วรรณคดี
ในสมัยสุโขทัย
สภาพเหตุการณ์ทั่วไป
กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของอาณาจักรสุโขทัย (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ – พ.ศ. ๑๙๒๐) ประวัติการตั้งอาณาจักร
สุโขทัยได้ปรากฏในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ และศิลาจารึกวัดศรีชุมหลักที่ ๒ ว่า มีพ่อเมืองไทย ๒ คน ชื่อพ่อขุน
บางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง กับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ขณะนั้นเมืองบางยาง เมืองราดเป็นประเทศราช
ของขอม พ่อเมืองทั้งสองได้รวมกำลังยกทัพมาตีเมืองสุโขทัย เมื่อตีเมืองสุโขทัยได้แล้ว พ่อขุนผาเมืองได้อภิเษก
ให้พ่อขุนบางกลางหาวเป็นเจ้าเมืองครองกรุงสุโขทัย ทรงพระนามว่า ขุนศรีอินทราทิตย์ นับว่ากรุงสุโขทัยเป็น
ศูนย์กลางการปกครองและมีเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๐๐
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีมเหสีชื่อนางเสือง และมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๕ พระองค์ พระราชโอรสใหญ่
สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ องค์กลางมีพระนามว่า บานเมือง และองค์เล็กมีพระนามว่า รามคำแหง ซึ่งได้รับ
พระนามจากพระราชบิดาเมื่อคราวชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสด็จสวรรคต
แล้ว พ่อขุนบานเมืองได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาพ่อขุนบานเมืองได้ทรงตั้งพระรามคำแหงเป็นมหาอุปราชไปครอง
เมืองชะเลียง พ่อขุนบานเมืองได้ครองราชย์อยู่จนถึงราว พ.ศ.๑๘๒๒ ก็สวรรคต
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วงในราวปี พ.ศ. ๑๘๒๒
รัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในราชวงศ์พระร่วงราชอาณาเขตแผ่ขยายไปอย่างกว้าง
ขวางประชาชนได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้าที่เรียกกันว่า “ไพร่ฟ้าหน้าใส” การพาณิชย์เจริญก้าวหน้าทรง
ทำนุบำรุงศิลปวิทยาการให้เจริญรุ่งเรืองหลายประการ
วรรณคดีสมัยสุโขทัย
ในสมัยกรุงสุโขทัยปรากฏหลักฐานมีวรรณคดีอยู่เพียง ๒
รัชสมัย คือ
๑. สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กวีที่สำคัญ คือ พ่อขุน
รามคำแหงมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ ศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหง และสุภาษิตพระร่วง (บัญญัติพระร่วง)
๒. สมัยพระยาลิไท กวีที่สำคัญ คือ
๒.๑ พระยาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) ทรงพระราช
นิพนธ์ ไตรภูมิพระร่วง (เตภูมิกถา)
๒.๒ นางนพมาศ แต่ง ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนาง
นพมาศ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
• พระราชประวัติ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับนางเสือง ทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๒ และเสด็จสวรรคต เมื่อประมาณ
พ.ศ.๑๘๔๒ ทรงเป็นนักรบนักการเมือง นักปราชญ์ และ พระเจ้าแผ่นดินที่สามารถในการปกครองอย่างยอดเยี่ยม พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงชนช้างชนะขุนสาม
ชนเจ้าเมืองฉอด ในช่วงที่ทรงขึ้นครองราชย์นั้นได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับกรุงสุโขทัย และขยายอาณาเขตได้เมืองรอบๆ ใกล้กรุงสุโขทัยไว้ในอำนาจ และได้
ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ด้านใต้จดนครศรีธรรมราช อาจตลอดไปจนถึงแหลมมลายู
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงเปี่ ยมไปด้วยพระเมตตาและทรงมีความยุติธรรมแก่ไพร่ฟ้าประชาชน ทรงดูแลความทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด
ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น
การประดิษฐ์อักษรไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อมหาศักราช ๑๒๐๕ ตรงกับพุทธศักราช ๑๘๒๖
ลักษณะอักษรของพ่อขุนราชคำแหงมหาราช
๑. รูปพยัญชนะมีชุดเดียวใช้ได้ทั้งตัวสะกด ตัวนำ และตัวตาม ส่วนมากดัดแปลงมาจากอักษรขอมและอักษรมอญ
๒. ตัว ม ที่เป็นตัวสะกดใช้นฤคหิต เช่น กลํ (กลม)
๓. รูปสระคิดขึ้นใหม่ ครบทุกเสียงสระของภาษาไทย ส่วนมากดัดแปลงมาจากอักษรขอม
๔. สระและพยัญชนะเขียนเรียงอยู่บรรทัดเดียวกันและสูงเสมอกัน เขียนสระไว้หน้าพยัญชนะ ยกเว้นสระอะ สระอาเขียนไว้หลังพยัญชนะ
๕. สระอะ เมื่อมีตัวสะกด ใช้พยัญชนะซ้อนกัน ๒ ตัว เช่น น่งง (นั่ง) ขบบ (ขับ) เป็นต้น
๖. สระเอีย ใช้ ย แทน เช่น สยง (เสียง) ถ้าไม่มีตัวสะกดใช้สระอี โดยไม่มีไม้หน้า เช่น มีมย (เมีย) เป็นต้น
๗. สระอัว ที่ไม่มีตัวสะกด ใช้ วว เช่น ตวว (ตัว)
๘. สระอือ และสระออ ที่ไม่ตัวสะกดไม่ใช้ อ เช่น พ่ (พ่อ) ชื่ (ชื่อ) เป็นต้น
๙. สระอึ ใช้สระอิ และสระอี แทน เช่น ขิ๋น (ขื้น) จี่ง (จึ่ง) เป็นต้น
๑๐. รูปวรรณยุกต์มี ๒ รูป คือ ไม้เอก ( ่ ) ไม้โท ( ๋ ) ขึ้นใหม่ทั้งหมด อักษรปัลลวะ อักษรมอญ และอักษรขอมไม่มีรูปวรรณยุกต์ เขียนไว้บนพยัญชนะ
๑๑. ตัวเลขคิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ส่วนมากดัดแปลงมาจากเลขขอม
ศิลาจารึกหลักที่ ๑
ผู้แต่ง
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
• ทำนองแต่ง
แต่งเป็นความเรียงร้อยแก้วแต่บางตอนมีสัมผัส
• เรื่องย่อ
หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทำจากหินทรายแป้ง ลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่าทรงกระโจม หรือทรงยอ กว้างด้านละ ๓๕
เซนติเมตร สูง ๑๑๑ เซนติเมตร สูงประมาณ ๑ เมตร ๑๐ เซนติเมตร มีคำจารึก ๔ ด้าน กล่าวคือ
ด้านที่ ๑ ตอนที่ ๑ กล่าวถึงพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดซึ่งมาตีเมืองตาก พระราชบิดาจึง
พระราชทานนามว่า พระรามคำแหง เมื่อสิ้นพ่อขุนบานเมืองแล้วพระองค์จึงได้ราชสมบัติสืบต่อมา ตอนที่ ๒ การค้าขายเป็นไปอย่างเสรี พ่อขุน
รามคำแหงมหาราชทรงพระเมตตากรุณาแก่ผู้มาขอพึ่งพระบารมี รับสั่งให้แขวนกระดิ่งสำหรับราษฎรร้องฎีกา
ด้านที่ ๒ ความต่อเนื่องมาจากด้านที่ ๑ คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงพิจารณาฎีการ้องทุกข์ของราษฎร มีการสร้างป่าไม้ผลและไม้ใบ มี
บ่อน้ำ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและไพร่ฟ้าประชาชนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญศาสนกิจในวันสำคัญทางศาสนา มีวิหารและพระพุทธ
รูปขนาดใหญ่ขนาดกลาง มีพระเถระผู้ใหญ่
ด้านที่ ๓ กล่าวถึงการปลูกไม้ตาล และการสร้างพระแท่นมนังศิลา ใช้ประทับว่าราชการและแสดงธรรมในวันพระ
ด้านที่ ๔ กล่าวถึงการก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ การประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อมหาศักราช ๑๒๐๕ (พุทธศักราช ๑๘๒๖) และ
อาณาเขตกรุงสุโขทัยกว้างขวางทั้งสี่ทิศ
คุณค่าของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนับว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย ซึ่งให้คุณค่าหลายประการด้วยกัน คือ
๑. ด้านประวัติศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหง จารึกไว้ทำนองเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนความรู้ด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี และสภาพสังคมของกรุงสุโขทัยทำให้ผู้อ่านรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุงสุโขทัย พระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหง และ
สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุโขทัย
๒. ด้านสังคม ให้ความรู้ในด้านกฎหมายและการปกครองในสมัยสุโขทัยแบบพ่อปกครองลูก
๓. ด้านวัฒนธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของชาวสุโขทัย
๔. ด้านภาษา จารึกของพ่อขุนรามคำแหง เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงกำเนิดของวรรณคดีและอักษรไทย ส่วนด้านสำนวนการใช้
ถ้อยคำและการเรียบเรียงคำนั้น จดจำกันได้มาก จนเกือบเป็นคำพูดติดปาก
สุภาษิตพระร่วง
ผู้แต่ง
ยังไม่มีข้อยุติที่แน่นอนว่าใครเป็นผู้แต่งและแต่งในสมัยใด พอสรุปได้ว่า เดิมคงจะเป็นของพระร่วงสมัยสุโขทัยจริง แต่ได้มีการ
จดจำและแต่งเติมคลาดเคลื่อนไปจากเดิม
ทำนองแต่ง
ตอนต้นแต่งด้วยร่ายสุภาพ จบแบบโคลงสองสุภาพ ตอนท้ายเป็นโคลงกระทู้หนึ่งบท
ความมุ่งหมาย
เพื่อสั่งสอนประชาชน
• เรื่องย่อ
เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงมุ่งประโยชน์ในกาลภายหน้า จึงทรงบัญญัติสุภาษิต สำหรับสอนประชาชนขึ้นไว้
สุภาษิตบทแรก คือ “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินมาเมื่อใหญ่” สุภาษิตทั้งหมด ๑๕๘ บท จบลงด้วยโคลงกระทู้
คุณค่าของสุภาษิตพระร่วง
๑. ด้านภาษาและสำนวนโวหาร สำนวนภาษาที่ใช้ในสุภาษิตนี้ใช้ถ้อยคำง่าย ๆ คล้องจอง กะทัดรัด ไม่มีศัพท์สูง
๒. ด้านสังคม คนไทยได้นับถือสุภาษิตพระร่วงเป็นแนวในการดำเนินชีวิตมาช้านาน
๓. ด้านค่านิยมทางสังคม เช่น มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการศึกษา รู้จักประมาณตน ไม่โอ้อวด สร้างไมตรีไม่
เบียดเบียนมิตร รักเกียรติและศักดิ์ศรีมากกว่าทรัพย์ เป็นต้น
๔. ด้านอิทธิพลต่อกวียุคหลัง กวีรุ่นหลังใช้นำไปอ้างในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น มหาเวสสันดรชาดก เพลงยาวถวายโอวาท และ
ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท)
พระราชประวัติ
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ทรงเป็นพระราชโอรสของพญาเลอไท ได้ขึ้นครองราชย์ ประมาณ พ.ศ.๑๘๙๐-๑๙๑๑ พระองค์ได้ทรงบำรุงพระพุทธ
ศาสนาจนรุ่งเรืองและแผ่ไปถึงไทยกลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย พญาลิไททรงแตกฉานในพระไตรปิฎก ทรงอาราธนาพระเถระชาวลังกามาเป็นพระสังฆราชในกรุง
สุโขทัย ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นโดยใช้ศาสนาเป็นหลัก ทรงพระนามตามจารึกว่า
ศรีสุริยพงศราม มหาธรรมราชาธิราช หรือเรียกกันว่า พระมหาธรรมราชาธิราชที่ ๑
งานพระราชนิพนธ์ของพญาลิไท คือ ไตรภูมิพระร่วง
• ไตรภูมิพระร่วง
• ผู้แต่ง
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท
• ทำนองแต่ง
เป็นความเรียงร้อยแก้ว
• ความมุ่งหมาย
เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระราชมารดาและสั่งสอนประชาชน
• เรื่องย่อ
เริ่มต้นเป็นบานแผนกบอกผู้แต่ง วัน เดือน ปีที่แต่ง หลักฐานประกอบการเรียบเรียงว่าได้มากจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาถึง ๓๐ คัมภีร์ ตลอดจนสำนักเรียน
ของผู้แต่ง และบอกความมุ่งหมายที่แต่งว่า เพื่อเจริญพระอภิธรรมเทศนาโปรดพระราชมารดา และสั่งสอนประชาชนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษตั้งอยู่ในคุณงาม
ความดี เนื้อเรื่องเป็นการอธิบายภูมิทั้ง ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ
คุณค่าของไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วงนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่เรียบเรียงตามหลักการค้นคว้าโดยใช้หลักฐานประกอบถึง ๓๐ คัมภีร์ บอกชื่อผู้แต่ง วันเดือนปี และความมุ่ง
หมายที่แต่งไว้ครบถ้วน มีคุณค่าในด้านอักษรศาสตร์ ศาสนา และสังคม คือ
๑. ด้านศาสนา ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ การเกิด การตาย เกี่ยวกับโลกทั้งสาม (ไตรภูมิ)
๒. ด้านภาษาและสำนวนโวหาร พรรณนาโวหารนั้นประณีตละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้นึกเห็นสมจริง
๓. ด้านสังคม มุ่งใช้คุณธรรมความดีเป็นพื้นฐานการสร้างสรรค์ความสุขในสังคม สร้างค่านิยมเรื่องนรก-สวรรค์ให้คนกลัวบาป
๔. ด้านอิทธิพลต่อกวียุคหลัง กวียุคหลังได้ใช้ไตรภูมินี้เป็นแนวพรรณนาป่าหิมพานต์ เขาพระสุเมรุ วิมานพระอินทร์ เช่น ในเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ กากีคำ
กลอน สมบัติอมรินทร์คำกลอน เป็นต้น ส่วนจิตรกรได้อาศัยความคิด ความเชื่อในไตรภูมิ เป็นแนวการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอันมาก
นางนพมาศ
ประวัติ
นางนพมาศ เป็นธิดาพระศรีมโหสถกับนางเรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในรัชกาลพระร่วงเจ้า ซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็น
พญาลิไท นางนพมาศได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดา ด้านจริยศึกษา และพุทธิศึกษา มีความรู้ด้านภาษาไทย และสันสกฤต
ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ การแต่งกาพย์กลอน โหราศาสตร์ การขับร้อง และการช่างสตรี นางนพมาศได้ถวายตัวรับ
ราชการในพระร่วงเจ้า มีความดีความชอบพิเศษ เช่น ประดิษฐ์โคมลอยพระประทีป เป็นรูปดอกบัว ได้รับตำแหน่งเป็น
สนมเอก มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
• ผู้แต่ง
นางนพมาศ
• ทำนองแต่ง
แต่งเป็นความเรียงร้อยแก้ว บางตอนเป็นบทดอกสร้อย ซึ่งแต่งเพิ่มเติมภายหลัง
• ความมุ่งหมาย
เพื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมด้านประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่สมัยสุโขทัย และเพื่อเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตนแก่ข้าราชการ
ฝ่ายใน
• เรื่องย่อ
เริ่มต้นกล่าวถึงประเทศ ภาษา และชนชาติต่าง ๆ ต่อจากนั้น ยอพระเกียรติพระร่วงเจ้าและสภาพความเป็นอยู่ของชาว
สุโขทัย ประวัตินางนพมาศตั้งแต่เยาว์วัย การศึกษา การเข้ารับการราช ความดีความชอบในขณะรับราชการ โดยประดิษฐ์
โคมรูปดอกบัว พานหมากสองชั้นรับแขกเมืองและพานดอกไม้สำหรับบูชาพระรัตนตรัย บรรยายถึงคุณธรรมของนางสนม
ตลอดจนพระราชพิธีต่าง ๆ
คุณค่าของตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
๑. ด้านวัฒนธรรม มีคุณค่าในการแสดงหลักฐานทางวัฒนธรรมโบราณของไทย ทำให้รู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีใน
พระราชสำนัก
๒. ด้านสังคม ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติสตรีและค่านิยมทางสังคม ได้แก่ ความประพฤติ ความขยัน รวมทั้งวิชาทางช่าง
ของสตรี
๓. ด้านภาษาและสำนวนโวหาร มีคุณค่าทางอักษรศาสตร์และวรรณคดี เรื่องนี้ใช้โวหารในเชิงพรรณนาได้อย่างดียิ่ง ทำให้
น่าอ่านและเข้าใจง่าย
จัดทำโดย
นาย ธนวัฒน์ ทองศรีนวล เลขที่ ๒ ม.๖/๑๒
น.ส. อาจารียา อินต๊ะ เลขที่ ๑๒ ม.๖/๑๒
นาย ต้นทรัพย์ อุดมรักษาสกุล เลขที่ ๑๓
ม.๖/๑๒
นาย นพรัตน์ อัครพัฒน์ เลขที่ ๑๔ ม.๖/๑๒
น.ส. ปพิชญา ฟูบุตร เลขที่ ๑๗ ม.๖/๑๒
น.ส. วิภาวี สมใจ เลขที่ ๑๙ ม.๖/๑๒
น.ส. อัญชิษฐา จงสัมฤทธิ์ดี เลขที่ ๒๐ ม.๖/๑๒
นาย ภัควัฒน์ จรัญกิจ เลขที่ ๓๑ ม.๖/๑๒
น.ส. เปรมฤดี ชุ่มธิ เลขที่ ๓๖ ม.๖/๑๒
น.ส. อภิชญา มณีพรหม เลขที่ ๓๘ ม.๖/๑๒
น.ส. ธัญญาภรณ์ ศรีวงษ์ เลขที่ ๔๓ ม.๖/๑๒