The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิลปะ วัฒนธรรม, 2021-01-04 20:55:35

บทที่-1

บทที่-1

บทท่ี 1

บทนำ

การแต่งกายเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ใช้เป็นเคร่ืองนุ่งห่มห่อหุ้มร่างกายกันร้อนหนาว และ
อนั ตรายทอี่ าจเกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย ต่อมาเม่ือสังคมมคี วามเจริญข้ึน มีการปฏิสัมพนั ธ์กบั ตา่ งชาติ
ประเทศชาติมีความสงบสุข เร่ิมมีพัฒนาการในเรื่องการแสดงเพ่ือสร้างความสุขในสถานการณ์ต่าง ๆ
การแต่งกายตามวิถีชีวิตปรับเปล่ียนเป็นเคร่ืองแต่งกายเพื่อประกอบการแสดง พัฒนารูปแบบให้มี
ความวิจิตรสวยงามมากข้ึน พัฒนาให้มีความเหมาะสมกับชุดการแสดงในบทบาทท่ีเหมาะสมกับบท
ละคร ด้วยระยะเวลาของการพัฒนาเรื่องการแต่งกายเพื่อการแสดงของละครไทยมียาวนาน
การศึกษาเพื่อเป็นองค์ความรู้สาหรับนามาพัฒนาเรื่องการแต่งกายเพื่อการแสดง จึงควรศึกษาบริบท
ท่เี ป็นจุดเรม่ิ ต้นของการแตง่ กาย ความหมายของการแต่งกายเพื่อการแสดง ความสาคัญของการแต่ง
กาย อิทธพิ ลของเครือ่ งแตง่ กายต่อพฤติกรรมของมนษุ ย์ และววิ ัฒนาการของการแต่งกายของคนสมัย
กรุงรัตนโกสินทร์ ดังน้ี

ควำมหมำยของกำรแตง่ กำยเพอ่ื กำรแสดง

การแต่งกายเพ่ือการแสดงเป็นรายวิชาหนึ่งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ท่ีนักศึกษาสาขาวิชา
นาฏศิลป์และการแสดงจะต้องศึกษา เพื่อเป็นความรู้ ความเข้าใจสาหรบั นาไปบูรณาการรายวิชาเอก
ในรายวิชาตา่ งๆ ที่เป็นทกั ษะการปฏิบตั ิ เชน่ ราเด่ยี วราคู่ กจิ กรรมสร้างละครรา นาฏศิลปไ์ ทย พร้อม
กันนี้อาจจะเป็นการสร้างรายได้สาหรับผู้เรียนภายหลังจากสาเร็จการศึกษาสามารถปฏิบัติการแต่ง
กายได้ถูกต้องสวยงามจนเกิดความชานาญ นอกจากนี้วิชานี้ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกสร้างเคร่ืองแต่ง
กายละครราและหากผเู้ รียนสามารถสร้างเครื่องแตง่ กายได้ ในอนาคตอาจจะสร้างรายได้ดว้ ยการสร้าง
เคร่ืองแต่งกาย หรืออาจจะพัฒนาเป็นอาชีพในโอกาสต่อไป เพ่ือทาความเข้าใจของการศึกษา จะให้
ความหมายของการแตง่ กายเพ่อื การแสดง ดงั น้ี

ราชบัณฑติ ยสภา, (2554). ให้ความหมายว่า “การ” เป็นคานาม คือ สิ่งหรือเรอื่ งที่ทา“แต่ง”
เป็นคากริยาคือจัดให้งาม“กาย”เป็นคานามหมายถึงตัว“เพ่ือ” เป็นคาบุพบท หมายถึง เหตุด้วยหรือ
เพราะด้วย และ“แสดง”เป็นคากริยา หมายถึง เล่น เช่น แสดงละคร เมื่อรวมศัพท์เข้าด้วยกันเป็น
“การแต่งกายเพ่ือการแสดง” จึงหมายถึง สิ่งหรือเร่ืองที่จัดทาให้งามที่เก่ียวกับตัวหรือร่างกายของ
นักแสดงท้ังอาภรณ์คือเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย ถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องประดับ และศิราภรณ์
เครอื่ งประดับศีรษะ ท่มี ีปรากฏในชดุ การแสดงของไทยท้งั โขน ละคร และระบา รา ฟอ้ น ต่าง ๆ

2

สาระสาคัญมุ่งทาความเข้าใจกับองค์ความรู้ที่เก่ียวข้องกับการแต่งกายของคนไทยต้ังแต่อดีต
จนปัจจุบัน ให้ผู้เรียนตรวจสอบวิวัฒนาการของการแต่งกายของคนไทยท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน แล้ว
นักวชิ าการหรือศลิ ปนิ โบราณจบั ประเด็นของความเดน่ ความสวยงาม มาพฒั นาเปน็ เครื่องแตง่ กาย ใน
ชุดระบาท่ีสวยงาม ทั้งท่ีเป็นระบาเชิงอนุรักษ์ หรือชุดระบาสร้างสรรค์อ่ืน ๆ ที่พยายามหยิบยกเอา
หลกั สาคญั ตา่ ง ๆ บางประการของเครื่องแต่งกายของคนไทยมาพัฒนาบรู ณาการ

มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนรจู้ ักองค์ประกอบของเครอื่ งแต่งกายทงี่ ดงาม โดยตรวจสอบองค์ประกอบ
ของเคร่ืองแตง่ กายละครราทีเ่ ป็นศิลปะการแสดงเป็นเรื่องเป็นราวของคนไทยในสมยั กรุงศรีอยุธยา ท่ีมี
เป็นประณีตศิลป์คาดการณ์ว่าจะเป็นต้นเค้าของการพัฒนาเครื่องแต่งกายรูปแบบต่าง ๆ ท่ีเป็น
ศิลปะการแสดงของไทยในต่อมา ดังน้ันหากนักศึกษาหรือผู้เรียนรู้จักองค์ประกอบของเครื่องแต่งกาย
ที่ถูกตอ้ งจะทาให้มคี วามซาบซง้ึ และสามารถนาไปพัฒนาสรา้ งสรรได้อย่างดี

มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะปฏิบัติการแต่งกายตัวพระ ตัวนาง ละครพันทาง จึงเรียบเรียง
ข้ันตอนการแต่งกายตัวพระทุกข้ันตอน การแต่งกายตัวนางทุกขั้นตอน การแต่งกายตัวเอกของละคร
พันทางท้ังมอญ พม่า และลาว เข้าใจว่าหากผู้เรียนปฏิบัติการแต่งกายทั้งตัวพระ และตัวนาง และ
ละครพันทางได้อย่างถูกต้องตามภูมิปัญญาของศิลปินไทยแบบด้ังเดิม จะทาให้ผู้เรียนมีความคิด
สรา้ งสรรค์ สามารถนาไปพัฒนาตอ่ ยอดเรื่องการแตง่ กายในลักษณะอืน่ ไดใ้ นโอกาสต่อไป

ความงดงามของการศึกษ าเรื่องการแต่งกายเพื่อการแส ดงใน น้ี ยังมุ่งให้ ผู้เรียน สามารถ
ปฏิบัติการแต่งกายเบ็ดเตล็ดซ่ึงเป็นองค์ความรู้เสริม และการออกแบบเพื่อสร้างเคร่ืองแต่งกาย
ประกอบการแสดง การปักเคร่ืองละคร การทาเครื่องแต่งกายจากขี้รักเทียมจึงได้รวบรวมหลักการ
ทฤษฎีการทางานเพื่อนามาบูรณาสาหรับการสร้างเคร่ืองแต่งกายประกอบการแสดงละครราของไทย
หากผู้เรียนสามารถทาเคร่ืองแต่งกายได้อย่างถูกต้อง อนาคตผู้เรียนสามารถนาเอาไปประกอบอาชีพ
ได้ ซึง่ เทา่ กับสง่ เสริมการประกอบอาชพี ที่ดีงามในการเรยี นนาฏศลิ ปแ์ ละการแสดงได้ในโอกาสต่อไป

ควำมสำคญั ของกำรแตง่ กำย

ความสาคญั ของการแต่งกายหลายประการ ดงั น้ี
1. เพ่ือป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากสภาพอากาศหนาวรอ้ นหรือภัยจากแมลง
ต่าง ๆ
2. เพือ่ ปอ้ งกันตัวเองจากอันตรายในโอกาสต่าง ๆ เหมาะกบั คนทางานในทกุ อาชพี
3. เพ่ือป้องกันตัวเองจากศัตรู โดยเฉพาะศัตรูท่ีเป็นมนุษย์ด้วยกัน เช่น การสวมเส้ือเกราะกัน
กระสนุ หมวกเหลก็
4. เพื่อความสุภาพ ทั้งน้ีขึ้นกับเวลา สถานที่และบุคคล การยอมรับความสุภาพของสถานที่
หนึง่ อาจแตกตา่ งจากสถานที่หนงึ่ ก็เป็นได้

3

5. เพ่ือตกแต่งรา่ งกายและดึงดูดความสนใจ อาจเป็นการประดบั ร่างกายด้วยเคร่ืองประดับที่
บอกฐานะ ยศ ตาแหน่ง เครือ่ งราชย์ เปน็ ต้น

6. เพือ่ การตอบรบั ตามสถานภาพทางสังคม เช่นชุดทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั อาชีพการงาน ตาแหน่งที่
7. เพ่ือความถูกต้องกับการแสดงออกทางพิธีการ งานต่าง ๆ ท่ีกาหนดให้ใส่เส้ือผ้าท่ีมีความ
เจาะจง เช่นงานศพ งานสโมสรสนั นิบาต
8. เพ่ือการแบ่งแยกจากกลุ่ม อาจเกิดกับวัยรุ่นหรือความต้องการความแตกต่างกันระหว่าง
องค์กร เชน่ เสื้อ blazers ทีส่ วมเพ่ือบอกสถาบนั ทส่ี งั กัดอยู่ของนักเรียน ชุดของพระในศาสนาคริสต์ที่
มนี กิ ายแตกตา่ งกนั ชุดนักเรียน เครอ่ื งหมายทีแ่ สดงสัญลกั ษณ์ของสถาบนั หมวกของพยาบาล
9. เพอื่ การดงึ ดูดความสนใจเพศตรงข้าม
10. เพอ่ื ความพึงพอใจของตนเอง
11. เพอ่ื แสดงออกทางสภาพทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
กล่าวโดยสรปุ การกาหนดการแตง่ กายของมนษุ ย์น้ันเครื่องแต่งกายมีหน้าท่ีสาคญั คือปกป้อง
อุณภูมิของร่างกายมนุษย์ ปกปิดร่างกายต่อภัยร้ายต่างๆ เครื่องแต่งกายเกิดขึ้นจากชุมชน โดยชุมชน
ลวดลาย รูปแบบ เกิดขน้ึ จากชมุ ชนท่ีได้จากส่ิงแวดลอ้ มและเปลย่ี นไปตามฤดกู าลต่าง ๆ หน้ารอ้ นหน้า
หนาว อันเป็นภูมิปัญญา ส่วนสีสันได้จากภูมิปัญญาการใช้สีของเปลือกไม้เมล็ดพันธุ์ที่นามาย้อมจาก
ภมู ปิ ญั ญาธรรมชาติ ดงั น้นั เคร่อื งแต่งกายจงึ เป็นสัญญะของสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนน้นั ๆ

อิทธิพลของเคร่ืองแต่งกำยตอ่ พฤตกิ รรมของมนษุ ย์

อิทธิพลของเคร่ืองแต่งกายเป็นปัจจัยสาคัญต่อพฤติกรรมท่ีเป็นการกระทาหรืออาการท่ี
แสดงออกทางกล้ามเน้ือ ความคิด และความรู้สึก เพื่อตอบสนองสิ่งเร้าของมนุษย์ กรรณีย์ ถาวรสุข,
(2558). ยืนยันว่าพฤติกรรมทางสงั คมมีอิทธิพลต่อการแต่งกายซึง่ จะส่งผลตอ่ รูปแบบของการแต่งกาย
เพื่อการแสดงด้วย คือ พฤติกรรมทางวัฒนธรรม และพฤตกิ รรมทางสังคม ดังน้ี

พฤตกิ รรมทำงวัฒนธรรม
พฤตกิ รรมทางวัฒนธรรมในสงั คมเป็นแนวทางในการดาเนินชวี ิตของคนในชมุ ชนท้ัง ความเช่ือ
ประสบการณ์วถิ ีชีวิต ความชานาญ จริยธรรม ตลอดทั้งเสื้อผา้ ท่สี วมใส่ข้ึนอยู่กบั การสืบทอดต่อ ๆ กัน
มาซ่ึงเกิดจากการผสมผสานระหว่างอทิ ธิพลทางวัฒนธรรมและรสนิยมของตนเองนามาประยุกต์ใช้ใน
สังคม โครงร่างของเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละยุคของประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาซึ่ง
อาจจะแตกต่างกันนับร้อยปีในแต่ละยุค เส้ือผ้าได้รับอิทธิพลมาจากส่ิงแวดล้อมทางกาย ภาพ
ทรัพยากรทางธรรมชาติ และความสามารถในการนาทรัพยากรต่าง ๆ ไปใช้ในหลาย ๆ สังคม ได้
พัฒนาแนวทางการนาทรัพยากรที่เก่ียวข้องกับสิ่งทอมาใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายให้เป็นไปใน
ทศิ ทางเดยี วกนั

4

ประเพณีและขนบธรรมเนียมปฏิบัติ ในชีวิตประจาวันของผู้คนท่ีหย่ังรากลึกจนกลายเป็น
ความเคยชินและเป็นประเพณี ในกรณีของการแต่งกายก็เช่นเดียวกัน บางสังคมมีการแต่งกายท่ี
สามารถแยกแยะและปฏิบัติต่อเน่ืองกันมา เช่น คนนับถือศาสนาพุทธนิยมแต่งกายด้วยเส้ือผ้าสีขาว
หรือสีนวลเพ่ือไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในวัด หรือชาวไทยมุสลิมก็จะมีชุดสาหรับเข้าประกอบ
พิธีของตนเองในสุเหร่า ลักษณะที่แตกต่างและความมีเอกลักษณ์ในแต่ละสังคมทาให้การสวมเส้ือผ้า
ของมนุษย์มีความแตกต่างกันไป การยอมรับเรื่องใดเร่ืองหนึ่งในสังคมหน่ึงอาจแตกต่างไปจากสังคม
หน่ึงก็ได้ โดยคุณค่านี้อาจมาจากพื้นฐานท่ีแตกต่างกัน ตั้งแต่ครอบครัว การเลี้ยงดู วิถีการดาเนินชีวิต
ในแต่ละวัน การศึกษา และกลุ่มคนที่คบค้าสมาคมอยู่ รวมไปถึงยุคสมัยท่ีแตกต่างกันก็ทาให้
แนวความคิดเรื่องคุณคา่ ของการแต่งกายแตกตา่ งกันได้

พฤตกิ รรมทำงสังคม
พฤติกรรมทางสงั คมของมนุษย์กเ็ ป็นส่วนหน่ึงที่เปน็ อิทธิพลของการสวมใส่เสือ้ ผา้ ท่ีทาให้เกิด
ความแตกต่างในตัวบุคคล รวมไปถึงความคิดท่ีบุคคลท่ีสาม ท่ีมองโดยความคิดของตนเองเป็นท่ีตั้ง
จะทาให้มีความแตกต่างกันด้วย รูปแบบของเครื่องแต่งกาย ขนาด สีสัน รูปร่างของผู้สวมใส่เป็น
องค์ประกอบเสริมของการสวมใส่เคร่ืองแต่งกายที่แตกต่างกัน บางครั้งสัญลักษณ์ของเคร่ืองแต่งกาย
สาหรับการปรากฏตัวในแต่ละครั้งทาให้ภาพลกั ษณข์ องบุคคลดูแตกต่างกนั เนื่องจากลักษณะ รูปแบบ
บางอย่างของเครอื่ งแต่งกายทาให้สงั คมคาดหวังวา่ บุคคลผู้สวมใส่มีลักษณะเป็นเช่นไร อายเุ ท่าไร หรือ
มีอาชพี อะไร
การแบ่งแยกชนชั้นด้วยอาชีพ หรือทรัพย์สินหรือหน้าตาในสังคมเพ่ือต้องการให้ดูแตกต่าง
จากกลุ่มอ่นื มนษุ ย์พยายามหาวิธที ่ีจะทาใหก้ ลุ่มของตนดูแตกต่างไปจากกลุ่มอ่นื เพ่ือใหร้ ับรู้ถงึ ลักษณะ
ประจากลุ่มของตนเอง ง่ายในการจดจาและแยกแยะความแตกต่าง ความสบายและลักษณะเฉพาะที่
ตอ้ งการ เพอ่ื ให้ร่างกายอบอุน่ มนุษย์เลือกสวมเส้ือที่มีความหนานุ่มในฤดูหนาว และในฤดูรอ้ นก็สวมใส่
เส้ือผ้าท่ีบางเบาขึ้นเพ่ือความสบาย นอกจากน้ีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและแฟช่ัน เป็นเหตุผลที่ทา
ให้เคร่ืองแต่งกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปล่ียนแปลงทางด้านสังคมอาจมาจาก
แนวความคิด ความเช่ือ เหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ การพบเห็นแฟช่ันจากแหล่งอ่ืน ทาให้
แนวความคิดในการแต่งกายเปล่ยี นแปลงไปไดเ้ ชน่ กนั

รูปแบบกำรแต่งกำยในวถิ ีชวี ิตตำมยคุ สมัย

รปู แบบการแต่งกายในวิถีชีวติ ตามยคุ สมยั โดยจะเริ่มศกึ ษาจากวถิ ีชวี ติ ลักษณะการแตง่ กาย
ของคนสมยั ทวารวดี สมยั ศรีวชิ ยั สมยั เชยี งแสน สมยั ลพบุรี สมัยสุโขทยั สมัยอยุธยา สมยั ธนบุรี
และสมัยรตั นโกสินทร์ ดังน้ี

5

1. กำรแตง่ กำยสมยั ทวำรำวดี (พุทธศตวรรษท่ี 11-16)
ทวาราวดีเกิดข้ึนในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 9-10 หลักฐานท่ีสามารถยืนยันได้น้ัน พบในช่วง

พุทธศตวรรษที่12 เป็นหลักฐานทั้งทางศิลปกรรมและจารึก ทวารวดี ซ่ึงตรงกับราชวงศ์คุปตะของ
อนิ เดยี และทางตะวันออกของอินเดียทางอมราวดี ทางตอนใต้ของอินเดียสลู่ งั กา กล่าวว่าศาสนาพุทธ
นิกายมหายานในสุมาตรารุ่งเรืองมากและมีการติดต่อค้าข้าวและรับอิทธิพลอินเดียเป็นระยะ ๆ ก่อน
พระพุทธศาสนาจะเข้ามาสงั คมของไทยชว่ งก่อนประวัติศาสตร์

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏบนภาพปูนป้ันจากภาพสลักท่ีผนังถ้าพระโพธิสัตว์ อาเภอแก่งคอย
จังหวัดสระบุรี เป็นภาพเล่าเร่ืองขนาดใหญ่ ซ้ายสุดเป็นภาพพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีประทับน่ังห้อย
พระบาทแบบยุโรป แสดงวิตรกะ2 พระหัตถ์พนักน่ังเป็นสิงห์ คนที่ยืน คือ พระนารายณ์ มี 4 กร มือ
ขวาบนถือจักร มือซ้ายบนถือสังข์ 2 มือล่างกอดอก บุคคลท่ีด้านบนศีรษะมีพระจันทร์เส้ียว คือพระ
อิศวรถักเส้นผมเป็นรอนๆ มีเทวดาเหาะลงมาและมีคนก้มหน้า การที่พระนารายณ์กอดอกเรียกว่า
“สวัสดิกะมุธา” คือ การแสดงความเคารพอย่างสูงสุด เทพจะไม่ไหว้กัน เป็นภาพเล่าเร่ืองท่ีต้องการ
แสดงว่าศาสนาพุทธอยู่เหนือศาสนาพราหมณ์ ผู้ท่ีสร้างภาพนี้คือผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ทาให้ทราบว่ามีพระพุทธศาสนาแบบมหายาน แทรกอยู่ในพุทธศาสนาแบบหินยาน (snk03034,
2013).

ภำพที่ 1 ใบเสมำสมัยทวำรวดีในวัฒนธรรมอีสำน, ภำพสลักท่ผี นังถำ ทถ่ี ำพระโพธิสัตว์
ทมี่ ำ : snk03034, (2013).

พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 28-30). นาเสนอลักษณะการแต่งกายสมัยทวาราวดอี ้างหลักฐาน
ภาพประติมากรรมที่ตกแต่งโบราณสถานท่ีกรมศิลปากรขุดได้จากตาบลคูบัว จังหวัดราชบุรี และ
อาเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อธิบายว่าวัฒนธรรมของทวาราวดีมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรม

6

ของชาวอินเดียคอื สตรที วาราวดีนิยมทาผมเกล้ามวย หรือถักเปียเปน็ จอมนูนเหนือศรี ษะรัดตรงกลาง
ให้ตอนบนสยายออก ทาเป็นพุ่มจอมสูงรัดด้วยเคร่ืองประดับแล้วจัดขยายออกเป็นแฉก ๆ บางครั้ง
พบว่ามีการถักเปยี จัดเรยี งเป็นเส้นลงมาเป็นกรอบวงหน้า ต่างหูทาเป็นแผน่ กลมหรือห่วงกลม ตกแต่ง
ส่วนคอด้วยสายสร้อยทาเป็นแผ่นทับทรวงรูปสี่เหล่ียมขนมเปียกปูนจาหลักเป็นลวดลายกนก ไม่นิยม
สวมเส้ือใช้ผา้ สะพายเฉียงบางๆ เฉวียงบา่ ซ้ายไพล่มาข้างขวา ประดับ ต้นแขนด้วยกาไลเลก็ ๆ ทาดว้ ย
ทองคา สารดิ และลกู ปัดมีค่าสีต่าง ๆ ไม่สวมรองเท้านุ่งผ้าผืนเดียวทับซ้อนกันข้างหน้าท้ิงทับชายแนบ
ลาตัว

การแต่งกายของชาย นิยมถักเปียเป็นหลอดยาวประบ่าหรือเกล้ามุ่นแล้วรัดด้วยผ้าหรือ
เครอ่ื งประดับแล้วปลอ่ ยชายผมย้อนกลบั ลงมา ที่เกล้าเปน็ จุกกม็ ีบ้างนิยมใส่ตา่ งหเู หมอื นผู้หญงิ ทาเป็น
พุ่มทรงกลมซ้อนกันเหมือนหัวเบ็ดคว่าก็มี ทาเป็นรูปกลมแผ่นใหญ่บาง ๆ ด้วยทองคา สาริด ศิลาก็มี
ไม่นิยมสวมเสื้อมีแต่ผา้ เฉวยี งบ่าบาง ๆ ตกแตง่ ดว้ ยกรองคอทาดว้ ยลูกปัด แก้วหลากสี แต่ท่ีไม่ใส่เลยก็
มี ผ้านุ่งเป็นผ้าผืนยาวจีบชายหน้า ตกลงไปเบื้องล่างคล้ายผ้าถุงครึ่งแข้ง ชายพกขมวดท้ิงลงไป
ด้านซา้ ย บางคร้งั มีเขม็ ขดั โลหะรัดรอบสะเอวทับผ้านงุ่ มกี าไลแขนประดับคล้ายแขก

ภำพที่ 2 การแตง่ กายของหญงิ ชายสมัยทวาราวดี
ทมี่ ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

7

2. กำรแต่งกำยสมัยศรีวิชยั (ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี 13-18)
ศรีวิชัยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองอานาจข้ึนบนเกาะสุมาตราอินโดนีเซีย ระหว่างพุทธ

ศตวรรษที่ 13-18 นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกช่ืออาณาจักรนี้ว่าศรีวิชัยตามศิลาจารึกท่ีค้นพบ
ศิลปกรรมทางภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ
และปาละ-เสนะตามลาดับ ศิลปะแบบศรีวิชัยในประเทศไทยส่วนมากสร้างข้ึนในพุทธศาสนาลัทธิ
มหายาน คงมีอายุอยูล่ งมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 อันเป็นเวลาท่ีดินแดนแห่งน้ีได้เข้ารวมอยู่ใน
อาณาจักรสุโขทัย (มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตนครราชสมี า, 2554).

สถาปัตยกรรมท่ีปรากฏ พบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักด้วยศิลา ท่ีอาเภอ
ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังมีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะปะปนอยู่มาก
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หล่อด้วยสัมฤทธ์ิถือกันว่าเป็นโบราณวัตถุท่ีงามท่ีสุดช้ินหนึ่ง ใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร แม้พระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิองค์เล็กบนศิราภรณ์ของพระ
โพธิสัตว์องค์น้ีจะหักหายไป แต่การที่รูปนี้ครองหนังกวางก็อาจหมายความได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวร

ภำพท่ี 3 พระโพธิสตั วอ์ วโลกิเตศวรในศลิ ปะศรีวิชัย
ที่มำ : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตนครราชสีมา, (2554).

8

พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 31-33). วิเคราะห์การแต่งกายของคนในสมัยนี้ว่ามีลักษณะ
คล้ายคลึงกับแขก ซึ่งอยู่ในแถวแหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และชวา มีรายละเอียดของหญิงชาย คือ
ผู้หญิงศรีวิชัยนิยมเกล้าผมมวยสูงข้ึนไป ทาเป็นรูปพุ่มทรงข้าวบิณฑ์สวมกลีบ รวบด้วยรัดเกล้าปล่อย
ชายปรกลงมาด้านหน้า บางทีทาทรงผมมุ่นมวยเป็นทรงกลมเหนือศีรษะ ใช้รัดเกล้าเป็นชั้นๆ แล้ว
ปล่อยชายผมลงประบ่าทั้ง 2 ข้าง ตกแต่งดว้ ยตุ้มหูแผ่นกลมจาหลกั เป็นกลีบดอกไม้ขนาดใหญบ่ ้าง ทา
เป็นลายเชิงกรวยหรือก้านต่อดอกบ้าง ใส่กรองคอเส้นเกลี้ยงๆ มีทับทรวง แขนประดับทองกรหรือ
พาหุรัดทาด้วยโลหะหรือลูกปัดร้อยเป็นพวงอุบะ นุ่งผ้าครึ่งแข้งปลายบานยกขอบที่นุ่งผ้าผืนเดียวบาง
แนบเนื้อ ขอบผ้าชัน้ บนทาเปน็ วงโค้งเห็นส่วนทอ้ ง บางทีคาดเข็มขัดผ้าปลอ่ ยชายลงทางดา้ นขวา นยิ ม
สวมกาไลมอื และเท้า

ผู้ชายทาทรงผมเกล้ามวยเป็นพุ่มเรียงสูงรัดด้วยเครื่องประดับ ปล่อยปลายผมสยายลงรอบ
ศีรษะเป็นชั้นๆ บางทีปล่อยชายผมชั้นล่างแผ่สยายลงประบ่า ตกแต่งด้วยต่างหูเป็นเม็ดกลมใหญ่ ๆ
คล้องสายสังวาลยาวท้ิงลงมาเปน็ วงเรยี วขนานกบั ลาตวั ด้านหนา้ ส่วนใหญน่ ุ่งผ้าแบบชายพกต่าปลอ่ ย
ชายยอ้ ยเปน็ กระหนกคาดเข็มขัดโลหะ ประดับแขนและขอ้ มือดว้ ยกาไล

ภำพท่ี 4 การแตง่ กายของหญิงชายสมยั ศรีวชิ ยั
ทม่ี ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

9

3. กำรแตง่ กำยสมัยลพบรุ ี (ระหว่ำงพทุ ธศตวรรษท่ี16-19)
ศิลปะแบบลพบุรีหรือละโว้เกิดข้ึนในพุทธศตวรรษที่16-19 มีอาณาเขตครอบคลุม

ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนในประเทศกัมพูชา รูปแบบ
สัมพันธ์กับสกุลช่างศิลปะเขมรในประเทศกัมพูชา ศิลปะดังกล่าวเรียกชื่อต่างกันตามทัศนะของ
นกั วิชาการแต่ละคน เชน่ ศลิ ปะลพบุรี ศิลปะเขมร ต่อมาสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์ เธอกรมพระยาดารง
ราชานุภาพ ทรงกาหนดชื่อเรียกใหม่ว่า"ศิลปะลพบุรี" เพื่อแยกให้เห็นถึงความแตกต่างจากกลุ่มสกุล
ช่างศลิ ปะเขมร (PooN 00, 2012).

สถาปัตยกรรมที่ปรากฏบนภาพปนู ป้ันของสมัยลพบุรี ลกั ษณะงานส่วนใหญใ่ ช้วัสดุจาพวกหิน
ทราย อิฐ และศิลาแลงในการก่อสร้างในรูปของปรางค์และปราสาท เช่น พระปรางค์ 3 ยอด จังหวัด
ลพบุรี ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองต่า
จังหวัดสุรินทร์ ส่วนงานด้านประติมากรรมนิยมสร้างภาพสลัก พระพุทธรูป ลักษณะเด่นของงาน
ประติมากรรมแบบลพบุรี ทั้งรูปคนหรือรูปเคารพต่างๆ จะมีหน้าผากกว้าง ปากแบะหนา คางเหลี่ยม
และรูปร่างล่าเต้ยี

ภำพท่ี 5 ศลิ ปะปูนปั้นของสมยั ลพบรุ ี

ทีม่ ำ : PooN 00, (2012).

10

พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 34-36). วิเคราะห์ลักษณะการแตง่ กายสมัยลพบุรีคือ ผู้หญิงนิยม
ประดับศีรษะด้วยเทริด ไม่สวมเส้ือ กรองคอ มีลวดลายเป็นแผ่นใหญ่ต่างหูทาเป็นหัวเบ็ดคว่าซ้อน
เหล่ือมเรียวลงมาหลายชั้น แต่งผมแสกกลางตอนบนมุ่นเป็นมวยปักด้วยปิ่นยอดแหลม สวมกาไล
ต้นแขน และมือทั้ง 2 ข้าง ผ้านุ่ง ใช้ชายซ้อนกันตรงหน้าแล้วปล่อยชายออก 2 ข้างเป็นปลี บางที
ปล่อยชายยาวลงถึงสะโพกท้ังขวาและซ้าย อันเป็นลักษณะชายไหวคาดเข็มขัดขนาดใหญ่มีลวดลาย
วิจิตรพสิ ดาร ปลายทาเป็นพู่คล้ายกรวยเชงิ หอ้ ยเรยี งเปน็ แถว ไมน่ ยิ มสวมรองเทา้

ผู้ชาย นิยมนุ่งผ้าถุงสูง ด้านขวาทับด้านซ้าย แล้วทิ้งชายเป็นกาบขนาดใหญ่ คาดเข็มขัดท่ีมี
ลวดลายต่าง ๆ ผูกหัวเขม็ ขัดเป็นปมเงอ่ื นแบบสอดสรอ้ ย ส่วนใหญ่นุ่งผ้าสน้ั เหนอื เขา่ ทง้ิ ชายพกออกมา
ข้างหน้าเป็นแผ่นใหญ่ ใส่ต่างหูและกรองคอเป็นเส้นเกล้ียงเกลาซ้อนกัน 2 ช้ัน ตรงกลางทาเป็น
ลวดลายดอกไม้เม็ดกลมๆ เรียงซ้อนกัน สวมกาไลแขนและเท้า รัดต้นแขนคล้ายกับกรองคอ ไม่นิยม
สวมรองเทา้

ภำพที่ 6 การแตง่ กายของหญิงชาย สมยั ลพบรุ ี
ท่ีมำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

4. กำรแตง่ กำยสมัยเชยี งแสน (ระหวา่ งพุทธศตวรรษท่ี 18 – 24)
ประติมากรรมไทยสมัยเชียงแสน เป็นประติมากรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ เกิดขึ้นราว

พทุ ธศตวรรษที่16-21 มปี รากฏแพร่หลายอยตู่ ามหัวเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือของไทย แหล่งสาคัญอยู่

11

ที่เมืองเชียงแสน วัสดุนามาสร้างงานประติมากรรม ทั้งปูนปั้นและโลหะต่างๆ ที่มีค่าจนถึงทองคา
บริสทุ ธิ์ ประตมิ ากรรมเชียงแสน แบง่ ได้เป็น 2 ยุค คอื

เชียงแสนยคุ แรก มีการสร้างพระพุทธรูปและภาพพระโพธิสตั ว์หรอื เทวดาประดับศลิ ปะสถาน
พระพุทธรูป มีพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธรูปอินเดีย สมัยราชวงปาละ มีพระวรกายอวบอ้วน พระ
พกั ตร์กลมคลา้ ยผลมะตูม พระขนงโก่ง พระนาสิกโค้งง้มุ พระโอษฐ์แคบเล็ก พระหนุเป็นปม พระรัศมี
เหนอื เกตุมาลาเป็นต่อมกลม ไมน่ ิยมทาไรพระสก เสน้ พระสกขมวดเกศาใหญ่ พระอุระนูน ชายสังฆาฏิ
สนั้ ตรงปลายมีลักษณะเปน็ ชายธงม้วนเข้าหากนั เรยี กว่า เขยี้ วตะขาบ สว่ นใหญน่ ั่งขดั สมาธเิ พชร ปาง
มารวชิ ัย ฐานที่รององคพ์ ระทาเป็นกลีบบัวประดับ มีท้ังบัวคว่า บัวหงาย และทาเป็นฐานเป็นเขียง ไม่
มีบัวรองรับ ส่วนงานป้ันพระโพธิสัตว์ประดับเจดีย์วัดกู่เต้า และภาพเทวดาประดับหอไตรวัดพระสิงห์
เชียงใหม่ มีสัดส่วนของร่างกายสะโอดสะอง ใบหน้ายาวรูปไข่ ทรงเครื่องอาภรณ์เช่นเดียวกับพระ
โพธสิ ัตว์ในศลิ ปะแบบปาละเสนะของอินเดยี หรอื แบบศรวี ชิ ัย

เชียงแสนยุคหลงั พระพุทธรูปแบบของลทั ธิลังกาวงศ์จากสโุ ขทัยเขา้ มาปะปนรูปลกั ษณะ โดย
สว่ นรวมสะโอดสะองขึ้น ไม่อวบอ้วนบึกบนึ พระพักตร์ยาวรปู ไขม่ ากขึ้น พระรัศมีทาเป็นรูปเปลว พระ
ศกทาเป็นเส้นละเอียด และมีไรพระศกเป็นเส้นบางๆ ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี พระพุทธรูป
โดยส่วนรวมนั่งขัดสมาธริ าบ พระพุทธรูปที่นับว่าสวยท่ีสุดและถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปยุคนี้
คอื พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ พระพุทธรูปเชียงแสน
นี้มักหล่อด้วยโลหะทองคาและสาริด (สารานุกรมวฒั นธรรมสาหรับเยาวชน. 2554).

ภำพที่ 7 พระพุทธรูปสารดิ สมัยเชยี งแสน
ท่มี ำ : Charoen Saethao, (2554).

12

ความงดงามของประติมากรรมที่ปรากฏในพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนส่ือแสดงให้เห็นถึง
วัฒนธรรมการแต่งกายของคนในสมัยนี้ พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 45-47). ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ
การแตง่ กาย คือหญิง เร่ิมใชผ้ ้านุง่ มีลวดลาย แบบผา้ พื้นเมอื ง น่งุ ผา้ สีสลบั แดง-ชมพู เหลอื ง เกล้าผมไว้
กลางกระหม่อม รัดปลายผมด้วยรัดเกล้า ใช้ต่างหูแบบเสียบ มีสไบแพรบาง ๆ เมื่อทางานจึงรัดให้
กระชบั อก ทส่ี ะเอวมีผา้ คาดสแี ดงรวิ้ เหลอื งจดุ แดง

ชาย เร่ิมใช้ผ้านุ่งมีลวดลาย รู้จักใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือพาดบ่า ปกติไม่สวมเสื้อ ถ้าอากาศ
หนาวจะสวมเสื้อคอปิด แขนยาว บา้ งกน็ งุ่ โจงกระเบนลาย

ภำพท่ี 8 การแตง่ กายของหญงิ ชาย สมัยเชยี งแสน
ท่ีมำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

5. กำรแต่งกำยสมยั สุโขทัย (ระหว่ำงพุทธศตวรรษที่19–20)
อาณาจักรสุโขทัยพุทธศตวรรษที่ 19–20 สถาปัตยกรรมท่ีเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา

ได้แก่ โบสถ์ วิหาร สถูป และเจดีย์ ในสมัยสุโขทัยนั้นได้รับอิทิธิพลศิลปะแบบต่างๆ จนเกิดเป็น
ลักษณะเฉพาะของสุโขทัย มีความงดงามเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา มีฐานสี่เหล่ียมยกสูง บางที
ประดับฐานด้วยรูปช้าง เช่น เจดีย์วัดช้างรอบ อาเภอเมืองกาแพงเพชร จังหวัดกาแพงเพชร เจดีย์วัด
ช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย อาเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เจดีย์แบบน้ีเหนือองค์ระฆังทรงกลมข้ึน
ไปเปน็ บลั ลงั กย์ อดกลมเรยี ว เป็นเจดียท์ ส่ี รา้ งกันแพร่หลายในสมัยสโุ ขทัย thaiculturebuu, (2010).

13

ภำพท่ี 9 รปู ทรงของเจดยี ์สมยั เชียงแสน
ที่มำ : thaiculturebuu, (2010).

จากสถาปัตยกรรมที่กล่าวในสมัยน้ีจะเห็นความสมบูรณ์อ่อนช้อยสวยงามส่ือแสดงให้เห็นถึง
ลักษณะการแต่งกาย ของคนในสมัยนี้ตามที่พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 55). ให้รายละเอียดว่าสมัย
สุโขทัยน้ีได้รับอิทธิพลของขอม การแต่งกายของชาวเมืองจึงได้แบบอย่างจากเขมรและแขกคือ การ
น่งุ ผา้ หยักร้ังขึน้ ไปใหส้ งู เพอ่ื ความทะมดั ทะแมง เน่ืองจากสมยั นม้ี ีการสูร้ บกันบ่อยครั้ง จึงต้องแต่งกาย
ตามสถานการณข์ องบ้านเมือง สงิ่ สาคญั ของการแต่งกาย คือ

หญิง ชาววัง สวมเคร่ืองประดับศรี ษะรัดเก้ียวหรอื มาลัย สวมกรองคอเป็นแผ่นใหญ่มีลวดลาย
ดั้งเดิมไมส่ วมเสอื้ ระยะหลังหม่ สไบจบี นุ่งผา้ จีบหนา้ มลี วดลาย น่งุ ผา้ ลายเชงิ

ชาย พระมหากษตั รยิ ์ สวมเทริดทาด้วยทอง สวมเส้อื มีเชงิ ท่ีคอและแขน สวมเครอ่ื งประดับ
กาไล หม่ สไบทับ นุ่งผา้ ทับสนับเพลา

14

ภำพท่ี 10 การแต่งกายของหญงิ ชายสมัยสโุ ขทัย
ที่มำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

6. กำรแตง่ กำยสมยั อยุธยำ (ระหว่ำงพทุ ธศตวรรษท่ี1893 - 2310)
สมยั อยุธยาสถาปัตยกรรม แบ่งไดเ้ ปน็ 3 ยคุ คือ
6.1 ศิลปะอยุธยาตอนต้น สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี1 ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ

พ.ศ.1893 จนถึงสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถใน พ.ศ.2031 ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบ
ศิลปะลพบรุ หี รอื ศิลปะเขมร กบั ศิลปะอู่ทองนิยมสร้างปรางคเ์ ปน็ ประธานของวัด โดยมีลกั ษณะปรางค์
เลียนแบบเขมรแตส่ ูงชะลูดกว่า เชน่ ปรางค์ประธานวดั พุทไธสวรรย์ ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ

6.2 ศิลปะอยุธยาตอนกลางสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปประทับท่ีเมือง
พิษณุโลกในพ.ศ.2006 จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในพ.ศ.2172 สถาปัตยกรรมได้รับ
อิทธิพลมาจากศิลปะสุโขทัยนิยมทาเจดีย์ทรงลังกาแบบสุโขทัยแทนปรางค์แบบเขมร เช่น พระมหา
สถปู สามองค์วัดพระศรสี รรเพชญ์ พระเจดยี ว์ ดั ใหญ่ชยั มงคล จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา

6.3 ศิลปะอยุธยาตอนปลายสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.2172 จนส้ินสมัย
อยุธยาใน พ.ศ.2310 เป็นช่วงเวลาที่ศิลปะเขมรเข้ามามีอิทธิพลอีกครั้ง เช่น ปรางค์ประธานวัดไชย
วัฒนาราม ปราสาทพระนครหลวง และยังนิยมสร้างพระเจดยี ์ย่อมุมไม้สิบสองเปน็ ลักษณะเฉพาะของ
สถาปัตยกรรมอยุธยา

15

นอกจากศิลปะและสถาปัตยกรรมที่กล่าวแล้วสมัยอยุธยายังมีจิตรกรรม ปูนเปียกบนผนังคหู า
ปรางค์ต่าง ๆ ซึ่งยังหลงเหลืออยู่น้อยมากส่วนใหญ่เป็นเร่ืองพระพุทธศาสนา ตอนต้นนิยมเขียนลงบน
ผนงั คูหาปรางค์และคูหาเจดยี ์ไมม่ ีการเขยี นบนผนงั โบสถ์ วิหาร วธิ ีเขยี นเปน็ การเขยี นบนปนู เปยี ก

ภำพที่ 11 ภาพวดั ไชยวัฒนาราม จงั หวดั อยุธยา (สถาปัตยกรรมสมยั อยุธยา)
ทม่ี ำ : pasucha ardnarong, (2016).

จากสถาปัตยกรรมท้ัง 3 ยุค ท่ีกล่าวน้ีทาให้รูปแบบการแต่งกายของคนในยุคน้ีก็สามารถ
แบ่งแยกเปน็ 3 ยุค ดงั น้ี

1. การแตง่ กายตามกฎมณเฑียรบาล เปน็ แบบของเจ้านาย ขา้ ราชการช้ันผ้ใู หญ่ ท้ังผูช้ ายและ
ผู้หญงิ ตลอดจนพวกมีฐานะจะแตง่ ตามไปด้วย ผู้หญงิ ยังมกี ารเกล้ามวย

2. การแต่งกายแบบชาวบ้าน (ระยะกลางของสมัยอยุธยา) มีการนุ่งโจงกระเบนทางแถบ
เมืองเหนือ ผู้ชายอาจไว้ผมยาว ส่วนทางใต้ลงมาตัดผมสั้นลง คร้ันสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ได้มีการไว้ผมมหาดไทย ผูห้ ญงิ ยังคงไว้ผมยาวนยิ มห่มสไบ

3. ยคุ สงคราม (สมยั อยุธยาตอนปลาย) ท้ังผ้ชู ายและผูห้ ญิงตอ้ งช่วยกันต่อสู้กบั ศัตรู ผู้หญงิ ตัด
ผมสั้น ลงเพื่อปลอมเป็นผู้ชาย และสะดวกในการหลบหนี เส้ือผ้าอาภรณ์จึงตัดทอนไม่ให้รุ่มร่าม เป็น
อุปสรรคต่อการเคล่ือนท่ีและเคลื่อนไหว มีการห่มผา้ ตะเบ็งมานคือห่มไขว้กัน บริเวณหน้าอกแลว้ รวบ
ไปผูกไวห้ ลงั คอ ส่วนผู้ชายไมม่ กี ารเปลี่ยนแปลง

จากเคร่อื งแตง่ กายทก่ี ล่าวข้างตน้ สรุปการแตง่ กายยุคกรุงศรอี ยธุ ยาเป็น 4 สมัย คือ
สมัยท่ี 1 พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2031
หญิง ผมยังคงเกล้าผม การเกล้ามี 2 แบบ คือ เกล้าไว้ท้ายทอย และเกล้าสูงบน(นูนหยิก)
ศีรษะมีเคร่ืองประดับเรียกว่า เก้ียว เป็นเครื่องรัดมวยผม เคร่ืองประดับ สร้อยตัว สร้อยข้อมือ กาไล

16

ต่างหู เคร่ืองแต่งกาย นุ่งซิ่นจบี หน้า สวมเส้ือแขนกระบอก คอกลม ผ่าหน้า เสื้อ ยาวเข้ารูป มีผ้าคลุม
สะโพกไว้ด้านในของตัวเสอ้ื แตป่ ล่อยชายออกด้านนอกตอ่ เขา้ กับตัวเสอื้ เปน็ ชายเสอื้ ลงมา

ชาย ผมมหาดเล็กหรือเกล้าผมกลางกระหม่อมเช่นเดียวกับหญิง เคร่ืองแต่งกาย นุ่งกางเกง
ยาวลงมาแค่หน้าแข้ง ปลายขาเรียวเล็กกว่าเดิมนุ่งผ้าหยักรั้ง แบบเขมรซ้อนทับกางเกง ชายผ้ายาว
เสมอเข่า ใช้ผ้าคาดเอว สวมเส้ือคอแหลม แขนยาวจรดขอ้ มอื ผ่าอก สาบซ้ายทบั สาบขวา มีผ้ากุน๊ ตรง
ปลายแหลม คอ สาบหน้าและชายเสื้อ เคร่ืองประดับจากหลักฐานการขุดกรุใต้พระปรางค์วัด
ราชบูรณะ พบว่าส่วนบนของ มงกุฎท่ีครอบมวยพระเศียรของกษัตริย์ พาหุรัดหรือทองกร
เครื่องประดบั ศรี ษะถกั ดว้ ยลวดทองคา

สมัยท่ี 2 พ.ศ. 2034-2171
หญิง ผมตดั ผมส้ันหวีเสยขึน้ ไปเป็นผมปกี บา้ งก็ไว้ผมยาวเกล้าบนศีรษะ เลิกเกล้าเม่ือ พ.ศ.
2112 เพราะต้องทางานหนักไม่มีเวลาเกล้าผม เคร่ืองแต่งกาย นุ่งกางเกงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อ
แขนกระบอก คอกลมผ่าอก ไม่นิยมห่มสไบ ผู้หญิงช้ัน สูงสวมเส้ือคอแหลม มีผ้าคล้องไหล่ 2 ข้าง
การห่มสไบมีหลายแบบ พันรอบตัวเหน็บท้ิงชาย ห่มแบบสไบเฉยี ง คือ พันรอบอก 1 รอบ แล้วเฉวียง
ขนึ้ บ่าปลอ่ ยชายไว้ข้างหลงั เพยี งขาพบั แบบสะพักสองบา่ ใช้ผา้ พนั รอบตัวทับกันท่ีอกแล้วจงึ สะพกั ไหล่
ท้ังสองปล่อยชายไปข้างหลัง ท้ัง 2 ข้าง แบบคล้องไหล่เอาชายไว้ข้างหลังทั้งสองชายแบบคล้องคอ
หอ้ ยชายไวข้ า้ งหน้า แบบห่มคลมุ
ชาย ตดั ผมสนั้ แสกกลาง เครือ่ งแตง่ กาย นุ่งโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ มผี ้าคล้องไหล่
สมยั ที่ 3 พ.ศ. 2173 – พ.ศ. 2275
หญิง ผมสตรีราชสานักไว้ผมแบบหญิงพม่าและล้านนาไทย คือ เกล้าไว้บนกระหม่อมแล้ว
คล้องด้วยมาลยั ถัดลงมาปล่อยผมสยายยาว หญิงชาวบ้านตัดผมส้ัน ตอนบนแลว้ ถอนไรผมรอบ ๆ ผม
ตอนท่ีถัดลงมาไว้ยาวประบ่า เรียกว่า“ผมปีก”บางคนโกนท้ายทอย คนรุ่นสาวไว้ผม ดอกกระทุ่มไม่
โกนท้ายทอยปล่อยยาวเป็นรากไทร การแต่งกาย หญิงราชสานักนุ่งผ้าซิ่น สวมเส้ือผ่าอก คอแหลม
(เดิมนิยม คอกลม) แขนกระบอกยาวจรดข้อมือ หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าจีบห่มสไบมี 3 แบบ คือ รัดอก
สไบเฉียงและห่มตะเบ็งมาน (ห่มไขว้กันแล้วรวบไปผูกไว้หลังคอ) เหมาะสาหรับเวลาทางานบุกป่า
ออกรบ เครื่องประดับปักปิ่นทองที่มวยผม สวมแหวนหลายวง สร้อยคอ สร้อยข้อมือ การ
แต่งหน้า หญิงชาววัง ผัดหน้า ย้อมฟัน และเล็บเป็นสีดา ไว้เล็บยาวทาปากแดง หญิงชาวบ้าน ชอบ
ประแป้งลายพรอ้ ย ไม่ไวเ้ ลบ็ ไมท่ าแกม้ และปาก
ชาย ผมตัดสั้นทรงมหาดไทย(คงไว้ตอนบนศีรษะรอบๆ ตัดส้ันและโกนท้ายทอย)
การแตง่ กาย นุ่งโจงกระเบน ใช้ผา้ ขาวมา้ คล้องคอแลว้ ตลบไปห้อยชายไวท้ างด้านหลัง สวมเสื้อคอกลม
ผ่าอกแขนยาวจรดข้อมือ ในงานพิธีสวมเส้ือยาวถึงหัวเข่า ติดกระดุม ด้านหน้า 8–10 เม็ด แขนเสื้อ

17

กว้างและส้ันมากไม่ถึงศอก นิยมสวมหมวกแบบต่างๆ ขุนนางจะสวม ลอมพอกยอดแหลม ไปงานพิธี
จะสวมรองเทา้ แตะปลายแหลมแบบแขกมวั ร์

สมัยท่ี 4 พ.ศ. 2275 - 2310
หญิง การแต่งผมมี 3 แบบ คือ ทรงผมมวยกลางศีรษะ ทรงผมปีกมีจอนผม ทรงหนุนหยิก
รักแครง(เกล้าพับสองแล้วเก้ียวกระหวัดไว้ที่โคน รักแครงเกล้าผมมวยกลมเฉียงไว้ด้านซ้ายหรือขวา)
ทรงผมประบ่ามักจะรวมผมปีกและผมประป่าอยู่ในทรงเดียวกัน และผมปีกทาเป็นมวยด้วย
เคร่ืองประดับ นิยมสวมเทริด สวมกาไลข้อมือหลายอัน มีสร้อยข้อมือที่ใหญ่กว่าสมัยใด สร้อยตัวสวม
เฉียงบ่ามีลวดลายดอกไม้ สวมแหวนก้อยชนิดต่างๆ และแหวนงูรัดต้นแขน นิยมทาขม้ินให้ตัวเหลือง
ผัดหนา้ ขาว ย้อมฟันดา ยอ้ มนิว้ และเล็บด้วยดอกกรรณิการใ์ ห้สแี ดง
การแต่งกาย คนชั้นสูงนงุ่ ซน่ิ ยกจีบหน้า ห่มตาดสวมเส้อื ริ้วทอง ห่มสไบ ชาวบา้ นทอ่ นบนคาด
ผ้าแถบหรือห่มสไบนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุง การห่มสไบมี 2 แบบ คือ ห่มคล้องคอตลบชายไปข้าง
หลัง ท้ัง 2 ข้างบนเส้ือร้ิวทองและใช้เจียระบาด (ผ้าคาดพุง) คาดทับเสื้อปล่อยชายลงตรงด้านหน้าห่ม
สไบเฉียงไม่ใสเ่ สอ้ื เม่ืออย่กู บั บ้าน
ชาย ไว้ผมทรงมหาดไทยทาน้ามันหอม การแต่งกาย สวมเส้ือคอกลมสวมศีรษะ แขนยาว
เกือบจรดศอก มีผ้าห่มคล้องคอแล้ว ตลบชายทั้งสองไปข้างหลัง นุ่งโจงกระเบน ส่วนเจ้านายจะทรง
สนับเพลาก่อน แล้วทรงภูษา จีบโจง มีไหมถักรัดพระองค์ แล้วจึงทรงฉลองพระองค์ คาดผ้าทิพย์ทับ
ฉลองพระองค์อีกที

ภำพท่ี 12 ภาพการแต่งกายสมยั อยุธยา สมัยที่ 1
ที่มำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

18

ภำพที่ 13 ภาพการแตง่ กายสมัยอยุธยา สมยั ท่ี 2
ทีม่ ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

ภำพที่ 14 ภาพการแตง่ กายสมยั อยุธยา สมัยท่ี 3
ทีม่ ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

19

ภำพท่ี 15 ภาพการแต่งกายสมัยอยุธยา สมัยที่ 4
ที่มำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

7. กำรแตง่ กำยสมยั ธนบรุ ี (ระหว่ำงพุทธศตวรรษที่2310 – 2325)
สมัยกรุงธนบุรี หลังสงครามสิ้นสุดลง พระเจ้ากรุงธนบุรีมีความสัมพันธ์กับ ต่างประเทศ

มากข้ึนเพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีข้ึน จึงเปิดการค้าขายติดต่อกับ
ประเทศจีน สว่ นชาวยุโรป ชาติตา่ งๆ ท่ีเคยเข้ามา ตดิ ต่อค้าขายช่วงสมยั กรุงศรีอยุธยาพากันอพยพไป
ค้าขายกับประเทศอ่ืน เพราะสภาพบ้านเมืองตกอยู่ในยุคเข็ญเกิดจลาจลเสียนาน ประกอบกับทาง
ยโุ รป กาลังยุ่งยากกับการทาศกึ สงคราม ในสมัยพระเจ้านโปเลียนท่ี1 ส่งผลให้การติดต่อกับชาวยุโรป
ขณะนน้ั ต้องยุตลิ งช่ัวระยะหน่งึ

พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 69-71). เพ่ิมเติมว่าจากเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดข้ึนน้ี ทาให้คน
ไทยสมัยนี้ไดร้ ับอทิ ธิพลทางการแต่งกายของจีนไว้มากกว่าประเทศอ่นื ๆ การแต่งกายสมัยนมี้ ีหลักฐาน
อยู่บ้างว่า นิยมผ้าแพรกันมากถึงขนดเก็บผ้าเป็นจานวน 10 ม้วน เลิกนุ่งโจงกระเบนกลับมานุ่งผ้าถุง
อีกเนื่องจากขาดแคลนเคร่ืองนุ่งห่ม ยุคน้ีเป็นระยะเวลาของการกอบกู้เอกราชและสร้างราชธานีใหม่
เพราะกรุงศรีอยธุ ยาไดถ้ ูกทาลายชารดุ ทรุดโทรมอยา่ งมาก

หญิง กลบั มานงุ่ ผ้าถุง โดยขมวดชายพกไวต้ ามสบาย หม่ สไบรดั หนา้ อกอย่างธรรมดา นยิ มใช้
ผ้าแพรจากประเทศจีน สมัยน้ีนิยมไว้ทรงผมแบบใหมเ่ รยี ก“ผมทัด”คือผมท่ีเป็นพู่ตรงชายผมตกท่ีริม
หูทั้งสองข้าง สาหรบั หอ้ ยดอกไม้

20

ชาย นุ่งกางเกง เพราะสมัยน้ีมีชาวจีนเข้ามารับราชการทหาร และเพื่อความสะดวกในการ
ออกรบ ส่วนเส้ือนั้นน่าจะเป็นแบบคอกลม แขนครึ่งท่อนผ่าอกแล้วมีกระดุมผ้าขดเกี่ยวไว้ มีกระเป๋า
ใหญข่ า้ งละใบสาหรับใสข่ อง ผมไว้ผมทรงมหาดไทย

ภำพที่ 16 การแต่งกายหญงิ ชายสมัยธนบุรี
ท่มี ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

8. กำรแต่งกำยสมัยรัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นยุค

ทองแห่งศิลปะจีน มีการก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับหน้าบันแทนแบบเดิม สมัย
รัชกาลท่ี4 เร่ิมมีการติดต่อกับชาติตะวันตก มีการสร้างอาคารต่างชนิดเพ่ือรองรับกิจกรรมทางธุรกิจ
นอกเหนือจากที่อยู่อาศัยและวัดวาอารามในอดีต ได้แก่ โรงงาน โรงสี โรงเล่ือย ห้างร้านและท่ีพัก
อาศัยของชาวตะวันตก การสร้างอาคารของทางราชการ กระทรวงต่าง ๆ และพระราชวังท่ีมีรูปแบบ
ตะวนั ตกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย เช่น พระทนี่ ง่ั จักรมี หาปราสาท พระที่นัง่ อนนั ตสมาคม สว่ น
วัดที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตก เช่น วัดนิเวศธรรมประวัติในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซ่ึงเป็นศิลปะเเบบกอธิค ต่อมาในยุคที่มีการล่าอาณานิคม พระมหากษัตริย์ของเราก็ทรงพระปรีชา
สามารถเลือกหนทาง การประนีประนอม ไม่ให้เสียเอกราชไปโดยที่เราต้องปรับเปล่ียนพฤติกรรม

21

ความเป็นอยู่ของตัวเอง สถาปัตยกรรมไทยในสมัยน้ีจึงเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก บ้านเรือน
เปล่ียนรูปแบบเป็นตึกก่ออิฐถือปูน มีการวางผังแบบสากลและตายตัวมีการก้ันห้องเพ่ือทากิจกรรม
ตา่ งๆ เชน่ รบั แขก รับประทานอาหาร นัง่ เลน่

ภำพท่ี 17 สถาปตั ยกรรมสมัยรัตนโกสนิ ทร์
ทีม่ ำ : รชั กรณ์ ชนิ ทตั โสภณ, (2548).

อิทธิพลของสถาปัตยกรรมต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บอกให้เห็นถึงความสงบสุขของคนในชาติ มี
การเปิดใจยอมรบั ชาวตา่ งชาตจิ นสามารถเขา้ มามบี ทบาท ผสมผสานกับรสนิยมของคนไทยอยา่ งลงตัว
อิทธิพลดังกล่าวส่งถึงลักษณะการแต่งกายของคนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ มีวิวัฒนาการมากมาย
สามารถสรุปเป็นยคุ สมยั คือ

8.1.1 สมัยรัชกาลที่ 1-3 การแต่งกายของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 1-3
พวงผกา คโุ รวาท, (2523 : 74). ใหร้ ายละเอียดวา่

หญิง ผู้หญิงชาววัง นุ่งผ้าจีบห่มสไบเฉียง เหมือนอย่างอยุธยา ส่วนผู้หญิงชาวบ้าน นุ่งโจง
กระเบน หม่ สไบจบี ไว้ผมปีก ปลอ่ ยจอนท่ีขา้ งหูยาวลงมา

ชาย สวมเสอ้ื ราชประแตน(Raja-Pattern)เปน็ แบบเส้อื นอกกระดุม 5 เมด็ นงุ่ ผา้ มว่ งสีต่าง ๆ
ชาวบา้ นจะไม่สวมเส้ือ ผมยังคงแบบเดียวกับสมัยอยธุ ยา

22

ภำพที่ 18 การแต่งกายหญิงชายสมยั รัตนโกสนิ ทร์ (รัชกาลที1่ -3)
ท่มี ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

8.1.2 สมยั รัชกาลท่ี 4
สมัยราชกาลท่ี 4 น้ี (ช่วงพ.ศ.2310-2394) เป็นช่วงการฟ้ืนฟปู ระเพณีทส่ี าคัญ คือ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นประเพณีที่สาคัญคู่กับระบอบการปกครองท่ีมีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมุข พิธีดงั กล่าว การแต่งกายของกษัตริย์ ได้ทรงเคร่ืองต้น ในพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก โปรดให้
ข้าราชการผู้ใหญ่ท่ีเคยรู้แบบแผนราชประเพณีแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยาช่วยกันร่างระเบียบพระราชพิธี
ถวายแล้วจึงโปรดเกลา้ ฯ การแต่งกายนา่ สนใจคือ (พวงผกา คุโรวาท, 2523 : 77-81).

หญิง ยึดตามแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สตรีราชสานัก นิยมนุ่งผ้ายกห่มสไบดว้ ยผา้ แพร
หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ไว้ผมปีก ผมยาวเฉพาะบนกลาง
ศรี ษะทานองเดียวกับผมทรงมหาดไทยของผชู้ าย และไว้ผมเป็นพู่ที่ริมหูท้ัง 2 ข้าง สาหรับห้อยดอกไม้
เรยี กว่า ผมทัด

ชาย นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน เส้ือคอปิดผ่าอกแขนยาว เด็กทั้งชายหญิงไว้ผมจกุ จนอายุ 11 ปี
หรือ 13 ปีจึงทาพิธีโกนจุก ผู้ชายไว้ผมทรงมหาดไทย ท่ีเรียกว่า ทรงหลักแจว คือโกนผมรอบศีรษะไว้
ผมเฉพาะกลางศีรษะยาวราว 4 เซนติเมตร ในสมัยโบราณคนไทยไม่นิยมสวมเส้ือแม้แต่เวลาเข้าเฝ้า
สมัยรชั กาลท่ี4 น้ที รงประกาศให้ข้าราชการสวมเสอ้ื เวลาเขา้ เฝา้ ด้วย

23

ภำพที่ 19 ภาพการแตง่ กายหญิงชายสมัยรตั นโกสนิ ทร์ (รัชกาลท4่ี )
ทม่ี ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

ภำพท่ี 20 ภาพการแต่งกายชายหญงิ ชาวบ้านสมัยรัตนโกสินทร์ (ปลายรชั กาลท่4ี )
ท่ีมำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

24

ภำพท่ี 21 ภาพการเปล่ียนแปลงการแต่งกายเขา้ เฝ้าสมยั (รชั กาลท่ี 4)
ทม่ี ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

8.1.3 สมัยรัชกาลท่ี5
สมัยราชกาลท5ี่ ในช่วง พ.ศ.2411-2453) สมัยน้ีได้มีการปรับเปลี่ยนการแต่งกาย

ตามทพ่ี วงผกา คโุ รวาท, (2523 : 83-89). สรุปไวว้ า่
หญิง ปีพ.ศ.2414 เม่ือเสด็จกลับจากการประพาสสิงค์โปร์ ให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ไว้ผมดัด

ยาวทรงดอกกระทุ่มพ.ศ.2440 หลังจากเสด็จกลับจากยุโรป หญิงไทยเร่ิมหันไปนิยมแบบเสื้อของ
อังกฤษ คือเสอ้ื คอต้ังแขนยาว ต้นแขนพองคล้ายขาหมแู ฮม แตย่ ังคงมีผา้ ห่มเป็นแพรแบบสไบเฉียง นุ่ง
ผ้ายกห่มตาด ซึ่งเป็นเคร่ืองแต่งกายตามเกียรติยศของฝ่ายในที่มีมาแต่โบราณ ตอนปลายรัชกาลที่ 5
หญิงไทยเลิกนุ่งจีบ เปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบนหมด เจ้านายฝ่ายในทรงภูษาฉลองพระองค์แบบฝรั่ง คอ
ตั้งสูง แขนยาวมีลูกไม้ตกแต่งเป็นระบายหลายชั้น สวมถุงเท้ามีลวดลายปัก สวมรองเท้าส้นสูงสีของ
รองเท้ารับกับผ้าโจงกระเบน เครื่องประดับเลียนแบบยุโรป ก็นยิ มใชส้ รอ้ ยไขม่ ุกซ้อนหลายสาย แต่ผม
ยังคงเปน็ ทรงดอกกระทุ่ม

ชาย ปพี .ศ.2414 เมื่อเสด็จกลบั จากการประพาสสิงคโปร์ ได้ทรงปรบั ปรุงการไว้ผมและการ
แต่งกายของคนไทยให้เป็นไปตามแบบสากลนิยม คือ โปรดฯให้ผู้ชายไทยในราชสานักเลิกไว้ผมทรง
มหาดไทย เปล่ียนเป็นไว้ผมตัดยาวท้ังศีรษะอย่างฝร่ัง ต่อมาเมื่อเสด็จประพาสอินเดีย ผู้ชายยังคงนุ่ง
ผ้าม่วงโจงกระเบน สตี ่างๆ แต่สวมเสื้อคอปิด กระดุม 5 เม็ด ทรงโปรดฯให้ชา่ งออกแบบดัดแปลงจาก
เส้ือนอกของฝรั่งเรียก เส้ือราชปะแตนและสวมหมวกอย่างยุโรปหรือหมวกหางนกยูง ครั้นพ.ศ.2439
ได้มีพระบรมราชโองการให้ข้าราชการฝ่ายทหารทุกกรมกอง แต่งเคร่ืองแบบนุ่งกางเกงอย่างทหาร

25
ยุโรป แทนนุ่งโจงกระเบนแบบเก่า นับเป็นครั้งแรกท่ีให้ผู้ชายนุ่งกางเกงเป็นเคร่ืองแบบของทหาร
ปลายสมยั รัชกาลท่5ี ชายนยิ มนุ่งกางเกงแบบตะวันตกมากข้ึน และสวมหมวกกะโล่ดว้ ย

ภำพท่ี 22 ภาพการแต่งกายหญงิ ชายสมยั รตั นโกสินทร์ (รัชกาลท5่ี )
ทีม่ ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

ภำพที่ 23 ภาพเคร่ืองแต่งกายหญิงชายในราชสานักสมยั รัตนโกสนิ ทร์ (รัชกาลที5่ )
ทีม่ ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

26

8.1.4 สมยั รชั กาลที่ 6
สมัยราชกาลที่ 6 นี้ อยู่ในช่วง พ.ศ.2453-2468) ในยุคสมัยนี้ พวงผกา คุโรวาท,

(2523 : 91-92). ใหร้ ายละเอยี ดว่ารูปแบบการแตง่ กายของคนแบ่งเป็น 2 สมยั คอื
สมยั แรก
หญิง ยังคงนุ่งผ้าโจงกระเบนอยู่ แต่นิยมใช้ผ้าม่วงเช่นเดียวกับชาย สวมเสื้อผ่าอก คอลึก

กว่าเดิม แขนยาวเสมอข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับตัวเสื้ออีกทีหน่ึง นิยมไว้ผมยาวเสมอต้นคอ
แต่ดัดเปน็ ลอนแบบชาวยุโรป เร่ิมใช้เครื่องสาอางเชน่ เดยี วกับปลายสมยั รชั กาลท่ี 5

ชาย นงุ่ ผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเส้ือราชประแตน แต่เพ่ิมเส้ือครุยแขนยาวจรดข้อมือ ตัวเสื้อ
ยาวคลมุ เข่าสวมทับอีก ตดั ผมแบบชาวยุโรป

สมยั หลังหรือระยะหลงั
หญิง เปลี่ยนมานุ่งซิ่นตามพระราชนิยม สวมเสอ้ื ตัวยาวหลวมๆ ทับซิ่นอีกทีหนึ่ง ส่วนมากใช้
ผ้าลูกไม้ฝร่ัง ปักเป็นลวดลายด้วยลูกปัดและไข่มุก ไว้ผมยาวปล่อยสบายแล้วใช้ผ้าคาดศีรษะ บางทีก็
เกลา้ มวยแบบฝร่ัง มีการใช้เคร่ืองสาอางแบบตะวนั ตก และแตง่ หนา้ มากกว่าเดมิ เฉพาะในงานพิธหี รือ
ในการแสดงละคร ส่วนเครื่องประดับ นิยมสรอ้ ยไขม่ ุก ต่างหูหอ้ ยระย้าเพ่ือให้เขา้ ชุดกับเครื่องแต่งกาย
ที่ปกั ดว้ ยลกู ปดั และไข่มุก เพชร นลิ จนิ ดาก็นยิ มท่ีลวดลายงามและสายยาวๆ
ชาย เร่ิมนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง และมีการปรับปรุงการแต่งกายท้ังทหารและพลเรือนทั้งนี้
เพ่ือให้สอดคล้องกบั สากลนิยม เนื่องจากได้จัดส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่1 ไวผ้ มยาว
กว่าเดิม ตัดแบบยุโรป

ภำพท่ี 24 การแต่งกายหญงิ ชายสมัยรตั นโกสนิ ทร์ (รชั กาลท6่ี )
ทีม่ ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

27

8.1.5 สมัยรัชกาลที่ 7-8
สมัยน้ีหญิงไทยหันไปแต่งกายแบบตะวันตกมากข้ึน เลิกสะพายแพรปักนุ่งซ่ินแค่เข่า

สวมเสื้อทรงกระบอก ตัวยาวแขนสั้น ไว้ผมบ๊อบส่วนการแต่งกายของชายที่เป็นข้าราชการพลเรือน
นุ่งผ้าม่วงสีน้าเงิน สวมเส้ือราชประแตน สวมถุงน่องรองเท้า สวมหมวกสักหลาดมีปีกหรือหมวกกะโล่
เมื่อเดินทางไปต่างประเทศจึงจะใส่เส้ือคอแบะ ผูกเน็คไท นุ่งกางเกงแบบชาวตะวันตก การ
เปล่ียนแปลงการแต่งกายที่กล่าวเป็นเฉพะในราชสานักและในหมู่ข้าราชการช้ันสูงเท่าน้ัน แต่ราษฎร
ทว่ั ไปยังคงนิยมนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อธรรมดา และไม่นิยมสวมรองเท้า สรปุ ไดค้ ือ หญิง เลิกใช้สไบ
แพรปัก นิยมนุ่งซ่ินแค่เข่าเสื้อทรงกระบวกตัวยาว ตัดแบบตะวันตก และซิงเกิ้ลผูกโบว์ใหญ่ ใส่ต่างหู
และกาไล สวมสร้อยคอ ชาย สวมเสื้อราชประแตน กระดุม 5 เม็ด นงุ่ โจงกระเบน หรือกางเกงแพรจีน
สวมหมวกกะโลห่ รอื หมวกแบบฝรงั่

ภำพท่ี 25 การแต่งกายหญงิ ชายสมยั รตั นโกสนิ ทร์ (รชั กาลที่ 7-8)
ท่มี ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

8.1.6 สมยั รัชกาลท่ี 7-9
สมัยน้ีสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9 ทรงรับส่ังให้หาเคร่ืองแบบที่เป็น

เอกลักษณ์ของไทยขึน้ ตามประวัติศาสตร์ จงึ ได้มกี ารพฒั นาเครื่องแตง่ กายชุดพระราชนิยมของไทย มา
8 แบบ คือ

28

1) ไทยเรือนต้น เป็นเสื้อคอกลม แขนยาว 3 ส่วน ผ่าอกกระดุม 5 เม็ด เสื้อผ้าสีตาม
ซิน่ หรอื ตดั กนั น่งุ ซิน่ ฝา้ ยไหมมรี ิ้วมีเชิงยาวจดข้อเท้าการแต่งกายแบบไทยเรือนตน้ จะใช้ในโอกาสปกติ

2) ไทยจิตรลดา เป็นเสื้อคอกลามมีปกตั้ง ผ่าอก แขนยาว ผ้าไหวเกล้ียนงมีเชิง หรือ
ทอยกดอกทัง้ ตัว คนละท่อนยาวจรดขอ้ เทา้ ใช้ในโอกาสพิเศษ เชน่ ราชพิธีต่าง ๆ

3) ไทยอมรินทร์ กับไทยจิตรลดามีแบบที่เหมือนกันต่างกันท่ีใช้เป็นชุดพิธีตอนค่ามี
เคร่ืองประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ในโอกาสพิเศษ ที่กาหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือครึ่งยศ เช่น
ในงานพระราชพิธี รัฐพธิ ี หรืองานสโมสรสนั นบิ าต

4) ไทยบรมพิมาน ใช้ผา้ ยกไหม หรอื ยกทองเชิง หรอื ยกทงั้ ตัวตัดต่อกนั ซิ่นจบี หนา้ มี
ชายพก ยาวจดข้อเท้า คาดเข็มขัดไทย เส้ือแขนยาวคอกลมมีปกต้ัง ผ่าหน้าหรือหลงั ใช้เคร่ืองประดับ
พิเศษเหมาะสาหรับงานพิธี เต็มยศ ชุดเจ้าสาวหรืองานอุทยานสโมสรเล้ียงพระราชทาน ใช้ในโอกาส
เดียวกบั ชดุ ไทยอัมรนิ ทร์เต็มยศชุดเจ้าสาวหรอื อทุ ยานสโมสรเลี้ยงประราชทาน

5) ไทยจักรี นุ่งผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัวมีจับยกขา้ งหน้า มีชายพก ใชเ้ ข็มขดั ไทย คาด
ท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซ่ินเป็นท่อนเดียวกันหรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหน่ึง
ชายสไบคลุมไหล่ทั้งชายด้านหลังยาวพอสมควร ใชใ้ นโอกาสพิเศษท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็มยศในกรณี
ที่อากาศไม่เยน็

6) ไทยจกั รพรรดิ ใช้ซ่ินไหมหรือยกทองข้างหน้ามีชายพก เอวจีบห่มแพรจีนแบบไทย
สีตัดกับผ้านุ่งเป็นช้ันที่หนึ่ง ก่อนแล้วจึงใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักด์ิ สมัยโบราณ ห่มทับแพรจับ
อกี ช้นั หน่งึ ใชใ้ นโอกาสพเิ ศษ ทีก่ าหนดใหแ้ ต่งกายแบบเต็มยศแบบไทยจักรี

7) ไทยดุสติ ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง ตวั ซ่ินยาวมจี ีบอย่างแบบไทยอัมรนิ ทร์ ไทยบรม
พิมานและไทยจักรี ยกข้างหน้าและชายพกใช้เข็มขัดผิดกันตรงตัวเส้ือ คือเป็นเสื้อไม่มีแขน คอ
ด้านหน้าและหลังคว้านต่าเล็กน้อย ผ่าด้านหลังตัวเสื้อปักเป็นลวดลายด้วยไขมุก ลูกปัดหรือเลื่อม ใช้
ในงานพระราชพธิ ที ่กี าหนดให้แต่งกายเตม็ ยศ

8) ไทยศิวาลัย ใช้ซ่ินไหมหรือยกทอง มีชายพก ตัวเส้ือใช้ผ้าสีทองเหมือนสีเน้ือแขน
ยาว คอกลมผ่าหลัง ปกต้ังเล็กน้อย เย็บติดกับผา้ ซ่ิน คล้ายแบบไทยบรมพิมาน ห่มผา้ ปักลายไทยอย่าง
แบบไทยจักรพรรดิโดยไม่ต้องมีแพรจบี รองพน้ื กอ่ น ใช้ในโอกาสพเิ ศษ ที่กาหนดใหแ้ ตง่ กายเต็มยศ

29

ภำพท่ี 26 ภาพการแตง่ กายชดุ ไทยพระราชนยิ ม ชดุ ไทยเรือนต้นและชุดไทยจติ รลดา (รัชกาลท9่ี )
ทม่ี ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

ภำพท่ี 27 ภาพการแต่งกายชดุ ไทยพระราชนยิ ม ชดุ ไทยอมรนิ ทรแ์ ละชดุ ไทยบรมพมิ าน (รัชกาลท่9ี )
ทีม่ ำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

30

ภำพท่ี 28 ภาพการแตง่ กายชุดไทยพระราชนยิ ม ชดุ ไทยจักรีและชุดไทยจกั รพรรดิ (รัชกาลท่9ี )
ท่ีมำ : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).

ภำพที่ 29 ภาพการแตง่ กายชดุ ไทยพระราชนิยม ไทยดสุ ติ และชดุ ไทยศวิ าลัย (รชั กาลท่ี9)
ที่มำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

31

ชาย สวมเสื้อไหมหรอื ฝา้ ยตาทางดอก คอตง้ั ตกแต่งสาบและปกตามริ้วและสีของผา้ คาด
เอวดว้ ยผ้าขาวมา้

ภำพที่ 30 การแต่งกายชาย (รัชกาลท9่ี )
ทม่ี ำ : พวงผกา คุโรวาท, (2523).

กำรแต่งกำยและกำรนำไปใช้

เคร่ืองแต่งกายของคนไทยและการนาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ลักษณะ คือ
เครื่องแตง่ กายปกติ และเคร่ืองแต่งกายเพ่ือการแสดง ดงั นี้

1. เครือ่ งแต่งกำยปกติ
เครื่องแต่งกายปกตินั้นเพราะลักษณะทางภูมิประเทศ และดินฟ้าอากาศ ท่ีไม่เหมือนกัน

ของประเทศไทย ทาให้การใช้เสื้อผ้าต่างกัน คนอาศัยในพ้ืนท่ีอากาศหนาว จาเป็นต้องใช้ผ้าหนา และ
เส้ือผ้าหลายชิน้ คนที่อยู่ในพืน้ ท่ีมอี ากาศร้อน ก็ใชเ้ สอ้ื ผ้าบาง และนอ้ ยชิ้น คนตา่ งเผา่ พันธุ์มีความนิยม
แตกต่างกันในด้านการแต่งกายเพราะความนิยมในแต่ละถิ่นไม่เหมือนกัน ลักษณะของเครื่องแต่งกาย
ของแต่ละถิ่นจึงมีแบบที่ต่างกันทงั้ รปู แบบและสีสัน ตลอดจนลักษณะของผ้า ซ่ึงเป็นของที่ทาขน้ึ ใช้เอง
บา้ ง มีมาขายจากตา่ งบ้านต่างเมืองบา้ ง รูปแบบของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของคนไทยท่วั ๆ ไป คงเป็น
แบบง่ายๆ เจ้านาย หรือขุนนาง และผู้มีฐานะดี ใช้ผ้าดี มีราคา ผ้าบางชนิดก็ใช้ได้เฉพาะพวกขุนนาง
เทา่ นั้น

32

ยุคสมัยที่เปล่ียนไปทาให้การแต่งกายได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กล่าวคือ ในสมัยสุโขทัย
ผู้ชายนุ่งกางเกง และสวมเส้ือผ่าอกแขนสั้น ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงและผ้าซ่ิน ต่อมาในสมัยอยุธยา ผู้ชายก็
ยังคงนุ่งกางเกง และบางครั้งก็นุ่งผ้าพื้นอย่างท่ีเรียกกันว่า นุ่งโจงกระเบน คือ ม้วนชายผ้านุ่งท้ังสอง
ชายเขา้ ดว้ ยกันให้เรียว คลา้ ยหางปลากระเบน แลว้ เหน็บปลายผ้าที่ม้วนนไี้ ว้ทเ่ี อวดา้ นหลัง (ซง่ึ ยงั เรยี ก
อวัยวะส่วนน้ันของร่างกายว่า กระเบนเหน็บมาจนทุกวันน้ี) จึงได้เรียกการนุ่งผ้าแบบน้ีว่า นุ่งโจง
กระเบน ส่วนเสื้ออาจมีรูปแบบมากขึ้น เช่น แขนเส้ือยาว และเป็นรูปทรงกระบอก คร้ันถึงสมัย
กรุงรัตนโกสินทร์ ความนิยมในการแต่งกายก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม ในสมัยนี้มีการติดต่อกับ
ชาวต่างประเทศมากขน้ึ

ภำพที่ 31 ลกั ษณะวยั รุน่ ไทยต้นกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ทม่ี ำ : Amarin TV, (2561).

การแต่งกายของคนไทยปกติเมื่ออยู่บ้านจะแต่งกายเรียบง่าย เม่ือไปงานพิธีหรือไปปฏิบัติ
ราชการก็แต่งกายอีกแบบหน่ึง เส้ือผ้าที่สวมอยู่กับบ้านเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา ในสมัยโบราณผู้ชาย
นุ่งกางเกงมีผ้าคาดเอวหรือผ้าพาดไหล่ ไม่นิยมสวมเสื้อ เพราะอากาศร้อน ถ้าอากาศหนาวก็สวมเส้ือ
หรือห่มผ้า เมื่อออกไปทาไร่ไถนา ก็สวมเสื้อผ้าสีดา หรือสีน้าเงิน นุ่งกางเกง สวมเสื้อแขนส้ัน ผู้หญิง
เมอื่ อย่บู ้านอาจใช้เสือ้ ผา้ ท่ีมสี ีสนั และสวมใสส่ บายงา่ ยๆ แต่ถา้ ออกไปทางานนอกบ้าน ก็ใชเ้ ส้ือผ้าสีดา
หรือนา้ เงิน

ยุครัตนโกสินทร์ซ่ึงมีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปีน้ัน ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลาดับนับตั้งแต่
ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ยุคเริ่มการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ ยุค

33

เปล่ียนแปลงการปกครอง หรือยุคมาลานาไทย และปัจจุบันยุคแห่งเทคโนโลยีข่าวสาร แต่ละยุคสมัย
ล้วนมีรูปแบบการแต่งกายท่เี ปน็ ของตนเองซึ่งไมอ่ าจสรปุ ได้วา่ แบบใดยคุ ใดจะดีกวา่ หรือดที ่ีสดุ เพราะ
วถิ ีชีวิตหรือวฒั นธรรม ล้วนตอ้ งมกี ารปรับเปลีย่ นบูรณาการไปตามสง่ิ แวดล้อมของสังคมตามแต่โอกาส
สถานท่ีและกาลเทศะ

ปัจจุบันน้ีแนวการแต่งตัวของเด็กไทยได้เปล่ียนแปลงไป หากย้อนอดีตไปการแต่งตัวของ
เด็กไทยจะอิงตามแฟชั่นกระแสหลักหรือตามนักร้อง นักแสดงท่ีโด่งดัง การแต่งตัวของเยาวชนไทยมี
อยู่มากมายด้วยการรับอิทธิพลการแต่งตัวมาจากฝั่งตะวันตก และฝ่ังตะวันออก ทาให้เด็กไทยมี
ทางเลือกในการแต่งตัวท่ีมากขึ้น บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากตะวันตกก็จะแต่งตัวตามแบบ
ตะวันตก บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากตะวนั ออก กจ็ ะแต่งตัวตามแบบตะวันออก ท้ังประเทศญ่ีปุ่น
และประเทศเกาหลี ตามกระแสความนยิ ม

การท่ีเด็กไทยรับอิทธิพลการแต่งตัวแบบเด็กญ่ีปุ่นและเกาหลีนั้น ทาให้นั้นเกิดการเลียนแบบ
และพยายามทาตัวให้เหมือนเด็กญ่ีปุ่นและเกาหลี เน่ืองจากเกิดจากการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม
และต้องการเปน็ ในแบบที่เช่ือวา่ อยใู่ นวฒั นธรรมทมี่ ีชนชั้นทส่ี งู กว่า แต่ในความเปน็ จรงิ แลว้ การแต่งตัว
ของเด็กญี่ปุ่นและเกาหลีท่ีอยู่ในประเทศของต้นแบบนั้นจริงๆ นั้นมีการแต่งตัวท่ีมีสไตล์การแต่งตัวที่
หลากหลายมากกว่าที่เด็กไทยประเทศไทยบริโภคอยู่มาก คงเป็นแค่เพียงการเลียนแบบเฉพาะ
บางส่วน แต่ไม่ได้ศึกษาถึงกระบวนการสร้างความเป็นญี่ปุ่นและเกาหลี อย่างไรก็ตามเด็กไทยก็มี
แนวโนม้ วา่ จะรับเอารูปแบบการแต่งตัวของเด็กญป่ี ุ่นและเกาหลเี ข้ามาเพ่ิมขึน้ เร่ือยๆ ในอนาคต

ภำพท่ี 32 ลักษณะวยั รุ่นไทยแตง่ กายแบบญี่ปุ่น เกาหลี
ท่มี ำ : ชาลิสา สองหลง จริ าพชั ร กาญจนพรหม, (2560).

34

2. เครือ่ งแต่งกายเพือ่ การแสดง
เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงเป็นพัฒนาการอีกชั้นหน่ึงของการแต่งกายในชีวิตประจาวัน

นามาพัฒนารูปแบบให้เด่นเหมาะสมกับบทบาทของการแสดงอย่างน่าติดตามชมด้วยความเข้าใจ
ปัจจัยที่มีบทบาทสาคัญในการกาหนดทิศทางของแนวคิดสร้างสรรค์ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณี
และค่านิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละท้องถิ่น หรืออาจเป็นการออกแบบที่ดัดแปลงมาจาก
เครื่องแต่งกายซึ่งกาลังได้รับความนิยมอยู่ในสมัยน้ันๆ หรือเคยได้รับความนิยมมาก่อนแล้วในอดีต
โดยการวิเคราะห์ตีความ บทละคร ตัวละคร รวมท้ังยังต้องคานึงถึงรูปแบบการแสดง รูปร่างของ
นักแสดง สถานท่ีท่ีจะใช้แสดงและวตั ถปุ ระสงค์ในการนาเสนอการแสดงเปน็ หลกั

บทบาทหน้าที่ของเคร่ืองแต่งกายสาหรับการแสดงมีนัยน่าสนใจ คือเพื่อต้องการนาเสนอยุค
สมัยของละครหรือเร่ืองราวท่ีเกิดข้ึนในการแสดง เครื่องแต่งกายนาเสนอภาพรวมของความนิยมของ
ผู้คนในแต่ละสมัย เคร่ืองแต่งกายในแต่ละยุคก็ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนสามารถบ่งบอกวิถีชีวิต
และค่านิยมของผู้คนในสมัยน้ันๆ เครื่องแต่งกายท่ีตัวละครสวมใส่จึงสามารถแสดงเวลาพร้อมบอก
สถานการณใ์ นละครน้ันเกิดขนึ้ ว่าเปน็ ยุคสมยั ใด

อาจเพื่อนาเสนอสถานที่ของละคร เครอื่ งแต่งกายแต่ละประเภทมีหน้าท่ีต่างกัน เช่น เสอ้ื โค้ท
เป็นเส้ือที่ใช้สวมใส่เม่ือต้องการออกนอกบ้านในฤดูหนาว หรือวันที่มีอากาศหนาว โดยเป็นเครื่อง
แต่งกายท่ีจาเป็นในประเทศที่มีอากาศหนาวอย่างทวีปยุโรป ดังนั้นเมื่อตัวละครสวมใส่เครื่องแต่งกาย
ประเภทใด คนดูก็จะสามารถเข้าใจได้ว่ามีลักษณะอากาศเป็นอย่างไร และน่าจะต้ังอยู่ในภูมิภาคใด
เครอ่ื งแตง่ กายเพอ่ื การแสดงนั้น มีการเปลีย่ นแปลงไปตามยคุ ตามสมยั ตามความนิยมดว้ ย เช่น

1. ยุคท่คี นไทยนิยมชมชอบศิลปะการแสดงประเภทละครรา ที่มีการดาเนินเรื่องโดยใชศ้ ิลปะ
การร่ายราประกอบบทร้องและทานองเพลงเป็นตัวดาเนินเรื่อง มีต้นเค้าการเกิดตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยา ในครั้งน้ันเกิดเป็นรูปแบบของศิลปะละครราแบบดั้งเดิม 3 ลักษณะ คือ ละครชาตรี ละคร
นอก และละครใน ศิลปะละครราแบบด้ังเดิม เป็นมหรสพคู่คนไทยมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และ
ได้มกี ารปรบั เปล่ยี นเปน็ ศิลปะละครราแบบปรบั ปรุงทงั้ ละครดึกดาบรรพ์ ละครพันทางและละครเสภา

35

ภำพท่ี 33 การนาชดุ แต่งกายแบบชาวบ้านใชป้ ระกอบการแสดงละครร้องสาวเครือฟา้
ทม่ี ำ : สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ, (2554).

ภำพท่ี 34 การแตง่ กายแบบอิทธพิ ลตะวันตกในละครสังคีต
ทม่ี ำ : สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ, (2554).

2. ยุคของคนไทยนิยมชมชอบศิลปะการแสดงประเภทละครร้อง เป็นยุคสมัยท่ีมีความ
เปล่ียนแปลงทางรสนิยมของคนไทยเหลายเรอ่ื งเพราะได้รบั อทิ ธิพลตา่ งชาติเข้ามาในประเทศ รูปแบบ
การแสดงของไทยก็ปรับเปล่ียนตามยุคตามสมัย เริ่มมีรูปแบบการแสดงท่ีตัวละครต้องร้องเพลงเอง
เพื่อบรรยายความรู้สึกตา่ ง ๆ จากที่ตัวแสดงมีคนร้องเพลงให้ใช้การรา่ ยรา การเคล่ือนไหวรา่ งกายตาม

36

อารมณ์เพลงท่ีร้อง เริ่มพัฒนาการรอ้ งเองตามอารมณ์ความรู้สึก จึงเกิดเป็นศิลปะละครร้องแบบละคร
ปรีดาลยั ละครร้องลว้ น ๆ ซ่ึงเป็นสิ่งทนั สมัยในยุคน้นั ขึ้น

3. ยุคของคนไทยนิยมศิลปะการแสดงสมยั ใหม่ ที่คนไทยเปลยี่ นรสนิยมเป็นเสพของต่างชาติ
อย่างเต็มตัว จึงพบว่าในปัจจุบันน้ีรูปแบบการแสดงสมัยใหม่ท้ังที่เป็นละครพูด ท่ีเรียกว่าละครเวที
หรือละครร้องแบบฝร่ัง หรือรูปแบบการแสดงอื่น ๆ ท้ังบัลเล่ต์ คอนเทมโพลาล่ี โมเดิร์นด๊านซ์ มี
เกลื่อนเมือง จนเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึง่ ของการแสดงของไทยในปจั จุบนั นี้

ภำพที่ 35 การแสดงละครเวทีลมหายใจเดอะมวิ สิคัลทีใ่ ชช้ ดุ เครื่องแตง่ กายสมยั นิยมในปัจจบุ ัน
ท่มี ำ : พนั ทพิ ย์, (2016).

ขอบเขตและหน้าที่ของเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงนั้น สุรพล วิรุฬห์รักษ์, (2547 :
210-212). อธบิ ายว่าเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงมีหน้าท่ี คอื

1. แสดงบุคลิกภาพของตัวละคร หมายถึง การท่ีเครื่องแต่งกายบ่งบอกนิสัยใจคอของตัว
ละคร ว่าเป็นคนสุขุมเยือกเย็น หรือเร่าร้อนรุนแรง เป็นคนสมถะ หรือฟุ้งเฟ้อ เป็นคนร่าเริงหรือเคร่ง
ขรึม เป็นคนละเอียดอ่อนหรือหยาบกระด้าง เป็นต้น โดยอาศัยรูปแบบและสีสัน ตลอดจนวิธีนุ่งห่ม
ของตัวละคร

2. แสดงสถานภาพของตัวละคร หมายถงึ การที่เคร่ืองแต่งกายบง่ บอกถึงฐานะทางสงั คมและ
เศรษฐกิจของตัวละครว่าเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง เป็นคนรวยหรือคนจน เป็นคนมีการศึกษาหรือด้อย
การศกึ ษา โดยอาศัยรปู แบบ คุณภาพของวสั ดุ เคร่อื งประดบั ของตัวละคร

37

3. แสดงอาชีพของตัวละคร หมายถึง การท่ีเครื่องแต่งกายบ่งบอกว่าตัวละครมีอาชีพอะไร
เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ทหาร ตารวจ ช่าง ชาวนา ครู จิตรกร โดยอาศัยเคร่ืองแบบ
เคร่อื งมือประจากายและสไตล์ในการแต่งกายของกล่มุ อาชพี น้ัน

4. แสดงวัฒนธรรมของตวั ละคร หมายถงึ การทเ่ี ครอ่ื งแต่งกายบ่งบอกว่าตัวละครเป็นชนชาติ
ใด เผ่าพันธ์ุใด มีความเช่ือและศรัทธาอะไร โดยอาศัยเคร่ืองแต่งกายตามจารีตนิยม ตลอดจน
สัญลักษณแ์ ทนส่ิงท่ตี วั ละครนับถือ เชน่ เครอ่ื งรางหรือรอยสัก ลายผา้ และนุ่งห่ม เป็นต้น

5. แสดงยุคสมัยในท้องเร่ือง หมายถึง การที่เครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงยุคที่ตัวละครดารงชีวิต
อยู่ เช่น ยุคกรีกโบราณ ยุคจีนสมัยราชวงศ์ถังหรือยุคอยุธยาตอนปลาย เป็นต้น โดยอาศัยแบบ
แผนการแตง่ กายทเ่ี ป็นธรรมเนียมปฏบิ ัตใิ นสมยั น้นั เป็นเคร่อื งตัดสนิ

6. แสดงเหตุการณ์ในท้องเรื่อง หมายถึง การท่ีเครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงเหตุการณ์ใน
ท้องเรื่องท่ีตัวละครมีบทบาทอยู่ขณะน้ัน เช่น การรบ การกีฬา การบันเทิง การประชุม การรับ
ปรญิ ญาบัตร การประกวดความงาม เป็นต้น โดยอาศัยรูปแบบท่ีเป็นมาตรฐานและความนิยมสาหรับ
กจิ กรรมในเหตุการณน์ ้นั ๆ

7. เป็นสว่ นเสริมในการเคล่ือนไหวในทางนาฏศลิ ป์สมบูรณ์ข้ึน หมายถึง การทเ่ี คร่ืองแต่งกาย
ช่วยให้ผู้แสดงออกท่าทางให้ส่ือความหมายของตัวละครหรือตัวระบาได้ชัดเจนขึ้น เช่น การใช้เส้ือผ้า
รัดรูป เพ่ือช่วยความคล่องแคล่วในการเคล่ือนไหว การใช้เนื้อผ้าที่มีปีกและหางเพื่อช่วยความกรีด
กราย การใช้เส้ือผ้าท่ีทาด้วยผ้าเบาพล้ิวงามช่วยทาให้การเคลื่อนไหวอ่อนโยน การใช้เส้ือผ้าทาด้วย
วัสดุแข็งชว่ ยทาใหก้ ารเคล่อื นไหวดแู ขง็ แรงและหนักแนน่

8. เป็นส่วนสาคัญท่ีขาดเสียมิได้ หมายถึง การท่ีผู้แสดงจาเป็นต้องใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของ
เครื่องแต่งกายในการร่ายรา หากขาดส่วนน้ันไปการฟ้อนราน้ันๆ ก็จะขาดอรรถรสไป เช่น แขนเส้ือที่
ยาวเลยปลายแขนของผู้แสดงออกมากว่า 2 เมตร สาหรับระบาแขนเสื้อจีน กาไลเท้าทาด้วยลูก
กระพรวนเพื่อให้ผู้แสดงย่าเท้าให้เกิดเสียงในการเต้นกาถักของอินเดีย หมวกท่ีมียอดเป็นตุ้มเล็ก ๆ
ต่อด้วยริบบ้ินยาวมาก ซ่ึงผู้แสดงเกาหลีใช้สวมและเหว่ียงศีรษะให้ลูกตุ้มเหว่ียงริบบิ้นเป็นวงเหนือ
ศีรษะ

สรุป

การแต่งกายเพ่ือการแสดงเป็นรายวิชาหนึ่งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่นักศึกษาสาขาวิชา
นาฏศิลป์และการแสดงจะต้องศกึ ษาเพื่อใช้เป็นความรู้ความเข้าใจสาหรบั นาไปบรู ณาการกบั การเรียน
การสอนในรายวิชาเอกท่ีเป็นสิ่งหรือเรื่องท่ีจัดทาให้งามท่ีเก่ียวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงท้ัง
อาภรณค์ ือเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย ถนมิ พิมพาภรณ์ เคร่ืองประดบั และศริ าภรณ์ เคร่อื งประดับศีรษะ ที่
มีปรากฏในชุดการแสดงของไทยทั้งโขน ละคร และระบา รา ฟ้อน การแต่งกายมีความสาคัญหลาย

38

ประการ ท้ังเพ่ือป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติ เพ่ือป้องกันตัวเองจากอันตรายในโอกาสต่าง ๆ เพื่อ
ป้องกันตัวเองจากภัยรอบตัว การต้องการความสุภาพ เครอื่ งแต่งกายมีอิทธิพลกับสภาพความเป็นอยู่
ของมนุษย์มาต้ังแต่อดีตจนปัจจุบัน ซ่ึงจะส่งผลต่อรูปแบบของการแต่งกายเพื่อการแสดงด้วย น่ันคือ
พฤติกรรมทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมทางสังคม รูปแบบการแต่งกายของคนไทยที่อ้างอิงได้อย่าง
เป็นปัจจุบันเริ่มต้ังแต่ การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในปีพ.ศ. 2325 โดยแบ่งยุคคือการ
แต่งกายสมัยรัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ ยุครัชกาลท่ี1–รัชกาลที่3 การแตง่ กายสมยั รัตนโกสินทร์ ยคุ รัชกาล
ท่ี 4–รัชกาลท่ี5 การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์ ยุครัชกาลท่ี 6–พ.ศ.2480 การแต่งกายสมัย
รตั นโกสินทร์ยคุ พ.ศ. 2480–ปัจจบุ ัน เครือ่ งแตง่ กายของคนไทยและการนาไปใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ
แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เคร่ืองแต่งกายปกติ และเคร่ืองแต่งกายเพ่ือการแสดงท่ีคนออกแบบหรือ
ศิลปินก็ไปเอารูปแบบมาจากวิถีชีวิต แต่มาดัดแปลงให้เข้ากับบุคลิกนิสัยของตัวละคร ไม่ขัดขวางต่อ
รูปแบบของการแสดง การเคลื่อนไหว สีสัน บ่งบอกให้จาได้ หมายรู้เป็นสัญลักษณ์ ว่าเป็นนักแสดง
ประเภทไหน พระเอก นางเอก คนรับใช้ หรือตัวประกอบอื่น ๆ เคร่ืองแต่งกายเพื่อการแสดง จะทา
ให้เป็นการดูละครหรือการแสดงและสอ่ื ความหมายได้ชัด ทั้งบุคลิกภาพ บทบาท รสนิยมของตวั แสดง
ซง่ึ การแตง่ กายอย่างน้ี จะตอ้ งกระชบั เป็นเทคนิคท่จี ะไดก้ ล่าวตอ่ ไปในเรื่องการแตง่ กายในบทตอ่ ไป

39

คำถำมทบทวน

คำชแี จง จงตอบคาถามต่อไปน้มี าให้ถูกต้อง
*******************************************************************************************
1. การแต่งกายเพ่อื การแสดง มีความหมายโดยนยั ว่าอย่างไร
2. หน้าที่ของเคร่ืองแต่งกายเพื่อการแสดง มีอะไรบ้าง อธิบายอย่างละเอียดพร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบ
3. โปรดวิเคราะห์อิทธิพลของการแต่งกายของคนไทยกับการนาไปใช้ประกอบการแสดง ตั้งแต่อดีต
จนปจั จบุ ันว่ามีสาเหตมุ าจากอะไร เพราะเหตุใด
4. สรุปประเด็นการแต่งกายของคนไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ยุค
เร่ิมการตดิ ต่อสัมพนั ธก์ ับตา่ งประเทศ ยคุ เปลี่ยนแปลงการปกครองหรือ ยคุ มาลานาไทย มาใหเ้ ขา้ ใจ
5. จากประสบการณ์ของเนื้อหาทนี่ าเสนอพบวา่ ชดุ การแสดงต่าง ๆ นน้ั ส่วนใหญ่นยิ มสร้างให้เปน็ ชุด
การแสดงของผูห้ ญงิ มากกว่าผชู้ าย เพราะสาเหตุใด โปรดอธบิ ายพรอ้ มยกตัวอย่างประกอบ


Click to View FlipBook Version