The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครุนิพนธ์เล่มใหญ่ สมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tem Kanokwan, 2023-03-22 00:34:23

ครุนิพนธ์เล่มใหญ่ สมบูรณ์

ครุนิพนธ์เล่มใหญ่ สมบูรณ์

การพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC กนกวรรณ ชูชัยศรี สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา


[1] ชื่อเรื่อง การพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ชื่อผู้เขียน กนกวรรณ ชูชัยศรี ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ แนวการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่โดยการใช้กระบวนการทาง ปัญญา(กระบวนการคิด) กระบวนการทางสังคม(กระบวนการกลุ่ม)และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมใน การเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญต้องจัดให้สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถและความถนัดเน้นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ใช้หลากหลายวิธีหลากหลาย แหล่งความรู้ สามารถพัฒนาปัญญาอย่างหลากหลายคือ พหุปัญญา รวมทั้งเน้นการวัดผลอย่างหลากหลายวิธี ผู้พัฒนาจึงเห็นสมควรว่าการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC สามารถพัฒนาความรู้เพื่อนสร้างองค์ความรู้ได้ดี เนื่องจากแพลตฟอร์ม Thai MOOC เป็นการศึกษาผ่านวิดีโอ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เอกสารประกอบการสอน และเป็น แพลตฟอร์มที่มีการยอมรับที่สนับสนุนในด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิด (Thailand Massive Open Online Course) อยู่ภายใต้การกำกับของโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ส่งผลทำให้การ พัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สร้างความน่าสนใจและสร้างแรงจูงใจ ในการพัฒนา นอกจากนี้เนื้อหาการเรียนมีการเรียงลำดับจากเนื้อหาที่ง่ายไปยังเนื้อหาที่มีความยาก อีกทั้งใน แต่ละบทเรียนมีอาจารย์ประจำหลักสูตรจึงทำให้การพัฒนาศึกษาในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ผู้พัฒนาได้มีการทำ แบบทดสอบผ่านเกณฑ์ พบว่า ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และเนื้อหามีความสอดคล้องกับการศึกษาการสร้างสื่อ สมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC คำสำคัญ : สื่อสมัยใหม่ , ศตวรรษที่ 21 , ไทยมุก


[2] Research Self-development in creating modern media for learning in the 21st century using the Thai MOOC platform. Researcher Kanokwan Choochaisri Academic year : 2022 Abstract The concept of learning management in the 21st century is student-centred teaching and learning. It is a teaching and learning approach that emphasizes learners to create new knowledge and invent new things by using intellectual processes (thinking processes), social processes (group processes), and learners to interact and participate in learning. Able to apply knowledge in which the teacher has the role of facilitating the learning experience for the students. The student-centered teaching and learning management must be consistent with their interests, abilities and aptitudes, emphasizing the integration of knowledge in various fields of study. use a variety of methods various sources of knowledge Able to develop a variety of intelligences, namely multiple intelligences, including emphasizing measurement in a variety of ways Developers therefore agree that self-development in modern media creation for learning in the 21st century using the Thai MOOC platform can develop knowledge to create a body of knowledge well. Because the Thai MOOC platform is a video education. Tests before and after class teaching materials And is a platform that is accepted and supported in the management of open online teaching (Thailand Massive Open Online Course) under the supervision of the Thai Cyber University Development Project As a result, self-development in creating modern media for learning in the 21st century creates interest and motivation for development. In addition, the learning content is sorted from easy to difficult content. In addition, each lesson has a full-time teacher, so the development of this study went well. The developer has done a test through the criteria, found that it passed the specified criteria. Keywords : Modern media , 21st century , Thai MOOC


[3] สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย.............................................................................................................. ............ (1) บทคัดย่อภาษาอังกฤษ..................................................................................................................... (2) สารบัญ..................................................................................................................... ....................... (3) บทที่ 1 บทนำ.............................................................................................................. 1 หลักการและเหตุผล............................................................................................... 1 จุดมุ่งหมายของการพัฒนา.................................................................................... 3 ขอบเขตของการพัฒนาตนเอง................................................................................ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................... 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.................................................................................... 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง....................................................................... 5 การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ............................................................. 5 ทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ................................................ 6 ความรู้เบื้องต้นสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้.............................................................. 13 สื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้...................................................................................... 13 ความสำคัญของสื่อการเรียนการสอน..................................................................... 14 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.................................. 16 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ClassDojo…………… 16 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Mentimeter…...... 17 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Padlet……………… 17 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Quizizz…………….. 18 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Zeetting………….. 19 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Infographic……… 20 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Animation………. 21 แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC…………………………… 21 ความหมายและลักษณะสำคัญของ MOOC…………………………………………………… 21 ประโยชน์ของ MOOC………………………………………………………………………………… 24 องค์ประกอบของ MOOC…………………………………………………………………………… 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................ 25


[4] สารบัญ หน้า บทที่ 3 วิธีการดำเนินการพัฒนา……………………………………………………………………………. 28 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง............................................................................... 28 ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง............................................................................................ 28 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................................ 28 การวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................................... 29 บทที่ 4 ผลการดำเนินการ................................................................................................ 30 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................. 30 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................... 30 ผลการพัฒนาตนเอง.................................................................................................... 30 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ....................................................................... 32 สรุปผลการพัฒนาตนเอง............................................................................................. 32 อภิปรายผลการพัฒนา................................................................................................. 32 ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาครั้งต่อไป......................................................................... 32 บรรณานุกรม.................................................................................................................. ........................ 33 ภาคผนวก...................................................................................................................... ........................ 35 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา................................................................................... 36 ภาคผนวก ข เอกสารประกอบการเรียนรู้ในการพัฒนา.............................................................. 41 ภาคผนวก ค ภาพประมวลการพัฒนาตนเอง.............................................................................. 54 ประวัติผู้วิจัย................................................................................................................... ............. 55


บทที่ 1 บทนำ หลักการและเหตุผล การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการทรัพยากรมนุษย์การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้าน การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ ความสำคัญดังกล่าวเห็นได้จากกรอบนโยบายเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ระยะ พ.ศ. 2554-2563ที่สนับสนุนการสร้างนวัดกรรมทางการ เรียนรู้ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา โดยสร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนโดยกำหนดให้สถาบันการศึกษาต้อง นำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น สื่อการเรียนการสอนจึง มี ความสำคัญและมีคุณค่าต่อผู้เรียน เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียน เข้าใจเนื้อหาในบทเรียนง่าขขึ้นในระยะเวลาอันสั้น และช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ความรู้ความสามารถและทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ และในมาตรา 22 กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอบที่มุ่งเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญและวางแนวทางการจัดการศึกษายึดหลักให้ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2550 - 2554 มี เป้าประสงค์โดยการเรียบรู้ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เป็นการเรียนรู้โดยใช้ไอซีทีเป็นฐาน (ICT-Based Learning) ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการจัดการเรียน การสอนและการเรียนรู้ที่หลากหลายและเพียงพอ ทั้งในลักษณะหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ และในลักษณะอื่นๆ ที่สอดรับกับความต้องการและความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการเรียนรู้ของผู้สอบ จัดการเรียนรู้และการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน (เกียรติศักดิ์ พันธ์ ลำเจียก, 2549) การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงทักษะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เบื้องต้นทั้งเรื่องของฮาร์ดแวร์ ชอ ฟต์แวร์ ส่วนติดต่อผู้ใช้ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน รวมไปถึงการใช้ อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ( Peripherals) ต่าง ๆ (แววตา เตขาทวีวรรณ, 2558) แต่ทักษะของการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพนั้นควรประกอบไปด้วยทักษะในการใช้ความหลากหลายของการใช้งาน เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการทำงานของเทคโนโลยีที่ต้องรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมี ประสิทธิภาพ ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และประเมินสารสนเทศดิจิทัลทักษะการทำงานร่วมกันทางออบไลน์ และทักษะการสร้าง


2 ความตระหนักรู้ในการใช้เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้เราเรียกว่าเป็น "ทักษะการรู้ดิจิทัล" (เด่นพงษ์ สุดภักดี, 2557) "การรู้ดิจิทัล" หรือ "Digital Literacy" เป็นความฉลาดรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับดิจิทัล ซึ่งเป็นความสามารถในการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ITC) เช่น คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจึงเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับ การรับมือกับการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) ซึ่งประเทศไทยมีการปรับตัวกับการปฏิวัติดิจิทัลผ่านการ ออกนโยบายและกฎหมาย ดังนี้นโยบายเศรษฐกิจแบบดิจิทัลหรือ (Digital Economy) เป็นยุทธศาสตร์ที่ สำคัญของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลก และสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ ได้ (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล , 2016) นโยบายประเทศไทย 4.0 เป็นโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่บน วิสัยทัศน์ที่ว่า"มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" ที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เพื่อปรับแก้ จัดระบบ ปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญสามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบ ใหม่ๆ ในศตวรรษที่21 ได้ (บวร เทศาริ่นทร์, 2557) นโยบายพัฒนากำลังคนดิจิทัล หรือ (Digital Workforce) รัฐบาลได้วางนโยบายปฏิรูปประเทศไทยสู่ดิจิทัลไทยแลนด์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัล พ.ศ.2559-2563 เพื่อเตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยเป้าหมาย คือ ต้องมุ่งเน้น การสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วัยทำงานให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมี ประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพ (Tech Talk Thai, 2016) พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2559 ตั้ง "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" เป็นกระทรวงใหม่ที่มาแทนที่ "กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร" ทักษะการรู้ดิจิทัลเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ที่ผู้ใช้ควรมี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อค้นหา ประเมิน สร้าง และสื่อสารสารสนเทศดิจิทัล โดย ใช้ทั้งทักษะพุทธิพิสัยและ ทักษะทางเทคนิคโดยเป็นการใช้งานอย่างมีวิจารณญาณและมีความตระหนักรู้ทาง สังคม ดังนั้นทักษะการรู้ดิจิทัลจึงเป็นทักษะที่สำคัญในยุคปัจจุบันและอนาคต ซึ่งถูกกำหนดเป็นทักษะสำคัญ ของการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 และเป็นสมรรถนะหลักในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกลุ่มสหภาพยุโรป (แววตา เตซาทวีวรรณ, 2558) การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) สำหรับการเรียนในศตวรรษที่ 21 นั้นถือเป็น เรื่องสำคัญเนื่องจากการเรียนในปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปด้วยการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่าง แลปท็ อป แท็บเล็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ การส่งข้อมูลผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนผ่านสื่อ สังคมออนไลน์สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปทำให้ความรู้และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มีแค่ ความรู้ในเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงทักษะด้านข้อมูลและการสื่อสาร ทักษะในการคิดและการแก้ไข ปัญหา ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และทักษะในการรู้จักใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสมัยใหม่อย่าง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (วงศ์กิจรุ่งเรือง & จิตฤกษ์, 2554) กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ดิจิทัล เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ออกแบบ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เกิดขึ้นแก่นักเรียนและนำนักเรียนไปสู่เป้าหมายหรือจุดประสงค์การเรียนรู้กำหนดไว้ ได้ (อากรณ์ ใจเที่ยง, 2546) เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้และเป็นพื้นฐานกับเยาวชนในปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีทักษะ ดิจิทัลสำหรับสังคมใหม่ ได้แก่ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สื่อต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความ รับผิดชอบต่อสังคม และสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ การพัฒนาทุนมนุษย์สู่ยุค ดิจิทัลด้วยการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรทุกกลุ่มให้มีความรู้และทักษะที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตในยุค ดิจิทัลมีความสามารถในการพัฒนาและใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีความตระหนัก ความรู้ ความ


3 เข้าใจ และมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม, 2559) สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ผสมผสานรูปแบบ การนำเสนอ ข้อมูลข่าวสารเพื่อก่อให้เกิดการรับรู้ที่หลากหลายต่อกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยินเสียง รวมไปถึง ความสามารถในการได้ตอบกับสื่อทำให้มีการนำสื่อมัลติมีเดียมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนอย่าง แพร่หลาย เนื่องจากเป็นสื่อที่สามารถสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาได้ดี สื่อ สามารถโต้ตอบกับปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนรับทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ทันที นอกจากนี้การ ใช้สื่อมัลติมีเดียยังประหยัดกำลังคน เวลา และงบประมาณ โดยลดความจำเป็นในการใช้ผู้สอน หรือเครื่องมือที่ มีราคาแพงหรืออันตราย และเมื่อนำสื่อมัลติมีเดียนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บทำให้สื่อสามารถ เข้าถึงผู้เรียนได้ในวงกว้างมากขึ้น (นัฐกร สงคราม, 2553) ดังนั้นผู้พัฒนาจึงเห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับการสอนด้วยสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เนื่องจาก ปัจจุบันการสอนที่ใช้เครื่องมือออนไลน์มีผลต่อการพัฒนาความรู้ และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตนเอง 1. เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ขอบเขตของการพัฒนาตนเอง 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง ดำเนินการพัฒนาตนเองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง รวมระยะเวลาทั้งหมด 15 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น การพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ แพลตฟอร์ม Thai MOOC ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ด้านทการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกับผู้พัฒนาจึงกำหนดความหมายคำศัพท์เฉพาะสำหรับการพัฒนา ดังต่อไปนี้ 1. สื่อสมัยใหม่ หมายถึง สื่อที่เอื้อให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารทำหน้าที่ส่งสารและรับสารได้พร้อม กันเป็นการสื่อสารสองทาง และสื่อยังทำหน้าที่ส่งสารได้หลายอย่างรวมกัน คือ ภาพ เสียง และข้อความไป พร้อมกัน โดยรวมเอาเทคโนโลยีของสื่อดั้งเดิม เข้ากับความก้าวหน้าของระบบเทคโนโลยีสัมพันธ์ ทำให้สื่อ สามารถสื่อสารได้สองทางผ่านทางระบบเครือข่ายและมีศักยภาพเป็นสื่อแบบประสม (Multimedia) ปัจจุบันสื่อสมัยใหม่พัฒนาขึ้นหลากหลาย ที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากขึ้น (Burnett, R. and Marshall D. P. 2003: 40-41)


4 2. ศตวรรษที่ 21 หมายถึง ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมีความตื่นตัวและ เตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลก ในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น ผู้สอนจะต้องตื่นตัวและพัฒนาตนเองเพื่อสามารถที่จะสร้างสื่อสมัยใหม่ให้ผู้เรียนได้ ศึกษา และตรงต่อความต้องการในยุคปัจจุบัน 3. แพลตฟอร์ม Thai MOOC หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่รองรับการศึกษาโดยการออกเกียรติบัตรเพื่อยืนยันการศึกษา ในการพัฒนา ตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้พัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดการเรียนการสอนที่ตรงกับในยุคปัจจุบัน


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยแพลตฟอร์มเพื่อ การเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC ซึ่งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 1.1 ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 1.2 ทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2. ความรู้เบื้องต้นสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ 2.1 สื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ 2.2 การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน 3. เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3.1 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : ClassDojo 3.2 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Mentimeter 3.3 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Padlet 3.4 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Quizizz 3.5 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Zeetting 3.6 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Infographic 3.7 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Animation 4. แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC 4.1 ความหมายและลักษณะสำคัญของ MOOC 4.2 ประโยชน์ของ MOOC 4.3 องค์ประกอบของ MOOC การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันโลกมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างรวมเร็ว การศึกษามีนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ต้อง มีการปรับตัวด้านการสอนให้เข้ากับยุคปัจจุบัน วิจารณ์ พานิชย์(2555:11) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่าการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการ เตรียมคนไปเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง พลิกผัน และคาดไม่ถึง คนยุคใหม่จึงต้องมีทักษะที่สูง ในการเรียนรู้และปรับตัว ครูเพื่อศิษย์ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะของการเรียนรู้ด้วยและในขณะเดียวกันต้องมี ทักษะในการทำหน้าที่ครูในศตวรราที่ 21 ซึ่งไม่เหมือนการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ 20 หรือ 19 สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2556:13) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่า วรรณกรรมด้าน การศึกมาร่วมสมัยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองและการทำงานใน ศตวรรมที่ 21 นั้นค่อนข้างแตกต่างจากศตวรรมที่ 20 บางทักษะแม้จะมีลักษณะถาวร กล่าวคือ มีความสำคัญ มาในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เฉพาะในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะ 4C คือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การสื่อสาร (Communication) และการทำงานเป็นทีม


6 (Collaboration) ทักษะชุดใหม่ที่จำเป็นในบริบทของศตวรรษใหม่ เช่น ทักษะด้านสารสนเทศเละการสื่อการ (Information and Communication Technologies ICTs) ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ การเมืองสังคม และวัฒนธรรมอย่างรอบด้านซึ่งสามารถสรุปว่าเหตุผล 3 ประการ ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่ นั้นคือ รูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป การพึ่งพาอาศัยในระดับโลกที่เพิ่มมากขึ้นและภูมิทัศน์ในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป วรางคณา ทองนพคุณ (2556:8-9) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่าการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติ ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ เพื่อใช้ใน การดำรงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะอ้างถึงรูปแบบ (Model) ที่พัฒนามาจาก เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) ที่มีชื่อย่อว่าเครือข่าย P21 นันทวัน จันทร์กลิ่น (2557:20) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่าการกำหนดความสำคัญ และแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการจัดการศึกษาทุกระดับเน้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดชั้นสูงจึงจำเป็นต้องบูรณา การทั้งด้านศาสตร์ต่าง ๆ และบูรณาการการเรียนในห้องเรียนและชีวิตจริง จากแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ข้างต้น ผู้พัฒนาสรุปได้ว่าการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้คนรู้จักคิด เรียนรู้ ทำงาน แก้ปัญหา สื่อสารและร่วมมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลไปตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นยุคที่เปลี่ยนแปลง ไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยการเตรียมคนไปเผชิญการเปลี่ยนแปลงซึ่งคน ยุคใหม่จึงต้องมีทักษะที่สูงในการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ในด้านรูปแบบเศรษฐกิจการ พึ่งพาอาศัยในที่เพิ่มมากขึ้นและภูมิทัศน์ในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัด การเรียนรู้โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวทางปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่คือ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการเรียนดำรงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน ทักษะครูในศตวรรษที่ 21 วิจารณ์ พานิช (2553) ระบบการศึกษาในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องค้นหายุทธศาสตร์ใหม่ใน การพัฒนา แนวโน้มการจัดการศึกษาจำเป็นต้องบูรณาการทั้งด้านศาสตร์ต่าง ๆ การศึกษาที่ถูกต้องสำหรับ ศตวรรษใหม่ต้องเรียนให้บรรลุ ทักษะ คือทำได้ต้องเรียนเลข จากรู้วิชาไปสู่ทักษะในการใช้วิชาเพื่อดำรงชีวิตใน โลกแห่งความเป็นจริง และบูรณาการเรียนในห้องเรียนและชีวิตจริง สามารถดึงความสามารถ ความคิด ทัศนคติของตัวนักเรียนออกมาได้มากที่สุด ดังนั้น การสร้างเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งสตวรรษที่ 21 จึงได้ถูกสร้างขึ้นผ่านฐานความคิดและกระบวนการวิจัยที่เน้นทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งครูมีบทบาทหน้าที่ เป็นผู้แนะนำและทำโครงการการเรียนรู้ร่วมกัน


7 ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2556) ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคของการทำหน้าที่ของครู คือ มีภาระงานอื่น นอกเหนือจากการสอน จำนวนครูไม่เพียงพอ สอนไม่ตรงกับวุฒิขาดทักษะทางด้านไอซีที ครูที่สอนหนักมัก ส่งผลให้เด็กเรียนมากขึ้น ครูขาดอิสระในการจัดการ และครูรุ่นใหม่ที่ยังขาดความเชี่ยวชาญทั้งการสอน วิชาการและคุณลักษณะความเป็นครู ขาดประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้สะท้อนได้ ถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะครู ให้มีระดับความรู้ ความสามารถ นั่นคือทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็น ทักษะที่สามารถตอบสนองความต้องการของครูและผู้เรียนได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้การเรียนการสอนเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ทักษะที่จำเป็นสำหรับครูในสตวรรบที่ 21 ควรมีอยู่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันและอนาคตได้ สำหรับผู้ที่มีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม จะสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเป็นทักษะในด้านเป็นตัวกำหนดความพร้อมเพื่อเข้าสู่โลกแห่ง การทำงานและการเรียนรู้ ประกอบด้วยทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมี วิจารณญาณและแก้ไขปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม นักวิชาการได้กล่าวถึงทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมไว้อย่างหลากหลาย ดังต่อไป World Health Organization (1994 pp.1-3) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ มีส่วน สนับสนุนในการตัดสินใจและแก้ปัญหาในการค้นคว้าหาทางเลือกต่าง ๆ นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์ยังช่วย ให้สามารถนำประสบการณ์มาใช้ในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่าง เหมาะสม สุนันท์ สังข์อ่อง (2555:34-36) ได้เสนอทักษะของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ประกอบด้วย 1) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) กระบวนการความคิดได้มา จากหลายๆ วิธีการ เช่น การระดมสมอง สร้างสิ่งใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีคุณค่า แนวคิดสร้างขึ้นจากการทบทวน ขัดเกลาวิเคราะห์และประเมินเพื่อ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) การปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์กับคนอื่น ๆ (work creativity with others) สร้างและสื่อสารแนวคิดใหม่ ๆ ให้ผู้อื่นทราบอย่างมีประสิทธิภาพ ใจกว้าง และขอมรับแนวทางใหม่ ๆ ที่นำมาใช้และให้ความร่วมมือกับกลุ่ม แสดงออกโดยปฏิบัติอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ และเข้าใจข้อจำกัดที่เป็นจริงการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารความคิดใหม่ ๆ ร่วมกันการนำ นวัตกรรมไปใช้ (Implement Innovations) การประยุกต์นำความคิดริเริ่มให้เกิดประโยชน์ต่องานทำให้ ผลงานนั้นเป็นนวัตกรรม สุภาพร ศรศิลป์ (2555) ได้เสนอทักษะของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Imnovation) ประกอบด้วย ทักษะที่ใช้ความหลากหลายของเทคนิคการใช้ความคิด การระดมความคิด การสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ ที่คุ้มค่า วิเคราะห์และประเมินผลความคิดของตนเองเพื่อ ปรับปรุงและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของตนอยู่ตลอดเวลา การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์การสื่อสาร ความคิดใหม่ ๆ ร่วมกัน เปิดกว้างและตอบสนองมุมมองใหม่ ๆ มีการเสนอแนะในการทำงานร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ในการทำงานและเข้าใจข้อจำกัดในโลกยุคปัจจุบัน 1.2 การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ไขปัญหาการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็น กระบวนการคิดที่ผู้คิดต้องคิดกว้าง คิดลึก คิดถูกต้องอย่างมีเหตุผล ซึ่งการคิดอย่างมีวิจารณญาณ


8 มีความสัมพันธ์กับการคิดแก้ปัญหา โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะสำคัญของการแก้ปัญหา และการ แก้ปัญหาส่วนใหญ่ต้องใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (วิภาวี ศิริลักษณ์, 2557) วิภาวี ศิริลักษณ์ (2557) ได้เสนอทักษะของการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการ แก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ไว้ว่าเป็นความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล ไตร่ตรองอย่างรอบคอบเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหา คลุมเครือหรือมีความขัดแย้ง วิเคราะห์ ประเมิน สรุป และเลือกใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างทางเลือกสำหรับแก้ไขปัญหา รวมถึงการตัดสินใจลงข้อสรุปในการแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบด้านและ สมเหตุสมผล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (2557) ได้เสนอทักษะของการคิด อย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ( Critical thinking and problem solving) ประกอบด้วย 1) การมีเหตุผล สามารถใช้รูปแบบของการใช้เหตุผลที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์การคิด อย่างเป็นระบบ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละส่วน และผลต่อภาพรวมทั้งระบบ 2) การตัดสินใจ วิเคราะห์และประเมินหลักฐาน ข้อโต้แย้ง ข้อร้องเรียนและความเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์และ ประเมินทางเลือกต่าง ๆ สังเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตีความข้อมูลสารสนเทศและลง ข้อสรุปบนฐานการวิเคราะห์ ที่น่าเชื่อถือ และสามารถสะท้อนผลได้อย่างมีวิจารณญาณจากประสบการณ์และ การเรียนรู้ 1.3 การสื่อสารและการร่วมมือใน โลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุก ICT ทักษะการ สื่อสารมีความสำคัญ ซึ่งความสามารถในการสื่อสารจะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้ ให้ความหมายของทักษะการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ไว้ดังนี้ วิโรจน์ สารรัตนะ (2556:122-124) ได้เสนอทักษะการสื่อสารและการร่วมมือ (Communicatio and Collaboration) ประกอบด้วย 1) การสื่อสารที่ชัดเจนเป็นการนำเสนอความนึกคิด และความคิดอย่างมีประสิทธิผลทั้งการพูด การเขียน และการกระทำอย่างหลากหลายรูปแบบและบริบท ฟังอย่างมีประสิทธิผลเพื่อตีความหมายทั้งในความรู้ค่านิยม ทัศนติ และความสนใจใช้การสื่อสารเพื่อ จุดมุ่งหมายต่าง ๆ เช่น การแจ้งข่าว การสอน การจูงใจ และเชื้อเชิญ เป็นต้น นำเอาสื่อและเทคโนโลยีมาใช้ อย่างมีเหตุผลอย่างรู้ความมีประสิทธิผลและผลกระทบ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผลในหลายๆสถานการณ์ แวดล้อมรวมทั้งการใช้ภาษาไทยและหลายภาษาด้วย 2) ความร่วมมือ แสดงถึงความสามารถที่จะทำงานได้ อย่างมีประสิทธิผลและอย่างเคารพซึ่งกันและกันกับคนอื่น ๆ หรือกลุ่มอื่นที่หลากหลาย แสดงออกถึงความ ยืดหยุ่นและความเต็มใจที่จะช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันกับการทำงาน แบบมีส่วนร่วม และให้คุณค่ากับแต่ละคนที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (2557:1-2) ได้เสนอทักษะการ สื่อสารและการร่วมมือ (Communication and Collaboration) ประกอบด้วย 1) การสื่อสารอย่างมี ประสิทธิภาพ สื่อสารถ่ายทอดความคิดได้อย่างชัดเจนทั้งการพูด การเขียนและทักษะการสื่อสารทางอวัย ภาษา หลากหลายรูปแบบ ใช้การสื่อสารเพื่อตอบสนอง วัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการให้ข้อมูลการสอน การกระตุ้นหรือการโน้มน้ำว สามารถใช้ประโยชน์จากสื่อและเทคโนโลยีที่หลากหลายเลือกใช้สื่อได้อย่าง เหมาะสมรวมทั้งสามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สื่อเหล่านั้น และสามารถสื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน รวมทั้งการสื่อสารได้หลายภาษา 2) การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการยอมรับในทีมงานที่หลากหลาย


9 มีความยืดหยุ่นและประนีประนอมเพื่อให้เกิดประโยชน์และบรรลุเป้าหมายร่วมกัน มีความรับผิดชอบในการ ทำงานร่วมกันและเห็นคุณค่าของ ผู้ร่วมงานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน 2. ทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี นันทวัน จันทร์กถิ่น (2557:33) สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยไปด้วยความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยีและสื่ออย่างมากมายและรวดเร็ว สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างเต็มที่ การที่จะเป็น ประชากรในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีความสามารถที่หลากหลายโดยเฉพาะทักษะ สารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละด้านดังต่อไปนี้ 2.1 ด้านสารสนเทศ ทักษะด้านสารสนเทศ ครอบคลุม ความสามารถในการเข้าถึงการกำหนด การประเมิน และการใช้สารสนเทศจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งความสามารถเหล่านี้ไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากผลของยุคสารสนเทศ หากเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จและคุณภาพ ชีวิตให้แก่ประชาชน ในอดีตที่ผ่านมา การรู้สารสนเทศได้ถูกจำกัดในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือ วิทยุ และ วารสาร เป็นตัน หากในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ การรู้สารสนเทศนี้ไม่ได้ถูกกำจัดให้อยู่ในรูปแบบของสื่อ ดังกล่าว เท่านั้น สารสนเทศได้ถูกขยายขอบเขดไปยังสื่อที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ซีดีรอม ฐานข้อมูลออนไลน์ อินเทอร์เน็ตข้อมูล มัลติมิเดีย และเอกสารในรูปแบบดิจิตอล เป็นต้น ทำให้ความสามารถในการรู้สารสนเทศ ต้องผสมผสานทักษะด้านการกค้นคว้า การประเมินความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ อีกทั้งต้องมีความสามารถในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่รวมทั้งความสามารถในการใช้ สารสนเทศให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ ผสมผสานความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ วัฒนธรรม กฎหมาย และการเมือง พงษ์ ผาวิจิตร (2555: 183) ได้เสนอทักษะด้านสารสนเทศ (Information Literacy Skills) ประกอบด้วย 1) สามารถเลือกใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อค้นหาข้อมูลที่ ต้องการ 2) สามารถใช้เครื่องมือที่เลือกเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่สอดคล้องในสิ่งแวดล้อมดิจิตอล คือต้องรู้ว่าข้อมูล ประเภทไหน ใช้โปรแกรมหรือเครื่องมืออะไรในการเก็บ ซึ่งการค้นหาฐานข้อมูลต้องมีศักยภาพในการค้นจาก หลายแหล่ง 3) สามารถจัดการบริหาร จัดเก็บข้อมูล และนำกลับมาปรับปรุงแก้ไขใหม่ได้ สุนันท์ สังข์อ่อง (255536-38) ได้เสนอทักษะด้านสารสนเทศ (Infomation L iteracy Skills) ประกอบด้วย 1). การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) เข้าถึงและประเมินข้อมูล หมายถึง เข้าถึง ข้อมูลได้เป็นปัจจุบันและจากหลากหลายแหล่ง ประเมินข้อมูลอย่างวิเคราะห์วิจารณ์2) ใช้และจัดการ สารสนเทศ หมายถึง ใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ในการนำไปแก้ปัญหาที่ต้องการ จัดการกับข้อมูล ที่มาจากแหล่งต่าง ๆ ที่หลากหลายใช้ข้อมูลโดยคำนึงถึงจริยธรรมและกฎหมาย 2.2 ด้านสื่อ ในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความสามารถใช้เครื่องมือสร้างสื่อและสื่อสารออกไปได้ หลากหลายทาง เช่น วิดีโอ (video) ออดิโอ (audio) พอดคาส์ท (podcast) เว็บไซต์ (website) เป็นต้น Center for Media Literacy ระบุว่า ทักษะด้านสื่อประกอบด้วยความสามารถด้านการเข้าถึงวิเคราะห์ ประเมิน และสร้างสาร (message) ในรูปแบบต่าง ๆ จึงได้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้เสนอทักษะด้านสื่อ ดังต่อไปนี้ วิจารณ์ พานิชย์(2555:40-44) ได้เสนอทักษะด้านสื่อประกอบด้วย 1) วิเคราะห์สื่อได้ เข้าใจวัตถุประสงค์ว่าทำไมจึงมีการสร้างสี่อและสร้างอย่างไร ตรวจสอบ ว่าแต่ละคนตีความสื่อแตกต่างกันอย่างไร สื่อนั้น นอกจากสื่อความจริงแล้ว ยังเพิ่มคุณค่า หรือความเห็นเข้าไป


10 อย่างไร และสื่อนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อความเชื่อและพฤติกรรมอย่างไร ทำความเข้าใจประเด็นเชิงจริยธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงสื่อและการสื่อสาร 2) สร้างผลิตภัณฑ์สื่อได้ มีความสามารถใช้เครื่องมือที่เหมาะสมดำเนินการสร้างสื่อที่ เหมาะสมกับการนำเสนอในหลากหลายวัตถุประสงค์ มีความเข้าใจและสามารถนำเสนอในสภาพแวดล้อมที่ แตกต่าง หลากหลายและต่างวัฒนธรรม Pacific Policy Research Center (2010: 8-9) ได้เสนอทักษะด้านสื่อ (Media Literacy Skills) ได้ว่า ทักษะสื่อเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่จะสามารถเข้าถึง เข้าใจ และวิเคราะห์สื่อและข้อมูล จากสื่อ โดยชุดทักษะด้านสื่อนี้ ประกอบด้วยความสามารถในการทำความเข้าใจอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความเชื่อ และพฤติกรรมของมนุษย์ อนุชา โสมาบุตร (2556: ออนไลน์) ได้เสนอทักษะด้านสื่อ ประกอบด้วย 1) ความสามารถในการวิเคราะห์สื่อโดยเข้าใจวิธีการใช้กละการผลิตสื่อเพื่อให้ตรงกับ เป้าประสงค์ที่กำหนด สามารถใช้สื่อเพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างของปัจเจกชน รู้คุณค่าและสร้างจุดเน้น รู้ถึงอิทธิพลของสื่อที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อ และมีความรู้พื้นฐานที่จะประยุกต์ใช้สื่อ ได้ตามกรอบแห่งคุณธรรมจริยธรรมที่มีปัจจัยเสริมอยู่รอบด้าน 2) ความสามารถในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยมีความรู้ ความเข้าใจต่อการใช้สื่ออย่าง สร้างสรรค์และเหมาะสมตามคุณลักษณะเฉพาะของตัวสื่อประเภทนั้น ๆ และมีความรู้ความเข้าใจ ในการใช้สื่อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนองต่อความแตกต่างในเชิงวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน 2.3 ด้านเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้มีที่ ISTE (International Society for Technology in Education) แม้ว่าเด็กในยุคนี้ เก่งกว่าครูและพ่อแม่ในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารแต่เด็กขังต้องการคำเนะนำจากครูและพ่อแม่ในการใช้เครื่องมือนี้ให้เกิดประโชชน์ ต่อการเรียนรู้และสร้างสรรค์ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านที่ได้เสนอทักษะด้านเทคโนโลยีไว้ดังต่อไปนี้ วิโรจน์ สารรัตนะ (2556:122-124) ได้เสนอทักษะด้านเทคโนโลยี ได้ว่าความสามารถใน การใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิจัย การจัดการการประเมินและการสื่อสาร สารสนเทศ ใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เครื่องมือการสื่อสาร เครือข่ายและสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึง จัดการบูรณาการ ประเมินและสร้าง สารสนเทศในเศรษฐกิจความรู้ได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จใช้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประเด็น เชิงจริยธรรมหรือเชิงกฎหมายในการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ อนุชา โสมาบุตร (2556: ออนไลน์) ได้เสนอทักษะด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 1) ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อการวิจัย การจัดการองค์กร การประเมินและการสื่อสาร ทางสารสนเทศ 2) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (คอมพิวเตอร์, PDAs, Media Players etc.) ในการสื่อสารและการ สร้างเครือข่าย รวมทั้งการเข้าถึงสื่อทางสังคม (Social Media) ได้อย่างเหมาะสม 3) มีความรู้พื้นฐานในการประยุกต์ใช้ ICT ได้ตามกรอบแห่งคุณธรรมจริยธรรมที่มีข้อมูล หลากหลายรอบด้าน 3. ทักษะชีวิตและอาชีพ การเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะการทำงานสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ครู ต้องได้รับพัฒนาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตในด้านทักษะชีวิตที่ดี ทักษะชีวิตจะช่วยให้คนเรารู้จักเจตคติ และทักษะ ซึ่งจะสามารถจัดการกับปัญหารอบ ๆ ตัว ให้อยู่รอดในสภาพสังคมและวัฒนธรรมยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข


11 โดยเรียนตามพัฒนาการของ สมอง ครูจะต้องเรียนรู้วิธีการออกแบบการเรียนรู้แบบ PBL ให้แก่ศิษย์ แต่ละกลุ่มอายุและตามพัฒนาการของสมองเด็กแต่ละคน ทักษะที่สำคัญดังกล่าว ประกอบด้วย ความยืดหยุ่น และการปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรมการเป็น ผู้สร้างหรือผู้ผลิต ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (นันทวัน จันทร์กถิ่น , 2557: 27) ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละ ด้านดังต่อไปนี้ 3.1 ความยืดหยุ่น และการปรับตัวความยืดหยุ่นและการปรับตัวเป็นทักษะเพื่อการเรียนรู้ การทำงาน และการเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 เป็นความยืดหยุ่นและปรับตัวเพื่อบรรลุเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำให้การวางแผนการทำงานแบบตายตัวใช้ไม่ได้ผล มนุษย์ในสดวรรษที่ 21 จึงต้องมีความสามารถสูงในการยืดหยุ่นและปรับตัวเพื่อบรรลุเป้าหมายและคุณค่า จึงได้มีนักวิชาการหลายท่าน ได้เสนอทักษะความยืดหยุ่นและการปรับตัว ไว้ดังนี้ ภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills, 2011) ได้ เสนอทักษะด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว ประกอบด้วย 1) ปรับตัวเข้ากับความแตกต่างของบทบาทและหน้าที่ที่หลากหลายรวมถึงกำหนดการและ บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้ 2) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพของความไม่ชัดเจนและมีการเปลี่ยนแปลง 3) เอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) จัดการเชิงบวกกับคำชม คำวิจารณ์ และความผิดพลาด การรทำความเข้าใจ ต่อรองและ สร้างสมดุลของ อนุชา โสมาบุตร (2556: ออนไลน์) ได้เสนอทักษะด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว ประกอบด้วย 1) การปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง (Adapt to Change) โดยปรับตัวตามบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบและบริบทตามช่วงเวลาที่กำหนด และปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของ การทำงานในองค์กรที่ดีขึ้น 2) เกิดความยืดหยุ่นในการทำงาน (Be Flexible) โดยสามารถหลอมรวมผลสะท้อนของ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผู้นำที่สร้างสรรค์ให้เกิดผลเชิงบวกกับการทำงาน และมีความรู้ความเข้าใจใน การสร้างความสมดุลและความเสมอภาคอย่างรอบด้าน เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ของ การทำงาน 3.2 การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง งานในสตวรรษที่ 21 ต้องการความร่วมมือสูงและในขณะเดียวกันก็ต้องการการพึ่งตนเอง สูงด้วย เพราะในศตวรรษที่ 21 หัวหน้าจะมีเวลาสอนหรือแนะนำลูกน้องลดลงและงานต้องการความฉับไว เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าการทำงานในศตวรรมที่ 21 มีทั้งลักษณะพึ่งพาอาศัยกันและกัน และเป็นอิสระต่อกัน เป็นทักษะที่สำคัญมากในการทำงานและดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอทักษะ การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ไว้ดังนี้ ภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills, 2011) ได้เสนอทักษะการริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ประกอบด้วย 1) กำหนดเป้าหมายโดยมีทั้งเกณฑ์ความสำเร็จที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ 2) สร้างสมดุลระหว่างกลยุทธ์ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นเป้าหมาย 3) ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและจัดการการะงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


12 4) กำหนดงาน กำกับติดตาม จัดลำดับความสำคัญ และทำงานสำเร็จได้ด้วยตนเอง 5) เรียนรู้ทักษะในงานของตน และมองหาโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อขยายความ เชี่ยวชาญของตน 6) แสดงความริเริ่มที่จะพัฒนาทักษะไปสู่ระดับมืออาชีพ 7) แสดงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ว่าเป็นกระบานการเรียนรู้ที่ต้องทำตลอดชีวิต 8) ทบทวนและไตร่ตรองประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อคิดหาทางพัฒนาในอนาคต 3.3 ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม สามารถทำงานและดำรงชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้อย่างไม่รู้สึกเครียดหรือแปลกแยก และทำให้งานสำเร็จได้ เป็นเรื่องของการเรียน รู้และยกระดับ ความฉลาด ด้านสังคมและความฉลาดด้านอารมณ์ ครูควรออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อศิษย์ได้พัฒนาทักษะนี้ ทั้งนี้ได้มี นักวิชาการหลายท่านได้เสนอทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม ไว้ดังนี้ วิจารณ์ พานิชย์(2555: 48-58) ได้เสนอทักษะด้านการริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ประกอบด้วย 1) มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเกิดผลดี รู้ว่าเมื่อไรควรฟัง เมื่อไรควรพูดแสดงพฤติกรรมอย่าง มืออาชีพ และอย่างน่านับถือ 2) ทำงานในทีมที่แตกต่างหลากหลายอย่างได้ผลดี เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม และ ทำงานร่วมกับคน ที่มีพื้นฐานแตกต่างกันทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างได้ผลดี ตอบสนองความเห็นและคุณค่า ที่แตกต่างอย่างใจกว้าง ยกระดับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมไปสู่การสร้างแนวความคิดใหม่ วิธี ทำงานแบบใหม่ หรือคุณภาพของผลงานการมีผลงานและความรับผิดชอบตรวจสอบได้การเรียนรู้จากการทำ โครงการ (PBL/ Projcct Base Learning ) เป็นวิธีเรียนทักษะเหล่านี้ โดยใช้เครื่องมือด้านเทกโนโยีสารสนเทศ และการสื่อสารเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานอย่างมีผลิต มีการเก็บข้อมูลเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมทั้งเพื่อการรับรู้ผลงานที่ทำได้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3.4 การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต การศึกษาในศตวรรษที่ 21 สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ของครูผู้สอนเป็นการฝึกสร้าง กระบวนการคิด กระบวนการทำงานแสดงความสามารถพิเศษในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูง เพื่อที่จะ สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งได้มีนักวิชาการได้เสนอทักษะการเป็นผู้สร้างหรือ ผู้ผลิต ไว้ดังนี้ วิจารณ์ พานิชย์(2555 : 48-58) ได้เสนอทักษะด้านการเป็นผู้สร้างและผู้ผลิตประกอบด้วย 1. การจัดการโครงการ 1.1 กำหนดเป้าหมายและทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น แม้มีอุปสรรคและมีแรงบีบคั้น แย่งเวลาหรือความสนใจ 1.2 กำหนดลำดับความสำคัญ วางแผน และจัดการงาน 2. การผลิตผลงาน 2.1 ความสามารถด้านการทำงานอย่างมีจริยธรรมและด้วยท่าทีเชิงบวก 2.2 จัดการเวลาและโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ 2.3 สามารถทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน 2.4 ร่วมงานอย่างเอาจริงเอาจัง เชื่อถือได้ และตรงต่อเวลา 2.5 นำเสนอตนเองอย่างมืออาชีพและมีมารยาท


13 2.6 ทำงานร่วมและร่วมมือเป็นทีมอย่างได้ผลดี 2.7 เคารพและเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายในทีมงาน 2.8 รับผิดรับชอบต่อผลงานที่เกิดขึ้น อนุขา โสมาบุตร (2556 : ออนไลน์) ได้เสนอทักษะด้านการเป็นผู้สร้างและผู้ผลิต ประกอบด้วย 1. การจัดการโครงการโดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จของงานและ วางแผน จัดเรียงลำดับความสำคัญของงานและบริหารจัดการให้เกิดผลลัพธ์ที่มุ่งหวัง 2. ผลผลิตที่เกิดขึ้น (Produce Results) โดยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูงโดยมีจุดเน้นในด้าน ต่าง ๆ ได้แก่ การทำงานทางวิชาชีพที่สุจริต สามารถบริหารเวลาและบริหาร โครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นภารกิจงานในเชิงวิสาหกิจ การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขึ้น นำเสนอผลงานได้อย่างมืออาชีพ และยอมรับ ผลผลิตที่เกิดขึ้นด้วยความชื่นชม 3.5 ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ วิจารณ์ พานิชย์ (2555: 48-58) ได้เสนอทักษะด้านภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 1. ชี้แนะและเป็นผู้นำแก่ผู้อื่น ใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์และทักษะแก้ปัญหาในการชักนำ ผู้อื่น ไปสู่เป้าหมายทำให้ผู้อื่นเกิดพลังในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จร่วมกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ใช้ ศักยภาพหรือความสามารถสูงสุดผ่านการทำตัวเป็นตัวองและไม่ถือผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ทำตัวเป็น ตัวอย่างในการใช้อำนาจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม 2. มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบโดยถือประโยชน์ส่วนรวม เป็นที่ตั้งทักษะเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตในอนากดของศิษย์ ทั้งต่อผลสำเร็จของงานและต่อการ เรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้เบื้องต้นสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ ในยุคสมัยใหม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียน โดยมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้านการเรียน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเด็กนักเรียนจะมีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ และท้าทาย สื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น "ครู" จะต้องสามารถใช้สื่อการสอนได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกประสบการณ์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยที่ครู สามารถออกแบบการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง อาจเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการ ฝึกให้เด็กได้จับใจความสำคัญ หรือแม้แต่การอภิปรายหลังดูวิดีโอจบ ก็ถือเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ได้เป็น อย่างดี สื่อการสอนที่มีการนำเสนอเนื้อหาและบทเรียนที่ชับช้อนให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย สามารถนำมาสร้าง กิจกรรมเวิร์กช็อปที่เชื่อมโยงกับบทเรียนให้ครูสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนได้ ฝึกคิด แก้ปัญหา และสร้างเนื้อ งาน เพราะกิจกรรมที่สนุก ครูจะมีการต่อยอดในห้องเรียนได้ดี ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ การเรียนการสอน "ครู" ต้องเข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีเสียก่อนว่า ปัจจุบันโลกของธุรกิจต้องการคนที่มี ทักษะ ไม่ใช่คนที่มีความรู้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ครูต้องเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับ เด็กให้มากที่สุด (ธานี จันทร์นาง, 2558) กชปฏิรูปการศึกษาที่แท้ควรปฏิรูปกระบวนทัศน์ด้วย ภายใต้กระบวน


14 ทัศน์ใหม่นี้ "กระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้" และ "ครูมิใช่ผู้มอบความรู้" แต่เป็น"ผู้ออกแบบกระบวนการ เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กและเยาวน" เป้าหมายของการเรียนรู้มีใช่ตัวความรู้อีกต่อไป เพราะตัวความรู้นั้นมีมาย มายมหาศาลเกินกว่าที่จะมอบให้นักเรียนแต่ละชั้นปีได้อีกทั้งนักเรียนในศตวรรษใหม่มีหนทางคันหาความรู้ด้วย ตนเองจากทุกหนแห่งทั้งในสิ่งแวดล้อมและอินเทอร์เน็ต หากการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับกระบวนทัศน์เดิม คือ มอบความรู้เป็นรายวิชาก็จะไม่ทันสถานการณ์โลก ที่ควรทำคือมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เป็นผู้ใผ่เรียนรู้ตลอดชีวิต เด็กและเยาวชนจะเรียนรู้อะไรบ้างขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่ที่ทุกคนควรมี คือความสามารถในการเรียนรู้ตลอดเวลา ตลอดชีวิตและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (ประเสริฐ ผลิตผล การ พิมพ์, 2562) ความสำคัญของสื่อการเรียนการสอน การนำเครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการเรียนการสอน เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มี ส่วนร่วม ครอบคลุมและเป็นรายบุคคลมากขึ้น ห้องเรียนในปัจจุบัน ได้ก้าวไปไกลกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป และตอนนี้เทคโนโลยีก็ได้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเรียนมากขึ้น มีการใช้หลักสูตรออนไลน์แบบ โต้ตอบ หรือแม้แต่การใช้ AI เข้ามาช่วยจดบันทึก และบันทึกการบรรยายสำหรับนักเรียนที่ป่วยได้เมื่อเรา สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสอนได้ มันก็เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยให้ครูสามารถจัดเตรียม มัลติมีเดีย เพื่อจัดการกับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น แอนิเมชัน วิดีโอ Live เป็นต้น และยังช่วยให้ ผู้สอนสร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเองตามโอกาส และสไตล์ที่เหมาะสมของ ตนเอง นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้ เมื่อผู้เรียนรู้สึกเชื่อมต่อกับผู้สอน หรือสิ่งที่เรียน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็จะช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น 5 ไอเดีย สื่อการสอนสมัยใหม่ ดังนี้ 1. พอดคาสต์ (Podcast) พอดคาสต์เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ซึ่งทำผ่านการบันทึกเสียงสนทนาในหัวข้อเฉพาะ มักพบใน iTunes และ Spotify อยู่บ่อย ๆ หรือบนเว็ปไซต์ต่าง ๆ โดยจุดเด่นของพอดคาสต์คือทุกคนสามารถ ฟังได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะขณะเดินทางไปทำงาน หรือแม้กระทั่งขณะทำงาน เพียงแค่คุณเปิดในมือถือ เหมือนกับเปิดเพลงจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยเนื้อหาของพอดคาสต์ถึงแม้จะมีความเฉพาะเจาะจงในหัวข้อ แต่มีความหลากหลาย และกว้างขวางให้เราเลือกฟังมาก ๆ คุณสามารถเรียนประวัติศาสตร์ ภาษา ธุรกิจ เท รนด์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการพัฒนาทักษะเฉพาะของตัวเอง 2. โซเชียลมีเดีย นักเรียนทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากมาย โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็น เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดี สถาบันการศึกษาหลายแห่งเริ่มใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ นักเรียนสามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย เช่น ใน Facebook นักเรียนสามารถแชร์สื่อการเรียน พูดคุย กับคนอื่นๆ ในกลุ่ม หรือแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของคนอื่นได้ง่าย ๆ การแบ่งปัน และโพสต์วิดิโอที่เป็น ความรู้บน YouTube ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึง ค้นหา และแบ่งปันวิดีโอเพื่อการศึกษากับเพื่อน ๆ ได้อย่าง ง่ายดาย หรือการติดตามข่าวสารบน Twitter ที่หลาย ๆ คนทำมานานแล้ว โซเชียลมีเดียนั้นช่วยสร้าง วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน และการแบ่งปันความรู้ ซึ่งนำไปสู่ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น


15 3. สตรีมมิ่ง (Streaming) โปรแกรม STEAM คือการพัฒนา EdTech ใหม่ภายใต้โปรแกรม STEM ซึ่งเป็นเทรนด์ของสื่อ การสอนสมัยใหม่ โดยนำเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ศิลปะ และคณิตศาสตร์ที่มีความหมาย มาใช้ในการแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการออกแบบที่สร้างสรรค์ การสตรีมมิ่ง (Streaming) ช่วยสร้างนิสัยความอยากรู้อยากเห็นให้แก่ผู้เรียนมากขึ้น เกี่ยวกับ โลกรอบตัวพวกเขา นอกจากนี้ ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน ในการแสดงความคิด และ พัฒนาการคิดนอกกรอบ อีกทั้งความสะดวกสบายของการเรียนรู้ ยังช่วยเอื้อให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ยิ่งขึ้น 4. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบัน AI กำลังมาในตลาด EdTech ของสหรัฐอเมริกา ผู้คนคาดการณ์ว่าภายในปี 2564 AI อาจกลายเป็นเทรนด์หลักและเติบโตมาก เหตุใดกระแสจึงเฟื่องฟูในตลาด EdTech? สิ่งแรกและสำคัญที่สุด คือ AI สามารถทำให้กิจกรรมพื้นฐานในการศึกษาเป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่น การให้คะแนน ตอนนี้ครูสามารถให้ คะแนนคำถามแบบปรนัย และแบบเติมในช่องว่างโดยอัตโนมัติได้แล้ว ดังนั้น การจัดลำดับงานเขียนของ นักเรียนแบบอัตโนมัติอาจไม่ล้าหลังนัก นอกจากนี้ ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้รับประโยชน์จากสื่อการสอน AI ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ตัวอย่างเช่น นักเรียนสามารถรับความช่วยเหลือจากผู้สอน AI เมื่อครูมีงานมากเกินกว่าจะดูแลทุกคนได้ นอกจากนี้ โปรแกรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งผู้เรียนและผู้สอน นั่น เป็นเหตุผลที่โรงเรียนบางแห่งในอเมริกาใช้ระบบ AI เพื่อติดตามความคืบหน้าของนักเรียนและเพื่อเตือนครู เมื่ออาจมีปัญหากับการแสดงของนักเรียน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ AI จะเป็นผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพมาก สำหรับการสอนในชั้นเรียน 5. เกมมิฟิเคชัน (Gamification) วิธีเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นกระบวนการที่สนุกสนาน และมีส่วนร่วมมากขึ้น gamification เป็นอีกหนึ่งสื่อการสอนที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้าง “แรงจูงใจ” ให้กับผู้เรียน ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เรียนจะไม่มีส่วน ร่วมกับการเล่นเกมในห้องเรียน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนในขณะที่เข้าร่วมกิจกรรมเกมที่น่าตื่นเต้น องค์ประกอบการเล่นเกมช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นบวกสำหรับผู้เรียน การนำ Gamification มาใช้อาจเหมาะกับผู้เรียนที่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากอาจยังมีสมาธิจดจ่อกับ การเรียนได้น้อยกว่าเด็กโต และด้วยเนื้อหาที่ไม่ได้เข้มข้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะ ไม่เหมาะกับ Gamification เพราะหลายคนก็อยากที่จะมีส่วนร่วมในเกม หรือรู้สึกสนุกเมื่อได้คะแนนจากการ แข่งขัน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้เรียนหนังสืออยู่ ซึ่งนั่นคือการแข่งขันการเรียนรู้กับเพื่อน ๆ และตัวผู้เรียนเอง จะเห็นว่า เทคโนโลยีได้แทรกซึมเข้าสู่การศึกษา และได้ปรับปรุงกระบวนการสอนและการเรียนรู้ ทั้งหมด โดยเฉพาะ E-Learning ซึ่งเป็นสื่อการสอนที่ไม่เพียงเพิ่มการเข้าถึง และความสะดวกในการศึกษา เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ และความปรารถนาของผู้เรียนในการเรียนรู้อีกด้วย การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นยุคที่ โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อับสืบเนื่องมาจากกระแสการปรับเปลี่ยน ทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรมที่ 21 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นทักษะที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตและ ทำงานในระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีนักวิชาการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะในศตวรรษที่ 21 ไว้ดังนี้


16 วิจารณ์ พานิชย์(2555: 11) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการเตรียม คนไปเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง พลิกผัน และคาดไม่ถึง คนยุคใหม่จึงต้องมีทักษะที่สูงในการ เรียนรู้และปรับตัว ครูเพื่อศิษย์ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะของการเรียนรู้ด้วยและในขณะเดียวกันต้องมีทักษะ ในการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่เหมือนการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ 20 หรือ 19 สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2556:13) ได้กล่าวถึงความสำคัญโดยสรุปไว้ว่า วรรณกรรมด้าน การศึกษาร่วมสมัยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ทักษะและความรู้ที่ จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองและการทำงานใน ศตวรรษที่ 21 นั้นค่อนข้างแตกต่างจากศตวรรบที่ 20 บางทักษะแม้จะมีลักษณะถาวร กล่าวคือ มีความสำคัญ มาในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เฉพาะในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะ 4C คือ ความคิด สร้างสรรค์ (Creativity) การคิด อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การสื่อสาร (Communication) และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) แต่ทักษะเหล่านี้มีลักษณะเปลี่ยนไปในโลกยุคดิจิตอล รวมถึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นจนกก ลายเป็นสิ่งที่ต้องมีมากกว่าน่าจะ มีขณะที่บางทักษะถือเป็น ทักษะชุดใหม่ที่จำเป็นในบริบทของศตวรรษใหม่ เช่น ทักษะด้านสารสนทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technologies ICTs) ซึ่งได้ ส่งผลกระทบต่อรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองสังคม และวัฒนธรรมอย่างรอบด้านซึ่งสามารถ สรุปว่าเหตุผล 3 ประการ ว่าเหตุใดทักษะ แห่งศตวรรมที่ 21 จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการคำรงชีวิตในศตดวรรษ ใหม่ นั้นคือ รูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป การพึ่งพาอาศัยในระดับโลกที่เพิ่มมากขึ้นและภูมิทัศน์ในการเรียนรู้ที่ เปลี่ยนไป เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : ClassDojo Class dojo เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการห้องเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ ในการสร้างห้องเรียนออนไลน์ที่ทำให้ผู้สอน ผู้เรียน และผู้ปกครองสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างทั่วถึงโดย เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ผู้สอนได้สร้างขึ้น ขั้นตอนการใช้งาน เริ่มต้นจากการสร้าง ห้องเรียนและกำหนดระดับชั้นเรียนตามที่ต้องการ จากนั้นผู้สอนเพิ่มผู้เรียนเข้าสู่ชั้นเรียน หรือให้ผู้เรียน สามารถเข้ามาใช้ห้องเรียนได้ด้วยตนเอง ผ่านทางรหัสที่ผู้สอนกำหนดไว้ นอกจากนี้ผู้สอนสามารถเพิ่ม ผู้ปกครองและผู้บริหารการศึกษาให้เข้ามาติดตามหรือดูแลพฤติกรรมของผู้เรียนผ่านทางช่องทางของการใส่ อีเมลหรือใช้รหัสในการเชิญเข้าร่วมการจัดการชั้นเรียนได้อีกช่องทางหนึ่ง ขั้นตอนการใช้งาน 1. การใช้งานจะแบ่งกลุ่มผู้ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้สอน ซึ่งจะมีผู้สอนหลักและสามารถเพิ่ม ผู้สอนร่วมได้2) ผู้เรียน เป็นผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมการเรียนตามที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ รวมทั้งทราบผลการ ประเมินได้ทันที และ 3) ผู้ปกครอง หรือผู้บริหารสถานศึกษา มีส่วนร่วมในการรับรู้ การประเมินและติดตาม ความก้าวหน้าของผู้เรียนในปกครองของตนเองได้ 2. การจำลองผู้เรียน Class dojo มีลูกเล่นในการสร้างตัวละครให้แก่ผู้เรียน โดยในเบื้องตัน ระบบจะสร้างรูปจำลองให้กับผู้เรียนโดยอัตโนมัติ และผู้เรียนสามารถตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกและสร้างการมีส่วนร่วม 3. การส่งเสริมหรือกระตุ้นพฤติกรรมบางอย่างของผู้เรียน โดยการให้รางวัลเพิ่มสำหรับผู้เรียน ที่มีพฤติกรรมในชั้นเรียนที่ดีและสามารถลดคะแนนให้แก่นักเรียนที่มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ทันที สอดคล้องกับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเสริมแรง ทำให้เกิดการกระตุ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ เช่น การถามตอบ การเข้าเรียนตรงเวลา การส่งงาน การส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในขณะเรียน เป็นตัน


17 4. การวิเคราะห์คะแนนในเบื้องต้นในลักษณะกราฟ เพื่อให้เห็นพัฒนาการของคะแนนในด้าน ต่าง ๆ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบได้ทันที อีกทั้งยังสามารถส่งออกข้อมูลในรูปแบบของไฟล์ Excel ได้อีกด้วย 5. การรายงานพฤติกรรมของผู้เรียนให้แก่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารได้ผ่านช่องทางอีเมลหรือ การกำหนดรหัสเพื่อเชิญเข้ามาร่วมในรายวิชา ทำให้ผู้ปกครองและผู้บริหารสถานศึกษาสามารถติดตาม ความก้าวหน้าและช่วยกันดูแลประเมินผลการศึกษาของผู้เรียนได้ ทำให้เป็นการประเมินที่โปร่งใสสามารถ ตรวจสอบได้ เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Mentimeter Mentimeter เป็นเว็บแอพลิเคชันที่ช่วยสร้างงานนำเสนอแบบมีส่วนร่วม ในลักษณะของ Interactive Presentations ผู้เรียนหรือผู้ฟังสามารถมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น การโต้ตอบในห้องเรียนร่วมกับสไลด์ที่ผู้สอนนำเสนอได้อย่างหลากหลาย เช่น Quizz, World Clould, Open Ended, Scale เป็นตัน ผู้สอนสามารถวัดความเข้าใจของผู้เรียนได้ทันที และมีผลป้อนกลับในกรณีที่ผู้เรียนยังไม่ เข้าใจหรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเนื้อหาที่นำเสนอ สามารถใช้งานผ่านทางเว็บไชต์ www.mentimeter.com จากทุกเบราว์เซอร์ การเริ่มตันใช้งานเพียงแค่สมัครด้วยบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊ก กูเกิ้ล หรือสมัครผ่านทางอีเมล ก็สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการใช้งาน 1. สำหรับการสร้างสไลด์นำเสนอสามารถนำเข้าสไลด์ที่สร้างไว้แล้ว หรือสร้างใหม่จาก เทมเพลตที่มีให้เลือกตามประเภทหรือหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้ได้แนวคิดในการสร้างสื่อในการนำเสนอ ที่น่าสนใจได้ 2. การใช้งานประกอบด้วยเมนูหลัก ๆ ดังนี้ หมายเลข 1 รายชื่อของสไลด์พรีเชนเตชันที่สร้างไว้และพรีเซนเตชันตัวอย่างที่บันทึกไว้ ซึ่ง จะบอกถึงวันที่สร้าง และวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด หมายเลข 2 ชื่อสไลด์พรีเซนเตชัน จำนวนหน้าสไลด์ และจำนวนผู้ที่เข้าร่วมตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น หมายเลข 3 เมนูจัดการพรีเชนเตชัน ได้แก่ การแชร์ การส่งออก (Export) ผลการมีส่วน ร่วมของผู้เรียน การจัดการโฟลเดอร์ การคัดลอก ทำซ้ำและการลบ 3. เมื่อผู้สอนสร้างสไลด์สำหรับการนำเสนอเสร็จแล้ว ให้เลือกกดปุ่ม present เพื่อนำเสนอ จากนั้นผู้เรียนเข้าสู่เว็บไชต์ http//www.menti.com และ Login เข้าสู่ห้องนำเสนอโดยใช้รหัสจากผู้สอน สามารถใช้งานได้จากเบราว์เชอร์และสมาร์ตโฟน เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Padlet เว็บไชต์ที่ให้บริการกระดานแสดงความคิดเห็นออนไลน์ ที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาอภิปราย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เขียนคำถาม คำตอบ หรือสรุปเนื้อหา เป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นของผู้เรียน และผู้สอนหรือบุคคลต่าง ๆ ในชั้นเรียน และผู้สอนอาจจะให้ผู้เรียนทำการส่งงานภายใน Padlet ได้อีกด้วย โดยที่ผู้สอนสามารถสร้างกระดานความคิดเห็นและให้ผู้เรียนทำการแสดงปคิดเห็นผ่านอุปกรณ์ของผู้เรียนที่ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อผู้เรียนได้ทำการแสดงความคิดเห็นผู้สอนก็สามารถเข้ามาดูได้และ สามารถบันทึกในรูปแบบของไฟล์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย


18 ขั้นตอนการใช้งาน 1. เข้าใช้งานโดยไปที่เว็บไชต์ https//padlet.com/ จากนั้นให้ลงทะเบียน ซึ่งสามารถสมัคร ได้ 3 ช่องทาง โดยบัญชี google facebook หรือลงทะเบียนผ่าน Padlet โดยกรอกอีเมล และกำหนด รหัสผ่าน เพื่อทำการลงทะเบียน 2. จากนั้นจะเข้าสู่หน้าต่าง Dashboard เป็นพื้นที่การทำงาน หากเราต้องการสร้าง Padlet ใหม่ ให้เลือกที่ทำแพตเล็ด (Make a padlet) เพื่อเลือกรูปแบบที่เราต้องการสร้าง 3. เมื่อเราเลือกรูปแบบที่เราต้องการแล้ว เราสามารถตั้งค่าการแสดงผลต่าง ๆ 4. จากนั้นจะปรากฎหน้าต่าง People & PifM.y เพื่อเป็นการกำหนดการเข้าถึงและใช้งาน Padlet โดยมีวิธีการเข้าถึงได้หลายช่องทางตามความต้องการของผู้ใช้งาน ทั้งแบบสาธารณะและแบบมี รหัสผ่านเพื่อกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง เมื่อกำหนดสิทธิ์ในการใช้งานเรียบร้อย ให้เลือก Start Posting เป็นการ เริ่มต้นใช้งานได้ทันที จุดเด่น 1. ผู้เรียนสามารถส่งงานหรือแสดงความคิดเห็นได้ทุกที่ และสะดวกต่อการเก็บข้อมูลของ ผู้สอนอีกด้วย 2. ทำให้ผู้เรียนสามารถกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น เพราะจะไม่แสดงชื่อของผู้ใช้ และ สามารถอัปโหลดไฟล์ได้หลายลักษณะ 3. ใช้เป็นพื้นที่ในการจัดการงานต่าง ๆ รวมทั้งการแจ้งเตือนได้อีกด้วย 4. สามารถบันทึกเป็นไฟล์ต่าง ๆ ได้เช่น รูปภาพ PDF หรือ Excel ได้อีกด้วย ข้อจำกัด 1. ผู้เรียนต้องรับ บRL จากผู้สอนเท่านั้นจึงจะแสดงความคิดเห็นหรือส่งงานได้ 2. เป็นเพียงแค่เว็บหน้ากระดานที่ใช้แสดงความคิดเห็น หรือ คำตอบ หรือ การส่งงาน ไม่ได้ เป็นเว็บที่นำเสนอ 3. ยังมีข้อจำกัดสำหรับการใช้งานคือมีพื้นที่ที่จำกัด หากต้องการเพิ่มพื้นที่ผู้สอนจำเป็นที่ จะต้องทำการอัปเกรดโดยการจ่ายค่าบริการของทางเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานให้พอต่อความต้องการ ของ แนวทางการนำไปใช้ สามารถใช้ประโยชน์ในการตั้งหัวข้อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนได้ เช่น ผู้สอนทำการ สอนแล้ว ผู้เรียนมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับเนื้อหาที่ได้เรียน Padlet จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแบ่งปัน ความคิดกัน ถามคำถาม ครูผู้สอนสามารถนำสิ่งที่นักเรียนแปะไว้มานำเสนอในชั้นเรียนเพื่อทำการอภิปรายต่อ ได้ เหมาะสำหรับระดับมัธยมศึกษาเป็นตันไป สามารถใช้งานทั้งฟรี และเสียค่าบริการ หากทำการอัปเกรดสิ่งที่ เพิ่มเข้ามาคือมีพื้นที่ เพิ่มขึ้น จาก 10 MB เป็น 250 MB ผู้สอน เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Quizizz Quizizz เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างห้องเรียนให้สนุกด้วยแบบทดสอบออนไลน์ e-Testing ได้ ฟรี ผู้เรียนผู้เรียนทำแบบทดสอบผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Notebook Tablet ที่เชื่อมต่อระบบ Internet ผู้เรียนทราบผลทันที และผู้สอนได้รับรายงาน (Report) ผลการสอบและบันทึกลงเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที


19 จุดเด่น 1. ผู้สอนสามารถใช้งาน Quizizz ได้ฟรึโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถอัปโหลดรูปภาพ ได้ 2. ผู้สอนสามารถกำหนดเวลาในการทำแบบทดสอบได้ สามารถกำหนดข้อคำตอบได้ หลายข้อ และเมื่อทำแบบทดสอบเสร็จ ผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนได้จากการทำคะแนนของผู้เรียน และนำ ข้อบกพร่องของผู้เรียนนำมาแก้ไข้หรือปรับปรุงกระบวนการการสอนให้การสอนดียิ่งขึ้น 3. ช่วยให้ผู้สอนประหยัดเวลาในการทำแบบทดสอบแก่ผู้เรียน อีกทั้งยังประหยัดเวลาในการ จัดชุดข้อสอบแบบที่เป็นเอกสาร และยังสามารถดาวน์โหลดการทำแบบทดสอบของผู้เรียนไว้ในเครื่องของ ผู้สอนได้ 4. เมื่อผู้เรียนทำแบบทดสอบผู้เรียนสามารถทราบเฉลยได้ทันที 5. สามารถสร้างแบบทดสอบแบบ Public ได้ ข้อจำกัด 1. ระบบ Quizizz ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือการทำข้อสอบข้อเขียนได้ 2. หากผู้สอนตั้งค่าการเข้ารหัส ผู้เรียนจะต้องได้รับรหัสจากผู้สอนเท่านั้นถึงจะเริ่มทำ แบบทดสอบได้ แนวทางการนำไปใช้ Quizizz เหมาะกับการนำไปใช้ในการทำข้อสอบต่าง ๆ ก่อนเรียน หรือหลังเรียนเพื่อเป็นการ วัดความรู้ของผู้เรียน เหมาะสำหรับชั้นมัธยมศึกษาเป็นตันไป โดยตัวเว็บไซต์นี้เป็นเว็บไชต์ที่ฟรี และมี ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเว็บที่เสียค่าใช้จ่ายเลยทีเดียว เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Zeetting Zeeting เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอสื่อของผู้สอน โดยการเพิ่มการมีส่วน ร่วมแบบโต้ตอบกับผู้เรียน ผู้สอนสามารถอัปโหลดสื่อการเรียนการสอนมาไว้บนเว็บ Zeeting สามารถสร้าง Poll Quiz กระดานกิจกรรม และสามารถเก็บสถิติ การโต้ตอบของผู้เรียนได้แบบ Real time ผู้เรียนสามารถ เข้ามาใช้งานผ่านทาง URL ที่ผู้สอนให้ไว้ จากนั้นผู้สอนสามารถควบคุมหน้าจอของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสนใจ กับสื่อการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้สอนนำเสนอมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการใช้งาน 1. เข้าใช้งานโดยการสร้างบัญชีขึ้นใหม่ หรือหากผู้สอนมีบัญชีผู้ใช้ของ G-mail, Facebook หรือ LinkedIn สามารถ Login เข้าใช้งานได้ทันที 2. การสร้างงานนำเสนอหรือสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้โดยการอัปโหลดไฟล์เข้าสู่ระบบ โดย คลิกเลือกที่ Add Content จะเข้าสู่หน้าจอดังภาพที่ 1 สำหรับการใช้งานแบบฟรี ผู้สอนสามารถเพิ่มเนื้อหา และกิจกรรมต่าง ๆ - การอัปโหลดเนื้อหา ซึ่งรองรับทั้ง PowerPoint ไฟล์ PDF หรือไฟล์ภาพ - เพิ่มการออกแบบเนื้อหา โดยเชื่อมโยงไปที่เว็บไชต์การออกแบบ Canva - การสร้างแบบสอบถามออนไลน์หรือ Poll เพื่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งภายในมีหลากหลายรูปแบบให้ผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้ได้ในลักษณะของการทดสอบความรู้ของผู้เรียนได้ - การสร้างการนำเสนอในรูปแบบข้อความ - การเพิ่มเนื้อหาในรูปแบบของสิงก์จาก YouTube


20 จุดเด่น 1. ผู้เรียนสามารถเข้ามาในห้องเรียนจาก URL ที่ผู้สอนได้สร้างไว้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใช้ รหัส 2. ผู้สอนสามารถอัปโหลดสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายและไม่เสีย ค่าใช้จ่ายในการอัปโหลด 3. มีการตอบโต้ระหว่างการเรียนได้ตลอดเวลา มีการทำแบบทดสอบ และการตอบโต้ระหว่าง การเรียน 4. มีการประเมินและทดสอบหลังการเรียน 5. สามารถแบ่งปีนห้องเรียนให้แก่ผู้อื่นที่สนใจได้อีกด้วย ข้อจำกัด 1. ไม่สามารถสร้างสื่อการเรียนการสอนภายใน Zeeting ได้ ผู้สอนต้องสร้างไฟล์และอัปโหลด เข้าสู่ระบบผู้เรียนจะต้องทำการเข้าห้องเรียนผ่าน URL ที่ผู้สอนให้มาเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าเรียนได้มี ข้อจำกัดของจำนวนของผู้เข้าร่วมหากต้องการที่จะเพิ่มจำนวนต้องเสียค่ใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้ตรงตามความ ต้องการของผู้สอน 2. มีข้อจำกัดของการใช้งานสมาชิกแต่ละประเภท เช่น สมาชิกประเภท Business Basic (ฟรี) สามารถสร้างการนำเสนอได้เพียง 5 งานนำเสนอ รองริผู้ที่เข้ามาดูได้ไม่เกิน 25 คน ต่อหนึ่งงานนำเสนอ และ ไม่สามารถ Export Analytics ได้ ส่วนสมาชิกประเภท Education & Non -profts (ฟรี) สามารถสร้างการ นำเสนอได้ไม่จำกัดจำนวน รองรับผู้ที่เข้ามาดูได้ถึง 500 คน ต่อ 1 งานนำเสนอ รวมทั้งสามารถ Export Analytics ได้ ต้องซื้อหรืออัปเกรดระบบ เพื่อใช้งานได้จำนวนมากขึ้น เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Infographic Infographic มาจากคำว่า Information + graphic อินโฟกราฟิกจึงหมายถึง การนำข้อมูล หรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะของข้อมูล ภายในภาพนั้นอาจประกอบด้วย สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ เป็นต้น ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เข้าใจง่าย รวดเร็ว และชัดเจน เปรียบเสมือนการสรุปข้อมูลลงในภาพ สื่อให้เข้าใจความหมายทั้งหมดได้ หลักการออกแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) แบ่งได้ 2 ส่วน 1. ด้านข้อมูล ต้องมีความหมาย น่าสนใจ เป็นความจริง และมีความถูกต้อง 2. ด้านการออกแบบ รูปแบบสวยงาม ออกแบบให้เข้าใจง่าย มีความดึงดูดใจ ใช้ได้งานจริง การสร้างอินโฟกราฟิกให้มีประสิทธิภาพ 1. เน้นที่หัวข้อหลักหัวข้อเดียว เมื่อกำหนดหัวข้อแล้วก็ควรเป็นข้อมูลของสิ่งนั้น มีข้อมูลอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ชมและ ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและไม่สับสน 2. ออกแบบให้เข้าใจง่าย ข้อมูลภายในต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หรืออัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการ ตีความที่ผิดพลาดได้ 3. ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ การออกแบบต้องไม่ทำเกินขอบเขตของหัวข้อซึ่งจะเป็นการทำลายข้อมูลส่วนที่ไม่จำเป็น ดังนั้นก่อนที่จะสร้างอินโฟกราฟิกต้องมั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง


21 4. ข้อเท็จจริงถูกต้อง การให้ข้อมูลถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากข้อมูลผิดพลาดก็จะลดความน่าเชื่อถือ ของอินโฟกราฟิก 5. ให้อินโฟกราฟิกเล่าเรื่อง อินโฟกราฟิกที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งสามารถ ถ่ายทอดข้อมูลได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านข้อมูลมาก่อน 6. การออกแบบที่ดีจะทำให้มีประสิทธิภาพ ออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภาพ กราฟิก สี ชนิด แบบ ช่องว่าง ทั้งหมด นี้มีความสำคัญในการออกแบบ 7. ใช้สีดึงดูดความสนใจ สีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กระตุ้นให้มีผู้สนใจอินโฟกราฟิก ควรศึกษาทฤษฎีการใช้สี เพื่อให้เหมาะสมกับหัวข้อที่ออกแบบ ไม่จำเป็นต้องมีสีสันมาก อินโฟกราฟิกบางชิ้นมีสีเพียงเล็กน้อยก็มี ประสิทธิภาพ 8 ใช้คำพูดกระชับ ข้อความสั้น กระชับ ตรงจุดหมาย จะทำให้เรื่องราวมีความน่.าสนใจ หรือใช้การ เปรียบเทียบตัวเลขเพื่อดึงดูดความสนใจ 9. ตรวจสอบข้อมูลตัวเลข ถ้าภายในอินโฟกราฟิกมีตัวเลขประกอบอยู่ ก็ควรตรวจสอบความถูกต้อง และการจัด ระเบียบ ตัวเลขไหนควรมีอยู่หรือควรเอาออกไป เพื่อให้อินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น 10 ทำไฟล์อินโฟกราฟิกให้เล็ก เพื่อให้ผู้ที่เข้าชม สามารถเปิดดูและดาวน์โหลดได้ง่าย นำไปใช้งานได้ตามความสะดวก และไม่ควรลดคุณภาพของรูปภาพ ควรใช้รูปภาพที่มีไฟล์คุณภาพสูงเพื่อดึงดูดดผู้ชม เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Animation แอนิเมชันมากระบวนการสร้างจะแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ 1. Preproduction เป็นกระบวนการออกแบบ เตรียมงานสร้างและพากย์เสียงแอนิเมชัน ทั้งหมด 2. Production เป็นกระบวนการในการสร้างสรรค์และผลิตแอนิเมชัน . 3. Postproduction เป็นกระบวนการของการเก็บรายละเอียดงาน ตัดต่อ ทำดนตรีประกอบ หรือเสียงพากย์ต่าง ๆ เพิ่มเติมให้กับแอนิเมชันโดยแต่ละขั้นตอนก็จะแบ่งเป็นขั้นตอนย่อยดังต่อไปนี้ Preproduction ขั้นตอนเตรียมการ 1) เขียนบท เป็นขั้นตอนเริ่มแรกของงานที่มีความสำคัญอย่างมากขั้นตอนหนึ่งเพราะว่า แอนิเมชันเรื่องนั้น ๆ จะสนุกหรือไม่ ดูแล้วเข้าใจหรือเปล่า ผู้ชมจะมีอารมณ์ร่วมกับงานหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการ เขียนบทนี้ ดังนั้นขั้นตอนการเขียนบทจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง 2) ออกแบบภาพ ขั้นตอนนี้จะเป็นการออกแบบภาพต่าง ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแอนิเมชัน ทั้งการออกแบบ ตัวละคร ฉาก โดยกำหนดรายละเอียดของส่วนต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น สี ลักษณะความสูง มุม ต่าง ๆ ชุดหรือรายละเอียดปลีกย่อยของฉากและตัวละคร เพื่อให้นักออกแบบ นักวาดภาพหรือคนทำแอนิเมชัน แต่ละคนเข้าใจตรงกันและผลิตภาพการ์ตูนออกมาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน


22 3) เขียนสตอรีบอร์ด (storyboard) คือ ขั้นตอนในการนำบททั้งหมดที่เสร็จแล้ว มาทำเป็น ภาพเพื่อกำหนดมุมมอง แสดงวิธีการเล่าเรื่องราว กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ อย่างคร่าว 1 รวมถึงแสดงให้เห็น ความต่อเนื่องของภาพ 4) ทำแอนิเมติก (animatic) และพากย์เสียงตัวละคร เป็นการนำภาพจากสตอรี่บอร์ดมา ตัดต่อเรียงต่อกันคร่าว ๆ พร้อมกับการพากย์เสียงและใส่เสียงพากย์เหล่านั้นลงไปด้วย เรียกขั้นตอนนี้ว่า ขั้นตอนการทำแอนิเมติก ทำเพื่อกำหนดระยะเวลาของแต่ละชอตที่จะเกิดขึ้นรวมถึงกำหนดการเคลื่อนไหวและ อารมณ์ของตัวละครคร่าว ๆ Production ขั้นตอนการทำงานจริง 1) วาง layout คือ การวาดภาพลงสีและกำหนดมุมภาพ รวมถึงตำแหน่งของตัวละครอย่าง ละเอียดและวางรายละเอียดในแต่ละขอตว่าตัวละครจะเคลื่อนไหวอย่างไร มีการแสดงอารมณ์อย่างไรให้ ชัดเจน 2) สร้างฉาก คือ การวาดภาพและลงสีฉากทั้งหมด ให้ตรงตามที่วางรายละเอียดเอาไว้ 3) ทำแอนิเมชันภาพเคลื่อนไหว เป็นขั้นตอนในการทำให้ตัวการ์ตูนและสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถ เคลื่อนไหวและแสดงอารมณ์ได้ในฉากนั้นให้เคลื่อนไหวได้ โดยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องใส่ใจรายละเอียดในการ ทำงาน เช่นกัน เนื่องจากหากทำไม่ดี อย่างเช่น ทำการเคลื่อนไหวบนใบหน้าเพื่อแสดงอารมณ์ได้ไม่ดี ภาพ แอนิเมชันที่ออกมาก็จะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วม เปรียบกับนักแสดงจริงก็เหมือนกับนักแสดงที่แสดงได้แข็ง ๆ Postproduction ขั้นตอนตกแต่งปิดงาน การประกอบรวมภาพทั้งหมด (compositing) ในขั้นตอนนี้เป็นการนำภาพตัวละครที่ถูกทำ แอนิเมชันเคลื่อนไหวแล้วมารวมเข้ากับฉาก และตกแต่งแสง สีเพิ่มเติมเข้าไปให้มีความสวยงามและเสริมให้ได้ อารมณ์มากยิ่งขึ้น 1) ตัดต่อ เป็นกระบวนการที่นำชอตต่าง ๆ ที่ประกอบรวมกันทั้งหมดและตกแต่งเรียบร้อย แล้วมาตัดต่อรวมกัน 2) ดนตรีและเสียงประกอบต่าง ๆ เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการสร้าง โดยเป็นอีก ขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากดนตรีและเสียงประกอบที่ดี สามารถช่วยส่งเสริมให้งานแอนิเมชันของเรา มีอารมณ์ที่แสดงออกดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงอารมณ์ที่ต้องการสื่อสารได้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะสนุกสนาน เศร้า โกรธหรือน่ากลัว สรุปแล้วการรับทำแอนิเมชันแล้วกว่าจะผลิตออกมาได้เรื่องหนึ่งนั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ ทั้งเวลา การวางแผนความใส่ใจ ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเพื่อให้เกิดขึ้นมาเป็นแอนิเมซันดี ๆ มีประสิทธิภาพเรื่องหนึ่ง ประเภทของสื่อแอนิเมชัน สื่อแอนิเมชัน (Animation) แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. 2D Animation คือ ภาพเคลื่อนไหวแบบ 2 มิติ มองเห็นทั้งความสูงและความกว้าง ซึ่งจะ มีความเหมือนจริงพอสมควร และในการสร้างจะไม่สลับขับซ้อนมากนัก ตัวอย่างเช่น การ์ตูนเรื่อง One Piece โดเรมอน หรือ ภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏตามเว็บต่าง ๆ รวมทั้ง Gif Animation 2. 3D Animation คือ ภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ มองเห็นทั้งความสูงความกว้าง และ ความลึก ภาพที่เห็นจะมีความสมจริงมากถึงมากที่สุด เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story, NEMO, ก้านกลัวย, ยักษ์, ปังปอนด์3D เป็นต้น


23 ชนิดของสื่อแอนิเมชัน 1. Drawn Animation คือ แอนิเมชันที่เกิดจากการวาดภาพหลาย ๆ พันภาพ แต่การฉาย ภาพเหล่านั้นผ่านกล้องอาจใช้เวลาไม่กี่นาที ข้อดีของการทำแอนิเมชันชนิดนี้คือ มีความเป็นศิลปะสวยงาม น่าดูชม แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลาในการผลิตมาก ต้องใช้แอนิเมเตอร์จำนวนมากและต้นทุนก็สูงตามไปด้วย 2. Stop Motion หรือเรียกว่า Model Animation เป็นการถ่ายภาพแต่ละขณะของ หุ่นจำลองที่ค่อย ๆ ขยับอาจจะเป็นของเล่นหรืออาจจะสร้างตัวละครจาก Plasticize วัสดุที่คล้ายกับดินน้ำมัน โดยโมเดลที่สร้างขึ้นมาสามารถใช้ได้อีกหลายครั้ง และยังสามารถผลิตได้หลายตัว ทำให้สามารถถ่ายทำได้ หลายฉากในเวลาเดียวกันแต่การทำ Stop Motion นั้นต้องอาศัยเวลาและความทุ่มเทมาก เช่น การผลิต ภาพยนตร์เรื่อง James and the Giant Peach สมารถผลิตได้ 10 วินาที ต่อวันเท่านั้น วิธีนี้เป็นงานที่ต้อง อาศัยความอดทนมาก 3. Computer Animation ปัจจุบันมีชอฟต์แวร์ที่สามารถช่วยให้การทำแอนิเมชันง่ายขึ้น เช่น โปรแกรม Maya, Macromedia Flash และ 3D Studio Max เป็นตัน วิซีนี้เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาการ ผลิตและประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมาก เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ใช้แอนิเมเตอร์เพียง 110 คนเท่านั้น แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC ความหมายและลักษณะสำคัญของ MOOC MOOCs ย่อมาจาก Massive Open Online Course หมายถึง หลักสูตรการเรียนการสอนแบบ ออนไลน์ แบบเปิดเสรีสำหรับทุกๆคนในโลก สามารถสมัครเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดจำนวน เน้นในระดับ การศึกษารขั้นสูงที่ในระบบการศึกษาแบบเดิมที่มีข้อจำกัด อยู่แต่เฉพาะในห้องเรียน และรองรับผู้เรียนใน จำนวนน้อย Massive จำนวนผู้เรียนลงทะเบียนได้มากกว่า 10,000 คน Open เรียนแบบเสรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกๆ คนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ Online เรียนออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต Course ชุดวิชาที่เปิดสอนแบบ 7X24 เข้าเรียนได้ตามที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องขอรับ ประกาศนียบัตรผลการเรียนเป็นระบบเปิดที่เรียนได้แบบเสรี โดยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเป็น นักเรียนหรือ เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ระบบรองรับผู้เรียนได้อย่างกว้างไกลและรองรับจำนวนผู้เรียนได้มาก ซึ่งแตกต่างกับการเรียนแบบเดิม ที่รองรับผู้เรียนได้จำนวนน้อยและต้องใช้มีผู้สอน ซึ่งทำให้มีข้อจำกัดเรื่อง อัตราส่วนของผู้สอนกับผู้เรียน ซึ่ง MOOCs ไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ เพราะสามารถรองรับผู้เรียนได้แบบมหาศาล และมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่โดดเด่นเช่น เนื้อหาที่นำมาให้เรียนเป็นเนื้อหาแบบเปิดที่อนุญาต (open licensing of content) เป็นต้น ตัวอย่างระบบการเรียนการสอน MOOCS ที่มีชื่อเสียง ในต่างประเทศ เช่น - edX (edx.org) – มหาวิทยาลัย Harvard และ MIT เป็น MOOC provider ที่เกิดจากการรวมตัวของ MIT และมหาวิทยาลัยHarvard มหาวิทยาลัย ท ี ่ เ ข ้ า ร ่ ว ม เ ช ่น MIT, Harvard University, Boston University, UC Berkeley, Kyoto University, Australian National University, University of Queensland มีหลักสูตร วิชาเรียนให้เลือกหลากหลาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก - KHAN ACADEMY (Khanacademy.org) – ก่อตั้งโดย Salman Khan เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรก่อตั้งโดย Salman Khan ซึ่งจบการศึกษาจากMITและ Harvard มี


24 จุดเด่นตรงที่เป็นเว็บที่มีวิชาเรียนคล้ายๆ ในโรงเรียน ในวิชาคณิตศาสตร์มีการแยกเป็นระดับตั้งแต่อนุบาลจน จึงมัธยมปลายและวิชาที่น่าสนใจอีกมาก รวมถึงการฝึกเตรียมสอบวิชาต่างๆ - COURSERA (Coursera.org) – ก่อตั้งโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย Standford มหาวิทยาลัยที่ เข้าร่วม เช่น Stanford University, Princeton University, John Hopkins University, University of Maryland College Park, University of Illinois at Urbana-Champaign ร่วมกับองด์กรต่างๆ พร้อมกับ วิชาเรียนหลากหลาย - UDACITY (Udacity.com) – หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย Standford ประเทศไทย องค์กรการศึกษา แสวงหากำไรร่วมกับองค์กรธุรกิจต่างๆ เช่น Google, AT&T, Facebook, amazon, IBM เป็นต้น โดยวิชาเน้นไปด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล - โครงการ มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย Thailand Cyber University (TCU : thaicyberu.go.th) เป็นโครงการภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาของรัฐ (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ฐานข้อมูล Web of Science, WOS มีเนื้อหาครอบคลุมสาขาวิชาหลัก คือ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ผลิตและบริการโดยบริษัท Thomson Reuters เป็นชุดฐานข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขป จากวารสารวิชาการระดับคุณภาพ ที่มีค่า Impact Factor, IF ทุกบทความ และที่สำคัญเป็นฐานข้อมูล ที่ให้ ข้อมูลจำนวนการได้รับอ้างอิง Time Cited of Citations แห่งแรกของโลก จึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญใน การ ประเมินคุณภาพ ผลงานวิจัยวิชาการของนักวิจัยรายบุคคล หน่วยงาน/สถาบัน/มหาวิทยาลัย ประเทศ ที่ใช้ หน่วยวัดจาก จำนวนบทความวิจัย และจำนวนการได้รับการอ้างอิง (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)) ประโยชน์ของ MOOC MOOC เป็นการเรียนรู้ตามความสนใจของแต่ละคน ในบางรายวิชาอาจจะต้องเสียค่าใช้ง่ายในการ ลงทะเบียนเรียน หากผู้เรียนต้องการเอกสารรับรองผลการเรียนหรือประกาศนียบัตร ในช่วงแรก MOOC ส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักสูตรที่ให้ปริญญา แต่ให้ประกาศนียบัตรการเรียนตามหลักสูตร ต่อมาแต่ละมหาวิทยาลัยให้ ความสนใจพัฒนา MOOC เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรเพื่อรับปริญญา ดังนั้น MOOC จึงเป็น ประโยชน์สำหรับผู้เรียน อาจารย์ และสถาบันการศึกษาดังนี้ (น้ำทิพย์ วิภาวิน และรุจเรบา วิทยาวุทฒิกุล, 2557) องค์ประกอบของ MOOC องค์ประกอบของแต่ละรายวิชาของ MOOC จะประกอบไปด้วย (รุสดี เปาจิ, 2558) 1) วิดีโอแบบสั้น ๆ หลาย ๆ ชุด เช่น การพูดให้ข้อมูล การยกตัวอย่างงาน การทดลอง เป็นต้น 2) เอกสารประกอบออนไลน์ 3) การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กิจกรรมออนไลน์ 4) การประเมินผลการเรียน 5) การทดสอบความเข้าใจ เช่น แบบเลือกตอบ แบบจับกลุ่ม และแบบประเมิน เป็นต้น น้ำทิพย์ วิภาวิน และรุงเรบา วิทยาวุฑฒิกุล (2557) ได้อธิบายองค์ประกอบสำคัญของ MOOC ไว้ดังนี้


25 1) การใช้ระบบเปิดในการเข้าถึง (Open access) เป็นการพัฒนารายวิชาที่ผู้เรียนสามารถเรียน ออนไลน์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) ระบบที่ขยายได้ (Scalability) เป็นรายวิชาที่ออกแบบมาให้สามารถรองรับผู้เรียนจำนวนมากใน การเรียนในช่วงเวลาเดียวกันได้ดังนั้น การสร้าง MOOC จึงประกอบด้วย อาจารย์ที่สอบรายวิชานั้น นักออกแบบเนื้อหา บทเรียนออนไลน์ในรูปวิดีโอพร้อมแบบฝึกหัดและฟอรั่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เป็น MOOC เพลตฟอร์มและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากการสำรวจของ Chronicle of Higher Education พบว่า ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 103 คน ที่สอนโดยใช้ MOOC จะใช้เวลามากกว่า 100 ชั่วโมงในการบันทึกวิดี โอบทเรียนออนไลน์และการเตรียมตัวอื่น ๆ อีกทั้งใช้เวลาในแต่ละรายวิชา 8-10 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมตอบคำถามในฟอรั่ม (Kolowich, 2013) การเรียนของรายวิชา MOOC จะประกอบไปด้วย 1) การบรรยายเนื้อหาบทเรียน (Lectures) ซึ่งประกอบด้วยวิดีโอประมาณ 5-10 นาที มีอาจารย์ อธิบายเนื้อหา พร้อมภาพ กราฟ หรือตารางที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบของ MOOC ที่มีการ เรียนการสอนประมาณ วารสารมนุมยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขียงใหม่ ปีที่ 1 ฉบับที่ I พ.ศ. 2562 2) แบบฝึกหัด (Assignments หรือ Finger exercises) ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามแบบสั้น ๆ เพื่อความ เข้าใจในบทเรียน ถ้าเป็นการคำนวณตัวเลขมักเป็นคำตอบแบบตัวเลือก พร้อมอธิบายที่มาของคำตอบนั้น ๆ บางวิชาอาจมีการบ้าน (Homework) ซึ่งผู้เรียน จะต้องทำแบบฝึกหัดทุกสัปดาห์ โดยให้เวลาครึ่งวัน งานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC งานวิจัยในประเทศ สุนันทา บุญประสิทธิ์ (2548:52) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 พบว่า ความต้องการในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านที่มีความต้องการอันดับสูงสุด คือ ด้านการวัดผลและประเมินผล รองลงมาคือ ด้านการจัด สื่อการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาตนเอง และส่วนด้านหลักสูตรและการใช้หลักสูตรมีความ ต้องการอันดับน้อยที่สุด ภิญโญ ลองศรี(2549:69) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนใน โรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1-5 พบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางงบวกกับพฤติกรรม การทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 คือ คุณลักษณะของผู้วิจัย กระบวนการทำงาน การได้รับการยอมรับ การได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ความต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ นวพร ชลารักษ์ (2558: 64) ได้ศึกษาบทบาทของครูกับการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 การ เปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมระบบการศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ด้วย เดิมการศึกษามุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะเพียงอ่านออกเขียนได้ (Literacy) เท่านั้น แต่สำหรับในศตวรรมที่ 21 ด้องมุ่งเน้นให้ ตู้เรียนเกิดการเรียนรู้การปฏิบัติและการสร้างแรง บันดาลใจไปพร้อมกัน กล่าวคือ จะไม่เป็นเพียงผู้รับ อีกต่อไป แต่ผู้เรียนต้องฝึกการเรียนรู้จากการลงมือ ปฏิบัติ และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง(Active Learning)ได้มีครูเป็น "โค้ช" ที่คอยออกแบบการเรียนรู้ช่วยให้ ผู้เรียนบรรลุผลได้ประการสำคัญ คือ ครูในศตวรรษที่ 21 จะต้องไม่ตั้งตบเป็น "ผู้รู้" แต่ต้องแสวงหาความรู้ไป พร้อมกันกับผู้เรียนในขณะเดียวกัน


26 ณฐภัทร ติณเวส และฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2559) ได้ศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบ เปิดแบบ MOOC ของอุดมศึกษาไทย โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์ ระบบเปิดแบบ MOOC ที่ดีจากผู้ให้บริการ MOOC ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นใน การจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของอุดมศึกษาไทย 3) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบการจัด การศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างใช้ใน การวิจัย คือ 1) ผู้ให้บริการ MOOC ระดับประเทศระดับสถาบันการศึกษา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ จัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบMOOC โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 18 แหล่งข้อมูล 2) ผู้เชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในอุดมศึกษา โดยเลือกเฉพาะเจาะจง 3) ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นผู้บริหารของสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และมีประสบการณ์ ด้านการจัดการเรียนการสอนด้วย Massive Open Online Course (MOOC) จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือใน การวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสังเคราะห์เอกสารการจัดการศึกษาออนไลน์ ระบบเปิดแบบ MOOC ของ ต่างประเทศ 2) แบบวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นรูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของอุดมศึกษาไทย 3) แบบรับรองรูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของ สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์คำสำคัญและวิเคราะห์ความถี่ของคำ สำคัญ ผลการศึกษาพบว่า 1)รูปแบบการการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของต่างประเทศมี 7 องค์ประกอบหลักคือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านระบบและการให้บริการด้านการสอน ด้านการวางแผน และการออกแบบ ด้านการนำไปใช้งาน ด้านประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการประเมินหลักสูตร และด้านการ บริหารจัดการและมี 22 องค์ประกอบย่อย 2) ความคิดเห็นในการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของอุดมศึกษามีองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบคือ ด้านการบริหารจัดการด้านการออกแบบ หลักสูตรการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านการนำไปใช้และด้านการประเมิน หลักสูตร 3) ผลการสังเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOC ของอุดมศึกษาไทย โดยผ่านการรับรองของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 5 องค์ประกอบ คือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการออกแบบ หลักสูตรการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านการนำไปใช้และด้านการประเมิน หลักสูตร งานวิจัยต่างประเทศ Gayle Christensen et al. (2013) ได้ทำการสำรวจทางออนไลน์กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย Pennsyvanian จำนวน 32 คน ซึ่งนักเรียนเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น มีการศึกษาที่ดีและอาศัยอยู่ในประเทศที่ พัฒนาแล้ว ผลจากการสำรวจพบว่า นักศึกษาชายมักพูดถึง MOOCs มากกว่านักศึกษาหญิง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ โดยมักพูดเกี่ยวกับการหางานหรือความสนใจอื่น ๆ ซึ่งการใช้ MOOCs สามารถอำนวยความสะดวก ได้เป็นอย่างดี แม้แต่ประเทศที่ระบบการศึกษายังไม่พัฒนามาก และสามารถนำไปปรับใช้ได้ Katy Jordan (2015) ได้ทำการวิเคราะห์ผลข้อมูลการลงทะเบียนเรียนออนไลน์และการเก็บ รวบรวมข้อมูลทั้งหมด 221 หลักสูตรออนไลน์แบบเปิดกว้าง (MOOCs) ด้วยชุดข้อมูลที่ขยายก่อนหน้านี้ งาน ตันฉบับถูกขยายเพื่อรวมการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณของปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการบรรลุผล อัตราการจบ ระหว่างหลักสูตร (หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนที่เรียนจบหลักสูตร) เปลี่ยนแปลงจาก 0.79 เป็น 5218 โดยมีค่ามัธยฐาน 12.6% ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งการเปิดลงทะเบียนใน MOOCs ได้ลดลง ในขณะที่ อัตราการสำเร็จลุล่วงได้เพิ่มขึ้น อัตราการสำเร็จจะแตกต่างกันไปตามความยาวของหลักสูตร (หลักสูตรระยะ ยาวที่มีอัตราการจบการศึกษาต่ำกว่า) วันที่เริ่มตัน (หลักสูตรล่าสุดที่มีเปอร์เซ็นต์การจบหลักสูตรที่สูงขึ้น และ


27 ประเภทการประเมินผล (หลักสูตรโดยใช้การให้คะแนนโดยอัตโนมัติ สำหรับตัวอย่างย่อยของหลักสูตรที่มีอัตรา การใช้งานอยู่ตลอดจนการประเมินผลในแต่ละหลักสูตร ความแตกต่างระหว่างสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองดู เหมือนจะมีความสำคัญในการบรรลุความผูกพันของนักเรียนหลังจากที่สัดส่วนของนักเรียนที่ใช้งานอยู่และ ระดับการประเมินผลที่ออกมา น้อยกว่า 3% คาลอส อนาริโอ โฮโยส และคณะ (2017) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง แรงจูงใจและกลยุทธ์ใน การเรียนของผู้เรียน MOOC โดยในการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 6,335 คน จาก 160ประเทศ โดยใช้ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีแรงจูงใจระดับสูงและมีความมั่นใจที่จะประสบความสำเร็จใน การเรียน กลยุทธ์ในการเรียนที่สำคัญ คือ การจัดการเวลา


บทที่ 3 วิธีการดำเนินการพัฒนา การพัฒนาครั้งนี้มุ่งเน้นพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC โดยมีวิธีการดำเนินการพัฒนาตนเอง ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. วิธีการดำเนินการพัฒนาตนเอง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการดำเนินการพัฒนาตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 1.1 บทเรียนสำเร็จรูปออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC 1.2 เอกสารบทเรียนพัฒนาตนเอง 1.3 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.4 แบบทดสอบก่อนเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ แพลตฟอร์ม Thai MOOC 1.5 แบบทดสอบหลังเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ แพลตฟอร์ม Thai MOOC ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง 2.1 ศึกษาข้อมูล ด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC 2.2 ลงทะเบียนเพื่อเข้าเรียนในแพลตฟอร์ม Thai MOOC 2.3 ศึกษาสร้างสื่อสมัยใหม่โดยมีคู่มือการเรียนในแพลตฟอร์ม Thai MOOC 2.3.1 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ClassDojo 2.3.2 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Mentimeter 2.3.3 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Padlet 2.3.4 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Quizizz 2.3.5 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Zeetting 2.3.6 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Infographic 2.3.7 เครื่องมือออนไลน์สำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 : Animation 2.4 ทำแบบทดสอบก่อนเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2.5 ศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ แพลตฟอร์ม Thai MOOC 2.6 ทำแบบทดสอบหลังเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่21


29 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้พัฒนาดำเนินการพัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เรื่อง การสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21และพัฒนาตนเองตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 รวบรวมคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เป็นแบบทดสอบปรนัยเลือกตอบ จำนวน 10 ข้อ แบบทดสอบมี เกณฑ์ให้คะแนนเป็นรายข้อตอบถูก ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน 3.2 รวบรวมคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เป็นแบบทดสอบปรนัยเลือกตอบ จำนวน 10 ข้อ แบบทดสอบมี เกณฑ์ให้คะแนนเป็นรายข้อตอบถูก ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ดังนี้ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 4.1 ค่าร้อยละ (Percentage) 4.2 ค่าเฉลี่ย (̅)


บทที่ 4 ผลการดำเนินการ การพัฒนาตนเองในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ผู้พัฒนาได้ดำเนินการตามขั้นตอนการพัฒนา โดยมี วัตถุประสงค์ของการพัฒนาดังนี้เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้พัฒนาเสนอผลการพัฒนาข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาครั้งนี้ได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ̅ แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย ผลการพัฒนาตนเอง ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ผลการพัฒนาตนเองมีข้อมูลปรากฏ ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC สำหรับการพัฒนาตนเอง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏ ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC แบบทดสอบ (จำนวน) คะแนน แบบทดสอบ คะแนนก่อน การพัฒนา ̅ S.D. ร้อยละของ การพัฒนา คะแนนหลัง การพัฒนา ̅ S.D. ร้อยละของ การพัฒนา 10 10 7 0.7 0.48305 70 10 1 0 100


31 ประเด็นเรื่องที่พัฒนา ข้อมูลที่ได้รับจากการพัฒนา 1. ClassDojo ห้องเรียนออนไลน์สามารถติดต่อระหว่างครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง ให้สาม รถติดตามผลการเรียนของนักเรียนได้ อีกทั้งสามารถรายงานพฤติกรรม ของผู้เรียนให้แก่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารได้ผ่านช่องทางอีเมลหรือการ กำหนดรหัสเพื่อเชิญเข้ามาร่วมในรายวิชา และ Class dojo มีลูกเล่นใน การสร้างตัวละครให้แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกและสร้างการมี ส่วนร่วม 2. Mentimeter สร้างงานนำเสนอแบบมีส่วนร่วม ผู้เรียนหรือผู้ฟังสามารถมีส่วนร่วมใน การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็นการโต้ตอบในห้องเรียนร่วมกับ สไลด์ที่ผู้สอนนำเสนอได้อย่างหลากหลาย สามารถวัดความเข้าใจของ ผู้เรียนได้ทันที 3. Padlet กระดานแสดงความคิดเห็นออนไลน์สามารถเข้ามาอภิปราย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เขียนคำถาม คำตอบ หรือสรุปเนื้อหา เป็น ช่องทางแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนและผู้สอนหรือบุคคลต่าง ๆ ใน ชั้นเรียน และผู้สอนอาจจะให้ผู้เรียนทำการส่งงานภายใน Padlet ได้ 4. Quizizz แบบทดสอบออนไลน์ e-Testing ผู้เรียนทำแบบทดสอบผ่านอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ Notebook Tablet ที่เชื่อมต่อระบบ Internet ผู้เรียน ทราบผลทันที และผู้สอนได้รับรายงาน (Report) ผลการสอบและ บันทึกลงเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที 5. Zeetting สามารถเปลี่ยนวิธีการนำเสนอผู้สอนให้ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วม ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้งานผ่านทาง URL ที่ผู้สอนให้ไว้ ผู้สอนสามารถ อัปโหลดสื่อการเรียนการสอนมาไว้บนเว็บ Zeeting สามารถสร้าง Poll Quiz กระดานกิจกรรม และสามารถเก็บสถิติ การโต้ตอบของผู้เรียนได้ แบบ Real time 6. Infographic การนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุป เป็นสัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ เป็นต้น ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เข้าใจง่าย รวดเร็ว และชัดเจน เปรียบเสมือนการสรุปข้อมูลลงในภาพ สื่อให้เข้าใจความหมายทั้งหมดได้ 7. Animation เป็นการนำเสนอความรู้ผ่านการออกแบบเป็นตัวละคร โดยการพากย์ เสียง มีภาพเคลื่อนไหว ทำให้การนำเสนอมีความน่าสนใจ ซึ่งจะ ประกอบไปด้วยรูปแบบ 2D และ 3D สามารถถ่ายทำได้หลายฉากใน เวลาเดียวกัน


บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการพัฒนาตนเอง ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีร้อยละของกร พัฒนาร้อยละ 70 และร้อยละ 100 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อภิปรายผลการพัฒนา จากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน โดยการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อ สมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน โดยการพัฒนาตนเองด้านการสร้าง สื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ลักษณะการศึกษาด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC เป็นการศึกษาผ่านวิดีโอ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เอกสาร ประกอบการสอน ส่งผลทำให้การพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มี ความน่าสนใจและสร้างแรงจูงใจในการพัฒนา นอกจากนี้เนื้อหาการเรียนมีการเรียงลำดับจากเนื้อหาที่ง่ายไป ยังเนื้อหาที่มีความยาก แต่มีการสอนโดยอาจารย์ประจำหลักสูตรจึงทำให้การพัฒนาศึกษาในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี อีกทั้งผู้พัฒนาได้มีการทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ พบว่า ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และเนื้อหามีความสอดคล้องกับ การศึกษาการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ข้อเสนอแนะจากการพัฒนาตนเอง ข้อเสนอแนะทั่วไป ในการพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai MOOC ผู้พัฒนาจะต้องทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่ตนเองต้องการพัฒนา เพื่อเลือกเนื้อหาในแพลตฟอร์ม Thai MOOC ให้ตรงกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาครั้งต่อไป ในการพัฒนาครั้งถัดไป ควรเพิ่มแหล่งข้อมูลการพัฒนาให้หลากหลายแพลตฟอร์มเพื่อการสร้างสื่อ สมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21


บรรณานุกรม


บรรณานุกรม ชโรชีนีย์ ชัยมินทร์. (2562). MOOC : เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในศตวรรษที่ 21. คณะมนุษยศษสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นภารัตน์ ชูเกิด. (2561). เครื่องมือออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บันเย็น เพ็งกระจ่าง. (2561). การพัฒนาครูด้านการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนสารสาสน์ วิเทศ คลองหลวง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกริก สุภาณี ทัพขวา. (2561). การศึกษากิจกรรมการเรียนการสอนและพฤติกรรมการเรียนใน Thai MOOC. ปริญญามหาบัณฑิตภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย. สำนักงานคณะกรรมการการอุมดมศึกษา. (2560). ข้อมูลโครงการ Thai MOOC. สืบค้นจาก http://Mooc.thaicyberu.go.th


ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา


36 แบบทดสอบเพื่อการพัฒนา ข้อสอบแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 10 ข้อ 1. เครื่องมือออนไลน์ใด ที่สามารถให้ผู้ปกครอง อาจารย์ และผู้บริหารการศึกษาสามารถติดตาม การเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ก. Padlet ข. Quizizz ค. Classdojo ง. Mentimeter 2. เครื่องมือออนไลน์ชนิดใดในการนำเสนอ (Present) หรือให้ผู้เรียนสามารถใช้งานได้ ต้องเข้าถึง จาก URL หรือที่อยู่เว็บไซต์ที่ระบบนำเสนอมาให้เท่านั้น ก. Quizizz ข. Zeetting ค. Classdojo ง. ถูกทุกข้อ 3. ตัวเลือกในข้อใดไม่ใช่เครื่องมือออนไลน์สำหรับการสร้างสื่อ Animation ก. Powtoon ข. GoAnimate ค. Crazy Talk ง. Adobe Flash 4. สุนิสา ได้รับคำชื่นชมจากเพื่อน ๆ ว่าเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำและความรับผิดชอบสูง แสดงว่า สุนิสา เป็นผู้ที่มีทักษะการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ในด้านใด ก. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ข. ทักษะด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ค. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ง. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี 5. ข้อใด ไม่ใช่ ระบบการพัฒนาทางวิชาชีพในศตวรรษที่ 21 ก. ฝึกฝนทักษะความรู้ความสามารถในเชิงบูรณาการ ข. ใช้มิติของการสอนด้วยเทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย ค. ประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ง. บูรณาการแหล่งเรียนรู้


37 6. การที่ผู้เรียนมีคุณลักษณะของการเป็นนักสำรวจที่ดีชอบที่จะศึกษาค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ สมมติฐานของตน แสดงว่าผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ในด้านใด ก. Enquirers ข. Thinking Skills ค. Active Learners ง. Second Language Skills 7. ระวีต้องการทดสอบความเข้าใจก่อนเรียนของผู้เรียน โดยต้องการจัดทำเป็นแบบทดสอบ 4 ตัวเลือก ระวีควรเลือกใช้เครื่องมือออนไลน์ชนิดใด จึงจะเหมาะสมที่สุด ก. Padlet ข. Quizizz ค. Zeetting ง. Classdojo 8. เครื่องมือออนไลน์ชนิดใด ในการนำเสนอ (Present) หรือให้ผู้เรียนสามารถใช้งานได้ ต้องเข้าถึง จาก URL หรือที่อยู่เว็บไซต์ที่ระบบนำเสนอมาให้เท่านั้น ก. Zeetting ข. Classdojo ค. Quizizz ง. ถูกทุกข้อ 9. ดุจดาวต้องการหาเครื่องมือออนไลน์เพื่อใช้ในการนำเสนอเนื้อหาที่เน้นการมีส่วนร่วมกับผู้เรียน ท่านจะแนะนำเครื่องมือออนไลน์ชนิดใดต่อไปนี้ ก. Classdojo และ Zeetting ข. Mentimeter และ Zeetting ค. Zeetting และ Padlet ง. Padlet และ Quizizz 10. หากเปรียบเทียบ Zeeting กับ Microsoft Offices จะเปรียบได้กับโปรแกรมใด ก. Microsoft Excel ข. Microsoft Word ค. Microsoft Access ง. Microsoft PowerPoint


38 เฉลยแบบทดสอบเพื่อการพัฒนา ข้อสอบแบบปรนัย (Multiple Choices) จำนวน 10 ข้อ ลำดับ คำตอบ 1 ค 2 ก 3 ง 4 ข 5 ง 6 ก 7 ข 8 ข 9 ก 10 ง


39 www.Thai MOOC.com แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยแพลตฟอร์มเพื่อ การเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC


ภาค ข เอกสารประกอบการเรียนรู้ในการพัฒนา


41 เอกสารประกอบการเรียนรู้ด้านการสร้างสื่อสมัยใหม่เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ตลอดชีวิต Thai MOOC


42


43


44


45


Click to View FlipBook Version