“น$ําใสดว้ ยมือเรา”
สมาชิก
นางสาวญาณิสา จนั ทรพ์ รอ้ ย 345465768
นางสาวณฏั ฐญาณี พรหมมนตรี 34546576?
นายพชั ระ ชกสุรวิ งค์ 601031250
นางสาวสุกญั ณิกา สรแสง 34546573L
นางสาวสุชญั ญา รองเดช 345465733
นางสาวสุณิฌา รกั ษาศรี 601031269
เอกเคมี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ
ปัญหาน)าํ เน่า
เสียในครวั เรอื น
ลกั ษณะ
ของน)าํ เสีย
ผลกระทบ
ของน)าํ เสีย
การบรหิ าร
จดั การน)าํ เสีย
1
น#ํา คือปัจจยั สาํ คญั ในการดาํ รงชีวิตของคนและส=ิงมีชีวิตเป็ นแหล่งกาํ เนิดของสตั วน์ #ําและ
พืชหลากหลายชนิด นอกจากน#ันน#ํายังมีประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม มี
ประโยชน์สาํ หรบั ครวั เรือน ในการด=ืมกิน ใชป้ ระกอบอาหาร หรือใชช้ าํ ระลา้ งร่างกายและส=ิง
สกปรกต่างๆ ซ=ึงน#ําที=นํามาใชต้ อ้ ง น#ําบริสุทธOิ สะอาด ปราศจากเช# ือโรคและสารพิษเจอื ปน
ในอดี ตมนุ ษย์สามารถนํ า 2
ท รั พ ย า ก ร น6ํ า จ า ก แ ห ล่ ง น6ํ า ต า ม
ธรรมชาติมาใชป้ ระโยชน์ได้ ต่าง
จาก ปั จจุ บันทีF เกิ ดปั ญ หาด้าน
คุณภาพของน6ํา หรือเกิดมลพิษทาง
น6ําจนไม่สามารถนําน6ําจากแหล่ง
น6ํ าตามธรรมชาติมาใช้ได้ ซึFง
ปัญหาเหล่าน6 ีเกิดข6 ึนไดจ้ ากหลาย
สาเหตุ
ปัญหานํ(าเน่าเสียจากครวั เรอื น 3
ลกั ษณะน)าํ ทางกายภาพ
เสียที0เกิดจาก ทางเคมี
บา้ นเรอื น ทางชีวภาพ
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 4
1) ทางกายภาพ
".")ของแข็ง ซFึงมีองค์ประกอบของสารอินทรียท์ ีFสามารถตกตะกอนใน
แหล่งน6ําได้ ทาํ ใหเ้ กิดการใชอ้ อกซิเจนในแหล่งน6ําและส่งผลกระทบใหเ้ กิดสภาวะ
ไมม่ ีออกซิเจนใตน้ 6ําได้ เกิดการสะสมทีFยอ่ ยสลายไดช้ า้ ทาํ ใหแ้ หล่งน6ําเกิดการต6 ืน
เขินและมีผลกระทบต่อการดาํ รงชีพของสตั วน์ 6ํา
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 5
2) ทางเคมี
*.") สารอินทรีย์ ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมนั ซึFงเกิดจากเศษ
อาหาร สารอินทรียใ์ นน6ําเสียจะถูกย่อยสลายไดโ้ ดยจุลินทรียท์ Fีใชอ้ อกซิเจน
ทําใหร้ ะดับออกซิเจนในน6ํา ลดลงจนเกิดสภาพเน่าเหม็นไดป้ ริมาณของ
สารอินทรียใ์ นน6ํานิยมวดั ดว้ ยคา่ บีโอดี (BOD) เมืFอคา่ บีโอดีในน6ําสูงแสดงวา่
สารอินทรียป์ ะปนอยมู่ ากกอ่ ใหเ้ กิดการเน่าเหม็นไดง้ า่ ย
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 6
2.2) สารอนินทรีย์ ไดแ้ ก่ แร่ธาตุต่างๆที=อาจไม่ทาํ ใหเ้ กิดน#ําเน่าเหม็น แต่อาจ
เป็ นอันตรายต่อส=ิงมีชีวิตทําใหเ้ กิดสภาพน#ําปนเป# ื อนหรือเป็ นอุปสรรคในกระบวนการ
ผลิตน#ําประปา เชน่ คลอไรดไ์ นโตรเจน ฟอสฟอรสั ซลั เฟอร์ เป็ นตน้
2.3) โลหะหนกั และสารพิษ โดยปกติโลหะหนักและสารพิษท=ีจะปะปนมากบั น#ํา
เสียจากบา้ นเรือนมีปริมาณท=ีน้อยมากหรือตรวจไม่พบซ=ึงหากพบในแหล่งชุมชนอาจมา
จากอุตสาหกรรมในครวั เรือนบางประเภทเชน่ รา้ นชุบโลหะหรือยาฆา่ แมลงเป็ นตน้
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 7
J.K) น)าํ มนั และไขมนั ซึ=งส่วนใหญ่มาจากพืชและสตั วท์ ี=ใชใ้ นการทาํ อาหาร สบู่
จากการอาบน#ํา ฟองสารซกั ฟอกจากการชาํ ระลา้ งสารเหล่าน# ีมีน#ําหนักเบาและลอยน#ําทาํ
ใหข้ ดั ขวางการถ่ายเทออกซิเจนจากอากาศสู่แหล่งน#ําทําใหส้ ่งผลกระทบต่อสตั วน์ #ําและ
คุณภาพน#ํานอกจากน# ียงั เป็ นการเพิ=มคา่ ความสกปรกในน#ํา
2.5) สารลดแรงตึงผิว/สารซักฟอก ไดแ้ ก่ ผงซักฟอกสบู่ฟองจะกีดกันการ
กระจายของออกซิเจนในอากาศสู่น#ําและอาจเป็ นอนั ตรายต่อสิ=งมีชีวติ ในน#ํา
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 8
2.6) ธาตุอาหาร ไดแ้ ก่ ไนโตรเจนและฟอสฟอรสั เมื=อมีปริมาณสูงจะทําใหเ้ กิดการ
เจริญเติบโตและเพิ=มปริมาณอยา่ งรวดเร็วของสาหร่าย (Algae Bloom) ซึ=งเป็ นสาเหตุ
สําคัญทําใหร้ ะดับออกซิเจนในน#ําลดลงตํา= มาก อีกท#ังยังทําใหเ้ กิดวัชพืชน#ําซ=ึงเป็ น
ปัญหาแกก่ ารสญั จรทางน#ํา
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 9
2.7) ซลั ไฟด์ (Sulfide) เป็ นสารประกอบของกาํ มะถนั ซึ=งเป็ นองคป์ ระกอบสาํ คญั ของ
โปรตีน เช่น เน# ือสัตว์และมีอยู่ในน#ําเสียจากอาคารบ้านเรือนจากเศษอาหารถูก
จุลินทรียย์ ่อยในสภาวะไม่มีอากาศเช่น ในบ่อสว้ มหรือทอ้ งร่องน#ํา จะกลายเป็ นก๊าซ
ไฮโดรเจนซลั ไฟดห์ รือกา๊ ซไขเ่ น่าซ=ึงมีกล=ินเหม็น
ลกั ษณะน)ําเสยี ท0เี กดิ จากบา้ นเรอื น 10
3) ทางชีวภาพ
`.a) จุลินทรีย์ น#ําเสียจากบา้ นเรือนมีจุลินทรียจ์ าํ นวนมากปะปนมากบั น#ําเสีย
เช่น แบคทีเรีย เช# ือรา เป็ นตน้ ซึ=งจุลินทรียเ์ หล่าน# ี จะทาํ ใหอ้ อกซิเจนในน#ําลดลงอยา่ ง
รวดเร็ว ทาํ ใหเ้ กิดสภาพเน่าเหม็นและจุลินทรียบ์ างชนิดอาจเป็ นเช# ือโรคท=ีเป็ นอนั ตราย
ต่อประชาชนได้
ผลกระทบ สารอินทรยี ห์ รอื
จากน)าํ เสีย สารประกอบอินทรยี ์
น3าํ มนั และไขมนั
เช3 ือโรค
ผลกระทบของน)ําเสยี 11
a) สารอินทรยี ห์ รอื สารประกอบอินทรยี ์
ผลกระทบต่อสุขอนามยั และสิ=งแวดลอ้ ม ทาํ ใหค้ ุณภาพน#ําเสื=อมโทรมเกิดการเน่า
เสียและมีกลิ=นเหม็น เน=ืองจากจุลินทรียก์ ลุ่มท=ีใชอ้ อกซิเจน จะใชอ้ อกซิเจนละลายในน#ํา
ในการยอ่ ยสลายสารอินทรีย์ และเม=ือออกซิเจนละลายในน#ํามีปริมาณน้อยลง จุลินทรีย์
กลุ่มท=ีไม่ใชอ้ อกซิเจนจะย่อยสลายสารอินทรียท์ =ีเหลือต่อ เกิดเป็ นสารต่าง ๆเช่น ก๊าซ
ไขเ่ น่าซ=ึงทาํ ใหเ้ กิดกลิ=นเหม็นและกา๊ ซมีเทน
ผลกระทบของน)ําเสยี 12
2) น)าํ มนั และไขมนั
ผลกระทบต่อสุขอนามัยและ
ส=ิงแวดลอ้ ม เน=ืองจากน#ํามนั จะลอยเป็ น
ฟิ ลม์ บนผิวน#ํา ขดั ขวางการแลกเปลี=ยน
ถ่ายเทออกซิเจนระหว่างน#ําและอากาศ
ส่งผลต่อคุณภาพน#ําและเป็ นพิษต่อสตั ว์
แ ล ะ พื ช ท=ี อ า ศัย อ ยู่ ใ น แ ห ล่ ง น#ํ า ร ว ม ท#ัง
ส่งผลต่อระบบนิเวศทางน#ํา
ผลกระทบของน)ําเสยี 13
3) เช) ือโรค ผลกระทบต่อสุขอนามัยและส=ิงแวดลอ้ มก่อใหเ้ กิดการแพร่กระจายโรค
ต่างๆสู่มนุษยแ์ ละสตั วไ์ ดเ้ ช่นโรคติดเช# ือระบบทางเดินอาหารระบบหายใจระบบผิวหนัง
เป็ นตน้
การบรหิ ารจดั การน,าํ
เสีย
การจดั การน,าํ เสียจาก ระบบบาํ บดั น,าํ เสีย ระบบบาํ บดั น,าํ เสีย ระบบบาํ บดั น,าํ เสีย
ครวั เรอื น เพ<ือนาํ กลบั มาใชใ้ หม่ แบบแผ่นจานหมุน แบบคลองวนเวียน
ชีวภาพ
บอ่ ดกั จบั ไขมนั บอ่ เกรอะ
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 14
แนวทางการจดั การน-ําเสยี จากครวั เรอื น มี 7 ทาง
แนวทางท(ี *
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 15
แนวทางการจดั การน-ําเสยี จากครวั เรอื น มี 7 ทาง
แนวทางท(ี +
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 16
บอ่ ดกั จบั ไข่มนั เป็ นหลกั การ
งา่ ยๆทีFชว่ ยแยกไขมนั ออกจากน6ํา
เสียกอ่ นปล่อยท6 ิง ซึFงจะทาํ งานโดย
รบั น6ําเสียทFีมีไขมนั มาทางท่อน6ํา
เขา้ ความเร็วของน6ําทFีไหลเขา้ จะ
ถูกลดลงจนอยใู่ นสภาพนิFงไมน่ อ้ ย
กวา่ \] นาที ไขมนั จงึ แยกตวั และ
ลอยข6 ึนผิวน6ํา ส่วนน6ําทFีผ่านการดกั
ไขมนั แลว้ ก็จะออกทางท่อน6ําออก
ต่อไป
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 17
วิธีเลือกบอ่ ดกั ไขมนั
บ่อดกั ไขมนั มีหลายแบบ ท#งั แบบฝังดิน และแบบต#งั พ# ืน ตลอดจนมี
จาํ หน่ายหลายขนาดซ=ึงในการเลือกใชม้ ีขอ้ ควรคาํ นึงถึงดงั น# ี
h. ปริมาณและลกั ษณะน#ําเสียท=ีเกิดจากรา้ นจาํ หน่ายอาหาร
i. ระยะเวลาท=ีน#ําอยนู่ ิ=งไมค่ วรนอ้ ยกวา่ hj นาที
k. สถานที=ติดต#งั
l. ราคาไมแ่ พงจนเกินไป
m. สะดวกในการดูแลและบาํ รุงรกั ษา
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 18
การดแู ลรกั ษาบอ่ ดกั ไขมนั
h . ค ว ร ท# ิ ง เ ศ ษ อ า ห า ร ท=ี ติ ด อ ยู่ กับ
ตะแกรงทุกวนั เพ=ือไม่ใหเ้ ศษอาหารเกิด
การบดู เน่า
i. ระบายไขมันออกทุกๆ n-hj วัน
หรือตามความจาํ เป็ น
k. ควรลา้ งบ่อดักไขมัน ทุกๆ p เดือน
หรือบ่อยตามตอ้ งการ
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 19
การกาํ จดั ไขมนั
h. ผสมกบั เศษอาหารท=ีนําไป
เป็ นอาหารสตั ว์
i. ตากแดดใหแ้ หง้ นําใส่ถุง
ขยะใหร้ ถขยะนําไปกาํ จดั
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 20
บ่อเกรอะ เป็ นบ่อปิ ด น#ําซึมไม่ไดแ้ ละไม่มี
การเติมอากาศ ดังน#ันสภาวะในบ่อจึงเป็ นแบบไร้
อากาศ (Anaerobic)ใชส้ าํ หรบั การบาํ บดั น#ําเสียจาก
สว้ ม หรือน#ําเสียในครวั เรือนและอ=ืนๆดว้ ยก็ได้
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 21
ถา้ หากสิ=งท=ีไหลเขา้ มาในบ่อเกรอะมีแต่อุจจาระหรือ
สารอินทรียท์ =ีย่อยง่ายจะกลายเป็ นก๊าซกบั น#ําและกาก
ตะกอน บ่อก็จะไม่เต็มง่าย แต่ตอ้ งมีการสูบกากตะกอน
ในบ่อ ออกเป็ นคร#งั คราว (ประมาณปี ละหน=ึงคร#งั ) แต่
ถ้าหากมีการท# ิงส=ิงท=ีย่อยสลายยาก เช่น พลาสติก
ผา้ อนามยั กระดาษชาํ ระ ส=ิงเหล่าน# ียงั คงคา้ งอยู่ในบ่อ
และทาํ ใหบ้ ่อเต็มกอ่ นเวลาอนั สมควร
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 22
ลกั ษณะของบอ่ เกรอะ
ต้องป้องกันตะกอนลอย (ฝ้าไข: Scum)
และตะกอนจมไม่ใหไ้ หลไปยังบ่อเกรอะข#ันสอง
เชน่ ใชแ้ ผ่นก#นั ขวาง หรือท่อรูปตวั ที (สามทาง)
บ่อเกรอะท=ีใชอ้ ยตู่ ามอาคารสถานที=ทวั= ไปจะ
สรา้ งเป็ นบ่อคอนกรีต แต่ถา้ เป็ นอาคารขนาดเล็ก
หรือบ้านพักอาศัยก็ นิ ยมสร้างโดยใช้วงขอบ
ซีเมนต์ ซึ=งมีจําหน่ายตามร้านค้าวัสดุก่อสร้าง
ทัว= ไป แต่ปัจจุบันมีการสรา้ งถังเกรอะสําเร็จรูป
จาํ หน่ายโดยใชห้ ลกั การเดียวกนั
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 23
เกณฑก์ ารออกแบบ
บ่อเกรอะท=ีรบั น#ําเสียเฉพาะน#ําเสียจากสว้ มของบา้ นพกั อาศยั ซึ=ง
หาขนาดไดจ้ ากสูตร
h. กรณีจาํ นวนคนน้อยกวา่ m คน ใหใ้ ชป้ ริมาตรบ่อขนาดต#งั แต่
h.m ลกู บาศกเ์ มตรข# ึนไป
i. กรณีจาํ นวนคนต#งั แต่ m คนข# ึนไป
ปริมาตรบ่อ (ลกู บาศกเ์ มตร) = h.m + j.h คูณดว้ ย (จาํ นวน -m)
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 24
การใชง้ านและการดแู ลรกั ษา
h . ห้า ม เ ท ส า ร ที= เ ป็ น พิ ษ ต่ อ
จุลินทรีย์ลงในบ่อเกรอะ เช่น น#ํากรด
หรือด่างเข้มข้น น#ํ ายาล้างห้องน#ํ า
เขม้ ขน้ คลอรีนเขม้ ขน้ ฯลฯ เพราะจะ
ทําใหป้ ระสิทธิภาพในการทํางานของ
บ่อเกรอะลดลง เพราะน#ําท# ิงไม่ได้
คุณภาพตามตอ้ งการ
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 25
การใชง้ านและการดแู ลรกั ษา
i. หา้ มท# ิงสารอนินทรียห์ รือสารยอ่ ยยาก เชน่ พลาสติก ผา้ อนามยั
ฯลฯ ซ=ึงนอกจากมีผลทําใหส้ ว้ มเต็มก่อนกาํ หนดแลว้ ยงั อาจเกิดการ
อุดตนั ในท่อระบายได้
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 26
การใชง้ านและการดแู ลรกั ษา
3. ในกรณีน#ําในบ่อเกรอะสูง
และราดสว้ มไม่ลง ใหต้ รวจดูการ
ระบายของบ่อซึม (ถา้ มี) ว่ามีการ
ซึมออกดีหรือไม่ ถา้ ไมม่ ี ปัญหาอาจ
มาจากน#ําภายนอกไหลท่วมเขา้ มา
ในถงั ตอ้ งแกไ้ ขโดยการยกถงั ข# ึน
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 27
ระบบบาํ บดั น)าํ เสียเพfือนาํ กลบั มาใชใ้ หม่ ระบบ
บําบัดน#ําเสียเพื=อให้ได้น#ําท=ีมีคุณภาพและคุณสมบัติ ท=ี
เหมาะสมกบั การนําไปใชใ้ นกระบวนการผลิต ซ=ึงการบาํ บดั
น#ําเสียเพ=ือนํากลับมาใชใ้ หม่ช่วยใหส้ ามารถ ลดค่าใชจ้ ่าย
เกี=ยวกบั น#ําใหม้ ีอตั ราที=ลดลงได้
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 28
เนื= องจากโดยส่วนมากต้องซ# ือน#ํ าดิบจากทางนิ คม
อุตสาหกรรมมาผ่านกระบวนการผลิตน#ํา ซึ=งทําใหม้ ีตน้ ทุนใน
เรื=องของน#ําดิบ แต่กระบวนการบาํ บดั น#ําเสียเพ=ือนํากบั มาใชใ้ หม่
ใชน้ #ําเสียที=ไดจ้ ากโรงงานมาผ่านกระบวนการบําบัด ทําใหไ้ ม่มี
ค่าใชจ้ ่ายในส่วนของน#ําดิบส่งผลใหอ้ ตั ราค่าน#ําลดลง นอกจากน# ี
การนําน#ําเสียมาบําบัดและนํากลับมาใชใ้ หม่ยังเป็ นการช่วย
อนุรกั ษ์สิ=งแวดลอ้ มและเป็ นการลดปริมาณการใชน้ #ําจากแหล่ง
น#ําธรรมชาติอีกดว้ ย
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 29
ข)นั ตอนการผลิตของระบบบาํ บดั น)าํ เสียเพfือนาํ กลบั มาใชใ้ หม่
h. นําน#ําเสียมาผ่านกระบวนการกรองดว้ ยระบบแมมเบรนแบบ MF หรือ UF เพ=ือกรอง
อนุภาคสารแขวนลอยออก
i. นํามาผ่านกระบวนการกรองดว้ ยระบบแมมเบรนแบบ RO เพ=ือกรองสารละลายท=ี
ปนเป# ื อนในน#ําออกเก็บน#ําไวใ้ นถงั น#ํา เพื=อรอใชง้ าน
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 30
ระบบบาํ บดั น)าํ เสียแบบแผ่นจานหมุนชีวภาพ เป็ นระบบ
บําบัดน#ําเสียทางชีววิทยาใหน้ #ําเสียไหลผ่านตัวกลางลักษณะ
ทรงกระบอกซึ=งวางจุ่มอยู่ในถังบําบัด ตัวกลางทรงกระบอกน# ีจะ
หมุนอย่างชา้ ๆ เม=ือหมุนข# ึนพน้ น#ําและสมั ผัสอากาศ จุลินทรียท์ =ี
อาศัยติดอยู่กับตัวกลางจะใชอ้ อกซิเจนจากอากาศย่อยสลาย
สารอินทรียใ์ นน#ําเสียท=ีสมั ผสั ติดตวั กลางข# ึนมา และเมื=อหมุนจมลง
ก็จะนําน#ําเสียข# ึนมาบาํ บดั ใหมส่ ลบั กนั เชน่ น# ีตลอดเวลา
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 31
ระบบแผ่นหมุนชีวภาพ
จะประกอบดว้ ยหน่วยบาํ บดั
ดงั น) ี
h บ่อปรบั สาภพการไหล
2. ถงั ตกตะกอนข#นั ตน้
3. ระบบแผ่นหมุนชีวภาพ
l. ถงั ตกตะกอนข#นั ท=ี i
m. บ่อเติมคลอรีน
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 32
ตวั อยา่ งระบบของเทศบาลตาํ บลหวั หิน จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธ์
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 33
ร ะ บ บ บ ํา บั ด น) ํ า เ สี ย แ บ บ
คลองวนเวียน เป็ นระบบแอกทิเว
เต็ดสลดั จ์ ประเภทหนึ=งท=ีใชแ้ บคทีเรีย
พวกที=ใชอ้ อกซิเจน เป็ นตวั หลกั ในการ
ย่อยสลายสารอินทรียใ์ นน#ําเสีย และ
เจริญเติบโตเพ=ิมจาํ นวน ก่อนท=ีจะถูก
แ ย ก อ อ ก จ า ก น#ํ า ท# ิ ง โ ด ย วิ ธี ก า ร
ตกตะกอน
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 34
หลกั การทาํ งานของระบบ
การทาํ งานของระบบคลองวนเวียนจะเหมือนกบั ระบบแอกทิเวเต็ดสลดั จโ์ ดยทวั= ไป คือ
อาศยั จุลินทรียม์ ากมายหลายชนิด โดยจุลินทรียท์ ี=สาํ คญั ไดแ้ ก่ แบคทีเรีย เช# ือรา และโปรโตซวั
เป็ นตน้ ซึ=งสภาวะท=ีใชใ้ นการเจริญเติบโตของจุลินทรียจ์ ะเป็ นสภาวะแอโรบิค โดยจุลินทรียจ์ ะ
ใชส้ ารอินทรียท์ =ีอยู่ในน#ําเสียเป็ นแหล่งอาหารและพลังงาน เพ=ือการเจริญเติบโตและเพ=ิม
จาํ นวนของจุลินทรียใ์ นระบบ จากน#ันจึงแยกจุลินทรียอ์ อกจากน#ําเสียที=ผ่านบาํ บดั แลว้ โดย
วธิ ีการตกตะกอนในถงั ตกตะกอน (Sedimentation Tank) เพื=อใหไ้ ดน้ #ําใส (Supernatant) อยู่
ส่วนบนของถงั ตกตะกอน ซ=ึงมีคุณภาพน#ําดีข# ึน และสามารถระบายออกสู่ส=ิงแวดลอ้ มได้
การบรหิ ารจดั การน,ําเสยี 35
ระบบคลองวนเวียนสว่ นใหญจ่ ะ
ประกอบดว้ ยหน่วยบาํ บดั ดงั น) ี
h. รางดกั กรวดทราย
2. บ่อปรบั สภาพการไหล
3. บ่อเติมอากาศแบบคลองวนเวยี น
l. ถงั ตกตะกอน
5. บ่อสูบตะกอนหมุน