1
2
คำนำ
จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 พบว่าพฤติกรรมท่ีพัฒนาส่วนใหญ่ของ
นักเรียนคือเร่ืองระเบียบวินัย การเข้าแถวในตอนเช้า และการเข้าแถวไปเรียนหรือทากิจกรรมต่างๆ เนื่องจาก
นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสาคัญ และขาดการเอาใจใส่ในเรื่องการเข้าแถวให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นระเบียบ
วินัยพื้นฐานในการปฏิบัติตน ดังน้ันครูจึงได้นาปัญหานี้มาอภิปรายแลกเปลี่ยนกับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี
๔ ถึงแนวทางและวิธีปฏิบัติท่ีจะทาให้นักเรียนมีระเบียบวินัยในการเข้าแถวมากย่ิงข้ึน จึงได้คิดทาโครงงาน
"สัญญาณธง ดารงวินัย" เพ่ือแก้ไขและส่งเสริมให้นักเรียนมีระเบียบมีวินัย และสามารถปฏิบัติตามแนวทาง
ขอ้ กาหนดของชน้ั เรียนเพื่อทาให้สามารถอยู่ร่วมกนั อย่างมีความสุขตามคุณธรรมอตั ลกั ษณ์ของโรงเรียน
นักเรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4
ผจู้ ดั ทา
3
สำรบัญ
เรื่อง หน้ำ
บทท่ี 1 บทนา ....................................................................................................................4
บทท่ี 2 เอกสารที่เกีย่ วขอ้ ง ................................................................................................8
บทท่ี 3 วธิ กี ารดาเนินงาน ..................................................................................................14
บทท่ี 4 ผลการศึกษาค้นคว้า ..............................................................................................15
บทที่ 5 สรปุ ผล ..................................................................................................................16
ภาคผนวก
รูปภาพ ..............................................................................................................................17
4
บทท่ี 1
บทนำ
1.ท่มี ำและควำมสำคัญ
ความมีระเบียบวินัย คือ กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับที่กาหนดขึ้นเพ่ือเป็นหลักปฏิบัติและควบคุม
พฤติกรรมของคนในสังคม จุดประสงค์เพื่อให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติในส่ิงท่ีดีงามเป็นแบบแผนอันหนึ่งอัน
เดียวกัน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังน้ัน วินัยของนักเรียน จึงหมายถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่โรงเรีย น
กาหนดข้ึนเพ่ือให้นักเรียนได้ประพฤติปฏิบัติความสงบสุขของสังคมในโรงเรียนและฝึกฝนให้นักเรียนเป็นผู้มี
ระเบียบวินัย ซึ่งทางโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 ปัญหาของนกั เรียนทไ่ี ม่มีระเบียบวินัยในการเข้าแถวทา
กิจกรรมต่างๆและการเดินแถวไปยังท่ีต่างๆล้อเล่นกันขณะทากิจกรรม ทาให้กิจกรรมต่างๆเกิดความล้าช้าขึ้น
ทาใหน้ ักเรยี นเกิดแนวคิดท่จี ะช่วยกันหาวิธีแก้ปญั หาท่ีเกดิ ขึน้ เพือ่ ใหน้ กั เรียนมพี ฤติกรรมเชงิ บวกมากขน้ึ
คณะผู้จัดทาตระหนักถึงความสาคัญของความมีระเบียบวินัย การปลูกฝังระเบียบวินัยให้กับนักเรียน
ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จึงได้เริ่มทาโครงงานคุณธรรมเร่ือง สัญญาณธง ดารงวินัย โดยน้อมนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ไดใ้ ช้แนวทางของมลคลชีวิตประการท่ี ๙ คือ มีวินัยทดี่ ี วินัยคือข้อกาหนด
ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพ่ือควบคุมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข วินัย
ของนกั เรยี น
คณะผู้จัดทาได้ดาเนินการให้โดยการใช้เสียงเพลงหรือเสียงออดโรงเรียนเป็นสัญญาณในการบ่งบอก
พฤติกรรมของนกั เรยี นว่าเข้าแถวและเดินแถวเป็นระเบียบวินยั ของสมาชิกในหอ้ ง
2.วัตถปุ ระสงค์ (KPA)
2.1 เพอ่ื ให้นักเรียนฝกึ การเข้าแถวให้เปน็ ระเบยี บ
2.3 เพอื่ ปลูกฝังใหน้ กั เรียนมีระเบยี บวินยั และช่วยเหลอื กัน
นกั เรียนเขา้ ใจ และตระหนักในการรักษาระเบยี บวนิ ยั
2.2 เพ่ือให้
3. ปญั หำ
นักเรียนขาดวินัยในการเข้าแถว และเดินแถวไม่เป็นระเบียบ จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน
ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 พบว่าพฤติกรรมที่เป็นข้อควรพัฒนาส่วนใหญ่ของนักเรียนคือเรื่องระเบียบวินัย
การเข้าแถวในตอนเช้า และการเข้าแถวไปเรียนหรือทากิจกรรมต่างๆ เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้
ความสาคัญ และขาดการเอาใจใสใ่ นเรื่องการเขา้ แถวให้เรยี บร้อย ซึ่งเป็นระเบยี บวนิ ัยพ้ืนฐานในการปฏบิ ตั ติ น
5
4. สำเหตุของปัญหำ
นักเรียนขาดความตระหนักในเร่อื งระเบียบวินัยในการเข้าแถว และการเดินแถวไปทากิจกรรมต่างๆ
อย่างมีระเบยี บ รวมทั้งการมีน้าใจในการชว่ ยเหลือตักเตอื นกนั แบบเป็นกลั ยาณมิตร
5.เปำ้ หมำย นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ จานวน 33 คน
- เชงิ ปริมำณ นกั เรยี นระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 รอ้ ยละ80
- เชงิ คณุ ภำพ มีระเบียบวนิ ยั ในการเขา้ แถว และการเดินแถวไปทากจิ กรรมต่างๆ อย่างมรี ะเบยี บ
รวมทั้งการมีน้าใจในการช่วยเหลอื ตักเตือนกันแบบเปน็ กัลยาณมติ ร
- เป้ำหมำยระยะสัน้ (ระยะเวลา 3 เดอื น) นกั เรียนระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนราชประชานุ
เคราะห5์ 0 มนี ักเรียนมรี ะเบยี บวนิ ัยในการเข้าแถวและการเดนิ แถวไปทากิจกรรมต่างๆอย่างมีระเบียบ
- เปำ้ หมำยระยะยำว (ระยะเวลา 6 เดือน) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 มคี วามตระหนกั ใน
การเขา้ แถวใหเ้ ปน็ ระเบียบ และการเดินแถวไปทากจิ กรรมต่างๆรวมทั้งการมีนา้ ใจในการช่วยเหลอื
ตักเตือนกนั แบบเป็นกัลยาณมิตรดว้ ยจิตสาธารณะ
6.วธิ กี ำรแกไ้ ขปัญหำ
6.1 นักเรยี นและครอู ภิปรายร่วมกันเก่ียวกับการปฏิบัติตนตามระเบยี บวินัยของห้องเรยี น โดยเฉพาะ
การเขา้ แถวให้เป็นระเบยี บ
6.2 นกั เรียนและครูแลกเปลี่ยนและเสนอแนวทางหรือวิธกี ารทีจ่ ะทาให้เขา้ แถวไดเ้ ปน็ ระเบียบ
เรยี บรอ้ ยมากย่ิงขึน้
6.3 นกั เรยี นฝึกการเข้าแถวใหเ้ ป็นระเบยี บ และการเดนิ แถวไปเรียน หรอื ทากิจกรรมตา่ งๆ
6.4 เสรมิ แรงบวก เมื่อนกั เรียนปฏบิ ตั ติ ามระเบียบ และมีพฤตกิ รรมที่ดขี น้ึ
7.หลกั ธรรมที่นำมำใช้
"มงคล ๓๗ ประการ” คือเหตแุ หง่ ความสุข ความกา้ วหน้าในการดาเนนิ ชีวติ ซ่ึงพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง
ไวใ้ ห้พุทธศาสนิกชนไดพ้ ึ่งปฏิบตั ิ นามาจากบทมงคลสูตรท่ีพระพทุ ธเจา้ ตรัสตอบปัญหาเทวดาท่ีถามว่าคณุ ธรรม
อันใดท่ที าใหช้ ีวิตประสบความเจรญิ หรอื มี "มงคลชีวติ " ซึ่งมี ๓๘ ประการ
การทาโครงงานคุณธรรม "สัญญาณธง แถวตรงคงวินัย" ได้ใช้แนวทางของมลคลชีวิตประการท่ี ๙ คือ มี
วินัยที่ดี วินัยคือข้อกาหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสามารถอยู่
ร่วมกันอย่างมีความสุข
ควำมเช่ือมโยงสูค่ ณุ ธรรมอตั ลักษณ์ = ควำมมวี ินัย
6
9. คุณธรรมอตั ลกั ษณ์ (ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง)
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ต้ังแต่
ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่ือให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นท่ีจะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อัน
เกิดจากการเปล่ียนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ท้ังน้ี จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความ
ระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการทุกข้ั นตอน และ
ขณะเดยี วกันจะต้องเสรมิ สรา้ งพื้นฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าทขี่ องรัฐ นักทฤษฎี และนกั ธรุ กิจ
ในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ท่ีเหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความ
อดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความ รอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเรว็ และกวา้ งขวางทง้ั ด้านวัตถุ สงั คม สง่ิ แวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ป็นอย่างดี
ความเช่ือมโยงสู่คุณธรรมอัตลักษณ์: จิตอาสา พฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก : ผู้บริหารและครูมีการปฏิบัติ
เป็นแบบอย่างที่ดีในเร่ืองของความมีวินัยและรับผิดชอบ และเอาใจใส่ในให้นักเรียนในการเรียนการสอน
การปฏิบัติตนของนักเรียน นักเรียนทางานที่ได้รับมอบหมายตรงตามเวลาและห้องเรียนมีความสะอาด
7
เรียบรอ้ ย นักเรียนทิ้งขยะใหเ้ ป็นทเ่ี ป็นทาง มีการปรับปรงุ ห้องเรยี นและสื่อการเรยี นรูต้ ่างๆภายในห้องเรยี นจน
ทาใหเ้ กดิ บรรยากาศที่เออื้ ตอ่ การเรียนรู้
พฤติกรรมบงช้ีเชิงบวก (นักเรียน)
1.นกั เรยี นรู้จกั จดั ระเบยี บแถวและเดนิ แถวไปยังสถานที่ต่างๆกนั เองอย่างมรี ะเบียบ โดยที่ครไู ม่ตอ้ งบอก
2.นกั เรียนรจู้ ักบทบาทหน้าที่ของตนเอง และมีความรับผดิ ชอบในการทาเวรประจาวันของตนเอง
10.ประโยชน์ทีค่ ำดวำ่ ไดร้ ับ
1.นักเรยี นรู้จกั จัดการเร่ืองระเบียบวินัยกับตนเองและเพ่ือนๆมากยงิ่ ข้นึ
2.นักเรยี นรจู้ กั คาว่าเสียสละ เอื้อเฟอื้ เผื่อแผ่
3.นักเรียนรจู้ ักความสามัคคี เหน็ คณุ ค่าของการทางานร่วมกัน
8
บทที่ 2
เอกสำรที่เก่ียวข้อง
มงคลท่ี 9 มวี นิ ยั
อนั วนิ ัย นาระเบยี บ สู่เรยี บรอ้ ย
คนใหญ่น้อย เปรมปรีดิ์ ดนี ักหนา
วินัยสร้าง กระจา่ งข้อ ก่อศรัทธา
เพราะรักษา กตกิ า พาร่วมมือ
ไม่พูดเท็จ พดู สอดเสยี ด และพูดมาก
ละความยาก สรา้ งวิบาก ฝากยึดถือ
คนหมมู่ าก มักถางถาก ปากข่าวลอื
ตอ้ งสตั ย์ซ่ือ ถอื วนิ ัย ใช้รว่ มกัน
วินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ข้อบังคับสาหรับควบคุมความประพฤติทางกายของคนในสังคมให้
เรียบร้อยดีงามเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกัน ด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระท่ังซึ่งกัน
และกัน ให้ห่างไกลจากความชั่วท้ังหลายการอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่าถ้าขาดระเบียบวินัย ต่างคนต่างทาตาม
อาเภอใจ ความขัดแย้งและลักลั่นก็จะเกิดข้ึนย่งิ มากคนก็ยิ่งมากเร่อื ง ไม่มีความสงบสุข การงานทท่ี าก็จะเสียผล
ถ้าประชาชนแต่ละคนเป็นเสมือนดอกไม้แต่ละดอก ดอกไม้ทั้งหลายเหล่าน้ีจะด้อยค่าลง หากวางอยู่
ระเกะระกะกระจัดกระจาย ทั้งยังทาให้รกรุงรังอีกด้วยแต่เม่ือเรานาดอกไม้เหล่านี้มาร้อยรวมเข้าด้วยกันด้วย
เส้นด้ายดอกไมเ้ หล่าน้ีกจ็ ะกลายเป็นพวงมาลัยอนั งดงามเหมาะท่ีจะนาไปใช้ประดับตกแต่งให้ เจรญิ ตาเจริญใจ
เสน้ ด้ายท่ใี ชร้ ้อยดอกไม้ใหร้ วมกนั อยอู่ ยา่ งมีระเบียบงดงามนน้ั เปรยี บเสมือนวินยั
วินัยจึงเป็นสิ่งท่ีใช้ควบคมคน ให้คนเราใช้ความรู้ ความสามารถไปในทางที่ถูกท่ีควร คือทาให้เป็นคน
“ฉลาดใช้” นนั่ เอง
ชนดิ ของวนิ ยั
ตวั เรามีของสาคัญ 2 อยา่ ง คือ ชีวติ กบั จิตใจ
ชีวติ ของเราข้ึนอยกู่ บั ระบบโลก ตอ้ งพ่งึ โลกชีวิตจงึ จะเจริญ
จติ ใจ ของเราขน้ึ อยู่กบั ระบบธรรม ตอ้ งพึ่งธรรม จิตใจจึงจะเจรญิ
เพื่อให้ชวี ติ และจิตใจ เจรญิ ทง้ั 2 ทาง เราจงึ ตอ้ งดาเนนิ ชีวิตใหส้ อดคล้องกันทง้ั 2 ดา้ นด้วย
ผูท้ ่ีฉลาดรู้ ก็ตอ้ งศึกษาใหร้ ูท้ ั้งทางโลกและทางธรรม
ผูท้ ี่ฉลาดทา ก็ต้องทาให้เปน็ ใหถ้ กู ต้อง ท้ังทางโลกและทางธรรม
9
เช่นกัน ผู้ท่ฉี ลาดใช้ ก็ตอ้ งมวี ินยั ทางโลกและวนิ ัยทางธรรมคอยช่วยกากับ ความรู้ และความสามารถเอาไว้
วนิ ยั ทำงโลก หมายถึง ระเบยี บสาหรรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่งเป็นขอ้ ตกลงของคนในสังคมน้ัน
ท่ีจะให้ทาหรือไม่ให้ทาบางส่ิงบางอย่างซ่ึงบางครั้งเราก็เรียกช่ือแยกแยะออกไปหลายอย่าง เช่น กฎหมาย
พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกากฎข้อบังคับ ระเบียบ ธรรมเนียมประเพณี คาสั่ง ประกาศ กติกา ฯลฯ ส่ิง
เหล่านรี้ วมเรยี กว่า วินยั ทางโลกท้ังส้ิน
วินัยทำงธรรม
เน่อื งจากเราชาวพทุ ธ มีทง้ั คฤหสั ถ์และบรรชิต ดังน้ันวนิ ัยทางศาสนาจึงมี 2 ประเภท คอื
1. อนาคารยิ วนิ ัย วนิ ัยสาหรบั ผู้ออกบวช ไดแ้ ก่ วินัยของพระภกิ ษุ
2.อาคาริยวินัย วินัยสาหรับผู้ครองเรือน หรือประชาชนชายหญิงทั่ว ๆ ไปอนาคาริยวินัยจุดมุ่งหมาย
สูงสุดของนักบวช คือความหมดกิเลส ผู้จะหมดกิเลสได้ต้องมีปัญญาอย่างยิ่ง ผู้จะมีปัญญาอย่างย่ิงได้จะต้องมี
สมาธิอย่างยงิ่ ผู้จะมีสมาธอิ ย่างย่ิงได้ จะต้องตั้งอยูบ่ นฐานของศีลอย่างยิ่ง คอื อนาคาริยวินยั 4 ประการอนั เป็น
พ้นื ฐานของความบรสิ ทุ ธ์ิ ไดแ้ ก่
- ปาฏิโมกขสังวร คือ การสารวมอยู่ในศีล ๒๒๗ ข้อท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เว้นข้อท่ี
พระองค์ทรงหา้ มทาตามข้อทพี่ ระองคท์ รงให้ปฏิบตั ิ
- อินทรียสังวร คือ การรู้จักสารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เพลิดเพลินไปกับอารมณ์อันน่าใคร่
อันเกิดจากการเห็นรูปฟังเสียง ดมกล่ิน ลิ้มรส สัมผัส และการรับรู้อารมณ์ทางใจ อะไรที่ไม่ควรดูก็อย่าไปดู
อะไรไม่ควรฟังก็อย่าไปฟัง อะไรไม่ควรดมก็อย่าไปดม อะไรไม่ควรล้ิมชิมรสก็อย่าไปชิมอะไรไมควรถูกต้อง
สมั ผัสกอ็ ยา่ ไปสัมผัส และอะไรท่ไี ม่ควรคิดกอ็ ยา่ ไปคดิ
- อาชีวปาริสุทธสังวร คือ การหาเลี้ยงชีวิตในทางท่ีชอบ ได้แก่ การบิณฑบาต สาหรับการเลี้ยงชีวิต
ในทางที่ผิด เช่นการหาลาภสังการะด้วยการใบ้หวย การเป็นหมดดู การเป็นพ่อส่ือแม่ชัก การประจบชาวบ้าน
จดั เปน็ การกระทาทผี่ ดิ พระวนิ ัย
- ปัจจัยปัจจเวกขณะ คือ การพิจารณาก่อนท่ีจะบริโภคหรือใช้ปัจจัย 4 ว่าส่ิงน้ันเป็นเพียงเคร่ืองหล่อ
เลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้เหมือนน้ามันหยอดเพลารถให้รถแล่นไปได้เท่าน้ันพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมบรรเทาความหลง
ความมัวเมาในอาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยู่ ยารักษาโรคได้ ทาให้กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกินเมื่อแรกเริ่ม
พระพุทธศาสนายังไม่มีการบัญญติวินัย เพราะพระภิกษยุ ังมีจานวนน้วย และทุกรูปต่างก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
ธรรมอย่างเคร่งครัดทราบดีว่าอะไรเป็นสิ่งควรทาหรือไม่ควรทาต่อมาพระภิกษุมีจานวนมากขึ้นและมีผู้
ประพฤติไม่ค่อยดีหลงเข้ามาบวชด้วยไปทาสิ่งที่ไม่สมควรข้ึน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญติวินัยข้ึนทีละ
ข้อ วินัยทุกข้อในพระพุทธศาสนาจึงมีท่ีมาท้ังสิ้น ตัวอย่างเช่น วินัยข้อแรกในพุทธศาสนาเกิดข้ึนเพราะ
พระภิกษุรูปหนึ่งช่ือสุทิน ได้ย้อนกลับไปร่วมหลับนอนกับภรรยาเก่า เพราะบิดามารดาขอร้องเพ่ือให้มีทายาท
ไว้สอื สกลุ พระสัมมาสัมพุทธเจา้ จึงทรงบัญญตั วิ ินยั ขอ้ ท่ี 1 ขึน้ ว่า “ห้ามเสพเมถนุ ”
10
อนำคำริยวินยั
จุดมุ่งหมายสงู สุดของนักบวช คือความหมดกิเลส ผจู้ ะหมดกิเลสได้ต้องมปี ัญญาอย่างยิ่ง ผู้จะมีปญั ญา
อยา่ งย่ิงได้จะต้องมีสมาธิอย่างย่ิง ผจู้ ะมสี มาธิอยา่ งยงิ่ ได้ จะต้องตง้ั อยบู่ นฐานของศีลอย่างยิ่ง คืออนาคาริยวินัย
4 ประการ อันเป็นพ้ืนฐานของความบรสิ ทุ ธ์ิ ไดแ้ ก่
1. ปาฏิโมกขสังวร คือการสารวมอยู่ในศีล 227 ข้อ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เว้นข้อที่
พระองค์ทรงห้าม ทาตามข้อท่ีพระองค์ทรงไวป้ ฏบิ ัติ
2. อินทรียสังวร คือการรู้จักสารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เพลิดเพลินไปกับอารมณ์อันน่าใคร่
อันเกิดจากการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ล้ิมรส สัมผัส และการรับรู้อารมณ์ทางใจ อะไรที่ไม่ควรดูก็อย่าไปดู
อะไรที่ไม่ควรฟังก็อย่าไปฟัง อะไรท่ีไม่ควรดมก็อย่าไปดม อะไรท่ีไม่ควรลิ้มชิมรสก็อย่าไปชิม อะไรท่ีไม่ควร
ถูกต้องสัมผัสก็อย่าไปสัมผัส และอะไรท่ไี มค่ วรคิดก็อย่าไปคิด
3. อาชีวปารสิ ุทธิ คอื การเล้ยี งชีวติ ในทางท่ีชอบ ไดแ้ ก่ การบิณฑบาต สาหรบั การเลี้ยงชีวิตในทางท่ีผิด
เชน่ การหาลาภสกั การะดว้ ยการ ใบ้หวย การเป็นหมอดู การเป็นพ่อส่อื แมช่ ัก การประจบชาวบา้ น จดั เป็นการ
กระทาทผี่ ดิ พระวินัย
4.ปจั จยปัจจเวกขณะ คือการพิจารณาก่อนท่ีจะบริโภคหรือใช้ ปัจจัย 4 ว่าส่ิงน้ันเป็นเพียงเคร่ืองหล่อ
เลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ เหมือนน้ามันหยอดเพลารถให้รถแล่นไปได้เท่านั้น พิจารณาดังนี้แล้วย่อมบรรเทาความหลง
ความมัวเมาในอาหาร เคร่ืองนุ่งหม่ ทอี่ ยู่อาศัยและยารกั ษาโรคได้ ทาให้กนิ เพอื่ อยู่ ไม่ใชอ่ ยู่เพ่ือกิน เม่ือแรกเร่ิม
พระพุทธศาสนายังไม่มีการบัญญัติวินัย เพราะพระภิกษุมีจานวนน้อย และทุกรูปต่างก็ต้ังใจประพฤติปฏิบัติ
ธรรมอย่างเคร่งครัด ทราบดีว่าอะไรเป็นสิ่งควรทาหรือไม่ควรทา ต่อมาพระภิกษุมีจานวนมากข้ึน และมีผู้
ประพฤติไม่ค่อยดีหลงเข้ามาบวชด้วย ไปทาส่ิงที่ไม่สมควรขน้ึ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติวินัยข้ึนทีละ
ข้อ วินัยทุกข้อในพระพุทธศาสนาจึงมีท่ีมาทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น วินัยข้อแรกในพระพุทธศาสนาเกิดข้ึนเพราะมี
พระภิกษุรูปหนึ่ง ชอื่ สทุ นิ ได้ย้อนกลบั ไปร่วมหลับนอนกับอดตี ภรรยา เพราะบิดามารดาขอร้องเพ่ือให้มีทายาท
ไว้สบื สกลุ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าจงึ ทรงบญั ญัติวนิ ัยขอ้ ท่ี 1 ขน้ึ ว่า “หา้ มเสพเมถุน” เปน็ ต้น
วตั ถปุ ระสงคท์ พ่ี ระสมั มำสัมพุทธเจ้ำทรงบัญญัติวินัย
1.เพอ่ื รองรับความตั้งอยูด่ ีของหมสู่ งฆ์
2.เพื่อขม่ บคุ คลผู้เกอ้ ยาก
3.เพ่ือความสขุ สาราญแหง่ หมู่สงฆ์
4.เพอ่ื ความสุขสาราญแห่งพระภิกษุผู้มีศลี เปน็ ท่ีรกั
5.เพอ่ื ปอ้ งกันอาสวกิเลสอนั จะบังเกิดในปัจจบุ ัน
6.เพื่อปอ้ งกนั อาสวกเิ ลสอนั จะบงั เกดิ ในอนาคต
7.เพอื่ ความเลือ่ มใสของชมุ ชนท่ียงั ไมเ่ ลือ่ มใส
8.เพื่อความเล่ือมใสยิง่ ข้ึนของชุมชนท่เี ลอ่ื มใสแล้ว
9.เพื่อความดารงมั่นแห่งพระสทั ธรรม
10.เพ่ืออนุเคราะหพ์ ระวินยั เป็นการสืบอายพุ ระพุทธศาสนาให้เจรญิ วฒั นาสถาพรสืบต่อไป
11
อำคำริยวินยั
วนิ ัยสาหรับคฤหัสถ์ผคู้ รองเรือนท่ีสาคญั คือ ศีล 5
ศลี 5 มมี าก่อนพุทธกาล พระสมั มาสัมพุทธเจ้าทรงรบั เข้ามาไวใ้ นพระพุทธศาสนา และชี้แจงถึงความจาเปน็ ของ
การมศี ลี ให้ทราบ ดังน้นั ศลี จึงไม่ใช่ข้อหา้ มตามที่คนจานวนมากเข้าใจ แตห่ มายถงึ ปกตขิ องคน นอกจากน้ีศีลยัง
ใชเ้ ปน็ เครือ่ งวัดความเป็นคนไดอ้ ีกดว้ ย
วนั ใดเรามีศลี ครบ 5 ข้อ แสดงวา่ วันนัน้ เรามีความเป็นคนครบบรบิ รู ณ์ 100 %
ถ้ามศี ีลเหลือ 4ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 80% ใกลส้ ัตว์เข้าไป 20%
ถ้ามศี ีลเหลือ 3ข้อ ความเปน็ คนกเ็ หลอื 60% ใกล้สัตว์เขา้ ไป40 %
ถา้ มศี ลี เหลอื 2ข้อ ความเป็นคนกเ็ หลือ 40% ใกลส้ ตั วเ์ ข้าไป20 %
ถา้ ศลี ทุกข้อขาดหมด ก็หมดความเปน็ คน หมดความสงบ หมดความสขุ ถงึ ยงั มีชีวติ อยกู่ ็เหมือนคนตายแล้ว
ความดีใดๆ ไม่อาจงอกเงยขึ้นมาได้อกี มีชวี ติ อยเู่ พียงเพื่อจะทาความเดือดรอ้ นใหแ้ ก่ตนเองและผู้อ่นื เทา่ นัน้ คน
ชนิดนี้คือคนประมาทแท้ๆ
วิธรี กั ษำศลี ตลอดชีพ
เพ่ือรักษาความเป็นคนของตนไว้ให้ดี ชาวพุทธจึงจาเป็นต้องรักษาศีลย่ิงชีวิต การจะรักษาศีลให้ได้เช่นน้ัน
ต้องอาศัยปัญญาเข้าช่วยจึงจะรักษาไว้ได้โดยง่าย ก่อนอ่ืนให้พิจารณาว่า ศีล แปลว่า ปกติ คนผิดศีล คือคน
ผดิ ปกติ แตป่ จั จุบันนี้ คนผิดศีลจนเป็นปกตินิสัยมีจานวนมากข้ึนทกุ ที จนกระทงั่ หลายคนเหน็ คนมศี ลี กลายเป็น
คนผิดปกติไป เม่ือความเห็นวิบัติไปเช่นน้ี ประเทศชาตบิ ้านเมืองท่ีเคยร่มเย็นตลอดมาจึงต้องพลอยวบิ ัติ มีการ
ฆ่ากัน โกงกนั ผดิ ลูกผดิ เมยี จนประชาชนนอนตาไม่หลบั สะดงุ้ หวาดระแวงกันไปทง้ั เมอื ง
เราจะให้ผูใ้ ดมาดบั ความทุกขค์ วามวบิ ตั คิ รงั้ นี้ ?
เราชาวพทุ ธแต่ละคนนี้แหละคือผู้ดับ เราจะดับทกุ ข์ด้วยการถอื ศีล ถงึ คนอื่นไม่ชว่ ยถือเรากจ็ ะถอื เพยี งลาพงั ถ้า
เปรียบประเทศไทยเหมือนหม้อน้าใหญ่ เป็นหม้อน้าท่ีกาลังเดือดพล่าน เดือดพล่านเพราะฟืนกว่า 60 ล้านดุ้น
คือประชากรประมาณกว่า 60 ล้านคน ท่ีกระทบกระทั่งกันเพราะขาดศีล ถ้าตัวเรามีศีลเมื่อใดก็เหมือนกับดึง
ตนเองออกจากกองฟืนไป 1 ดุ้น แม้น้าในหม้อจะยังเดือดพล่านอยู่แต่ก็ไม่ใช่เพราะเรา เม่ือแต่ละคนต่างดึง
ตนเองออกจากกองทุกข์โดยไม่เก่ียงงอนกันดังนี้ ในไม่ช้าไฟทุกข์ย่อมดับมอดลงเอง ประเทศชาติก็จะคืนสู่
สภาพปกติสุขได้เพ่ือเป็นการย้าความคิดที่จะถือศีลให้มั่นคงตลอดชีพ จาต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ซ่ึงมีอยู่วิธี
หนึ่งคือ วิธีปลุกพระ ทุกๆ เช้าก่อนออกจากบ้านให้เอาพระเคร่ืองท่ีแขวนคออยู่ ใส่ในมือพนม หรือพนมมืออยู่
หน้าท่ีบูชาพระ แลว้ ต้งั ใจกล่าวคาสมาทานรกั ษาศลี 5 ดังๆ อยา่ งน้ี
ปาณาติปาตา เวรมณี ขา้ พเจ้าจะไม่ฆ่า
อทนิ นาทานา เวรมณี ขา้ พเจ้าจะไมล่ ักขโมย
กาเมสมุ ิจฉาจารา เวรมณี ขา้ พเจ้าจะไม่ประพฤตผิ ิดในกาม
มุสาวาทา เวรมณี ขา้ พเจ้าจะไมโ่ กหกหลอกลวง
สรุ าเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่เสพของมึนเมา
12
ในทางการแพทย์ โรคทเ่ี กิดข้ึนมี 2 ประเภท คือ
1.โรคประจาสังขาร เช่น โรคชรา โรคจากเชอ้ื โรคท่ีระบาดเป็นคร้งั คราว
2.โรคท่เี กดิ ขึ้นจากการประพฤติผิด เช่น
ขาดศีลข้อ 1 ทาให้อายสุ ั้น เชน่ บุคคลประเภทเจา้ พ่อทั้งหลาย ฆ่าคนมามาก ลงทา้ ยก็ถกู เขาฆา่ เอาบา้ ง
ขาดศลี ข้อ 2 ทาให้เกดิ โรคประสาท เชน่ โรคหวาดผวา โรคจติ
ขาดศลี ข้อ 3 ทาใหเ้ กิดกามโรคหรอื โรคเอดสไ์ ดง้ ่าย
ขาดศลี ข้อ 4 ทาให้เกิดโรคความจาเส่อื ม ผู้ที่โกหกมากๆ เข้า ลงทา้ ยแมก้ ระทั่งตวั เองกห็ ลงลมื วา่ เรอ่ื งที่
ตนพูดขึน้ น้นั เป็นเรอ่ื งจริงหรือโกหก
ขาดศีลข้อ 5 ทาให้เกิดโรคพิษสุราเรอ้ื รัง โรคตบั แข็ง กอ่ การทะเลาะววิ าทไดง้ า่ ย
ดงั นัน้ หากเรารักษาศลี 5 ได้ ก็เหมือนได้ฉดี วัคซนี ปอ้ งกนั สารพดั โรคไว้แลว้ ในวนั พระหรือทกุ 7 วัน ควรถือศลี 8
ซ่งึ มขี ้อเพ่ิมเติมจากศลี 5 ดงั น้ี
ศีลขอ้ 3เปล่ียนจากไมป่ ระพฤติผดิ ในกามเป็นเวน้ จากการเสพกาม
ศีลข้อ 6 เว้นจากการบั ประทานอาหารยามวิกาล คือตงั้ แต่เทย่ี งถงึ เช้าวันรงุ่ ข้ึน
ศีลขอ้ 7 เว้นจากการตกแต่งร่างกายดว้ ยเครื่องประดบั และของหอมและเวน้ จากการดกู าละเล่น
ศีลข้อ 8 เวน้ จากการนอนบนท่นี อนอันอ่อนนุ่มและสูงใหญ่
ศลี ข้อ 6-8 จะควบคุมความรู้สกึ ทางเพศไมใ่ หเ้ กดิ ข้นึ เกินสว่ นและน่นั ก็คอื
1.เป็นการคมุ กาเนิดโดยธรรมชาติ
2.เปน็ การลดชอ่ งวา่ งระหวา่ งชนชนั้ ไม่มีการแข่งขนั ประดับประดารา่ งกาย ใชช้ วี ติ ความเป็นอยู่อยา่ ง
เรยี บงา่ ยไม่ฟงุ้ เฟ้อ
3.เปน็ การทาให้จติ ใจสงบเบอื้ งต้น เพื่อใหส้ ามารถเขา้ ถึงธรรมะช้นั สูงตอ่ ไปได้โดยงา่ ย
อำนสิ งส์ของศีล
1.เปน็ ทางมาแห่งโภคทรพั ย์สมบตั ิ และทาให้สามารถใชท้ รัพย์ไดเ้ ต็มอิ่ม โดยไม่ต้องหวาดระแวงวา่ จะมีใคร
มาทวงคนื
2.ทาใหม้ ชี ีวิตอยดู่ ว้ ยความเป็นสขุ ไม่ต้องหวาดระแวงวา่ ใครจะมาปองรา้ ย
3.ทาให้เกยี รติคณุ ฟุ้งขจรไปวา่ เป็นคนเชอ่ื ถือได้ มอี นาคตดี
4.ทาให้แกลว้ กล้าอาจหาญในท่ามกลางประชมุ ชน
5.ทาใหเ้ ปน็ คนไมห่ ลงลมื สติ มคี วามจาดี
6.ตายแลว้ กไ็ ปเกิดในสวรรค์ มีสคุ ติเป็นท่ีไป และเปน็ ทางดาเนินไปสู่มรรคผลนิพพานในที่สุด
13
ประโยชนข์ องวินัย
วินยั ทั้งทำงโลกและทำงธรรมรวมกนั แลว้ ทำให้เกดิ ประโยชน์ คือ
1.วนิ ัยนาไปดี หมายความวา่ ทาให้ผู้รักษาวนิ ยั ดีข้นึ ยกฐานะผู้มวี ินยั ให้สงู ขึ้น เช่น เด็กกลางถนน เขา้
โรงเรียนมวี ินัย กลายเป็น นกั เรยี น เด็กชาวบา้ น บวชแล้วถือศีล 10 กลายเป็น สามเณร สามเณร บวชแล้วถอื
ศลี 227 กลายเป็น พระภกิ ษุ วินัยเปน็ ข้อบงั คับกายวาจาเราก็จริง แต่เป็นข้อบงั คับเพ่ือใหเ้ ราไปถึงทห่ี มายของ
ชีวิตตามความประสงค์ของเราเอง ถือเปน็ อานิสงสข์ องการมีวนิ ยั
2.วนิ ัยนาไปแจ้ง คาวา่ แจง้ แปลวา่ สวา่ ง หรือเปดิ เผย ไม่คลุมๆ เครอื ๆ วินัยนาไปแจง้ คือเปดิ เผยธาตุ
แทข้ องคนได้ วา่ ไว้ใจได้แค่ไหน โดยดวู า่ เปน็ คนมีวนิ ยั หรอื ไม่
3.วินยั นาไปต่าง เราดูความแตกตา่ งของคนดว้ ยวินยั ยกตัวอย่างทีซ่ ่องสุมสมัครพรรคพวกและอาวธุ ไว้
สรู้ บกับคนอ่นื ถา้ มีวนิ ยั เราเรยี กวา่ “กองทหาร” เปน็ ร้วั ของชาติ ถ้าไม่มวี ินยั เราเรียกว่า “กองโจร” เปน็ เส้ียน
หนามของแผน่ ดิน คนท่ีพกอาวธุ เดินปนอยูใ่ นทีช่ มุ ชนอย่างองอาจ ถ้ามีวินยั เราเรยี กวา่ “ตารวจ” เป็น
ผพู้ ิทักษส์ ันติราษฎร์ ถ้าไม่มวี ินยั เราเรียกว่า “นกั เลงอันธพาล” เปน็ ผูพ้ ิฆาตสันตสิ ุข คนที่เที่ยวภกิ ขาจารพ่งึ คน
อน่ื เลย้ี งชีวติ ถ้ามีวนิ ัยรกั ษาศลี 227 เราเรยี กว่า “พระภกิ ษุ” เป็นบญุ ของผู้ให้ทาน ถ้าไมม่ วี ินัยเราเรยี กวา่
“ขอทาน” อาจสร้างความราคาญใหแ้ ก่ผ้ถู ูกขอ เราตอ้ งการก้าวไปสูค่ วามดีความก้าวหนา้ เราต้องการความ
บริสุทธกิ์ ระจา่ งแจ้ง เราตอ้ งการยกฐานะให้สูงขึ้น เพราะฉะนัน้ เราจงึ จาเป็นตอ้ งรักษาวินัย
ผมู้ วี นิ ัยดี หมำยถึง ผทู้ รี่ ักษำวนิ ยั ท้ังทำงโลกและทำงธรรมอย่ำงถูกต้องและเครง่ ครดั
14
บทท่ี 3
วิธกี ำรดำเนนิ งำน
1. ขนั้ ตอนกำรดำเนินงำน
1. นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ประชุมวางแผนเพ่ือพิจารณาเลือกหัวข้อเรื่องหรือประเด็น
ปญั หา ท่ีมคี วามสาคญั ของโรงเรยี น
2. นาเสนอประเด็นปญั หา เพอ่ื ให้ทปี่ รกึ ษาโครงงานพิจารณาและไดร้ ับความเหน็ ชอบ
3. สมาชิกระดมความคิดวางแผนร่วมกันและพจิ ารณาในการวางเป้าหมายและวธิ กี าร แก้ปญั หา
4. กลุม่ สมาชกิ สารวจและเกบ็ ขอ้ มูลนักเรียนขาดวนิ ยั และสาเหตทุ น่ี กั เรยี นขาดวินัย ในตนเอง พรอ้ ม
สรุป
5. สารวจความคดิ เหน็ และทาแบบประเมินผลเรอื่ งการขาดวินยั ในการเข้าแถวตอน เช้าของนกั เรียน
ก่อนดาเนนิ การทาโครงงาน
6. สมาชิกแบ่งภาระงานหน้าท่ชี ว่ ยกันรับผิดชอบ
7. จัดกจิ กรรมประชาสัมพนั ธ์เสยี งตามสายของโรงเรยี น โดยใช้ช่วงเวลา 08.00 – 08.30 น. รณรงค์
การเสริมสรา้ งระเบียบวนิ ยั ในตนเอง เพอื่ สรา้ งความตระหนกั และเห็นคณุ คา่ ของกจิ กรรมหน้าเสาธง
8. เสนอแนะ ปรบั ปรงุ แก้ไข
9. จัดทารูปเล่ม
10. จดั ทาผังโครงงาน
11. นาเสนอโครงงาน
2. ตัวช้ีวัด
1.นกั เรียนพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์ รู้จักความรบั ผิดชอบและมวี นิ ัยในตนเองมากขนึ้
2. ผลการตรวจความสะอาดห้องเรยี นในแตล่ ะสปั ดาห์ได้ผลลัพธ์ ในระดบั รอ้ ยละ 90
3.วิธกี ำรวัดและประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรม
2. แบบบนั ทึกการตรวจกจิ กรรมการเข้าแถวประจาวนั ของคณะกรรมการนักเรียน
4. ช่วงระยะเวลำกำรประเมิน
วนั ที่ 16 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2565 ตง้ั แต่เวลา 07.30 – 08.30 น.
15
บทท่ี 4
ผลกำรศึกษำค้นคว้ำ
จากการทาโครงงาน “สัญญาณธง ดารงวินัย” ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประจาปี
การศึกษา 2565 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 เริ่มจากการประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการดาเนินงาน
ภายในห้องเรียน เช่น สมาชิกแบ่งภาระงานหน้าท่ีช่วยกันรับผิดชอบ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย
ของโรงเรียน โดยใช้ช่วงเวลา 08.00-08.30 น พบว่านักเรียนมีคุณธรรมอัตลักษณ์ และคุณธรรมเป้าหมาย
สูงขึ้น มีความรับผิดชอบ พฤติกรรมเชิงบวก รู้จักหน้าท่ีของตน มาเข้าแถวตรงเวลา ความมีวินัยทุกคนมา
ปฏิบตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รับมอบหมาย โดยสังเกต
พฤติกรรมการปฏบิ ัติงาน ปฏิบัติตน สามารถสรุปผลการดาเนินงาน ได้ดังน้ี
จำกกำรศึกษำพบว่ำ
1. นักเรยี นทเี่ ข้ารว่ มกจิ กรรมโครงงาน “ สัญญาณธง ดารงวนิ ัย” มีความรบั ผิดชอบ และมวี นิ ัยใน
ตนเองมากข้นึ
2. ผลการตรวจหอ้ งเรยี น ร้อยละ 90 มคี วามสะอาด เปน็ ระเบียบมากขึ้น
16
บทที่ 5
สรุปผล
สรุปผลกำรดำเนินงำน
จากการดาเนนิ โครงงาน “สัญญาณธง ดารงวินัย มีวตั ถุประสงค์เพ่อื เพื่อให้นักเรยี นฝึกการเข้าแถวใหเ้ ป็น
ระเบียบเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมรี ะเบยี บวนิ ยั และช่วยเหลอื กนั นักเรียนเข้าใจและตระหนักในการรักษาระเบียบ
วนิ ัยสรุปผลการดาเนนิ การโครงงาน แผนการดาเนนิ งานในอนาคตและข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. นกั เรยี นทเ่ี ข้าร่วมกจิ กรรมโครงงาน “สัญญาณธง ดารงวินัย ” มีความรบั ผดิ ชอบและมีวนิ ัยใน
ตนเองมากข้นึ
2. ผลการตรวจการเขา้ แถวหน้าเสาธง และการเดินไปทากิจกรรมต่างๆ ร้อยละ 90 มีระเบียบวนิ ัยในการเข้า
แถวและการเดินแถวไปทากจิ ทต่ี ่างๆมายิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะ
1.ควรขยายผลไปยงั นักเรียนทุกคนในโรงเรียน
2.ควรจดั ทาโครงงานนี้อยา่ งต่อเน่อื ง เพื่อให้นกั เรยี นมีความรบั ผิดชอบและมวี นิ ยั ในตนเองอยา่ งยัง่ ยืน
ของลกั ษณะนิสัย
17
ภำคผนวก
18
19
20
21