ก รายงาน เรื่อง ต้นทุนการผลิต จัดทำโดย นางสาววิไลรัตน์ ธาราภูมิ นางสาววัลยา ผดุงทรง เสนอ คุณครูกฤตยาวรรณ์ สังข์สวัสดิ์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้า รายวิชาการบัญชีต้นทุน 1 รหัสวิชา 302010-2003 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
ก คำนำ รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ต้นทุนการผลิต เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง ต้นทุนการผลิต โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ ได้แก่ตำรา หนังสือ ห้องสมุด และแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมายของต้นทุนการผลิต การคำนวณต้นทุนการผลิตของธุรกิจ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการผลิต และความสำคัญของต้นทุนการผลิต เป็นต้น ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาความรู้ หาเรื่องต้นทุนการผลิต เป็นอย่างยิ่ง ผู้จัดทำ นางสาววิไลรัตน์ ธาราภูมิ นางสาววัลยา ผดุงทรง
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ต้นทุนการผลิต 1 วิธีในการลดต้นทุนการผลิต 4 การคำนวณต้นทุนการผลิต 5 การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต 5 ต้นทุนแฝง 6 วิธีช่วยลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ 8 ต้นทุนการจ้างงาน 9 ต้นทุน 10 การบัญชีเกี่ยวกับค่าแรงงาน 14 การควบคุมเกี่ยวกับค่าแรง 15 เอกสารที่ใช้ประกอบกระบวนการเกี่ยวกับค่าแรง 16 การคำนวณค่าแรงเบื้องต้น 16 เงินพิเศษต่างๆ และสวัสดิการ 17 บรรณานุกรม 19
1 ต้นทุนการผลิตประกอบด้วยอะไรบ้าง ตามความเป็นจริงแล้วต้นทุนการผลิต จะมีการแปรเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิต หากผลิต สินค้าเป็นจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตก็จะมากขึ้น ในส่วนของต้นทุนการผลิตประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ 1.ต้นทุนวัตถุดิบ คือ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและต้นทุน วัตถุดิบทางอ้อม ในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ก็คือต้นทุนที่เสียไปกับวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่สามารถระบุได้อย่าง ชัดเจน ส่วนต้นทุนวัตถุดิบทางอ้อม จะเป็นในส่วนของวัสดุ บรรจุภัณฑ์เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่สนับสนุนการผลิต 2.ต้นทุนแรงงาน คือ ค่าใช้จ่ายในส่วนของการจ้างแรงงานในการผลิตแบ่งได้เป็นดังนี้คือค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โดยตรงและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทางอ้อมสำหรับค่าใช้จ่ายแรงงานโดยตรงจะเป็นในเรื่องของค่าจ้างหรือเงินเดือน ของพนักงานฝ่ายผลิตสามารถแปรผันตามปริมาณการผลิตสำหรับค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทางอ้อมจะเป็นเงินเดือน ของพนังานขาย วิศวกร ผู้จัดการ ไม่สามารถแปรผันตามปริมาณในการผลิต 3.ค่าใช้จ่ายในการผลิต คือ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตที่นอกเหนือจากวัตถุดิบวัสดุอุปกรณ์สำหรับค่าใช้จ่าย ในการผลิตก็จะมีตั้งแต่ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่า ค่าภาษี ค่าประกัน และค่าอื่นๆ โดยจะมีการรวมเอาค่าใช้จ่ายนี้สถานที่ ผลิตเท่านั้น ไม่รวมกับ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าที่อยู่นอกเหนือจากการผลิต
2 ปัจจัยการผลิต (Input/Material) หมายถึง องค์ประกอบตั้งต้นที่จะต้องมีเพื่อให้ระบบการผลิตสา มารถสร้าง ผลผลิตขึ้นมาได้ เช่น แรงงานคน วัสดุ/วัตถุดิบ เครื่องมือจักร พลังงานไฟฟ้า เงิน ข้อมูล ฯลฯ กระบวนการแปลงสภาพ (Processing) หมายถึง ขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะช่วยแปรสภาพปัจจัยการผลิตให้กลายเป็น ผลผลิตที่ต้องการได้ ตัวอย่างเช่น การเตรียมวัตถุดิบ การขึ้นรูปทรง การหล่อ การหลอม การปรุง การตกแต่ง ฯลฯ ผลผลิต (Output/Product) หมายถึง ผลลัพธ์จากกระบวนการแปรสภาพ หรือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราต้องการจาก ระบบการผลิต ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ (Products) ในระบบการผลิตจะขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไปไม่ได้ เพราะจะส่งผลให้ระบบไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาให้ได้ กระบวนการผลิต Production Process มีอะไรบ้าง การจะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง นอกจาก องค์ประกอบของการผลิตที่ต้องมีแล้ว ในขั้นตอนการสร้างระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะต้องคำนึงถึงปัจจัย ต่าง ๆ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ คุณภาพ เวลา ต้นทุนและราคา ซึ่งทำให้กระบวนการผลิตต้องการการ วางแผนและการควบคุมที่ดี ภายในกระบวนการผลิต (Production Process) โดยทั่วไป มีอยู่ 3 กิจกรรมสำคัญด้วยกัน คือ การวางแผน (Planning) การดำเนินงาน (Operation) และการควบคุม (Control) ขั้นตอนการวางแผน (Planning) หมายถึง ขั้นตอนของการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำมาวางแผนการผลิตและ การใช้ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ทั้งวัสดุ วัตถุดิบ แรงงาน เวลา รวมไปถึงการควบคุมกรอบเวลา (timeline) และค่าใช้จ่าย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขั้นดำเนินงาน (Operation) หมายถึง ขั้นตอนของการดำเนินการทำตามแผนการผลิตที่วางไว้ ใช้ทรัพยากรอะไร อย่างไร ปริมาณเท่าไหร่ และลำดับขั้นตอนในการแปลงสภาพหรือผลิต ขั้นการควบคุม (Control) หมายถึง ขั้นตอนในขณะที่ระบบการผลิตกำลังดำเนินการอยู่ แล้วเราพยายามควบคุม การทำงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่การควบคุมเวลา การควบคุมแรงงาน การควบคุมการใช้ ทรัพยากร ไปถึงการตรวจสอบและให้คำแนะนำ (Feedback) ตัวระบบหรือผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ประเภทของระบบการผลิต แต่ละธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นระบบการผลิตเพียงรูปแบบเดียวจึง ไม่สามารถใช้กับทุกโรงงานหรือธุรกิจได้ เพื่อที่จะเลือกระบบที่ใช้ได้เหมาะสม มาทำความรู้จักประเภทของระบบ การผลิตดู ว่าโรงงานหรือผลิตภัณฑ์แบบไหน ควรใช้ระบบการผลิตประเภทใด การผลิตแบบโครงการ (Project Manufacturing) การผลิตแบบโครงการ คือ ระบบการผลิตที่ผลิตสิ่งของ ขนาดใหญ่ มีมูลค่าสูง มีลักษณะเฉพาะที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และต้องอาศัยทรัพยากรในการผลิตสูง ซึ่งต้องผลิตเสร็จเป็นโครงการโครงการไป เช่น งานก่อสร้างอาคาร การสร้างเขื่อน การสร้างเรือ การต่อเครื่องบิน
3 เป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า การผลิตแบบนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานเพื่อที่จะผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง (หรือหนึ่ง โครงการ) จนแล้วเสร็จ การผลิตจึงเกิดขึ้นที่สถานที่ตั้งของโครงการ (Site) ทรัพยากรต่างๆ จะถูกนำมาไว้ ณ สถานที่นั้นให้พร้อม และเมื่อจบโครงการจึงค่อยย้ายทรัพยากร เช่น เครื่องจักร แรงงาน วัสดุ ฯลฯ ไปเก็บหรือย้าย ไปสถานที่การผลิตโครงการต่อไป ลักษณะของการผลิตแบบโครงการ -ผลิตทีละชิ้น ความต้องการซื้อต่ำ - มูลค่าสูงมาก -ใช้ทรัพยากรสูงและหลากหลาย (แรงงาน วัสดุ เครื่องจักร พลังงาน เวลา) -ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรเฉพาะตามฟังก์ชัน -ต้องอาศัยแผนการผลิตที่ละเอียด ซับซ้อน การผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง (Job Shop หรือ Intermittent Production) การผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง หรือ Job Shop หมายถึง การผลิตผลิตภัณฑ์ในจำนวนไม่มาก เพราะผลิตภัณฑ์มีความเฉพาะเจาะจง ตามดีไซน์หรือเงื่อนไข ของลูกค้า โดยจะผลิตเป็นล็อตๆ ทำให้ปริมาณในการผลิตไม่สูงและโปรดักที่ได้จะมีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ที่ดีไซน์ออกมาเป็นรุ่น หรือสมาร์ทโฟนที่ออกมาเป็นรุ่นๆ เป็นต้น การผลิตประเภทนี้ ต้องการ เครื่องจักร เทคโนโลยี หรือฝีมือในการผลิตที่เฉพาะเจาะจงเพื่อผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ แต่กระบวนการผลิตจะสม่ำเสมอ ได้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ และเมื่อผลิตสินค้าเสร็จตามปริมาณที่วางแผนไว้ ก็จะผลิตสินค้าชิ้นหรือรุ่นต่อไป ลักษณะของการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง -ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย แต่ความต้องการไม่ได้มาก (Mass) -ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรเฉพาะตามฟังก์ชัน -อาศัยความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างความแตกต่างจากโปรดักต์ประเภทเดียวกัน -แผนการผลิตชัดเจน มีรายละเอียดมาก การผลิตแบบกลุ่ม (Batch Production) การผลิตแบบกลุ่ม หรือ Batch Production จริง ๆ แล้วคล้ายคลึงกับ การผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง เพียงแต่การผลิตแบบกลุ่มจะผลิตภัณฑ์ที่ “แมส” (Mass) มากกว่า และการผลิตแบบกลุ่ม จะเน้นผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีความโดดเด่นเฉพาะตัว แต่จะเหมือนกันตรงที่ผลิตผลิตภัณฑ์ออกมา เป็นล็อตๆ ใช้เครื่องมือ/เครื่องจักรที่ตรงผลิตภัณฑ์ตามกระบวนการผลิตต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การผลิตเสื้อยืด
4 เป็นล็อตๆ ที่มีความต้องการสูง (Mass) การผลิตแบบกลุ่ม (Batch) จะผลิตตามออร์เดอร์เป็นล็อตๆ หรือผลิตเพื่อ ทำเป็นสต็อกสินค้าเพื่อรอจำหน่ายก็ได้ วิธีในการลดต้นทุนการผลิต มีอะไรบ้าง 1.ลดต้นทุนจากวัตถุดิบเนื่องจากวัตถุดิบ คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนการผลิตสูง ดังนั้นการลดต้นทุนการ ผลิตจึงควรเริ่มจากการเลือกวัตถุดิบ โดยควรเปรียบเทียบราคาวัตถุดิบจากหลายๆ บริษัท เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มี คุณภาพ แต่มีราคาที่ไม่สูงมาใช้ในการผลิต เป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ดีมาก ๆ 2.ลดต้นทุนด้วยการซื้อและการจัดเก็บหากธุรกิจมีการวางแผนการจัดซื้อและการจัดเก็บได้ไม่ดีพอ มีLead Time หรือระยะเวลาการรอวัตถุดิบ รอวัสดุและอุปกรณ์นาน จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นการลดต้นทุน การผลิตที่ดีจึงควรมีการตกลงกับบริษัทที่ขายวัตถุดิบ ให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบมาให้ในปริมาณที่เพียงพอ ถ้าจะให้ดี ควรมีการจัดเก็บวัตถุดิบสัมพันธ์กับความต้องการในการผลิต 3.ลดต้นทุนการผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ ถึงแม้จะมีราคาค่าใช้จ่าย ที่ค่อนข้างสูง แต่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็จะช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากร สำหรับการใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยสามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตการนำระบบ IOT มา ใช้ในการสั่งงานเครื่องจักรและหุ่นยนต์ การใช้ Smart Energy System ทำงานร่วมกับระบบ IOT เพื่อจัด การพลังงาน คำนวณพลังงานและค่าใช้จ่ายในการผลิต รวมถึงการใช้ระบบ WMS (Warehouse Mangement System) เข้ามาช่วยจัดการคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ การคำนวณต้นทุนการผลิตของธุรกิจ การคำนวณต้นทุนการผลิตคือสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้ได้รู้ว่าต้นทุนการผลิตมีมากน้อยขนาดไหนเพื่อเป็น ประโยชน์ต่อการบริหารและดำเนินการตามนโยบาย สำหรับวิธีการคำนวณต้นทุนการผลิตสามารถคำนวณได้ดังนี้ สูตรคำนวณต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิต = ต้นทุนวัสดุ + ต้นทุนแรงงาน + ค่าใช้จ่ายในการผลิต คำนวณต้นทุนแปรสภาพ=ค่าแรงทางตรง+ค่าใช้จ่ายในการผลิต คำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์=วัตถุดิบทางตรง+ค่าแรงงานทางตรง+ค่าใช้จ่ายในการผลิต
5 ทำไมธุรกิจถึงควรวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต เหตุผลที่ธุรกิจควรวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตก็เพื่อให้ธุรกิจได้รู้ว่าต้นทุนการผลิตสูงหรือต่ำเพื่อทำให้สามารถ ควบคุมและลดต้นทุนการผลิตพร้อมกับปรับปรุงแก้ไขให้ต้นทุนการผลิตลดลงนอกจากนี้ยังทำให้ธุรกิจสา มารถ ตัดสินใจและวางแผนงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยังทำให้สามารถประมาณต้นทุนการผลิต ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถประมาณผลประกอบการล่วงหน้าได้นอกจากนี้การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตยังส่งผล ต่อการประเมินผลและควบคุมการบริหารงาน ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้ง จากการผลิตโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีผลต่อการกำหนดราคาสินค้าและบริการ ทำให้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ "ต้นทุนการผลิต" อยู่เสมอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นระหว่า ง การผลิต อีกทั้งยังสามารถสะท้อนค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในการผลิตสินค้าได้ โดยผู้เขียน สรุปถึงความสำคัญในการวิเคราะห์ "ต้นทุนการผลิต" ได้ดังนี้ - เพื่อกำหนดหาต้นทุนการผลิตที่ใกล้เคียงที่สุด การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตจะทำให้ทราบถึงจุดที่มีต้นทุนการ ผลิตที่สูง-ต่ำ รวมถึงสาเหตุและที่มาที่ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นได้ - เพื่อการควบคุมและลดต้นทุนการผลิต เมื่อรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูง เราก็จะสามารถแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้ - เพื่อตัดสินใจและวางแผนกระบวนการทำงานต่าง ๆ เมื่อทราบปัญหาที่ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูง ผู้ผลิตก็จะ สามารถประมาณการต้นทุนการผลิตและราคาขายที่ต่ำมาได้ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะทำให้สถาน ประกอบการสามารถประมาณการผลประกอบการและกำไรของกิจการได้ - เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินผลและควบคุมการบริหารงาน สามารถนำผลการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตมา ประเมินผลงานทั้งประสิทธิภาพส่วนของบุคลากรที่ดำเนินงานและผังการบริหารองค์กร (organization) เพื่อการ ปรับปรุงและปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6 ต้นทุนแฝง คืออะไร ต้นทุนแฝง คือ ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ส่วนใหญ่มักจะเป็นต้นทุนเล็กๆ น้อยๆ ที่ ไม่ได้มีมูลค่ามาก จึงมักถูกมองข้ามไป ไม่นับเป็นต้นทุน ซึ่งการถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสนใจนี้เอง ที่ทำให้ ต้นทุนแอบแฝงนี้สะสมและเพิ่มพูนขึ้น จนกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ธุรกิจเกิดการขาดทุนและไม่ได้รับ ผลตอบแทนที่คุ้มค่า สำหรับต้นทุนแฝงที่เรามักจะมองข้ามกันอยู่บ่อยๆ ก็จะมีตั้งแต่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่า อุปกรณ์สำนักงาน หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถจับต้องได้อย่างเช่นเวลา หรือค่าเสียโอกาส เป็นต้น ต้นทุนแอบแฝง เกิดได้จากสาเหตุอะไรบ้าง สาเหตุของการเกิดต้นทุนแฝง มักเกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ไม่มีระบบจัดการและระบบการ บริหารต้นทุนที่ดีพอ การไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การละเลย ไม่ตรวจสอบบัญชี โดยอาจจะมองข้ามไปที่ผลลัพธ์ หรือผลกำไร มากกว่าการใส่ใจต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ต้นทุนแอบแฝงยังเกิดขึ้นได้จากค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่ากระดาษ ค่าจ้างพนักงาน ค่ากินเลี้ยงพนักงาน รวมไปถึงค่าเดินทางที่ต้องจ่าย ในกรณีที่ต้องเดินทางไปพบ ลูกค้าหรือในวาระอื่นๆ ต้นทุนแฝง มีกี่ประเภท 1.ต้นทุนแฝงจากค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด สำหรับต้นทุนแฝงจากค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดก็จะมีตั้งแต่ ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่า กระดาษ ค่าหมึกปริ้น ค่าพิมพ์เอกสาร ถ้าคลิปหนีบกระดาษ ค่าไฟจากการใช้เครื่องถ่ายเอกสารหรือเครื่องปรินท์ รวมไปถึงค่าซื้อข้าวของต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น โต๊ะ ตู้ เก้าอี้เป็นต้น 2.ต้นทุนแฝงจากค่าติดต่อสื่อสาร เป็นอีกหนึ่งประเภทของต้นทุนแฝงที่มักจะเกิดขึ้นกับหลายๆธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตาม สำหรับต้นทุนแฝงจากค่าติดต่อสื่อสารก็จะมีตั้งแต่ ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ที่ ใช้ติดต่อกับลูกค้า ค่าสัญญาณอินเทอร์เน็ต ค่าเช่าห้องประชุมหรือค่าเช่าห้องสัมมนานอกสถานที่ 3.ต้นทุนแฝงจากสินค้าคงเหลือหรือสินค้าคงคลัง ต้นทุนสินค้าคงคลัง เป็นต้นทุนแอบแฝงพบได้บ่อยกับธุรกิจที่ เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า ที่ต้องมีการสต๊อกสินค้าไว้ในคลัง ซึ่งเมื่อปัญหาในการบริหารจัดการสินค้า หรือการขาย สินค้าไม่ได้ ก็จะทำให้สินค้าเหลือในคลังเหลือมากกลายเป็น Dead Stock ซึ่งยากต่อการจัดการและการจัดเก็บ และทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
7 4.ต้นทุนแฝงในรูปแบบของเวลา ต้นทุนแฝนในรูปแบบของเวลา เรียกง่ายๆ ว่าค่าเสียเวลาหรือต้นทุนค่าเสีย โอกาส คือหนึ่งในต้นทุนแฝงที่พบบ่อยที่สุด เป็นต้นทุนแฝงที่มาจากการสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ เช่น การ รอวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิต การรอผู้มีอำนาจอนุมัติการทำงาน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อการสร้างรายได้ และการได้กำไรเพิ่มเติมในการทำธุรกิจทั้งสิ้น หากมีต้นทุนแฝงมาก ๆ จะส่งผลเสียอย่างไร หากการทำธุรกิจไม่มีการดูแลบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนแฝงที่ดี จนทำให้มีต้นทุนแฝงจำนวนมาก ซึ่งต้นทุน แฝงเหล่านี้ก็จะส่งผลเสียต่อธุรกิจ ดังนี้ • ทำให้จัดสรรทรัพยากรในธุรกิจได้ไม่เต็มที่ ไม่มีประสิทธิภาพ • ทำให้ผลกำไรของกิจการลดลง ยิ่งถ้ามีต้นทุนแฝงมากก็ยิ่งจะขาดทุนมาก • ทำให้เกิดการทุจริตในบริษัทหรือองค์กร เพราะต้นทุนแฝงคือรูรั่วของธุรกิจ • ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากการรอสินค้า และการรอการอนุมัติ • ทำให้มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมา เช่น ต้นทุนในการผลิต ต้นทุนแฝงจากสินค้าล้าสมัย ที่ทำให้สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ รวมไปถึงค่าจ้างพนักงานในการดูแลสินค้า
8 4 วิธีช่วยลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ 1.บริหารจัดการงบประมาณให้เข้มงวด ต้นทุนแฝงเกิดจากการบริหารจัดการงบประมาณที่ไม่ดี ดังนั้นการลด ต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ จึงควรเริ่มจากการวางแผนงบประมาณให้เข้มงวดและรัดกุมขึ้น ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วย การกำหนดเพดานเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด 2.จัดการสินค้าในคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ การจัดการสินค้าในคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ จะช่วยในการลด ต้นทุนแฝงได้ โดยสามารถทำได้ด้วยการนำระบบจัดการคลังสินค้าอย่างระบบ WMS (Warehouse Management System) เข้ามาใช้งาน เพราะจะทำให้สามารถตรวจสอบสินค้าในคลังสินค้าได้ตลอดเวลา ว่ามีปริมาณสินค้า คงเหลือเท่าไหร่ มีสินค้าไหนบ้างที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงทำให้สามารถค้นหาและหยิบสินค้า เพื่อทำการจัดส่งได้ อย่างรวดเร็วอีกด้วย เมื่อจัดระเบียบสินค้าคงคลังเสร็จก็ให้ ทำการจัดการกับสินค้า Dead Stock เพื่อลดปริมาณ สินค้าคงเหลือ ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บให้มากขึ้น 3.ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพการทำงาน เริ่มจากการทำรายงานทางบัญชีงบประมาณ บัญชีทางการเงิน เพื่อประเมินผลการวางแผนบริหารต้นทุนแฝง วิธีนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและต้นทุน รวมไปถึงตรวจสอบต้นทุนแฝงจากปัจจัยต่างๆ เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนแฝง ไม่ให้เกิดผลเสียต่อธุรกิจ 4.นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะทำให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่าง ๆ เกี่ยวกับต้นทุนแฝงได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น โดยเทคโนโลยีหนึ่งที่ได้รับความนิยม ก็คือ ระบบจัดการออเดอร์(Order Management System) เป็นระบบที่จะช่วยรวบรวมและจัดการออเดอร์จาก ช่องทางขายต่าง ๆ ลดโอกาสที่ออเดอร์จะตกหล่นหรือซ้ำกัน พร้อมช่วยเช็คสินค้าและตัดสต๊อกสินค้า อัตโนมัติ นอกจากนี้ระบบ OMS ก็ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างพนักงาน และจัดทำรายงานยอดขาย ข้อมูลเชิงสถิติต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการจัดการต้นทุนแฝงได้ดีมากยิ่งขึ้น
9 ต้นทุนการจ้างงานคืออะไร ? ต้นทุนการจ้างงานคืออะไร หลายคนอาจสงสัยว่า ต้นทุนการจ้างงานนั้นคิดอย่างไร แล้วมีความสำคัญมาก น้อยแค่ไหน โดยปกติแล้วต้นทุนการจ้างงานของพนักงานแต่ละคนนั้น ก็จะถูกแบ่งออกเป็นต้นทุนทางตรงและ ต้นทุนทางอ้อม เหมือนกับต้นทุนในการบริหารองค์กร และตรงกับบริษัทในการทำงานขององค์กร ตรงกับประเภทของธุรกิจการทำงานขององค์กร แต่ก็อย่าลืมนะคะว่า แต่โดยทั่วไปแล้วองค์กรจะมองเห็นแค่เงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานเท่านั้นเพราะว่าไม่มีการแยก รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกิดขี้นจริงตั้งแต่กระบวนการสรรหาจนถึงกระบวนการรับเข้าเป็นพนักงานประจำ หลาย องค์กรมองว่าการคิดแค่เงินเดือนและสวัสดิการนั่นง่ายต่อการคำนวณคิดต้นทุนการจ้างงาน และในหลายๆ องค์กร จะมองผลงานของพนักงานที่สามารถวัดได้จริงๆ เท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหน่วยงานในสายงานหลักขององค์กร เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาดฝ่ายผลิต ฯลฯหน่วยงานเหล่านี้สามารถที่จะเก็บตัวเลขผลงานของพนักงานแต่ละคน ออกมาได้จริงๆ อย่างชัดเจนแต่ในส่วนงานของฝ่ายสนับสนุนเช่น แผนกบัญชี ฝ่ายบุคคล ในส่วนนี้จะวัดต้นทุนกัน ได้ยากเนื่องจากว่าไม่มีตัวเลขมาวัดได้อย่างชัดเจนเหมือนกับฝ่ายอื่นทำให้หลายองค์กรไม่ได้คิดต้นทุนในส่วนนี้กัน และส่วนมากจะใช้ประเมินเป็นการประเมินศักยภาพในการทำงานของแต่ละบุคคลเสียมากกว่า แต่หลักการ ประเมินก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีนัก องค์กรควรมีหลักการคำนวณต้นทุนที่ตรงไปตรงมาคน มีความแตกต่า งกับ เครื่องจักร เราจะมาวัดต้นทุนกันโดยวิธีการคำนวณสูตรอย่างเดียว แบบนี้ก็ไม่ค่อยถูกต้องนักเนื่องจากเครื่องจักร เรายังสามารถคิดต้นทุนได้ชัดเจน แต่สิ่งที่ต่างก็คือ เครื่องจักรนับวันจะเสื่อมค่าลง ( คิดค่าเสื่อมรา คา ได้ ) แต่ ทรัพยากรคนนั้น ถ้าเราลงทุกพัฒนาเขาได้อย่างตรงจุด ถูกทาง เขาจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและตัวเค้าเองได้ อย่างแน่นอนอีกทั้งองค์กรก็ไม่มีการคิดค่าเสื่อมราคาของพนักงาน เพราะเชื่อว่า คนพัฒนาได้ การที่คนอยู่ทำงาน
10 กับองค์กรไปนานๆ มูลค่าเพิ่มของคนๆ นั้นจะเพิ่มขึ้นไปด้วย ซึ่งมูลค่าเพิ่มตรงนี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำ ให้ทรัพยา กร บุคคลแตกต่างกับทรัพยากรด้านอื่นๆ ซึ่งทรัพยากรด้านอื่นๆ นับวันจะมีแต่เสื่อมลง แต่ทรัพยากรคนนั้นกับเพิ่ม ศักยภาพในการทำงานมากยิ่งขี้นตามกาลเวลาที่ได้ฝึกฝนเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะนั่น ต้นทุน ต้นทุนผสม (Mixed Costs) หมายถึง ต้นทุนที่มีลักษณะของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรรวมอยู่ด้วยกัน ในช่วง ของการดำเนินกิจกรรมที่มีความหมายต่อการตัดสินใจ โดยต้นทุนผสมนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ต้นทุนกึ่งผัน แปร และต้นทุนกึ่งคงที่หรือต้นทุนเชิงขั้น ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi variable cost) หมายถึง ต้นทุนที่จะมีต้นทุนส่วนหนึ่งคงที่ทุกระดับของกิจกรรม และมี ต้นทุนอีกส่วนหนึ่งจะผันแปรไปตามระดับของกิจกรรม เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ใน บางครั้งก็เป็นการยากที่จะระบุได้ว่าต้นทุนส่วนใดเป็นต้นทุนผันแปร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคในการประมา ณ ต้นทุนเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งเทคนิคในการประมาณต้นทุนจะได้ศึกษาต่อไปในส่วนของการบัญชีต้นทุนที่ เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ต้นทุนเชิงขั้น (Step cost) หรือต้นทุนกึ่งคงที่ (Semi fixed cost) หมายถึง ต้นทุนที่จะมีจำนวนคงที่ ณ ระดับ กิจกรรมหนึ่งและจะเปลี่ยนไปคงที่ในอีกระดับกิจกรรมหนึ่ง เช่น เงินเดือน ผู้ควบคุมคนงาน ค่าเช่าบางลักษณะ เป็นต้น จากกราฟในช่วงของการตัดสินใจผลิตจะเห็นว่าค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนกึ่งผันแปร ต้นทุนรวมจะมีส่วนของ ค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายผันแปรรมกัน โดยค่าใช้จ่ายคงที่เป็นเส้นตรงขนานกับจำนวนหน่วย ไม่ว่าจำนวนหน่วย จะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใดจะมีต้นทุนคงที่ในจำนวน 500 บาท และมีส่วนของค่าใช้จ่ายผันแปรค่อย ๆ สูงขึ้นเป็น เส้นตรงสัมพันธ์กับจำนวนหน่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วน
11 การจำแนกต้นทุนตามหน้าที่งานในสายการผลิต การดำเนินงานของธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ มักจะประกอบไป ด้วยแผนกต่าง ๆ จำนวนมากในสายการผลิตสินค้า และแต่ละแผนกก็ทำหน้าที่งานที่ได้รับมอบหมาย สำหรับ กิจการที่ทำการผลิตสินค้าเราสามารถที่จะจำแนกแผนกต่าง ๆ ออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ต้นทุนแผนกผลิต (Cost of production departments) หมายถึง ต้นทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำ งานของ เครื่องจักร คนงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในแผนกผลิตสินค้าของกิจการ เช่น แผนกตัด แผนกเชื่อม แผนก ประกอบ แผนกบรรจุ เป็นต้น ต้นทุนแผนกบริการ (Cost of service departments) หมายถึง ต้นทุนต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต โดยตรงโดยแผนกต่าง ๆ เหล่านี้จะทำหน้าที่ในด้านการบริการให้แก่แผนกอื่น ๆ เช่น แผนกเงินเดือนและค่าจ้าง แผนกบุคคล แผนกซ่อมบำรุง แผนกธุรการโรงงาน เป็นต้น โดยปกติแล้วต้นทุนในแผนกบริการส่วนที่เกี่ยวกับการ ผลิตก็จะถูกจัดสรรเข้าแผนกผลิตต่าง ๆ เพื่อทำการคำนวณหาต้นทุนผลิตที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการจัดสรร ต้นทุนจากแผนกบริการให้แก่แผนกผลิตก็จะต้องคำนึงถึงการที่แผนกผลิตได้ใช้ประโยชน์จากแผนกบริการนั้น ๆ จากภาพจะพบว่า ฝ่ายผลิตรับการปันส่วนจากเงินเดือนผู้จัดการทั่วไป จำนวน 2,000 บาท ถือเป็นต้นทุนที่ควบคุม ไม่ได้ แต่ในส่วนเงินเดือนหัวหน้าฝ่ายผลิตเองเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ แผนกตกแต่งรับการปันส่วนเงินเดือนผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายผลิต จำนวน 1,000 บาท ถือเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในส่วนเงินเดือนหัวหน้าแผนกตกแต่งเองเป็น ต้นทุนที่ควบคุมได้ การจำแนกต้นทุนตามลักษณะของการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อตัดสินใจ ในการดำเนินธุรกิจผู้บริหารมักจะต้อง ประสบปัญหาต่าง ๆ มากมายและที่สำคัญก็คือ ผู้บริหารจะต้องพยายามทำการตัดสินใจแก้ไขปัญหา หรือเลือก ทางเลือกที่ดีที่สุด ข้อมูลทางด้านต้นทุนที่เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจจึงมักจะถูกจำแนกเป็น
12 ต้นทุนจม (Sunk Cost) หมายถึง ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Cost) หรือไม่สามารถที่จะทำการ เปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าผู้บริหารจะทำการตัดสินใจอย่างไร ดังนั้น ต้นทุนจมจึงเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจใน อดีต ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจในปัจจุบัน เช่น ค่าเช่าที่เป็นสัญญาเช่าระยะยาว ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ ประจำ เป็นต้น ถึงแม้ว่าต้นทุนจมจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจในปัจจุบัน แต่ผู้บริหารก็ควรที่จะทำการตัดสินใจเลือก ทางเลือกที่สามารถใช้ประโยชน์จากต้นทุนจมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่สามารถประหยัดได้จากการตัดสินใจเลือกทางใดทาง หนึ่ง ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้มักจะมีบทบาทที่สำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริหารเสมออ ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ ผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่กิจการจะได้รับจากการตัดสินใจ เลือกทางเลือกหนึ่งแต่กับต้องสูญเสียไป จากการที่เลือกตัดสินใจในอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น ถ้ากิจการมีเงินจำนวน หนึ่งและสามารถนำไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยปีละ 20,000 บาท แต่ถ้ากิจการต้องการนำเงินที่มีอยู่นั้นไปลงทุนทำ ธุรกิจ การที่กิจการเลือกลงทุนทำธุรกิจทำให้สูญเสียดอกเบี้ยที่จะได้รับ 20,000 บาท ถือว่าถ้ากิจการเลือกทำธุรกิจ ก็จะมีต้นทุนเสียโอกาสเกิดขึ้น 20,000 บาท โดยปกติต้นทุนเสียโอกาสจะไม่มีการบันทึกลงบัญชีของกิจการเพรา ะ มิได้เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นต้นทุนที่ถูกสมมติเพื่อการตัดสินใจ ต้นทุนส่วนที่แตกต่าง (Differential Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากการตัดสินใจเลือก กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงในทางเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ( Incremental Cost or Decremental Cost) โดยปกติต้นทุนประเภทนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติแบบเดิม มาเป็น วิธีการปฏิบัติแบบใหม่ เช่น ถ้าผู้บริหารกำลังทำการตัดสินใจว่าควรที่จะซื้อเครื่องจักรรุ่นใหม่ เข้ามาทำการผลิต แทนเครื่องจักรเก่าที่มีอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เครื่องจักรใหม่อาจจะต้องลงทุนสูง แต่ก็สามารถที่จะประหยัดต้นทุน ผันแปร ต่อหน่วยลงไปได้ ซึ่งผู้บริหารจะต้องทำการตัดสินใจโดยพิจารณาจากต้นทุนส่วนที่แตกต่างรวมสุทธิ (Net Total Differential Cost) ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย (Marginal Cost) หมายถึง ต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากการผลิตเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย ซึ่งมีลักษณะ คล้ายคลึงกับต้นทุนส่วนเพิ่ม (Incremental Cost) แต่ต้นทุนส่วนเพิ่มต่อหน่วยเป็นการพิจารณาส่วนที่เพิ่มจากการ เพิ่มของการผลิตเพียง 1 หน่วย ตามที่กล่าวแล้ว ช่วยผู้บริหารเพื่อการตัดสินใจได้เช่นกัน ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย (Marginal Cost) หมายถึง ต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากการผลิตเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย ซึ่งมีลักษณะ คล้ายคลึงกับต้นทุนส่วนเพิ่ม (Incremental Cost) แต่ต้นทุนส่วนเพิ่มต่อหน่วยเป็นการพิจารณาส่วนที่เพิ่มจากการ เพิ่มของการผลิตเพียง 1 หน่วย ตามที่กล่าวแล้ว ช่วยผู้บริหารเพื่อการตัดสินใจได้เช่นกัน
13 การบัญชีเกี่ยวกับค่าแรงงาน ค่าแรงงาน เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิต แบ่งออกเป็นค่าแรง ทางตรงและค่าแรง ทางอ้อม ในการปฏิบัติงานของคนงานนั้น กิจการจะต้องมีการวางกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเข้าทำงาน การ ปฏิบัติงานในโรงงานเวลาปกติการทำงานล่วงเวลาทั้งในวันปกติและวันหยุด และพึ่งระมัดระวังในการ ปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน เพื่อให้การคำนวณค่าแรงให้กับคนงานนั้นเป็นไป อย่างถูกต้องและยุติธรรม รวมทั้งสวัสดิการ ต่างๆ ที่คนงานพึ่งจะได้รับซึ่งจะส่งผล ให้คนงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ความหมายของค่าแรง ค่าแรง ในที่นี่หมายถึง ค่าจ้าง (Wages) และเงินเดือน (Salaries) การจ่ายค่าจ้าง มักกระทำเป็นรายชั่วโมง (Hourly) รายวัน (Daily) รายชิ้น (Piecework) หรือรายเดือน การจ่ายเงินเดือนจะจ่ายเป็นประจำเดือนที่เท่าๆ กัน ทุกเดือนประเภทของค่าแรง ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ค่าแรงทางตรง (Direct Labor Cost) เป็นค่าแรงที่กิจการจ่ายให้คนงานที่ท าหน้าที่ในการผลิตสินค้า โดยตรง คือ เป็นผู้ทำการแปรสภาพวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น ค่าแรงของพนักงานแผนก ผลิต ค่าแรงผู้ควบคุม เครื่องจักร (Operator) ค่าแรงทางตรงนี้จะคิดเข้าเป็นต้นทุนของชิ้นงาน ที่ผลิต โดยตรง 2. ค่าแรงทางอ้อม (Indirect Labor Cost) เป็นค่าแรงที่จ่ายให้คนงาน หรือพนักงานที่อยู่ในแผนกอื่น ๆ ใน โรงงานที่ไม่ได้ทำการผลิตโดยตรง เช่น ค่าแรงของผู้ควบคุมพัสดุเงินเดือนยาม เงินเดือนผู้จัดการโรงงาน เป็นต้น
14 การควบคุมเกี่ยวกับค่าแรง การควบคุมการทำงานและการบัญชีที่ดีเกี่ยวกับค่าแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมต้นทุนประเภทนี้ ในการ จัดการ เกี่ยวกับแรงงานจึงต้องมีแผนกต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องดังนี้ คือ 1. แผนกบุคลากร (Personnel Department) มีหน้าที่จัดหาแรงงานต่างๆ เข้ามาในโรงงาน หน้าที่โดยสรุป ของแผนกนี้ คือ • การก าหนดมาตรฐานแรงงาน เกี่ยวข้องกับการแบ่งประเภทงาน • การว่าจ้าง เกี่ยวข้องกับการ รับสมัคร การสัมภาษณ์ การทดสอบและการบรรจุเข้าท างาน • การฝึกอบรม เกี่ยวข้องกับการอบรมฝึกฝน เพื่อให้ พนักงานได้มีความช านาญเพิ่มขึ้น • สวัสดิการ เป็นเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของคนงาน 2.แผนกวางแผนการผลิต (Production Planning Department) มีหน้าที่ในการกำหนด แผนการผลิตว่าจะใช้ แรงงานประเภทใด แผนกใด เป็นจำนวนเท่าใด 3.แผนกบัญชีเกี่ยวกับค่าแรง (Payroll Accounting Department) มีหน้าที่เก็บเวลาทำงานของคนงาน คำนวณ ค่าแรง วิเคราะห์ค่าแรงเข้างาน และจ่ายค่าแรงให้คนงาน แผนกที่ทำหน้าที่นี้อาจแบ่งเป็น 3 แผนกย่อย ๆ คือ • แผนกควบคุมเวลาทำงาน (Time-Keeping Department) มีหน้าที่บันทึกเวลาทำงานของคนงาน • แผนกค่าแรง (Payroll Department) มีหน้าที่คำนวณค่าแรงตามเวลาที่แผนกควบคุมเวลาทำงานรวบรวมได้ • แผนกบัญชีต้นทุน (Cost Accounting Department) ทำหน้าที่วิเคราะห์ค่าแรงที่คำนวณโดยแผนกค่าแรง เอกสารที่ใช้ประกอบกระบวนการเกี่ยวกับค่าแรง ได้แก่ 1.บัตรลงเวลา (Clock Card) หรือบัตรนาฬิกา เป็นบัตรที่จัดทำสำหรับคนงานแต่ละคนในแต่ละงวดค่า แรง เพื่อให้คนงานบันทึกเวลาที่ เข้า-ออกในโรงงาน โดยสอดบัตรเข้าไปในนาฬิกาเพื่อประทับเวลา ซึ่งเรียกว่า การตอก บัตร 2.บัตรบันทึกเวลาทำงาน (Time Ticket) คือ บัตรที่ใช้บันทึกเวลาที่พนักงานใช้ไปในการผลิตในลักษณะต่าง ๆ เพื่อแสดงให้ทราบว่า พนักงานทำงานประเภทใด ที่ไหน ใช้เวลาเท่าใด 3.ทะเบียนค่าแรง (Payroll Record) เป็นหน้าที่ของแผนกค่าแรงที่จะจัดท าทะเบียนค่าแรงขึ้น เพื่อใช้บันทึก ค่าแรงของพนักงานทุกคน ที่คำนวณได้จากบัตรบันทึกเวลาทำงาน 4. ใบสรุปต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost Summary) ใบสรุปต้นทุนค่าแรงงานเป็นเอกสารที่ ใช้บันทึก ค่าแรงงานที่ได้วิเคราะห์และแยก ประเภทแล้วว่าเป็นค่าแรงงานทางตรง หรือค่าแรงทางอ้อม
15 การคำนวณค่าแรงเบื้องต้น (Gross Payrolls) เป็นค่าแรงก่อนหักรายการต่าง ๆ ของคนงาน โดยคำนวณจากชั่วโมงการทำงานหรืออาจคำนวณจ่ายเป็นราย ชิ้นงาน ค่าแรงเบื้องต้นนี้คำนวณได้จากค่าแรงปกติรวมกับค่าแรงล่วงเวลา ดังนี้ คือ การคำนวณค่าแรงปกติ การคำนวณตามชั่วโมงการทำงานค่าแรงปกติ = จำนวนชั่วโมงการทำงาน x อัตราค่าแรงรายชั่วโมง การคำนวณตามชิ้นงานค่าแรงปกติ= จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ x อัตราค่าแรงรายชิ้น การคำนวณค่าแรงล่วงเวลา(Overtime) กฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเวลาทำงานปกติของกิจการ อุตสาหกรรมว่า หาก ลูกจ้างทำงานเกินกว่าเวลาและชั่วโมงปกติที่กิจการกำหนดไว้ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรง ล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง อัตราค่า ล่วงเวลาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แบ่งได้เป็น อัตราค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติหมายถึง ถ้าคนงานทำงานนอกเวลาปกติ นายจ้างจะต้องจ่าย ค่าแรงงาน ให้ลูกจ้างในอัตราหนึ่งเท่าครึ่งของค่าแรงต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วยของผลงานในเวลาทำงานปกติ อัตราล่วงเวลาในวันหยุด ถ้าคนงานหรือพนักงานลูกจ้างทำงานในวันหยุด หรือวันอื่น ๆ นายจ้างต้องจ่าย ค่า ล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ ค่าแรงงานเบื้องต้น = ค่าแรงงานปกติ + ค่าแรงงานล่วงเวา
16 เงินพิเศษต่าง ๆ และสวัสดิการ ค่าล่วงเวลา(Overtime) หมายถึง ค่าแรงที่จ่ายให้พนักงานหรือคนงานในช่วงนอกเวลางานปกติการคิด ค่าล่วงเวลาเป็นต้นทุนการผลิต มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ ค่าล่วงเวลาของคนงาน ซึ่งไม่ได้ทำการผลิตสินค้าโดยตรง ถือเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายใน การผลิต ค่าล่วงเวลาของคนงาน ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าโดยตรงให้พิจารณา ดังนี้ • ถ้าการทำงานล่วงเวลาเกิดขึ้นจากการรับงานจากลูกค้า กรณีเช่นนี้จะถือว่าค่า ล่วงเวลานั้นเป็นค่าแรงทางตรง • ถ้าการทำงานล่วงเวลาเกิดขึ้น จากการที่กิจการรับงานไว้เกินกำลังที่จะผลิตได้ ทันในเวลาปกติ กรณีเช่น นี้จะถือ ว่า ค่าล่วงเวลาที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตรา ปกติเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิต ส่วนที่จ่ายในอัตราปกติถือเป็นต้นทุน ค่าแรงงานทางตรง เงินรางวัลพนักงาน (Bonus) เงินรางวัลพนักงานเป็นผลตอบแทนที่กิจการจ่ายไปเพื่อเพิ่มขวัญและ กำลังใจแก่ พนักงานนอกเหนือจากค่าจ้างหรือเงินเดือน ปกตินิยมจ่ายเป็นรางวัลพนักงานในวันสิ้นปีดำเนินงานและมักจะจ่าย เมื่อกิจการมีผลกำไรสุทธิเท่านั้น โดยอาจ กำหนดว่าจ่ายเป็นกี่เท่าของเงินเดือน หรือกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ กำไรสุทธิประจำปี ค่าแรงระหว่างวันหยุด พักผ่อน (Vacation Pay) การคำนวณค่าแรงที่จ่ายให้นี้ใช้หลักการเดียวกับการ จ่ายเงิน รางวัลพนักงาน คือ ถือว่าเงินที่จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการผลิต เงินบำนาญ (Employee Pension Cost) หมายถึง เงินที่ลูกจ้างจะได้รับเมื่อเกษียณอายุ การกำหนด นโยบาย เกี่ยวกับเงินบำนาญ กิจการอาจกำหนดเพียงฝ่ายเดียวหรืออาจกำหนดร่วมกันกับลูกจ้าง ค่าเข้ากะ(Shift Premium) เป็นเงินพิเศษที่กิจการจ่ายให้ลูกจ้างกรณีทำงานนอกเวลาปกติ ซึ่งเป็นการ จ่ายให้ เป็นกรณีพิเศษเพื่อชดเชยกับการที่ลูกจ้างทำงานในตอนกลางคืน ผู้ที่ทำงานในช่วงกะกลางคืน จะ ได้รับเงินเพิ่ม พิเศษที่เรียกว่า ค่าเข้ากะ หรือเงินเพิ่มพิเศษยามวิกาล เงินชดเชยเมื่อออกจากงาน เป็นเงินที่บริษัทจ่ายให้พนักงานในกรณีที่ให้พนักงานออกจากงานโดยไม่มี ความผิด ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้บัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดย ไม่มีความผิด เงินสวัสดิการอื่น ๆ กิจการบางแห่งก็ยังได้จัดสวัสดิการด้านต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล การจัดรถรับส่ง พนักงานการเลี้ยงอาหารกลางวันแก่พนักงาน เป็นต้น
17 บรรณานุกรม https://greedisgoods.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0 %B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8 %95-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/ https://xn-- b3cf3alb5cxfdh8a1v.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0 %B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8 %95 https://sites.google.com/a/ttc.ac.th/industryaccounting/1-laksna-khxng-kickar-xutsahkrrm/13 https://home.kku.ac.th/anuton/cost%20accounting/cost%20split.htm https://www.myaccount-cloud.com/Article/Detail/91233/Manufacturing-Cost-Statement- %E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0 %B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8 %95 https://www.kmcpaccounting.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8 %87%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99 %E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0 %B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95/