จุดก�ำเนิดแผ่นดินไหวหลายพันกิโลเมตรก็ได้ ดังเช่นกรณีการเกิดแผ่นดินไหว ท่ีใกล้ชายฝั่งตะวันตกของทวีป
อเมรกิ าเหนอื และทวีปอเมริกาใต้ แต่คลนื่ สนึ ามไิ ด้เคล่อื นตัวไปถึงหมเู่ กาะฮาวาย ซึง่ ตงั้ อย่กู ลางมหาสมทุ รแปซิฟิก
และยงั เลยไปถึงหมูเ่ กาะญีป่ ุ่นทางตะวนั ออกของทวีปเอเชยี ด้วย
แผนทโ่ี ลกแสดงแนวเขตของแผน่ เปลอื กโลกตา่ ง ๆ ซง่ึ ทบ่ี รเิ วณรอยตอ่ ของแผน่ เปลอื กโลกเหลา่ นนั้ มกั เกดิ
แผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุบ่อย ๆ โดยเฉพาะในบริเวณท่ีเรียกว่า วงแหวนอัคนี ในมหาสมุทรแปซิฟิก จากการ
ศึกษาทางธรณวี ทิ ยาพบวา่ แนวรอยต่อของแผน่ เปลือกโลกทมี่ ักก่อใหเ้ กิดแผ่นดนิ ไหวรนุ แรงแห่งหนงึ่ อยูใ่ นบรเิ วณ
มหาสมทุ รแปซฟิ กิ เรยี กวา่ เขตแผน่ ดินไหวมหาสมทุ รแปซิฟกิ (Pacific seismic belt) เขตนเ้ี ป็นบรเิ วณเดยี วกบั
แนวภเู ขาไฟทีโ่ อบลอ้ มอยู่ทางดา้ นตะวันตก และตะวนั ออกของมหาสมุทรแปซิฟกิ เรียกว่า วงแหวนอัคนี (Ring of
Fire) ประกอบดว้ ย แนวของภเู ขาไฟในคาบสมทุ รคมั ชตั คาของประเทศรสั เซยี หมเู่ กาะญปี่ นุ่ หมเู่ กาะฟลิ ปิ ปนิ ส์ และ
หมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซียซึ่งอยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทร ส่วนด้านตะวันออก มีแนวของภูเขาไฟบริเวณ
ชายฝ่ังตะวนั ตกของทวปี อเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้
ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 2 รหสั วิชา สค23097 51
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น
2. คล่ืนสึนามิไรแ้ ผน่ ดนิ ไหว
แบง่ ย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเกิดจากปรากฏการณต์ ามธรรมชาติ และชนิดที่ 2 เกดิ จาก
การกระทำ� ของมนษุ ย์
ก. ชนิดท่ีเกิดจากปรากฏการณต์ ามธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติทอ่ี าจก่อให้เกิดคลน่ื สนึ ามไิ ด ้ มีดงั นี้
- การเกิดแผน่ ดินถล่ม (landslides) ขนาดใหญ่ใกล้ชายฝัง่ ทะเล
- การปะทอุ ย่างรุนแรงของภูเขาไฟใต้ทะเลหรอื บนเกาะในทะเล
- การพงุ่ ชนของอุกกาบาตลงบนพ้นื นำ�้ ในมหาสมทุ ร
ข. ชนิดที่เกิดจากการกระทำ� ของมนุษย์
ตวั อย่างการเกิดของคล่ืนสนึ ามิทถี่ อื ไดว้ า่ มสี าเหตุมาจากการกระท�ำของมนุษย์ คอื ปรากฏการณ์
คลื่นขนาดใหญ่ ทเ่ี คลื่อนตวั มาถงึ ชายฝ่ังของประเทศฟิลิปปินส์ในเดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2489 ท้งั ๆ ท่ีมไิ ดเ้ กิดแผ่น
ดนิ ไหวมาก่อน แตเ่ ปน็ เพราะมีการทดลองระเบดิ ปรมาณูของสหรัฐอเมรกิ าทเ่ี กาะบิกินี ในหมู่เกาะมาร์แชลล์ กลาง
มหาสมทุ รแปซิฟิก เมื่อวนั ท่ี 1 และวนั ท่ี 29 ของเดือนน้ัน ดังนัน้ จงึ เชือ่ ว่า ความส่นั สะเทือนของพืน้ นำ้� ทเ่ี กิดจาก
การทดลองระเบิดปรมาณู กอ็ าจก่อใหเ้ กดิ คลนื่ สนึ ามขิ น้ึ ได้
การเปลยี่ นแปลงชายฝง่ั ทะเล
การกัดเซาะชายฝัง่
ประเทศไทยมีชายฝง่ั ทะเลยาวประมาณ 3,148.23 กิโลเมตร แบ่งเปน็ ชายฝ่ังดา้ นอ่าวไทยคลุมพนื้ ท่ี 17
จงั หวัด (รวม กทม.) ยาว 2,055.18 กโิ ลเมตร และชายฝัง่ ดา้ นทะเลอนั ดามนั คลมุ พืน้ ที่ 6 จงั หวัด ยาวประมาณ
1,093.14 กิโลเมตร ทัง้ น้ีมผี อู้ าศัยในพ้ืนที่ชายฝัง่ ทะเลกวา่ 12 ล้านคน
ในปจั จบุ นั พน้ื ทช่ี ายฝง่ั ทะเลถกู ใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งหลากหลาย เชน่ จากกจิ กรรมการทอ่ งเทยี่ วและนนั ทนาการ
การประมงและเพาะเลีย้ งสตั วน์ ้�ำ เปน็ แหล่งอยอู่ าศัยของชุมชนริมทะเล อตุ สาหกรรม ทา่ เรือ การคมนาคมทางน้ำ�
เปน็ ต้น ชายฝัง่ ทะเลจงึ มีความสำ� คัญในทุก ๆ ดา้ นทัง้ ทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม
52 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
สาเหตขุ องปัญหาการกดั เซาะชายฝ่ัง
การกัดเซาะชายฝั่ง เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการกัดเซาะ
ของคล่ืนหรือลม ตะกอนจากที่หน่ึงไปตกทับถมในอีกบริเวณหน่ึง ท�ำให้แนวของชายฝั่งเดิมเปล่ียนแปลงไป
บริเวณท่ีมีตะกอนเคล่ือนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่ตะกอนเคล่ือนออกไป ถือว่าเป็นบริเวณที่มีการกัดเซาะชายฝั่ง
สาเหตุหลกั ของการเปล่ียนแปลงชายฝ่งั แบง่ ได้เปน็ 2 สาเหตุหลกั คือ
1. การเปล่ยี นแปลงชายฝง่ั โดยกระบวนการตามธรรมชาติ
เกดิ จากการกดั เซาะของคลน่ื และลม วาตภยั อทุ กภยั หรอื จากกจิ กรรมของสง่ิ มชี วี ติ ในบรเิ วณนน้ั
โดยคลน่ื เปน็ ตัวการสำ� คัญในการเปลย่ี นแปลงลักษณะของตะกอนและทรายชายฝ่งั
1.1 ลมพายุและมรสุม ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ มีอิทธิพล
ต่อการเปล่ียนแปลงแนวชายฝั่งตามธรรมชาติในรอบปี เช่น แนวชายฝั่งตะวันออกมีปริมาตรทรายตามแนวชายฝั่ง
ลดลงในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จะมีปริมาตรมากข้ึนในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และกรณีลมพายุ
ขนาดใหญพ่ ดั เข้าสู่ชายฝั่งอา่ วไทยก็ทำ� ใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงของแนวชายฝัง่ เช่นกนั
ประเทศไทยมชี ายฝง่ั ทะเลยาวประมาณ 3,148.23 กโิ ลเมตร แบง่ เปน็ ชายฝง่ั ดา้ นอา่ วไทยคลมุ
พื้นที่ 17 จังหวัด (รวม กทม.) ยาว 2,055.18 กิโลเมตร และชายฝั่งด้านทะเลอันดามันคลุมพ้ืนที่ 6 จังหวัด
ยาวประมาณ 1,093.14 กิโลเมตร ท้งั น้มี ีผู้อาศัยในพ้นื ท่ชี ายฝั่งทะเลกวา่ 12 ล้านคน
ในปจั จบุ นั พน้ื ทช่ี ายฝง่ั ทะเลถกู ใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งหลากหลาย เชน่ จากกจิ กรรมการทอ่ งเทยี่ ว
และนันทนาการ การประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำ เป็นแหล่งอยู่อาศัยของชุมชนริมทะเล อุตสาหกรรม ท่าเรือ
การคมนาคมทางนำ้� เปน็ ตน้ ชายฝง่ั ทะเลจงึ มคี วามสำ� คญั ในทกุ ๆ ดา้ นทง้ั ทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม
ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 2 รหัสวชิ า สค23097 53
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
1.2 กระแสน้�ำ และภาวะน�้ำข้ึน-น�้ำลง ท�ำให้เกิดการเคล่ือนตัวของตะกอนและมวลทรายบริเวณ
ชายฝง่ั ซึ่งเปน็ ตัวการส�ำคัญของการกัดเซาะและการงอกของแผ่นดนิ ในบางบริเวณ
1.3 ลกั ษณะทางกายภาพของชายฝั่งทะเล ลกั ษณะของชายฝั่งท่ตี า่ งกันท�ำให้การกัดเซาะแต่ละ
บรเิ วณไมเ่ ท่ากนั ในบรเิ วณอา่ วจะไดร้ ับการกัดเซาะน้อยกวา่ บรเิ วณทะเลเปิด เชน่ บรเิ วณอา่ วไทยตอนล่างจะไดร้ ับ
ผลกระทบรุนแรงเมื่อเกิดพายุท่ีก่อตัวในทะเลจีนใต้ คล่ืนจะเคลื่อนมากระทบแนวชายฝั่งโดยตรงเนื่องจากเป็น
ทะเลเปดิ และในพืน้ ที่ชายฝัง่ ทีล่ าดชนั นอ้ ยจะเกิดการกดั เซาะน้อยกวา่ บรเิ วณท่ชี ายฝง่ั มคี วามลาดชนั มาก
2. การเปล่ียนแปลงชายฝั่งโดยกิจกรรมของมนษุ ย์
กจิ กรรมของมนุษยถ์ ือเป็นปจั จยั ส�ำคัญในการเปล่ียนแปลงของแนวชายฝง่ั จากการมุ่งเน้นพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้ทรัพยากรเป็นฐานการผลิต แต่กลับให้ความส�ำคัญในการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากร
น้อยเกินไป ทำ� ให้ทรัพยากรที่มคี วามสำ� คัญถกู ทำ� ลายและเสื่อมโทรมลงทกุ ขณะ กจิ กรรมที่เร่งกระบวนการกดั เซาะ
ชายฝั่งใหร้ ุนแรงมากข้ึน ได้แก่
2.1 การพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น การสร้างท่าเรือน�้ำลึก ถนนเลียบชายฝั่ง
และถมทะเลเพื่อสร้างส่ิงก่อสร้างต่าง ๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เพ่ือรองรับการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ของประเทศ
2.2 การพฒั นาแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทางทะเลและชายฝง่ั ซง่ึ เนน้ การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ เพอื่ รองรบั กจิ กรรม
การทอ่ งเทย่ี ว เช่น สรา้ งโรงแรม ท่พี กั เสน้ ทางคมนาคม เกิดการรกุ ล้�ำเข้าไปแนวสันทรายชายฝงั่ ซง่ึ เป็นปราการ
ท่ีปอ้ งกันการกัดเซาะชายฝ่งั ตามธรรมชาติ
2.3 การสร้างเข่ือน ฝายหรืออ่างเก็บน�้ำต้นน้�ำ โครงสร้างเหล่าน้ีมีผลให้ตะกอนที่ไหลตามแม่น�้ำ
มาสะสมบริเวณปากแม่น�้ำมีปริมาณลดลง ขาดตะกอนที่จะเติมทดแทนส่วนตะกอนเก่าท่ีถูกพัดพาไปบริเวณอ่ืน
โดยกระแสนำ�้ ทำ� ให้เกิดการกดั เซาะแนวชายฝั่งอยา่ งต่อเน่ือง เช่น ชายฝง่ั ทะเลบางขุนเทยี น เปน็ ต้น
2.4 การบกุ รกุ ทำ� ลายพนื้ ทป่ี า่ ชายเลน เพอื่ พฒั นาเปน็ พน้ื ทเ่ี พาะเลยี้ งสตั วน์ ำ้� ปา่ ชายมคี วามสำ� คญั
หลายประการ ประการหนงึ่ คอื ชว่ ยดกั และตกตะกอนโคลนทำ� ใหเ้ กดิ ดนิ งอกตามแนวชายฝง่ั และเปน็ กำ� แพงปอ้ งกนั
กระแสคลน่ื และลมป้องกนั การพังทลายของแนวชายฝั่งดว้ ย
2.5 การสูบน้�ำบาดาล ท�ำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน และจะมีส่วนให้การกัดเซาะชายฝั่ง
เกดิ ความรนุ แรงมากขึน้ เช่นการกัดเซาะในพน้ื ทีอ่ ่าวไทยตอนบน จากปัญหาการทรุดตัวเนอื่ งจากการสูบน้�ำบาดาล
เกินศักยภาพในพน้ื ทกี่ รุงเทพฯ และสมุทรปราการ
2.6 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ส่งผลกระทบระบบนิเวศชายฝั่งและปะการัง สภาพ
อากาศแปรปรวน โดยเฉพาะการเพ่ิมข้ึนของระดับน�้ำทะเล จะส่งผลกระทบต่อชายฝั่งทะเลท่ัวประเทศและอาจ
กอ่ ให้เกิดปัญหาการกดั เซาะชายฝง่ั อกี ดว้ ย
สถานการณก์ ารกดั เซาะชายฝั่ง
การกัดเซาะชายฝงั่ ทะเลด้านอา่ วไทย
การกัดเซาะชายฝ่งั ทะเลเกดิ ข้ึนตลอดแนวชายฝง่ั ในทุกจงั หวดั รอบอ่าวไทย โดยพบวา่ การกดั เซาะเกดิ ขึ้น
ตง้ั แต่ชายฝง่ั ตะวันออกจนถงึ ชายฝั่งอา่ วไทยฝง่ั ตะวนั ตก และบางพน้ื ทมี่ ีแนวโน้มรุนแรงมากข้นึ โดยจงั หวดั ทม่ี พี ้นื ท่ี
54 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
ถูกกัดเซาะมากกว่าอัตรา 5 เมตรตอ่ ปี (จดั เป็นพน้ื ท่วี กิ ฤต) ใน 12 จงั หวัด ไดแ้ ก่ จงั หวัดจนั ทบรุ ี ระยอง ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ กรงุ เทพฯ เพชรบรุ ี ประจวบคีรขี ันธ์ สุราษฎรธ์ านี นครศรธี รรมราช สงขลา ปัตตานี และอกี หลาย
พ้ืนที่ท่ีประสบกับปัญหาการกัดเซาะในอัตรา 1 - 5 เมตรต่อปี โดยเฉพาะพื้นท่ีชายฝั่งอ่าวไทยตอนในบริเวณ
ปากแมน่ ำ�้ บางปะกงจนถงึ ปากแมน่ �้ำท่าจนี เปน็ พื้นท่ที ี่มีการกดั เซาะรุนแรงมากทส่ี ุด
การกดั เซาะชายฝ่งั ทะเลดา้ นทะเลอันดามัน
การกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดข้ึนตลอดแนวชายฝั่งทุกจังหวัดแต่น้อยกว่าฝั่งอ่าวไทย จังหวัด
ท่ีพบการกัดเซาะรนุ แรงในอัตราเฉล่ยี มากกวา่ 5 เมตรตอ่ ปี ได้แก่ ระนอง ภูเก็ต กระบ่ี ตรงั และสตูล พ้ืนทเ่ี สย่ี ง
ตอ่ การกัดเซาะ 1-5 เมตร/ปี เกดิ ขนึ้ ในทุกจังหวัด
ภาพซุม้ เสมาโบสถ์วัดโคมนารามหลงั เกา่ ต�ำบลบางแกว้
อำ� เภอบ้านแหลม จงั หวดั เพชรบุรี
ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097 55
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
กัดเซาะปานกลาง 1 - 5 เมตรต่อปี กัดเซาะรุนแรง >5 เมตรต่อปี
พ้ืนท่ีแสดงการกดั เซาะชายฝ่งั ทะเล
ท่มี า : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั . ฐานข้อมูลทรพั ยากรทางทะเลและชายฝัง่
56 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
ตาราง 1 : รายละเอียดการกดั เซาะชายฝัง่ ทะเล แยกเป็นรายจงั หวัด
การกดั เซาะ (กม.) หมายเหตุ
(พืน้ ทกี่ ัดเซาะ)
ชายฝ่ัง/จังหวัด ความยาว ปานกลาง รนุ แรง รวม
(1 – 5 ม./ปี) ( > 5 ม./ป)ี รายละเอียด
ชายฝงั่ อา่ วไทย 2,055.18 รายละเอียด
ตราด 184.30 501.81 228.22 730.03 รายละเอียด
จนั ทบรุ ี 102.25 รายละเอียด
ระยอง 104.48 46.63 - 46.63 รายละเอยี ด
ชลบุรี 171.78 รายละเอียด
ฉะเชงิ เทรา 16.28 23.21 12.00 35.21 รายละเอียด
สมทุ รปราการ 50.21 รายละเอยี ด
กรงุ เทพ 5.81 53.66 - 53.66 รายละเอยี ด
สมุทรสาคร 42.78 รายละเอยี ด
สมทุ รสงคราม 25.20 25.14 - 25.14 รายละเอียด
เพชรบุรี 91.73 รายละเอยี ด
ประจวบครี ขี ันธ์ 246.75 2.04 5.85 7.89 รายละเอียด
ชุมพร 247.75 รายละเอยี ด
สรุ าษฎรธ์ านี 166.38 3.22 31.47 34.69 รายละเอียด
นครศรีธรรมราช 244.99 รายละเอียด
สงขลา 157.90 - 5.71 5.71 รายละเอียด
ปัตตานี 138.83 รายละเอียด
นราธวิ าส 57.76 19.69 13.76 33.45 รายละเอียด
1,093.04 รายละเอียด
ทะเลอันดามนั 137.92 2.96 - 2.96 รายละเอียด
ระนอง 241.53 รายละเอียด
พังงา 205.89 39.35 10.39 49.75 รายละเอียด
ภูเก็ต 216.31 รายละเอียด
กระบี่ 136.33 76.19 1.93 78.12 รายละเอียด
ตรงั 155.07 รายละเอียด
สตูล 3,148.23 31.94 - 31.94
รวม 29.85 7.72 37.57
53.21 73.66 126.87
41.09 13.43 54.53
37.67 24.27 61.94
15.96 28.03 43.99
74.98 25.06 100.04
12.16 7.63 19.79
17.16 - 17.16
4.64 1.56 6.20
16.55 5.08 21.63
14.86 3.94 18.80
9.60 6.86 16.46
576.79 233.28 830.07
ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 2 รหัสวิชา สค23097 57
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
ผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง
การกดั เซาะชายฝง่ั เปน็ ปญั หาทส่ี รา้ งผลกระทบในหลายดา้ น อาจจำ� แนกผลกระทบทส่ี ำ� คญั ได้ 4 ประการ คอื
ทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจท่ีได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ภาคการท่องเที่ยว จากชายฝั่งถูกกัดเซาะจนเกิดสภาพเส่ือมโทรม
สูญเสียแนวชายหาดที่สวยงาม โดยเฉพาะชายหาดที่มีช่ือเสียงและเป็นจุดหมายท่องเที่ยวของนักท่องเท่ียว
จากทว่ั โลก กระทบถึงรายได้จำ� นวนมหาศาล และการลงทนุ ในอนาคต อกี ประการหน่งึ คือตอ้ งใช้ทรพั ยากรและเงนิ
จำ� นวนมาก ในการปอ้ งกนั การกดั เซาะชายฝง่ั สญู เสยี ผลประโยชนท์ ค่ี วรจะไดร้ บั ไปดว้ ย อกี ทง้ั ตอ้ งสญู เสยี งบประมาณ
และทรัพยากรจ�ำนวนมากเพ่ือการป้องกนั การกัดเซาะแนวชายฝั่งอีกดว้ ย
ทางสิง่ แวดล้อม
ระบบนิเวศชายฝั่ง ได้แก่ ระบบนิเวศชายหาด ป่าชายเลน หญ้าทะเล และปะการัง จะได้รับผลกระทบ
โดยตรง เนอ่ื งจากการกดั เซาะและเปลยี่ นแปลงทบั ถมของตะกอน สญู เสยี แนวชายหาดเดมิ ทเี่ คยมี เกดิ ตะกอนทบั ถม
บนหญ้าทะเลและแนวปะการัง อีกทั้งแนวป่าชายเลนท่ีถูกกัดเซาะมีการเปล่ียนแปลงไปในทางที่เสื่อมโทรมลง
ทำ� ใหเ้ กดิ ความเสอื่ มโทรมในแหลง่ หญา้ ทะเล แนวปะการงั ความหลากหลายทางชวี ภาพลดลง กระทบถงึ สมดลุ ของ
ระบบนิเวศในบริเวณน้นั
ทางสังคม
ชุมชนริมฝั่งทะเลต้องอพยพย้ายถ่ินฐานไปยังพื้นท่ีอื่นจากพื้นท่ีท่ีถูกกัดเซาะ ท�ำให้สูญเสียวิถีชีวิตและ
วฒั นธรรมประเพณดี ง้ั เดมิ ของชมุ ชน ไมม่ ที อี่ ยอู่ าศยั และทที่ ำ� กนิ ไมส่ ามารถประกอบอาชพี ไดต้ ามปกติ สง่ ผลกระทบ
ต่อเนอื่ งไปยงั ภาคเศรษฐกิจอีกดว้ ย
คณุ ภาพชีวิต
ชมุ ชนทไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากการกดั เซาะ สญู เสยี ทด่ี นิ และทรพั ยส์ นิ ของตน ตอ้ งปรบั เปลย่ี นวถิ ดี ำ� รงชวี ติ ไป
จากเดมิ เกดิ ความวติ กกงั วลในการประกอบอาชพี ใหม่ อาจสง่ ผลถงึ สภาพจติ ใจและความสมั พนั ธใ์ นครอบครวั ทำ� ให้
คุณภาพชีวิตตกต�่ำลงหรือไม่ดเี หมอื นเดิม
ผลกระทบจากการกดั เซาะเกิดขนึ้ เปน็ ลกู โซ่ และเกดิ ตอ่ เนอ่ื งสมั พันธก์ ันในทกุ ๆ ส่วนของสงั คม ทั้งภาค
เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร และคุณภาพชีวิต ซ่ึงผลกระทบนั้นสามารถป้องกันและลดผลกระทบให้เบาบางลงได้
จากการเตรยี มพร้อมรบั มือท้งั จากภาครัฐ ชมุ ชนชายทะเล และประชาชนทกุ ภาคสว่ น
การป้องกันและแก้ไขปัญหา
การปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาการกัดเซาะชายฝ่งั สามารถจำ� แนกไดเ้ ปน็ 2 ระดับ คอื ระดับประเทศ และ
ระดับชุมชน
ระดับประเทศ
1. การจดั ทำ� นโยบาย ยทุ ธศาสตร์ แผน และแผนปฏบิ ตั กิ ารเกยี่ วขอ้ งกบั การจดั การปอ้ งกนั และแกไ้ ข
ปญั หาการกัดเซาะชายฝ่ังทะเล โดยส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม (สผ.) และกรม
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั (ทช.) ไดแ้ ก่
58 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
1. มติคณะรัฐมนตรี (รบั ทราบ) เมอื่ วนั ท่ี 22 มกราคม 2551 เรอื่ ง ยุทธศาสตร์แหง่ ชาติวา่ ดว้ ย
การจัดการการเปล่ยี นแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555
2. มติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วนั ท่ี 26 สงิ หาคม 2551 เรือ่ งโครงการป้องกนั การกดั เซาะชายฝ่ังทะเล
โดยการมสี ว่ นรว่ มของภาคประชาชน
3. มตคิ ณะรฐั มนตรี เมอื่ วนั ท่ี 22 กนั ยายน 2552 เรอื่ งแนวทางการบรู ณาการการจดั การปอ้ งกนั
และแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝ่ังทะเลของประเทศ
4. มติคณะรัฐมนตรี เมอ่ื วันท่ี 20 เมษายน 2553 เร่ือง กรอบแผนบรู ณาการงบประมาณการ
จดั การป้องกนั และแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝัง่ ทะเล 23 จังหวดั ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559
5. มตคิ ณะกรรมการสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ เมอ่ื วนั ที่ 24 ตลุ าคม 2550 เรอื่ ง ยทุ ธศาสตรก์ ารจดั การ
ปอ้ งกันแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝัง่ ทะเล (20 ปี)
6. มตคิ ณะกรรมการส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาติ เม่ือวันท่ี 9 มถิ ุนายน 2552 เร่ือง แนวทางการจดั การ
และแกไ้ ขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดนิ และกจิ กรรมชายฝัง่ ทก่ี อ่ ใหเ้ กิดผลกระทบสง่ิ แวดล้อมบริเวณชายฝง่ั ทะเล
7. แผนแมบ่ ทการแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝง่ั ทะเล ตง้ั แตป่ ากแมน่ ำ้� เพชรบรุ ี จงั หวดั เพชรบรุ ี
ถึงปากแมน่ �้ำปราณบุรี จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ แล้วเสรจ็ ปี พ.ศ. 2546
8. แผนหลักและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพ้ืนท่ีอ่าวไทยตอนบน (รูป
ตวั ก) แลว้ เสร็จปี พ.ศ. 2551
9. แผนหลกั และแผนปฏบิ ตั กิ ารแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝง่ั ทะเลพน้ื ทชี่ ายฝง่ั ทะเลตะวนั ออก
แลว้ เสรจ็ ปี พ.ศ. 2552
10. แผนหลกั และแผนปฏบิ ตั กิ ารแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝง่ั ทะเลพน้ื ทอี่ า่ วไทยตอนลา่ ง ตงั้ แต่
ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงอำ� เภอระโนด จงั หวัดสงขลา แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2552
11. แผนปฏิบัติการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเชิงบูรณาการ
แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2552
2. การออกกฎระเบยี บกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
ก�ำหนดประเภทและขนาดของโครงการ ตอ้ งจดั ทำ� รายงานวเิ คราะห์ผลกระทบสิ่งแวดลอ้ ม (EIA)
โดยก�ำหนดให้ “ส่ิงก่อสร้างบริเวณหรือในทะเล ประเภทริมชายฝั่งทะเล ติดแนวชายฝั่งทะเล ความยาวต้ังแต่
200 เมตรขน้ึ ไป รอดกั ทราย เขอ่ื นกนั ทรายและคลนื่ รอบงั คบั กระแสนำ้� ทกุ ขนาด และแนวเขอื่ นกนั คลน่ื นอกชายฝง่ั
ทะเลทกุ ขนาด ตอ้ งจดั ทำ� รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มในขนั้ ขออนมุ ตั หิ รอื ขออนญุ าตโครงการกอ่ นดำ� เนนิ โครงการ”
3. การสนับสนนุ การด�ำเนินงานของหนว่ ยราชการต่างๆ ได้แก่
- การจัดต้ัง “คณะอนุกรรมการก�ำกับการด�ำเนินกิจกรรมและจัดท�ำแผนหลักป้องกันและแก้ไข
ปัญหาการกัดเซาะชายฝ่ังทะเล” เพอื่ ก�ำกับดูแลการจดั ท�ำแผนหลักและการแปลงแผนไปสู่การปฏบิ ัติ
- การจดั ตงั้ “สำ� นกั การจดั การปอ้ งกนั การกดั เซาะชายฝง่ั และพนื้ ทชี่ ายฝง่ั ทะเล” โดยกรมทรพั ยากร
ทางทะเลและชายฝัง่ เพือ่ ปฏบิ ัตงิ านเกี่ยวกับการศึกษา วิจัย และการจัดการการกัดเซาะชายฝั่ง
- การจัดตัง้ “ศูนย์วิจัยสมทุ รศาสตร์และการเปลีย่ นแปลงระดบั นำ้� ทะเล” เพอ่ื ปฏิบัติงานเกย่ี วกับ
ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 2 รหัสวิชา สค23097 59
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
การกำ� หนดแนวทาง และมาตรการคมุ้ ครอง ปอ้ งกนั แกไ้ ขและบรรเทาผลกระทบจากการเปลยี่ นแปลงระดบั นำ�้ ทะเล
ทเี่ กิดจากการเปล่ยี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศและปัจจยั สภาวะแวดลอ้ มอ่นื ๆ
ระดบั ชุมชน
คนในชุมชนร่วมกันจัดการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ของตน โดยใช้องค์ความรู้ชุมชนที่
พัฒนาขึ้นเองจากประสบการณ์ในอดีต ช่วยบรรเทาหรือแก้ปัญหาได้ในระดับหน่ึง เช่น การปักไม้ไผ่เป็นแนวกัน
คลนื่ ยาวขนานกบั แนวชายฝ่ัง เพื่อชะลอคล่นื ทีต่ �ำบลโคกขาม อ.เมอื ง สมุทรสาคร
รปู แบบการแกป้ ญั หา
รปู แบบการแกป้ ญั หาการกัดเซาะชายฝัง่ ท่ีใช้ในปัจจบุ นั มี 3 รูปแบบ ได้แก่
1. วธิ กี ารปอ้ งกนั และแกไ้ ขทางธรรมชาติ ไดแ้ กก่ ารฟน้ื ฟแู ละอนรุ กั ษป์ า่ ชายเลน ปา่ ชายหาด แหลง่
หญา้ ทะเล และแนวปะการัง เพอ่ื ลดความรนุ แรงของคลืน่ ทกี่ ระทบฝ่ัง ถอื เปน็ วธิ ปี ้องกันการกดั เซาะโดยเลียนแบบ
ธรรมชาติ แต่ต้องอาศยั ระยะเวลาในการสร้างความมั่นคงแขง็ แรงใหก้ ับชายฝั่ง
2. วิธีการทางวิศวกรรม ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมดักตะกอนทรายและสลายพลังงานคลื่น หรือ
สร้างหาดทรายเพ่ิมเติม เพ่ือป้องกันและรักษาสภาพชายฝั่ง โดยใช้หลักการทางวิชาการ มีการศึกษา วิเคราะห์
ครอบคลมุ ทกุ มิติ
2.1 เข่อื นกนั คลื่น (Breakwater)
เป็นโครงสร้างแบบแข็ง สร้างขนานกับแนวชายฝั่งเพื่อขวางการเคล่ือนตัวของคล่ืน มีรูปร่าง
โครงสร้างและลกั ษณะตา่ งกันตามสภาพพ้นื ท่ี เช่น แบบกองหนิ แท่งคอนกรตี เปน็ ตน้ ซงึ่ อาจวางตวั ริมแนวชายฝ่ัง
หรอื เปน็ แนวกนั คลน่ื นอกชายฝง่ั (Offshore breakwater) เพอ่ื สลายพลงั งานคลนื่ ในระยะไกลกอ่ นกระทบกบั ชายฝง่ั
60 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
2.2 กำ� แพงกันตล่งิ (Revetment)
เป็นการเรียงหินหรือวัสดุคอนกรีตเพื่อเสริมความแข็งแรงแนวชายฝั่ง โดยสร้างเป็นก�ำแพง
แนวด่งิ หรอื ขนั้ บนั ได
2.3 รอดักทราย (Groin)
เปน็ โครงสรา้ งทสี่ รา้ งยน่ื ตงั้ ฉากหรอื ทำ� มมุ กบั แนวชายฝง่ั ทะเล เพอ่ื กน้ั การเคลอ่ื นยา้ ยตะกอน
ตามแนวชายฝัง่ อาจใชว้ ัสดุธรรมชาติหรือวัสดอุ ื่น ๆ เช่น หนิ รอดกั ทรายจะท�ำหน้าท่ีกันทรายไว้ท�ำให้เกิดการสะสม
มวลทรายในบริเวณหนึง่ ๆ ขณะทม่ี วลทรายอกี ด้านจะถกู พัดพาไป
2.4 ไส้กรอกทราย (Sand sausage)
เปน็ โครงสรา้ งทใี่ ช้แผ่นใยสังเคราะห์ (geotexile) ซึง่ บรรจทุ รายไว้ วางก้ันแนวเคล่อื นทีข่ อง
คลื่นเพือ่ ลดความรนุ แรงของคล่นื
2.5 การเติมทราย (Sand nourishment)
ถือเป็นการสร้างโครงสรา้ งแบบออ่ น โดยการน�ำทรายจากบริเวณอ่ืนมาถมหรือเตมิ ในบริเวณ
หาดทรายที่ถูกกัดเซาะไป วิธีการน้ีใช้ค่าใช้จ่ายสูง และต้องก�ำหนดระยะเวลาเติมทรายเร่ือย ๆ ทดแทนส่วน
ท่ีถูกกระแสนำ�้ พดั พาไป
ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหัสวิชา สค23097 61
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
2.6 การสรา้ งเนินทราย (Dune nourishment)
เป็นการน�ำทรายมาถมบริเวณริมชายฝั่ง เลียนแบบเนินทรายเดิมท่ีถูกท�ำลายไป และน�ำพืช
บางชนิดท่เี หมาะสมมาปลกู เสริม เพือ่ ดกั ตะกอนทรายทีถ่ กู พัดเขา้ ส่ชู ายฝ่งั
3. การใช้วิธีผสมผสาน โดยใช้ทั้งวิธีทางธรรมชาติและทางวิศวกรรมร่วมกัน เช่น การด�ำเนินการ
ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยการปักไม้ไผ่รวกเป็นก�ำแพงลดความ
รุนแรงของคล่ืน เม่ือมีการตกตะกอนและทับถมมากขึ้น จึงปลูกไม้ชายเลนไว้หลังแนวปักไม้ไผ่ เพ่ือฟื้นฟูสภาพป่า
ชายเลนตามธรรมชาติ ซ่งึ พบว่าไมช้ ายเลนมีการเจริญเตบิ โตไดด้ ี
62 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหัสวิชา สค23097
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
บทท่ี 6
แหล่งเรยี นรูอ้ ุทยานธรณีสตูล
แหลง่ เรยี นรทู้ ่ีส�ำคัญในท้องถน่ิ
1. พิพิธภณั ฑ์
1.1 พพิ ธิ ภัณฑช์ ้างดึกด�ำบรรพ์ทงุ่ หวา้
พิพิธภัณฑ์ช้างดึกด�ำบรรพ์ทุ่งหว้า ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า เป็นอาคาร
ช้ันเดยี วมีขนาดพ้ืนที่จดั แสดง 144 (12X12) ตารางเมตร อยู่ติดกับทว่ี า่ การอ�ำเภอทุ่งหว้า เรมิ่ กอ่ สร้างปี 2553 และ
แล้วเสร็จในปี 2554 จากนั้นได้จัดนิทรรศการในปี 2555 และเปิดให้บริการนักท่องเท่ียว และประชาชนท่ัวไป
ในวนั ที่ 1 พฤษภาคม 2555 จนถงึ ปัจจบุ ัน
จากความร่วมมือนักวิชาการในการเดินส�ำรวจบริเวณถ�้ำกล้วย ม.7 ต.ทุ่งหว้า คณะส�ำรวจได้ค้น
พบซาก ดึกด�ำบรรพ์ ท่ีมีอายุกว่า 1.8 ล้านปี รวม 215 ช้ิน ในพื้นที่ 5 จุดตลอดความยาวถ้�ำ มีช้ินส่วนของ
กระดกู สนั หลังและฟนั กรามของแรด ชน้ิ ส่วนของขวานหนิ คันโบราณอายกุ ว่า 5 พันปี และท่ีสำ� คัญมกี ารคน้ พบหลัก
ฐานชิน้ ส�ำคญั ของช้างสเตโคดอน ทส่ี ูญพนั ธไ์ุ ปแล้วหลายพนั ลา้ นปี ซ่ึงการคน้ พบช้างสเตโคดอนในพื้นทจี่ ังหวดั สตูล
ถอื วา่ เปน็ การคน้ พบซาก ดกึ ด�ำบรรพเ์ ป็นแหง่ แรกและแห่งเดยี วในพนื้ ที่ภาคใต้
นอกจากนถ้ี �้ำกล้วยยงั มีความสวยงามของหินงอกหนิ ย้อย บรรยากาศภายในถำ้� มลี มพดั ผา่ น และ
มคี วามกว้างเหมอื นเปน็ ทอ่ี ยขู่ องมนุษย์ยคุ โบราณ โดยถำ�้ แหง่ น้ชี าวบ้านในพนื้ ที่เรียกว่าถำ้� เล มีความยาวประมาณ
2 กโิ ลเมตร ปลายถำ้� สามารถทะลอุ อกบรเิ วณอนั ดามนั โดยการเดนิ ทางดว้ ยเรอื คายคั หรอื เรอื ยางพาย และจากการ
ขุดพบซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีมีจ�ำนวนมาก อบต.ทุ่งหว้าจึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ช้าง ดึกด�ำบรรพ์ข้ึน เป็นพิพิธภัณฑ์
ทางธรณวี ทิ ยาทถ่ี อื วา่ เปน็ ทอ้ งถน่ิ เดยี วในประเทศไทยทดี่ ำ� เนนิ การทางดา้ นนี้ เพอื่ เกบ็ รวบรวม ซากดกึ ดำ� บรรพแ์ ละ
วตั ถโุ บราณตา่ ง ๆ ให้เป็นแหลง่ เรียนรู้ ศึกษา ที่เปิดกว้างแกผ่ ู้ทสี่ นใจทว่ั ไป
ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วิชา สค23097 63
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
องค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า ได้ท�ำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านข้อมูลวิชาการ
เร่ืองซากดึกด�ำบรรพ์ (ฟอสซิล) กับพิพิธภัณฑ์วิจัยไม้กลายเป็นหินฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
โดยจะเชิญ ผศ.ดร.ประเทอื ง จนิ ตสกุล ผูอ้ �ำนวยการพพิ ธิ ภัณฑ์ไม้กลายเปน็ หินฯ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
และนายธรรมรัตน์ นุตะธีระ อาจารย์ประจ�ำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา โรงเรียนก�ำแพงวิทยา มาให้ค�ำแนะน�ำ
ดว้ ยวา่ ควรจดั แสดงนทิ รรศการในพิพธิ ภณั ฑ์อย่างไร
1.2 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตั้งอยู่ในห้องด้านล่างสุด ของอาคารเรียนหลังหนึ่งของโรงเรียน
กำ� แพงวทิ ยา กอ่ ตง้ั โดย ครธู รรมรตั น์ นตุ ะธรี ะ ครสู อนวทิ ยาศาสตรข์ องโรงเรยี นแหง่ น้ี โดยพพิ ธิ ภณั ฑม์ กี ารจดั แสดง
ชิน้ ตัวอยา่ ง ทั้งทางชวี วทิ ยาและธรณวี ทิ ยา เช่น ตวั อย่างพชื สัตว์ แร่ หิน และซากดกึ ด�ำบรรพ์ โดยชิ้นตัวอย่างเกอื บ
ทั้งหมดไดม้ าจากทอ้ งถน่ิ ซ่ึงครธู รรมรัตน์ ยังมีความพยายามจะอนุรักษแ์ หล่งทางธรณีวิทยาต่าง ๆ ไว้ เพอ่ื ใช้เป็น
แหล่งเรยี นรู้ของนกั เรยี น และผูส้ นใจท่วั ไปอีกดว้ ย นอกจากนท้ี างโรงเรียนก�ำแพงวทิ ยายงั มีแผนจะย้าย และพฒั นา
ใหเ้ ปน็ พพิ ธิ ภณั ฑท์ ีเ่ ปิดกว้างส่สู าธารณะ และมุ่งหวงั จะผลกั ดนั ให้เป็นโรงเรียนอุทยานธรณี
64 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
1.3 พพิ ธิ ภัณฑพ์ ้ืนบา้ นละงู
พิพิธภัณฑ์พ้ืนบ้านละงูก่อต้ัง โดยคุณชัยวัฒน์ ไชยกุล ซ่ึงช่ืนชอบการสะสมของเก่าอยู่ก่อนแล้ว
โดยเริ่มสะสมตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2528 เมือ่ ของสะสมมมี ากข้ึนเรอ่ื ย ๆ คณุ ชยั วัฒนจ์ ึงน�ำของสะสมมาจดั แสดงเปิดเป็น
พพิ ธิ ภัณฑ์ ณ บา้ นเลขท่ี 28 หมู่ 1 ต.ละงู อ.ละงู จ.สตลู ในปี พ.ศ. 2531 พิพิธภณั ฑ์พ้ืนบา้ นละงกู ลายเปน็ ท่รี ู้จัก
ของคนในจังหวัดและนักท่องเที่ยวเป็นอาคารสองชั้น ช้ันล่างจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือท้องถ่ินและขนม ช้ันบน
จดั แสดงเป็นพิพธิ ภณั ฑ์ มขี องจำ� พวกเครอ่ื งทองเหลือง เครือ่ งปน้ั ดินเผา เครอื่ งเงิน เตารดี ธนบัตร เหรยี ญกษาปณ์
กระเบื้องเคลือบ เครื่องแก้ว เคร่ืองเสียง เคร่ืองดนตรี เครื่องจักสาน นาฬิกา พัดลม เปิดให้บริการทุกวัน
เวลา 10.00 -18.00 น.
2. แหล่งโบราณคดี
2.1 อาคารชโิ น-โปรตุกสี
ประเภทแหล่ง : โบราณคดี
ทอ่ี ยู่ : บา้ นท่าเรอื หมู่ 2 ตำ� บลทุ่งหว้า อ�ำเภอทุ่งหว้า จงั หวัดสตลู
พน้ื ทแ่ี หลง่ เปน็ อาคาร ตงั้ อยดู่ า้ นตะวนั ตกของถนนหลวงหมายเลข 416 ขนาดอาคารกวา้ ง 5 เมตร
ลกึ ประมาณ 15 เมตร หา่ งจากสแ่ี ยกกลางอำ� เภอทงุ่ หวา้ ลงไปทางใตป้ ระมาณ 100 เมตร อยหู่ า่ งจากตวั อำ� เภอทงุ่ หวา้
ไปทางทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร พื้นที่แหล่งเป็นอาคารท้ิงร้างสร้างข้ึนเมื่อสมัยอ�ำเภอทุ่งหว้า
ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหัสวิชา สค23097 65
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
มีชื่อเรียกว่า “สุไหงอุเป” ที่มีท่าเรือมีการเดินเรือท�ำมาค้าขายกับปีนัง อาคารต่าง ๆ ในสมัยนั้นจึงได้รับอิทธิพล
ผสมผสานระหวา่ งจนี กบั โปตเุ กส ปจั จบุ นั พบเหลอื เพยี งไมก่ หี่ ลงั ทง้ั ทมี่ ผี อู้ ยอู่ าศยั และทป่ี ลอ่ ยทง้ิ รา้ ง ถอื เปน็ โบราณ
สถานบอกเลา่ เรอื่ งราวความเจรญิ รงุ่ เรอื งในอดตี ในปี พ.ศ. 2437 ในสมยั รชั กาลที่ 5 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงประกาศใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงระบบการปกครองเปน็ ระบบมณฑลเทศาภบิ าล และในปี พ.ศ. 2440
ได้ประกาศจัดตงั้ มณฑลไทรบรุ ี อันประกอบไปด้วย ไทรบรุ ี ปะลสิ และสตูล และเมือ่ วันท่ี 14 มถิ ุนายน พ.ศ. 2443
พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งพระยาภูมินารถภักดี ไปปกครองเมืองสตูลเป็นระยะเวลา 18 ปี ด้วยพระยาภูมินารถภักดี
เคยอาศยั อยทู่ เี่ กาะปนี งั มากอ่ น ไดเ้ หน็ ความเจรญิ กา้ วหนา้ ของปนี งั ทอี่ งั กฤษปกครองอยู่ จงึ มคี วามคดิ ทจี่ ะสรา้ งเมอื ง
สุไหงอุเป ใหเ้ ปน็ แหล่งปลกู พรกิ ไทยและสร้างท่าเทยี บเรอื ส่งผลผลติ ไปขายท่ีปนี ัง และไดเ้ ชญิ ชวนชาวจีนจากปีนงั
ให้มาตั้งถิ่นฐานท่ีสุไหงอุเป มีเรือกลไฟ 6 ล�ำแล่นระหว่างปีนังกับทุ่งหว้า พ่อค้าชาวจีนได้สร้างอาคารตึกแถวแบบ
ชโิ น-โปรตุกีส (Sino-Portuguese style) ขึน้ ซึ่งกย็ งั คงทงิ้ ร่องรอยปรากฏให้เหน็ อยใู่ นตลาดทุ่งหวา้ จนถงึ ทกุ วนั น้ี
อาคารแบบชโิ น-โปรตกุ สี เปน็ ของนายสธุ รรม-นางกอบกจิ องึ้ สกลุ ตกอยใู่ นสภาพทที่ ง้ิ รา้ งปราศจาก
ผคู้ นอยอู่ าศยั มสี ภาพทที่ รดุ โทรมและมปี ลวกกนิ เนอ้ื ไม้ หลายสว่ นทง้ั สว่ นทเี่ ปน็ อฐิ กอ่ ปนู ฉาบและโครงสรา้ งไมแ้ ตกหกั
หลุดลุ่ย และส่วนของกระเบ้ืองหลังคาได้มีการเปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอนคู่มาก่อนหน้าน้ีแล้ว อาคารเป็นของ
นายสธุ รรม อง้ึ สกุล และ นางกอบกจิ องึ้ สกลุ
2.2 โบราณสถานบ่อเจ็ดลกู
บ้านบอ่ เจด็ ลูก
บา้ นบ่อเจ็ดลกู ตัง้ อยหู่ มทู่ ี่ 1 ตำ� บลปากนำ้� อ�ำเภอละงู จงั หวัดสตลู เป็นแหลง่ ทอ่ งเที่ยวรองจาก
เกาะตา่ งๆท่มี ีอยูใ่ นจงั หวดั สตลู เนือ่ งจากทัศนยี ภาพของพื้นที่บอ่ เจ็ดลกู ลอ้ มรอบไปดว้ ยนำ�้ ทะเลสีเขยี ว มีชายหาด
ถ�้ำตา่ ง ๆ หน้าผา แหลง่ ปะการัง แหลง่ หอยตะเภาซึง่ เปน็ ทขี่ ้ึนชอ่ื โบราณสถานบอ่ 7 ลูก ซ่งึ มีประวัติความเป็นมาที่
ยาวนาน ถือเป็นต้นก�ำเนิดของชุมชนแห่งนี้ นักท่องเท่ียวสามารถเดินทางได้สะดวกทั้งทางเรือ ทางรถ ในช่วงฤดู
การท่องเที่ยว เดือนพฤศจิกายน – เมษายนบ้านบ่อเจ็ดลูก ห่างจากท่าเทียบเรือปากบาราราว 7 กม. บนเกาะ
มีชายหาดขาวสลับกับโขดหินรูปร่างแปลกตา บรรยากาศเงียบสงบ อีกทั้งเกาะยังมีชุมชนชาวเกาะส่วนใหญ่เป็น
ครอบครัวชาวประมง
66 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
บ้านบอ่ เจ็ดลูก เดมิ เรียกวา่ ลางาตโู ยะ เดิมราษฎรเข้าไปอาศัยบรเิ วณทงุ่ เลี้ยงสัตว์ เพื่อเลยี้ งววั
ควาย หลงั จากน้นั มชี าวเลจากเกาะบุโหลนอพยพเขา้ มาต้งั ถนิ่ ฐาน ปญั หาไม่มนี ้�ำจดื ใชจ้ งึ ชว่ ยกนั ขดุ บ่อหาแหลง่ น�้ำ
จดื มาใชจ้ งึ เปน็ เรอ่ื งประหลาดเมอื่ พบวา่ บอ่ ทม่ี นี ำ�้ จดื สนทิ ทส่ี ดุ เปน็ บอ่ ทอ่ี ยใู่ กลท้ ะเลมากทสี่ ดุ สว่ นอกี หกบอ่ อยหู่ า่ ง
ออกไปกลบั เปน็ นำ้� กรอ่ ยและมนี ำ�้ นอ้ ยทส่ี ดุ จงึ มกี ารสนั นษิ ฐานวา่ ผขู้ ดุ บอ่ นำ�้ ไวจ้ นบดั นอี้ ายขุ องบอ่ ไมน่ อ้ ยกวา่ 80-90
ปี ทกุ วนั นชี้ าวบา้ นบอ่ เจด็ ลกู ไดบ้ รู ณะบอ่ ทง้ั เจด็ โดยการขดุ บอ่ ใสท่ อ่ ซเี มนตก์ ลมโดยใชอ้ ฐิ ดนิ เผาตกแตง่ บรเิ วณขอบ
บอ่ ให้สวยงาม
พื้นที่ของบ้านบ่อเจ็ดลูก มีลักษณะเป็นท่ีราบลุ่มมีภูเขาอยู่ด้านในพ้ืนที่ อีกส่วนหน่ึงชายหาดฝั่ง
ทะเลอันดามัน สภาพดนิ มลี กั ษณะเปน็ ดนิ รว่ นปนทราย ริมชายหาด ดนิ ทีร่ าบเชงิ เขามีคลองท่สี �ำคญั คือ คลองบา้ น
บ่อเจ็ดลูกทางทิศตะวันตกจะมีเขาใหญ่ ซึ่งเป็นเขาที่สวยงามมากต้ังอยู่บนเกาะบริเวณ ปากน้�ำ บ้านปากบารา
ซ่งึ เป็นสถานท่ีในเขตรับผดิ ชอบของอทุ ยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จงึ เปน็ สถานทท่ี อ่ งเที่ยวของตำ� บลปากนำ�้ ด้วย
ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 2 รหัสวิชา สค23097 67
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
3. แหล่งธรณวี ิทยา
แหล่งธรณวี ิทยาจงั หวดั สตลู
ตารางแหล่งธรณีวิทยาจงั หวดั สตลู
ล�ำดับ ชอื่ แหล่ง สถานที่ ทต่ี งั ประเภทแหลง่
บ้านปา่ แก่ ตำ� บล อำ� เภอ จงั หวัด
1 หินสาหร่าย เกาะตะรเุ ตา ละงู สตลู ล�ำดบั ช้ันหินแบบฉบบั
2 อา่ วหินเฉลียง กำ� แพง เมอื ง สตูล ล�ำดบั ชั้นหินแบบฉบบั
ลานหนิ ปุ่ม เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตูล ธรณีสณั ฐาน (ภเู ขา)
3 ผาโต๊ะบู ละงู สตลู ธรณสี ณั ฐาน (นำ�้ ตก)
4 น�ำ้ ตกวังสาย เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย
บ้านวังนา หมู่ท่ี 10 น้ำ� ผุด ควนโดน สตูล ธรณสี ัณฐาน (นำ้� ตก)
ทอง เมือง สตูล ธรณสี ัณฐาน (ถำ้� )
5 น้�ำตกยาโรย บา้ นวงั นา หมทู่ ่ี 3 วงั ประจนั ทงุ่ หวา้ สตลู ธรณีสณั ฐาน (ถำ้� )
6 ถ้�ำจระเข้ เกาะตะรุเตา เกาะสาหร่าย
7 ถำ้� เลสเตโก บ้านคีรีวง หมทู่ ่ี 7 ทุ่งหว้า มะนัง สตูล ธรณสี ัณฐาน (ถำ�้ )
มะนงั สตลู ธรณีสัณฐาน (ถำ้� )
ดอน บา้ นปา่ พน หมู่ท่ี 6 ปาล์มพัฒนา เมอื ง สตลู ธรณีสัณฐาน (ชายหาด)
8 ถ้�ำเจด็ คด บ้านควนดนิ ดำ� หมทู่ ี่ 9 ปาล์มพัฒนา ละงู สตูล ธรณสี ัณฐาน (ชายหาด)
9 ถ้�ำภผู าเพชร เกาะหินงาม เกาะสาหร่าย ทุ่งหวา้ สตลู ธรณีสณั ฐาน (ชายหาด)
10 เกาะหินงาม บา้ นปากบารา ปากนำ้� เมอื ง สตูล ธรณีสณั ฐาน (ชายหาด)
11 หาดปากบารา บ้านราไว หมู่ 2,4 ขอนคลาน
12 หาดราไว เกาะตรุเตา เกาะสาหร่าย เมอื ง สตูล ธรณีสณั ฐาน (ชายหาด)
13 หาดกรวด เมือว สตลู ธรณีสัณฐาน (ชายหาด)
เกาะตรุเตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตูล ธรณีสณั ฐาน (ชายหาด)
ดนตรี เกาะอาดงั ราวี เกาะสาหรา่ ย เมือง สตูล โครงสรา้ งทางธรณีวิทยา
14 หาดทรายดดู เกาะหลีเป๊ะ เกาะสาหร่าย
15 หาดทรายด�ำ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมือง สตูล โครงสร้างทางธรณีวทิ ยา
16 หาดพทั ยา ควนโดน สตูล โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
17 อ่าวพันเต เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย
ละงู สตูล โครงสร้างทางธรณวี ิทยา
มะละกา อุทยานแหง่ ชาติทะเลบนั วงั ประจัน
18 เกาะไข่
19 ทะเลบนั อทุ ยานแห่งชาติหมเู่ กาะเพตรา ปากนำ�้
20 เขาโตะ๊ หงาย
68 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
แหล่งธรณีวิทยา
3.1 ถ�้ำเลสเตโกดอน
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ัณฐาน
ท่อี ยู่ : บา้ นคีรวี ง หมู่ท่ี 7 ตำ� บลทุ่งหว้า อ�ำเภอท่งุ หว้า จังหวัดสตลู
ถำ�้ เลสเตโกดอน เป็นถ�้ำอยูใ่ นเทอื กเขาหนิ ปูนท่ที อดยาวในแนวเหนือ-ใต้ มปี ากทางเขา้ -ออกสามทาง
อยทู่ างดา้ นตะวนั ออกสองทาง และอยทู่ างดา้ นตะวนั ตกหนงึ่ ทาง มลี กั ษณะคลา้ ยอโุ มงคจ์ ากปากถำ�้ ทงั้ สามไปบรรจบ
กนั ใตภ้ เู ขาอโุ มงคถ์ ำ�้ มลี กั ษณะคดเคยี้ วไปมาขนาดความกวา้ งประมาณ10เมตรและมเี พดานถำ้� สงู ประมาณ10-20เมตร
ทั้งนวี้ ัดระยะทางระหว่างปากถำ้� ไดย้ าก แต่ประมาณไดว้ า่ ระยะทางระหว่างถ้�ำไม่น้อยกวา่ 4 กโิ ลเมตร และจากปาก
ถ�้ำด้านตะวันตกซึ่งติดป่าชายเลนต้องล่องเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อยด้วยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
ปากถ�ำ้ ดา้ นตะวันออกอย่หู ่างจากอำ� เภอท่งุ หว้าเป็นระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร
ถ�้ำเลสเตโกดอน เดิมมีชื่อว่า ถ้�ำวังกล้วย เป็นถ้�ำท่ีมีปากถ้�ำเข้า-ออกสามทางทะลุหากันเป็นลักษณะ
คล้ายอุโมงค์ทอดยาวในแนวระดับไปบรรจบกันอยู่ใต้ภูเขา เป็นลักษณะของถ�้ำเล กล่าวคือมีน้�ำทะเลเข้าไปได้
ทั้งน้ีปากถ้�ำด้านตะวันออกท้ังสองช่องมีล�ำธารไหลเข้าไปในถ้�ำและไหลออกทะเลทางปากถ้�ำด้านตะวันตก
โดยน้�ำในถ้�ำจะได้รับอิทธิพลของน�้ำทะเลจากการข้ึนลงเป็นประจ�ำทุกวัน กิจกรรมพายเรือลอดถ้�ำจึงต้องพิจารณา
ระดับน้�ำในถ้�ำด้วย จึงถือเป็นลักษณะท่ีโดดเด่นลักษณะหน่ึงของถ�้ำแห่งน้ี นอกจากน้ี ยังมีการพบซากดึกด�ำบรรพ์
ของช้างและแรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างย่ิงช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็นท่ีมาของการเรียกชื่อถ�้ำแห่งน้ีว่า
“ถำ�้ เลสเตโกดอน” เดมิ ทเี รยี กถำ�้ แหง่ นวี้ า่ “ถำ�้ วงั กลว้ ย” โดยในเดอื นเมษายน พ.ศ. 2551 นายยทุ ธนนั ท์ แกว้ พทิ กั ษ์
ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต�ำบลลพิ งั อำ� เภอปะเหลียน จังหวดั ตรงั กบั เพ่อื นอีก 3 คน พวกเขาเดนิ ทางเขา้ ไปในถ�้ำวังกลว้ ย
เพือ่ จับกงุ้ กา้ มกราม ขณะด�ำน�้ำจับกุ้งอยูน่ ้นั ได้พบซากดึกด�ำบรรพ์ลักษณะเปน็ หนิ สีน้ำ� ตาลไหม้ นำ�้ หนกั ประมาณ
5.3 กิโลกรมั ยาวประมาณ 44 เซนติเมตร สงู ประมาณ 16 เซนติเมตร หา่ งจากปากทางเข้าถ�้ำดา้ นหมู่บา้ นคีรีวง
ประมาณ 1.6 กโิ ลเมตรจึงเกบ็ ซากนัน้ ไว้
ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหัสวชิ า สค23097 69
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
ต่อมาในวนั ที่ 16 พฤษภาคม 2551 นายยุทธนนั ท์ แกว้ พทิ กั ษ์ ได้มอบซากดกึ ดำ� บรรพ์ทพี่ บให้อำ� เภอ
ทุ่งหว้า โดยมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ซ่ึงครั้งนั้นมีนายประเสริฐ สองเมือง ปลัดอ�ำเภอประจ�ำต�ำบลทุ่งหว้า
พ.ต.อ.ถวัลย์ นคราวงศ์ ผู้ก�ำกับการสถานีต�ำรวจภูธรทุ่งหว้า นายจารึก วิไลรัตน์ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อ�ำเภอทุ่งหว้า
นางสาวรุ่งทิพย์ ฟองโห้ย นักพัฒนาชุมชนนายพิศาล แซ่เอี้ยว ประธานสภาองค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า
นายอรรถพล จุลฉีด ผูใ้ หญ่บา้ นหมทู่ ี่ 7 ตำ� บลทุ่งหว้าร่วมเปน็ ตัวแทนในการรับมอบ โดยน�ำไปเก็บไว้ทีส่ ถานีต�ำรวจ
ภูธรทุ่งหว้า ขณะเดียวกันมีนักธรณีวิทยา จากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ทกี่ ำ� ลงั สำ� รวจผลกระทบทางธรณวี ทิ ยาจากภยั พบิ ตั ทิ อี่ ำ� เภอทงุ่ หวา้ ไดเ้ ขา้ มา ตรวจสอบฟอสซลิ ดงั กลา่ วเบอื้ งตน้ ดว้ ย
โดยสันนิษฐานว่าอาจเป็นซากของจระเข้ ในขณะนั้นมีการน�ำเสนอข่าวทางหนังสือพิมพ์หลายฉบับต่อมา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อ�ำนวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เฉลมิ พระเกยี รติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า ซง่ึ เปน็ ชาวอำ� เภอทงุ่ หวา้ ไดท้ ราบขา่ ว
จากหน้าหนังสือพิมพ์จึงติดต่อกับนายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้าเพ่ือขอเข้าศึกษา
รายละเอียด โดยได้มอบหมายให้อาจารย์จรูญ ด้วงกระยอม และคณะ เดินทางไปศึกษาชิ้นตัวอย่าง
พบว่า ซากดึกด�ำบรรพ์ดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซ่ีท่ี 2 และ 3 ด้านล่างขวาของ
ชา้ งดึกด�ำบรรพ์สกลุ สเตโกดอนอยู่ในสมยั ไพลสโตซนี
กรมทรัพยากรธรณี (2556) ได้รายงานว่ามีการพบซากดึกด�ำบรรพ์ของสัตว์ตามท้องน้�ำบางจุดในถ�้ำ
จากการส�ำรวจในระยะทางราว 2 กิโลเมตร พบช้ินส่วนซากดกึ ด�ำบรรพ์ในชว่ ง 3 ปี ( พ.ศ. 2551 – 2553) จำ� นวน
199 ชิน้ ส่วนใหญเ่ ป็นซากแรดโบราณ 2 สกลุ คือ แรดเกนดาธิเลยี ม และแรดคิโลธเิ ลียม ช้างดกึ ด�ำบรรพ์ 2 สกลุ
คอื ช้างสเตโกดอน และชา้ งเอลิฟาส ซง่ึ ถอื ว่าเป็นการพบซากดกึ ด�ำบรรพ์ชา้ งเปน็ แห่งแรกของภาคใต้ นอกจากนี้ยงั
พบซากสตั ว์วงศ์กวาง ววั ควาย และเต่า คาดว่าซากดึกด�ำบรรพ์เหล่าน้มี อี ายุอย่ใู นช่วงสมยั ไพลสโตซนี เปน็ ถำ�้ ที่อยู่
ในเทอื กเขาหนิ ปนู ทที่ อดตวั ยาวในแนวประมาณเหนอื -ใต้ ประกอบดว้ ยเขาหญา้ ระยะทางดา้ นเหนอื มยี อดเขาสงู สดุ
307 เมตร และเขาวังกล้วยทางด้านใต้มียอดเขาสูงสุด 299 เมตร ภูเขาท้ังสองทอดยาวต่อเนื่องกันยาวประมาณ
5.5 กโิ ลเมตร และมีความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ดา้ นตะวนั ออกของแนวเทอื กเขาเปน็ หบุ เขาทมี่ ีถนนหลวงสาย
416 ทอดผ่านขนานไปกบั แนวเทอื กเขา ส่วนดา้ นตะวนั ตกติดพ้นื ท่ปี ่าชายเลนทีม่ ีคลองนำ�้ ไหลออกไปสู่ทะเล
70 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
ถำ้� มีช่องทางเขา้ -ออก 3 ทาง อยู่ทางด้านตะวนั ออกของแนวเทอื กเขา 2 ช่องทาง และอกี หนงึ่ ชอ่ งทาง
อยทู่ างด้านตะวันตก มีลักษณะคล้ายอโุ มงคท์ อดยาวในแนวระดับจากปากถำ้� ทั้งสามทอดยาวไปบรรจบกันอยกู่ ลาง
ภเู ขา โดยอโุ มงคถ์ ำ�้ มีขนาดความกวา้ งประมาณ 10 เมตร และสูงประมาณ 10-20 เมตร เป็นธารนำ�้ ไหลจากปากถำ้�
ท้ังสองทางด้านตะวันออกไหลไปบรรจบกันกลางภูเขาแล้วไหลต่อเน่ืองออกปากถ้�ำด้านติดกับป่าชายเลนและไหล
ลงทะเลในที่สุด ระดับน้�ำในถ้�ำจึงแปรผันตามฤดูกาลและแปรผันตามการข้ึนลงของระดับน้�ำทะเลในแต่ละวัน
โดยในชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสมสามารถพายเรอื ลอดถำ้� จากปากถำ�้ ดา้ นตะวนั ออกไปออกปากถำ�้ ดา้ นตะวนั ตกตกแลว้ ลอ่ ง
เรือไปตามล�ำคลองไปขึ้นฝั่งท่ีท่าอ้อยในเขตเทศบาลทุ่งหว้าในที่สุด การพายเรือลอดถ�้ำถือเป็นการท่องเที่ยวเชิง
ผจญภยั และไดเ้ รยี นรธู้ รณวี ทิ ยาของถำ้� อนั มคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา การกรอ่ น และการพอกพนู
ของสารแคลเซยี มคารบ์ อเนตเกิดเป็นหนิ งอกและหนิ ยอ้ ย โดยยงั เปน็ สถานท่ีทม่ี กี ารค้นพบซากดกึ ดำ� บรรพ์ของสตั ว์
หลายชนดิ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ กรามชา้ งสเตโกดอน ซง่ึ เป็นท่ีมาของชอื่ “ถำ้� เลสเตโกดอน” นอกจากน้ียังมโี อกาสได้
เรียนร้นู เิ วศวทิ ยาของปา่ ชายเลนบริเวณนอกถำ้� ดว้ ย
เทือกเขาท่ีเป็นที่ต้ังของถ้�ำเลสเตโกดอนเป็นหินปูนเป็นช้ันดียุคออร์โดวิเชียน ชั้นหินมีความหนา
ประมาณ 10-15 เซนติเมตร มกี ารวางตัวเอยี งเทไปทางทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ ดว้ ยมมุ เอียงเทประมาณ 75 องศา
(70/75) หินปูนมีโครงสร้างรอยแตกพบเห็นได้โดยท่ัวไป โดยแนวแกนของถ�้ำมักอยู่ในแนวเดียวกับแนวรอยแตก
ตามแนวรอยแตกมกั พบหินย้อยทอดยาวเปน็ แนวไปตามแนวรอยแตก อย่างไรก็ตามแนวถำ�้ มีทศิ ทางหกั เล้ยี วไปมา
ซับซ้อนทำ� ใหไ้ ม่ทราบทศิ ทางการวางตวั ของถำ้� ที่แน่นอน
3.2 ถำ้� วังกลาง
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ท่ีอยู่ : บ้านเขาแดง ตำ� บลปา่ แก่บ่อหนิ อ�ำเภอทงุ่ หวา้ จงั หวัดสตลู
พื้นที่แหล่งเป็นถ้�ำธารลอดมีความยาวมากกว่า 1 กิโลเมตร มีน้�ำไหลออกมาเป็นล�ำธาร เรียกว่า
ล�ำแยะแนะ ซ่งึ องคก์ ารบริหารสว่ นตำ� บลป่าแกบ่ ่อหินไดส้ รา้ งฝายกักเก็บน�้ำเกดิ เป็นอ่างเก็บนำ้� ขนาด 7,200 ตาราง
เมตร นำ้� ลกึ ประมาณ 1.9 เมตร อยู่ห่างจากตัวอำ� เภอทุ่งหวา้ ไปทางทิศตะวนั ออกเฉียงใตเ้ ปน็ ระยะทางประมาณ 17
กิโลเมตร พ้นื ท่ีบรเิ วณปากถ�้ำมลี ักษณะเปน็ แอง่ คลา้ ยหลมุ ยบุ มเี ทอื กเขาหินปูนเหน็ เปน็ ผาสงู ชนั ทางด้านตะวนั ตก
เหนือ และตะวันออก ปากถ้�ำอยู่บริเวณด้านตะวันตก ภายในถ�้ำมีลักษณะเป็นอุโมงค์ยาวมีธารน้�ำไหลออกบริเวณ
ดา้ นใตข้ องปากถำ้� สอู่ า่ วเกบ็ นำ้� ลำ� แยะแนะ ปากถำ้� อกี ดา้ นอยอู่ กี ดา้ นของเทอื กเขา นบั เปน็ แหลง่ ทมี่ คี วามหลากหลาย
ทางธรณีวทิ ยา
ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097 71
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
บริเวณปากถ�้ำเห็นเป็นหินปูนสีเทา ขณะที่บนยอดเขาเห็นเป็นหินโคลนสีม่วงมีเม็ดกลมเน้ือปูนสีขาว
(nodular limestone) หนิ ของสองบรเิ วณดังกลา่ วมลี กั ษณะทแี่ ตกต่างกนั อย่างชดั เจน โดยหนิ ปนู บริเวณยอดเขา
มลี กั ษณะตอ่ เนอื่ งจากจากหนิ โผลท่ บี่ า้ นควนตำ� เสาและทเ่ี ขาแดงทงุ่ หวา้ ขณะทหี่ นิ ปนู บรเิ วณปากถำ้� มลี กั ษณะคลา้ ย
หินปูนท่ีหนิ ผานาทอน อยา่ งไรก็ตามยังไมม่ กี ารสำ� รวจหาความสมั พนั ธ์ระหว่างหินสองบริเวณดังกล่าว
ลักษณะภูมิประเทศของแหล่งคล้ายหลุมยุบ (sinkhole) ท่ีมีลักษณะเป็นหลุมลึกลงไปและมีผาชัน
หินปูนล้อมรอบสามด้าน องค์การบริหารส่วนต�ำบลป่าแก่บ่อหินได้สร้างทางขึ้นยอดเขา เพ่ือเดินต่อไปท่ีปากถ�้ำอีก
ด้านหนึง่
3.3 น้�ำตกธารปลวิ
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ท่อี ยู่ : บา้ นธารปลวิ หมู่ 7 ตำ� บลทุ่งหว้า อ�ำเภอทุ่งหว้า จังหวดั สตูล
เปน็ พน้ื ทห่ี บุ เขามธี ารน้ำ� ไหลผ่าน มขี นาดพืน้ ท่ีประมาณ 200x400 ตารางเมตร เปน็ พื้นทรี่ าบเชิงเขา
ภเู ขาดา้ นเหนือเป็นผาหินปูนสูง ด้านล่างของผาหนิ เป็นตน้ นำ�้ ไหลลงเป็นน้�ำตก สายนำ�้ แตกออกเป็นหลายสายยอ่ ย
คลุมพื้นที่ประมาณ 100x300 ตารางเมตร มีถนนลาดยางเข้าถึงพื้นท่ี อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าเป็นระยะทาง
ประมาณ 13 กิโลเมตร เป็นนำ้� ตกที่สวยงาม มีความร่มร่ืนของต้นไม้ นำ�้ ตกมลี กั ษณะเป็นสายน้�ำพวยพุง่ ออกมาจาก
ภูเขาซึ่งเป็นต้นน้�ำ ไหลลงไปบนแอ่งชั้นบนจากน้ันจะตกลงสู่แอ่งน�้ำชั้นล่างแล้วจึงไหลมาบรรจบกันเป็นสายน้�ำอีก
คร้งั เปน็ พื้นท่ีเทือกเขาหินปนู ยุคออรโ์ ดวเิ ชียน กรมทรัพยากรธรณี (www.dmr.go.th) รายงานวา่ น�้ำตกธารปลิว
เปน็ นำ้� ตกทพี่ บในพน้ื ทห่ี นิ ปนู ยคุ ออรโ์ ดวเิ ชยี น เนอ้ื หนิ มสี เี ทาดำ� นำ�้ ตกธารปลวิ เปน็ หนา้ ผาหนิ ปนู มขี นาดสงู 5 เมตร
ยาว 50 เมตร และมนี �ำ้ ตกเลก็ ๆ สงู 1-2 เมตร กระจายอยทู่ ว่ั ไปเกิดจากการพอกตวั ของคราบหนิ ปนู และตะกอน
แขวนลอยท่ีมากบั นำ้� ทำ� ใหเ้ กิดลกั ษณะเป็นแอ่งนำ�้ คล้ายท�ำนบลดหลัน่ กันลงมาอยา่ งสวยงาม มกี ารแสดงลักษณะ
การกดั เซาะของน�ำ้ ตรงหน้าผานำ้� ตกแสดงลักษณะหินยอ้ ยสวยงาม
นำ้� ตกธารปลวิ เปน็ นำ�้ ตกสงู ประมาณ 5 เมตร มนี ำ้� ไหลออกมาจากชอ่ งโพรงหนิ ปนู บรเิ วณตนี เขาหนิ ปนู
ทอี่ ยู่เหนือขึน้ ไปจากบรเิ วณน�้ำตกประมาณ 50 เมตร แหลง่ ตน้ นำ�้ น้ีเปน็ โพรงถ้ำ� ในเทือกเขาหนิ ปูนทที่ อดยาวและสงู
เปน็ หน้าผาสูงชัน นำ�้ ท่ีไหลออกมาจากถำ�้ ในภูเขาไหลลาดไปตามพน้ื หินลาดเอียงเปน็ ระยะทางประมาณ 50 เมตร
72 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
แล้วจึงไหลตกลงเป็นน้�ำตกสูงประมาณ 5 เมตร พื้นหินที่น้�ำไหลผ่านมีการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนต
เป็นปูนน�้ำจืดเคลือบพ้ืนผิวโขดหินโค้งมนสามารถเดินผ่านไปโดยไม่ลื่นไถล น้�ำที่ตกลงสู่พื้นด้านล่างแตกแขนงออก
เปน็ หลายสาขาแลว้ ไหลไปรวมกนั เกิดเป็นลำ� ธารไหลไปรวมกับสายน้�ำหลักในท่ีสุด
เทอื กเขาหนิ ปนู ทเี่ ปน็ แหลง่ ตน้ นำ�้ สงั เกตลกั ษณะหนิ ไดไ้ มช่ ดั เจนนกั แตพ่ บรอยเลอ่ื ยบรเิ วณใกลบ้ รเิ วณ
ชอ่ งนำ้� ลอด มรี ะนาบรอยเลอ่ื นเอยี งเทไปทางตะวนั ออกดว้ ยมมุ กม้ ประมาณ 80 องศา สว่ นหนิ ปนู ดา้ นลา่ งของนำ�้ ตก
มลี ักษณะเปน็ ชน้ั อย่างชัดเจน
3.4 หาดราไว
ประเภทแหลง่ : ธรณีสัณฐาน
ท่ีอยู่ : บา้ นราไว ตำ� บลขอนคลาน อ�ำเภอทงุ่ หว้า จงั หวดั สตลู
พื้นที่แหล่งเป็นพื้นท่ีชายฝั่งทะเลมีการตกสะสมตัวของตะกอนทรายจากตอนเหนือบริเวณปากคลอง
วงั วนทบ่ี า้ นราไวเหนอื และยาวตอ่ เนอื่ งลงมาตอนใตจ้ นถงึ ปากคลองยานซอื่ ดา้ นตรงขา้ มกบั บา้ นหยงละไน้ รวมเปน็
หาดทรายทม่ี คี วามยาวประมาณ 3.5 กิโลเมตรอยหู่ า่ งจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าไปทางทิศตะวนั ตกเฉียงใต้เปน็ ระยะทาง
ประมาณ 26 กิโลเมตรหาดราไว อยู่ติดทะเลฝั่งอันดามัน เป็นหาดทรายท่ียาวที่สุดของจังหวัดสตูล มีความยาว
ประมาณ 3,500 เมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตหิ มเู่ กาะเภตรา เป็นหาดทรายท่ีเกิดจากกระแสน้�ำเลยี บชายฝ่งั
(longshore current) พดั พาเอาตะกอนทรายมาสะสมตวั งอกขนานไปกบั แนวชายฝง่ั มพี นื้ ทปี่ า่ ชายเลนคนั่ ระหวา่ ง
แนวสนั ทรายทีเ่ ป็นหาดสันดอน (barrier islands) กบั ชายฝงั่ ท่ตี อ่ เนอ่ื งข้ึนไปบนพื้นทบ่ี ก เป็นพ้ืนท่ีหน่ึงของชายฝง่ั
ทะเลในประเทศไทยทเี่ ปน็ ลักษณะตวั อยา่ งในระดับพัฒนาการในธรณีสณั ฐานวิทยาของชายฝัง่ ทะเล
หาดราไว เป็นส่วนของสันดอนทรายชายฝั่งที่เรียงรายขนานกับแนวชายฝั่ง โดยมีแนวป่าชายเลนอยู่
ระหวา่ งสนั ดอนทรายกบั ชายฝง่ั ทะเลทเี่ ปน็ พนื้ ทเี่ ชงิ เขา ผนื ทรายมลี กั ษณะสเี ทาคลำ้� ดว้ ยเศษซากอนิ ทรยี ์ บางบรเิ วณ
พบการสลับกันระหว่างชั้นเศษซากอินทรีย์กับช้ันทรายบาง ๆ เรียงซ้อนขนานไปกับแนวชายฝั่ง บนผืนทรายมัก
มีเศษไม้และและวสั ดุเหลือใชข้ องมนษุ ยแ์ ลดูระเกะระกะ แมจ้ ะเปน็ หาดทรายยาวประมาณ 3 กโิ ลเมตร แต่ไมพ่ บ
นกั ทอ่ งเทย่ี วไปเยย่ี มชมนกั ทงั้ นอี้ งคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลขอนคลานไดก้ อ่ สรา้ งกำ� แพงปอ้ งกนั คลน่ื ขนานไปกบั แนว
ชายหาดและสนามเดก็ เลน่
ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วชิ า สค23097 73
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
3.5 ถ�ำ้ พุทธคีรี
ประเภทแหล่ง : ธรณีสัณฐาน
ทอี่ ยู่ : บ้านธารปลิว ตำ� บลทงุ่ หว้า อ�ำเภอทงุ่ หว้า จังหวดั สตลู
เป็นถ�้ำหินปูนอยู่ในบริเวณส�ำนักปฏิบัติธรรมน�้ำพุทธคีรี อยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ป่าเขาบรรทัด
ทางด้านตะวันตกของบ้านธารปลิว อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าไปทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร
เป็นพืน้ ที่เทอื กเขาหนิ ปูน มลี ักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ โพรงถำ�้ ถูกพัฒนาเปน็ สำ� นกั ปฏิบัตธิ รรม จงึ เป็นสถานที่
ที่มีพุทธศาสนิกชนมาบ�ำเพ็ญศีลเนือง ๆ และมีเส้นทางเข้าถึงสะดวกอยู่ห่างจากอ�ำเภอทุ่งหว้าเพียง 10 กิโลเมตร
ภายในถ้�ำและโดยรอบพ้ืนท่ีมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นน่าสนใจ เช่น ถ�้ำ หินงอก หินย้อย โพรงอากาศ
ทางน้�ำลอดท่ีไหลออกไปเป็นล�ำธาร และซากดึกด�ำบรรพ์ในเน้ือหินปูนกรมทรัพยากรธรณี (www.dmr.go.th)
ได้รายงานว่าถ�้ำพุทธคีรีเป็นโพรงถ้�ำหินปูนมี 2 ช้ัน โพรงถ�้ำช้ันบนมีขนาดสูงประมาณ 40 เมตร กว้างประมาณ
30 เมตร ลึกประมาณ 30 เมตร พบลักษณะหินงอกหินย้อย และหนิ ปนู ฉาบ (flow stone) ซง่ึ เกิดจากการสะสมตัว
ของตะกอนจากน้�ำที่มีสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนต ไหลเป็นแผ่นเคลือบอยู่บนพื้นผิวของถ�้ำ นอกจากนี้บริเวณ
โพรงถ�้ำชั้นล่างมีความสูงประมาณ 10 เมตร มีล�ำธารท่ีสามารถไหลทะลุออกไปนอกถ้�ำได้ ทางน้�ำไหลไปทิศ
240 องศา (ตะวนั ตกเฉยี งใต)้ จงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ ถำ้� พทุ ธครี เี ปน็ ถำ้� ทมี่ ลี กั ษณะผสมผสานระหวา่ งโพรงถำ�้ และถำ้� ธารลอด
เป็นถ้�ำหินปูนสีเทาถึงเทาเข้มมีลักษณะเป็นชั้นอย่างชัดเจน ระนาบช้ันหินวางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออก
ด้วยมุมเอียงเทประมาณ 37 องศา (102/37) มีลักษณะเป็นถ้�ำน้�ำลอดเป็นต้นน้�ำของล�ำธารเล็ก ๆ ด้านนอกถ�้ำ
ในลำ� ธารพบหนิ ปนู เปน็ ชนั้ อยา่ งชดั เจน พบรชู อนไชทวั่ ไปในเนอ้ื หนิ ปนู และพบซากหอยกาบเดย่ี วดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม
ยงั ไม่พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ดัชนี แตจ่ ากลักษณะหินมีลกั ษณะคล้ายหมวดหินมะละกา ซึง่ จ�ำเป็นตอ้ งมีการส�ำรวจวจิ ัย
ในรายละเอยี ดและในวงพ้นื ทก่ี วา้ งเพิ่มเตมิ ตอ่ ไป
74 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
3.6 ถำ�้ เจด็ คต
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ทีอ่ ยู่ : บ้านปา่ พน หมทู่ ี่ 6 ตำ� บลปาลม์ พัฒนา อ�ำเภอมะนัง จงั หวดั สตลู
ถำ้� เจด็ คต เปน็ ถำ้� ลอดมธี ารนำ�้ ไหลผา่ นจากดา้ นตะวนั ออกไปออกดา้ นตะวนั ตกดว้ ยความยาวประมาณ
600 เมตร ถ�ำ้ กว้าง 70-80 เมตร และมคี วามสงู ของเพดานถำ�้ ประมาณ 40-50 เมตร พื้นท่ดี า้ นตะวันออกมีลานจอด
รถและสงิ่ บริการอ�ำนวยความสะดวกและเรอื คายกั ลอ่ งไปตามล�ำธารจนไปออกปากถำ้� ดา้ นตะวันตกและบรรจบกบั
คลองละงู รวมมีพืน้ ท่ีพัฒนาทัง้ ส้นิ ประมาณ 1 ตารางกโิ ลเมตร ปากถำ�้ ด้านน้�ำไหลเข้าอยู่หา่ งจากตวั อ�ำเภอมะนังไป
ทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตเ้ ปน็ ระยะทางประมาณ 22 กโิ ลเมตร พน้ื ทแ่ี หลง่ เปน็ พนื้ ทภี่ เู ขาหนิ ปนู มลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศ
แบบคาสต์ ลกั ษณะเป็นภเู ขาสูงมีหนา้ ผาสูงชัน มีธารน้�ำไหลไปตามหุบเขาแคบ ๆ และพบถ�้ำได้ทัว่ ไป ถำ�้ เจด็ คตเปน็
ถ�้ำลอดมปี ากถำ้� สองดา้ นทะลุหากนั ลักษณะคลา้ ยอุโมงค์ ความยาวของถำ�้ ประมาณ 600 เมตร กวา้ ง 70-80 เมตร
และมคี วามสงู ถงึ เพดานถำ�้ ประมาณ 40-50 เมตร มธี ารนำ�้ ไหลผา่ นโดยมตี น้ นำ้� เปน็ คลองลำ� โลนไหลมาทางดา้ นตะวนั
ออกผ่านถ้�ำเจ็ดคตไปออกปากถ้�ำด้านตะวันตกและไปบรรจบกับคลองละงูท่ีไหลมาจากด้านเหนือลงไปทางทิศใต้
บริเวณบา้ นทบั ทุ่ง ตำ� บลน้�ำผดุ อำ� เภอละงู ซง่ึ เปน็ พ้นื ทที่ ่ีมีกจิ กรรมล่องแก่งทีม่ ีชื่อเสยี งของจังหวดั สตูล ถำ�้ เจด็ คต
และพ้ืนท่ีโดยรอบจึงมีความโดดเดน่ ทางธรณีวิทยาทเี่ ป็นไดท้ ั้งแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วพักผอ่ นหยอ่ นใจและเปน็ แหลง่ เรียนรู้
ด้านธรณีวทิ ยาและนเิ วศวิทยาของพ้ืนที่
กรมทรัพยากรธรณี (2556) รายงานวา่ “ถ�้ำเจ็ดคต” มชี อื่ เรียกอีกชื่อหนึง่ ว่า “ถำ้� สัตคหู า” มธี ารนำ้�
ไหลผา่ นเป็นระยะทางประมาณ 600 เมตร ผ่านถำ�้ ทีม่ ีลกั ษณะต่างๆแบ่งออกไดเ้ ป็น 7 ช่วงหรือคูหา ไดแ้ ก่ คหู าท่ี 1
เรียกว่า “สาวย้ิม” ผนังถำ้� มีสีเขยี วมรกต มหี นิ งอก หนิ ยอ้ ย อยู่หนา้ ถำ�้ คูหาที่ 2 เรยี กว่า “นางคอย” มหี นิ งอก
หนิ ยอ้ ยทส่ี วยงามและมฝี งู คา้ งคาวจำ� นวนมาก คหู าที่ 3 เรยี กวา่ “เพชรรว่ ง” สว่ นบนของผนงั ถำ้� มชี อ่ งใหแ้ สงอาทติ ย์
สอ่ งลอดลงมาได้ เมอ่ื แสงอาทติ ยต์ กกระทบผนงั ถำ�้ จงึ เกดิ ประกายแวววาวเหมอื นเพชร คหู าท่ี 4 เรยี กวา่ “เจดยี ส์ าม
ยอด” พน้ื ทางเดนิ เปน็ หนิ ลกั ษณะคลา้ ยดอกกุหลาบ คูหาท่ี 5 เรียกว่า “นำ�้ ทิพย”์ ตามผนงั ถ้�ำเปน็ หนิ ย้อยสีขาวและ
สีน้ำ� ตาลซ้อนกันคล้ายผา้ มา่ น คูหาที่ 6 เรียกว่า “ฉตั รทอง” มหี นิ งอก หินย้อย ซอ้ น
ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตลู 2 รหัสวชิ า สค23097 75
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
เหลือ่ มกนั เปน็ ช้ันเสมอื นฉตั ร และคหู าท่ี 7 เรยี กว่า “สอ่ งนภา” ภายในเป็นหนิ งอก หนิ ย้อย รปู ทรง
คล้ายดอกบัวควำ�่ ทงั้ นี้ หินปนู บริเวณถำ้� เจ็ดคตอยใู่ นหมวดหินรังนก กลุ่มหนิ ท่งุ สง ยคุ ออร์โดวเิ ชียน พื้นทีบ่ รเิ วณถำ�้
คคู ต มลี กั ษณะโดดเดน่ ดว้ ยลกั ษณะธรณสี ณั ฐานแบบคาสต์ เปน็ พน้ื ทภ่ี เู ขาหนิ ปนู ทเี่ ปน็ เทอื กเขาสงู ๆ ตำ�่ ๆ มลี กั ษณะ
เป็นหน้าผาสูงชันสลับกับพื้นที่หุบเขาและบ้างก็มีสายน้�ำไหลผ่านคดเคี้ยวไปมา พ้ืนท่ีด้านตะวันออกของเป็นพ้ืนที่
ราบตำ่� ครอบคลุมพ้นื ท่ปี ระมาณ 1 ตารางกิโลเมตรท่ีรายลอ้ มด้วยภูเขาหินปูนเกือบรอบพน้ื ท่ี มีคลองลำ� โลนไหลมา
จากดา้ นตะวนั ออก ผา่ นพืน้ ที่ไปจนลอดถำ�้ เจ็ดคต พนื้ ทดี่ งั กล่าวมีถนนลาดยางไดม้ าตรฐานไปจนถงึ พื้นทีไ่ ด้รบั การ
พฒั นาเปน็ พน้ื ทบ่ี รกิ ารนกั ทอ่ งเทย่ี ว ประกอบดว้ ย ลานจอดรถ โรงเรอื นเกบ็ เรอื คะยกั และอปุ กรณ์ และมกี ารตง้ั ปา้ ย
ข้อมูลต่าง ๆ จากพื้นที่ลานจอดรถมีบันไดส�ำหรับเดินลงไปท่ีท่าเรือส�ำหรับล่องเรือไปตามล�ำธารอีกประมาณ
300 เมตร เพอื่ พายเรือเขา้ ถ�้ำตอ่ ไป
3.7 นำ้� ตกวังสายทอง
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ทอี่ ยู่ : บา้ นวังนา หมู่ 10 ตำ� บลนำ้� ผดุ อ�ำเภอละงู จงั หวดั สตูล
น�ำ้ ตกวังสายทอง อยู่ในเขตอำ� เภอละงู แตอ่ ยหู่ ่างจากอำ� เภอมะนงั ประมาณ 3 กโิ ลเมตร อยตู่ ิดถนน
สายทงุ่ นางแกว้ -วงั สายทอง ด้านหน้าติดถนนเป็นอาคารหน่วยพทิ กั ษป์ ่าและลานจอดรถ ถัดเขา้ ไปเป็นสายนำ�้ ทไี่ ด้
รบั น้�ำจากน�้ำตก โดยมกี ารสรา้ งทางเดนิ เท้าและสะพานขา้ มธารน�้ำเพ่ือเดินเขา้ ไปสัมผัสกบั นำ้� ตกทอี่ ยูด่ ้านใน พ้ืนที่
76 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
โดยรวมประมาณ 100x300 เมตร อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอมะนังไปทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร
น�้ำตกวังสายทอง ถูกคน้ พบโดยชาวบา้ นเม่อื ประมาณปี พ.ศ. 2513 เป็นนำ้� ตกชนั้ หินปูนขนาดใหญ่เปน็ ช้นั น้อยชัน้
ใหญ่ มคี วามสวยงามและมหัศจรรยน์ ่าหลงไหล ซ่ึงเป็นนำ�้ ตกหินปนู แหง่ แรกในภาคใต้ที่เดินแล้วไม่ลืน่ พร้อมไปด้วย
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ท่ีหาดูได้ยาก เป็นน้�ำตกหินปูนที่มีแหล่งน�้ำแต่ละช้ันไหลลดหลั่นผ่านช้ัน
หินปูนสีเหลืองอร่ามด่ังทองเม่ือกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว บริเวณน้�ำตกมีต้นไม้สูงใหญ่ร่มร่ืน
แหล่งน�้ำมาจากการอัดและทะลักของน้�ำในถ้�ำใต้ภูเขาทะลุออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่าง ๆ ที่รองรับอยู่บริเวณ
รอบๆท่ีถูกพอกด้วยหินปนู น้�ำจืดเป็นทำ� นบเลก็ ๆ และเตม็ ไปด้วยพันธไ์ุ มน้ านาชนิด แลว้ ไหลลงส่คู ลองละงู
กรมทรพั ยากรธรณรี ายงานวา่ นำ�้ ตกวงั สายทองเปน็ นำ้� ตกทไ่ี หลผา่ นชนั้ หนิ ปนู ขนาดใหญ่ ถอื เปน็ นำ้� ตก
หนิ ปนู แหง่ แรกในภาคใต้ โดยชน้ั หนิ ปนู มสี เี หลอื งอรา่ มดงั่ ทองเมอ่ื ตอ้ งแสงอาทติ ยด์ งู ดงามราวกบั ดอกบวั นำ�้ ตกเกดิ
จากการไหลของนำ้� ในถำ้� ใตเ้ ทอื กเขาบรรทดั ออกมาตามชอ่ งเขาลงสแู่ อง่ ตา่ งๆทร่ี องรบั ทางดา้ นลา่ งแลว้ ไหลลงสคู่ ลอง
ละงู หนิ ปนู ของแนวเทอื กเขาซง่ึ เปน็ ทตี่ งั้ ของนำ้� ตกนถี้ กู จดั เปน็ หนิ ปนู ของหมวดหนิ รงั นก เปน็ นำ้� ตกทเี่ ปน็ ตน้ นำ�้ ไหล
ผ่านผาหินปูนลดหลั่นเป็นชั้น ๆ คล้ายขั้นบันได โดยมีการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3)
เกดิ เป็นรว้ิ สายของปนู น้�ำจืดตามการไหลของกระแสน�้ำตก (travertine) แต่ละชนั้ เปน็ ขัน้ บนั ไดเกยกันไปมามีระดบั
ความสูงประมาณ 0.5 – 2.0 เมตร และบา้ งกส็ งู ไดถ้ งึ 3.0 – 5.0 เมตร เกิดเปน็ อ่างนำ�้ ธรรมชาติเลก็ ใหญภ่ ายใต้
ร่มไม้ร่มรน่ื ลงเล่นนำ้� ไดอ้ ย่างสนุกสนานช่ืนใจ โดยในปี พ.ศ. 2519 อาจารย์ปรีชา ขวญั ซ้าย จากโรงเรยี นบ้านวังสาย
ทองและชาวบ้านจากหมู่ 4 บา้ นวังสายทอง และ หมู่ 10 บา้ นวงั นาใน ไดร้ ว่ มกันพฒั นาเปน็ สถานท่ีพักผ่อนหย่อน
ใจ โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2531 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ได้เข้ามาเปิดเป็นหน่วยพิทักษ์ป่าและพัฒนาเป็น
สถานท่ีทอ่ งเท่ียวจนถงึ ปัจจบุ ัน
ในพื้นที่ใกล้เคียงกับบริเวณน้�ำตก เป็นภูเขาสูงต่�ำลดหล่ันแผ่กว้างไพศาล เป็นหินปูนไม่แสดงชั้นและ
บา้ งกเ็ ปน็ ชน้ั หนา บางบรเิ วณพบพนื้ ผวิ หนิ โผลเ่ ปน็ แบบโครงสรา้ งหนงั ชา้ ง พบลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ หนา้ ผาสงู ชนั
ตามลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ นอกจากน้ี ยังพบหลักฐานซากดึกด�ำบรรพ์พวกนอติลอยด์และพลับพลึงทะเล
บรเิ วณเขาแดงทางตอนเหนอื ของนำ�้ ตก อยา่ งไรกต็ ามขอ้ มลู ดงั กลา่ วยงั ไมช่ ดั เจนเพยี งพอทจี่ ะระบถุ งึ ตำ� แหนง่ ทางการ
ลำ� ดบั ชัน้ หนิ และชอ่ื หมวดหนิ บรเิ วณพน้ื ท่ีน้�ำตกและบรเิ วณใกลเ้ คียง
3.8 หินที่ว่าการอ�ำเภอทงุ่ หวา้
ประเภทแหลง่ : หินแบบฉบบั
ทีอ่ ยู่ : ทว่ี า่ การอำ� เภอทุ่งหว้า ตำ� บลทุง่ หว้า อ�ำเภอท่งุ หวา้ จงั หวัดสตลู
พืน้ ที่แหล่งอยดู่ ้านหลงั อาคารท่ีวา่ การอำ� เภอท่งุ หวา้ มหี ินปูนโผล่ไมส่ ูงจากพื้นดินนัก ครอบคลมุ พื้นที่
ประมาณ 50 x 20 ตารางเมตร อยูต่ ิดสถานทีร่ าชการสะดวกในการเขา้ ถงึ พืน้ ทแี่ หล่งมขี นาดเล็ก มหี นิ โผลช่ ดั เจน
อยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานราชการ กล่าวคืออยู่ด้านหลังอาคารท่ีว่าการอ�ำเภอทุ่งหว้า และอยู่หลังอาคารองค์การ
บริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า เป็นสถานที่ท่ีมีประชาชนเข้ามาใช้บริการเป็นประจ�ำ การพัฒนาเป็นแหล่งธรณีวิทยาจะ
เปน็ แหลง่ เรยี นรูท้ ี่ดพี น้ื ทแี่ หลง่ มหี นิ โผล่ชดั เจน เป็นหนิ ดินดานสีมว่ ง มกี ้อนทรงมนเนอ้ื ปูนสีขาว เปน็ รปู ทรงรีแบน
เรียงรว้ิ ขนานไปกับชั้นหิน (lime nodule shale หรอื nodular limestone) มลี ักษณะหินทเี่ ปรียบเทยี บได้ดกี บั
หนิ บนเขาแดง เทือกเขาดา้ นตรงข้ามถนนกบั ที่วา่ การอำ� เภอทุ่งหว้า
ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097 77
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้
3.9 หาดกรวดหนิ งาม
ประเภทแหล่ง : ธรณีสณั ฐาน
ทีอ่ ยู่ : เกาะหินงาม ตำ� บลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั สตลู
พ้ืนที่แหล่งอยู่บนเกาะหินงาม ประกอบด้วยต�ำแหน่งที่เป็นแหล่งก�ำเนิดก้อนกรวด ต่อเน่ืองเรียบไป
ตามชายฝ่ังจนไปถึงสนั ดอนกรวดทส่ี ะสมตัวเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล รวมพน้ื ท่ีของแหลง่ ประมาณ 200 x 40
ตารางเมตร อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือปากบาราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางเรือประมาณ 87 กิโลเมตร
พน้ื ทแ่ี หลง่ อยบู่ นเกาะหนิ งาม หรอื เกาะบโุ ละ๊ เปน็ เกาะขนาดเลก็ ยาวประมาณ 600 เมตร กวา้ งประมาณ 150 เมตร
สว่ นยาวของเกาะอยู่ในแนวตะวันออกเฉยี งเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ มีลกั ษณะโดดเด่นอยู่ทางปลายด้านตะวนั ออก
เฉียงเหนือท่ีมีสันดอนกรวดมนสะสมตัวเป็นแหลมยื่นออกไป การเกิดสันดอนกรวดมนนี้มีความเกี่ยวข้องกับ
กระบวนการทางธรณวี ิทยาโดยตรง
พื้นที่แหล่งเป็นสันดอนกรวดมนสะสมตัวยื่นเป็นแหลมออกไปในทะเลทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
ของเกาะ กอ้ นกรวดมคี วามกลมมนดี มีสีด�ำ สามารถตดิ ตามหาแหลง่ ก�ำเนดิ ไดบ้ รเิ วณด้านกระน�้ำ A ทำ� ใหห้ ินโผล่
ของหนิ ฮอรน์ เฟลทม่ี แี นวแตกหลายแนว แตกออกเปน็ เศษกอ้ นหนิ เหลยี่ มจากกระแสคลน่ื เกดิ กระแสนำ�้ เลยี บชายฝง่ั
ไหลเลยี บชายฝง่ั ออ้ มไปจนถงึ บรเิ วณสนั ดอนกรวดมน ตลอดระยะทางของกระแสเลยี บชายฝง่ั ทำ� ใหก้ อ้ นหนิ เกดิ การ
ขดั สที ำ� ใหก้ รอ่ นมขี นาดเลก็ ลงตามระยะทางและมคี วามกลมมนมากขนึ้ จนไปสะสมตวั บรเิ วณสนั ดอนกรวดดงั กลา่ ว
อย่างไรก็ตามยังมีกระแสคล่ืนซัดชายฝั่งเข้าหาสันดอนกรวดทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือด้วย ท�ำให้เม็ดกรวดมน
บริเวณดังกล่าวถกู กรอ่ นจนท�ำให้เมด็ กรวดมีขนาดเลก็ กวา่ บรเิ วณอน่ื ๆ สังเกตเหน็ ได้อย่างชัดเจน
78 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
3.10 ซมุ้ หินชายฝงั่ เกาะไข่
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ทอ่ี ยู่ : เกาะไข่ ตำ� บลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสตลู
เกาะไข่ มขี นาดตามความยาวประมาณ 300 เมตร ส่วนกวา้ งที่สดุ อยบู่ รเิ วณหัวแหลมผาชัน 3 ด้าน
เหนือ กว้างประมาณ 100 เมตร เป็นเกาะกลางทะเลอันดามัน อยู่ห่างจากชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะตะรุเตา
ประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ห่าจากท่าเทียบเรือปากบาราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางเรือประมาณ
33 กิโลเมตร พ้นื ท่ีแหล่ง เป็นเกาะขนาดเล็ก อยรู่ ะหว่างเกาะอาดังกบั เกาะตะรเุ ตา มีลกั ษณะเป็นหัวแหลมผาชัน
ทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ ส่วนตรงกลางเป็นสันดอนทรายขาวสะอาด ถูกรายล้อมด้วยน้�ำทะเลสีมรกต
หัวแหลมผาชัน ด้านเหนือมีซุ้มหินชายฝั่งซ่ึงยอมรับกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลในเชิงการท่องเท่ียว
เปน็ จดุ กง่ึ กลางในการแลน่ เรอื จากทา่ เทยี บเรอื ปากบารากบั เกาะหลเี ปะ๊ นกั ทอ่ งเทยี่ วมกั ไมพ่ ลาดทจ่ี ะตอ้ งแวะชน่ื ชม
ในความงดงามรัศมี สมสัตย์ และ ศภุ มติ ร จันทะคาม (2556) ได้ให้หินบนเกาะไข่เป็นส่วนหนงึ่ ของหมวดหินแหลม
ไม้ไผ่ กลุม่ หนิ แก่งกระจาน (CPlp) และกรมทรัพยากรธรณี (2553) ไดร้ ายงานวา่ ซ้มุ หนิ ชายฝ่ังทีเ่ กาะไข่ เกดิ ขน้ึ
เนื่องจากเมื่อราว 6,000 ปีที่ผ่านมา ระดับน�้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน 5 เมตร กระแสคล่ืนได้กัดเซาะหินตะกอนท่ีมี
โครงสร้างรอยแตกและผุกร่อนง่าย ท�ำให้เกิดโพรงหินและขยายใหญ่ขึ้นจนทะลุถึงกันกลายเป็นซุ้มหินชายฝั่ง
โดยระดบั นำ้� ทะเลไดล้ ดตำ่� ลงจนถงึ ระดบั ปจั จบุ นั เมอ่ื ประมาณ 2,000 ปมี าแลว้ ทง้ั นี้ มคี วามเชอ่ื กนั วา่ หากคบู่ า่ วสาว
คูใ่ ดมาแตง่ งานและรอดซุม้ หนิ น้ีแล้ว จะอยคู่ ูก่ นั จนแกเ่ ฒา่ ตายจากกนั เกาะไข่ มหี ินโผล่ 2 บรเิ วณ คอื สว่ นเหนอื และ
ส่วนใต้ซ่ึงมีลักษณะเป็นหัวแหลมผาชันประกอบด้วยหินโคลนและหินทราย โดยหัวแหลมทั้งสองถูกเช่ือมเป็นเกาะ
เดียวกันด้วยสันดอนทรายยาวประมาณ 250 เมตร เป็นทรายขาวสวยงามโดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อตัดกับน�้ำทะเลสี
เขียวมรกต หินทรายแสดงโครงสร้างรอยแตกฉ่ีหลายทิศทาง โดยในช่องรอยแตกดังกล่าวมักมีสารเหล็กออกไซด์
เขา้ ไปสะสมตวั อยแู่ ละมคี วามแขง็ แรงทนทานตอ่ การสกึ กรอ่ นสงู กวา่ เนอ้ื หนิ ทราย บางบรเิ วณจงึ พบโครงรา่ งตาขา่ ย
สามมิตขิ องเหลก็ ออกไซด์โดยที่เนอ้ื หนิ ไดส้ ึกกรอ่ นหลดุ ออกไปหมดแล้ว (oxwork)
ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097 79
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น
3.11 เขตขา้ มกาลเวลาเขาโตะ๊ หงาย
ประเภทแหลง่ : ธรณีวทิ ยาโครงสร้าง
ทีอ่ ยู่ : เขาโต๊ะหงาย ตำ� บลปากน�้ำ อ�ำเภอละงู จงั หวดั สตลู
เขตขา้ มกาลเวลาเขาโตะ๊ หงายอยทู่ างดา้ นใตข้ องเขาโตะ๊ หงายซง่ึ เปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ หา่ งจากอำ� เภอ
ละงูไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ด้วยระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่ประมาณ 600x300 ตารางเมตร
ด้านเหนือจรดพ้ืนที่ราบส่วนด้านใต้เป็นหัวแหลมผาชันยื่นออกไปในทะเล ด้านตะวันออกเฉียงเหนือจรดพื้นท่ีต้ัง
ท่ที �ำการอทุ ยาน
3.12 แห่งชาตหิ มเู่ กาะเภตรา
มลี กั ษณะเปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ ตอ่ เนอ่ื งมาจากพนื้ ทร่ี าบทางดา้ นเหนอื ทย่ี น่ื ออกไปในทะเลทางดา้ นใต้
มีลักษณะทางธรณีสณั ฐานเปน็ แบบหวั แหลมผาชัน (headland) ครอบคลมุ พ้ืนทปี่ ระมาณ 180,000 ตารางเมตร
ด้านเหนือจรดพ้ืนที่ราบต�่ำ ด้านตะวันตก ด้านตะวันออก และด้านใต้ติดทะเล ประกอบด้านยอดเขาสองยอด
ยอดดา้ นเหนอื สงู 138 เมตร และยอดดา้ นใต้สงู ประมาณ 90 เมตร พื้นทรี่ ะหว่างยอดเขาทั้งสองลกู เป็นพ้ืนท่ตี ่ำ� แอน่
ลงไปทร่ี ะดบั ความสงู ประมาณ 70 เมตร สว่ นลา่ งของภเู ขามหี นิ ทรายสแี ดงยคุ แคมเบรยี นโผลใ่ หเ้ หน็ ชดั เจนทางดา้ น
ตะวนั ตกโดยชน้ั หินมีการวางตวั เอยี งเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ดว้ ยมมุ เอียงเทประมาณ 22 องศา (60/22)
มีหินปูนยุคออร์โดวิเชียนวางตัวปิดทับอยู่ด้านบน ท�ำให้เห็นรอยสัมผัสระหว่างหมวดหินทั้งสองที่มีอายุแตกต่างกัน
ประกอบกับทัศนียภาพที่สวยงามของพ้ืนที่ภูเขาและท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจึงได้
สรา้ งสะพานเดนิ เทา้ รอบภูเขาดา้ นติดทะเล ซงึ่ ให้ฉายานามว่า “สะพานข้ามกาลเวลา” และไดม้ กี ารจัดพธิ ีววิ าห์หมู่
80 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
ข้ามกาลเวลาถือเป็นเร่ืองราวท่ีจะเป็นต�ำนานต่อไป และถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวของพื้นที่
ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับธรณีวิทยา พ้ืนท่ีแหล่งนี้จึงเป็นได้ท้ังแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ และแหล่งสืบสาน
ประเพณวี วิ าหข์ า้ มกาลเวลาสบื ไป หนิ ทรายสแี ดงทว่ี างตวั อยดู่ า้ นลา่ งของแหลง่ เปน็ หนิ สว่ นหนงึ่ ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา
ยคุ แคมเบรยี นโดยมชี น้ั หนิ แบบฉบบั อยบู่ รเิ วณอา่ วตะโละ๊ โตะ๊ โปะ๊ บนเกาะตะรเุ ตา ซง่ึ มรี ายงานการพบซากดกึ บรรพ์
ที่ส�ำคัญๆพวกไทรโลไบต์และแบรคิโพอด อย่างไรก็ตามหินทรายสีแดงบริเวณเขาโต๊ะหงายน้ีถูกจัดให้เป็นส่วนหน่ึง
ของกลุ่มหินตะรุเตาโดยไม่มีรายงานการค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์ดัชนี แต่ก็มีความเป็นไปได้เนื่องจากมันถูกปิดทับ
โดยหินปูนยคุ ออร์โดวเิ ชียน
จากการส�ำรวจเบื้องต้นในพ้ืนท่ี พบว่าหินทรายสีแดงวางตัวอยู่ด้านล่างหินปูนสีเทาโดยไม่สามารถ
สังเกตรอยสัมผัสระหว่างกลุ่มหินท้ังสองได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบริเวณชายฝั่งด้านทิศใต้ที่พบว่าเป็นรอยสัมผัส
แบบรอยเลอื่ น (fault contact) ทเี่ ปน็ แบบรอยเลอ่ื นยอ้ น (reverse fault) ทง้ั นจี้ ากการสำ� รวจเบอ้ื งตน้ ในภาคสนาม
มกี ารพบซากดกึ ดำ� บรรพข์ องแบรคโิ อพอดขนาดเลก็ ในเนอื้ หนิ ทรายสแี ดง และยงั พบนอตลิ อยดใ์ นชนั้ หนิ ปนู บรเิ วณ
ใกลร้ อยสัมผัสระหวา่ งกลุ่มหินทั้งสองดว้ ย
3.13 หาดกรวดเสยี งดนตรี
ประเภทแหลง่ : ธรณีวิทยาโครงสร้าง
ทีอ่ ยู่ : บรเิ วณอา่ วด่าน บนเกาะตะรุเตา ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสตลู
บรเิ วณนเ้ี ปน็ แหล่งธรณสี ณั ฐานซง่ึ มลี กั ษณะเด่น คอื เป็นหาดกรวดอยา่ งเดียวทกี่ รวดแตล่ ะกอ้ นมี
สีสันสวยงามมาก ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ให้ช่ือแหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ว่า “หาดกรวดเสียงดนตรี
อ่าวดา่ น”
ท่ีต้ัง อย่บู ริเวณอ่าวด่าน บนเกาะตะรเุ ตา ตำ� บลเกาะสาหร่าย อำ� เภอเมือง จังหวดั สตูล
ลักษณะของแหล่ง หาดกรวดค่อนขา้ งกลมมนสนี ำ้� ตาลคล้ายช็อกโกแลต มหึ ลายขนาด วางตัวยาว
ตามแนวชายฝง่ั เปน็ ระยะประมาณ 1 กโิ ลเมตร เมอ่ื มคี ลน่ื ซดั เขา้ ออก จะมเี สยี งดงั คลา้ ยเสยี งดนตรเี ปน็ สงิ่ มหศั จรรย์
ที่หาได้ยากมาก เกิดจากการท่ีคล่ืนได้พัดพากรวดที่มีขนาดเล็กข้ึนมาแล้วกลับลงไปกระทบกับกรวดก้อนใหญ่
ซง่ึ คล่ืนไมส่ ามารถพดั ออกไปได้ ท�ำให้เกิดเสยี งคล้ายเสียงดนตรีดงั กล่าว
ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097 81
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้
ลักษณะธรณวี ทิ ยา กรวดบรเิ วณหาดนี้ มีหลายขนาดคละเคล้ากัน โดยมากจะเป็นกรวดหนิ ทราย
มคี วามกลมมนดถี ึงดมี าก บรเิ วณทศิ ตะวันออกของหาดพบชั้นหินทราย สลบั หนิ ดินดาน หนิ ทราย จะมีสนี ้ำ� ตาลถึง
น�ำ้ ตาลแกมแดง พบซากดกึ ดำ� บรรพ์ ไดแ้ ก่ ไทรไบต์ และแบรคิโอพอด เปน็ ต้น
3.14 หาดทรายดำ� เกาะอาดัง ประเภทแหลง่ : ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง
ทอี่ ยู่ : บรเิ วณเกาะอาดงั ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตลู
แหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ ต้ังอยู่ทางทิศใต้ของเกาะอาดัง เป็นแหล่งธรณีวิทยาประเภทแหล่งธรณี
สัณฐานที่มีลักษณะพิเศษท่ีเม็ดกรวดทรายมีสีด�ำ ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ให้ชื่อแหล่งธรณีวิทยาน้ีว่า
“หาดทรายด�ำเกาะอาดัง”
ท่ีต้งั อยบู่ ริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมือง จังหวัดสตลู
ลกั ษณะของแหลง่ หาดทรายดำ� บรเิ วณอา่ วแหลมสน บนเกาะอาดงั มลี กั ษณะเดน่ ตรงทมี่ เี มด็ ทราย
สดี ำ� ปนอยใู่ นเมด็ ทรายสขี าว มคี วามสวยงามแปลกตาตา่ งจากหาดทรายทว่ั ไป โดยเฉพาะหาดทรายบรเิ วณนนี้ อกจาก
จะมีสีดำ� แล้ว เม็ดทรายจะมีเม็ดหยาบมขี นาดใหญก่ วา่ เมด็ ทรายทว่ั ไป ดงั นน้ั หากเดินเทา้ เปล่าบนหาดแห่งนี้แลว้ จะ
ได้ความรสู้ กึ ทีส่ บาย ๆ เหมือนกับถูกนวดและขดั ฝา่ เท้าไปพรอ้ ม ๆ กัน
ลักษณะทางธรณีวิทยา ตะกอนสีด�ำท่ีพบในบริเวณน้ีคาดว่าเป็นแร่ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
ที่ผุพังจากหินแกรนิตเนื้อดอก (porphyritic granite) โดยมีผลึกแร่เฟลด์สปร์รูปสี่เหล่ียมฝืนผ้าขนาด 1.5x2.5
เซนติเมตร เปน็ เน้อื ดอก (phenocryts) และเนอ้ื พนื้ (groundmass) จะเป็นแร่ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ทัวร์มาลนี และ
ไบโอไทต์ ซ่งึ หินแกรนติ เหลา่ นพ้ี บว่ามคี วามสัมพนั ธก์ บั การเกิดแร่ดีบุก
3.15 ทะเลบัน
ประเภทแหล่ง : ธรณีวทิ ยาโครงสร้างทอี่ ยู่ : ตำ� บลวงั ประจัน อำ� เภอควนโดน จงั หวัดสตลู
ที่ตั้ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ต�ำบลวังประจัน อ�ำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย
ลักษณะของแหล่ง ทะเลบันเป็นแอ่งน้�ำจืดขนาดใหญ่รูปยาวรี ขอบแอ่งค่อนข้างเว้าแหว่ง
อย่ใู นหบุ เขารูปตัววี ระดับน�้ำในแอ่งมีการเปลี่ยนแปลงขน้ึ ลงตามฤดูกาล มปี ่าไมท้ ่ีอดุ มสมบรู ณ์ มีสตั วป์ ่านานาชนดิ
ลักษณะธรณวี ิทยา ทะเลบันประกอบดว้ ยหนิ 2 ชนิด คอื กลมุ่ หนิ ปนู อร์โดวิเชยี และหินแกรนิตยคุ
ไทรแอสซกิ ในหนิ ปนู พบซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกนอตลิ อยด์ ฟองนำ้� ปะการงั แสดงวา่ ในยคุ ทเ่ี กดิ หนิ ปนู มสี ภาพแวดลอ้ ม
เป็นทะเล ทะเลบันอยู่ระหว่างเขาจีน (หินแกรนิต) และเขามดแดง (หินปูนสลับ หินดินดาน) เกิดจาก
การยบุ ตวั ของโพรงและถ้ำ� ล�ำธารใตด้ ิน ซึ่งเกดิ อยูใ่ นหนิ ปูนสลบั หินดินดาน
82 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
3.16 หินสาหร่าย
แหล่งธรรมชาตทิ างธรณีวทิ ยาหนิ สาหร่ายน้ี จดั เป็นประเภทแหลง่ ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบับซงึ่ มีความ
สำ� คญั เป็นแหลง่ ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั ทห่ี ายาก
ทตี่ ัง้ ตงั้ อย่บู ้านป่าแก่ ต�ำบลก�ำแพง อำ� เภอละงู จงั หวัดสตูล
ลักษณะแหล่ง หินปูนสีแดง เรียงตัวเป็นช้ัน ๆ สวยงามแปลกตามาก บางแห่งคล้ายปราสาท
เขาโบราณ เกิดจากการกอ่ ตวั ของสาหรา่ ยสีเขียวแกมนำ�้ เงนิ มอี ายมุ ากว่า 440 ล้านปี
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ หนิ ในหมวดหนิ ปา่ แก่ ซง่ึ เปน็ หมวดหนิ ทอ่ี ยบู่ นสดุ ของหมวดหนิ ทงุ่ สงประกอบ
ดว้ ยหินปนู สแี ดงชน้ั บางแทรกสลับด้วยหนิ โคลนชนั้ บางมาก เกดิ จากการก่อตัวของสาหร่ายสีเขยี วแกมน�้ำเงนิ เรียก
หนิ ในลักษณะนวี้ ่าสโตรมาโตไลต์
3.17 อ่าวหินเฉลียงลานหินปุ่ม
แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาหินสาหร่ายนี้ จัดเป็นประเภทแหล่งล�ำดับชั้นหินแบบฉบับของกลุ่ม
หนิ ตะรเุ ตา
ทต่ี ง้ั อยูท่ างทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่เกาะตะรเุ ตา ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จังหวดั สตูล
ลักษณะของแหล่ง ชายหาดเป็นช้ันหินเก่าแก่ท่ีสุดในประเทศไทย ประมาณ 500 ล้านปี
ซง่ึ พบซากดกึ ดำ� บรรพต์ น้ ตระกลู ของแมงดาทะเล และหอยสองฝา หนิ บรเิ วณนบี้ า้ งมสี นี ำ้� ตาลบา้ งมสี นี ำ�้ ตาลปนมว่ ง
มีลักษณะเป็นชั้นเอียงเทลงไปในทะเล บางบริเวณเป็นลานหินที่เต็มไปด้วยรอยแตกแยก และรอยถูกกัดกร่อนจน
มลี กั ษณะเปน็ ปุ่มปม มีรูพรนุ เปน็ คล้ายรงั ผ้งึ และเป็นเศษกรวดคอ่ นข้างเหล่ยี ม
ลักษณะทางธรณีวิทยา แหล่งธรรมชาติธรณีบริเวณนี้จัดเป็นแหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับ (type
section) ของกลุ่มหินตะรเุ ตา ในยคุ แคมเบรยี น (Cambrian) พบซากดึกดำ� บรรพ์พวกไทรโลไบท์(trilobite) และ
แบรคคโิ อพอด brachiopod ส่วนทางดา้ นทิศเหนือของอา่ วเมาะและ จะเปน็ หินปนู สเี ทาดำ� ในยคุ Ordovician ซ่งึ
เปน็ รอยต่อของหินในยคุ แคมเบรยี นและออรโ์ ดวิเชยี น
3.18 ผาโตะ๊ บู
ที่ต้งั เป็นภูเขาอยทู่ างทิศเหนือของเกาะตะรุเตา ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จังหวดั สตูล
ลักษณะแหล่ง เป็นหน้าผาที่เกิดจากโครงสร้างทางธรรมชาติท่ีหายากและสวยงาม หินรูปโค้งท่ีมี
ประโยชนใ์ นการคน้ ควา้ สณั ฐานของหนิ เปน็ จดุ ชมววิ อยหู่ ลงั ทที่ ำ� การอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา บรเิ วณหนา้ ผา
มลี กั ษณะเปน็ ชนั้ ๆ ซ่ึงเกดิ จากการยกตัวของหนิ ทเ่ี หน็ ได้ชัดในระยะไกล
ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097 83
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้
3.19 นำ้� ตกยาโรย
ที่ตั้ง หมทู่ ่ี 3 บ้านวงั นา ตำ� บลวงั ประจนั อ�ำเภอควนโดน จงั หวดั สตูล
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ นำ้� ตกขนาดกลาง มคี วามสวยงามเปน็ จดุ ทอ่ งเทย่ี วทสี่ ำ� คญั แหง่ หนงึ่ ของอทุ ยาน
แหง่ ชาติทะเลบนั น�้ำตกมีทง้ั หมด 9 ช้ัน แต่ละช้นั เป็นแอ่งสามารถเล่นนำ้� ได้
ลักษณะทางธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินมวลหินอัคนีที่ดันแยกอยู่ในยุคไทรแอสซิก (Triassic
Granite) เปน็ หนิ แกรนติ เนือ้ ดอก เน้ือหยาบถึงหยาบปานกลาง ผลกึ ขนาดเดยี ว
3.20 ถำ้� จระเข้
ท่ีตั้ง อยู่ทางทิศตะวนั ตกเฉยี งเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสตลู
ลักษณะของแหล่ง ตามฝั่งคลองจะพบหินปูนอายุกว่า 440 ล้านปี เป็นช้ันสวยงามชัดเจนมาก
ชั้นหินปูนเหล่าน้ีแสดงให้เห็นถึงการถูกกัดกร่อนจนมีรูปลักษณ์แปลกตามากมาย ท้ังเป็นชะง่อนหินโพรง
และมลี วดลายแตกตา่ งกันไป นักทอ่ งเที่ยวสามารถใชเ้ รือเขา้ ไปชมในถ้�ำได้
ลกั ษณะทางธรณีวิทยา ตามฝั่งคลองจะพบหินปนู ออรโ์ ดวิเชียน (Ordovician) ในหมวดหนิ มะละกา
ซึ่งเป็นหมวดหินท่ีวางตัวอยู่ล่างสุดของกลุ่มหินทุ่งสง ประกอบด้วยหินปูนเนื้อดินสลับกับหินปูนเน้ือหินส่วนใหญ่
มรี ะแหงโคลนอยทู่ วั่ ไป (mud crack )อยทู่ ว่ั ไป พบแผน่ ซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกสาหรา่ ย (algalmat) และซากดกึ ดำ� บรรพ์
จำ� พวกเพรียง การวางตัวของชนั้ หนิ สอดคลอ้ งกับหนิ ของกลมุ่ หนิ ตะรุเตา
84 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้
3.21 หาดปากบารา
ทต่ี ้งั เปน็ หาดบรเิ วณบ้านปากบารา ต�ำบลปากนำ้� อำ� เภอละงู จงั หวดั สตูล
ลักษณะแหลง่ เปน็ ชายหาดที่มีการทบั ถมของทราย โครงสร้างจากธรรมชาติทหี่ ายากและสวยงาม
เปน็ ชายหาดทรายสขี าวละเอยี ด
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ ชายหาดทส่ี ะสมตวั จากตะกอนทางนำ�้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ บรเิ วณปากแมน่ ำ�้ มเี ขาหนิ ปนู
อยูร่ อบ ๆ ชายฝ่ังทะเล
3.22 หาดทรายดูด
ทต่ี ั้ง อยบู่ รเิ วณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย อำ� เภอเมอื ง จังหวดั สตูล
ลักษณะของแหล่ง หาดทรายดูดเป็นหาดทรายแคบ ๆ สั้น ๆ ประกอบด้วยทรายละเอียด
สีขาวอมน�้ำตาล มีเศษเปลือกหอยปนเล็กน้อย แต่มีลักษณะเด่นคือ เม่ือเหยียบลงไปแล้ว เท้าจะจมประมาณ
20-60 เซนตเิ มตร บรเิ วณทม่ี นี ำ้� จะจมมากกวา่ บรเิ วณทแี่ หง้ และมฟี องอากาศผดุ ขน้ึ มาคอ่ นขา้ งมาก เกดิ ทกุ ฤดตู ลอด
ทง้ั ปี นอกจากนี้ทรายเหลา่ นี้ยงั สามารถปน้ั เป็นกอ้ นกลมได้ ซง่ึ แสดงถงึ ขนาดของตะกอนทรายบริเวณน้ี
ลักษณะธรณวี ทิ ยา หาดทรายบริเวณนี้ประกอบด้วยตะกอนของหินทรายแป้ง (Siltstone) มโี คลน
ปนบ้างเลก็ น้อย เกดิ จากการผพุ ังของหินตะกอนยคุ คารบ์ อนเิ ฟอรสั -เพอรเ์ มียน เมอ่ื อิ่มตวั ดว้ ยน้ำ� จะทำ� ใหย้ บุ ลงไป
เม่ือมีนำ้� หนกั กดทับเนอ่ื งจากมีโคลน ทำ� ใหร้ ับนำ�้ หนกั ได้ไม่ดี โดยโคลนเหล่านม้ี าจากการผุพงั ของหินโคลนในหมวด
หินแหลมไมไ้ ผแ่ ลว้ ถูกพัดพามาสะสมตวั บริเวณชายหาดดงั กล่าว
3.23 หาดพทั ยา
ที่ต้ัง อย่บู ริเวณเกาะหลเี ปะ๊ ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตูล
ลกั ษณะของแหลง่ เป็นหาดทรายที่ขาวสะอาด เม็ดละเอยี ดมากเวลาเดนิ ดว้ ยเท้าเปลา่ จะรู้สึกน่มุ
เท้าเหมือนเดินบนพื้นก�ำมะหยี่ ชายหาดมีความลาดชันน้อย ดังน้ันจึงสามารถเดินเท้าเปล่าไปชมปะการังที่มีอยู่
มากมายได้
ลกั ษณะทางธรณีวิทยา ชายหาดบริเวณนเี้ กิดจากการผุพังของหนิ แกรนติ ทีแ่ ทรกขน้ึ มา ในยคุ ไทร
แอสสกิ มขี นาด silt-very fine sand สขี าว มเี ปลอื กหอยและปะการงั ทแ่ี ตกหกั บา้ ง คลนื่ บรเิ วณนจ้ี ะไมแ่ รงเนอื่ งจาก
เปน็ แอ่งทเ่ี ว้าเขา้ มาประมาณ 1 กโิ ลเมตร ดงั นน้ั ตะกอนทีถ่ กู พัดมาจึงมขี นาดเล็กมาก
ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 2 รหัสวิชา สค23097 85
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น
3.24 อา่ วพันตามะละกา
ทตี่ ้งั ต้งั อยบู่ นเกาะตะรเุ ตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสตลู
ลกั ษณะของแหลง่ บรเิ วณปากคลองจะพบเหน็ แนวหนิ ทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ ของประเทศไทยอายปุ ระมาณ
500 ลา้ นปี หินมหี ลากสีท้ังนำ้� ตาลแดง ม่วงแดง วางตัวเอียงไปทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา ในบรเิ วณปากคลองพนั เตมะละกานจี้ ะเปน็ แนวรอยตอ่ ของหนิ ทรายในกลมุ่
หินตะรุเตาตอนบนซึ่งมีอายุแคมเบรียนตอนบน (upper Cambrian) กับหินปูนยุคคออร์โดวิเชียน (Ordovician)
หินในกลุ่มหินตะรุเตาเป็นพวกหินทรายแป้ง (Siltstone) ท่ีแทรกสลับกับหินดินดานปนทรายแป้ง (Silty shale)
หินทรายแปง้ มีไมกา้ (Micaceous siltstone) สีนำ้� ตาลแดง ม่วงแดง พบโครงสร้างปฐมภูมิชดั เจนโดยหินแสดงช้นั
และแนวช้นั เฉยี งระดับชัดเจนมาก (Well bedded and cross bedding) นอกจากนี้ยงั พบ โครงสรา้ งชน้ั หินเฉียง
ระดบั แบบลกู บอลและรูปพมิ พ์จากน�้ำหนกั และโครงสร้างการเลอ่ื นไถล (slump structure)
86 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
บทท่ี 7
เครือข่ายอุทยานธรณีในทวีปเอเชยี
“อุทยานธรณี”(Geopark) คือ พื้นท่ีท่ีมีความส�ำคัญและโดดเด่นทางธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยา และ
วฒั นธรรม มเี รอื่ งราวทเ่ี ชอื่ มโยงคณุ คา่ ของผนื แผน่ ดนิ กบั วถิ ชี วี ติ ชมุ ชนทอ่ี าศยั อยใู่ นพน้ื ทซ่ี งึ่ มกี ารบรหิ ารจดั การแบบ
มสี ่วนร่วมของทุกภาคสว่ น โดยการอนรุ ักษ์ การถ่ายทอดความรู้ และการพฒั นาอย่างย่งั ยนื
“อุทยานธรณีสตูล” (Satun Geopark) ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ครอบคลุม 4 อ�ำเภอของ
จงั หวดั สตูล คือ ทงุ่ หวา้ มะนงั ละงู และอ�ำเภอเมอื ง ลักษณะภูมปิ ระเทศเป็นเทอื กเขาหินปนู มีเกาะน้อยใหญ่ และ
ชายหาดทส่ี วยงาม นกั ทอ่ งเทีย่ วสามารถสมั ผัสกบั ธรรมชาติอันบริสทุ ธ์ิ ความรำ่� รวยทางประวตั ิศาสตร์ และวิถชี วี ิต
ผคู้ นที่ผูกพันกบั พืน้ ท่ีแหง่ นี้
ผืนดินแห่งนี้ เป็นบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลเม่ือ 500 ล้านปีก่อน ที่อุดมไปด้วยส่ิงมีชีวิตยุคเก่า
เกดิ เป็นแหล่งสร้างออกซิเจนใหก้ บั โลกในชว่ งเวลาน้นั ต่อมามกี ารยกตัวของเปลือกโลกกอ่ เกิดเป็นเทอื กเขา และถำ�้
ซึ่งได้กลายเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์โบราณ ปัจจุบันผู้คนก็ยังด�ำรงชีวิตโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
ของแผน่ ดนิ นอี้ ยู่ และก่อเกดิ เป็นวฒั นธรรมประเพณีที่มีเอกลกั ษณ์
ด้วยความโดดเด่นทางธรณีวิทยา ภูมิประเทศและธรรมชาติของอุทยานธรณีสตูล ก่อให้เกิดกิจกรรมการ
ท่องเท่ียวทางธรรมชาตหิ ลากหลายประเภท ไมว่ า่ จะเป็นการท่องเทีย่ วแนวผจญภยั เช่น ลอ่ งแก่ง ด�ำน�้ำ เท่ียวถ�้ำ
การท่องเท่ียวพักผ่อนหย่อนใจที่น้�ำตก ชายหาด รวมถึงเลือกซื้อของฝากผลิตภัณฑ์ชุมชน และสัมผัส
วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ที่หลากหลาย
แนวทางในการจดั ตัง้ เป็นอุทยานธรณีโลก
1. อุทยานธรณโี ลกของยูเนสโก (UNESCO Globat Geoparks) เปน็ โครงการดา้ นการอนุรักษ์มรดก
ทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติหรอื ยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO)
อทุ ยานธรณโี ลกเปน็ ขอบเขตพน้ื ทที่ ป่ี ระกอบดว้ ยแหลง่ ทม่ี คี ณุ คา่ ดา้ นธรณวี ทิ ยา โบราณคดี นเิ วศวทิ ยา และวฒั นธรรม
มกี ารบรหิ ารจดั การแบบองคร์ วมระหวา่ งการอนรุ กั ษ์ การใหค้ วามรู้ การศกึ ษาวจิ ยั และการพฒั นาสงั คมและเศรษฐกจิ
อย่างยั่งยืน ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่เร่ิมต้นกระบวนการ
เชอื่ มโยงความสำ� คญั ของมรดกทางธรณวี ทิ ยาผา่ นการทอ่ งเทยี่ วเชงิ ธรณวี ทิ ยา ปจั จบุ นั ทวั่ โลกมอี ทุ ยานธรณโี ลกของ
ยูเนสโก จำ� นวนทั้งสิน้ 120 แหง่ ใน 33 ประเทศ โดยภูมภิ าคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ มีอุทยานธรณี ธรณโี ลกของ
ยูเนสโกแลว้ จ�ำนวน 4 แห่ง ใน 3 ประเทศ ประกอบดว้ ย ประเทศสหพนั ธรฐั มาเลเซีย 1 แหง่ สาธารณรัฐสังคมนิยม
เวียดนาม 1 แห่ง และสาธารณรฐั อนิ โดนีเซีย 2 แหง่
ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 2 รหสั วชิ า สค23097 87
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
2. จังหวัดสตูลได้ดำ� เนนิ การตามแนวทางของกรมทรัพยากรธรณใี นการจดั ต้ังอทุ ยานธรณี ตงั้ แตป่ ี พ.ศ.
2554 เปน็ ตน้ มา โดยกำ� หนดพนื้ ทอี่ ทุ ยานธรณี ตงั้ หนว่ ยงานบรหิ ารจดั การ จดั ทำ� แผนบรหิ ารจดั การ และดำ� เนนิ การ
ตามแผนฯ โดยไดป้ ระกาศจัดตงั้ อทุ ยานธรณีสตูล (Satun Geopark) เมอื่ วนั ท่ี 14 สิงหาคม 2557
3. ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกของอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก : เป็นการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์
ผา่ นการทอ่ งเทยี่ วเชงิ ธรณวี ทิ ยาซง่ึ เปน็ นวตั กรรมใหมข่ องการอนรุ กั ษแ์ ละการทอ่ งเทย่ี วอยา่ งยง่ั ยนื ทำ� ใหป้ ระเทศไทย
เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มมากข้ึนท้ังในด้านคุณค่าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการท่องเที่ยว
ซ่ึงจะดงึ ดดู นกั ท่องเทย่ี วนำ� รายได้สู่ชมุ ชนทอ้ งถ่นิ และประเทศ ประชากรในพนื้ ทีม่ ีงานทำ� มีรายได้และความเป็นอยู่
ท่ีดีขึ้น ประชากรในพื้นท่ีเกิดจิตส�ำนึกในการอนุรักษ์และหวงแหน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีคุณค่าได้รับ
การปกป้องคุ้มครองอย่างย่ังยืน เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอย่างยั่งยืน
นอกจากนีย้ ังเป็นแหล่งศกึ ษา วิจยั ของนกั วชิ าการท้งั ในและต่างประเทศอกี ด้วย
ครม.เห็นชอบ เสนอ “อุทยานธรณีสตลู ” เปน็ สมาชิกอุทยานธรณีโลก
วนั ท่ี 8 พ.ย. 2559 ทป่ี ระชมุ คณะรฐั มนตรี (ครม.) มมี ตเิ หน็ ชอบเสนอใหอ้ ทุ ยานธรณสี ตลู เปน็ สมาชกิ อทุ ยาน
ธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Globat Geoparks) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้เสนออุทยานธรณีสตูลเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Globat
Geoparks)
2. มอบหมายใหค้ ณะกรรมการแห่งชาติวา่ ด้วยการศกึ ษาวิทยาศาสตร์และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ
(ยเู นสโก) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ดำ� เนนิ การเสนออทุ ยานธรณสี ตู ลเปน็ สมาชกิ ธรณโี ลกของยเู นสโกตอ่ สำ� นกั เลขาธกิ าร
ยูเนสโก ณ กรงุ ปารีส ประเทศฝรง่ั เศส
โดยกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม รายงานวา่ อทุ ยานธรณโี ลกของยเู นสโก (UNESCO
Globat Geoparks) เปน็ โครงการดา้ นการอนุรกั ษม์ รดกทางธรณีวทิ ยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวฒั นธรรม ของ
องคก์ ารการศึกษาวทิ ยาศาสตรแ์ ละวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรอื ยูเนสโก (United Nations Educational,
Scientific and Cultural Organization : UNESCO) อทุ ยานธรณโี ลกเปน็ ขอบเขตพ้นื ท่ที ี่ประกอบดว้ ยแหล่งทม่ี ี
คณุ คา่ ด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นเิ วศวทิ ยา และวฒั นธรรม มกี ารบรหิ ารจัดการแบบองค์รวมระหว่างการอนุรักษ์
การใหค้ วามรู้ การศึกษาวิจยั และการพัฒนาสงั คมและเศรษฐกจิ อยา่ งยงั่ ยนื ส่งเสรมิ และเปิดโอกาสใหช้ มุ ชนท้อง
ถนิ่ มสี ว่ นรว่ มในการบริหารจัดการต้ังแตเ่ รม่ิ ต้นกระบวนการ เชอื่ มโยงความส�ำคัญของมรดกทางธรณีวทิ ยาผา่ นการ
ทอ่ งเทีย่ วเชิงธรณีวทิ ยา
ปจั จุบนั ทวั่ โลกมอี ทุ ยานธรณีโลกของยูเนสโก จำ� นวนทงั้ สิ้น 120 แห่ง ใน 33 ประเทศ โดยภูมภิ าคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ มีอทุ ยานธรณีธรณโี ลกของยเู นสโกแล้ว จำ� นวน 4 แหง่ ใน 3 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศ
สหพนั ธรฐั มาเลเซีย 1 แห่ง สาธารณรฐั สังคมนยิ มเวียดนาม 1 แหง่ และสาธารณรฐั อนิ โดนเี ซยี 2 แหง่
อทุ ยานธรณสี ตลู (Satun Geopark) ไดร้ บั การประกาศเปน็ อทุ ยานธรณรี ะดบั ประเทศใน เดอื นพฤศจกิ ายน
ปี 2559 อุทยานธรณ ี สตูลครอบคลมุ พื้นที่ 2,597.21 ตารางกโิ ลเมตร เป็นพน้ื ทท่ี ่มี คี วามโดดเด่นทางธรณวี ทิ ยา
88 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้
ระดับสากลและได้รับการบริหารจัดการโดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ธรณีวิทยา การให้ความรู้ และการพัฒนา
อย่างยั่งยืน อุทยานธรณีสตูลอาศัยมรดกทางธรณี เป็นสื่อกลางเช่ือมโยงมรดกทางธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม
และวถิ ชี วิ ิต เพอ่ื สรา้ งความเขา้ ใจและความตระหนกั ถงึ คณุ ค่าความสำ� คญั ของแผน่ ดนิ ทเ่ี ราอาศยั อยู่
ตอนนีห้ ลายคนเร่ิมสงสัยแล้วว่า “อุทยานธรณี” มดี ีหรอื มปี ระโยชน์อย่างไร ทั่วโลกถึงได้ใหค้ วามส�ำคญั
มีการจัดตงั้ อทุ ยานธรณกี นั อย่างแพร่หลาย สำ� หรบั ประโยชนข์ องอุทยานธรณนี ัน้ สรปุ ทส่ี ำ� คญั ได้แก่
1. เป็นการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยาท่ีมีความส�ำคัญและมีคุณค่าทางวิชาการไม่ให้ถูกท�ำลาย
รวมทั้งป้องกันและรักษาแหล่งโบราณคดี แหล่งนิเวศวิทยา และศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท่ีส�ำคัญของท้องถ่ิน
ไม่ใหส้ ูญเสยี หรือสูญหายไป
2. ส่งเสรมิ การท่องเทีย่ ว โดยเฉพาะการทอ่ งเทยี่ วเชงิ อนุรกั ษ์ ซ่งึ เป็นการทอ่ งเท่ยี วที่มคี ณุ ภาพ
3. สร้างอาชีพให้กับชุมชนจากการแสดงทางวัฒนธรรม การขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การน�ำเท่ียว
การเปน็ วทิ ยากร และการบรกิ ารตา่ ง ๆ ทง้ั ยงั เปน็ การชว่ ยรกั ษาและสบื ทอดวฒั นธรรมและประเพณที อ้ งถนิ่ อกี ทางหนงึ่
4. เป็นแหล่งศึกษาค้นควา้ วิจยั และเรียนรขู้ องนกั เรียน นกั ศกึ ษา และประชาชนท่ัวไป รวมทั้งนกั
วชิ าการท้ังในและตา่ งประเทศ
5. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถ่ิน ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่
และรายได้ ทำ� ใหเ้ ศรษฐกจิ และสงั คมในทอ้ งถน่ิ ดขี น้ึ สง่ ผลดตี อ่ เศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศชาตโิ ดยรวม รวมทงั้
ชว่ ยใหช้ ุมชนมีความรู้พ้ืนฐานทางดา้ น earth sciences และรว่ มเปน็ เครือข่ายในการรกั ษาปกป้องสงิ่ แวดลอ้ มลด
ภาระภาครฐั
6. ช่วยเผยแพร่และประชาสมั พันธช์ ือ่ เสียงของทอ้ งถน่ิ และประเทศชาติใหเ้ ป็นทร่ี ู้จกั ของคนทว่ั โลก
เป้าหมายของอุทยานธรณรี ะดับโลก
ปจั จบุ นั มีสมาชิก 120 แห่ง ใน 33 ประเทศทัว่ โลก ทงั้ ในทวีปยโุ รป ทวีปอเมริกา ทวปี เอเชยี และทวีป
ออสเตรเลีย
ยูเนสโกมเี ป้าหมายให้อุทยานธรณวี ทิ ยาระดบั โลก ครอบคลุมทกุ พ้ืนทที่ วั่ โลก 500 แห่ง
ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097 89
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
เครอื ข่ายอุทยานธรณีในระดับโลกท่ีสำ� คัญ
1. อทุ ยานธรณเี กาะลงั กาวี ประเทศมาเลเซีย
อทุ ยานธรณเี กาะลงั กาวี ประเทศมาเลเซยี เปน็ อทุ ยานธรณรี ะดบั โลกแหง่ แรกของภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั
ออกเฉียงใต้ อุทยานแห่งชาติเม่ือวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ได้การรับรองเป็นสมาชิกล�ำดับที่ 52 ของเครือข่าย
อุทยานธรณีระดับโลกโดย UNESCO เมื่อวันที่ 1 มถิ ุนายน 2550
อุทยานธรณีเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีพื้นท่ีประมาณ 478 ตารางกิโลเมตร ธรณีประวัติ
การตกสะสมตะกอนอยา่ งสมบรู ณ์ ตงั้ แตย่ คุ แคมเบรยี น (550 ลา้ นปมี าแลว้ ) จนถงึ ยคุ เพอรฺ เ์ มยี น (250 ลา้ นปมี าแลว้ )
กระบวนการทางธรณีวิทยาท�ำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม เช่น ถ้�ำลอด เชาหินปูนที่สามารถจินตนาการ
เป็นรูปรา่ งตา่ งๆได้อยา่ งหลากหลาย ซ้มุ หินโค้ง แทง่ หิน เปน็ ต้น
สถานท่ีท่องเทยี่ วทางวัฒนธรรมท้องถ่ิน
Machinchang Formation หนิ ทรายสลบั กบั หนิ ดนิ ดาน มอี ายแุ กท่ สี่ ดุ ในประเทศมาเลเซยี มซี ากดกึ ดำ� บรรพ์
พวกไทรโลไบต์ และแบรคโิ อพอด
90 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 2 รหัสวิชา สค23097
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้
2. อุทยานธรณปี ระเทศเกาหลใี ต้
เชจโู ด หรือเกาะเชจู ซึง่ อยู่ทางใตข้ องโซลเป็นหนึ่งในจงั หวัดท้ังเกา้ ของประเทศเกาหลี มีพนื้ ที่ 1,847
ตารางกโิ ลเมตร เปน็ เกาะทเ่ี กดิ จากภูเขาไฟ ซง่ึ ได้รบั รองเปน็ สมาชกิ ล�ำดับที่ 52 ของเครอื ขา่ ยอุทยานธรณรี ะดบั โลก
โดยยเู นสโก เม่อื วนั ท่ี 1 มถิ ุนายน 2550
ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 2 รหัสวชิ า สค23097 91
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
3. อทุ ยานธรณี ประเทศเวยี ดนาม Northern Vietnam highlands Geopark
อทุ ยานธรณีระดับโลกแห่งล่าสุดที่ประกาศจดั ตัง้ โดย UNESCO ในลำ� ดับที่ 77 เมือ่ เดือนตุลาคม
2553 และเปน็ อทุ ยานธรณรี ะดับโลกแห่งที่ 2 ของภมู ภิ าคเอเชีย มพี น้ื ท่ี 574 ตารางกิโลเมตร
ธรณีวิทยา เทือกเขาหินปูนแสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ หินรูปร่างคล้าย mammoth
rocks, karst pyramids เป็นต้น แผ่กระจายครอบคลุมพ้ืนท่ีกว่า 4 ต�ำบล แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์กว่าพันชนิด
อายุระหว่าง 400 – 600 ลา้ นปธี รณีสณั ฐาน เช่น ภูเขารูปร่างสวยแปลกตา ถ�้ำท่สี วยงาม เปน็ ต้น
92 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 2 รหัสวชิ า สค23097
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้
วัฒนธรรม มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ถือกำ� เนิดมาหลายทศวรรษ มีประชากรประมาณ
250,000 คน ประกอบด้วย 22 กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ
ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตลู 2 รหสั วชิ า สค23097 93
ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น
เครือขา่ ยอุทยานธรณีทวีปเอเชยี (LIST OF ASEAN GLOBAL GEOPARS)
China
1. Danxiashan UNESCO Global Geopark
2. Zhangjiajie UNESCO Global Geopark
3. Yuntaishan UNESCO Global Geopark
4. Wudalianchi UNESCO Global Geopark
5. Songshan UNESCO Global Geopark
6. Shilin UNESCO Global Geopark
7. Huangshan UNESCO Global Geopark
8. Lushan UNESCO Global Geopark
9. Hexigten UNESCO Global Geopark
10. Taining UNESCO Global Geopark
11. Xingwen UNESCO Global Geopark
12. Yandangshan UNESCO Global Geopark
13. Jingpohu UNESCO Global Geopark
14. Leiqiong UNESCO Global Geopark
15. Taishan UNESCO Global Geopark
16. Wangwushan-Daimeishan UNESCO Global Geopark
17. Fangshan UNESCO Global Geopark
18. Funiushan UNESCO Global Geopark
19. Zigong UNESCO Global Geopark
20. Longhushan UNESCO Global Geopark
21. Alxa Desert UNESCO Global Geopark
22. Qinling Zhongnanshan UNESCO Global Geopark
23. Ningde UNESCO Global Geopark
24. Leye Fengshan UNESCO Global Geopark
25. Tianzhushan UNESCO Global Geopark
26. Hong Kong UNESCO Global Geopark
27. Sanqingshan UNESCO Global Geopark
28. Shennongjia UNESCO Global Geopark
29. Yanqing UNESCO Global Geopark
30. Mount Kunlun UNESCO Global Geopark
31. Dali-Cangshan UNESCO Global Geopark
32. Dunhuang UNESCO Global Geopark
33. Zhijindong Cave UNESCO Global Geopark
94 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหสั วิชา สค23097
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
Indonesia
1. Batur UNESCO Global Geopark
2. Gunung Sewu UNESCO Global Geopark
Japan
1. Itoigawa UNESCO Global Geopark
2. Unzen Volcanic Area UNESCO Global Geopark
3. Toya – Usu UNESCO Global Geopark
4. San’in Kaigan UNESCO Global Geopark
5. Muroto UNESCO Global Geopark
6. Oki Islands UNESCO Global Geopark
7. Aso UNESCO Global Geopark
8. Mt. Apoi UNESCO Global Geopark
Malaysia
1. Langkawi UNESCO Global Geopark
Republic of Korea
1. Jeju UNESCO Global Geopark
Viet Nam
1. Dong Van Karst Plateau UNESCO Global Geopark
ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 2 รหัสวชิ า สค23097 95
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
วชิ าอุทยานธรณีสตลู 2 สค23097
คำ� ชีแ้ จง จงเลือกค�ำตอบทถี่ กู ทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดยี ว
1. ข 21. ค
2. ก 22. ก
3. ก 23. ง
4. ค 24. ข
5. ข 25. ค
6. ข 26. ง
7. ง 27. ง
8. ข 28. ก
9. ก 29. ง
10. ก 30. ง
11. ก 31. ข
12. ก 32. ก
13. ค 33. ก
14. ค 34. ก
15. ง 35. ง
16. ก 36. ง
17. ข 37. ง
18. ง 38. ข
19. ก 39. ง
20. ข 40. ง
96 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 2 รหสั วิชา สค23097
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
บรรณานกุ รม
กรมทรพั ยากรธรณี. การจำ� แนกเขตเพ่ือการจัดการดา้ นธรณีวทิ ยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดสตูล.
กรมทรัพยากรธรณ.ี ออนปา้ จำ� กดั บรษิ ัท. กรุงเทพมหานคร. 2556.
. แนวทางการอนุรักษ์ทางธรณวี ิทยาของกรมทรพั ยากรธรณี. กองอนรุ กั ษแ์ ละจัดการทรัพยากร
ธรณี. กรุงเทพมหานคร. 2557.
. รายงานเบือ้ งต้นการจดั ทำ� พืน้ ทอ่ี นรุ กั ษ์และจัดการแหล่งทรัพยากรธรณจี ังหวัดสตูล.
กรมทรพั ยากรธรณ.ี กรงุ เทพมหานคร. 2558.
. Satun Geopark Thailand. ด็อกควิ เมนท์ พลัส จำ� กัด บรษิ ทั . กรงุ เทพมหานคร. 2558.
บุญเสริม ฤทธาภริ มย.์ รวมเรอ่ื งเมืองสตูล. ไทยวัฒนาการพมิ พ,์ โรงพิมพ์. สงขลา. 2548.
พรทพิ ย์ ปนั่ เจริญ. เอกสารก�ำหนดการประชุมการจดั ตงั้ อทุ ยานธรณี. กรมทรพั ยากรธรณ.ี 2553.
องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดสตูล. แผนพัฒนา 3 ปี (พ.ศ. 2558 – 2560). มปพ. 2557.
www.Khoratfossil.org/geopark/contents.อุทยานธรณีสตูล./22/05/2017.
www.touronthai.com/form/index.php?topic=3227.0.กรมทรัพยากรธรณี ดันจัดต้งั อทุ ยานธรณโี ลก
(Global Geo Park) ท่ีจังหวดั สตลู ./22/05/2017.
ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 2 รหัสวิชา สค23097 97
ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น
ท่ปี รึกษา คณะผจู้ ัดทำ�
นายอุดร สิทธพิ าท ี
นายมรกต กันหนองผอื ผอู้ �ำนวยการส�ำนักงาน กศน.จังหวัดสตูล
นางสาวพนิดา พุ่มขำ� ผ้อู �ำนวยการศนู ย์ กศน.อำ� เภอทุ่งหว้า
ผ้เู ขยี นและเรียบเรียง ศกึ ษานิเทศก์ช�ำนาญการ
นายสมบลู ย์ คอยอาสา
นางนสิ านาถ หยปี อง ครูอาสาสมคั รฯ
นางอรุณรัตน์ อินทร์ช ู ครอู าสาสมคั รฯ
ผบู้ รรณาธิการ ครูอาสาสมัครฯ
นางสาวพนดิ า พุม่ ข�ำ
นายมนัส ชเู มอื ง ศกึ ษานเิ ทศก์ช�ำนาญการ
นายสมบลู ย์ คอยอาสา นักวิชาการศึกษา
นางนิสานาถ หยีปอง ครอู าสาสมัครฯ
นางอรณุ รัตน์ อนิ ทรช์ ู ครูอาสาสมัครฯ
คณะทำ� งาน ครอู าสาสมคั รฯ
นางสาวเรืองวิไล เรอื งศรี
นางเนาวรัตน์ ศรีหมั่น ข้าราชการครู
นางสาวจตพุ ร ทหารไทย ขา้ ราชการครู
นางมยั มูนะห์ หะยเี หยบ็ ข้าราชการครู
นางธริ าวดี อินทานกุ ลู ครูอาสาสมคั รฯ
นางสาวทิพาพร โต๊ะม ิ ครูอาสาสมัครฯ
นางสาวรมณีย์ ทิง้ ปากถำ้� ครอู าสาสมัครฯ
นางมณฑลี ท้งิ ปากถำ�้ ครูอาสาสมัครฯ
นางสาวชนตั ถ์ ปะลาวลั ครอู าสาสมัครฯ
นางสาวซารนี า บา่ วเตบ ครูอาสาสมัครฯ
นางสาวเนธิตา มเู กม็ ครู กศน.ตำ� บล
นางสาวยวู าหรี รีหมนี ครู ศรช.
นายมนสั ชเู มือง ครูผสู้ อนคนพกิ าร
นกั วชิ าการศกึ ษา
98 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 2 รหสั วชิ า สค23097
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้