“ คู่มือ”
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ
คดีอาญา…
ศาลแขวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่
ที่ตั้ง : 456 หมู่ 12 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว
50170 เบอร์โทรศัพท์ 053-111789
ศาลแขวงเชียงดาว
ที่ตั้ง : 456 หมู่ 12 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
50170 เบอร์โทรศัพท์ 053-111789
ประวัติศาลยุติธรรม ศาลในสมัยกรุงรัต
นโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาล
กระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตร
พระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมือ
งมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จึงมีการ
ปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์
ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่
ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำ
เนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน
ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงาน
ศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่ายคืองานธุรการและงานตุลาการโดยให้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการส่วนงานตุลาการ คือการ
พิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะนับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่
ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษจึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยก
ศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรม
อา0ถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี จนกระทั่งได้มี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวง
ยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระให้
เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระ
ราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มี
สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระมีฐานะเป็นนิติบุคคลเมื่อ
กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยก
ออกจากกระทรวงยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา
“ วิสั ยทัศน์ พันธกิจ ”
วิสัยทัศน์ (Vision)
“ ศาลยุติธรรม เป็นสถาบันที่อำนวยความยุติธรรม เพื่อให้
สังคมสงบสุข เป็นธรรมและเสมอภาคโดยยึดหลักนิติธรรม ”
พันธกิจ (Mission)
1. อำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาคและ
ความเท่าเทียมกันทางสังคม
2. พัฒนาและสร้างระบบสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมให้มี
ความรวดเร็ว สะดวก ทันสมัย และเป็นสากล
3. เสริมสร้างความร่วมมือทางการศาลและกระบวนการยุติธรรมไทย
และต่างประเทศ
4. ธำรงความศรัทธาและความเชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรม
เ พื่ อ ส ร้ า ง ค ว า ม ส ง บ สุ ข แ ล ะ ค ว า ม มั่ น ค ง ข อ ง สั ง ค ม ไ ท ย ที่ ยั่ ง ยื น
ภ า ร กิ จ แ ล ะ เ ข ต ห น้ า ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ
ของศาลแขวงเชียงดาว
ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงเชียงใหม่กับกำหนด
เขตอำนาจและวันเปิดทาการของศาลแขวงเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่(กำหนด
วันเปิดทาการศาลแขวงเชียงดาว วันที่ 1 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ
หลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอานาจศาลแขวงเชียงใหม่กับ
กำหนดเขตอำนาจและวันเปิดทำการของศาลแขวงเชียงดาวในจังหวัดเชียงใหม่
ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ
พิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
1. กำหนดให้เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงเชียงใหม่ โดยให้มีเขตอำนาจใน
อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอดอยหล่อ อำเภอเมืองเชียงใหม่
อำเภอแม่ริม อำเภอแม่วาง อำเภอแม่ออน อำเภอสะเมิง อำเภอสันกาแพง
อำเภอสันทราย อำเภอสันป่าตอง อำเภอสารภี และอำเภอหางดง
2. ให้จังหวัดเชียงใหม่มีศาลแขวงเพิ่มขึ้นอีก 1 ศาล คือ ศาลแขวงเชียงดาว
โดยมีเขตอานาจในท้องที่อำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว อำเภอแม่แตงและ
อำเภอเวียงแหง และให้เปิดทาการศาลแขวงเชียงดาว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563
เป็นต้นไป
3. ในระหว่างที่ยังไม่ได้เปิดทาการศาลแขวงเชียงดาวให้ศาลแขวงเชียงใหม่มี
เขตอานาจตลอด ถึงท้องที่อำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว อำเภอแม่แตง
และอำเภอเวียงแหงด้วย
4. กำหนดให้บรรดาคดีของท้องที่อำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว อำเภอแม่แตง
และอำเภอเวียงแหง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงเชียงดาวและค้างพิจารณา
อ ยู่ ใ น ศ า ล แ ข ว ง เ ชี ย ง ใ ห ม่ ใ น วั น เ ปิ ด ท า ก า ร ศ า ล แ ข ว ง เ ชี ย ง ด า ว ใ ห้ ค ง พิ จ า ร ณ พิ พ า ก ษ า
ต่อไปในศาลแขวงเชียงใหม่ และบรรดาคดีของท้องที่ดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างที่
ศาลแขวงเชียงใหม่มีคำสั่งให้ผัดฟ้องหรือให้ขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน แล้วแต่
กรณี ในวันเปิดทำการศาลแขวงเชียงดาว ให้ศาลแขวงเชียงใหม่มีอำนาจพิจารณา
เกี่ยวกับการผัดฟู องหรือขังระหว่างสอบสวนนั้นต่อไป
คดีอาญาคืออะไร ?
คดีอาญา ได้แก่ คดีที่เกิดขึ้นจากการกระทํา
ฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายบทบัญญัตติว่าการ
กระทําดังกล่าวนั้น เป็นความผิดและมีบทลงโทษ
ทางอาญา เกี่ยวกับความผิดและ โทษซึ่งกำหนด
ไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ
เช่น พระราชบัญญติต่างๆ ซึ่งอาจเป็นความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น ๆ
ซึ่งมีโทษในทางอาญา หรือที่พู ดกันว่าฟ้องให้ติด
คุก หรือรับโทษอื่นในทางอาญา
คดีอาญาเป็นคดีที่เมื่อเกิดขึ้นจะกระทบกระเทือนถึงความ สงบสุขของ
สาธารณชนในบ้านเมือง เช่น มีการฆ่าคนตายเกิดขึ้น มีการใส่ร้ายป้ายสี
หมิ่นประมาทขึ้น มีการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์กัน เกิดขึ้นตัวอย่างคดีที่พบบ่อย
ได้แก่ คดีทำร้ายร่างกาย คดีลักทรัพย์ คดีชิงทรัพย์ คดีปล้นทรัพย์ คดีฆ่าคนตาย
คดีประมาททําให้ผู้อื่น บาดเจ็บหรือเสียชีวิต คดีรับของโจร เป็นต้น
ผู้ต้องหาและจำเลยคือใคร
“ผู้ต้องหา” คือบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังไม่ได้ถูกฟ้อง
ต่ อ ศ า ล แ ล ะ อ า จ จ ะ ถู ก จั บ แ ล้ ว นำ ม า ค ว บ คุ ม ห รื อ ขั ง ไ ว้ เ พื่ อ ทำ ก า ร ส อ บ ส ว น
“จำเลย” คือบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว โดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
โทษทางอาญา…
มีอยู่ 5 สถาน คือ…
1. ประหารชีวิต
จำเลยจะถูกดำเนินการด้วย
วิ ธี ฉี ด ย า ห รื อ ส า ร พิ ษ เ ข้ า
สู่ร่างกาย
2. จำคุก
จำเลยจะถูกจองจำ
ไว้ในเรือนจำ
3. กักขัง
จำเลยจะถูกกักขังไว้ในสถาน
ที่กักขังซึ่งไม่ใช่เรือนจำ
4. ปรับ
ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายใน
กำ ห น ด นั บ แ ต่ วั น ที่ ศ า ล พิ พ า ก ษ า
จะถูกยึดทรัพย์สินหรือถูกกักขัง
แทนค่าปรับ
5. ริบทรัพย์สิน
เป็นโทษที่กระทำแก่ทรัพย์ที่
ถูกยึดไว้เป็นของกลาง
ข้ อ ค ว ร ป ฏิ บั ติ เ มื่ อ ไ ด้ รั บ ห ม า ย ศ า ล
อันดับแรกที่ควรทำคือ ควรตรวจสอบว่าเป็นหมายชนิดใดและเกี่ยวข้อง
กับศาลใด เนื่องจากหมายศาล มีหลายประเภท ได้แก่
- หมายนัด เป็นหมายที่ให้ไปศาลตามวัน เวลาที่กำหนด
- หมายเรียก เป็นหมายที่ส่งไปพร้อมกับสำเนาคำฟ้องเพื่อให้จำเลยแก้
คดีภายในกำหนด นับตั้งแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในคดีแพ่ง
ส่วนคดีอาญาที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีชั้นศาล ในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์
ฟ้องเอง หากศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลจะประทับรับฟ้องไว้
หากเป็นกรณีที่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล ศาลอาจจะออกหมายเรียกให้จำเลย
ม า ศ า ล เ พื่ อ จ ะ ไ ด้ ดำ เ นิ น ก ร ะ บ ว น พิ จ า ร ณ า ต่ อ ไ ป
- คำสั่งเรียกเอกสาร เป็นหมายคำสั่งเรียกเอกสารที่อยู่ในความครอบ
ครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งบุคคลภายนอกของทางราชการ หรือของ
เจ้าหน้าที่และคู่ความฝ่ายหนึ่งต้องการใช้เอกสารนั้น เพื่อประโยชน์ใน
การดำเนินคดีของคู่ความนั้น จึงได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้ผู้ครอบครอง
เอกสารนั้นส่งเอกสารให้แก่ศาล ด้วยตนเองหรือจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
- หมายเรียกให้มาเป็นพยานเบิกความต่อศาลตามวันและเวลาที่กำหนด
ในหมาย
สิ ทธิของผู้ต้องหา
และจำเลย
ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนมีสิทธิดังนี้…
1 . ให้การหรือไม่ยอมให้การต่อพนักงาน
สอบสวน หรือ ขอให้การในชั้นศาล เนื่องจาก
คําให้การนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน ในการ
พิ จ า ร ณ า ค ดี ข อ ง ศ า ล ไ ด้
2 . พบและปรึกษาผู้ที่เป็นทนายความ
เป็นการเฉพาะตัว
3 .ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ
เข้าฟังการสอบ ปากคําตนได้ในชั้นสอบสวน
4 . ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อญาติได้
ตามสมควร
5 . ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็ว
เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย
6 . ยื่นคําร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อ
พนักงานสอบสวนหรือ ต่อศาล แล้วแต่กรณี
ข้อควรปฏิบัติ
เ มื่ อ ถู ก ฟ้ อ ง ใ น ค ดี อ า ญ า
เมื่อถูกฟ้องเป็นจําเลย
1 ควรปรึกษาทนายความและ
แ ต่ ง ตั้ ง ท น า ย ค ว า ม เ พื่ อ ว่ า ค ว า ม
และดําเนินการทางศาลแทน
2 เมื่อจำเลยได้รับหมาย
เรียกให้ยื่นคำให้การจะต้องยื่น
คำให้การภายในกำหนด
3 การนับระยะเวลายื่นคำให้การ
จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับ
หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หรือ
บุคคลอื่นที่อายุเกิน 20 ปี
4 เตรียมหลักประกันเพื่อยื่นคำร้อง
ขอปล่อยชั่วคราวต่อศาล
5 จะต้องมาศาลตามกำหนดนัด
6 หากมีข้อสงสัยให้โทรศัพท์
ส อ บ ถ า ม เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์
ของศาลที่จำเลยถูกฟ้อง
การเตรียมตัวไปศาลในฐานะจำเลย
คดีอาญา
นำหมาย เตรียมสำเนา แต่งกายให้สุภาพ
นัดหรือหมายเรียก ทะเบียนบ้านและ เรียบร้อย
และสำเนาคำฟ้อง
บัตรประจำตัวประชาชน
ไปด้วย
เ ต รี ย ม ห ลั ก ท รั พ ย์ เ พื่ อ ป ร ะ กั น ตั ว
โดยให้สอบถามราคามาตรฐานกลาง
ในการประกันต่อศาลนั้นๆ ก่อน
* หมายเหตุ เมื่อ บุคคลใดถูกฟ้องเป็นจําเลย
ควรปรึกษาและแต่งตั้งทนายความ
ก า ร ยื่ น ข อ ป ล่ อ ย ตั ว ชั่ ว ค ร า ว
ต่ อ ศ า ล ไ ด้ เ มื่ อ ใ ด ? ?
1
เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาและยังไม่ได้
นำตัวมาฝากขังต่อศาลให้ยื่นคำร้อง
ขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงาสอบสวน
2
เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาและพนักงาน
สอบสวนนำตัวมาฝากขังต่อศาล
ให้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาล
3
เมื่อตกเป็นจำเลย
- โดยพนักงานอัยการนำตัวไปฟ้องศาล
- ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ศาลไต่สวนมูลฟ้อง
แล้วคดีมีมูล และศาลประทับรับฟ้อง
4 เมื่อถูกขังตามหมายศาล เช่น จำเลยที่หลบหนีไป
และถูกศาลออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจ
จับกุมจำเลยได้หรือกรณีที่พยานไม่มาศาลและถูกศาล
ออกหมายจับ หรือจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือ
กักขัง และคดีมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้
ประเภทของการปล่อย
ผู้ ต้ อ ง ห า ห รื อ จำ เ ล ย ชั่ ว ค ร า ว
การที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราว
แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. การปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันคือการ
ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้อง
ทำสัญญาประกันและไม่ต้องมีหลักประกัน
เพียง แต่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสาบานหรือ
ปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียก
เท่านั้น
2. การปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันคือการ
ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยก่อน
ปล่อยไปผู้ประกันต้องลงลายมือชื่อในสัญญา
ประกันต่อศาลว่าจะปฏิบัติตามนัดหรือหมาย
เรียกของศาลถ้าไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับตาม
จำนวนเงินที่กำหนดไว้สัญญาประกัน
3. การปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันและหลัก
ประกันคือการปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลย
ชั่วคราวโดยผู้ประกันหรือผู้เป็นหลักประกัน
ต้องลงลายมือชื่อในสัญญาประกันต่อศาลว่า
จะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของศาลและมี
ก า ร ว า ง ห ลั ก ป ร ะ กั น ไ ว้ เ พื่ อ ที่ จ ะ ส า ม า ร ถ บั ง คั บ
เอากับหลักประกันตามจำนวนที่ระบุไว้เมื่อมีการ
ผิดสัญญา
ใครมีสิ ทธิยื่นขอประกันตัว
ผู้ต้องหาหรือจำเลยบ้าง ?
ผู้ต้องหาหรือจำเลย
หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น ญาติพี่น้องผู้บังคับบัญชา
นายจ้าง เพื่อนฝูงสามีภรรยาเพื่อนสนิทหรือแม้กระทั่งพี่เขย
น้องเมียของผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือที่เรียกว่า“นายประกัน”
นายประกันอาชีพ
หมายถึง บุคคลซึ่งยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือ
จำเลย ด้วยการวางหลักทรัพย์ของตนเองเป็นหลักประกัน โดยคิดค่า
ตอบแทนจากการให้ใช้หลักทรัพย์นั้นซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็น
พิเศษ เนื่องจากนายประกันอาชีพบางรายประพฤติตนไม่เหมาะสม
เช่น ใช้เอกสารปลอมในการร้องขอปล่อยชั่วคราวหรือเรียกค่าตอบแทน
สูงเกินสมควรซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยและ
ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของนายประกันอาชีพโดยรวม
เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร ข อ ป ร ะ กั น ตั ว ผู้ ต้ อ ง ห า ห รื อ
จำเลยต่อศาลควรทำอย่างไร?
ชั้นผัดฟ้องฝากขังระหว่างสอบสวน
1. ถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่และพนักงานสอบสวนไม่อาจสอบสวน
ให้เสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนต้องส่งผู้ต้องหามา
ศาลและพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการอาจยื่นคำร้องต่อ
ศาลขอให้ขังผู้ต้องหาไว้ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าฝากขัง
ในกรณีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน
หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทังปรับศาลมีอำนาจสั่งขัง
ได้ครั้งเดียวมีกำหนดไม่เกิน 7 วัน แต่ถ้ามีอัตราโทษเกินกว่านี้
ศาลอาจสั่งขังได้หลายๆ ครั้งติดๆ กันแต่ครั้งหนึ่งไม่เกิน 12 วัน
รวมทั้งหมดไม่เกิน 48 วัน เว้นแต่ความผิดที่มีอัตรสโทษจำคุก
ตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไปศาลสั่งขังได้รวมทั้งหมดไม่เกิน 84 วัน
2. ผู้ต้องหาได้ประกันตัวชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาไม่จำต้องมาศาล
จนกว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะขอฝากขัง แต่ต้องไม่
เกิน 6 เดือน นับแต่วันแรกที่มีการปล่อยชั่วคราว หรือนำตัวผู้ต้องหา
นั้นมาฟ้องต่อศาล
3. สำหรับศาลจังหวัดที่นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้
บังคับ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะต้องขอผัดฟ้องและ
ฝากขังผู้ต้องหานั้นต่อศาลจังหวัดเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในศาลแขวง
เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร ข อ ป ร ะ กั น ตั ว ผู้ ต้ อ ง ห า ห รื อ
จำเลยต่อศาลควรทำอย่างไร?
ชั้น พิ จ า ร ณ า ข อ ง ศ า ล ชั้น ต้น
ผู้ขอประกันมีสิทธิขอประกันตัวต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น หาก
ศาลสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ขประกันก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้
ถ้าศาลอุทธรณ์สั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยืนตาม
ศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดแต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องให้
ปล่อยชั่วคราวใหม่ ต่อมาถ้าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลย
ผู้ ข อ ป ร ะ กั น มี สิ ท ธิ ข อ ป ร ะ กั น ใ น ร ะ ห ว่ า ง พิ จ า ร ณ า ข อ ง ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ห รื อ
ศาลฎีกาได้โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็น
สมควรให้ปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นก็จะสั่งอนุญาต หรือหากศาลชั้นต้น
เ ห็ น เ ป็ น อ ย่ า ง อื่ น ก็ จ ะ ส่ ง สำ น ว น ไ ป ใ ห้ ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ ห รื อ ศ า ล ฎี ก า เ พื่ อ สั่ ง
ในกรณีเช่นนี้ถ้าศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาต ผู้ขอประกันมีสิทธิอุทธรณ์ไปยัง
ศาลฎีกาได้
ทั้งนี้ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจได้รับการปล่อยตัวไปโดยมีหรือ
ไม่มีประกันก็ได้แต่ไม่ต้องวางหลักประกัน ในคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก
อย่างสูงไม่เกิน ๕ ปี หากผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้ถูกจับกุมตัว หรือไม่มี
พฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือไม่ไปข่มขู่หรือสร้างความยุ่งเหยิงให้กับพยาน
เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลย ก่อนที่จะปล่อยไปให้ผู้ต้องหาหรือ
จำเลยสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียก
ห ลั ก ป ร ะ กั น ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร
ข อ ป ล่ อ ย ชั่ ว ค ร า ว
หลักทรัพย์ที่ศาลรับพิจารณาในการขอประกัน ได้แก่
1 เงินสด
2 หลักทรัพย์อื่นๆ
- พันธบัตรรัฐบาล
- สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พร้อมหนังสือรับรอง
- สมุดเงินฝากประจำธนาคาร
- หนังสือค้ำประกันของธนาคาร
- หนังสือรับรองจากส่วนราชการค้ำประกันตามระเบียบ
กระทรวงการคลัง
- หนังสือรับรองกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ พร้อม
แสดงตารางกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพ
- เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน
ห ลั ก ป ร ะ กั น ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร
ข อ ป ล่ อ ย ชั่ ว ค ร า ว
3 มีบุคคลมาเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์(ใช้ตำแหน่ง
ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งทนายความ) โดยต้อง
แสดงหนังสือรับรองตำแหน่งและเงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือนที่ออก
ให้ไม่เกิน 1 เดือน ใช้ประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 10 เท่าของเงินเดือน
หรือรายได้ต่อเดือน แต่ในกรณีที่ใช้ประกันตนเองในฐานความผิดซึ่ง
เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติงานในการประกอบวิชาชีพให้
ประกันได้ไม่เกิน 15 เท่าของเงินเดือน (คดียาเสพติดใช้เฉพาะบิดา
มารดา คู่สมรส บุพการีผู้สืบสันดาน เท่านั้น)
- ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและรับรองตลอดไปแล้วเช็คที่
ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรองและสามารถเรียกเก็บเงินได้ภายใน
วันทำสัญญาประกัน
- หลักประกันเดิมที่วางไว้เป็นประกันต่อพนักงานสอบสวนหรือ
พนักงานอัยการ โดยจะต้องมีหนังสือรับรองจากพนักงานสอบสวน
หรือพนักงานอัยการรับรองว่าได้วางหลักประกันไว้จริงและจะส่มายัง
ศาลพร้อมกับสำเนาสัญญาประกันและเอกสารเกี่ยวกับหลักประเมิน
นั้น
- วางเงินประกันผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงไทยจำกัด
(มหาชน) (KTC mastercard)(ธนาคารคิดค่าธรรมเนียม ร้อยละ 1 )
เ อ ก ส า ร ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร ยื่ น
คำ ร้ อ ง ข อ ป ล่ อ ย ตั ว ชั่ ว ค ร า ว
(จะต้องนำต้นฉบับเอกสารมาให้ตรวจสอบด้วย)
1 เอกสารของผู้ต้องหาหรือจำเลย
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการและสำเนาทะเบียน
บ้านของผู้ต้องหาหรือจำเลย
- หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา 2 ฉบับ ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลย
เป็นชาวต่างชาติหากต้นฉบับอยู่ที่พนักงานสอบสวนให้พนักงานสอบสวน
รับรองสำเนาเอกสารมาด้วย
2 เอกสารของผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการ
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล
3 เอกสารของคู่สมรสของผู้ประกัน (ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้อง
ขอปล่อยชั่วคราวมีหรือเคยมีคู่สมรส)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการ
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล
- ใบสำคัญการสมรส
- ใบหย่า ในกรณีที่หย่า
- ใบมรณบัตรของคู่สมรส ในกรณีที่คู่สมรสตาย
เ อ ก ส า ร ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร ยื่ น
คำ ร้ อ ง ข อ ป ล่ อ ย ตั ว ชั่ ว ค ร า ว
(จะต้องนำต้นฉบับเอกสารมาให้ตรวจสอบด้วย)
4 ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเป็นนิติบุคคล
- หนังสือรับรองนิติบุคคล ที่ออกให้ไม่เกิน 1 เดือน
- วัตถุประสงค์ ที่แสดงว่ามีอำนาจทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาหรือ
จำเลยต่อศาล
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการ
ผู้มีอำนาจ
- ตราประทับของนิติบุคคล
- หนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและ
สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ(ในกรณีมอบอำนาจ)
5 เอกสารแสดงความเป็นญาติ
- ในกรณีที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นประกัน จะต้องแสดงเอกสารที่แสดง
ความเป็นญาติระหว่างผู้ต้องหาหรือจำเลยกับผู้ที่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
และบัญชีเครือญาติ
6 การมอบอำนาจ
- ในกรณีใช้หลักทรัพย์อย่างอื่นนอกจากการใช้ตำแหน่งมาเป็น
หลักประกัน สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมากระทำการแทนได้หนังสือมอบอำนาจ
จะต้องให้นายอำเภอหรือผู้ทำการแทน เป็นพยานถ้าทำในต่างประเทศที่มี
กงสุลไทย ให้กงสุลไทยเป็นพยาน ถ้าเป็นเมืองที่ไม่มีกงสุลไทยต้องให้โนตารี
ปับลิกหรือแมยิสเตร็ดเป็นพยานและต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศ
แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำได้
ขั้ น ต อ น ก า ร ป ร ะ กั น ตั ว ผู้ ต้ อ ง ห า
หรือจำเลย
1
ข อ แ บ บ พิ ม พ์ คำ ร้ อ ง ข อ ป ร ะ กั น ตั ว ไ ด้
จ า ก เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ ข อ ง ศ า ล
2
เขียนคำร้องขอประกันตัวได้เองโดย
ขอคำแนะนำหรือดูตัวอย่างได้จาก
เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ
3
ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยลงชื่อในคำร้อง
ขอประกันตัวหากผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้
ถูกขังอยู่ที่ศาล ไม่ต้องนำคำร้องไปให้จำเลย
ลงชื่อ
**จะมีหมายเหตุที่ท้ายหมายปล่อย ระบุชื่อ
ผู้ขอประกันไว้และให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
สอบถามจำเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่หาก
คัดค้านให้งดการปล่อยและส่งหมายคืนศาล
ขั้ น ต อ น ก า ร ป ร ะ กั น ตั ว ผู้ ต้ อ ง ห า
หรือจำเลย
4
นายประกันยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อม
ห ลั ก ฐ า น ต่ า ง ๆ ที่ เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์
5
เ มื่ อ เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ ไ ด้ ต ร ว จ คำ ร้ อ ง
และหลักฐานเรียบร้อยแล้วจะลงบัญชีรับเรื่องไว้
เป็นหลักฐาน แล้วนำเสนอคำร้องต่อผู้พิพากษา
เพื่อพิจารณาสั่งคำร้อง เมื่อผู้พิพากษาสั่งคำร้อง
แล้ว จะส่งคำร้องขเประกันตัวกลับคืนไปที่
เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ
6
เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ จ ะ แ จ้ ง คำ สั่ ง ข อ ง ศ า ล
ให้นายประกันทราบ หากศาลมีคำสั่งอนุญาต
เจ้าหน้าที่จะเก็บหลักประกันหรือรับเงินประกัน
โดยเจ้าหน้าที่จะออกใบรับหลักฐานการขอประกัน
และใบรับเงินให้
นายประกันมีหน้าที่ 1
อย่างไรบ้าง?
2 ให้ชื่อและที่อยู่ตามจริงต่อศาล ซึ่งต้อง
เป็นที่อยู่ปัจจุบันและสามารถติดต่อได้ทันที
หากมีการย้ายที่อยู่ต้องแจ้งให้ศาลทราบ
โดยเร็ว
เมื่อศาลอนุญาตให้ประกันต้องเซ็น
สัญญาประกันไว้เป็นหลักฐาน และต้องเซ็น
ทราบกำหนดวันเวลา ส่งตัวผู้ต้องหาหรือ
จำเลยมายังศาลด้วย
3 ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาล
ในชั้นฝากขัง ใ นชั้ นพิ จารณาของศาล
นายประกันต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือ เมื่อศาลนัดให้จำเลยไปศาลในวันใด
จำเลยที่ตนประกันให้มาศาลในวันที่ครบ ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น ก า ร นั ด สื บ พ ย า น นั ด ฟัง คำ พิ พ า ก ษ า
กำหนดการฝากขังแต่ละครั้ง นั ด ไ ป ส อ บ ถ า ม ห รื อ นั ด เ พื่ อ ก า ร อื่ น ใ ด น า ย ป ร ะ กั น
ต้องนำจำเลยไปส่งศาลทุกครั้งแต่หาก
นายประกันผิดนัดไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาหรือ
จำเลยมาศาลได
กรณีนายประกันถูกศาลสั่ งปรับ
ต้องทำอย่างไร
หากเมื่อใดที่ศาลสั่งปรับนายประกันตามสัญญาประกันนายประกันต้อง
นำเงินค่าปรับตามคำสั่งศาล มาชำระต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด
แต่อาจขอผ่อนชำระได้โดยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาล ถ้านายประกันไม่นำเงิน
ค่าปรับมาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ศาลอาจสั่งให้ยึดเงินหรือ
นำทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมา
ชำระค่าปรับต่อไปและถ้าได้เงินไม่พอชำระค่าปรับ ศาลอาจยึดทรัพย์สินอื่น
ของนายประกันออกขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าปรับจนครบถ้วนได้
ทั้งนี้นายประกันที่ศาลสั่งปรับตามสัญญาประกัน มีสิทธิอุทธรณ์
คำสั่งศาลหรือของดหรือลดหรือผ่อนชำระค่าปรับต่อศาลได้เมื่อนำตัวจำเลย
มาส่งศาล (การพิจารณาลดค่าปรับให้หรือไม่เพียงใดเป็นดุลพินิจของ
ศาลชั้นต้น แต่นายประกันก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้)
การขอรับหลักทรัพย์หรือ
เงินสดคืนจากศาล
เมื่อคดีถึงที่สุดหรือศาลอนุญาต
ให้ถอนประกัน หรือสัญญาประกันสิ้น
สุดลงด้วยเหตุอื่นความรับผิดตาม
สัญญาประกันสิ้นสุดลงนายประกัน
สามารถขอหลักประกันคืนได้ทันทีโดย
ยื่นคำร้องขอต่อศาลและแนบหลักฐาน
คือใบรับหลักฐานหรือใบรับเงิน ที่ศาล
ออกให้เมื่อครั้งที่ยื่นขอปล่อยชั่วคราว
หากใบรับหลักฐานหรือใบรับเงิน
สูญหายต้องแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน
ตำรวจและนำใบรับแจ้งความมาแสดง
ต่อศาล โดยปกติแล้วนายประกันต้อง
ยื่นคำร้องด้วยตนเอง หากไม่สามารถ
มารับได้ด้วยตนเองสามารถมอบฉันทะ
ให้ผู้อื่นมารับหลักทรัพย์หรือเงินสด
แทนได้โดยสามารถขอรับใบมอบฉันทะ
ไ ด้ ที่ เ จ้ า ห น้ า ที่ ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ ข อ ง ศ า ล
การคุมประพฤติและทำงาน
บริการสั งคมแทนค่าปรับ
ในกรณีศาลพิพากษาปรับไม่เกิน 80,000 บาท ผู้ต้องโทษที่เป็น
บุคคลธรรมดา และไม่มีเงินชำระค่าปรับ อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่
พิ พ า ก ษ า ค ดี ข อ ทำ ง า น บ ริ ก า ร สั ง ค ม ห รื อ ทำ ง า น ส า ธ า ร ณ ป ร ะ โ ย ช น์
แทนค่าปรับ ซึ่งคำสั่งของศาลในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำขอ
ถือเป็นที่สุด
ทำงานสาธารณะประโยชน์
งานบริการสังคม
การรื้อฟื้ นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่
ค ดี ที่ มี คำ พิ พ า ก ษ า ถึ ง ที่ สุ ด ใ ห้ บุ ค ค ล ต้ อ ง รั บ โ ท ษ ท า ง อ า ญ า แ ล้ ว อ า จ มี
การร้องขอรื้อฟื้ นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หากมีเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
1 พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัย
เ ป็ น ห ลั ก ใ น ก า ร พิ พ า ก ษ า ค ดี อั น ถึ ง ที่
สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดใน
ภายหลังว่าเบิกความเท็จหรือไม่ถูก
ต้องตรงกับความจริง
2 พยานหลักฐานอื่น ซึ่งศาลได้
อ า ศั ย เ ป็ น ห ลั ก ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า
พิ พ า ก ษ า ค ดี ไ ด้ มี คำ พิ พ า ก ษ า ถึ ง ที่ สุ ด
ในภายหลังว่าเป็นพยานหลักฐาน
ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้อง
ตรงกับความจริง
3 มีหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญ
แก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีที่ถึงที่สุด
จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องโทษอาญานั้น
ไม่ได้กระทำผิด
หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่รื้อฟื้ นคดีขึ้น
พิ จ า ร ณ า ใ ห ม่ ว่ า บุ ค ค ล นั้ น มิ ไ ด้ เ ป็ น ผู้ ก ร ะ ทำ ค ว า ม ผิ ด
บุคคลนั้นหรือทายาทย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทน รวมถึง
บ ร ร ด า สิ ท ธิ ที่ เ สี ย ไ ป เ พ ร า ะ ผ ล แ ห่ ง คำ พิ พ า ก ษ า นั้ น คื น
ไปศาลควรปฏิบัติตนอย่างไร
เมื่อเข้าไปในเขตศาล ควรปฏิบัติตน ดังนี้
ห้ามนำอาวุธ ยาเสพติด
และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดเข้าไป
ในเขตศาล
ห้ามส่งเสียงดังทะเลาะวิวาทกันในศาล
ไ ม่ เ ปิ ด ป ร ะ ตู เ ข้ า ๆ อ อ ก ๆ ห้ อ ง พิ จ า ร ณ า ข ณ ะ
ที่ศาลนั่งบัลลังก์ให้เป็นที่รำคาญแก่ผู้อื่น
ห้ามบันทึกภาพ เสียง
หรือบันทึกวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาต
ห้ามสูบบุหรี่
ห้ามพู ดคุยกัน
ห้ามนั่งหลับ ในห้องพิจารณา
ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ
เ มื่ อ อ ยู่ ใ น ห้ อ ง พิ จ า ร ณ า ค ดี
ต้องปฏิบัติตนอย่างไร
ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น เ มื่ อ เ ข้ า ไ ป ใ น ห้ อ ง พิ จ า ร ณ า ค ดี
ควรปฏิบัติตน ดังนี้
- ขณะที่ศาลออกนั่งพิจารณาคดีผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีต้องแต่ง
กายสุภาพ เรียบร้อย
- เมื่ออยู่ในห้องพิจารณาคดีต้องสำรวม เมื่อศาลขึ้นหรือลงบัลลังก์
ต้องลุกขึ้นทำความเคารพ
- ขณะนั่งฟังการพิจารณาคดีต้องสำรวมสุภาพไม่พู ดคุยกันไม่นั่งหลับ
ไม่นั่งไขว่ห้าง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่สวมแว่นตาดำ
ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม
- เมื่อศาลอ่านรายงานกระบวนการพิจารณาคดีใดผู้เกี่ยวข้องคดีนั้น
ต้องลุกขึ้นยืนฟัง หากบุคคลใดมีข้อความจะแถลงต่อศาลต้องลุกขึ้น
ยืนพู ด ห้ามนั่งพู ด
การสู้ คดีในศาล
1. กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ พนักงานอัยการต้องนำตัวผู้ต้องหา
มาศาล และศาลอาจสั่งประทับฟ้องได้เลยทีเดียวโดยไม่ต้องทำการ
ไต่สวนมูลฟ้อง
2. กรณีราษฎรเป็นโจทก์ ศาลจะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนโดยศาล
จะส่งสำเนาฟ้องกับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ จำเลยจะมาหรือไม่มา
ฟังการไต่สวยหรือจะตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้
ในวันไต่สวนมูลฟ้อง ถ้าจำเลยจะรอฟังคำสั่งศาล จำเลยควรเตรียม
หลักทรัพย์มาเพื่อขอประกันตัวด้วย เพราะหากศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้
ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ศาลอาจรับตัวจำเลยขังไว้ในระหว่าพิจารณา
ได้ ทางปฏิบัติศาลอาจไม่รับตัวจำเลยไว้ขังทันที แต่จะให้โอกาสจำเลย
เตรียมตัวสู้คดี โดยจะนัดวันให้จำเลยยื่นคำให้การแก้คดีอีกครั้งหนึ่ง ในวัน
นัดแก้คดีจึงจะรับตัวจำเลยไว้ขังในระหว่างพิจารณา เว้นแต่จำเลยจะมี
ประกันตัวไป
จดบันทึก
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................
..................................................