ระบบส่อื สารโทรศัพทม์ ือถอื ในปัจจบุ ันใชค้ วามถ่ีเท่าไร
แต่ละค่ายก็จะมีคล่ืนที่ความถ่ีอยู่ในย่านความถ่ีต่า (Low-Base Spectrum) และความถี่สูง (High-
Base Spectrum) ตา่ งกนั ไปดังนี้
TrueMove H : ยา่ นความถี่ต่า 850, 900 MHz | ย่านความถี่สูง 1800, 2100 MHz
AIS : ย่านความถต่ี ่า 900 MHz | ยา่ นความถ่สี งู 1800, 2100 MHz
Dtac : ย่านความถ่สี งู 1800, 2100, 2300 MHz
เรื่องน่าสนใจคือ ความถี่ท่ีย่ิงสูงน้ัน จะมีพื้นท่ีกระจายสัญญาณแคบ ต้องวางเสากระจายสัญญาณ
จ่านวนมาก ขณะที่ความถ่ีท่ีต่าแบบ 850, 900 MHz น้ันกลับให้บริการพ้ืนท่ีครอบคลุมและกว้างมากกว่า นั่น
จึงเป็นเหตุผลว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ อย่างเช่น AT&T ในอเมริกา หรือ Telstra Mobile ของออสเตรเลียก็
เลอื กใชค้ ล่นื ความถต่ี ่าเช่นกนั
ส่วนความถ่ีสูงอย่าง 1800, 2100, 2300 MHz ข้อดีคือมีการทะลุทะลวงได้มาก เช่น อยู่ในอาคาร
หรอื สถานท่ีชมุ ชน แต่ขอ้ เสยี คือกระจายสญั ญาณได้แคบ ทา่ ให้สิน้ เปลืองการติดตัง้ มากกว่า
G คอื อะไร?
ค่าว่า G ย่อมาจากค่าว่า Generation ท่ีแปลว่า ยุค, สมัย, รุ่น ซึ่งเม่ือเอาไปใช้รวมกับตัวเลข ใน
ภาษาอังกฤษจะออกเสียงว่า First Generation, Second Generation, Third Generation เป็นต้น และถูก
ย่อเป็นค่าว่า 1G, 2G, 3G ซ่ึงเป็นชื่อเรียกในแต่ละยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ
(Mobile Telecommunications Technology) เราไปดูแผนผังในแตล่ ะยุคคร่าวๆ
1G
เม่อื เขา้ ถึงยุคสมยั ที่มีโทรศัพท์มือถือใช้บนโลกใบนี้ ในยุคแรกสดุ นัน้ เรายังไม่ได้มีการก่าหนดว่านั่นเป็น
ยุค 1G แต่อย่างใด แต่เราได้ก่าหนดค่าน้ีขึ้นเมื่อเริ่มมีการพัฒนาในวงการเทคโนโลยีการส่ือสารทางไกลผ่าน
โทรศัพท์มือถือผ่านมาได้ถึงยุค 3G แล้วน่ันเอง โดยในรุ่นแรกๆ น้ี หลายคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างกับ
โทรศัพท์มือถือร่างยักษ์ท่ีมีปุ่มกดนูนๆกับเสาอากาศใหญ่โตที่ท่าได้เพียงโทรเข้า-ออก รับสาย ซ่ึงเป็นการใช้
เทคโนโลยีการสอื่ สารแบบ Analog ได้รับการพัฒนาเป็นครั้งแรกในเครือข่ายโทรศัพท์ NTT ของประเทศญี่ปุ่น
และมกี ารใชค้ รง้ั แรกทโี่ ตเกยี ว ประเทศญีป่ นุ่ ในปี ค.ศ. 1979 กอ่ นจะเร่ิมแพรห่ ลายใช้ท่วั ท้ังประเทศญี่ปุ่น และ
เข้ามาสู่ประเทศในแถบสแกนดเิ นเวีย (ยโุ รปตอนเหนือ) ในปี 1981
ในยุค 1G น้ี ท่ีขับเคล่ือนด้วยระบบ Analog น้ี ท่าให้โทรศัพท์มือถือในยุคน้ันไม่สามารถท่าอะไรได้
มากนัก ความสามารถหลักๆ คือการใช้งานในเร่ืองของเสียง (Voice) เท่าน้ัน คือรองรับเพียงการโทรเข้า และ
รบั สาย ยงั ไมร่ องรบั การส่งหรือรบั Data ใดๆ แม้แต่จะสง่ SMS กย็ งั ไม่สามารถท่าได้ ซงึ่ ในยคุ นนั้ ผคู้ นกย็ ังไม่มี
ความจ่าเป็นในการใช้งานอื่นๆ นอกจากการโทรเข้าออกอยู่แล้ว และกลุ่มคนส่วนใหญ่ท่ีสามารถใช้งาน
โทรศพั ท์เคลื่อนทไี่ ด้ในเวลานั้น เป็นผมู้ ฐี านะหรอื นกั ธรุ กจิ ทใี่ ชต้ ิดต่องาน เนอื่ งจากโทรศัพทเ์ คลอ่ื นที่ในเวลานั้น
มีราคาสูงมาก
2G
พอมาถึงในยุค 2G เริ่มมีการพัฒนารูปแบบการส่งคล่ืนเสียงแบบ Analog มาเป็น Digital โดยการ
เข้ารหัส โดยส่งคลื่นเสียงมาทางคล่ืนไมโครเวฟ โดยการเข้ารหัสเป็นแบบดิจิตอลน้ี จะช่วยในเรื่องของความ
ปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น และช่วยในเรื่องของสัญญาณเสียงที่ใช้ติดต่อสื่อสารให้มีความคมชัดมากข้ึน
ด้วย โดยมีเทคโนโลยีการเข้าถึงช่องสัญญาณของผู้ใช้เป็นลักษณะเชิงผสมระหว่าง FDMA และ TDMA (Time
Division Multiple Access) เปน็ การเพมิ่ ชอ่ งทางการส่อื สารท่าใหร้ องรบั ปริมาณผู้ใชง้ านที่มีมากข้ึนได้
เราจะเห็นว่าในยุค 2G น้ี เกิดการเปล่ียนแปลงในวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชัดเจน ผู้คนหันมาใช้
โทรศัพท์เคล่ือนที่กันมากข้ึน เนื่องจากเกิดการพัฒนาโทรศัพท์กันอย่างกว้างขวาง ท่าให้มีการแข่งขันในวงการ
โทรศัพท์เคล่ือนท่ีสูงขึ้น และท่าให้ราคาเครื่องถูกลงนั่นเอง ในยุคน้ี ถือเป็นยุคท่ีเฟื่องฟูของวงการ
โทรศัพท์เคล่ือนที่เปน็ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงตอนปลาย จึงท่าให้สามารถแบ่งยุค 2G ออกได้อีก 2 ชว่ งคือ
2.5G และ 2.75G
2.5G
ในยุคนี้ได้ถือก่าเนิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า GPRS (General Packet Radio Service) ซ่ึงพัฒนาในเร่ือง
ของการรับสง่ ข้อมลู ท่ีมากขน้ึ ดว้ ยความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps (แต่ถูกจา่ กัดการใช้งานจริงอยู่ที่ 40 kbps) สง่ิ
ที่เราจะเห็นได้ชัดถึงการเปล่ียนแปลงในยุคน้ีก็คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เพ่ิมฟังก์ช่ันการรับส่งข้อมูลในส่วนของ
MMS (Multimedia Messaging Service) หน้าจอโทรศพั ท์เร่มิ เข้าส่ยู คุ หนา้ จอสี และเสียงเรยี กเขา้ กถ็ ูกพัฒนา
ให้เป็นเสียงแบบ Polyphonic จากของเดิมที่เป็น Monotone และเข้ามาสู่ยุคท่ีเสียงเรียกเข้าเป็นแบบ MP3
ที่เราใช้กันอย่ทู กุ วนั นี้
2.75G
เป็นยุคที่ก่าลังจะก้าวเข้าสู่ 3G แล้ว ซึ่งยุคน้ีเป็นยุคของ EDGE (Enhanced Data rates for Global
Evolution) ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก GPRS น่ันเอง และในปัจจุบันนี้เราก็ยังคงได้ยินและมีการใช้เทคโนโลยีนี้
กนั อยู่ ซง่ึ ได้พฒั นาในเรื่องของความเร็วในการรับส่งข้อมูลไร้สายนัน่ เอง
การพฒั นาทางเทคโนโลยใี นยุคน้นั ท่าให้เกดิ การแข่งขันกันทางการตลาดของวงการโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ทงั้
ในเร่ืองของการดาวน์โหลดเสียงรอสาย รับส่งภาพผ่าน MMS ดาวน์โหลดภาพต่างๆ ซึ่งได้รับการตอบรับท่ีดี
จากผู้ใชง้ าน ทั้งหมดน้เี ปน็ พน้ื ฐานทีท่ ่าให้พัฒนาเข้าสยู่ คุ ต่อไป
การใชง้ านโทรศัพทเ์ คลือ่ นทีใ่ นยคุ 2G
โทรออก รบั สาย สง่ SMS
การใช้งานโทรศัพทเ์ คลือ่ นทีใ่ นยุค 2.5G
โทรออก รบั สาย ส่ง SMS ส่ง MMS เสยี งเรียกเข้าแบบ Polyphonic
เล่นอนิ เทอรเ์ นต็ บนมือถอื ได้ดว้ ยความเรว็ 115 kbps
การใชง้ านโทรศพั ท์เคล่อื นท่ีในยคุ 2.75G
โทรออก รบั สาย ส่ง SMS ส่ง MMS รองรบั เสียงเรยี กเขา้ แบบไฟล์ MP3
เล่นอนิ เทอรเ์ นต็ บนมอื ถือได้ดว้ ยความเรว็ 70 - 180 kbps
3G
เขา้ มาถงึ ยุค 3G กนั แล้ว ซง่ึ ยุคน้กี ็ถือเป็นการเปลย่ี นแปลงวงการโทรศัพท์เคลื่อนท่ีอยู่พอสมควร เรียก
ได้ว่าเปล่ียนแปลงวิถีประจ่าวันของผู้ใช้งานไปด้วยก็ว่าได้ ส่ิงที่ 3G ต่างกับ 2G ก็คือ ความสามารถในการ
ออนไลน์ตลอดเวลา (Always On) ซ่ึงก็จะเท่ากับโทรศัพท์ของคุณจะเหมือนมี High Speed Internet แบบ
บา้ นอย่บู นมอื ถอื ของคุณอยู่ตลอดเวลา หากเปน็ 2G นนั้ เวลาจะออนไลน์แตล่ ะทนี นั้ จะต้องมีการ Log-On เพ่ือ
เข้าเครือข่าย ในขณะที่ 3G น้ันจะมีการเช่ือมต่อกับเครือข่ายอยู่ตลอดเวลาซ่ึงการเสียค่าบริการแบบนี้ จะ
เกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่าน้ัน โดยจะต่างจากระบบท่ัวไป ท่ีจะเสียค่าบริการตั้งแต่เรา
ลอ็ กอินเข้าในระบบเครอื ขา่ ยเลย
ข้อดีของระบบ Always On คือ จะมีการเตือน (Alert) ข้ึนมาทันที หากมีอีเมล์เข้ามา หรือมีการส่ง
ข้อความต่างๆ จากโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตของเรา นอกจากนั้นการเช่ือมต่ออินเทอร์เน็ตแต่ละครั้งก็จะเร็ว
กว่ามาก (Initial Connection) เพราะไม่ต้องมกี าร Log-On เขา้ กบั ระบบอีกต่อไป (การ Log-On เขา้ ระบบให้
นึกถึงตอนสมัยท่ีเราใช้ Modem แบบ Dial Up ร่วมกับสายโทรศัพท์) เราจะสามารถเช่ือมต่อเข้ากับ
อนิ เทอรเ์ น็ตไดต้ ลอดเวลา แลว้ คดิ ค่าบรกิ ารตามการรับสง่ ข้อมลู ของเราแทน
ในยคุ นจ้ี ะเนน้ การส่ือสารทั้งการพดู คยุ แบบเสียงตามปกติ (Voice) และแบบรบั ส่งข้อมลู (Data) ซ่ึงใน
ส่วนของการรบั ส่งข้อมลู น้ีเอง ทีท่ า่ ให้ 3G นัน้ ต่างจากระบบเกา่ 2G ท่มี พี นื้ ฐานในการพูดคุยแบบเสยี งตามปกติ
อยมู่ าก เน่ืองจากเป็นระบบท่ที า่ ขนึ้ มาใหม่เพือ่ ใหร้ องรบั กับการรับส่งข้อมลู โดยตรง มีช่องความถี่และความจุใน
การรับส่งสญั ญาณทีม่ ากกว่า สง่ ผลใหก้ ารรับสง่ ข้อมูลหรอื การใช้อินเทอร์เนต็ ผ่านมือถือน้ันเรว็ มากขึน้ แบบก้าว
กระโดด ประสิทธภิ าพในการใช้งานด้านมลั ติมเี ดยี ดีขนึ้ และยงั มคี วามเสถียรกว่า 2G ผลจากความเร็วทเ่ี พ่ิมข้ึน
น้ี ทา่ ให้เราสามารถทีจ่ ะท่าอะไรบนมอื ถอื ไดม้ ากขึน้ จากแต่ก่อน เช่น
โทรศัพท์ทางไกลผ่านอนิ เทอร์เนต็ (Voice Over IP)
คุยแบบเห็นหน้า (Video Call)
ประชมุ ทางไกล (Video Conference)
ดทู ีวีและดวู ีดโี อออนไลน์ (Streaming)
เลน่ เกมออนไลน์ (Online Gaming)
ดาวนโ์ หลดเพลงหรอื โปรแกรมตา่ งๆ ไดเ้ รว็ กว่าในยุค 2G มาก
คุณสมบัตใิ นการเช่ือมตอ่ อินเทอรเ์ นต็ ตลอดเวลา (Always On)
การท่มี อี นิ เทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบน้ีไว้ใช้งานนั้น กเ็ ปรียบเสมือนเรามี High Speed Internet แบบ
Broadband เหมือนที่เราใช้ที่บ้านหรอื ที่ท่างานมาอยู่ในมือถือเรา สามารถใช้งานได้เวลาที่อยู่นอกบ้าน หรือท่ี
เป็นประโยชน์มากๆ ก็คือในบริเวณท่ีค่อนข้างไกล เช่น ในต่างจังหวัด หรือ ชนบท ที่ High Speed Internet
แบบสายนั้นไปไม่ถึง ระบบ 3G ก็จะช่วยท่าให้พื้นท่ีเหล่านัน้ สามารถใช้ High Speed Internet ได้เลยครับ ซ่ึง
เปน็ ข้อดขี อง 3G เพราะใช้สัญญาณคลน่ื ไมโครเวฟ ทา่ ใหส้ ญั ญาณนัน้ ไปไดท้ กุ ที่ เหมอื นกบั สญั ญาณโทรศพั ท์
4G
ถึงแม้ว่าเราจะเห็นวิวัฒนาการของ 3G ท่ีก้าวกระโดดจาก 2G มาแล้วนั้น ท่าให้เราสามารถใช้งาน
โทรศัพท์มอื ถือได้โดยสามารถเช่ือมต่อสัญญาณอินเทอรเ์ น็ตตลอดเวลา (Always on) เราสามารถ Video Call
ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ เราสามารถดูทีวีออนไลนผ์ ่านโทรศัพท์มือถือได้ แต่หลายครั้งหลายคราก็ต้องประสบกบั
ปัญหา สญั ญาณข้ดข้อง ภาพกระตุกบา้ ง ความเรว็ ในการรบั สง่ ข้อมลู ถูกจ่ากัดบ้าง ดังน้นั จงึ มกี ารพัฒนาต่อเข้า
สยู่ ุค 4G
การเข้ามาสู่ยุค 4G น้ีได้รับการพัฒนามาจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ ก่อนจะน่ามาใช้จริงท่ี
สหรัฐอเมริกา เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบไร้สายในอดีตทั้งหมด ท้ัง 1G, 2G และ 3G มารวมกันเป็น
ระบบท่ีมีประสิทธิภาพข้ึน อย่างเช่น การพัฒนาในเรื่องความเร็วในการรับส่งข้อมูล ที่ท่าได้เร็วข้ึนถึง 100
Mpbs เลยทีเดียว ส่าหรับความเร็วขนาดนี้น้ัน ท่าให้สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ของคุณได้
หลากหลายยิ่งข้ึน ไม่ว่าจะเป็น การดูไฟล์วีดิโอออนไลน์ด้วยความคมชัด และไม่มีการกระตุก, การสื่อสารข้าม
ประเทศ อย่างโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันแบบโต้ตอบทันที (Video Call) หรือจะเป็นการประชุมผ่านโทรศัพท์
(Mobile teleconferencing) ก็เป็นเรอ่ื งง่ายขึ้น แถมยังมคี ่าใชจ้ า่ ยน้อยลงอกี ดว้ ย
ส่าหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในยุค 4G นี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบด้วยกัน คือ WiMAX (Worldwide
Interoperability of Microwave Access) และ LTE (Long Term Evolution) ซ่ึงทั้งสองระบบน้ี เป็น
เทคโนโลยไี รส้ ายที่มาช่วยในเรื่องของการรับส่งข้อมูลใหเ้ ร็วข้ึนกว่าในยุคกอ่ นๆ นนั่ เอง โดยในสว่ นของ WiMax
นั้นนิยมใช้แค่ในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, บังคลาเทศ ซ่ึง LTE น้ันเป็นท่ีนิยมใช้มากกว่ารวมถึงบ้านเรา
ดว้ ยเชน่ กัน
5G
ท่ีเห็นได้ชัดเลยคงเป็นเร่ืองของคุณภาพการรับชมวีดีโอ หรือการเล่นเกมส์ออนไลน์ ท่ีช่วยให้
ผู้ใช้บริการได้สัมผัสกับคุณภาพความคมชัด และความรวดเร็วเทียบเท่ากับการใช้งานผ่านโครงข่ายใยแก้วน่า
แสง (Fiber Optic) หรือการท่ีสามารถท่างานและเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บน Cloud ไม่ว่าจะรูปแบบภาพ
หรือวิดโี อ ไดแ้ บบทันทีทีต่ อ้ งการ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยใี หม้ คี วามเรว็ ในการดาวนโ์ หลดและอัพโหลดท่ีสูง
กว่าเทคโนโลยี 4G อกี ดว้ ย
นอกจากน้ี เทคโนโลยี 5G ยังถกู ออกแบบมาเพ่อื รองรบั การเชอ่ื มตอ่ จา่ นวนมากๆ ผา่ นอนิ เตอรเ์ นต็ หรือทเ่ี รียก
กันว่า IoT อาทิ รถยนต์ไร้คนขับ การผ่าตัดได้จากระยะไกล หุ่นยนต์ในโรงงาน สิ่งเหล่าน้ีแสดงให้เห็นถึงการ
เพ่ิมประสิทธิภาพในการท่างานซ่ึงถือว่ามีความเร็วมากกว่าเทคโนโลยี 4G เกิน 10 เท่า รวมถึงช่วยให้เกิดการ
ใชง้ าน AR และ VR ในกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสา่ รวจภาคสนาม การสาธารณสขุ ทางไกล ความบนั เทงิ และท่อ
ส่งข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเข้าถึงการใช้งาน Cloud Computing ซ่ึง 5G ช่วยพัฒนาศักยภาพของระบบ
ค้าปลีก การซ้ือของออนไลน์ รวมถึงการใช้งานต่างๆ ของออฟฟิศอัจฉริยะ (Smart Office) และน่าไปสู่ระบบ
เมืองอจั ฉรยิ ะ (Smart Cities) ในอนาคต
สาหรับเทคโนโลยคี ลน่ื ความถ่ี 5G จะดกี ว่า 4G หรอื มคี วามแตกตา่ งกันอยา่ งไร
ศ.วเิ ชยี ร เปรมชัยสวสั ดิ์ รองประธานสภาดิจทิ ัลเพ่ือเศรษฐกิจและสงั คมแห่งประเทศไทย อธิบายความ
แตกตา่ งระหว่างเทคโนโลยี 4G และ 5G ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลกั ได้แก่
1.ความหน่วง (Latency) ปัจจุบัน 4G มีความหน่วงเฉล่ียอยู่ท่ี 30-50 millisecond (1 ต่อ 1,000
วินาที) แต่ถ้าเป็น 5G ความหน่วงลดลงเหลือแค่ไม่ถึง 1 millisecond เป็นสิ่งส่าคัญมากเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ
ระหว่างกันไม่เกิดความช้า กระตุก เรียกว่าท่ัวไปว่า lag หากความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยจะ
ช่วยเพ่ิมความเสถียรในอุปกรณ์ท่ีต้องใช้ความน่าเชื่อถือสูง อาทิ Telemedicine เป็นการน่าเทคโนโลยีเข้ามา
ช่วยเหลือผู้ป่วยตอบโต้กับบุคลากรทางการแพทย์กันได้แบบ Real-time หรือน่ามาประยุกต์ใช้ช่วยผ่าตัด
ทางไกล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์และการผ่าตัดผ่านกล้อง และใช้ควบคุมระบบขนส่งรถยนต์ อาทิ
รถยนต์ไร้คนขับทต่ี อ้ งอาศัยความปลอดภยั สูง เป็นต้น
2.ความเร็วสูงขึ้น เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานท่ัวไป อาทิ ผู้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับระบบ
อินเตอร์เน็ตด้วยเทคโลโลยี 5G สามารถรองรับกับการใช้บริการจ่านวนมากด้วยความเร็วสูง ยกตัวอย่างเร่ือง
ใกล้ตัวคือการโหลดภาพยนต์เป็น Full HD แค่หลักวินาที จากเดิมต้องใช้เวลาหลายนาทีหรือบางคร้ังเป็น
ชั่วโมง และอกี หนึ่งในอุตสาหกรรมทถ่ี ูกระดบั ขึ้น อย่าง ธรุ กจิ สอ่ื การรายงานถ่ายทอดสดมีความเสถยี รมากข้นึ
3. ยกระดับเทคโนโลยีโลกเสมือน หรือ Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ซ่ึง
5G ท่าให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกเสมือนกลายเป็นท่ีน่าจับตามองน่ามาประยุกต์ใช้งานในโลกธุรกิจ มี
โอกาสอุตสาหกรรมทอ่ งเท่ยี วเสี่ยงไดร้ บั ผลกระทบดา้ นลบเชน่ กัน
4.เทคโนโลยี 5G เข้ามารองรับการใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ได้ครอบคลุมมากขึ้น
อาทิ เก็บข้อมูลและเช่ือมต่อได้หลายอุปกรณ์ในเวลาพร้อมกัน เนื่องจากเทคโนโลยี 4G ในพื้นท่ี 1 ตาราง
กิโลเมตร สามารถเช่ือมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้ประมาณ 10,000 อุปกรณ์ แต่เทคโนโลยี 5G สามารถเชื่อมต่อ
ได้ถึง 1,000,000 อุปกรณ์ สามารถน่ามาประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมท่ีต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ
กระบวนการผลิตของเครื่องจักร, การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) น่าเทคโนโลยีเช่ือมต่อความต้องการ
ของประชาชนกับระบบงานบริการของทางภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และ Smart home
เชื่อมโยงอปุ กรณท์ ส่ี า่ คัญกับการใช้ชวี ติ ประจ่าวนั ภายในบ้าน
5.เทคโนโนยี 5G สามารถใช้สญั ญาณโทรศัพทเ์ คลือ่ นที่บนอปุ กรณท์ มี่ ีความเรว็ สูงระดับ 500 กโิ ลเมตร
ต่อช่ัวโมงได้ จากปัจจุบัน 4G บนอุปกรณ์ท่ีมีความเร็วสูงระดับ 350 กิโลเมตรต่อช่ัวโมงเท่าน้นั ท่าให้ผู้ใช้อยใู่ น
รถไฟความเรว็ สูงสามารถใช้งานไดต้ ามปกติ
3G,4G,5G แตกต่างกนั อยา่ งไร
3G หรือ มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคท่ี 3 (3G,3rd generation mobile telecommunications
) เป็นมาตรฐานในยุคที่ 3 ถูกพัฒนาเพ่ือแทนท่ี ระบบโทรศัพท์ 2G ซึ่ง 3G นั้นได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ
มาตรฐาน IMT-2000 ภายใต้กลุม่ ของสหภาพโทรนาคมระหว่างประเทศ มาตรฐานโทรศัพทม์ ือถือยคุ ที่ 3 หรอื
ที่เรียกว่า ระบบ UMTS หรือ W-CDMA ในระบบ GSM ใช้ช่วงความถี่ตั้งแต่ 850 , 900 , 1800 , 1900 และ
2100 ผสานเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน มีความสามารถในการน่าเสนอข้อมูล ใช้งานด้านมัลติมีเดีย
ส่งผ่านขอ้ มลู ทงั้ ภาพและเสยี งในระบบไรส้ ายด้วยความเรว็ ทส่ี งู
4G เป็นค่าเรียกท่ัวไปส่าหรับระบบสื่อสารโทรคมนาคมแบบเซลลูลาร์ยุคที่ 4 เป็นเครือข่ายไร้สาย
ความเร็วสูงชนิดพเิ ศษ หรอื เป็นเสน้ ทางด่วนสา่ หรบั ข้อมูลที่ไมต่ อ้ งอาศัยการลากสายเคเบลิ โดยระบบเครือขา่ ย
ใหม่น้ี จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-
dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซ่ึงท่าหน้าท่ีในการส่งผ่านสัญญาณ
โทรศัพท์เคลื่อนที่จากเคร่ืองหนึ่งไปยังอีกเครื่องหน่ึง และมีต้นทุนการติดตั้งท่ีแพงล่ิวในขณะนี้ จะมีให้เห็นกัน
อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว ส่าหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สาย
ด้วยระดับความเร็วสูงท่ีเพ่ิมข้ึนถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซ่ึงห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ใน
ปจั จบุ ัน ทีร่ ะดับ 10 กโิ ลบติ ต่อวนิ าที
5G คือเทคโนโลยีการส่ือสารไร้สายในยุคต่อมาจาก 4G ท่ีมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงกว่า 4G ถึง
20 เทา่ โดยประมาณ (4G = มีความเรว็ สงู สดุ ท่ีประมาณ 1Gbps ส่วน 5G อยทู่ ีป่ ระมาณ 20Gbps) รองรับการ
เช่อื มต่อทกุ สรรพสิง่ หรือ IoT (Internet of Things) น่ันเอง และยงั เพม่ิ ความหนาแน่นต่อพื้นท่ีให้มากขึ้นด้วย
หรืออยู่ที่ราวๆ 1 ล้านอปุ กรณต์ อ่ พื้นท่ี 1 ตารางกิโลเมตร จากเดิมท่ีอยทู่ ี่ 1 แสนอปุ กรณ์เท่าน้ัน
รวมถึงความเร็วในการตอบสนอง (Response Time) ที่จากเดิม 4G มีความเร็วอยู่ท่ี 40ms ใน 5G
จะเหลือเพียง 1ms เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการเล่นเกมปัญหาการแล็คจะหายไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงจากเดิม
หากเราโหลดหนงั 1 เร่ืองใช้ 4G โหลดอาจใชเ้ วลาประมาณ 6 นาที แตถ่ า้ ใช้ 5G จะโหลดหนงั ท้ังเร่ืองเพยี ง 3-
4 วินาทเี ทา่ นั้น หรอื จะสตรีมดคู ลปิ วดี โี อออนไลน์ความละเอียดสูงแบบ 4K ไดแ้ บบสบายๆ
รวมไปถึงยังจะช่วยปลดล็อคการใช้งาน VR (Virtual Reality) หรือ AR (Augmented Reality) แบบ
เคล่อื นท่ีได้ ซ่ึงสามารถนา่ ไปใช้ได้อยา่ งหลากหลายในทุกอตุ สาหกรรม ยกตัวอยา่ งเช่น การเลือกซื้อรถออนไลน์
ที่ผู้ซอ้ื สามารถเข้าชมรถได้แบบ realtime แบบ 3 มติ เิ หมอื นไดเ้ ช้าไปเลือกซ้ือของจรงิ ๆ เป็นต้น คาดการณ์กัน
วา่ ภายในปี 2030 เราจะได้เห็นโรงเรียน, มหาวิทยาลยั , รา้ นคา้ , ธนาคาร, และอน่ื ๆ อยู่ในโลกออนไลน์กันมาก
ขึ้น เราสามารถเข้าใช้งานไดแ้ มจ้ ะอยูท่ ไ่ี หนบนโลกก็ตาม
ความแตกตา่ งกันของเเตล่ ะระบบ
3G พัฒนามาจาก 2G เคร่อื งมือทรี่ องรบั มี Application ทห่ี ลากหลายมากขน้ึ รบั -ส่ง และดาวโหลด
หรืออัพโหลดข้อมลู ไดจ้ ่านวนมากๆ และมคี วามละเอียดสูง ท่ีสา่ คัญคือสามารถสนทนาและประชมุ ผ่านระบบ
วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ได้ โดยคู่สนทนาสามารถมองเห็นหน้ากันและกันขณะพูด เข้าถึงเครือข่ายโดยไม่ต้อง
สมัครหรือล็อกอนิ ( Always on )ได้ตลอดเวลาทเ่ี ปดิ เคร่ืองมอื ใชง้ าน และเช่ือมต่อเครือขา่ ยไดท้ ุกท่ีท่ัวโลก
4G คือ คือเทคโนโลยกี ารส่ือสารไรส้ ายผา่ นอปุ กรณ์แบบเคล่ือนท่ี (โทรศัพท์มือถือและแทบเลต็ ) ในยุค
ที่ 4 หรือ 4th Generation Mobile Communications อาจจะเรียกในอีกชื่อหน่ึงว่า LTE (Long Term
Evolution) แต่เดิมได้ถูกวางไว้เป็นระบบ 3.9G แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาความเร็วการเช่ือมต่อให้มากขึ้นและ
เปล่ียนชอ่ื เปน็ ระบบ 4G น่นั เอง
5G คือ การที่จะค้นพบการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ประจ่าได้นั้นก่อนอื่นต้องเข้าใจใหถ้ ่องแท้ถึงสภาพ
ปรกติในการปฏิบัติงานประจ่าให้ได้เสียก่อน และสิ่งส่าคัญท่ีสุดคือ สภาพเหล่านั้นจะต้องเกิดข้ึนในพ้ืนที่จริง
ดังน้ันจึงมีความจ่าเป็นท่ีจะต้องตรวจสอบพื้นที่จริง เพ่ือค้นหาการเปลี่ยนแปลง อาจสรุปได้ว่า มีความจ่าเป็น
อย่างย่ิงท่ีผู้ควบคมุ สายงานจะต้องเรียนรู้ และน่าเอาหลกั 5G ไปปฏบิ ตั แิ ละประยุกต์ใช้
หลอดไส้ (Incandescent Lamp)
เป็นหลอดไฟท่ีใช้กันในยุคแรก ๆ บางทีเรียกกันว่าหลอดดวงเทียน เพราะมีแสงแดง ๆ เหมือนแสง
เทียน มีท้ังชนิดแก้วใสและแก้วฝ้า เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอดจะเกิดความร้อนย่ิงความร้อนมากขึ้น
เท่าใดแสง สว่าง ท่ีเปล่งออกมาจากไส้หลอดก็จะมากขึ้นเท่าน้ันแต่ไม่ควรร้อนเกินขีดจ่ากัดที่จะ รับได้
ส่วนประกอบของหลอดไส้
หลอด LED Light คืออะไร
หลอด LED เป็นอุปกรณ์สารก่ึงตัวน่าชนิดหน่ึงที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะปล่อยแสงสว่าง
ออกมาทันที นา่้ หนกั เบา แสงสว่างทเ่ี กดิ ข้นึ มาจากการเคล่ือนของอิเลก็ ตรอนภายในสารก่งึ ตัวนา่
หลักการทางานของหลอด LED
หลอด LED หรือไดโอดเปล่งแสง โครงสร้างประกอบไปด้วยสารก่ึงตัวน่าสองชนิด (สารกึ่งตัวน่าชนิด
N และสารกง่ึ ตัวน่าชนดิ P) ประกบเข้าด้วยกนั มีผวิ ขา้ งหน่ึงเรียบคล้ายกระจกเม่ือจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงผ่านตัว
LED โดยจ่ายไฟบวกให้ขาแอโนต (A) จ่ายไฟลบให้ขาแคโทด (K) ท่าให้อิเล็กตรอนท่ีสารกึ่งตัวน่าชนิด N มี
พลงั งานสงู ขนึ้ จนสามารถวิ่งขา้ มรอยต่อจากสารชนิด N ไปรวมกับโฮลในสารชนิด P การท่อี ิเล็กตรอนเคลื่อนท่ี
ผ่านรอยต่อ PN ท่าให้เกิดกระแสไหล เป็นผลให้ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนเปล่ียนไปและคายพลังงาน
ออกมาในรปู คลื่นแสง สีของแสงที่เกิดจากรอยต่อจะข้ึนอยู่กับชนิดของวัสดุท่ีนา่ มาใช้ในการสรา้ ง LED ท้งั ชนิด
ท่ีเป็นของเหลวและก๊าซ เช่น ใช้แกลเลียมฟอสไฟด์ (GALLIUM PHOSPHIDE,GaP) ท่าให้เกิดแสงสีแดง ใช้
แกลเลียมอาซีไนด์ ฟอสไฟด์ (GALLIUM ARSENIDE PHOSPHIDE,GaAsP) เกิดแสงสีเหลืองและเขียวการ
ควบคุมปริมาณแสงสว่างจะควบคุมกระแสท่ีไหลผ่านหลอด LED หากกระแสท่ีไหลสูงมากไปจะท่าให้หลอดมี
ความสว่างมาก แต่หากป้อนกระแสสูงมาไปจะท่าให้บริเวณรอยต่อของสารกึ่งตัวน่าเกิดความรอ้ นปริมาณมาก
จนทา่ ให้โครงสรา้ งหลอดเสียหายไม่สามารถใชง้ านได้อกี
รูปแบบของ LED
ปจั จุบันแอลอีดมี ีหลายรปู แบบ หากแบง่ แอลอีดตี ามลักษณะของ Packet แบง่ ได้ 2 แบบคอื
1.แบบ Lamp Type เป็นแอลอีดีชนิดที่พบกันอยู่ท่ัวไปมีขายื่นออกมาจากตัว Epoxy 2 ขาหรือ
มากกว่า โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต้ังแต่ 3 mm. ข้ึนไป บริษัทผู้ผลิตจะออกเบบให้ขับกระแสได้ไม่เกิด
150 mm
2.แบบ Surface Mount Type (SMT) มลี ักษณะ packet เป็นตัวบางๆ เวลาประกอบตอ้ งใช้เครื่องมือ
ชนิดพิเศษมีขนาดการขับกระแสตั้งแต่ 20 mA-มากกว่า 1 A ส่าหรับแอลอีดีแบล SMT ถ้าขับกระแสได้ตั้งแต่
300 mA ข้ึนไป จะเรียกว่า power LED การใช้งานส่วนใหญ่จะใช้ภายในเน่ืองจากสารเคลือบหน้าหลอด
แอลอีดีส่วนใหญจ่ ะเป็นซลิ โิ คน ซ่ึงละอองน้า่ หรอื ความชืน้ สามารถซึมผา่ นได้
ปัจจุบันได้มีการน่าหลอด LED มาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายมากข้ึน เช่น ในเครื่องคิดเลข
เครอ่ื งพิมพ์ ไฟสัญญาณจราจร ไฟทา้ ยรถยนต์ ปา้ ยสัญญาณ ป้ายโฆษณา ไฟฉาย จอวดี ีทศั น์ขนาดใหญ่ (Bill -
Board ,Score-board) โคม Downlight และหลอดไฟประดบั ตกแตง่ ภายใน
ขอ้ ดีของหลอด LED
- อายุการใช้ท่ีงานยาวนาน หลอด LED มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ถึง 100,000 ช่ัวโมง หรือประมาณ 11 ปี
เมื่อเทียบกบั หลอดไสท้ ั่วๆไป ซ่งึ มอี ายกุ ารใชง้ านทรี่ าวๆ 1,000 ชว่ั โมงเท่านน่ั
- สีสันจัดจา้ น หลอด LED ให้สสี ันจัดจา้ นมากกว่าหลอดไส้
- มีความทนทานสูง เพราะหลอด LED เป็นอุปกรณ์ Solid State ซึ่งไม่มีช้ินส่วนใดที่เคล่ือนไหว ไม่มีส่วนใดที่
เปน็ กระจก ไมม่ ไี ส้หลอดซง่ึ อาจจะขาดไดง้ ่าย
- ประหยัดพลงั งาน หลอด LED ใช้พลังงานนอ้ ยกว่าหลอดไส้ทั่วไปถงึ 80-90%
- หลอด LED ไมม่ สี ่วนประกอบดว้ ยสารปรอท ท่าใหเ้ ป็นมิตรกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
- หลอด LED สามารถเปิดใชง้ านได้อยา่ งรวดเรว็ เปิดแลว้ หลอดติดทนั ที ไมต่ อ้ งรอกระพริบ
ข้อจากัดของหลอด LED
- ราคาหลอด LED ยังแพงกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ และหลอดไส้ พอสมควร