาวาส และมกี ุฏเิ ล็ก
ท่สี ร้างต่อเนื่องรวม ๖ หลงั ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๗ รชั กาลท่ี ๕ ทรงสรา้ งเพ่มิ อีก ๒
คราว รวม ๑๔ หลงั สำ� หรบั พระลกู วดั กลางคณะตกึ มีศาลาโถง มกี ำ� แพงล้อมเชือ่ มกบั
แนวกุฏิ มีซุม้ ประตู ๓ ดา้ น นอกจากนยี้ ังมีกฏุ ไิ ม้ สร้างในรชั กาลที่ ๕ อยูน่ อกก�ำแพง
พัทธสมี า เรียงรายตลอดริมคูวัดมที ้ังทรงไทย ทรงปน้ั หยา และทรงมนิลา ที่ส�ำคญั
คอื ตกึ พระญาณดิลกหรอื กุฏเิ จา้ คุณอาจารย์ เป็นกุฏทิ ่ีสมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ
(วาสนมหาเถระ) อดีตสมเดจ็ พระสังฆราชทรงบรู ณะขึ้นใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๘
78
หอพระไตร
หอพระไตร หอพระไตรปิฎกหรือ
หอไตร สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมเป็นอาคารไม้
ต่อมาช�ำรุดมากจึงร้ือลงและสร้างใหม่
เปน็ อาคารก่ออิฐถอื ปูน ๒ ช้นั แต่ยงั คง
หน้าบันไม้จ�ำหลักของเดิมท่ีแกะสลักพระ
ราชลัญจกร พระมหามงกุฎในรัชกาลที่ ๔
ปัจจุบันเป็นห้องสมุดของวัดและเป็นที่ท�ำการ
ของเสนาสนารามมูลนิธิ
ศาลาการเปรยี ญ
ศาลาการเปรยี ญ สร้างสมยั พระราชเมธากร(หลี สิกขากาโม) เป็น
เจา้ อาวาส ใชเ้ ปน็ ที่ร่วมทำ� บญุ และเปน็ ทีเ่ รียนฝกึ วิปสั สนาของพุทธศาสนกิ ชน
มพี ระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ัยสำ� ริด ศิลปะลา้ นนา เปน็ พระพุทธรปู ประธาน
ศาลาเปล้อื งเคร่อื ง หรือศาลาดิน สร้างสมัยรัชกาลท่ี ๔ เดมิ เปน็
อาคารโถงก่ออิฐถือปูน เป็นที่ส�ำหรับพระมหากษัตริย์ประทับเปล่ียนเคร่ืองทรง
ก่อนเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ต่อมาช�ำรุดทรุดโทรมมากได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่
บนรากฐานเดมิ แล้วเสรจ็ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๗
79
เกยพระราชยาน
เกยพระราชยาน เป็นที่ส�ำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จประทับราชยาน
คานหาม อยู่นอกกำ� แพงพัทธสมี า ใกล้ศาลาดิน ก่อนถึงสะพานเขา้ เขตก�ำแพงวัง
จันทรเกษมทพ่ี ระยาโบราณราชธานนิ ทร์ (พร เดชะคุปต)์ บูรณะ
80
โบราณวตั ถุทสี่ �ำคญั
นาฬิกาโบราณ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี ๕ ทรงถวายสงิ่ ของทรี่ ะลกึ
ในการพระราชพธิ ที รงผนวช แดพ่ ระพรหม
เทพาจารย์ (บุญรอด พรหมเทโว) คอื นาฬิกา
ต้งั โชวศ์ ิลปะยโุ รป และมีขอ้ ความสลกั ไว้อยา่ ง
ชดั เจน
ธรรมาสน์ชนั้ เอก
จ�ำลองแบบพระท่ีนั่งพุดตานทองเท้าสิงห์ ไม้จ�ำหลักลงรักปิดทอง
ประดับกระจกสี ซึ่งพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั รชั กาลที่ ๖ ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างเป็นเครื่องสังเค็ตงานพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อความจารึกอยู่ด้านหลังธรรมาสน์ว่า “ทรง
พระราชอุทศิ ในงานพระบรมศพ” พ.ศ.๒๔๕๖ เหนอื ขึน้ ไปตรงกลางพนักงานหลงั
จำ� หลักเป็นภาพเครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์ จปร ภายใต้พระเกี้ยว
81
ธรรมาสน์ไมจ้ �ำหลกั
พนักสลักโปร่งเป็นลายแก้วชิงดวง ตรงกลางแผ่นพนักพิงเจาะโปร่งเป็น
ลายประจ�ำยามก้ามปูตัวพนักงานกลางเจาะโปร่งตามลายแผ่นหนักประดับข้อความ
บนแผ่นทองแดงเหนือขึ้นไป เป็น
พระลัญจกรรูปบุษบกอยู่เหนืออักษร
พระนาม สท. ลอยบนเมฆ ซง่ึ เป็นอักษร
พระนามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าสุทธาทิพย์รัตน์ กรมหลวง
ศรีรัตนโกสินทร์ในการพระราชทาน
เพลิงพระศพ พุทธศักราช ๒๔๖๖
หีบพระธรรม หรอื หบี พระมาลัยเครอ่ื งสงั เค็ต
งานพระศพสมเด็จพระเจ้าบรม
วงศเ์ ธอเจา้ ฟา้ สุทธาทิพย์รัตน์ กรมหลวง
ศรีรัตนโกสินทร์ ถวายส�ำหรับวัดเสนา
สนารามในการพระราชทานเพลิงพระศพ
พุทธศกั ราช ๒๔๖๖
82
เรือแหวด
“เรือพระทน่ี ัง่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕”
เรือลำ� นี้ เปน็ เรอื พระทนี่ ง่ั ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว
รัชกาลที่ ๕ เม่ือครั้งหนึ่งเสด็จฯ ประทับ ณ พระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้า
ท่ตี ง้ั อยู่ริมแมน่ ำ�้ ปา่ สกั (คลองคูขื่อหนา้ )ตำ� บลหัวรอ อำ� เภอพระนครศรอี ยุธยา เพื่อทรง
ตรวจราชการ
คร้งั หนง่ึ เคยเสดจ็ ทรงเรอื ลำ� นจี้ ากพระราชวงั จันทรเกษม มายงั วดั เสนาสนา
รามราชวรวิหาร เพอ่ื เปลยี่ นฉลองพระองค์ แล้วทรงเสดจ็ ราชการตอ่ ในกรงุ ศรอี ยุธยา
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพ่ือเป็นเรือเสริมยศ
เสริมต�ำแหนง่ แดพ่ ระธรรมราชานุวตั ร (ต่าย วารโณ ป.ธ.๘) เจ้าอาวาสลำ� ดบั ที่ ๒
ของวดั เสนาสนาราม อ�ำเภอพระนครศรอี ยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา เมือ่ พ.ศ.
๒๔๘๒ ภายหลงั ไม่ได้ใชง้ านและผพุ งั ลง พระราชสทุ ธโิ มลี (พนิ จิ วราจาโร) ขณะดำ� รง
สมศักดพ์ิ ระประสาธนส์ ารคุณรักษาการเจา้ อาวาส ไดด้ ำ� เนินการซ่อมเสร็จ เมื่อ พ.ศ.
๒๕๔๔ ปัจจุบนั เกบ็ รกั ษาอยทู่ ี่บริเวณศาลาการเปรียญ พระอารามหลวงวัดเสนาสนา
รามราชวรวหิ าร ชนดิ ของเรอื เรียกวา่ “เรือแหวด”เป็นเรือไม้สักแบบโบราณ ขนาด
สองคนแจวและมีหน้าต่างเป็นบานเลื่อนข้างล�ำเรือทั้งสองด้าน จึงจัดไว้ว่าเป็นมรดก
อันลำ�้ ค่าย่งิ ซ่ึงประเมินค่ามไิ ด้ ควรอนรุ กั ษบ์ �ำรุงรักษาไวค้ งอยู่ สบื ไป
83
พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
84
ประวตั คิ วามเปน็ มา
พระราชวงั จนั ทรเกษม ตั้งอย่บู ริเวณรมิ แมน่ ำ�้ ป่าสกั หรอื ทีเ่ รียกว่า คขู อ่ื หน้า
ในอดีตทางด้านทิศเหนือ มุมตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้กับตลาดหัวรอ
อ�ำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลักฐานตามพระราช
พงศาวดารสนั นิษฐานได้ว่า พระราชวังจนั ทรเกษม หรือวังหน้า สรา้ งขนึ้ ในรัชสมัย
สมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณพุทธศักราช ๒๑๒๐ ดว้ ยมพี ระราชประสงค์ เพ่ือ
ใหเ้ ป็นที่ประทบั ของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช เมื่อทรงด�ำรงต�ำแหน่งพระมหาอุปราช
ครองเมืองพษิ ณโุ ลก
นอกจากน้ียังเคยเป็นท่ีประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชที่
ส�ำคญั ถึง ๘ พระองค์ คอื
- สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
- สมเดจ็ พระเอกาทศรถ
- เจ้าฟา้ สุทัศน์
- สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
- ขนุ หลวงสรศักด์ิ (พระเจา้ เสือ)
- สมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวทา้ ยสระ
- สมเด็จพระเจา้ บรมโกศ
- กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์
ภายหลงั เสยี กรุงศรีอยธุ ยาคร้ังที่ ๒ ในปพี ุทธศักราช ๒๓๑๐ พระราชวัง
จันทรเกษม ไดถ้ กู ทง้ิ ร้างไป จนกระท่งั ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หวั รชั กาลท่ี ๔ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ จึงได้มีการบูรณะและปรับปรงุ พระราชวงั
จันทรเกษมขึ้นใหม่ เพ่ือใช้ส�ำหรับเป็นท่ีประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาส
พระนครศรอี ยธุ ยา และพระราชทานนามวา่ พระราชวงั จนั ทรเกษม ตอ่ มา พระบาท
สมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ ๕ ไดพ้ ระราชทานพระราชวังจนั ทรเกษม
ใหเ้ ป็นท่ที ำ� การของมณฑลกรุงเก่า โดยใชพ้ ระทนี่ งั่ พิมานรัตยา ซึง่ เปน็ หมูต่ กึ กลาง
ของพระราชวงั เปน็ ท่ที �ำการ เม่อื พระยาโบราณราชธานนิ ทร์ ได้เข้ามาด�ำรงตำ� แหนง่
สมุหเทศาภบิ าลมณฑลกรุงเกา่ ได้จัดสร้างอาคารทีท่ ำ� การภาคบริเวณกำ� แพงวัง ดา้ น
ทิศตะวันตกตอ่ กับทิศใต้ แล้วย้ายทีว่ ่าการมณฑลจากพระท่ีนัง่ พมิ านรัตยา มาตง้ั ท่ี
อาคารท่ีทำ� การภาคในขณะนนั้
85
พระราชวงั จนั ทรเกษม ตงั้ อย่บู รเิ วณริมแมน่ ำ้� ปา่ สกั หรือทเี่ รียกว่า คูขอื่
หน้าในอดตี ทางด้านทศิ เหนอื มมุ ทศิ ตะวันออกของเกาะเมอื งอยธุ ยา ใกล้ตลาดหวั รอ
ต�ำบลหัวรอ อ�ำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน เดิม
เป็นพระราชวังโบราณมีฐานะเป็นวังหน้าของกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานพงศาวดาร
กรงุ ศรีอยธุ ยาระบวุ า่ สรา้ งขน้ึ ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธริ าช เม่ือประมาณ
พุทธศักราช ๒๑๒๐ โดยมพี ระราชประสงค์เพ่ือเปน็ ท่ปี ระทบั ของสมเดจ็ พระนเรศวร
มหาราช ซ่ึงขณะนั้นทรงด�ำรงพระอิสริยยศเป็นอุปราชประทับท่ีวังจันทน์ เมือง
พิษณุโลก เมื่อเวลาเสด็จลงมาพระนครศรีอยุธยามักจะมีข้าราชบริวารและทหาร
ตดิ ตามลงมาเปน็ จ�ำนวนมาก ไมม่ ีทปี่ ระทับพกั แรมเปน็ การเฉพาะ สมเด็จพระมหา
ธรรมราชาธิราช พระราชบดิ า จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้สรา้ ง “วังใหม”่ ขึ้น
ทางดา้ นทิศตะวันออกของพระราชวงั หลวง ต่อมาเมอ่ื สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง
อพยพผคู้ นจากหัวเมืองเหนอื ลงมาอยุธยา พระองค์ได้เสดจ็ มาประทับทีว่ งั ใหมน่ ้ี ชาว
เหนือทอ่ี พยพลงมาพกั เรียกวังใหม่น้วี า่ วังจนั ทน์ ตามช่อื วังจันทน์ ที่พิษณโุ ลก เม่อื
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสดจ็ ฯ ขึน้ เสวยราชสมบัติแลว้ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
สถาปนาสมเดจ็ พระเอกาทศรถเปน็ อุปราช ประทับท่วี ังจันทน์ เรยี กวา่ วังจันทนบ์ วร
ครงั้ สมเดจ็ พระเอกาทศรถขน้ึ ครองราชย์ ในปพี ุทธศกั ราช ๒๑๔๘ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้า
ฟา้ สทุ ศั น์พระราชโอรสด�ำรงตำ� แหนง่ อุปราช ประทบั ทวี่ ังจนั ทน์บวร เชน่ กัน จากแผน่ ดิน
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง วังจันทน์บวร
ว่างเว้นจากการประทับของพระมหาอุปราชราว ๔๖ ปี กระทั่งสมัยสมเด็จพระศรี
สธุ รรมราชา พุทธศกั ราช ๒๑๙๙ โปรดเกลา้ ฯ แต่งต้ังสมเด็จพระนารายณม์ หาราช พระ
ราชนัดดาเป็นอปุ ราช ประทับ ณ วังจนั ทน์บวร สนั นษิ ฐานวา่ ช่อื วงั จันทน์บวร คงจะ
ได้มาเปล่ียนเป็น พระราชวงั บวรสถานมงคล หลังจากทส่ี มเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
เสด็จขึ้นครองราชย์ เน่ืองจากสมัยต่อมา คือ รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ราวปี
พทุ ธศกั ราช ๒๒๓๑ โปรดเกล้าฯ แต่งตงั้ หลวงสรศักดิ์ พระราชโอรสเปน็ อุปราช และ
ใหเ้ รยี กต�ำแหน่งนว้ี า่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซ่ึงต�ำแหนง่ นี้คงจะมาจากช่อื ของ
พระราชวังบวรสถานมงคล อันเป็นทป่ี ระทบั ของอปุ ราชนัน่ เอง สว่ นเจ้านาย ทีส่ ังกัด
วังหลงั เรยี กวา่ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และคงจะเป็นแบบอย่างกนั มาจนกระทั่ง
สมัยรัตนโกสินทร์ เม่ือหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) เสด็จขึ้นครองราชย์พุทธศักราช
๒๒๔๖ โปรดเกลา้ ฯ ให้สมเดจ็ พระเจา้ ท้ายสระ พระราชโอรส ด�ำรงตำ� แหนง่ กรม
พระราชวังบวรสถานมงคล ประทบั ทว่ี งั หน้าแหง่ น้ี กระทั่งพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์
86
ในปีพทุ ธศกั ราช ๒๒๗๕ วังหน้าจงึ ตกอยภู่ ายใต้การปกครองของสมเด็จพระเจา้ บรมโกศ
หลังจากที่ทรงกระท�ำพิธีบรมราชาภิเษกในพระราชวังหลวงแล้วก็ยังทรงประทับที่
วังหน้าเป็นเวลา ๑๔ ปี ในเวลาเดียวกนั นีก้ ็ทรงโปรดให้แตง่ ตัง้ กรมขุนเสนาพทิ ักษ์
(เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในระยะแรก ทรงโปรด
ใหป้ ระทับ ณ วงั หลวง กระท่งั พทุ ธศกั ราช ๒๒๘๗ เกดิ เพลงิ ไหมว้ ังหน้า จงึ ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่และโปรดเกล้าฯ ใหักรม
พระราชวงั บวรมหาเสนาพิทกั ษเ์ สด็จมาประทบั ทีว่ งั หน้า ซงึ่ นบั เปน็ อปุ ราชองคส์ ดุ ทา้ ย
ทป่ี ระทับ ณ วังหนา้ แห่งน้ี หลงั จากรัชกาลของพระองค์แล้ว วงั หนา้ ก็ว่างมากระท่ัง
เสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยา ครง้ั ที่ ๒ พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๐ หลังจากน้นั พระราชวงั แห่งนก้ี ็ถูกทิ้ง
รา้ งเหลอื แต่ซากอาคาร กอ่ อฐิ ถอื ปนู เช่นเดยี วกบั โบราณสถานอน่ื ๆ ของกรุงศรอี ยธุ ยา
ระยะเวลาได้ผา่ นไป จนกระทั่งในสมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ จึงไดเ้ ริ่ม
มีการฟื้นฟูบูรณะกรุงเก่าข้ึน อีกคร้ังหน่ึง โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๔ นบั ตง้ั แต่ปพี ทุ ธศักราช ๒๓๙๔ เป็นต้นมา หลักฐาน
จากเอกสารทสี่ ำ� คัญคือ จดหมายเหตุรชั กาลที่ ๔ จลุ ศักราช ๑๒๑๙ (พทุ ธศกั ราช
๒๓๙๕) ได้เร่มิ กลา่ วถงึ พระราชวังจันทรเกษมเป็นครง้ั แรก เมื่อพระองค์ทรงมีสารตรา
ไปถงึ พระยาโบราณกรงุ เกา่ เรอ่ื ง “กรมพทิ ักษ์จะเสดจ็ ขนึ้ ทอดพระกฐนิ ให้เร่งมีการ
ซอ่ มแซมพระราชวงั จันทรเกษม” กลา่ วไดว้ ่า พระราชวงั จันทรเกษมในเวลานนั้ คงได้
เรม่ิ มีการฟืน้ ฟแู ละบรู ณะขนึ้ มาใหม่โดยใหเ้ จ้าพระยามหาศริ ธิ รรม เจา้ เมืองกรงุ เก่าใน
เวลานน้ั เป็นผดู้ ูแล เริม่ จากการสรา้ งกำ� แพงพระราชวงั ในราวปพี ทุ ธศักราช ๒๔๐๐
และในปีต่อมา พระองค์จึงได้เสด็จข้ึนไปทอดพระเนตรการบูรณะพระราชวังจันทร
เกษม รวมทง้ั วัดเสนาสนารามและวดั ขมิน้
หลังจากน้นั ในปพี ทุ ธศักราช ๒๔๐๔ พระองคจ์ งึ ไดม้ พี ระบรมราชโองการ
โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระองคเ์ จ้าชิตเชงิ พงษ์เคราะห์ เป็นแม่กองในการดแู ลการกอ่ สรา้ ง
พระต�ำหนักและพลับพลาท่ปี ระทบั โดยไดท้ รงเรง่ รัด ให้กอ่ สร้างแล้วเสรจ็ โดยเรว็
ในการท่รี ชั กาลท่ี ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ใหฟ้ ้ืนฟู บูรณะพระราชวังจันทรเกษมขึ้นใหม่ เพ่ือ
ใชเ้ ปน็ ทีป่ ระทับในเวลาทีเ่ สดจ็ ประพาสกรุงเกา่ และชอื่ ของพระราชวงั นัน้ เดิมเรียกว่า
“วงั จันทน์บวร” คำ� วา่ “บวร” นน้ั ท�ำใหน้ ึกถงึ วังหน้า เมื่อจะสถาปนาให้เป็นท่ีประทับ
แล้ว จงึ โปรดพระราชทานนามใหมโ่ ดยเตมิ สร้อยข้างทา้ ยวา่ “วังจันทรเกษม” ส�ำหรบั
หมอู่ าคารและพลบั พลาท่ีสร้างขนึ้ ในเวลานน้ั คงไดแ้ ก่ พลบั พลาจัตรมขุ ซึ่งเป็นอาคาร
เครือ่ งไม้ทส่ี รา้ งข้นึ บนฐานพระที่นัง่ องคเ์ ดิม บริเวณประตูดา้ นทิศเหนอื หมู่อาคาร
87
พระท่นี ง่ั พิมานรัตยา ซ่งึ มลี ักษณะเปน็ หมู่ตกึ กลางพระราชวงั หอพศิ ัยศลั ลกั ษณ์ (หอ
สอ่ งกลอ้ ง) ใชส้ �ำหรับทอดพระเนตรดวงดาว โรงละคร ห้องเครือ่ ง และตกึ โรงมา้
พระที่น่ัง เปน็ ตน้
ส่ิงก่อสรา้ งและองคพ์ ระทน่ี ง่ั ต่างๆ นัน้ สนั นษิ ฐานว่าบางส่วนคงมาแล้วเสร็จ
ในรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี ๕ โดยเฉพาะ
กลุ่มอาคารพระทน่ี ่ังพมิ านรัตยา ในปีพุทธศกั ราช ๒๔๓๘ ภายหลังจากท่ีมีการปฏริ ูป
การปกครองเปน็ แบบมณฑลกรงุ เกา่ ขนึ้ โดยรวมหัวเมอื ง ๘ เมือง เขา้ อยู่ในมณฑล
คือ เมืองกรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมอื งสระบรุ ี เมืองลพบุรี เมืองพระพทุ ธบาท เมือง
พรหมบรุ ี เมอื งอนิ ทร์บุรี และเมอื งสิงห์บุรี โดยใหม้ ีทีว่ ่าการมณฑลอยทู่ ี่มณฑลกรุงเกา่
ในปพี ุทธศกั ราช ๒๔๓๙ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมพี ระราชด�ำริ
ใหป้ รบั ปรุงพระราชวังจนั ทรเกษม เพื่อพระราชทานใหส้ �ำหรบั เป็นทว่ี า่ การมณฑลใน
เวลาน้นั โดยทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มเดจ็ พระเจ้านอ้ งยาเธอมรุพงษ์ศริ ิพัฒน์ ขา้ หลวง
เทศาภบิ าลมณฑลกรงุ เก่าในขณะน้ัน เป็นผูด้ แู ลจดั การ ดังปรากฏความในจดหมาย
ราชการมณฑลกรงุ เกา่ เลขที่ ๑๐๔๓๐๕๗ ลงวนั ท่ี ๑๖ กันยายน ร.ศ. ๑๑๗ ความวา่
“มวิ เซียมท่ีน่ี เหมือนมวิ เซยี มทกี่ รงุ เก่า ออกคิดถงึ พระยาโบราณ ฉนั จะแต่ง
หนังสือมิวเซียมน้”ี ข้อความดังกลา่ ว เป็นความในสำ� เนาพระราชโทรเลข ทีพ่ ระบาท
สมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งมาจากเมอื งฮอมเบคิ (HAM-
BURG) ประเทศเยอรมนั เม่อื คราวเสดจ็ พระราชด�ำเนินประพาสยุโรป ครง้ั ที่ ๒ ใน
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๕๑ แสดงให้เหน็ ถึงความสนพระทยั ในกิจการพพิ ธิ ภณั ฑสถาน ซึ่ง
ก�ำลงั ก่อรา่ งสร้างตวั อยใู่ นเวลานัน้ อันเปน็ ชว่ งเวลาเดียวกับท่ี อยุธยาพิพิธภัณฑ์ ใน
พระราชวังจันทรเกษมขณะนั้นก�ำลังเป็นท่ีนิยมเพราะมีการจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่
เช่นเดยี วกบั ยโุ รป
ภายหลังจากท่ีมีการจัดต้ังศาลาว่าการมณฑลกรุงเก่า ภายในพระราชวัง
กรุงเกษม ในปพี ุทธศกั ราช ๒๔๓๙ แลว้ หลวงอนรุ กั ษภ์ ูเบศร์ ขา้ หลวงมหาดไทยใน
มณฑลกรุงเก่าขณะนั้น ก็เป็นผู้หน่ึงท่ีมีความสนใจและศึกษาในงานประวัติศาสตร์
โบราณคดีโดยนิสัย ท่านเป็นผู้ที่ชอบค้นคว้าและเสาะหาความรู้ท้ังจากการอ่านและ
การส�ำรวจโบราณวัตถุในบริเวณมณฑลกรุงเก่า กล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้รู้ท่ีส�ำคัญคน
หน่ึงของมณฑลกรุงเก่าและยังเป็นท่ีโปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๔๔ ท่านได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็น
“พระยาโบราณบรุ ารกั ษ์” ปลัดมณฑลเทศาภิบาล มณฑลกรงุ เก่า และด้วยความ
88
เป็นผู้ท่ีสะสมความรู้ในวิชาโบราณคดีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์
ท่านจงึ ไดร้ วบรวมบรรดาโบราณวตั ถุ ศลิ ปวัตถุ ที่ได้จากท่ีตา่ ง ๆ จากการตรวจตราวัตถุ
เหล่าน้ี มาเกบ็ ไว้ท่พี ระราชวงั จันทรเกษมเปน็ จ�ำนวนมาก จนกระทง่ั ในปพี ุทธศกั ราช
๒๔๔๕ สมเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ซ่ึงด�ำรงตำ� แหนง่ เสนาบดี กระทรวง
มหาดไทย ในเวลาน้นั ไดเ้ สดจ็ ข้ึนไปทอดพระเนตรบรรดาโบราณวัตถุ ศลิ ปวัตถุ ท่ี
พระยาโบราณราชธานนิ ทรไ์ ดร้ วบรวมไว้ จงึ ไดช้ ักชวนให้พระยาโบราณราชธานินทรจ์ ัด
ต้งั ขึน้ เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้พน้ื ทบ่ี รเิ วณโรงม้าพระที่น่ังเปน็ สถานที่เก็บรวบรวมและจดั
แสดงในระยะแรกเรยี กว่า “โบราณพิพธิ ภัณฑ”์
จนกระท่งั เมือ่ วนั ท่ี ๒๓ กุมภาพนั ธ์ พุทธศักราช ๒๔๔๗ พระบาทสมเดจ็
พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ได้เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทอดพระเนตรโบราณพพิ ธิ ภัณฑ์ ที่
พระราชวังจันทรเกษม และได้ทรงลงบันทึกไว้ในสมุดพิพิธภัณฑ์ไว้ว่า “เก็บรวบรวม
ได้มากเกินคาดหมายและจัดเรียบเรียงดี” จากน้ันจึงได้มีพระราชด�ำริโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานญุ าตใหย้ ้ายวัตถุต่าง ๆ จากโรงมา้ พระทน่ี ั่งมาจัดตั้งแสดงไว้
ณ พลับพลาจัตรุ มุข โบราณวัตถุอกี สว่ นหน่งึ ซ่ึงเปน็ ศิลาและโลหะขนาดใหญไ่ ด้กอ่ ฐาน
อฐิ และจดั ตัง้ ไว้ภายในกำ� แพงวงั ทางดา้ นเหนือไปทางตะวันออก และทำ� เป็นระเบยี ง
มุงสังกะสีตามไปตลอดแนวจัดข้ึนเป็นพิพิธภัณฑสถานในพระนครศรีอยุธยา เรียกว่า
“อยธุ ยาพพิ ิธภัณฑสถาน”
ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ ความในส�ำเนาพระราชโทรเลข ดงั กล่าวขา้ งต้นไดม้ มี า
ถงึ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ เมอื่ ความทราบถึงพระยา
โบราณราชธานินทร์ก็ท�ำให้ท่านมีความปลาบปลื้มเสมือนหนึ่งได้รับพระราชทานรางวัล
จากการจดั พพิ ิธภณั ฑ์ในครัง้ นัน้ ความในพระราชหตั ถเลขา ฉบับท่ี ๓๕ ท่ีพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีมาถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้านิภานภดล
วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตตยิ นารี ราชเลขาธิการฝา่ ยในพระองค์เวลานัน้ ได้
กลา่ วถงึ มวิ เซยี มทเ่ี มืองฮอมเบคิ ไว้ว่าน่ารักในวธิ ที เี่ ขาเกบ็ ของ สารพัด อะไรที่ขุดไว้กนั
ไว้เป็นพวกมจี นกระทั่งกระบงุ ขาด รอยไฟไหม้ อย่างเช่น พระยาโบราณมีท่ีกรุงเกา่ นบั
ว่าพระยาโบราณเดินทางถูกต้องแท้...” นับเป็นแนวทางเดียวกับท่ีพระยาโบราณราช
ธานนิ ทร์ ไดจ้ ดั ไวก้ บั พพิ ธิ ภัณฑข์ องทา่ นทีก่ รุงเก่า
89
ดังน้ัน อยุธยาพิพิธภัณฑสถานจึงกลายเป็นสถานที่ส�ำคัญ ท่ีมีท้ังแขกบ้านแขกเมือง
ข้ึนไปเท่ียวชมอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะมีการจัดเรื่องราวของวัตถุ เป็นกลุ่มเป็นพวก แทนที่
จะเป็นแบบคลังเก็บของอย่างท่ีพิพิธภัณฑสถานในกรุงเทพฯ จากนั้นมาในวันท่ี
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๙ กรมศิลปากร จงึ ไดป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาให้อยุธยา
พิพธิ ภัณฑสถานเปน็ พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ ในนาม “พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม”
จึงอาจกลา่ วได้ว่าอยุธยาพพิ ธิ ภณั ฑสถานหรือพิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตจิ ันทรเกษม นบั เปน็
พิพธิ ภัณฑ์ ที่เกดิ ขึ้นในส่วนภูมภิ าคแหง่ แรกของประเทศไทย โบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ บางชน้ิ
ยังไดน้ ำ� ไปจดั แสดงทพี่ พิ ิธภณั ฑสถานพระนคร จนกระทั่งทกุ วันน้ี หรอื แม้แต่ในคราวท่ีจัด
ตงั้ พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ เจ้าสามพระยา ในปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๐๔ ก็ไดน้ �ำโบราณวัตถุ
ศลิ ปวตั ถุท่จี ัดแสดงอยใู่ นพลับพลาจัตุรมขุ พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ จนั ทรเกษม ไปจัด
แสดงดว้ ยเชน่ กัน
พระราชวังจันทรเกษมในปัจจุบนั มีเนอ้ื ที่ ๑๔ ไร่ ๙๓ ตรม. แตใ่ นอดตี นนั้ อาณาเขต
ของพระราชวงั จันทรเกษม มีเนือ้ ท่กี วา้ งขวางกว่าเดิมในปัจจบุ ันมาก ทศิ เหนอื คือ ด้านหน้า
จรดก�ำแพงเมอื ง ทศิ ตะวันตกถึงวัด ขุนแสน ทิศใตถ้ งึ วนั เสนาสนาราม (วัดเสอื่ ) ทศิ ตะวัน
ออกถงึ บริเวณที่ตง้ั ศาลพระนครศรีอยธุ ยา ในปัจจุบัน ในหนังสอื ต�ำนานวังหนา้ ของสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพยงั ได้กล่าวไวว้ ่า “เขตวังหน้า เดมิ กว้าง
กว่าแนวกำ� แพงน้ีมาก วดั เสนาสนาราม วัดขม้ิน ๒ วัด อยู่ในเขตวัง (คร้ังกรุงศรีอยธุ ยา เป็น
วดั ที่ ไมม่ ีพระสงฆ์) เพราะได้เคยขดุ คน้ พบรากฐานพระราชมณเฑยี ร บัวหวั เสา บวั โคนเสา
และฐานระหัดนำ�้ ได้ตามบรเิ วณที่กลา่ วมาแลว้ หลายแหง่ ”
ในค�ำใหก้ ารของชาวกรงุ เกา่ กล่าวถึงพระราชวงั จันทรเกษมไวว้ า่ “มกี ำ� แพง ๒ ช้นั
เหมอื นวังหลวง ก�ำแพงชน้ั นอกสงู ๗ ศอก (๓.๕ เมตร) มีชานสำ� หรับพลทหารประจ�ำหนา้ ท่ี
หนา ๒ ศอก (๑ เมตร) วดั แนวกำ� แพงโดยรอบได้ ๒๔ เส้น (๙๖๐ เมตร) มีประตูใหญ่ขนาด
กว้าง ๔ ศอก (๒ เมตร) ๖ ประตู ประตนู ้อย ๒ ประตู รวม ๘ ประตู สว่ นพระราชมณเฑียร
ของพระมหาอุปราชน้นั ข้างหนา้ มที อ้ งพระโรงส�ำหรบั เปน็ ทีเ่ ฝ้าหลังหนง่ึ (ต่อท้องพระโรง
เข้าไป) มีพระวิมาน ๓ หลัง อยู่ทางทิศเหนือหลงั หนงึ่ ทิศใต้หลงั หน่งึ ทิศตะวันออกหลังหน่งึ
หลงั ตะวนั ออก ตะวนั ตก ยาวตามเหนือไปใต้ อีกหลงั หนึง่ นัน้ ยามตะวนั ออกไปตะวันตก
หลังตะวันออกตะวันตก ๒ หลงั หลังคาทำ� เปน็ ๒ ชั้น แต่หลังใต้นัน้ หลงั คาทำ� เป็น ๒ ช้ัน
หลงั คาทำ� เปน็ ๓ ช้ัน ทป่ี ระทบั พระมหาอปุ ราชทุกหลงั น้ีสลักปดิ ทอง แต่ภายในทาแดง
ตำ� หนกั หลังใต้ เรยี กว่า พระทนี่ ง่ั พิมานรัตยา หลังตะวันตก ตะวันออก เรยี กพระปรศั ว์
ต้งั ราชบัลลังกท์ ่พี ระทนี่ งั่ พมิ านรัตยาทช่ี ลาขา้ งหน้ามีทมิ พัก ๓ หลงั มีคลงั หลังหน่งึ โรงช้าง
๓ หลัง โรงมา้ ๓ หลงั สระนำ�้ สระหน่ึง 90
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและพระบาทสมเด็จ
พระนัง่ เกลา้ เจ้าอยู่หัว ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ใหร้ อื้ ก�ำแพงอฐิ ลงมาสร้างพระนครท่ีกรุงเทพฯ และ
สร้างพระอารามเป็นอันมาก ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๘ พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดิ์มหา
นคั ราธกิ าร (นาก ณ ปอ้ มเพชร) ผู้รกั ษากรุงเกา่ ขณะนนั้ ได้เกล่ือนก�ำแพง ลงเป็นแนวถนน
รอบเกาะเมอื ง (ถนนอู่ทองในปจั จบุ ัน) แนวกำ� แพงพระราชวังจันทรเกษมทีป่ รากฏอยใู่ น
ปจั จบุ ันจงึ เปน็ ก�ำแพงท่ีสรา้ งขึ้นใหมใ่ นสมัยรชั กาลที่ ๔ ในคราวท่ีทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหบ้ รู ณ
ปฏสิ งั ขรณพ์ ระราชวังเป็นก�ำแพงก่ออฐิ ถือปนู มคี วามยาวดา้ นละ ๔ เสน้ (๑๖๐ เมตร) บน
ก�ำแพงประดับด้วยใบเสมาโดยรอบ มปี ระตทู างเขา้ ๔ ด้าน ๆ ละ ๑ ประตู
พระทีน่ งั่ และอาคารต่าง ๆ ภายในพระราชวังจนั ทรเกษม ส่ิงกอ่ สรา้ งท่ีปรากฏอยู่
ในปัจจุบันส่วนใหญส่ รา้ งขน้ึ ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ซึ่งตอ่ มาเปน็ ท่ี
ประทับของพระมหากษตั ริย์และท่ที �ำการมณฑลเทศาภบิ าล จนถงึ รชั สมยั พระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หัวจึงได้มกี ารบูรณะปฏสิ ังขรณ์อาคารตา่ ง ๆ ข้ึนมาอีกคร้ัง
91
สถาปตั ยกรรมพระราชวังจนั ทรเกษม
สิ่งก่อสร้างท่ีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่สร้างข้ึนในรัชสมัย พระบาท
สมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว จากนัน้ จงึ มกี ารใช้งานกนั เรื่อยมา ทง้ั เปน็ ที่ประทับของ
พระมหากษตั รยิ ์ และท่ที ำ� การมณฑลเทศาภิบาล จนกระทัง่ ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว รัชกาลท่ี ๗ จงึ ได้มกี ารซอ่ มแซมและบรู ณะอาคารต่าง ๆ ขึน้ มา
อีกครั้ง ดังน้ี
(๑) ก�ำแพงพระราชวงั ปัจจบุ นั กอ่ เป็นก�ำแพงอิฐมใี บเสมาทับแนวบน มีประตู
ดา้ นละ ๑ ประตู รวม ๔ ด้าน ค�ำใหก้ ารชาวกรุงเกา่ กล่าววา่ แตเ่ ดิมวงั จนั ทรเกษม มี
ก�ำแพง ๒ ชน้ั เชน่ เดยี วกับวงั หลวง
(๒) พลบั พลาจตั ุรมขุ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว โปรดเกล้าฯ ให้
สร้างพลับพลาลักษณะเป็นอาคารจัตุรมุขแฝด ใช้เป็นท้องพระโรงส�ำหรับออกงานว่า
ราชการ และทปี่ ระทับในเวลาเดียวกนั
(๓) พระท่นี ั่งพิมานรตั ยา เป็นหมตู่ ึกกลางพระราชวัง ประกอบดว้ ย อาคาร
ปรศั วซ์ า้ ย อาคารปรศั ว์ขวา พระท่นี ง่ั พิมานรตั ยา และศาลาเชญิ เครื่อง พทุ ธศกั ราช
๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ได้พระราชทานกล่มุ อาคารพระที่นง่ั
พิมานรัตยานี้ ใหเ้ ปน็ ทวี่ า่ การมณฑลกรงุ เก่า
(๔) พระท่นี ่งั พิศยั ศัลลกั ษณ์ (หอสอ่ งกลอ้ ง) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
เจา้ อยู่หัว โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งข้นึ ตามแนวรากฐานเดมิ ทีม่ ีมาต้งั แตส่ มัยสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราช เพอ่ื ทรงใช้เปน็ ทศี่ กึ ษาดาราศาสตร์
(๕) โรงม้าพระทีน่ ่ัง เปน็ อาคารก่ออฐิ ถอื ปูน ๒ ช้นั ตง้ั อยรู่ ิมกำ� แพง ด้านทศิ
ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
(๖) อาคารสโมสรเสอื ป่า สร้างขน้ึ ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้
เจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี ๖ ตรงบรเิ วณก�ำแพงพระราชวังดา้ นทิศตะวนั ออก
(๗) ตกึ ทท่ี ำ� การภาค หรอื อาคารมหาดไทย สร้างขึน้ เมอ่ื ครงั้ พระยาโบราณ
ราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต)์ ด�ำรงตำ� แหน่งสมหุ เทศาภบิ าล มณฑลกรุงเก่า มีลักษณะ
เป็นอาคารชัน้ เดียว สร้างขนานไปกับแนวก�ำแพงด้านทิศตะวันตกต่อกบั ทศิ ใต้
92
วงั จันทรเกษม มิวเซียมที่กรุงเกา่
ในระหว่างที่พระยาโบราณราช
ธานินทร์ ดำ� รงต�ำแหนง่ สมหุ เทศาภิบาล มณฑล
อยุธยา ทา่ นได้ท�ำการศกึ ษา และรวบรวมเร่ือง
ราว รวมทงั้ วัตถุส่งิ ของส�ำคัญในบริเวณกรุงเก่า
และบรเิ วณใกล้เคยี งไวเ้ ป็นจำ� นวนมาก มาเก็บ
รักษาไว้ที่พระราชวังจนั ทรเกษม จนกระทง่ั ในปี
พุทธศักราช ๒๔๔๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำ� รง
ราชานุภาพ ไดท้ รงแนะน�ำให้พระยาโบราณราช
ธานินทร์ จัดตง้ั พิพิธภัณฑ์ เรียกว่า “โบราณพิพธิ ภณั ฑ์” โดยในระยะแรกน้ันใชต้ ึกโรงม้า
พระทีน่ ่ังเปน็ ทเ่ี กบ็ รวบรวม
ต่อมาเมื่อวนั ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พทุ ธศกั ราช ๒๔๔๗ พระบาทสมเดจ็ พระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั มพี ระราชดำ� ริโปรดเกล้าฯ ใหย้ า้ ยวัตถตุ ่างๆ จากโรงมา้ เข้ามา
เก็บรักษาและตั้งแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจัตุรมุข พร้อมท้ังจัดสร้างระเบียง
ตามแนวอาคารดา้ นทิศเหนอื และทศิ ตะวันออก เพอ่ื จดั ตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และ
ประตมิ ากรรมต่าง ๆ ตั้งชอ่ื ว่า “อยธุ ยาพิพิธภณั ฑ”์
พุทธศกั ราช ๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เสด็จประพาสยโุ รป
เมื่อเสด็จถึงเมืองฮอมเบิค ประเทศเยอรมี ทรงมีโทรเลขถึงสมเด็จฯ กรมพระยา
ด�ำรงราชานุภาพ ความว่า “มิวเซียมที่น่ีเหมือนมิวเซียมท่ีกรุงเก่า” ด้วยเหตุนี้เอง
“อยุธยาพพิ ธิ ภณั ฑ์” ในขณะนั้น จึงเป็นท่ีรู้จักของบรรดาผู้สนใจ และรกั ในงานด้าน
ประวัติศาสตรโ์ บราณคดีของชาติ
ตอ่ มา ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๙ กรมศิลปากร ไดป้ ระกาศให้อยธุ ยา
พพิ ธิ ภัณฑ์เป็นพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ ในนาม “พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม”
ปัจจบุ ันไดม้ กี ารจัดแสดง นิทรรศการถาวรภายในพระท่ีน่งั และอาคารตา่ งๆ
ดงั นี้
93
พลบั พลาจัตรุ มุข
เป็นห้องที่ระลึก พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท่ี ๔ จัดแสดง
เคร่ืองใช้ส่วนพระองค์ท่ีมีอยู่เดิมภายในราชวัง
แห่งน้ี ไดแ้ ก่ พระแท่นบรรทม พระราชอาสน์
พร้อมเศวตฉัตร พระบรมฉายาลักษณ์และ
เคร่ืองราชูปโภคตา่ งๆ ที่หาชมไดย้ าก
พระที่นัง่ พมิ านรัตยา
จัดแสดงโบราณศิลปวัตถุสมัยต่างๆ ที่พระยาโบราณราชธานินทร์เก็บ
รวบรวม ได้แก่ ประตมิ ากรรมท่สี ลกั จากศิลา เช่น เทวรูปและพระพุทธรูปนาคปรก
ศิลปะสมัยลพบรุ ี กลุ่มพระพุทธรูปสำ� รดิ สมัยอยธุ ยา ท่ีพบในพระพาหาซา้ ยของพระ
มงคลบพิตรและพระพุทธรูปทรงเคร่ืองสมัยอยุธยาตอนปลายท่ีมีความวิจิตรงดงาม
รวมทั้งพระพมิ พแ์ บบต่างๆ ทพี่ บจากกรวุ ัดมหาธาตแุ ละวดั ราชบูรณะ นอกจากนย้ี งั
มเี ครอื่ งไม้จ�ำหลกั ฝีมือ ชา่ งอยุธยาตอนปลาย และรัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น ที่ประณีต
งดงามอกี หลายชิน้ จดั แสดงรวมอยู่ด้วย
94
อาคารมหาดไทย
“อาคารมหาดไทย” หรือ ตึกทีท่ ำ� การภาค เปน็
อาคารรปู ตัว L กอ่ อิฐถือปูน หลังคามงุ กระเบ้ือง ตงั้ อยู่
ชิดกำ� แพง พระราชวังดา้ นทศิ ตะวนั ตกต่อกับทิศใต้ ขนาด
กวา้ ง ๑๐.๐๐ เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว ๕๐.๐๐ เมตร
ด้านทิศใตย้ าว ๖๕.๐๐ เมตร สรา้ งข้นึ ในสมัยรัชกาลท่ี ๖
ครง้ั พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคปุ ต)์ เป็นสมุห
เทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ใช้เป็นตึกท่ีท�ำการภาคต่อมา
จนกระทง่ั เปลย่ี นแปลงการปกครอง พทุ ธศักราช ๒๔๗๕
หลังจากนนั้ ยังได้ใช้เปน็ ทีท่ ำ� การของอยั การจงั หวดั สำ� นักงาน
ตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ส�ำนักงานสหกรณจ์ งั หวดั และสำ� นกั งาน
คลงั เขต ๑ จนกระทั่ง พุทธศกั ราช ๒๕๓๖ จึงไดส้ ่งคนื ให้
เปน็ ทท่ี ำ� การของพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ จนั ทรเกษม
95
หอพศิ ัยศลั ลักษณ์ (หอดูดาว)
หอพิศัยศัลลักษณ์ เป็นอาคารทรงหอ
๔ ช้นั ขนาดของ ๑๕.๘๐ เมตร X ๑๗.๐๐ เมตร
สูง ๒๒ เมตร อาคารตัง้ อยู่รมิ ก�ำแพงทางดา้ นทิศ
ตะวนั ออกเฉียงใต้ ได้รับการสนั นิษฐานว่า สรา้ ง
ข้ึนเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช และไดพ้ ังลงกอ่ นเสยี กรุงศรอี ยธุ ยาคร้ังที่ ๒
สมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างข้ึนตาม
รากฐานเดิมแล้วพระราชทานนามว่าหอพิศัย
ศลั ลักษณ์ ใช้เปน็ ท่ีประทบั ทอดพระเนตรดวงดาว
ตอ่ มาเมือ่ พน้ื ทีภ่ ายในพระราชวังจันทรเกษม ถกู ใช้
เป็นที่ท�ำการมณฑลกรุงเก่า จึงท�ำหน้าที่เป็นหอ
สังเกตุการณ์และติดเคร่ืองสัญญาณเตือนภัยของ
มณฑลกรงุ เกา่
96
ศาลาเชิญเครอ่ื ง
ต้ังอยู่ทางด้านทิศใต้ของกลุ่มพระที่นั่ง
พิมานรัตยา เป็นลกั ษณะอาคารแบบโถงตะวัน
ตกหลังคามุงกระเบ้อื ง หอพิศัยศลั ลกั ษณ์ เป็น
อาคารทรงหอ ๔ ชั้น ขนาด ๑๕.๘๐ เมตร X
๑๗.๐๐ เมตร สูง ๒๒ เมตร ตง้ั อยู่รมิ ก�ำแพง
ด้านทิศตะวันออกเฉยี งใต้ สนั นิษฐานวา่ สร้าง
ครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
และได้พังลงมาตั้งแต่ก่อน เสียกรุงศรีอยุธยา
คร้ังที่ ๒ สมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้าง
ขึ้นตามรากฐานเดิมแล้วพระราชทานนามว่า
หอพิศัยศัลลักษณ์ ใช้เป็นท่ีประทับทอดพระเนตร
ดวงดาว ต่อมาเม่ือพ้ืนที่ภายในพระราชวัง
จันทรเกษม ถูกใช้เป็นท่ีท�ำการมณฑลกรุงเก่า
จึงท�ำหน้าท่ีเป็นหอสังเกตการณ์และติดเคร่ือง
สัญญาณเตือนภยั ของมณฑลกรงุ เก่า
97
อาคารสโมสรเสอื ปา่
เป็นอาคารก่ออิฐถอื ปนู ทรงปั้นหยาช้นั เดยี ว หลงั คามุงกระเบ้ือง ขนาด ๑๑.๒๐ X
๒๐.๐๐ เมตร ตัง้ อยดู่ า้ นหลังพระทนี่ ัง่ พิมานรตั ยา สรา้ งข้ึนในสมยั รัชกาล พระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั ใชส้ ำ� หรับเป็นทช่ี มุ นุมกองเสอื ป่าส�ำหรับมณฑลกรงุ เก่า ภายหลงั
เปน็ ที่ตัง้ “สำ� นกั งานหอสมุดแหง่ ชาติ”
โรงมา้ พระทีน่ ัง่
เป็นอาคารกอ่ อฐิ ถือปูน ขนาด ๖ เมตร ๑๗ เมตร ต้ังอยรู่ ิมกำ� แพงด้านทิศตะวนั ตก
เฉียงเหนือ สร้างสมัยรชั กาลที่ ๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระยาราชธานินทร์ ใช้เป็นท่ีตงั้
โบราณพิพิธภณั ฑ์
98
การเดนิ ทางสวู่ ัดเสนาสนาราม ราชวรวหิ าร
(แผนทกี่ ารเดินทางสู่วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร)
วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขท่ี ๑๐๑ หมู่ ๑๐ ถนนอู่ทอง
ต�ำบลหวั รอ อำ� เภอพระนครศรีอยุธยา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา สามารถเดนิ ทาง
มายงั วดั ไดอ้ ยา่ งสะดวก ท้งั ทางรถยนต์และทางรถไฟ
99
การเดินทางโดยรถยนต์
๑. ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ (ถนนพหลโยธิน) ผา่ นประตนู �้ำพระอนิ ทร์ แล้ว
แยกเขา้ ทางหลวงหมายเลข ๓๒ เลยี้ วซา้ ย ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ เข้าสู่
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
๒. ใชท้ างหลวงหมายเลข ๓๐๔ (ถนนแจ้งวฒั นะ) หรือทางหลวงหมายเลข
๓๐๒ (ถนนงามวงศ์วาน) เลย้ี วขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๖ (ถนนติวานนท)์
แล้วข้ามสะพานนนทบุรีหรือสะพานนวลฉวีไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเส้นทาง
ปทุมธาน-ี สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข ๓๑๑๑) เล้ยี วแยกขวาทอ่ี �ำเภอเสนา
เขา้ สู่ทางหลวงหมายเลข ๓๒๖๓ เขา้ สู่จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา
๓. ใชเ้ สน้ ทางกรงุ เทพฯ-นนทบุร-ี ปทมุ ธานี ทางหลวงหมายเลข ๓๐๖ ถึง
ทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ แล้วไปแยกเข้า
ทางหลวงหมายเลข ๓๓๐๙ ผ่านศูนยศ์ ลิ ปาชีพบางไทร อำ� เภอบางปะอิน เข้าสู่จังหวดั
พระนครศรีอยธุ ยา
เมอื่ เดินทางถงึ อำ� เภอพระนครศรีอยุธยาแลว้ ใหม้ งุ่ สถู่ นนอทู่ อง ให้เลี้ยวเข้าซอย
วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร หรอื หากเดนิ ทางมาทางถนนคลองมะขามเรียง ใหเ้ ลี้ยว
เขา้ ซอยปา่ มะพรา้ ว ๔
การเดนิ ทางโดยรถไฟ
การเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถใช้บริการรถไฟโดยสารท่ีมี
ปลายทางส่ภู าคเหนอื และภาคตะวันออกเฉยี งเหนือซึ่งมีบรกิ ารทุกวนั ขบวนรถไฟจะ
ผ่านจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยาในเขตอำ� เภอบางปะอนิ อ�ำเภอพระนครศรีอยุธยา และ
อ�ำเภอภาชี การเดินทางสวู่ ัดเสนาสนารามราชวรวหิ าร ให้ท่านลงทีส่ ถานอี ยุธยา
100