บทที่ 4
การแตง่ กายเบด็ เตลด็
การแต่งกายแบบเบ็ดเตล็ดในบทน้ี เป็นเนื้อหาส่งเสริมความรู้ของผู้ศึกษาให้เกิดประโยชน์
สูงสุดสาหรับนาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวันของการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการแสดงตามโอกาส
จึงนาเอาลักษณะการแต่งกายที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ ในรูปแบบอ่ืน ๆ การแต่งกายเบ็ดเตล็ดที่
นาเสนอนี้ ประกอบด้วย การแต่งกายนางกินรี การแต่งกายราโนรา การแต่งกายระบาส่ีภาค การ
แตง่ หน้าทาผมประกอบการแสดง ดังน้ี
การแตง่ กายนางกินรี
การแต่งกายนางกินรมี ีข้ันตอนการแต่งกายโดยใช้หลักการแต่งกายแบบเดียวกับการแต่งกาย
ตัวนาง คือจะต้องเตรียมความพร้อมก่อน กล่าวคือ ผู้จะเป็นช่างเครื่องที่ดีจะต้องเตรียมเข็มด้าย(รัก
ร้อย) กรรไกรหรือใบมีด เชือกคาดเอว และตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องแต่งกายที่จาเป็นต้องใช้ในการ
แตง่ นางกนิ รใี ห้เรยี บร้อย แล้วจึงเริม่ แต่งกาย ดังนี้
ภาพท่ี 86 การแต่งกายนางกินรหี นา้ -หลงั
ที่มา : ธีรวัฒน์ ชา่ งสาน, (2562).
124
1. ขั้นเตรียมจีบชายพกของผา้ มีขั้นตอนการปฏบิ ตั ิคอื
1.1 นาผ้ายกมาคลี่โดยให้ส่วนของเนอ้ื ผ้าด้านนอกอยูด่ ้านล่าง จับมุมใดมุมหนงึ่ ของชายผ้า
แล้วจับจีบหน้านางความยาวประมาณ 1 ศอก การจับจีบหน้านางโดยเริ่มท่ีพับตลบชายผ้าไว้ด้านใน
ก่อน จากนั้นจีบตลบไปมาประมาณหมดหน้าผ้าตลบชายผ้าสว่ นที่เหลือตรงคอผ้าเข้าหาชายผา้ จนหมด
ใช้เชือกมัดคอผ้าให้แน่น (ข้ันตอนนี้ควรเย็บตรึงจีบชายผ้าให้เรียบร้อยด้วยเง่ือนกระตุก) ชายพกควร
จบั จีบทั้ง 2 ชาย
1.2 พบั เตรียมจีบหนา้ นาง เพื่อความเปน็ ระเบียบของจีบหน้านางของนักแสดง ช่างเครื่อง
ควรเย็บตรึงจีบหน้านางไว้เป็นเบ้ืองต้นโดยการ ขั้นเตรียมจีบชายพกของผ้า โดยเร่ิมต้ังแต่จับตรงคอ
ชายพกรดี จบี ใหต้ รงเร่มิ ต้ังแต่หน้าผ้า ลงจนสุดชายผ้า ขั้นตอนนี้ควรใช้ความประณีตในการรดี จีบผา้ ให้
ตรงเสมอกนั โดยเฉพาะชายผา้ ดา้ นลา่ งและควรใชด้ า้ ยเย็บตรึงจีบผ้าไว้เพอ่ื ความเปน็ ระเบยี บ
2. ขนั้ การแต่งกาย
2.1 นักแสดงสวมเส้ือในนางช่างเครื่องเย็บเสื้อให้แนบกับลาตัว โดยการปักฝีเข็มให้ปลาย
ฝีเข็มลงด้านล่างถึงระดับสะเอวของผู้แสดงควรเย็บผูกให้เป็นเป็นรูปสะเอว แล้วเย็บต่อจนหมด
ชายเส้อื ในนาง
2.2 ใสน่ วมนาง นานวมนางมาคลุมไหล่ ใหป้ ลายแหลมทแี่ ยกจากกนั อยู่ด้านหน้า เย็บตรึง
นวมนางกับเส้ือในนาง ควรเย็บตรึง 3 จดุ คือ จดุ ปลายแหลมของนวมนาง และจุดขา้ งหน้าอกเพื่อกัน
ไมใ่ ห้นวมนางเล่อื นหลุดหรือเปดิ ขณะท่แี สดงจะทาให้นกั แสดงขาดความม่นั ใจ
2.3 นาผ้านุ่งที่เตรียมไว้แล้วพันรอบตัวนักแสดงให้ชายพกทางซ้ายทับอยู่สะเอวขวาของ
นกั แสดง ขน้ั ตอนน้ีช่างเครื่องจะต้องจับกง่ึ กลางของชายผา้ ทางซ้ายมาพนั รอบสะเอวนักแสดงทบั ซ้อน
ชายผ้าไวด้ ้านหลงั แล้วจงึ เอาชายพกด้านขวาพันทับผ้า ให้เรยี บร้อย
2.4 นกั แสดงจับชายพกท้งั 2 ขา้ งใหม้ ั่น ช่างเครือ่ งรีดจบี หน้านางโดยรีดตงั้ แต่จีบดา้ นบนที
ละจีบจนหมดหน้าผ้า ข้ันตอนน้ีต้องระวังชายหน้านางด้านล่างจะต้องเสมอกัน ช่างเคร่ืองจับชายผ้า
หนา้ นางด้านลา่ งสอดใหน้ ักแสดงหนีบหนา้ ผา้ ให้ม่ัน
2.5 ช่างเครือ่ งนาเชือกคาดสะเอวมาพันรอบตัวผู้แสดงผกู เชอื กส่วนหน้าให้มั่นคง ขั้นตอน
น้ีอาจใช้วธิ ผี กู เชือกแบบเง่ือนตายโดยให้ปลายผา้ คาดสะเอวเหลือโผล่ไว้ทั้งสองด้าน
2.6 ช่างเครื่องคลชี่ ายพกท้ังสองด้านออกในลกั ษณะรูปใบพดั คว่าลง ใช้เชอื กคาดสะเอวผูก
ทับชายพกไว้ให้แน่นกับนะเอวท้ังสองข้าง โดยนาชายเชือกไปผูกไว้ด้านหลังของผู้แสดง เก็บปลาย
เชือกโดยการสอดทับกับผ้าคาดสะเอวให้หมด จากนั้นดึงชายผ้าด้านในบริเวณสะเอว พับตลบลงมา
ปิดเชือกอกี ครั้ง
125
2.7 จัดจีบชายพกทั้งสองด้านให้เรียงทับซ้อนกันอย่างสวยงาม และต้องให้เสมอเท่ากันท้ัง
สองข้าง ชา่ งเคร่ืองนารัดสะโพกมาปิดทับชายพก โดยให้ปลายแหลมอยู่ตรงกลางจีบหน้านางและข้าง
ชายพกจะต้องโผลอ่ อกมาใหเ้ สมอเทา่ กนั ทั้งสองขา้ ง
2.8 เย็บรัดสะโพกด้านหลังให้แน่นแนบกับสะโพกผู้แสดง วิธีการเย็บฝีเข็มต้องตักเน้ือผ้า
ท้งั สองดา้ นใหเ้ ทา่ กัน ให้ปลายเข็มปักลงดา้ นลา่ ง เยบ็ จากด้านบนลงด้านล่างจนหมดรัดสะโพก
2.9 จัดระเบียบจีบหน้านางอีกคร้ังให้สวยงาม เย็บตรึงปลายรัดสะโพก กับจีบหน้านาง
โดยการปกั ฝเี ข็มจากดา้ นในทะลุ ดา้ นนอก แล้วปักฝีเข็มลงไปอีกครัง้ ผูกตรงึ ไวใ้ หแ้ น่น
2.10 รีดจีบหน้านางจากบนลงล่าง เพ่ือเรียงระเบียบจีบผ้าให้สวยงามอีกคร้ังเย็บตรึง
กงึ่ กลางผา้ โดยการปักฝเี ขม็ จากด้านลา่ ง ทะลดุ ้านบนแลว้ ฝังฝีเขม็ กลับ ไปผูกปลายเชอื กด้านล่าง การ
เย็บตรึงครั้งน้ี จะต้องเย็บแบบหลวมเพ่ือให้หนา้ นางมีการคลี่ตัว ยืดหยุ่นตามจังหวะการก้าวเดินของผู้
แสดงได้อยา่ งสวยงาม
2.11 หากนักแสดง ต้องทิ้งช่วงรอเวลาแสดง เย็บตรึงชายผ้าด้านล่างไว้ก่อนเพื่อไม่ให้จีบ
ผ้าแตก จะทาให้ไม่สวยงาม โดยใช้เข็มกับด้ายเย็บตรึงชายผ้าด้านล่างไว้ให้แน่น แต่ต้องสามารถดึง
ออกไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเรว็ เมือ่ นักแสดงพร้อมทีจ่ ะแสดง
2.12 ใส่จ้ีนาง ข้อมือทัง้ สองข้าง ต้นแขนท้ังสองข้าง การเย็บต้องพับชายผา้ ทั้งของข้อมือ
และของต้นแขนใหเ้ สมอกัน
2.13 เยบ็ ปีกโดยนามาคลุมไหล่ท้ังสองข้างให้เท่ากัน จากนั้นเยบ็ ตรงึ ปกี กับกรองคอ ซ่อน
ฝีเข็มไว้ดา้ นล่าง แล้วเยบ็ ตรงึ ไหลก่ ับปกี ทง้ั สองขา้ ง และปลายปีกเย็บตรงึ กบั ข้อมอื
2.14 นาหางกินรีมาประกบด้านหลังของผู้แสดง ดึงเชือกผู้หางมาผูกไว้ด้านหน้า เส้นบน
ผกู ไว้เหนือรัดสะโพก เม่อื ผกู เสร็จปลายเชือกรวบซ่อนไว้ใตร้ ัดสะโพกให้เรียบรอ้ ย เชือกค่ลู ่างสอดไวใ้ ต้
รัดสะโพก ผูกสอดไวใ้ ต้รัดสะโพก จากนั้นคาดเขม็ ขัดทบั หางให้สวยงาม
2.15 ใส่เล็บทั้ง 8 น้ิว และสวมเทริดนางเป็นเครื่องประดับศีรษะ ทางซ้ายของเทริด
จะต้องทัดด้วยดอกไม้ทดั และอุบะอยา่ งสวยงาม
การแต่งกายโนรา
การแต่งกายโนราเป็นภูมิปัญญาของการแต่งกายนักแสดงราโนราของทางภาคใต้ เอกสาร
ฉบับนี้มุ่งสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของผู้เรียนให้มคี วามร้คู วามสามารถในการสืบสานลักษณะการแต่งกาย
ทีง่ ดงามตามภูมปิ ัญญาที่ดีการแต่งกายแบบโนราโบราณ เยาวชนไทยจึงควรมีความรู้และสามารถแต่ง
กายในลักษณะดังกล่าวได้อย่างถูกต้องสวยงาม จึงนาเสนอในตาราฉบับนี้ การแต่งกายมีขั้นตอน
น่าสนใจ ดังนี้
126
ภาพท่ี 87 การแต่งกายหนา้ -หลัง เคร่อื งแต่งกายโนรา
ทม่ี า : ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน, (2562).
1. นักแสดงสวมเสื้อยืดคอกลม สีขาวหรือสีแดง(ควรเปน็ ผ้าพ้ืนและสีเข้ม) หรือเสื้อกล้ามแบบ
ไม่มีแขนตามความถนัด นุ่งสนับเพลาไว้ให้เรียบร้อย จากน้ันช่างเคร่ืองเอาผ้ายาวมานุ่งให้นักแสดงยก
ขอบผ้าด้านบนไว้ระดับอก และจับตรงจุดกึ่งกลางของผ้าให้แน่น ชายผ้าส่วนท่ีเหลือพับจีบหน้านาง
เกบ็ ใหห้ มด
2. นักแสดงใช้มือทง้ั สองข้างจับผ้ายาวระดับสะโพกข้ึนมาสอดไว้ใต้จีบหน้านาง นักแสดงกาง
ขาย่อเหลี่ยมช่างเคร่ืองควรมีความประณีตในการจับจีบให้เรียบร้อยสวยงาม จากนั้นจับหน้านาง
สว่ นล่างพบั ตลบสอดใต้ขานักแสดงไปด้านหลัง
3. ใช้เชือกคาดสะเอว ผูกชายผ้าของนักแสดงให้แน่น โดยทาบเชือกมาจากด้านหลังของ
นักแสดง แลว้ ผกู เชอื กใหแ้ น่น
4. ดึงชายผ้ายาวส่วนทเ่ี หลอื ด้านในดึงขน้ึ มาให้หมด ตรวจสอบความเรียบตึงของผ้า จากนั้น
นักแสดงใช้มือท้ังสองข้างแบมือประกบท่ีก้น ช่างเคร่ืองดึงชายผ้าส่วนที่เหลือข้ึนมาด้านบนระดับ
สะเอว ชายผา้ ส่วนท่เี หลือนาไปผูกเป็นปมไวด้ ้านหนา้ ให้มั่น
5. จดั ระบบของการนงุ่ ผ้าหางหงส์เรียบรอ้ ยแล้วนารองก้นมาปิดทับหางหงสอ์ กี ครั้ง
6. ใส่ห้อยหน้า หอ้ ยข้าง และนาปีก มาทบั ตรงสะเอวดา้ นหลัง เชอื กทง้ั สองขา้ งที่ฟูกกบั ปีก
นาไปผูกไว้ใตป้ มผ้ายาวด้านหน้า
127
7. นาพานโครงหรอื รัดอกมารัดใหแ้ นน่ จากนน้ั สวมใส่ไหล่ท้ังสอง โดยการใชเ้ ชือกผูกไวใ้ ห้
แนน่ ทั้งดา้ นซา้ ยและขวา
8. ใสป่ ดิ คอ หนา้ และหลงั สวมเครอ่ื งประดบั ทับทรวง สงั วาล เล็บ และศีรษะสวมเทริด
การแตง่ กายของการแสดงตามภมู ภิ าค
การแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาคในบทนี้ เป็นการชี้แสดงรูปแบบเคร่ืองแต่งกายท่ี
ปรากฏสื่อสารให้ทราบว่าเป็นอตั ลักษณ์ของแต่ละภาค ตามที่กรมศิลปากรใช้สื่อสารทาความเข้าใจมา
และสร้างสรรค์ข้ึนเพ่ือตอบสนองกิจกรรมสาคัญทั้งเป็นเป็นพิธีกรรม และพิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการ
ทอ่ งเท่ยี วทีม่ ีบทบาทหลกั ในสังคมปจั จุบัน ปรากฏในการแสดงระบา รา ฟอ้ น ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง
ภาคอสี าน และภาคใต้ ดังน้ี
1. การแต่งกายแบบการแสดงพืน้ เมอื งภาคเหนอื
การแต่งกายแบบการแสดงพน้ื เมืองภาคเหนือ หมายถงึ ลกั ษณะการแต่งกายของ
นักแสดงที่มีปรากฏในชุดการแสดงต่าง ๆ ตามวัฒนธรรมของกลุ่มชนในภาคเหนือ ซ่ึงเป็นพ้ืนที่เหนือ
สดุ ของประเทศไทย คนภาคเหนือมวี ัฒนธรรมที่ดีงาม ปรากฏเปน็ ชุดการแสดงที่นิยมเรียกกันท่ัวไปว่า
“ฟ้อน” มีลักษณะการแสดงลีลาท่าราท่ีแช่มช้า อ่อนช้อย นุ่มนวล และสวยงาม แต่การแสดงบางชุด
ไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากศิลปะของพมา่ เช่น ฟ้อนเล็บ ฟอ้ นเทียน ฟ้อนเง้ียว ฟ้อนมาลยั ฟ้อนม่านมยุ้ เชียงตา
ฟอ้ นไต ฟ้อนกิงกะหร่า ฟอ้ นโต ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนบายศรี ตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนสาวไหม ฟ้อน
โยคีถวายไฟ และอนื่ ๆ
ด้วยพ้ืนที่ของภาคเหนือเป็นภูเขาต้นกาเนิดแม่น้าต่าง ๆ มากมาย จึงมีอากาศหนาวเย็น ชุด
การแสดงท่ีปรากฏให้เห็นตรวจสอบจากลักษณะการแต่งกายพอสรุปได้คือ นักแสดงผู้หญิงมักนิยม
สวมเส้ือแขนยาว นุ่งผ้าซ่ินยาวกรอมเท้า ห่มผ้าสไบทบั เกล้าผมสูงทัดดอกไม้ ส่วนผูช้ ายน้นั มักแต่ง
กายลักษณะคล้ายเจ้าทางพม่า คือสวมเส้ือ นุ่งสนับเพลาทับด้วยผ้าตะโก้ง มีสไบพาดไหล่ คาด
สะเอว และคาดศีรษะ แต่ทั้งนี้ชุดที่กล่าวนี้เป็นเพียงชุดท่ีปรากฏให้เห็นในชุดการแสดงเพื่อเป็นสื่อ
นอกจากน้ีอาจเป็นชดุ ชาวบา้ นดงั ท่ีปรากฏให้เห็นซ่งึ จะต้องศึกษาอย่างลึกซ้งึ ตามโอกาสอันควร
128
ภาพท่ี 88 การแต่งกายภาคเหนือ
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 220).
2. การแต่งกายแบบการแสดงพ้ืนเมอื งภาคอีสาน
การแต่งกายแบบการแสดงพนื้ เมืองภาคอสี าน หมายถงึ ลักษณะการแตง่ กายของ
นักแสดงตามแบบอัตลักษณ์ของชุมชนทางภาคอสี านท่ไี ดร้ ับอิทธิพลของชนชาติ 2 กลุ่มวัฒนธรรม คือ
กลุ่มวฒั นธรรมอสี านเหนอื และกลุ่มวัฒนธรรมอสี านใต้ ดงั น้ี
2.1 กลุ่มวัฒนธรรมอีสานเหนอื ไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากศิลปะของลาว ซ่ึงมักเรียกการละเล่น
ว่า “เซิ้ง ฟ้อน และหมอลา” เช่น เซ้ิงกระติบข้าว เซิ้งโปงลาง เซ้ิงแหย่ไข่มดแดง ฟ้อน ภูไท เซิ้งสวิง
เซงิ้ บงั้ ไฟ เซิ้งกะหยัง เซง้ิ ตงั หวาย และอืน่ ๆ
2.2. กลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของเขมร มีการละเล่นท่ีเรียกว่า
“เรือมหรือเร็อม”เช่น เรือมลูดอันเร(รากระทบสาก) รากระโน็บติงต็อง(ระบาต๊ักแตนตาข้าว) ราอาไย
(ราตดั ) การแตง่ กายประกอบการแสดงแต่งแบบวัฒนธรรมของพ้ืนบ้านอีสาน มีลักษณะลีลาท่าราและ
ทว่ งทานองดนตรใี นการแสดงคอ่ นข้างกระชบั กระฉบั กระเฉง รวดเร็ว และสนุกสนาน
ลักษณะของการแต่งกายท่ีพอสรุปได้ คือการแต่งกายของผู้หญิงจะนยิ มสวมเส้ือแขนกระบอก
นอกผา้ ซน่ิ ส้นั มีผา้ สไบทับเส้ือ เกลา้ ผมมวยสงู มีเคร่อื งประดับสร้อยคอต่างหู ส่วนผูช้ ายนั้นอาจแตง่
ชุดม่อฮ่อมตามท่ีสวมใส่ในการประกอบอาชีพ คือ สวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งกางเกงม่อฮ่อมขาสามส่วน มี
ผ้าขาวม้าคาดสะเอว คาดศีรษะ และอ่ืน ๆ นอกจากนี้ในระยะต่อมาอาจมีการเปล่ียนแปลงตามความ
นยิ มของคนในทอ้ งถิน่ แต่ควรยึดหลกั ของการใชร้ ปู แบบผา้ ทางภาคอสี านเป็นรปู แบบเฉพาะที่สวยงาม
129
ภาพที่ 89 การแต่งกายภาคอีสาน
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 225).
3. การแสดงพ้ืนเมืองภาคกลาง
การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง หมายถงึ ลกั ษณะการแต่งกายชองนักแสดงท่ีมีปรากฏตาม
วัฒนธรรมชนชาติทางภาคกลาง ที่เป็นวัฒนธรรมต้นแบบท่ีดีของการแต่งกายของคนไทย ด้วยภาค
กลางเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองมาโดยตลอด อารยะธรรมที่งดงามของทางภาคกลางตามท่ีปรากฏ
เป็นศิลปะการรา และการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคกลางซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม
ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต และเพ่ือความบันเทิง สนุกสนาน เป็นการพักผ่อน
หย่อนใจจากการทางานเม่ือเสร็จจากฤดูเก็บเก่ียว การแสดงส่วนมากเป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่าง
ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงโดยใช้ปฏิภาณไหวพริบในการร้องด้นกลอนสด เช่น ลาตัด เพลงฉ่อย เพลง
พวงมาลัย เพลงเรือ เพลงเก่ียวข้าว เต้นการาเคียว เพลงอีแซว เพลงปรบไก่ เพลงเหย่อย ราเถิดเทิง
เปน็ ต้น
นอกจากนี้ดว้ ยภาคกลางเปน็ ภูมิภาคที่เปน็ ศูนย์กลางของความเจรญิ มาแต่อดตี ดงั นน้ั ชุดการ
แสดงท่ีปรากฏจึงเป็นชุดที่งดงามตามแบบไทยแท้ตามรูปแบบของนางในราชสานัก เช่น สุภาพสตรี
อาจห่มผ้าสไบท้ังสไบพลีส และมีสไบกรองทับด้านนอก นุ่งผ้าจบี หน้านาง หรือนุ่งโจงกระเบน เกล้า
ผมทัดดอกไม้หรือมีศิราภรณ์ ประดับศีรษะหรือเปิดด้านหน้าแล้วปล่อยผมยาวสยายไปด้านหลังก็ได้
นอกจากนสี้ ุภาพบุรษุ หากเป็นชดุ ประกอบอาชพี อาจสวมเส้อื ม่อฮ่อม นงุ่ กางเกงขาสามสว่ นสวมหมวก
130
และมีผ้าคาดสะเอว หรืออาจแต่งแบบชาวบ้านภาคกลาง คือ สวมเส้ือคอพวงมาลัย นุ่งผ้าโจง
กระเบน มผี า้ สไบคาดสะเอว กไ็ ด้
ภาพท่ี 90 การแต่งกายภาคกลาง
ที่มา : กรมศิลปากร, (2542 : 230).
4. การแสดงพนื้ เมืองภาคใต้
การแสดงพ้นื เมืองภาคใต้ หมายถึง ลักษณะการแต่งกายชองนกั แสดงที่ปรากฏในชุดการ
แสดงทางวัฒนธรรมของคนในภาคใต้ ที่บ่งบอกถึงความเป็นอารยะธรรมท่ีงดงาม วัฒนธรรมท่ีกล่าว
ของทางภาคใต้ อาจแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนบน และกลุ่ม
วัฒนธรรมภาคใตต้ อนล่าง ดงั น้ี
2.4.1 กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนบน หมายถึง กลุ่มของนักแสดงที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม
ไทยพุทธ สามารถแสดงได้หลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เป็นชุดระบาที่ปรับปรุงมาจากกิจกรรมในวิถีชีวิต
ศิลปาชีพต่าง ๆ เช่น ระบาร่อนแร่ ระบาปาเต๊ะ ระบากรีดยาง ระบานารีตีกะลา ระบานารีศรีนาคร
เป็นต้น ลักษณะการแต่งกายของชุดการแสดงที่พอสรุปได้ คือ สุภาพสตรีอาจสวมเส้ือเกาะอก นุ่ง
ผ้าถุงยาว หรือสวมเสอ้ื ลูกไม้แขนยาว นุ่งผา้ ถุงมีเคร่อื งประดับอย่างสวยงาม สว่ นสุภาพบรุ ุษนัน้ มกั ไม่
ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนักหากจะแสดงส่วนใหญ่จะสวมเส้ือคอกลม นุ่งผ้าโจงกระเบนหรือนุ่ง
กางเกงขาสามส่วน
2.4.2 กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง หมายถึง กลุ่มของนักแสดงท่ีบ่งยอกถึงวัฒนธรรม
ไทยมุสลิม ลักษณะการแสดงส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของมาเลเซีย เช่น รองเง็ง ตารีกีปัส
131
ซาเป็ง ยอเก็ตปาฮัง กีปัสลาหนะ และอื่นๆ ลักษณะการแต่งกายของชุดการแสดงที่พอสรุปได้ คือ
สุภาพสตรีนิยมสวมเส้ือแขนยาวคลุมสะโพก เรียก เส้ือบันตง นุ่งผ้าซ่ินยาวกรอมเท้า ใช้ผ้าสีสดช้ิน
เดียวกันท้ังตวั เส้ือและผ้าถุง เกลา้ ผมตา่ มเี ครื่องประดับศีรษะท้ังดอกไม้ไหว และดอกไม้ทดั สภุ าพบรุ ุษ
สวมเส้ือคอต้ังแขนยาว นงุ่ กางเกงขายาวมผี า้ น่งุ สัน้ ทับสะเอว สวมหมวกแขก
ภาพท่ี 91 การแตง่ กายภาคใต้
ท่ีมา : กรมศิลปากร, (2542 : 240).
ปัจจุบันนี้การแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาค เป็นเครื่องมือสื่อสารท่ีทาให้รู้ได้หมายรู้ว่า
การแสดงลักษณะดังกล่าวน้ีหากแต่งกายตามองค์ประกอบโดยภาพรวมนี้จะสื่อสารให้ทราบว่า เป็น
การแสดงของภาคใด เม่ือเข้าสู่ยุคไทยนิยม มีการให้รายละเอียดของนวัตวิถีของแต่ละภูมิภาค ท่ี
รฐั บาลใช้เปน็ กิจกรรมขับเคล่ือนเศรษฐกิจ พบว่าชุดการแสดงต่าง ๆ ก็เริ่มให้ความสาคัญเฉพาะอย่าง
ยิ่งในวิทยาลัยนาฏศิลปแถบภูมิภาค ต่างก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชุดการแสดงอย่างสร้างสรรค์ โดย
การนาเอาภูมิปัญญาของท้องถิ่นมานาเสนอ รูปแบบของเครื่องแต่งกายก็มีความสวยงาม พัฒนา
เปล่ียนแปลงตามไปด้วยอย่าเห็นได้ชัดตามที่ปรากฏในชุดการแสดงสร้างสรรค์ที่ปรากฏตามสื่อ
ออนไลนแ์ ละการเผยแพรข่ อ้ มูลขา่ วสารใหเ้ หน็ อย่างต่อเน่ืองในปัจจุบนั นี้
132
ภาพที่ 92 การแถลงข่าวของวิทยาลยั นาฏศลิ ปภูมภิ าค โดยใช้วัฒนธรรมพน้ื บ้าน
ทม่ี า : ไทยโพสต์, (2561).
การแต่งหน้าทาผมประกอบการแสดง
การแต่งหน้าทาผม เป็นอีกหน่ึงเน้ือหาท่ีสาคัญของการแต่งกายประกอบการแสดง นักแสดง
แต่งกายอย่างสวยงามถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติแต่แต่งหน้าและทาผมไม่เป็นก็ถือว่าไม่ประสบ
ความสาเร็จ อย่างไรก็ตามการแต่งหน้าเบื้องต้นได้มีการศึกษาอยู่ในรายวิชาการแต่งหน้าแล้ว และใน
สื่อต่าง ๆ จะให้รายละเอียดของการแต่งหน้าไวม้ ากพอสมควร ผู้ศึกษาสามารถตรวจสอบได้อย่างง่าย
อังนนั้ ในรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี จะนาเสนอการแตง่ หนา้ นางยกั ษ์ และการทาผมนางยักษ์ ดังนี้
1. การแต่งหนา้ นางยกั ษ์
การแต่งหน้านางยักษ์ถือได้ว่ามีความสาคัญมาก ขั้นตอนการแต่งหน้า ดังรายละเอียด
ต่อไปน้ี
1.1 การเตรียมความพร้อมของใบหน้า การทาความสะอาดใบหน้าของนักแสดงให้
สะอาด ไมม่ ีเศษแป้งหรอื เคร่อื งสาอางอนื่ ๆ ทอี่ ย่บู นใบหน้า
1.2 การลบควิ้ เตรยี มค้ิวให้มีความเรียบเนียนงา่ ยตอ่ การเขียนคิว้ และเขยี นลาย
1.3 การทาตาสองช้นั ในกรณีท่ีนกั แสดงมีชั้นตาเห็นชัดอาจจะไม่จาเป็น แต่ถา้ หากชั้น
ตาไมม่ ีอย่างเชน่ ตาของคนจีน ตาของคนญีป่ ุ่น กจ็ าเป็นตอ้ งทาตาสองชน้ั โดยการเอาสก๊อตเทปใส่ตัด
เป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ การเพิ่มระดับของดวงตาให้มีความลึกตื้นของผู้แสดง มาติดท่ีเปลือกตาท่ีมี
เส้นขอบพับของดวงตาของผแู้ สดง
133
1.4 การลงรองพ้ืน นาครีมรองพ้ืนแต้มบนใบหน้าของผู้แสดง 5 จุด คือแก้มซ้าย ขวา
คาง จมกู และหนา้ ผาก จากนั้นใช้ฟองนา้ เกลย่ี รองพนื้ ใหท้ ั่วใบหนา้ และลาคอของผู้แสดง
1.5 หลังจากท่ีเกล่ียงรองพื้นให้ท่าใบหน้าเป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว จึงใช้พัฟแป้งฝุ่นแต้ม
แป้งฝุ่นแล้วกดลงไปบนใบหน้าของผู้แสดงให้ทั่วแล้วเกล่ียแป้งฝุ่นให้ท่ัวไปหน้าโดยท่ีให้สีแป้งฝุ่นท่ี
ใบหนา้ เทา่ เทยี มกนั และดเู นียนสวย
1.6 ลงสีทีด่ วงตาการใชพ้ ู่กันแตม้ สขี าวแลว้ ระไประบายให้ทวั่ เปลือกตาท้ังข้างซ้าย และ
ข้างขวา และต่อไปใช้พู่กันแต้มสีน้าตาลแล้วระบายลงไปท่ีเปลือกตาของผู้แสดงโดยที่ใช้พู่กันทาจาก
หางตาแล้วปัดเอาไปที่ตรงก่ึงกลางของดวงตาโดยที่ให้สีน้าตาลนั้นมีความเข้มแล้วไหล่ไปอ่อนของ
ดวงตา แล้วต่อมาใช้พูก่ นั แตม้ สดี าแลว้ ระบายทีต่ าของผู้แสดงให้ลงไปจนสีดานัน้ ทวั่ ดวงตางของผแู้ สดง
จากนั้นใช้พู่กันหัวตัดแต้มสีดาระบายที่ขอบตาด้านล้างของด้วยตาและการลงสีของดวงตาของยักษิณี
นน้ั จะเน้นไปทางสีดาเปน็ สว่ นใหญ่ เนอื่ งจากต้องการให้ใบหน้าของดวงตาออกมาคมชัดและดูดุดนั สม
กบั ที่เปน็ ยักษ์
1.7 ลงสีปัดแก้มใช้พู่กันแต้มสีส้มแล้วปัดจากโหนกแก้มลงหน้าตรงท่ีหน้าแก้มของผู้
แสดงแล้วใช้พู่กันแต้มสีชมพูมุกลงไปท่ีแก้มให้ตัดกับสีส้มแล้วใช้สีชมพูลงที่โหนกแก้มเพื่อเพ่ิมความ
หวานใหก้ บั ใบหน้าของผู้แสดงเพอ่ื ให้ดัดกับดวงตาและลวดลายทจ่ี ะเขยี นบนใบหน้าของผแู้ สดง
1.8 การวาดค้ิวนางยกั ษ์โดยการใชด้ ินสอเขียวค้ิวสีดาหรือน้าตาลรา่ งลงบนใบหน้าทล่ี ะ
ส่วน ดินสอที่ใช้ร่างนั้นจะต้องเป็นดินสอหัวกลมลักษณะดินสอแหลม เร่ิมจากส่วนของค้ิวทั้งข้างซ้าย
และข้างขวาแล้วจึงไล่ลงที่ปีกจมูกทั้งซ้ายและขวาและปากตามลาดับการร่างหน้ายักษิณีนี้นอกจาก
จะต้องร่างแบบไว้แล้ว ยังจะต้องดูที่ลักษณะใบหน้าของผู้แสดงอีกประการหน่ึงเน่ืองจากใบหน้าของผู้
แสดงแต่ละคนนน้ั มีความขนาดรูปรา่ งทไ่ี ม่เทา่ กนั และแตกต่างกันออกไปดั้งน้นั ผ้รู า่ งหนา้ ยกั ษิณจี ะตอ้ ง
มคี วามเช่ยี วชาญพอสมควรในการแตง่ หน้าจึงจะสามารถทาให้ใบหน้าท่ีวาดออกมาน้ันมีความสวยงาม
และคล้ายคลงึ กนั ได้อยา่ งดี
1.9 การลงสีหน้ายักษิณี ใช้พู่กันแต้มสีเขียวเข้มแล้วแต้มลงบนเส้นขอบท่ีร่างหน้า
ยกั ษิณีไว้สว่ นชอ่ งปากน้ันให้ลงสีจากดา้ นนอกมาดา้ นใน จากน้ันเกลี่ยไหล่จากสเี ข้มมายงั สอี อ่ นเข้ามา
หาปาก
1.10 ลงอายไลน์เนอร์หน้ายักษิณีการใช้อายไลน์เนอร์วาดทับบนลายเส้นร่างหน้ายักษิณี
ขั้นตอนน้ชี ่วยทาให้หน้าของผู้แสดงมคี วามคมชดั เพิม่ มากข้ึน เทคนคิ อย่ทู ่ีว่าการรา่ งนนั้ ลายเส้นจะต้อง
มีความเท่าเทียมกันไม่ร่างเส้นใหญ่เกินเส้นที่ร่างด้วยดินสอเขียนค้ิว และต้องร่างให้ลายเส้นเป็นลาย
เดียวกนั เสน้ ทางในการไปทิศทางเดียวกนั
1.11 ลงสีปากการใชพ้ ูก่ ันทาปาก โดยเลือกสีทาปากเปน็ สีแดงสดจากนั้นใชพ้ ู่กนั รา่ งไปที่
ขอบปากแลว้ ค่อยระบายให้ทวั่
134
ภาพที่ 93 การแต่งหนา้ นางยักษ์
ท่มี า : ธรี วัฒน์ ช่างสาน, (2561).
2. การทาผมนางยักษ์
การทาผมนางยกั ษ์ มีลาดบั ขัน้ ตอน ดังต่อไปนี้
2.1 การวางผมปลอมด้านหน้า เรมิ่ จากการแบ่งผมหน้าด้านหนา้ จากน้ันวางช้องผมลงไป
แล้วหวีมาปิดช้องผมอกี ครั้งหนง่ึ
2.2 การวางผมปลอมดา้ นหลังวางช้องผมไว้ด้านหลงั แล้วตลบผมขน้ึ เหมอื นดา้ นหนา้ จะได้
ผมทขี่ น้ึ ดว้ ยชอ้ งดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั คล้ายกับการเกลา้ ผมหรอื เรยี กว่า การยกชอ้ ง
2.3 การวางผมปลอมช้ันท่ี 2 นาช้องผมมาวางดา้ นหลงั อกี สองอนั วางไว้ดา้ นบนของผมท่ี
ขึน้ ไว้ ผมปลอมท่วี างบนศีรษะนกั แสดงทกุ ชน้ั จะต้องใหก้ ิ๊ปดาตรงึ ไวใ้ ห้แนน่
2.4 การวางผมปลอมชั้นท่ี 3 นาก้อนผมลักษณะทรงกลมมาวางไว้ด้านบน ตรงช่วง
ช่องวา่ งตรงกลางของศีรษะผแู้ สดงอกี ครั้งหนง่ึ ใช้กป๊ิ ดาตรึงไว้ให้แน่น
2.5 การวางผมปลอมด้านหน้า นาแฮร์พีชมาวางไว้บนโครงผมท่ีทาไว้ เร่ิมจากติดกิ๊บผม
ด้านหน้าแล้วหวผี มไปดา้ นหลงั ให้เรยี บเรียงเส้นใหส้ วยงาม
2.6 การเก็บผมปลอมด้านหน้า หวีผมจากด้านข้างทีละข้างแล้วติดก๊ิบจากนั้นจึงหวีผมที่
เหลอื อยู่ดา้ นของศีรษะมาปิดทบั
2.7 จัดเก็บความเรียบร้อยของเส้นผม โดยการ หวีผมให้เรียบร้อยแล้วใช้เน็ตคลุมผม
สาหรับเน็ตคลุมผมท่ีใช้จะต้องคลุมถึงสองช้ันโดยชั้นท่ี1 คลุมจากด้านล่างตรงท้ายทอยข้ึนมาด้านบน
135
และชั้นที่2 คลุมจากด้านหน้าผากลงมาไปยังด้านท้ายทอยจากนั้นติดกิ๊บท่ีปลายเน็ตคลุมผมให้
เรยี บร้อย
2.8 จากน้ันนากระบังหน้ามาสวมใส่ทัดดอกกุหลาบและอุบะด้านซ้ายของผู้แสดง จะได้
ทรงผมยักษิณีตามแบบครธู านติ ศาลากจิ
ภาพที่ 94 การทาผมนางยักษ์
ทีม่ า : ธรี วัฒน์ ชา่ งสาน, (2561).
สรุป
การแต่งกายแบบเบ็ดเตล็ดเป็นการส่งเสริมความรู้ของผู้ศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดสาหรับ
นาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวันของการประกอบอาชีพสามารถนาไปบูรณาการกับการแสดงได้อย่างดี ทั้ง
การแต่งกายนางกินรมี ีขั้นตอนแบบเดียวกับการแตง่ กายตวั นาง คือการเตรียมความพร้อม แล้วจึงแต่ง
15 ขั้นตอน การแต่งกายโนราเป็นภูมิปัญญาของการแต่งกายโดยแท้ของทางภาคใต้ มี 8 ข้นั ตอน ตาม
ระบบภูมิปัญญา การแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาคท้ัง การแสดงพ้ืนเมืองภาคเหนือ การแสดง
พน้ื เมืองภาคอีสาน การแสดงพน้ื เมอื งภาคกลาง และการแสดงพ้ืนเมอื งภาคใต้ และการแตง่ หน้าทาผม
ประกอบการแสดงโดยเน้นท่ีการแต่งหน้านางยักษ์ในระบบการเขียนหน้าท่ีต้องใช้ความประณีต และ
ทาผมกรณีท่ีผู้แสดงจาเป็นต้องเปิดหน้าขณะที่แสดง ซึ่งหากผู้ศึกษามีความอยากได้ใคร่รู้จะสามารถ
นาไปพัฒนาต่อยอดการทางานได้อย่างมีความสขุ ตามทเี่ สนอแล้วขา้ งต้น
136
คาถามทบทวน
คาชีแ้ จง จงตอบคาถามต่อไปนมี้ าให้ถูกตอ้ ง
*******************************************************************************************
1. การแตง่ กายแบบเบ็ดเตล็ดในบทน้ี สร้างประโยชน์อย่างไรใหก้ ับผเู้ รียน จงให้เหตผุ ลสนับสนนุ
2. การแตง่ กายแบบนางกินรีแตกตา่ งกบั การแต่งกายยนื เครอ่ื งนางอยา่ งไร จงอธิบาย
3. สรปุ ขน้ั ตอนการแต่งกายชุดโนรา มาให้เขา้ ใจโดยสงั เขป
4. จงวเิ คราะหล์ ักษณะเด่นของการแต่งกาย การแสดงภาคเหนือ การแสดงภาคกลาง การแสดงภาค
อสี าน และการแสดงภาคใต้ มาให้เขา้ ใจ
5. ปัจจุบนั นี้การแต่งกายส่ภี าค ได้เปล่ียนแปลงไปตามบริบทตา่ ง ๆ โปรดสรุปอทิ ธิพลของสง่ิ ทท่ี าให้
ชุดการแตง่ กายเปลยี่ นแปลงมาใหเ้ ข้าใจ