THP1101 การฟังและการพูดส าหรับครูภาษาไทย Listening and speaking for Teaching Thai Language 3 (2-2-5)
ทักษะการพูด เป็นทักษะหนึ่งของการสื่อสารที่มีความส าคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ทักษะการฟัง การอ่าน และทักษะการเขียน แต่ทักษะการพูดมีความแตกต่างไป จากทักษะอื่นคือ ทักษะการพูดเป็นทักษะที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษทั ้งทาง ร่างกายและจิตใจในถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ สึก ความรู้ ประสบการณ์จากสิ่งที่ฟัง คิด ประมวลผล หรือจากสิ่งที่ประสบมา แล้วถ่ายทอดไปยังผู้อื่น เพื่อให้เข้าใจ เรื่องราวได้อย่างถูกต้อง และตรงประเด็นมากที่สุด ฉะนั ้นทักษะการพูดกับอาชีพครูจึงเป็นสิ่งที่มีความส าคัญและจ าเป็นใน การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุข บทที่ 3 ท ั กษะการพ ู ดก ั บอาช ี พคร ู บทที่ 3 ทักษะการพูดกับอาชีพครู
การพูดเป็นศาสตร์ เนื่องจากเป็นวิชาที่มีหลักเกณฑ์ มีทฤษฎี มี กฎเกณฑ์ และหลักการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ อีกทั ้งยังสามารถถ่ายทอดกัน ได้ เช่น หลักเกณฑ์การออกเสียงจัดเป็นสัทศาสตร์ การแสดงกิริยาอาการจัดเป็นจริยศาสตร์ และการติดต่อสื่อสารจัดเป็ นสังคมศาสตร์ เป็ นต้ น เพราะค าว่า “ศาสตร์” นั ้น ประกอบด้วย ลักษณะ 3 ประการคือ 1) มีลักษณะเฉพาะตัว (Characteristics) 2) มีองค์ความรู้ (Body of knowledge) 3) มีวิธีการเฉพาะตัว (Method of Inquiry knowledge) การพูดจึงนับได้ว่า เป็น “ศาสตร์” เพราะต้องประกอบด้วยลักษณะเฉพาะตัว ต่างจากอีก 3 ทักษะ (ฟัง อ่าน และเขียน) คือต้องมีองค์ความรู้ เกี่ยวกับการพูดในลักษณะ ต่าง ๆ และต้องมีวิธีการ มีหลักการ มีกฎเกณฑ์ และวิธีการถ่ายทอด ปฏิบัติ ฝึกฝน เช่นเดียวกับสาขาวิชาแขนง อื่น ๆ
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าทักษะการพูดเป็ นทักษะที่มีความพิเศษกว่าทักษะการสื่ อสารอื่น เนื่องจากค าพูดที่พูดออกมาจากความรู้สึ ก คนที่ได้รับจะไม่มีวันลืม ไม่ว่าค าพูดน ้ันจะด ี หรือไม่ก็ตาม การพูดน ้ นัพูดใหค ้ นรักก ็ได ้ พูดใหค ้ นเกล ี ยดก ็ไดเ ้ ช่นกนัและการพดูของมนุษย ์ น ้ัน เป็ นอาวุธที่ร้ายกาจมากที่สุดอย่างหนึ่งของโลก ดังที่ ซุนวูกล่าวว่า "ชมคนด ้ วยวาจาม ี ค่ายิ่งกว่า ใหไ้ ข่มกุเป็ นของขวญัทา ร ้ ายคนดว ้ ยวาจาสาหสัยิ่งกวา่ทิ่มแทงดว ้ ยหอกดาบ"
ความหมายของการพ ู ด การพูด หมายถึงพฤติกรรมในการสื่อความหมายของมนุษย์ โดยการเปล่งเสียง เป็ นถ้ อยค า (วัจนภาษา) ขณะเดียวกันก็มีการใช้ ภาษาที่ไม่ใช้ ถ้ อ ยค า (อวัจนภาษา) ประกอบ วิชาที่เกี่ยวกับการพูดอาจเรียกต่าง ๆ กันไป เช่น การพูด ศิลปะการพูด วาทการ และวาทวิทยา เป็นต้น
วาทการ เป็นค าศัพท์หนึ่ง ซึ่งทางวิชาการนิยมใช้แทน การพูด พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของค าว่า “วาท” หมายถึง ค าพูด ถ้อยค า,ลัทธิรวมกันเข้าเป็นวาทการ “วาทการ” หมายถึง กิจพูดหรือกิจเกี่ยวกับถ้อยค า, งานพูด หรืองานเกี่ยวกับถ้อยค าในการสื่อสาร
การพูดเป็นพฤติกรรมการสื่อสารที่ใช้กันแพร่หลาย โดยผู้พูดสามารถ ใช้ทั ้งวัจนภาษาและ อวัจนภาษาในการส่งสารติดต่อไปยังผู้ฟังได้ อย่างชัดเจนและรวดเร็ว วัจนภาษา (Verbal) ได้แก่ การสื่อสารในระบบค า และประโยค โดยผ่านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยมีค า และประโยคเป็นตัวสื่อความหมาย อวัจนภาษา (Unverbal) ได้แก่ การสื่อสารโดย การใช้กิริยา สีหน้าท่าทาง การแต่งกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น นัยน์ตา น ้าเสียง ที่ให้อารมณ์ความรู้ สึกเพื่อการสื่อความหมาย
การพูด หมายถึง การใช้ถ้อยค า น ้าเสียง รวมทั ้งกิริยาอาการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิดและความรู้ สึกของผู้พูดให้ผู้ฟังได้รับรู้ และเกิดการ ตอบสนอง ในการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด ผู้พูดจะต้องระลึกว่าไม่เพียงแต่ พูดเท่านั ้นจะต้องรู้ จักพูดให้ดีด้วย การพูดที่ดี คือ การใช้ถ้อยค า น ้าเสียงรวมทั ้งกิริยาอาการอย่าง มีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามจรรยามารยาทและประเพณีนิยมของ สังคม เพื่อถ่ายทอดความคิดความรู้ ความรู้ สึกและความต้องการ ที่เป็น ประโยชน ์ให ้ ผ ู้ฟังได ้ รับร ู้และเกิดการตอบสนอง สัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมาย ของผู้พูด
แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการพูด 1. ทุกคนพูดได้แต่บางคนเท่านั ้นที่พูดเป็น 2. การพูดเป็นทั ้งศาสตร์และศิลป์ การพูด เป็นศาสตร์ อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า วาทศาสตร์ คือมีทฤษฎี มีระเบียบกฎเกณฑ์ สามารถศึกษาเรียนรู้ และถ่ายทอดได้ เช่นเดียวกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ ความเป็นศิลป์ คือ ผู้พูดต้องมีศิลปะ คือมีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี มีลีลาการพูดที่มีชีวิตชีวา น่าสนใจ เป็นต้น 3. ทุกคนมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขในการพูด 4. นักพูดที่ดีไม่ต้องอาศัยพรสวรรค์เสมอไป
5. การฝึกพูดจะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพทั ้งภายนอกและภายใน ภายนอก คือ บุคลิกภายนอก เช่น การฝึกพูดที่สม ่าเสมอจะสามารถ ปรากฏตัวและการแสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ภายใน หรือ บุคลิกภายใน เช่น การฝึกพูดอย่างสม ่าเสมอจะท าให้ผู้ พูด เกิดความมั่นใจในตนเอง มีความปรารถนา มีความกระตือรือร้ นที่จะพูด และมีความสุขเมื่อได้พูด
ความรู้พื้นฐานในการพูด เพื่อให้การพูดประสบความส าเร็จ ผู้พูดควรมีความรู้ พื ้นฐานในการพูด ดังต่อไปนี ้ องค์ประกอบของการพูด
(1) ผู้พูดหรือผู้ส่งสาร ( Sender or Speaker) องค์ประกอบของการพูด (3) เนื้อหาสาระหรือ เรื่องที่จะพูด (Message) (4) เครื่องสื่อสาร หรือ ค าพูด (Channel) (5) ผล (Effect)
1) ผู้พูดหรือผู้ส่งสาร ( Sender or Speaker) ผู้พูดท าหน้าที่ส่งสารผ่านสื่อไปให้ผู้ฟัง ดังนั ้นผู้พูดจะต้องมีความสามารถใช้ทั ้งศาสตร์และศิลปะของ ตนเอง ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปสู่ผู้ฟังให้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ความสามารถของผู้ พูดที่จะท าให้ ฟั งได้ เข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั ้น ย่อมขึ ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี ้ ผู้พูดมีความสามารถในการใช้ภาษา เสียง และกิริยาท่าทางเพียงไร ผู้ พูดมีเจตคติต่อเรื่องที่จะพูด และต่อผู้ฟังแค่ไหน ผู้พูดมีระดับความรู้ในเรื่องที่พูดมากน้อย และลึกซึ ้งเพียงใดผู้พูดมีฐานะทางสังคม พื ้นฐานทาง จริยธรรม และวัฒนธรรมอยู่ในระดับใด ผู้พูดต้องแสดงบุคลิกภาพและแต่งกายให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้ฟังประทับใจ
2) ผู้ฟัง หรือผู้รับสาร (Receiver or Listener) ผู้ฟังอยู่ในฐานะที่จะต้องรับสารของผู้ พูดโดยอาศัยเครื่องสื่อสารเป็น เครื่องน าพา เพื่อให้ ผู้ ฟั งสามารถรับสารได้ตรงกับเจตนาของผู้ พูด ซึ่งขึ ้นอยู่กับ สิ่งอื่น ๆ เช่น ทักษะ ความพร้ อม ความสนใจ พื ้นความรู้ วัฒนธรรม และเจตคติของ ผู้ฟัง 3) เนื ้อหาสาระหรือ เรื่องที่จะพูด (Message) เนื ้อหาที่ผู้พูดส่งไปนั ้นจะต้องมีคุณค่า และคุ้มค่าแก่การเสียเวลาของผู้ฟัง มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ดังนั ้น สารที่ผู้พูดส่งไปนั ้นจะต้องเตรียมมาแล้วอย่างดี เช่น การคัดเลือก จัดล าดับขั ้นตอน และการฝึกฝนตนเองของผู้พูด จะท าให้การพูดมีประสิทธิภาพมากขึ ้น
4) เครื่องสื่อสาร หรือ ค าพูด (Channel) หมายถึง การที่ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังรับทราบ และเข้าใจตามความมุ่งหมายของผู้พูด โดยการ ถ่ายทอดออกมาเป็นค าพูด และสิ่งที่น าสารไปสู่ผู้ฟัง ได้แก่ เวลา สถานที่ อากาศ และเครื่องรับรู้ต่าง ๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ ้น กาย นอกจากนี ้ยังรวมไปถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อื่น ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น 5. ผล (effect) คือ ผลที่เกิดจากการพูด เช่น ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก ปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) ที่ผู้ฟังแสดงออก เช่น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชื่นชม ดีใจ เสียใจ และสถานการณ์ แวดล้อมต่าง ๆ ในการพูด เช่น สถานที่ เวลา และโอกาสอีกด้วย
โดยนักจิตวิทยาได้กล่าวถึงการสร้ างความสนใจและสิ่งเร้ าที่ส าคัญ ที่มีผลต่อการพูด คือ
ความมุ่งหมายของการพูด ความมุ่งหมายของการพูด คือ การแสดงหรือเสนอข้อคิดเห็นต่อ ผู้ฟัง และผู้ฟังสามารถรับรู้ เรื่องราวและเข้าใจได้ตรงกับความต้องการของผู้พูด ตลอดจนสามารถน าไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่า พูดได้อย่างใจนึก ระลึกได้ดังใจหวัง ยังประโยชน์ให้แก่ผู้ฟัง สร้างพลังในการเปลี่ยนแปลง แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) ความมุ่งหมายของการพูดโดยทั่วไป 2) ความมุ่งหมายเฉพาะ
1. ความมุ่งหมายโดยทั่วไป คือ การพูดที่พยายามให้ผู้ฟังสนใจ เข้าใจ และประทับใจจากการพูดนั ้น ๆ ก. ความสนใจ จะเกิดได้เพราะผู้พูดได้เตรียมตัวเป็นอย่างดี กล่าวคือ สนใจที่จะรับฟังเพราะเตรียมพูดมา ดี และสนใจที่จะรับฟังจนจบเรื่องเพราะเตรียมเนื ้อหามาดี ข. ความเข้าใจ การเรียกร้องให้ คนสนใจฟั งเท่านั ้นยังไม่เป็ นการเพียงพอ จะต้องให้ ผู้ ฟั งเข้าใจด้วย ซึ่งกระท าได้โดยการเตรียมเนื ้อเรื่อง การใช้ถ้อยค า การเรียบเรียงประโยคที่ง่ายต่อการเข้าใจ เป็นต้น ค. ความประทับใจ คือ ความเข้าใจที่ชัดเจน จนมองเห็นภาพ ซึ่งท าได้โดยการใช้ค าคม ข้อความที่ลึกซึ ้ง กินใจ ค ารุนแรงที่เหมาะสม ตลอดจนอุปมาอุปไมยต่าง ๆ ดังนั ้น ในการพูดทุกครั ้ง ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั ้งค าน า เนื ้อเรื่อง และสรุปจบให้ สอดคล้องกัน เพื่อช่วยให้ประสบผลส าเร็จในการพูดทุก ๆ ครั ้ง
2. ความมุ่งหมายเฉพาะ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี ้ ก. เพื่อให้ข่าวสารความรู้ เป็นการพูดแบบเสนอข้อเท็จจริง โดยไม่ มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟัง แต่เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ฟัง ข. เพื่อความบันเทิง เป็นการพูดเพื่อให้ผู้ฟังสนุกสนานครึกครื ้น มักเป็นการพูดหลังอาหาร ซึ่งจัดขึ ้นเพื่อเป็นการพักผ่อน ค. เพื่อชักจูงใจ คือ การพูดที่มุ่งหวังให้ผู้ฟังเปลี่ยนใจเห็นคล้อยตาม ผู้พูด โดยใช้ การเร้ าอารมณ์เป็นที่ตั ้ง
จุดมุ่งหมายของการพูด 1) พูดเพื่อให้ความรู้ หรือข่าวสารข้อเท็จจริง 2) พูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจหรือชักจูงใจ 3) พูดเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเพื่อจรรโลงใจ
1) พูดเพื่อให้ความรู้หรือข่าวสารข้อเท็จจริง การพูดแบบน ้ ี เป็ นการพูดโดยอาศยัขอ ้ มลูต่าง ๆ ในเร ื่องท ี่ผูฟ้ ังต้องการจะทราบ การพูดตอ ้ งพูดใหต ้ รงประเด ็ นและหวัขอ ้ ท ี่กา หนดให ้ บางคร ้ังผูพ ู้ดตอ ้งเตรียมอุปกรณ์ ประกอบการบรรยายไปด้วย เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องที่พูดมากที่สุดเท่าที่จะท าได้ การพูด เช่นน ้ ี ส่วนมากจะใชว ้ิธ ี การพูดดว ้ ยการบรรยายอธิบาย พรรณนา เล่าเร ื่อง ช ้ ี แจง สาธิตและวิธีเสนอรายงาน ฯ
หลักทั่วไปของการพูดเพื่อให้ความรู้หรือข่าวสารข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.1) ล าดับความดี ไม่วกไปวนมา เรี ยบเรี ยงใจความเป็ นหมวดหมู่ เป็น ข ้ นัตอน ม ี ความกลมกล ื นกนั ในแต่ละตอน 1.2) ขยายความดี มีตัวอย่างประกอบ อ้างเหตุผลท าให้ผู้ฟังเข้าใจชัดเจน ข ้ึ น 1.3) จังหวะดี จังหวะของการพูดมีส่วนที่จะท าให้ง่ายหรือยากต่อการ เข้าใจ เช่น พูดให้ยากลงเมื่อถึงต่อยากและพูดเร็วเมื่อถึงตอนง่าย แทรกอารมณ์ขันเมื่อถึง ตอนที่เป็ นเรื่องหนักสมอง เพื่อช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ ความเครียด เป็ นต้น
2) พูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจหรือชักจูงใจ การพูดแบบนี ้ ผู้พูดจะต้องใช้ศิลปะในการพูดหลายๆ แบบเพื่อจูงใจให้ ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสมีความคิดเห็นคล้อยตาม หรือกระท าอย่างใดอย่าง หนึ่งตามที่ผู้พูดตั ้งความมุ่งหมายไว้ เช่น การพูดชักชวนให้ เลื่อมใสในลัทธิทาง ศาสนา การพูดให้ ประชาชนเลือกตนเองเป็นผู้ แทนของนักการเมือง การพูด โฆษณาขายสินค้าของผู้แทนบริษัท ฯ
หลักทั่วไปของการพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจหรือชักจูงใจ ดังนี้ 2.1) สร้างความสนใจ ผู้พูดต้องสร้างความสนใจให้ เกิดแก่ผู้ ฟังตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่ม พูด เพราะโดยปกติแล้วผู้ฟังจะมีความสนใจและตั้งใจในช่วง 15 – 20 นาทีแรกเท่านั้น 2.2) สร้างความต้องการ ผู้พูดต้องอ้างเหตุผลหรือความจ าเป็ นบางอย่างที่ผู้ ฟังต้องท า หรือปฏิบัติตามที่ผู้พูดแนะน า 2.3) สร้างความพอใจ ท าให้ผู้ฟังเห็นจริงกับค าพูดของผู้ พูด เช่ น อยู่ในสถานการณ์ เดียวกัน 2.4) สร้างมโนภาพ ผู้ พูดต้องยกตัวอย่าง อุปมาอุปไมย หรือเหตุการณ์มาประกอบ ขยายความ 2.5) เรียกร้องกระตุ้นความสนใจให้ท าตามที่ผู้ พูดต้องการ ช่ วงนี้ส าคัญที่สุดเป็ นการ สรุปการพูดแบบชักจูงใจ ผู้พูดต้องอาศัยหลักจิตวิทยาเข้าช่วย กระตุ้นให้ผู้ฟังเชื่อ คิด และท าตาม
3) พูดเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเพื่อจรรโลงใจ การพูดแบบนี ้ ผู้พูดต้องเข้าใจว่าบรรยากาศในการพูดก็ดี ความต้องการของผู้ ฟั งก็ดี เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องเน้นให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานบันเทิงควบคู่ไปกับการได้รับความรู้ สึก นึกคิดที่แปลกใหม่ เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการพูดในลักษณะเสริมสร้ างความนึกคิดของผู้ ฟั งให้ เกิด ความคิดสร้ างสรรค์ เพื่อยกระดับจิตใจของผู้ฟังในทางที่ดีมีความสุขในขณะที่ฟั งการพูด เช่น การกล่าวค าสดุดี กล่าวค าอวยพร กล่าวขอบคุณ หรือกล่าวค าปราศรัยในงานบันเทิงต่างๆ ที่จัด ขึ ้นในโอกาสต่างๆ
หลักทั่วไปของการพูดเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเพื่อจรรโลงใจ ดังนี ้ 3.1) พูดใหต ้ รงกบักลุ่มเป้ าหมาย ไดเ ้ น ื้ อหาเร ื่องราวเหมาะสมกับงาน 3.2) ไม่ควรพูดนานเกินไป ถ้าเป็ นการพูดคนเดียว อาจจะใช้เวลา ประมาณ 35 – 45นาทีก็พอ หรือถ้าพูดหลายคน ควรใช้เวลาคนละประมาณ 10 นาท ี ถา ้ นานกวา่น ้ ี ผูฟ้ ังจะเกิดความเบ ื่อหน่าย 3.3) เรื่องที่พูดสนุกสนานให้ความบันเทิงและเบาสมอง ตลกขบขัน ได้แต่ไม่หยาบโลน
การแบ่งระดับการพูด การพูดแบ่งได้ 4 ประการ คือ การพูดระหว่างบุคคล การพูดในกลุ่ม การพูดในที่ชุมนุมชน และ การพูดทางสื่อมวลชน 1) การพูดระหว่างบุคคล การพูดระหว่างบุคคลเป็นการพูดขั ้นพื ้นฐานที่สุดของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะมีฐานะ อาชีพ หรือหน้าที่การงานอย่างไรก็ตาม จ าเป็นต้องใช้การพูด ระดับนี ้ตลอดเวลา เป็นการพูดที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีเนื ้อหาจ ากัดแน่นอน ทั ้งผู้พูดและ ผู้ฟังไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า แต่เป็นการพูดที่ใช้มากที่สุด ใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การทักทาย ไต่ถามทุกข์สุข การสนทนา ไปจนถึงการถกเถียงหารือ การพูดระหว่าง บุคคลเป็นปัจจัยส าคัญในการสร้ าง และกระชับมนุษยสัมพันธ์ การพูดชนิดนี ้พอจะแยกได้ดังนี ้
1.1) การทักทายปราศรัย การพูดชนิดนี ้เป็นการช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันทั้งผู้ที่เรารู้จัก อยู่แล้วหรือผู้ที่เรายังเคยไม่รู้จัก โดยการพูดชนิดนี ้ผู้พูดควรยิ ้มแย้มและไม่ควร ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น เมื่อเราทักทายผู้ที่อาวุโสมากกว่าก็ควรที่จะ กล่าวค าว่า สวัสดีครับ พร้อมทั้งพนมมือไหว้ การกระท าดังกล่าวนั้นจะ ก่อให้เกิดไมตรีจิตแก่กันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
1.2) การแนะน าตนเอง การแนะน าตัวเองนั้นมีความส าคัญในการด าเนินชีวิตในชีวิตประจ าวัน เพราะเราต้อง ได้พบ ได้รู้จักกับคนอื่นๆอยู่เสมอ การแนะน าตนเองมี 3 โอกาสส าคัญ ดังนี้ - การแนะน าตนเองในที่สาธารณะ การแนะน าชนิดนี้ควรจะพูดจากันเล็กน้อย ก่อนแล้วค่อยแนะน าตัว มิใช่ว่าจู่ๆก็แนะน าตัวขึ้นมา - การแนะน าตนเองในการท ากิจธุระ การแนะน าชนิดนี้มักจะต้องไปพบผู้ที่ยังไม่ รู้จักกันซึ่งจะต้องนัดหมายไว้ล่วงหน้า ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไปให้ตรงตาม เวลานัด แนะน าตนเองด้วยน ้าเสียงที่สุภาพ ไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป - การแนะน าตนเองในกลุ่มย่อย ควรแนะน าตนเองเพื่อให้เกิดความเป็ นกันเอง และสามารถคุยหรือประชุมได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น
1.3) การสนทนา เป็ นกิจกรรมที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้น พูดคุยกันเพื่อ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างกันอย่างไม่ เป็ นทางการ แบ่งได้ 2 แบบคือ 1. การสนทนาระหว่างบุคคลที่คุ้นเคยกัน การสนทนาชนิดนี้ผู้พูด ไม่ต้องค านึงถึงมากนัก แต่ก็ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน 2. การสนทนากับบุคคลแรกรู้จัก ควรที่จะส ารวมถ้อยค า กิริยา มารยาท ควรจะสังเกตว่าคู่สนทนานั้นชอบพูดหรือชอบฟัง
2) การพูดในกลุ่ม การพูดระดับนี้ อาจเรียกอีกอย่างว่า การอภิปรายกลุ่ม เป็ นการพูดที่มีบุคคล เข้าร่วมพูดกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จ านวนบุคคลที่พูดในกลุ่มจะสูงเท่าใดยากที่จะก าหนด ได้ ขึ้นอยู่กับโอกาส สถานที่และเครื่องอ านวยความสะดวกที่จะช่วยในการพูดจากัน เป็ นกิจกรรมที่ส าคัญในสมัยปัจจุบัน ทั้งในชีวิตประจ าวันและในการศึกษา โดยเฉพาะ ในการศึกษานั้นหากมีการแบ่งกลุ่มให้ทุกคนได้ช่วยกันออกความคิดเห็น ก็จะเป็ นการ เสริมสร้างทั้งด้านความคิด และด้านทักษะภาษา อีกทั้งการพูดในกลุ่มนี้ มักเป็ นการพูดจาในเชิงปรึกษาหารือ เพื่อแก้ปัญหา ร่วมกัน อาจมีการโต้แย้ง ถกเถียง แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด ประสบการณ์ซึ่งกันและ กัน เช่น
2.1) การเล่าเรื่องที่ได้อ่านหรือฟังมา การเล่าเรื่องที่ตนได้อ่านหรือฟังมานั้นไม่จ าเป็ นต้องเล่าทุก เหตุการณ์ แต่ควรเล่าแต่ประเด็นที่ส าคัญๆ ภาษาที่ใช้เล่าก็ควรเป็ นภาษา ที่เข้าใจได้ง่ายๆ ใช้น ้าเสียงประกอบในการเล่าเรื่อง เช่น เน้นเสียงในตอน ที่ส าคัญ รวมไปถึงการใช้กริยาท่าทางประกอบตามความเหมาะสมของ เรื่องที่เล่า ผู้เล่าควรเรียงล าดับเรื่องให้ถูกต้องและอาจจะสรุปเป็ นข้อคิด ในตอนท้ายก็ได้
2.2) การเล่าเหตุการณ์ ในชีวิตประจ าวันของเรานั้น มักจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ในบางครั้งผู้พูดก็มีความจ าเป็ นที่จะต้องเล่าเหตุการณ์นั้นให้ผู้อื่นฟัง อาจจะเป็ น เหตุการณ์ที่ประทับใจ ตื่นเต้น โดยการที่จะเล่าเหตุการณ์นั้น ๆ ให้น่าสนใจ ก็ควรที่จะเริ่มต้นด้วยการแสดงเหตุผลว่าเหตุการณ์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจยังไง ใช้ ถ้อยค าและภาษาส านวนที่ท าให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ เล่าเหตุการณ์ให้ต่อเนื่องกัน เพื่อผู้ฟังจะได้ติดตามเรื่องได้ดี น ้าเสียงชัดเจน เน้นตอนที่ส าคัญ ใช้ท่าทาง กิริยาประกอบในการเล่าด้วยเพื่อที่จะได้ ดูเป็ นธรรมชาติ และสุดท้าย ควรที่จะแสดงข้อคิดเพิ่มเติมตามสมควร
3) การพูดในที่ชุมนุมชน การพูดระดับนี ้เป็นการพูดหน้าที่ประชุม อาจเป็นเพียงคนเดียว หรืออาจร่วมคณะกับคนอื่นก็ได้ พูดกับกลุ่มผู้ฟังที่มีจ านวนมาก ซึ่งจะมากน้อย เพียงใดขึ ้นกับโอกาส กาลเทศะ แต่การพูดแบบนี ้จะแบ่งได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้พูด หลัก และใครเป็นกลุ่มผู้ฟัง โดยผู้พูดจะต้องเป็นฝ่ ายตระเตรียมเรื่องที่พูด และมีความมุ่งหมายใน การพูดไว้ชัดเจน เช่น การปาฐกถา การอภิปรายในที่สาธารณะ การปราศรัย การโฆษณาหาเสียง การกล่าวต้อนรับ บรรยายสรุป การพูดในโอกาสพิเศษต่อหน้าที่ประชุม
4) การพูดทางสื่อมวลชน การพูดทางสื่อมวลชนใช้มากที่สุด คือการพูดทางวิทยุและโทรทัศน์ บุคคลที่พูดทาง สื่อมวลชนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ - ผู้ที่มีอาชีพเป็นผู้ประกาศ และผู้จัดรายการซึ่งถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพโดยตรง - ผู้ที่ได้รับเชิญให้มาพูดในรายการต่าง ๆ เป็นครั ้งคราว บุคคลในวงการต่าง ๆ มีโอกาสได้รับเชิญไปปรากฏตัวทางโทรทัศน์หรือออกอากาศทางรายการวิทยุ โดยเนื ้อหาการพูดทางสื่อมวลชนมักจะเป็นการให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ข้อคิด ให้ความบันเทิง และการโฆษณาสินค้าและบริการต่าง ๆ การพูดทางสื่อมวลชนแตกต่างจากการพูดระดับอื่น ๆ คือ สามารถพูดให้คนฟัง จ านวนมากซึ่งกระจายกันอยู่ทุกทิศทาง เป็นการสื่อสารที่ไม่อาจก าหนดจ านวนและตัวของผู้รับสาร ได้แน่นอน และไม่สามารถวัดผลสะท้อนกลับได้ทันที
ประเภทของการพูด ประเภทของการพูดแบ่งตามลักษณะการพูดได้ 2 ประเภท ดงัน ้ ี 1. การพูดอย่างไม่เป็ นทางการ คือ การพูดในชีวิตประจ าวัน เช่น การสนทนา การพูดโทรศัพท์ การแนะน าตัว การซักถาม การตอบค าถาม เป็ นต้น ผู้พูดต้องฝึ กฝนให้เป็ นผู้ที่พูดได้อย่างถูกต้อง น่าฟัง และเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล 2. การพูดอย่างเป็ นทางการ หมายถึง การพูดอย่างเป็ นพิธีการในที่ประชุม หรือ การพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อจุดหมายต่าง ๆ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ และมีศิลปะในการพูด การพูดอย่างเป็ นทางการ เช่น การปาฐกถา การ อภิปราย บรรยาย การกล่าวสุนทรพจน์ เป็ นต้น
ประเภทของการพูด การพูดแบบที่ 1 แบ่งตามวิธีการพูดมี 4 ประเภท คือ 1) การพูดโดยฉับพลันหรือกะทันหัน 2) การพูดโดยการเตรียมการมาล่วงหน้า 3) การพูดโดยอาศัยอ่านจากต้นฉบับ 4) การพูดโดยวิธีท่องจ า
1)การพูดโดยฉับพลันหรือกะทันหัน ได้แก่ การพูดที่ผู้พูดไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะต้องพูดไม่ได้มีการเตรียมตัว ล่วงหน้า ทั้งในด้านเนื้อเรื่องที่จะพูด แต่ก็ได้รับเชิญหรือได้รับมอบหมายให้พูด เช่น การพูดกล่าวอวยพรในวันเกิด กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน กล่าวขอบคุณผู้มีอุปการะสนับสนุน
การพูดกะทันหันนี้ หากผู้พูดได้รับเชิญในลักษณะดังกล่าวข้อที่ควรปฏิบัติเพื่อให้การ พูดประสบความส าเร็จ ก็ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้ 1.1) ต้องคุมสติให้มั่น อย่าประหม่าหรือตกใจตื่นเต้นจนเกินไป ท าจิตใจ ให้ปกติและสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองด้วยการสร้างความพึงพอใจและความยินดีที่ จะได้พูดในโอกาสเช่นนั้น 1.2) ให้นึกถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เรียนรู้หรือได้พบเห็นมา ซึ่งเห็นว่า เป็ นเรื่องที่ดีมีประโยชน์แก่ผู้ฟังและเป็ นเรื่องราวที่เข้ากับบรรยากาศที่จะพูดแม้ว่า ขณะนั้นจะมีเวลาโอกาสสั้น ๆ ก่อนจะพูดก็ควรนึกคิด รวมทั้งขณะที่เดินจากที่นั่งไปยัง ที่จะพูด 1.3) ก าหนดเรื่องที่จะพูดให้ชัดเจน ก าหนดเวลาพูดให้เหมาะสมกับ โอกาสและงานนั้น ๆ อย่าพูดไปโดยไม่มีการก าหนดหัวเรื่องและก าหนดเวลาไว้ เพราะ จะมีผลให้การพูดไม่ดี คนฟังก็เบื่อหน่าย
2) การพูดโดยการเตรียมการมาล่วงหน้า การพูดแบบนี้เป็ นการพูด ที่ผู้พูดได้มีโอกาสเตรียมตัวมาก่อนคือ ผู้พูด รู้ว่าตนเองได้รับเชิญหรือจะต้องพูดในเรื่องอะไรบ้าง จึงต้องมีการเตรียมตัว ล่วงหน้าเท่าที่โอกาสเวลาจะอ านวยให้ ดังนั้นการเตรียมในเรื่องต่าง ๆ ที่จะพูด เป็ นคุณสมบัติส าคัญที่นักพูดจะต้องปฏิบัติตนอย่างสม ่าเสมอ
3) การพูดโดยอาศัยอ่านจากต้นฉบับ การพูดประเภทนี ้เป็นการพูดตามต้นฉบับที่เขียนขึ ้นซึ่งเป็นการเตรียม ไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ส่วนมากเป็นการพูดทางพิธีการต่าง ๆ ส าคัญ ๆ เช่น การกล่าวเปิดงาน การกล่าวรายงาน การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวรายงานการประชุม การกล่าวค าปราศรัย การกล่าวค าสดุดี การกล่าวค าให้โอวาท การกล่าวต้อนรับที่เป็นพิธีการส าคัญ ๆ ฯลฯ การพูดประเภทนี ้ผู้พูดจะต้องฝึกฝนตน ในเรื่องการอ่านต้นฉบับให้คล่อง การฝึกสายตาเวลาพูด การฝึกอ่านย่อหน้า วรรคตอน และค าศัพท์ที่ยาก ตลอดทั ้งส านวนการพูดให้เหมาะสม
4) การพูดโดยวิธีท่องจ า การพูดลักษณะนี้เป็ นการพูด ที่ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวท่องจ า เนื้อหาอย่างละเอียดจากเอกสาร ต ารา หนังสือต่าง ๆ อย่างแม่นย า เช่น การท่องจ าตัวเลข จ าสุภาษิตค าพังเพย หรือเนื้อหาที่ส าคัญ ๆ การพูดแบบนี้เป็ นการพูดที่ผู้พูดจะต้องใช้ความเพียรพยายามมากใน การจดจ าเนื้อหา และจะต้องมีเวลาในการเตรียมตัว เช่น การเทศน์ของพระสงฆ์ การสวดอ้อนวอนบวงสรวงพิธีกรรมของพราหมณ์ การท าพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ และการท าพิธีกรรมของศาสนาต่าง ๆ เป็ นต้น
การพูดแบบที่ 2 แบ่งตามจ านวนผู้ฟัง มี 2 ประเภท คือ 1) การพูดรายบุคคล เป็ นการพูดตัวต่อตัว ได้แก่ การพูดที่ใช้อยู่ใน ชีวิตประจ าวัน เช่น การสนทนา การสัมภาษณ์ การเล่าเรื่อง การแนะน าตัว เป็ นต้น 2) การพูดในที่ชุมนุมชน เป็ นการพูดที่มีผู้ฟังเป็ นจ านวนมาก เป็ นการ พูดที่มีแบบแผนต้องมีการเตรียมตัว และฝึ กฝนให้เกิดความช านาญ การพูดประเภทน ้ ีไดแ ้ ก่การบรรยายการอภิปรายการปาฐกถาการแสดง สุนทรพจน์ เป็ นต้น
วิธีการพูดที่ดี การพูดเป็ นเรื่องของการสร้างความเชื่อถือและศรัทธาให้เกิดแก่ผู้ฟัง แต่ ก่อนจะให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือจะต้องท าให้เกิดความสนใจ เร้าใจ ใคร่รู้ในช่วงแรก ทันที ดงัน ้ นัคา พูดประโยคแรก (Opening Sentence) หรือ ขอ ้ ความตอนตน ้ ในการเริ่มพูด (Opening Statement) จึงมีความส าคัญมาก
การเริ่มพูด ตอนต้นให้ตื่นเต้น ตอ ้ งไมก่ล่าวนา หร ื อพูดอารัมภบท ย ื ดยาด เยิ่นเย่อ ต้องพูดถึงความ เป็ นมาที่มีความส าคัญจริง ๆ ต้องกล่าวน าว่าจะพูดเรื่องอะไร มีความส าคัญอย่างไรต่อผู้ฟัง การพูด ต้องน าความสนใจ ข้อเท็จจริง ไปสู่เรื่องราวที่จะพูดโดยไม่ชักช้า การพูดตอนกลางให้กลมกลืน ระมัดระวังว่าจะพูดอะไร และพูดอย่างไร ไม่พูดออกตัวกล่าวอย่าง ล่องลอยไร ้ น ้ า หนกั แถลงข้อเท็จจริง เป็ นข้อ ๆ ให้เด่นชัด พูดให้เรียงล าดับ ไม่สับสน ใช้ โสตทัศนูปกรณ์ในจังหวะที่เหมาะสมช่วยเร้าความสนใจและสร้างความเข้าใจ การพูดตอนท้ายให้ทบทวน สรุปข้อเท็จจริงโดยพูดเนน ้ ย ้ า ประเด ็ นส าคญั แต่ไม่พูดซ ้ า เพราะจะท า ให้เป็ นการน่าเบื่อหน่าย ร าคาญเหมือนการพูดวกวน การพูดตอนจบให้จับใจ ต้องเตรียมค าพูดสรุปจบให้กระชับและจูงใจให้เห็นด้วย หากไม่มีค าพูดใด ด ี กวา่วตัถุประสงค ์ ท ี่แถลงขอ ้ เทจ ็ จริงก ็ พูดลงทา ้ ยดว ้ ยการตอกย ้ า ถ ึ งวตัถุประสงค์ในการพูดแถลง ขอ ้ เทจ ็ จริงนนั่เอง
คุณสมบัติเบื้องต้นของนักพูดที่ดี นักพูดที่ดีจ าต้องปรับปรุงพื้นฐานของตนให้มีคุณสมบัติที่ส าคัญเบื้องต้น 5 ประการ ดังนี้ 1) เป็ นนักฟังที่ดี นักพูดไม่ใช่ฝึ กพูดอย่างเดียว ต้องฝึ กฟังด้วย ต้องรู้ว่า เมื่อไรควร พูดเมื่อไรควรฟัง การฟังผู้อื่นท าให้เราได้รับความรู้เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ได้ทบทวน ความรู้เดิมที่เรามีอยู่แล้ว ข้อส าคัญถ้าเลือกฟังในสิ่งที่มีประโยชน์ก็จะท าให้เพิ่มคุณค่า ให้แก่ตัวเองมากขึ้น 2) ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ นักพูดต้องศึกษาหาความรู้ไม่หยุดยั้ง ความรู้ที่ว่านี้ นอกจากจะได้จากการฟังแล้วความรู้ที่ได้จากการอ่านส าคัญที่สุด การอ่านเป็ นวิธีตักตวง ความรู้ที่รวดเร็วและรวบรัดที่สุด นักพูดต้องรักการอ่านให้มากจะเป็ นประโยชน์แก่การ พูด การพูดก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน พอพูดซ ้ามากๆ เข้า ก็จะเกิดความเบื่อ ตัวเอง เมื่อผู้พูดเบื่อตัวเองก็จะไม่มีผู้ฟังคนไหนอยากฟัง
3) ยอมรับฟังค าวิจารณ์ นักพูดต้องยอมรับฟั งวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ อื่น ต้องต้อนรับทั ้งค าติและชม น้ อมรับค า วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั ้น น ามาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง 4) เป็นตัวของตัวเอง นักพูดที่ดีต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร งานเลียนแบบเป็นงานที่ไร้เกียรติไม่สร้างสรรค์ และไม่ท าความภูมิใจให้แก่ตัวเอง ถ้ามีบุคคลใดเป็นตัวอย่างในการพูดที่ดี ขอให้จดจ าน าเอาบางสิ่งบางอย่างของ เขามาลองปฏิบัติดู อย่าเลียนแบบเขาทั ้งหมด จงเป็นตัวของตัวเอง ได้ของดีจากใครได้ความรู้ข้อคิดดี ๆ จากใคร ถ้ า ท าได้ควรเอ่ยนามเขาให้ปรากฏ นอกจากจะได้แสดงมารยาทอันงดงามแล้ว ยังสามารถถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ เหล่านั ้น ได้อย่างเต็มปากเต็มค าไม่เคอะเขินอีกด้วย 5) มีความสุขในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น นักพูดต้องมีความสุขและความพอใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ฟัง และ ถ่ายทอดให้จบสิ ้นตามที่ผู้ฟังก าหนด นอกเสียจากเวลาหรือเงื่อนไขอื่นบังคับ เมื่อหมดแล้วก็แสวงหาสิ่งใหม่ทุกครั ้งที่ มีโอกาสพูดขอให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ท าประโยชน์เป็นเกียรติยศที่ผู้ฟังหยิบยื่นให้แก่เรา ซึ่งจะท าให้มีความ มุ่งมั่น ความกล้าที่จะทุ่มเทให้กับการพูดทุกครั ้ง
ให้นักศึกษาอัดคลิปวิดีโอการพูดของตนเอง เกี่ยวกับ “การสร้างแรงบันดาลใจ” ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มาคนละ 2-3 นาที แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กของตนเอง (ตั้งเป็ นสาธารณะ) ส่งไม่เกิน 24 กันยายน 2565