พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
จัดทำโดย
นางสาวรชมณ จันไชย ม.4/6 เลขที่22
1.1 พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย
ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (ราว พ.ศ.1792-ไม่ปรากฏปีที่สวรรคต)
บริเวณที่ราบลุ่มปิง วัง ยม น่าน มีกลุ่มคนไทยตั้งบ้านเมืองกระจายเป็นอิสระต่อกัน ขอม-
สะบาดโขลญลำพงได้ยึดสุโขทัย พ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดได้รวม
กำลังชิงเมืองคืนได้ จากนั้น พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกให้พ่อขุนบางกลางหาวขึ้นครองสุโขทัย
นามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ด้านการบริหารบ้านเมือง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
สถาปนาสุโขทัยเป็นรัฐอิสระ และพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะทำให้รัฐใหม่เจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น
ด้านการทำศึกสงคราม สมัยนี้มีการทำศึกสงคราม
มาก สงครามครั้งสำคัญที่มีบันทึกไว้ในศิลาจารึก
ได้แก่ สงครามกับเมืองฉอด มีการทำยุทธหัตถี
ระหว่างแม่ทัพ และพระราชโอรสพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
เมืองฉอดจึงมารวมกับสุโขทัย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ.1822-1841)
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นกษัตริย์ลำดับที่3 ของอาณาจักรสุโขทัย สมัยนี้มีความ
มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสูงสุด พระราชกรณียกิจที่สำคัญคือ ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ
พ.ศ.1826 และโปรดให้จารึกลงในแท่นหิน เรียกว่า ศิลาจารึกหลักที่1 ศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหงตัวอักษรไทยได้มีวิวัฒนาการกลายเป็นอักษรไทยที่ใช้ในปัจจุบันนี้
ด้านการบริหารบ้านเมือง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงปกครอง
บ้านเมืองแบบปิตาธิปไตยหรือพ่อปกครองลูก ด้านการปกครอง
ภายใน ทรงใช้วิธีกระจายอำนาจให้เจ้านายปกครองหัวเมือง เพื่อ
ปกป้องราชธานี คือ กรุงสุโขทัย ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันยาม
เกิดภัยพิบัติ เมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองขึ้นซึ่งอยู่นอกราช
อาณาจักร ผู้ปกครองมีอำนาจสิทธิ์ขาดในรัฐของตน และส่งเครื่อง
ราชบรรณาการให้ราชธานี
ด้านการทำศึกสงคราม ศิลาจารึกได้บันทึกเกี่ยวกับการทำศึก
สงครามว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีความสามารถด้านการ
ยุทธตั้งแต่พระชนม์เพียง 19 พรรษา ช่วยพ่อต่อสู้กับขุนสามชน
ต่อมาเป็นการรบเพื่อขยายอาณาจักร ทรงขยายอาณาเขตด้วย
การผูกไมตรีกับรัฐที่ห่างไกลเพื่อผลประโยชน์การเมือง/การค้า
พระมหาธรรมราชาที่1 (ลิไทย) (พ.ศ.1890-1911)
พระมหาธรรมราชาที่1 ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมในพระพุทธศาสนา เรื่อง ไตรภูมิ-
พระร่วง เพื่อเป็นเครื่องมือให้คนยึดมั่นในศีลธรรม ทำแต่ความดี เมื่อเสด็จครองราชย์ได้ทรง
พยายามรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือ การอุปถัมภ์
พระพุ ทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง
ด้านการบริหารบ้านเมือง พระมหาธรรมราชาที่1 (ลิไทย) ให้ขุดคอ
ลงและทำถนนจากศรีสัชนาลัยไปสุโขทัยและอีกสายไปกำแพงเพชร
เรียกว่า ถนนพระร่วง เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตรและคมนาคม มี
การบูรณะเมืองนครชุม(กำแพงเพชร)
ด้านการทำศึกสงคราม มีการทำสงครามยืดเยื้อกับอาณาจักร
อยุธยา หลังจากนั้นพระมหาธรรมราชาที่1 (ลิไทย) เสด็จไปใช้
พิษณุโลกเป็นราชธานี หลังจากสวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราช
ที่1(ขุนหลวงพะงั่ว) กรีธาทัพมาตีเมืองชากังราว ส่งผลให้
เสถียรภาพของอาณาจักรสุโขทัยอ่อนแอยิ่งขึ้น
สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (พระเจ้าอู่ทอง) (พ.ศ.1893-1912)
สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรอยุธยา ทรง
สร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีในบริเวณที่มีสภาพเป็นเกาะที่มีแม่น้ำ 3 สายล้อมรอบ ทรงมี
ฐานอำนาจสำคัญ 2 แคว้น คือ ลพบุรีหรือละโว้ และสุพรรณบุรี ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความ
มั่นคงทางการเมือง การปกครอง ได้ทรงวางรากฐานการปกครองให้อาณาจักรอยุธยาเจริญ
รุ่งเรืองสืบต่อมา
ด้านการบริหารบ้านเมือง
1.สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในทำเลที่เหมาะทั้ง
ยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ
2.สถาปนาเมืองลูกหลวงให้เป็นเมืองหน้าด่านชั้นใน
ป้องกันภัยแก่ราชธานี และเป็นการกระจายอำนาจให้เจ้า-
นายในราชวงศ์ รวมทั้งเครือญาติพันธมิตร
3.การรักษาความสงบในเมือง ได้แก่ ประกาศใช้กฎหมาย
ต่างๆ 10ลักษณะ
ด้านการทำศึกสงคราม สงครามใหญ่ในสมัยพระองค์
คือ สงครามกับเขมร โดยให้พระราเมศวรกับขุนหลวงพะ
งั่วยกทัพไปตีเขมร สามารถเอาชัยได้สำเร็จพร้อมนำเอา
ผู้คนมาเป็นเชลยศึกเป็นอันมาก
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่1 (ขุนหลวงพะงั่ว) (พ.ศ.1913-1931)
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่1 ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติที่กรุงศรีอยุธยา พระองค์
เป็นเจ้าเมืองสุพรรณบุรีมาก่อน ได้ทรงสร้างความเข้มแข็งให้อาณาจักรอยุธยา ด้วยการขยาย
อาณาเขตไปยังอาณาจักรสุโขทัยและล้านนา กษัตริย์องค์2ของอยุธยา
ด้านการทำศึกสงคราม
มีพระปรีชาสามารถในการทำศึกสงครามตั้งแต่สมัย
พระเจ้าอู่ทองเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้พระองค์ได้ขึ้นครอง
ราชย์ในลำดับต่อมา สงครามในรัชกาลนี้ ได้แก่
ก. ศึกโจมตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ใน พ.ศ.1914
ข. ศึกปราบเมืองชากังราว เมื่อ พ.ศ.1916
ค. ศึกปราบเมืองพิษณุโลกได้เมื่อ พ.ศ.1918
ง. ศึกปราบเมืองชากังราวอีก 2 ครั้ง ใน พ.ศ.1919 และ
พ.ศ.1921
จ. ศึกเมืองเชียงใหม่
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่2 (เจ้าสามพระยา) (พ.ศ.1967-1991)
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่2 เป็นพระราชโอรสองค์ที่3 ของพระอินทราธิราช เสด็จขึ้น
ครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพระเชษฐาทั้ง2พระองค์ แย่งราชสมบัติกันจนสวรรคต
พระองค์ทรงขยายอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวาง
ด้านการทำ
ศึกสงคราม
ในสมัยนี้มีศึกครั้งสำคัญ คือ สงคราม
เขมร เนื่องจากกษัตริย์เขมรยกทัพเข้า
มากวาดต้อนผู้คนในหัวเมืองภาคตะวันออก สมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่2 เสด็จยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา
ได้สำเร็จ และสถาปนาพระอินทราชาพระราชโอรส
ให้ปกครองเขมร สงครามอีกครั้งหนึ่งคือการขึ้นไป
ตีล้านนา สามารถกวาดต้อนเชลยศึกกลับมา
อยุธยาเป็นจำนวนมาก
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031)
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่2 และ พระ
ราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่2 ของกรุงสุโขทัย ในสมัยนี้อาณาจักรอยุธยาขยายอาณาเขต
ออกไปได้อย่างกว้างขวาง เสด็จขึ้นมาประทับที่เมืองพิษณุโลกเพื่อควบคุมหัวเมืองทางเหนือ
และทำสงครามกับอาณาจักรล้านนาเป็นเวลานาน ทรงจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางและ
ส่วนภูมิภาค(แบบแผนที่ใช้ใน ร.5)ใช้กันมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้านการบริหารบ้านเมือง
ที่สำคัญคือ จัดปฏิรูปการปกครองใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์คือ
การปกครองส่วนกลาง แยกฝ่ายทหารกับพลเรือนออกจากกัน
ควบคุมจตุสดมภ์(เวียง วัง คลัง นา)และจัดการปกครองหัวเมืองชั้นใน
ชั้นนอก รวมทั้งประกาศใช้กฎหมายต่างๆ เช่น ทำเนียบศักดินา
ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน , กฎมณเฑียรบาลแบ่งเป็น แบบแผน
ว่าด้วยพิธีการ ตำแหน่งข้าราชการ และพระราชกำหนดในราชสำนัก
ด้านการทำศึกสงคราม เกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง ได้แก่
พ.ศ.1984 แต่งทัพไปตีเมืองมะละกา
พ.ศ.1985 แต่งทัพไปตีเมืองเขมร
พ.ศ.1998 ศึกกับล้านนา สืบเนื่องจากปัญหาการสถาปนาตำแหน่งพระ
มหาธรรมราชาแห่งสุโขทัยจนกลายเป็นศึกอันยาวนานระหว่างอยุธยา
และล้านนา จึงย้ายไปอยู่ที่พิษณุโลกจนสิ้นรัชกาลและให้พระบรมราชา
พระราชโอรสครองอยุธยา
สมเด็จพระรามาธิบดีที่2 (พ.ศ.2034-2072)
สมเด็จพระรามาธิบดีที่2 เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงครอง
เมืองพิษณุโลกก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ประกอบพระราช
กรณียกิจหลายด้าน
ด้านการบริหารบ้านเมือง
ทรงจัดตั้งกรมพระสุรัสวดี หรือที่เรียกว่า"สัสดี"ขึ้น มีหน้าที่
ทำบัญชีพลและเกณฑ์ทหาร แบ่งเป็นไพร่หลวงและไพร่สม
ตามต้นสังกัด พวกที่ไม่สามารถเข้ามารับราชการทหารได้
ให้หาสิ่งมาจ่ายทดแทนการเกณฑ์แรงงาน เรียกว่า ไพร่ส่วย
เมื่อเกิดสงครามไพร่ทุกชั้นต้องเป็นทหาร สมัยนี้ยังมีการ
ติดต่อด้านการทูตกับชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก คือ
โปรตุเกส เมื่อพ.ศ.2054 และได้ทำสัญญาทางราชไมตรีและ
การค้าต่อกัน เมื่อพ.ศ.2059
สมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ.2077-2089)
สมเด็จพระไชยราชาธิราช เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ได้เสด็จขึ้นครอง
ราชย์โดยการปราบดาภิเษก โดยการสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราชกุมาร ขึ้นครองราชย์ได้ก็สร้าง
ความมั่นคงให้อาณาจักรอยุธยา
ด้านการทำศึกสงคราม
มีศึกสงครามหลายครั้ง เสด็จนำทัพด้วยตัวพระองค์
เองตลอด เช่น การทำสงครามล้านนาและพม่า ได้แก่
-ศึกตีเชียงใหม่ครั้งที่1 เชียงใหม่ไม่อ่อนน้อมจึงนำทัพ
ยกไปตีเชียงใหม่ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
-ศึกตีเชียงใหม่ครั้งที่2 นำทัพไปตีเชียงใหม่อีกครั้ง
พระมหาเทวีจิรประภา ผู้ครองนครเชียงใหม่เสด็จออก
มาอ่อนน้อม ทั้ง2ฝ่ายปฏิญาณเป็นพันธมิตรแล้ว
เสด็จยกทัพกลับ
-ศึกตีเมืองเชียงกราน นับเป็นสงครามครั้งแรก
ระหว่างไทยกับพม่าและเป็นผลให้เกิดสงครามต่อเนื่อง
กันมาอีกยาวนาน
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ.2091-2111)
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระนามเดิมว่า พระเฑียรราชา เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระ-
ไชยราชาธิราช เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต ราชสำนักเกิดการแย่งอำนาจกัน พระ-
เฑียรราชาจึงออกผนวช เมื่อขุนนางร่วมมือกันกำจัดขุนนางที่ได้ขึ้นครองราชย์คนก่อนเสร็จ จีง
เชิญพระเฑียรราชาให้ลาผนวชและเสด็จครองราชย์ พระองค์ให้ความดี/ชอบแก่ขุนนางหลายคน
ด้านการทำศึกสงคราม ในสมัยนี้มีการทำสงครามกับพม่าหลายครั้ง
-พ.ศ.2091 กษัตริย์พม่าคิดว่าไทยอ่อนแอเพราะผลัดแผ่นดิน จึงยก
ทัพใหญ่มาถึงชานพระนครกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ยกทัพออกรบ สมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีเข้าร่วมรบจนสิ้นชีพ
-พ.ศ.2106 สงครามช้างเผือก พม่าหาเหตุส่งราชทูตมาขอ
พระราชทานช้างเผือกจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อถูกปฏิเสธจึง
ได้เปิดศึก ในที่สุดฝ่ายไทยต้องยอมเป็นพันธไมตรีและเสียช้างให้พม่า
-พ.ศ.2112 พระเจ้าบุเรงนองต้องการไทยเป็นเมืองขึ้น จึงใช้กุศโลบาย
ยุยงให้ไทยแตกแยกกัน พระเจ้าบุเรงนองทรงกรีธาทัพใหญ่มาตีกรุง
ศรีอยุธยา โดยได้พระมหาธรรมราชานำทัพจากพิษณุโลกมาช่วย
ระหว่างนี้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคต พระมหินทราธิราชครอง
ราชย์แต่ต้านศึกไม่ได้ กรุงศรีอยุธยาจึงตกเป็นของพม่า
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2133-2148)
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิ-
กษัตรี เมื่ออายุ 9พรรษา ได้เสด็จไปอยู่ที่เมืองหงสาวดีของพม่า เมื่ออายุ 15พรรษา สมเด็จพระ
มหาธรรมราชาจึงขอตัวสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกลับกรุงศรีอยุธยา และแต่งตั้งให้เป็นพระ-
มหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก พระองค์ได้ป้องกันบ้านเมืองและประกาศอิสรภาพจากพม่า
ด้านการบริหารบ้านเมือง เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครอง
ราชย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชา ให้ดำรง
ตำแหน่งพระอุปราชแต่มีพระอิสริยยศเหมือนพระมหากษัตริย์
ด้านการทำศึกสงคราม
1)ศึกทัพพระมหาอุปราชา(สมัยพระเจ้าหงสาวดี) โจมตีทางด่าน
เจดีย์สามองค์ แต่พระองค์สามารถตีทัพหน้าพม่าถอยร่นไป
2)สงครามยุทธหัตถี(พระมหาอุปราชามาเพื่อแก้ตัว) พระ
นเรศวรส่งทัพหน้าตั้งรับที่บ้านหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ยก
ทัพหลวงไปสมทบ แต่ช้างพระที่นั่งวิ่งฝ่ากองทัพไปจึงกระทำ
ยุทธหัตถี
สมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ.2148-2153)
สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ได้เสด็จร่วม
ทำศึกและช่วยปกครองบ้านเมืองตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อเสด็จครอง
ราชย์ ได้มีชาวต่างชาติมารับราชการเป็นทหารอาสาจำนวนมาก จึงได้จัดตั้งกรมอาสาตามเชื้อ-
ชาติและความสามารถ
ด้านการบริหารบ้านเมือง
อาณาจักรสยามกลับสู่ความมั่นคงเข้มแข็ง กษัตริย์จึงมีเวลา
ทำนุบำรุงบ้านเมือง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เช่น จัดระบบภาษี
อากร พัฒนาอากรขนอนตลาด และการกัลปนา(พระราชทาน
ผลประโยชน์ซึ่งได้จากภาษีที่ดินแด่พระสงฆ์) ที่สำคัญ คือ ฟื้ นฟู
การค้าและไมตรีกับต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2154-2171)
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จออกผนวช
ก่อนเสด็จครองราชย์ เมื่อครองราชย์แล้วจึงทรงมุ่งส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และทรง
มีสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศที่เข้ามาค้าขายกับไทย สมัยนี้มีชาวญี่ปุ่นที่มีบทบาทสำคัญ คือ
ยามาดะ นางามาซะ ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข
ด้านการบริหารบ้านเมือง สมัยสมเด็จพระเจ้า
ทรงธรรมมีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาล
ด้านการทำศึกสงคราม
ต้นรัชกาลมีเหตุวุ่นวาย เนื่องจากพวกญี่ปุ่นที่เข้า
มาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาไม่พอใจที่เกิดการแย่ง
ชิงราชสมบัติ จึงก่อกบฏยกพวกเข้ามาในวังหลวง
แต่ทหารฝ่ายสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมต้านได้ กบฏ
ที่เหลือลงสำเภาหนี การปราบปรามกบฏครั้งนี้ส่ง
ผลให้ขุนนางบางคนก้าวขึ้นมามีอิทธิพล
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172-2199)
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก่อนขึ้นครองราชย์ เดิมเป็นขุนนางรับราชการในรัชกาล
สมเด็จพระเอกาทศรถและได้รับความดีความชอบในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ได้ขึ้นเป็นออก-
ญากลาโหมสุริยวงศ์และมีอำนาจมาก สามารถกำจัดยุวกษัตริย์ที่เป็นพระราชโอรสของสมเด็จ
พระเจ้าทรงธรรมได้ และสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ กำจัดเจ้านายขุนนางของราชวงศ์เดิม
ด้านการบริหารบ้านเมือง
การค้ากับต่างประเทศเจริญรุ่งเรือง
แต่ต่อมาเกิดขัดแย้งรุนแรงกับ
ฮอลันดา
ด้านการทำศึกสงคราม
สมัยนี้อยุธยายกทัพไปโจมตีได้เขมร
เป็นประเทศราช อยุธยาจึงมีการรับ
วัฒนธรรมเขมรอีกครั้งหนึ่ง
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231)
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เสด็จ
ครองราชย์ด้วยการปราบดาภิเษกโดยกำจัดสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาในสมเด็จ
พระเจ้าปราสาททอง พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทำให้กรุงศรีอยุธยามี
ความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการค้า การต่างประเทศ การศึกษา วรรณกรรม และศิลปกรรม
วรรณคดีสำคัญหลายเรื่องเกิดในสมัยนี้ จนได้ชื่อว่า ยุคทองวรรณคดีในสมัยอยุธยา
ด้านการบริหารบ้านเมือง
สมัยนี้พยายามป้องกันการถูกแย่งชิงบัลลังก์ มีการลดส่วยอากรแก่
ประชาชน มีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่ในเมืองไทย มีการส่ง
ราชทูตไปแลกเปลี่ยนกับฝรั่งเศส อนุญาตให้บาทหลวงคาทอลิก
เผยแผ่ศาสนาในหมู่คนไทยได้
ด้านการทำศึกสงคราม
มีการทำศึกสงคราม ได้แก่
-ตีเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่มาขอสวามิภักดิ์กับอยุธยาแต่เจ้าเชียงใหม่
ไปอ่อนน้อมต่อพม่า จึงไปตีเมืองเชียงใหม่จนสำเร็จ อัญเชิญพระพุทธ
สิหิงค์ไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์
-รบพม่าที่ไทรโยค มอญหนีเข้ามาพึ่งไทย
-ศึกไทยตีอังวะ ตีเมืองรายทางจนเข้าล้อมกรุงอังวะแต่เสบียงหมดจึง
ถอยกลับ
สมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2246)
สมเด็จพระเพทราชา ก่อนขึ้นครองราชย์เดิมเป็นขุนนางรับราชการเป็นจางวางกรมพระ-
คชบาลในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นที่ไว้วางใจจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้
รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชวรหนักได้จับ
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ประหารชีวิต เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคต พระองค์ทรง
ปราบดาภิเษกสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวงขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยา
ด้านการบริหารบ้านเมือง
อยุธยาสามารถขยายอิทธิพลเหนือหลวงพระบางและ
เวียงจันทน์ ทรงปรับปรุงการจัดการปกครองแผ่นดิน
ใหม่ ให้หัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ในความดูแลของสมุหนายก
และหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความดูแลของสมุหกลาโหม
โดยให้แต่ละฝ่ายควบคุมทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301)
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่8 และเป็นพระ
อนุชาของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่9 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
พระองค์ขึ้นครองราชย์หลังได้รับชัยชนะในสงครามระหว่างวังหน้ากับวังหลวง
ด้านการบริหารบ้านเมือง
พระองค์ทรงพยายามจัดระเบียบการ
ปกครองให้รัดกุม โดยการประกาศใช้
กฎหมายต่างๆ หลายฉบับ นอกจากนี้
พระองค์ยังทรงอุปถัมภ์และทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา ทรงส่งคณะสมณทูตไป
ตั้งนิกายสยามวงศ์ในลังกา
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (พ.ศ.2301-2310)
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และเป็นพระ
เชษฐาของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต สมเด็จพระเจ้า
อุทุมพรได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ พระองค์จึงเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ พระเจ้า
อุทุมพรจึงสละราชสมบัติและเสด็จออกผนวช สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ คน
ส่วนใหญ่จึงขนานนามพระองค์ว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ในสมัยนี้พม่าได้ยกทัพมาตี
กรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง
อาณาจักรอยุธยาเสื่อมอำนาจ
จนล่มสลายใน พ.ศ.2310 โดยมี
-สาเหตุภายในจากปัญหาที่ต่อ
เนื่องยาวนาน ที่สำคัญคือ ขาด
ผู้นำที่ดี ราษฎรไร้ที่พึ่งพิง
-ส่วนสาเหตุภายนอก คือ กรุง
ศรีอยุธยาถูกพม่าล้อมถึง 2
ครั้ง
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ.2310-2325)
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนขึ้นครองราชย์มีนามเดิมว่า สิน เป็นเจ้าเมืองตาก
ผู้คนจึงเรียกกันทั่วไปว่าพระยาตากสิน เมื่อกองทัพพม่ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตากสิน
ได้นำทหารต่อสู้กับพม่าอย่างเข้มแข็ง จึงได้รับตำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมือง
กำแพงเพชร ในขณะทำการรบกับพม่า พระองค์คาดว่ากรุงศรีอยุธยาคงไม่สามารถต้านทาน
กองทัพพม่าได้ จึงรวบรวมกำลังคนตีฝ่ากองทัพพม่าไปทางตะวันออกไปยึดเมืองจันทบุรีเป็นที่
มั่น ส่วนกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าทำลาย เมื่อ พ.ศ.2310
พระยาวชิรปราการหลังจากรวบรวมกำลังคน เตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ เร่งต่อเรือรบและ
เสบียงอาหาร เมื่อพร้อมแล้วจึงยกทัพเรือจากเมืองจันทบุรี ตีได้เมืองธนบุรี และนำทัพไปตีพม่า
ที่ค่ายโพธิ์สามต้นที่พระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จ จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ที่กรุงธนบุรี
ด้านการทำศึกสงคราม
ในสมัยนี้การรื้อฟื้ นสถาปนาอาณาจักรและการแสดงสิทธิ
ธรรมแห่งการเป็นกษัตริย์ของพระองค์มาจากพระราช
กรณียกิจด้านการรบ คือ
การปราบชุมนุมต่างๆ หลังจากยึดกรุงศรีอยุธยาคืน
จากพม่า
สงครามกับพม่า -ศึกบางกุ้ง
-ศึกขับไล่พม่าจากล้านนา
-ศึกอะแซหวุ่นกี้ (นานที่สุด)
สงครามกับลาว อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางไว้
ที่กรุงธนบุรี
สงครามกับเขมร เขมรไม่อ่อนน้อมต่อไทย แต่
กรุงธนบุรีวุ่นวายจึงถอยทัพกลับ
1.2 พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย
สมัยรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.2325-2352)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงรับราชการ
มีตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระองค์ได้ปราบการจลาจลในเมืองเขมร "กบฏ
พระยาสรรค์" สำเร็จ และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์(เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2325) พระองค์ทรง
เป็นนักปกครองที่มีความสามารถ สามารถปกป้องและสร้างบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
พระองค์โปรดเกล้า
1.ให้สร้างราชธานีใหม่ริมฝั่ งแม่น้ำเจ้าพระยา (ตะวันออก)
ชื่อ"กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ"
2.รื้อฟื้ นการปกครองและโบราณราชประเพณีสมัยอยุธยา
3.รวบรวมกฎหมาย "กฎหมายตราสามดวง"
4.บำรุงพระพุทธศาสนา "สังคายนาพระไตรปิฎก"
ด้านความสัมพันธ์กับรัฐใกล้เคียง
ประเทศราช: ล้านนา ล้านช้าง เขมร และมลายู ->มีไมตรีกับญวน
ความสัมพันธ์การค้ากับ : จีน อินเดีย อังกฤษ โปรตุเกส
ทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอด
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธ-
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงได้รับการยกย่องในฐานะบุคคลสำคัญที่มีผลงานดีเด่นวัฒนธรรม
ระดับโลก เป็นศิลปินเชี่ยวชาญด้านกวีนิพนธ์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และวิจิตรศิลป์
สมัยนี้ได้รับการยกย่องเป็นยุคทองแห่ง
วรรณกรรมและศิลปกรรม อาณาจักรสงบ
สุขจึงสามารถทำนุบำรุงบ้านเมืองได้เต็มที่
โดยเฉพาะด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม
การค้ากับจีนเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยมี
พ่อค้าจีนและขุนนางไทยเชื้อสายจีนเป็นผู้
ประสานงาน นอกจากนี้ชาติตะวันตก ยังส่ง
ราชทูตมากระชับความสัมพันธ์ด้วย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2367-2394)
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ-
หล้านภาลัย
ก่อนขึ้นครองราชย์ ได้รับการสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎา-
บดินทร์ ทำหน้าที่กำกับราชการกรมพระคลังและกรมท่า(ค้าขาย
กับต่างประเทศ)
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือ
-การฟื้ นฟูความเข้มแข็งมั่นคงของประเทศ ด้านการทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา สร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ
-ด้านเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ คือ การปราบปรามกบฏทั้ง
อั้งยี่ในหัวเมืองชายทะเล กบฏในรัฐมลายู และกบฏเจ้าอนุวงศ์เมือง
เวียงจันทน์ แต่ที่สำคัญ คือ สงครามอานามสยามยุทธกับญวน
-สมัยนี้ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบอร์นีย์กับอังกฤษ เป็นสัญญา
พาณิชย์ไมตรีกับชาติตะวันตกเป็นครั้งแรก
-การติดต่อค้าขายกับจีนยังคงดำเนินต่อไปอย่างใกล้ชิดในระบบ
จิ้มก้อง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย
รัชกาลที่3 ครองราชย์
-ทรงผนวชต่อตลอดรัชกาลที่3
-ศึกษาวิทยาการต่างๆ เช่น ภาษาละติน/อังกฤษ
-เสด็จธุดงค์ไปในหัวเมืองต่างๆ
ขึ้นครองราชย์
-ปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยเหมือนตะวันตก
-ใช้นโยบายการฑูตมากกว่าทำสงคราม
-สนธิสัญญาเบาว์ริง (ไทยเสียเปรียบ)
-ส่งเสริมการค้ากับชาติตะวันตก แต่ลดบทบาทการค้ากับจีน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2411-2453)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอม-
เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเด็กทรงได้รับการศึกษาทั้งด้านการปกครอง โบราณราชประเพณี ภาษา
อังกฤษ และวิทยาการทางด้านต่างๆ เพื่อเตรียมเป็นกษัตริย์
ขึ้นครองราชย์ :
-เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์
-เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ครองราชสมบัติ : ปฏิรูปประเทศ > เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
พระราชกรณียกิจ :
-จัดระเบียบและสร้างระเบียบใหม่ > สร้างเอกภาพบ้านเมือง
-การปฏิรูปด้านการปกครอง
>การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ
>จัดระเบียบการเงิน การคลังของประเทศ
>การศึกษา สาธารณสุข และสิทธิเสรีภาพ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2453-2468)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุล-
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเด็กได้เสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์
แรกที่ทรงศึกษาจากต่างประเทศและเสด็จประพาสประเทศต่างๆอีกหลายประเทศ พระองค์ทรง
พระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์ จนได้รับพระราชสมัญญาว่า พระมหาธีรราชเจ้า
พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่6 คือ
1.วางรากฐานการจัดระเบียบสังคม
> ปลูกฝังความรู้สึกรักชาติ สามัคคี วินัย
2.ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติ
> ประกาศใช้ธงไตรรงค์
> การใช้นามสกุลและคำนำหน้าชื่อ
3.นโยบายการต่างประเทศ : แก้ไขปัญหา
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2468-2477)
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเด็ก
ได้เสด็จไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ เสด็จครองราชย์ช่วงเวลาที่แนวคิดการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตย
รัชกาลที่7 ต้องเผชิญปัญหากดดันทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ นำมาซึ่งการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ทรงประกาศสละราชสมบัติในเดือน มี.ค. พ.ศ.2477
พระราชกรณียกิจสำคัญ คือ
เยือนต่างแดนเพื่อกระชับ
สัมพันธไมตรี
สร้างสะพานพระพุ ทธยอดฟ้า
>เชื่อมฝั่ ง "พระนคร-ธนบุรี"
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (พ.ศ.2477-2489)
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลา-
ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ขึ้นครองราชย์
พระชนมพรรษาเพียง 8 พรรษา
เมื่ออายุ 20 พรรษา เสด็จกลับ
ไทยและปฏิบัติพระราชกรณียกิจ
ต่างๆ
เป็น ยุวกษัตริย์
ประทับอยู่ต่างประเทศจึงมิได้มี
พระราชกรณียกิจสำคัญๆ
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พ.ศ.2489-2559)
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระอนุชาของ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัฐบาลโดยความเห็นชอบของรัฐสภาได้
อัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้าน
การศึกษาจึงเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จนิวัติพระนครและโปรด
เกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493
พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลย-เดชมหาราช บรม-
นาถบพิตร คือ
การทำนุบำรุงราษฎรและบ้านเมือง
คือ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"(ปฐมบรมราชโองการ)
> โครงการพัฒนาสังคม 2 ช่วง
1.ด้านสังคมสงเคราะห์
2.จำทำโครงการหลวง
เสริมสร้างพระบรมโพธิสมภาร
> เจ้านายชายจะต้องบรรพชาเป็นสามเณรและ
อุปสมบทเป็นภิกษุ
สร้างและปฏิสังขรณ์
> สร้างวัดประจำรัชกาล
> ปฏิสังขรณ์พระอารามในพระบรมมหาราชวัง
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา
ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระราชกรณียกิจ :
ทรงสืบสานพระราชปณิธาน
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล-
อดุลยเดชบรมนาถบพิตร
ครั้งทรงยังเด็กเสด็จ
พระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎร