บทท่ี 2
การสรา้ งสรรคเ์ ครอื่ งแต่งกายประกอบการแสดงกรุงรัตนโกสินทร์
การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายประกอบการแสดงกรุงรัตนโกสินทร์ ที่กล่าวในบทน้ี มุ่ง
ตรวจสอบแนวทางที่ปราชญ์หรือผู้เช่ียวชาญใช้พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงในรูปแบบ
ต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม มีหลักคิด ทฤษฎีอย่างไร จนพัฒนาสร้างสรรค์และได้ถูกบัญญัตเิ ป็นนาฏศิลป์
อนุรักษ์ท่ีสวยงาม เช่น ระบาทวาราวดี ระบาศรีวิชัย ระบาลพบุรี ระบาสุโขทัย ระบาอยุธยา ราวง
มาตรฐาน และระบาชุดไทยพระราชนิยม ท่ีมีปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ บทนี้ จะนาเสนอ รูปแบบ
การแต่งกายเชิงอนุรักษ์ของกรมศลิ ปากร และรูปแบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศิลปากรท่ีใช้ใน
ยุคปัจจบุ ัน ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
รูปแบบการแตง่ กายเชิงอนุรกั ษ์ของกรมศลิ ปากร
รูปแบบการแต่งกายเชิงอนุรักษ์ของกรมศิลปากร ตามท่ีกล่าวเกร่ินแล้วว่ากรมศิลปากรเป็น
แหล่งรวมศาสตร์ทางการแสดงนาฏศิลป์ไทยเชิงอนุรักษ์ท่ีต้องเก็บรักษาไว้เป็นแบบแผนของการศึกษา
โบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่มากความรู้ความสามารถทางการแสดงได้คิดประดิษฐ์รูปแบบการแต่งกาย
ของคนไทยตามสมัยต่าง ๆ สร้างสรรค์เปน็ ชดุ การแสดงหลายชุดท่กี ลุ่มนาฏศิลป์ยคุ หลัง ๆ ใช้เป็นแบบ
สาหรับการศึกษาสืบทอด เป็นต้นแบบที่ดี เพื่อให้เห็นแนวทางการพัฒนารูปแบบเครื่องแต่งกายชุด
การแสดงของนาฏศลิ ป์ไทย จะนาเสนอ ดงั นี้
1. การแต่งกายระบาทวาราวดี
นายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)ต้องการศึกษา และเรียนรู้เร่ืองเครื่องแต่งกาย
ของมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่วิชาประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ได้จัดแสดงระบาโบราณคดีชุดต่างๆ
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ
ทอดพระเนตรแทนการจัดแสดงเคร่ืองแต่งกายท่ีได้พัฒนา โดยแยกตามลักษณะของเครื่องแต่งกาย
ดงั นี้
1.1 อาภรณ์ หมายถึง เส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักแสดงจะสวมเสื้อรัดอกสีเนื้อ(แทนการ
เปลือยอกตามภาพป้ัน) นุ่งผ้าลักษณะคลา้ ยจีบหน้านางสีน้าตาลแถวหนึ่งและสีเหลืองออ่ นแถวหนึ่ง มี
ตาดสที องตกแตง่ เป็นลายพาดขวางลาตวั ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ดา้ นหน้าและด้านหลัง
41
1.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถงึ เครื่องประดับ สวมกาไลขอ้ มอื ตน้ แขนโลหะ และแผงข้อ
เท้าผ้าติดลกู กระพรวน สวมจนี้ าง และคาดเขม็ ขดั ผา้ ตาดเงนิ หรือเขม็ ขัดโลหะ สวมตา่ งหเู ป็นห่วงกลม
ใหญ่
1.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดับศีรษะ นักแสดงผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะ
คล้ายลูกจันแบน สวมเกี้ยวรดั ผม สวมกระบังหนา้
ภาพท่ี 36 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาทวาราวดี
ที่มา : สถาบนั นาฏดรุ ิยางคศิลป์, (2542 : 194).
มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาทวาร าวดีโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายพบว่า นาฏศิลปินได้ใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องแต่ง
กายชุดระบา ดงั น้ี
1. พัฒนาชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านท่ีตรวจค้นได้จากนัก
ประวตั ิศาสตร์ เช่น มีการตรวจสอบมาจากวิถีชีวิตความเป็นอยูจ่ ริง ๆ เช่น ในสมัยทวาราวดผี ู้หญิงจะ
นยิ มเกล้าผมมวยเป็นพุ่มจอมสูงรัดด้วยเคร่ืองประดับ ตา่ งหูทาเป็นแผน่ กลมหรอื หว่ งกลม ตกแตง่ ส่วน
คอดว้ ยสายสรอ้ ยทาเปน็ แผ่นทบั ทรวงรปู ส่เี หลย่ี มขนมเปียกปนู จาหลกั เปน็ ลวดลายกนก ไม่นิยมสวม
เสื้อใช้ผ้าสะพายเฉียงบางๆ เฉวียงบ่าซ้ายไพล่มาข้างขวา ประดับต้นแขนด้วยกาไลเล็ก ๆ ทาด้วย
ทองคา สาริด และลูกปัดมีค่าสีต่าง ๆ ซึ่งเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของนักแสดงในระบาทวาราวดีก็
สรา้ งสรรคต์ ามแบบทีก่ ล่าวนี้
2. พัฒนาเส้อื ผ้าเครื่องแตง่ กายจากการตรวจสอบภาพจาหลัก ภาพปนู ปน้ั สถาปตั ยกรรมท่ี
มีอายุอยู่ในช่วงสมัยทวารวดีจึงทาให้การแสดงชุดน้ีมีความน่าเช่ือถือ ตรวจสอบได้หลายมิติ เป็นที่
ยอมรับของผู้ชม นกั วชิ าการได้อย่างไมเ่ คลอื บแคลง
42
3. พัฒนาสสี ันของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามความนา่ จะเป็นและรสนิยมของคนในสมยั น้ัน ๆ
หรืออาจจะใช้สีสันท่ีตรวจพบบนภาพปูนปั้น เช่น สีน้าตาล สีเหลือง สีอิฐ ที่ปรากฏให้เห็นนัก
นาฏศลิ ปนิ สรา้ งสรรค์อาจใชเ้ ป็นแนวทางสาหรับการนาไปพัฒนางานของตนเองได้เป็นอย่างดี
2. การแต่งกายระบาศรวี ชิ ัย
กรมศิลปากรได้พัฒนาเป็นชุดการแสดงขึ้นให้นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย
และศิลปนิ แห่งชาติเป็นผู้แต่งทานองเพลง นางลมูล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศลิ ป์ไทย และ
นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย และศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าราจาก
หลักฐานศิลปกรรมและภาพจาหลักท่ีพระสถูปบุโรพุทโธในเกาะชวาสมัยศรีวิชัย กล่าวเฉพาะเครื่อง
แตง่ กายทไี่ ดเ้ ลียนแบบข้ึน โดยแยกตามลกั ษณะของเครื่องแต่งกายดงั นี้
2.1 อาภรณ์ หมายถงึ เส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย นกั แสดงสวม เส้ือรัดอกสีเน้ือ นุ่งโสร่งปาเต๊ะ
จบี หน้านางแถวหนึ่งสีเขียว อีกแถวหน่ึงสแี ดง ผ้าคาดรอบสะโพก นุ่งผา้ สีแดงคาดสีเขียว นุ่งผา้ สีเขียว
คาด สีแดง ผ้าสไบเฉียงสเี ดยี วกับสีคาดสะโพกเยบ็ ติดกับแผน่ โค้งบนไหล่ซ้าย ตดิ สร้อยตัวริมแผ่นโค้ง
2 เส้น โบว์เสน้ เล็กสอดไวใ้ ต้เข็มขัด
2.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ระบาชุดนี้ผู้แสดงสวมเข็มขัด สร้อยคอ
ต่างหู ต้นแขน กาไล ข้อมือ
2.3 ศิราภรณ์ หมายถงึ เครื่องประดับศีรษะนักแสดง ศีรษะเกลา้ ผมมวยไว้ท้ายทอย เสยี บ
เกย้ี ว ปกั ปนิ่ และ กระบงั หน้า
ภาพที่ 37 ภาพการแต่งกายการแสดงระบาศรวี ชิ ัย
ทม่ี า : สถาบนั นาฏดรุ ิยางคศิลป์, (2542 : 198).
43
มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายของระบาศรีวิชัยโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า ได้ใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องแต่งกายชุด
ระบา ดังนี้
1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาศรีวิชัยเคร่ืองประดับยังมีอัตลักษณ์ตามสิ่งที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน แต่เป็นท่ีน่าสังเกตว่าส่วนของผ้า
โดยเฉพาะผ้านุ่งของนักแสดงใช้ผ้าปาเต๊ะ ซ่ึงเป็นผ้าพื้นเมืองของคนทางภาคใต้มาตกแต่ง ซึ่งเข้าใจว่า
น่าจะนาเอารสนิยมของการใช้ผ้าของคนในพื้นที่ อาณาบริเวณอาณาจักรศรีวิชัยเดิมน้ันคือภาคใต้มา
เป็นตัวต้ัง นอกจากน้ีจากการสรุปของนักวิชาการพบว่าผ้านุ่งของสตรีในสมัยศรีวิชัยน้ันจะนุ่งผ้า
คร่ึงแข้งปลายบานยกขอบ แตจ่ ากชุดระบาศรีวิชัยท่ีสร้างสรรคน์ ้ีจะเป็นผ้าจีบหน้านางยาวคลมุ ข้อเท้า
ตามรสนิยมของการน่งุ ผ้าของคนพน้ื เมืองภาคใต้ที่พบเห็นโดยทัว่ ไป
2. พัฒนาเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายจากการตรวจสอบภาพจาหลัก สถาปัตยกรรมท่ีมีอายุอยู่
ในช่วงสมัยศรีวิชัย โดยเฉพาะท่ีพระสถูปบุโรพุทโธในเกาะชวา และที่มองเห็นอย่างใกล้เคียงมากที่สุด
เข้าใจนาฏศิลปินดูแบบการสร้างเคร่ืองประดับร่างกายของนักแสดงมาจากองค์ประกอบที่ปรากฏใน
ประติมากรรมพระอวโลกิเตศวรที่ค้นพบที่อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีซ่ึงยืนยันประวัติศาสตร์
ของอาณาจักรนไี้ ดเ้ ป็นอยา่ งดี
3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามความน่าจะเป็นนอกจากนี้ใช้หลักการแบบครู
โบราณที่ส่ังสมประสบการณ์การสร้างเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย กล่าวคือ จะใช้ผ้าท่ีมีสีสันตัดกัน โดยการ
นาเอาผ้าสีสด 2 สี มาตกแต่งร่างกายนักแสดง ปรากฏในผ้าสไบของนักแสดง ผ้าเช็ดหน้าและผ้าคลุม
สะโพก อย่างไรกต็ ามพบว่านกั แสดงระบาศรีวิชัย 2 แถวจะใช้ผ้าสไบและผ้าคลมุ สะโพกคนละสีกัน คือ
สีแดง และสเี ขยี ว ตามท่ีปรากฏกลา่ วอ้าง
3. การแต่งกายระบาลพบรุ ี
รูปแบบของเคร่ืองแต่งกายที่ค้นพบกรมศิลปากรโดยนายธนิต อยู่โพธิ์(อดีตอธิบดีกรม
ศิลปากร) นายมนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทานองเพลงจาก
สาเนียงเขมร นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและนางเฉลย ศุขะวณิช
ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารา โดยเลียนแบบลีลาท่าทาง
ของประติมากรรมและภาพสลักท่ีปรากฏบนทับหลังหน้าบันของปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง
ศิลปะแบบขอม โดยแยกตามลกั ษณะของเคร่ืองแตง่ กายดังน้ี
3.1 อาภรณ์ หมายถึง เส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย นักแสดง เส้ือสีเน้ือ คอกลม แขนสั้นเหนือ
ศอก ตดิ แถบทองรอบคอตลอดระหวา่ งอกและรอบเอว เส้ือตัวเอกปักด้ินเป็นลายดอกประจายามหนึ่ง
ดอกตรงระหวา่ งอก กระโปรงเยบ็ สาเรจ็ แบบทบซอ้ นหน้า ชายล่างโค้งมน ยาวคลมุ เขา่ ปะดว้ ยด้ินลาย
ประจายามประปราย มผี ้าตาดสีทอง ติดทาบชายกระโปรง ตัวเอกกระโปรงส้ม หมรู่ ะบากระโปรงสฟี ้า
44
ผ้ารัดสะเอวมีสายผกู คาดไปข้างหลัง ปักดิ้น มีลวดลายเฉพาะดา้ นหน้า ผา้ คลุมสะโพกสีมว่ งอ่อน ชาย
แหลมมนแยกเป็น 2 ชน้ิ ตัวเอกผา้ คลุกจะทาบริมด้วยผ้าตาด สีเงนิ ตัวรองผา้ คลุมจะทาบด้วยผ้าตาด
สที อง
3.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู
ตน้ แขน กาไลข้อมือ กาไลเท้า
3.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดับศีรษะ นักแสดง ศีรษะใส่ครอบแบบประกอบ
สาเรจ็ รปู ประดบั ดว้ ยเกย้ี ว พู่ไหมสีเงิน
ภาพท่ี 38 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาลพบุรี
ที่มา : สถาบนั นาฏดุริยางคศิลป์, (2542 : 196).
มุมมองที่เกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาลพบุรีโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเส้อื ผ้าเครื่องแต่งกายพบว่า แนวทางสาคัญของการพัฒนานั้นนาฏศิลปนิ ได้
ใชแ้ นวทางการพัฒนา ดงั นี้
1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาลพบุรีเครื่องประดับยังมีอัตลักษณ์ตามส่ิงที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่น ลักษณะของการนุ่งผ้า หรือ
เครือ่ งประดับบางช้ิน ยังพอจะตรวจค้นเทยี บเคียงไดต้ ามวถิ ีชีวิตความเปน็ อยจู่ ึงสามารถยืนยันรูปแบบ
การแตง่ กายได้วา่ ระบาชดุ นน้ี า่ จะมเี ค้าเง่อื นของกล่มุ ชนในสมัยลพบุรี
2. พัฒนาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากการตรวจสอบภาพประติมากรรมและภาพสลักท่ีปรากฏ
บนทับหลังหน้าบนั ของปราสาทหนิ พมิ าย ปราสาทพนมรงุ้ ศลิ ปะแบบขอม ซง่ึ ยืนยันประวตั ศิ าสตร์ของ
อาณาจักรนไ้ี ดเ้ ป็นอย่างดี
3. พัฒนาสีสันของเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายตามความน่าจะเป็น นอกจากน้ีใช้หลักการแบบครู
โบราณที่สั่งสมประสบการณ์การสร้างเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายเพ่ิมเติมจินตนาการ ความสร้างสรรค์ได้
45
อย่างเป็นแบบอย่างท่ีถูกต้อง โดยพบว่าในระบาชุดนี้มีการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตัวเอกอยู่
ตรงกลางของผู้แสดงโดยเปล่ียนสีสันของสีผ้านุ่งให้เด่น ตัวพลอื่น ๆ จะใช้สีฟ้าแต่ตัวเอกจะใช้สีส้มทา
ให้ดูเด่นชัดย่ิงข้ึน นอกจากน้ียังพัฒนาเทริดครอบศีรษะให้มีรัศมีเป็นพู่อย่างสวยงามทั้งตัวเอกและ
ตัวพล จนทาให้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในระบาชุดน้ีมีความแปลกใหม่และใกล้เคียงกับภาพจาหลักตาม
ยุคสมัย
4. การแตง่ กายระบาสมัยเชยี งแสน
ปีพุทธศักราช2510 กรมศิลปากรได้สร้างสรรค์ชุดการแสดงระบาเชียงแสนเพ่ือให้
ประชาชนชมโดยมนี ายมนตรี ตราโมท ผูเ้ ชีย่ วชาญดรุ ิยางคศ์ ลิ ป์ไทยกรมศิลปากร ศลิ ปินแห่งชาติสาขา
ศลิ ปะการแสดง เป็นผู้แต่งทานองเพลง นางลมลุ ยมะคุปตผ์ ู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัย
นาฏศิลป์ กรมศลิ ปากร และนางเฉลย ศุขะวณชิ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลยั นาฏศิลป
กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง(นาฏศิลป์) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารานายสนิท ดิษฐพันธ์
ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเคร่ืองแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้าง
ศริ าภรณแ์ ละเครอ่ื งประดบั โดยแยกตามลักษณะของเคร่อื งแต่งกาย ดังนี้
4.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นักแสดงสวมเสื้อรัดอกสีเนื้อเส้ือลูกไม้
สีเหลือง ติดริมด้วยแถบผ้าตาดสีทอง ซิ่นเชิงแบบป้ายข้างแถวหนึ่งสีแดง อีกแถวหน่ึงสีทอง
เครือ่ งประดับ ประกอบดว้ ย เขม็ ขดั มีเชือกหอ้ ยท้งิ ชายพู่ลงมาด้านหน้าทั้งสองขา้ ง
4.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครือ่ งประดับ ประกอบดว้ ย สร้อยคอ ต่างหู กาไลข้อมือ
และกาไลขอ้ เทา้
4.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดบั ศีรษะ นักแสดง แตง่ ทรงผมต้ังกระบังหน้าประดับ
โลหะสเี งิน เกลา้ ผมมวย ไวด้ ้านหลัง ตดิ ดอกกลว้ ยไมข้ ้างหูซ้าย
ภาพที่ 39 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาเชยี งแสน
ท่มี า : สถาบันนาฏดุรยิ างคศิลป์, (2542 : 192).
46
มุมมองที่เกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบา เชียงแสนโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า แนวทางสาคญั ของการพัฒนานั้นนาฏศิลปนิ ได้
ใช้แนวทางการพฒั นา ดังน้ี
1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาลพบุรีเคร่ืองประดับยังมีอัตลักษณ์ตามส่ิงที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่น ลักษณะของการนุ่งผ้า หรือ
เคร่ืองประดับบางช้ิน เพยี งแต่ใชว้ ัสดุประเภทผ้าทพ่ี อจะประยุกต์ หาง่ายเพ่อื ความสะดวกในการสร้าง
งานมากข้ึน และใช้รสนิยมของคนในสังคมมาพัฒนาเพ่ิมความสวยงาม ซ่ึงน่าจะใช้เป็นแนวทางในการ
พัฒนาเสอื้ ผ้าเครอื่ งแต่งกายของนกั แสดงในปจั จบุ นั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
2. พฒั นาเส้ือผา้ เครอ่ื งแตง่ กายจากการตรวจสอบภาพโบราณสถาน เช่น ภาพวาดฝาผนังหรือ
จากภาพวาดที่ปรากฏในภาชนะโบราณมาเป็นต้นแบบของการสร้างสรรค์เพ่ิมข้ึน ในประเด็นน้ีผู้เรียบ
เรียงวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่เห็นว่าในดินแดนเชียงแสนมีศิลปะลักษณะตามที่กล่าวนี้ปรากฏให้
เหน็ โดยท่ัวไป มาใช้เป็นแนวทางสร้างสรรคเ์ สอ้ื ผ้าเครอ่ื งแตง่ กาย
3. พัฒนาสีสันของเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายตามความน่าจะเป็นนอกจากนี้ใช้หลักการแบบครู
โบราณที่ส่ังสมประสบการณ์การสร้างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเพ่ิมเติมจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ได้
เป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง โดยพบว่าในระบาชุดนี้มีการพัฒนาชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายจะใช้สีไม่
เหมือนกัน มีความเรียบง่ายแต่สวยงามเหมาะกับการใช้เป็นแนวคิดแบบอย่างของการพัฒนา
สรา้ งสรรค์เสือ้ ผ้าเครอ่ื งแตง่ กายในระยะตอ่ มา
5. การแต่งกายระบาสโุ ขทัย
ระบาสุโขทัย ที่กรมศิลปากรสร้างสรรค์ มีนายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย
ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) เป็นผู้แต่งทานองเพลงโดยนาทานองเพลงเก่าของ
สุโขทัยมาดัดแปลง ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เช่ียวชาญนาฏศิลป์ไทย ศิลปินแห่งชาติ สาขา
ศิลปะการแสดง(นาฏศิลปไ์ ทย) เป็นผ้ปู ระดิษฐท์ ่ารา นายสนิท ดิษฐพนั ธ์ ออกแบบเครือ่ งแตง่ กาย นาง
ชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่สร้างศิราภรณ์และเครื่องประดับ โดย
แยกตามลักษณะของเครอื่ งแต่งกายดงั นี้
5.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเครอ่ื งแต่งกาย นกั แสดงสวมเสอ้ื รัดอกสชี มพู กระโปรงยาว
กรอมเท้าสีส้มติดลูกไม้สีขาวระบายเป็นชั้นๆ ผ้ารัดสะเอวสีดา ผ้าห้อยข้างสีเขียวอ่อน และกรองคอ
สดี า
5.2 ถนมิ พมิ พาภรณ์ หมายถึง เครือ่ งประดบั ประกอบดว้ ย ต้นแขน ข้อมือ ตา่ งหู
5.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เครือ่ งประดับศีรษะ นักแสดง ศีรษะตัวเอกใส่ศิราราภรณ์มงกุฎ
อปั สร หมู่นางราเกลา้ ผมเปน็ มวยสูง ใสเ่ กี้ยววงสามช้ันยอดแหลม
47
ภาพท่ี 40 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาสุโขทยั
ทม่ี า : สถาบนั นาฏดุรยิ างคศิลป์, (2542 : 200).
มุมมองที่เกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบา สุโขทัย โดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสอื้ ผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า แนวทางสาคัญของการพัฒนานั้นนาฏศิลปินได้
ใช้แนวทางการพฒั นาเครื่องแต่งกายชุดระบา ดังน้ี
1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาสุโขทัยเครื่องประดับยังมีอัตลักษณ์ตามส่ิงที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่นลักษณะของเครื่องประดับตกแต่ง
รา่ งกายนกั แสดงมีการตรวจสอบรูปแบบและยนื ยันที่มาของการพฒั นาไดอ้ ย่างถูกต้องสมบรู ณ์
2. พัฒนาเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพื้นฐานความมีอารยะธรรมโดย
พบว่าในระบาชุดนี้มีนักแสดงที่สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือตัวพลกับตัวเอก ภาพรวมนั้นหากไม่
วิเคราะห์เจาะลึกถึงท่าราบางท่า พบว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายระหว่างตัวพลกับตัวเอกจะมีสีสันที่
เหมือนกัน แต่มาแบ่งแยกในเร่ืองของเคร่ืองประดับศีรษะของนักแสดงที่ตัวเอกทาเป็นมงกุฎทรงสูงขึ้น
ผู้เรยี บเรียงเข้าใจว่าแนวคิดน้ีผู้ออกแบบเครอื่ งแตง่ กายมุ่งเน้นจะให้เห็นการมีภาวะผูน้ าของยุคสมัยน้ีที่
มกี ารปกครองแบบพอ่ ปกครองลกู คือ มีผู้นาที่มียศมบี รรดาศักด์ิจงึ ทาใหส้ รา้ งความแตกตา่ งใหเ้ ห็นจาก
เครื่องประดับศิราภรณ์ หรืออีกนัยหนึ่งน้ันอาจจะเป็นจินตนาการของผู้สร้างสรรค์เพื่อสร้างความ
แตกตา่ งและสวยงามใหร้ ะบาชุดนกี้ อ็ าจจะเป็นได้
3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายได้สวยงามแตกต่างจากระบาชุดอ่ืน เช่น รูปทรงของ
ผ้านุ่งระบาขุดน้ีตัดเป็นกระโปรงซึ่งยังไม่พบเห็นในระบาไทยชุดอื่น ๆ ท่ีเกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น จึงเป็น
ความทันสมัยที่อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ต้นแขน ข้อมือ กรองคอใช้เป็นสีดาจากแนวคิดน้ัน
ทาให้เห็นถึงความทะมัดทะแมงของสตรีเพศในยุคดังกล่าว ที่มีความเข้มแข็งพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียง
ไหล่กับผู้ชาย ที่จะทาให้สังคมอยู่ได้อย่างปกติสุข อย่างไรก็ตามในระบาชุดน้ียังมีความเป็นแนวปฏิบัติ
48
เรื่องการใช้สีสันของเส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่มเพราะตรวจพบว่าห้อยหน้า ดาบจะใช้สีเขียวเป็นตัวตัดสีส้ม
ของกระโปรงที่นักแสดงสวมใส่ ซ่ึงยังยืนยันสีที่แตกต่างกันท่ีมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงามลงตัวตาม
รสนยิ มของคนในสมยั อดีตนน่ั เอง
6. การแต่งกายระบาอยุธยา
ระบาอยุธยา เป็นระบาท่ีประดิษฐ์ข้ึนใหม่ เม่ือปีพุทธศักราช 2529 โดยนายเสรี หวังใน
ธรรม ผู้เช่ยี วชาญพิเศษด้านสังคีตศิลป์และศลิ ปินแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดเป็นระบาโบราณคดี
อีกชุดหน่ึง นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ประดิษฐ์
ลีลาทา่ รา นายจิรสั อาจณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย สถาบันนาฏดุริยางคศลิ ป์เป็นผู้แต่งทานองเพลง
อยุธยา ลักษณะการแต่งกายแต่งเลียนแบบนางในราชสานักสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยแยกตามลักษณะ
ของเครอ่ื งแตง่ กายดังนี้
6.1 อาภรณ์ หมายถึง เส้ือผ้าเคร่ืองแตง่ กาย นักแสดงห่มสไบเปดิ ไหล่ นุ่งผ้าจีบหน้านาง
เปน็ แบบผ้าลายไทย
6.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ประกอบด้วย ใส่ต่างหู สร้อยคอ สร้อย
สังวาล เขม็ ขัด ตน้ แขน
6.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะ นักแสดง ทาผมปีกแสกกลาง รวบผม
ด้านหลงั ประดบั ดว้ ยรดั ท้ายชอ้ ง
ภาพที่ 41 ภาพการแต่งกายการแสดงระบาอยธุ ยา
ทม่ี า : สถาบนั นาฏดุรยิ างคศิลป์, (2542 : 190).
49
มุมมองที่เกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาอยุธยาโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสอื้ ผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า แนวทางสาคัญของการพัฒนานั้นนาฏศิลปนิ ได้
ใชแ้ นวทางการพัฒนา ดังนี้
1. พฒั นาชดุ เส้ือผา้ เครอ่ื งแตง่ กายของระบาอยุธยาเครอื่ งประดบั เป็นแบบเครื่องประดับชุด
ไทยท่ีมีใหเ้ หน็ อยู่ในยุคปัจจบุ ัน ซงึ่ น่าจะวิเคราะห์งา่ ย ๆ ได้ว่าวัฒนธรรมการแตง่ กายของอยุธยานา่ จะ
เป็นแบบเดยี วกับชมุ ชนในภาคกลางที่ยดึ หลักความเปน็ ราชสานักมาโดยตลอด ดังนัน้ หากจะพัฒนาชุด
เสื้อผ้าเคร่อื งแต่งกายเม่ือตรวจสอบวัฒนธรรมเป็นเบื้องต้นแล้ว ศิลปินท่ีจะสร้างสรรค์ต่อไปอาจจะใช้
วธิ ีการเทยี บเคียงลกั ษณะและรูปแบบของเครอ่ื งประดับไว้ก่อนก็จะทาให้การทางานงา่ ยขึน้ นอกจากนี้
ระบาอยุธยายังมีความเด่นชัดในเรื่องของทรงผมของนักแสดงท่ีทาผมตีปีกทรงมหาดไทยช้ีแสดงให้
เหน็ อัตลักษณ์ของวฒั นธรรมสมัยอยธุ ยาอย่างเด่นชดั
2. พฒั นาเสื้อผ้าเคร่อื งแตง่ กายโดยให้เห็นความประณีตเพื่อประชาสัมพันธห์ ลักการแตง่ กาย
เคร่ืองนุง่ ห่ม เลือกรูปแบบที่ชี้ชัดความงดงามแบบนางในราชสานัก สามารถเป็นแบบของเครื่องนุ่งห่ม
ที่งดงามตามหลักจารีตการแต่งกายของคนไทย นาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้ืนฐานความมี
อารยะธรรม จะเห็นได้ว่าตามหลักฐานประวัติการแต่งกายของคนสมัยอยุธยามีหลายแบบ แต่นาฏ
ศิลปินเลือกรูปแบบนางในราชสานักนั่นชีแ้ สดงให้เห็นเทคนิคการนาเสนอวิธีเลือกสรรชุดเส้ือผ้าเคร่ือง
แตง่ กายจะตอ้ งเลอื กส่ิงที่ดีท่สี ุดมานาเสนอนน่ั เอง
3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามแบบการเลือกสีที่มีความกลมกลืนกันท้ังสีผ้า
สไบและผ้าถงุ ลายไทย ทาให้เหน็ ความเปล่ียนแปลงและรสนิยมการเลือกใช้สีเส้อื ผ้าเครือ่ งแต่งกายของ
ยคุ สมยั ที่เปล่ยี นแปลงไปตามลาดับ ของความเจรญิ และพฒั นาของบ้านเมอื ง ซง่ึ สามารถชแี้ สดงให้เห็น
วา่ ในยคุ ปัจจบุ นั นี้เริม่ มีความเปล่ยี นแปลงเรอื่ งรสนิยมการใชส้ เี ส้ือผ้าเครือ่ งน่งุ หม่ ของคนในชมุ ชนด้วย
7. การแตง่ กายสมัยธนบุรี
สมัยธนบุรีไม่มีปรากฏชุดการแสดงที่เด่นขัด เข้าใจว่าเป็นช่วงการก่อตั้งบ้านเมืองใหม่
ความสงบสุขยังไม่มากพอท่ีจะทาให้ศิลปินคิดสร้างงานทางการแสดงข้ึน เพียงแต่ในช่วงน้ีน่าจะเป็น
เค้าเงื่อนสาหรับใช้ลักษณะการแต่งกายเพ่ือประกอบละคร หรือกิจกรรมบันเทิงอื่น ๆ ในสังคม เช่น
การเดินแฟช่ันโชว์ การจัดกิจกรรมแสดง แสง สี เสียงต่าง ๆ ที่ต้องการนาเสนอวัฒนธรรมของคนใน
สมยั ธนบุรี จึงจะนาเสนอการแต่งกายประกอบเท่านั้น
8. การแตง่ กายระบาสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์
การแต่งกายระบาสมัยกรงุ รัตนโกสินทรน์ ้ันมวี ิวัฒนาการมาตามสมัยต่าง ๆ อาทิ
8.1 การแต่งกายสมยั ต้นกรงุ รัตนโกสนิ ทร์-รัชกาลท่ี3
การแต่งกายสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์หญิงสามญั ชนอยู่ในสภาพที่ไม่ถูกกีดกันในเรื่อง
การแต่งกายจนเกินไปนัก แต่มีเกณฑ์ อยู่ว่าต้องให้เหมาะสมกับภาวะของบ้านเมือง ฐานะ และ
50
วัย สตรีทั่วไปยังคงไว้ผมสั้นเหมือนในสมัยอยุธยา การแต่งกายของผู้หญิงชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นไป
อย่างธรรมดา มีลักษณะห่มสไบและนุ่งผ้าถุง ก็เป็นชุดอยู่บ้าน แต่งกายด้วยผ้าคล้องคอ และนุ่งโจง
กระเบน
8.2 การแตง่ กายปลายรัชกาลท่ี 4
การแต่งกายปลายรัชกาลท่ี4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ
ให้ข้าราชการสวมเส้ือเข้าเฝ้าเป็นครั้งแรก ด้วยทรงมีพระราชดาริว่า การไม่สวมเสื้อน้ันดูล้าสมัย และ
ชาวตา่ งประเทศจะมองว่าคนไทยเป็นพวกชาวป่า ขุนนางก็สวมเสอื้ อย่างน้อยเฝ้าทุกคน ครนั้ มาเห็นว่า
เส้ืออย่างน้อยน้ันจะคาดผ้ากราบก็มิได้จึงยักยา้ ย ทาเป็นเสื้อกระบอกเหมือนเสื้อบ้าบา (เส้ือผ่าอก คอ
แหลมตื้น ไม่มีปก แขนยาวตรง) บุตรจีนที่เมืองปัตตาเวีย ก็เป็นธรรมเนียมติดมาจนทุกวันนี้การไว้ผม
ของชายไทยในสมัยนี้ ยังคงไว้ทรงมหาดไทย สตรีในราชสานักนุ่งผ้าจีบลายทอง ห่มสไบปัก ใช้
เครื่องประดับ เช่น ทับทรวง(เครื่องประดับอก) พาหุรัด(เครื่องประดับต้นแขนหรือทอง
แขน) สะอิ้ง (สายรัดเอว) สร้อยสังวาล (สร้อยยาวใช้คล้องสะพายแล่งท่ีเรียกว่าสร้อยตัว) ตุ้มหูเพชร
แหวนเพชร ฯลฯ และยงั คงไว้ผมปีกเหมอื นรัชกาลตน้ ๆ
ราษฎรทั่วไป สตรีนิยมสวมเสื้อคอกลม ปิดคอ แขนยาวทรงกระบอก รัดรูป นุ่งผ้าลายโจง
กระเบน ทับเสื้อ คาดแพรหรือห่มสไบเฉียงทับตัวเส้ืออีกทีหน่ึง สวมกาไลที่ข้อเท้า (การสวมกาไลข้อ
เท้านี้เป็นประเพณีเก่าแก่ ของไทยว่า ผู้สวมกาไลข้อเท้าเป็นหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน) ไม่สวมรองเท้า
บางพวกนิยมห่มสไบจีบ ส่วนผมยัง คงไว้ผมปีกถอนไรผม ไว้เล็บ ผัดหน้าด้วยแป้งนวลหรือหรือ
กระแจะจันทน์ และยังคงทาขมิน้ ให้ผิวเหลืองเหมือน รัชกาลต้นๆ ตามปกติเมือ่ อยกู่ ับบา้ นกห็ ่มผ้าแถบ
ถา้ ทางานกลางแจ้งกลางแดดจงึ จะสวมเสอ้ื แขนกระบอก แขนลบี ยาวถึงขอ้ มอื ผ่าอก ติดกระดุม บาง
ทเี มอื่ ทางานท่ตี ้องยกแขนขึ้น-ลง กห็ ่มตะเบงมานเช่นเดยี วกับสมยั ก่อน
8.3 การแต่งกายในสมยั รัชกาลที่ 5
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมี การแผ่ขยายอิทธิพลแห่งอานาจ
ตะวันตกโดยเฉพาะ อังกฤษและฝร่ังเศสยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเน่ือง การแต่งกายทรงโปรด
เกล้าฯ ให้ชายไทยในราชสานักเลิกไว้ผมทรงมหาดไทย เปล่ียนให้ไว้ผมตัดยาวทรงดอกกระทุ่ม ผู้ชาย
นุง่ ผ้ามว่ ง โจงกระเบนสตี ่างๆ แตส่ วมเส้ือคอปิดกระดมุ 5 เมด็ เรียกวา่ “เสอื้ ราชประแตน” ต่อมาในปี
พ.ศ. 2438 จึงมีพระราชโองการให้ข้าราชการฝ่ายทหารทุกกรมกองแต่งเคร่ืองแบบนุ่งกางเกงอย่าง
ทหารในยุโรปแทน การนุ่งโจงกระเบน ส่วนสตรีไทยเร่มิ หันไปนิยมแบบเสื้อของอังกฤษคือ เสื้อคอต้ัง
แขนยาว ต้นแขนพองแต่ยังคงมีผ้าห่มแพร แบบสไบเฉียง ตอนปลายสมัยรัชกาลสตรีไทยส่วนใหญ่จะ
น่งุ โจงกระเบน ส่วนผู้ชายจะนุ่งกางเกงแบบตะวันตก มากข้นึ รวมท้ังสวมหมวกกะโล่ ท้ังหญิงและชาย
นยิ มสวมถุงเทา้ และรองเท้ามากข้ึน
51
8.4 การแต่งกายในสมยั รชั กาลท่ี 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่
ได้รับการศึกษาอย่างดีจากประเทศอังกฤษท้ังในด้านการทหาร และพลเรือนทรงเป็นผู้นาในการ
ปรับปรุงประเพณี และวัฒนธรรมของชาติสืบต่อ มีการปรับปรุงการแต่งกายของคนไทยให้เรียบร้อย
สวยงาม เพ่ือแสดงความเป็นชาติอารยะ เช่น เส้ือของสตรีเปล่ียนมาเป็นเสื้อคอลึกกว่าในสมัยรัชกาล
ที่5 แขนยาวเสมอ ข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับตัวเส้ืออีกทีหนึ่ง สตรีสมัยน้ีนิยมไว้ผมยาวเสมอ
ตน้ คอ ดัดเป็นลอนหรือตัดส้ันแบบท่ีเรียกว่า“ทรงซงิ เกิ้ล” ไม่นิยมสวม เครอ่ื งประดบั มาก นอกจากใช้
เคร่ืองประดับคาดรอบศีรษะ ตอนปลายรัชกาลท่ี 6 ทรงโปรดให้สตรีราชสานักไว้ผมยาว เกล้ามวย
หรือไว้ผมบอ๊ บตามแบบตะวันตก ซง่ึ สมยั นั้นนยิ มใช้เครือ่ งประดบั คาดรอบศีรษะดว้ ย การแต่งกายตาม
พระราชนิยมจึงได้แพร่หลายออกสู่ประชาชน สตรีไทยจึงนิยมไว้ผมยาวกันอย่างแพร่หลาย ส่วนการ
แต่งกายของชายน้ัน ข้าราชการยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน ตัดผม แบบยุโรป
สวมถุงเทา้ รองเทา้ เช่นเดยี วกบั รชั กาลที่ 5 ในระยะต่อมาจงึ นิยมกางเกงแพรสีตา่ งๆ
8.5 การแต่งกายในสมัยรัชกาลท่ี 7
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 7 การแต่งกายคล้าย
ชาวตะวันตกมากข้ึน ซ่ินท่ีนุ่งยาวเปลี่ยนเป็นผ้าถุงสาเร็จ กล่าวคือ เย็บผ้าถุงให้พอดีกับเอวโดยไม่ต้อง
คาดเข็มขัด สวมเสื้อหลวม ไม่เข้ารูป ตัวยาว แขนสั้นหรือไม่มีแขน ตกแต่งด้วยโบและระบายเหมือน
ของฝร่ัง เลิกสะพายแพรปัก ใส่สายสร้อย และตุ้มหูยาวแบบต่างๆ สวมกาไล ส่วนผมปล่อยยาวแต่ไม่
ประบ่า และเริ่มนิยมดัดเป็นลอน การแต่งกายของชายที่เป็นข้าราชการ ตลอดจนคนในสังคมช้ันสูง
โดยท่ัวๆ ไปยังนิยมนุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน สวมเส้ือราชปะแตน สวมถุงเท้า รองเท้า สวมหมวก
สักหลาดมีปีกหรือหมวกกะโล่ ซึ่งเป็นเครื่อง แต่งกายปกติสาหรับไปในงานพิธีหรืองานราชการ
โดยท่วั ไป เมื่อเดนิ ทางไปต่างประเทศจึงจะใส่เส้ือคอแบะ ผูกเนกไท นุง่ กางเกงแบบชาวตะวันตก ส่วน
ราษฎรท่ัวไปยงั คงนุ่งโจงกระเบนหรือสวมกางเกงแพร สวมเสอื้ ธรรมดา และไมน่ ิยมสวมรองเทา้ สมัย
นี้ ไดก้ าหนดเคร่ืองแตง่ กายเพอื่ เป็นแนวทางให้ ประชาชนปฏบิ ัตติ ามน้โี ดยแบง่ เปน็ 3 ประเภท
8.5.1 เครอ่ื งแต่งกายธรรมดา หมายถึง เครื่องแต่งกายตามปกติใช้ในท่ีชุมนุมชน หรือ
สาธารณสถาน
8.5.2 เครื่องแต่งกายตามโอกาส หมายถึง เคร่ืองแต่งกายท่ีใช้ในการกีฬาหรือสังคม
ตามควรแก่กาลเทศะ
8.5.3 เคร่ืองแต่งกายทางาน แบ่งเป็นทางานท่ัวไป ได้แก่ เครื่องแต่งกายซ่ึงใช้เพ่ือ
ประกอบการงานตามอาชีพปกติ และทางานเฉพาะ ได้แก่ เคร่ืองแตง่ กายซึ่งใช้เพื่อประกอบงานอาชีพ
บางชนิดโดยให้มีลักษณะเหมาะสม แก่สถานท่ีและการงานนั้นๆ ทั้งนี้ รวมถึงเคร่ืองแบบซ่ึงทาง
ราชการหรือองคก์ ารอาชีพน้นั ๆ ไดก้ าหนดไว้
52
นอกจากน้ียังได้กาหนดลักษณะหมวกของสตรีไทยว่า ควรเป็นหมวกท่ีอาจทาด้วยฟาง
ผ้าแพร สักหลาด ใบลานหรือไม้สานก็ได้ และไม่ควรใช้หมวกที่ทาด้วยวัตถุแวววาวในเวลาเช้าหรือ
กลางวัน สีของหมวกควรกลมกลืนกับ สีของเสื้อผ้า ลักษณะของหมวกต้องไม่มีลักษณะเป็นหมวก
ชายหาด หมวกใส่นอน หมวกผู้ชายหรือสายรัดคางอยา่ ง เด็กๆ ส่วนกระเป๋าถือของสตรีนัน้ ควรใหเ้ ข้า
ชุดกับเสื้อผ้าหรอื รองเท้าหรือหมวกหรือเขม็ ขัด ไม่ควรให้ใช้ วัตถุแวววาวหรอื มีสีเงิน สีทอง ยกเว้นใน
งานราตรสี โมสร งานพระราชพิธี
เครอ่ื งแบบต่างๆ ในสมยั รัชกาลที่ 7 มีหลายแบบ คอื
1. เครื่องแบบเต็มยศ หมายถึง เครื่องแต่งกายที่ใช้ในโอกาสท่ีเป็นงานพระราชพิธี รัฐพิธี
หรืองานสโมสร สันนิบาตใดๆ ซ่ึงมหี มายกาหนดการ คาสง่ั ระเบียบแบบแผนให้แต่งเครอื่ งแบบเต็มยศ
ประดับเคร่อื งราช อสิ ริยาภรณ์ สวมสายสะพายตามหมายกาหนดเครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ์
2. เครอ่ื งแบบครึ่งยศ หมายถึง เคร่อื งแตง่ กายซ่ึงต้องใช้ในโอกาสที่เป็นงานพระราชพธิ ี รัฐพิธี
หรือหรือ งานสโมสรสันนิบาตใดๆ ซึ่งมีหมายกาหนดการ คาส่ัง ระเบียบแบบแผนให้แต่งเคร่ืองแบบ
คร่ึงยศ ประดับ เหรยี ญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไม่ต้องสวมสายสะพาย (ผู้ทไ่ี มม่ ีสายสะพายต้องติด
เหรียญตราดว้ ยเชน่ เดยี ว กบั เครอ่ื งแบบเตม็ ยศ)
3. เคร่ืองแบบปกติ หมายถึง เครื่องแต่งกายซ่ึงต้องใช้ในโอกาสท่ีเป็นงานพระราชพิธี รัฐพิธี
หรืองานสโมสร สันนิบาตใดๆ ซึ่งมีหมายกาหนดการ คาส่ัง ระเบียบแบบแผน หรือคาชักชวนให้แต่ง
เครอื่ งแบบปกติ (ตดิ แถบ เคร่อื งราชอสิ รยิ าภรณ์)
4. เคร่ืองราตรีสโมสร หมายถึง เครื่องแต่งกายต้องใช้สาหรับงานพระราชพิธีหรืองานสโมสร
สันนิบาตใดๆ ซึ่งต้องมีหมายประกาศ คาส่ัง ระเบียบแบบแผน หรือคาชักชวนให้แต่งเคร่ืองราตรี
สโมสร (ประดับเคร่อื งราช อสิ ริยาภรณข์ นาดย่อ)
5. เครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ หมายถึง เคร่ืองแต่งกายต้องใช้สาหรับงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือ
งานที่มีหมาย กาหนดการ คาส่ัง ระเบียบแบบแผน หรอื คาชักชวนใหแ้ ตง่ กายไว้ทกุ ข์
6. เคร่ืองแต่งกายธรรมดา หมายถึง เคร่ืองแต่งกายประจาวัน ซ่ึงใช้สาหรับไปในที่ชุมนุมชน
หรอื สาธารณสถานในโอกาสทีไ่ มใ่ ช่งานพระราชพธิ ี หรอื รัฐพิธี
7. เคร่ืองแต่งกายแบบไทย โดยเฉพาะสตรี หมายถึง การนุ่งผ้าซิ่น และสวมเสื้อซงึ่ อาจใชว้ ัตถุ
อย่างหน่ึง อย่างใดดังต่อไปนี้ 1) วตั ถุท่มี ีกาเนดิ หรอื ทาขนึ้ ในประเทศไทย 2) วัตถทุ ่ีมลี วดลายอยา่ งไทย
หรือประดิษฐ์ให้มีลักษณะอยา่ งไทย
8. เคร่ืองแต่งกายแบบสากล สาหรบั สตรี หมายถงึ การสวมเส้อื กระโปรง จะเปน็ ช้นิ เดียวกัน
หรอื มากกวา่ น้ันก็ได้ สาหรับชายแต่งกายตามแบบสากลนิยม
สตรีน้ันเคร่ืองแต่งกายเต็มยศ สาหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี ให้แต่งกายแบบไทยนุ่ง
ซิ่นยกยาวถึงข้อเท้า เสื้อท่ีเหมาะสมกับผ้านุ่ง (ถ้าเป็นเวลาเช้า หรือกลางวัน ไม่ควรใช้แบบที่เปิดคอ
53
กว้างนัก ถ้าเป็นเวลาบ่ายหรือกลางคืนจะเปิดกว้างหน่อยก็ได้ ไม่ควรสวมเสื้อไม่มีไหล่หรือแขนเล็ก
จนเกินไป) สวม ถุงเท้ายาว รองเท้าส้นสูง (สที อง สีเงิน ตาด ต่วน แพร หรือหนังกลับ ขลิบทอง ขลิบ
เงนิ ก็ได้) กระเป๋าถือ ขนาดย่อมท่ีเข้ากับเครื่องแตง่ กาย สีทอง สีเงิน หรือสีแวววาว เช่น ทาด้วยลูกปัด
หรือดิ้นก็ได้) ประดับเคร่ืองราช อิสริยาภรณ์ ผู้ที่ได้รับพระราชทานสายสะพาย ต้องสวมสายสะพาย
ตามหมายกาหนดการ สตรที ่ีเป็นข้าราชการ แต่งเครอื่ งแบบตามทีท่ างราชการกาหนดไว้
ส่วนเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ ให้แต่งสีดาล้วน อนุโลมตามแบบเคร่ืองเต็มยศ คร่ึงยศ หรือปกติ
แตไ่ ม่ใช้ วตั ถุแวววาวหรือเงินทองเลย ไม่ประดับอาภรณท์ ุกชนดิ มากเกนิ ควร เฉพาะอย่างย่งิ อาภรณ์ท่ี
เป็นสี (เดิมทุกข์หนัก ในฐานะญาติสนิทใช้สีขาว ผู้อื่นใช้สีสุภาพ คนธรรมดาเพิ่งมาเปล่ยี นเป็นสีดากัน
ในรชั กาลที่ 7)
8.6 การแต่งกายยคุ รัฐนิยมในสมยั รัชกาลที่ 8
สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลท่ี 8 (พ.ศ. 2477–2498
ระยะ12 ปี )เป็นช่วงตอนที่ สาคัญ ของยุครัฐนิยมจอมพ ล ป.พิ บู ลสงคราม (แปลก พิ บู ล
สงคราม) นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นา มีนโยบายท่ีสาคัญท่ี เฉพาะอย่างยิ่งการเปล่ียนแปลงเร่ืองการแต่ง
กายรัฐบาลจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ไดพ้ ยายามสร้างความพร้อมเพรยี ง และความเปน็ ระเบียบในการ
แต่งกาย ของคนในชาติด้วยความพยายามอย่างยิ่ง มีการกาหนดเคร่ืองแต่งกายออกเป็น 3 ประเภท
คือ เคร่ืองแต่งกายธรรมดา คือที่ใช้ในชุมชน สาธารณชน เคร่ืองแต่งกายทางาน คือแต่งเมื่อ
ประกอบการงานอาชีพโดยปกติ และเคร่ืองแต่งกายตามโอกาส ได้แก่ แต่งในกาลเทศะที่เหมาะสม
เช่น เลน่ กฬี าหรอื เข้าสงั คม
8.7 การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ 9
สมัยรัชกาลที่9 ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสู่สังคมแทบทุกด้าน โดยเฉพาะ
วฒั นธรรมการแตง่ กาย สังคมเมืองรบั เอาวัฒนธรรมการแต่งกายของฝรั่งมาใช้ในชีวิตประจาวันทัง้ หมด
จะมีหญิงชาวบ้านที่ยังนุ่งซ่ินและชาย นุ่งกางเกงแพรใช้ผ้าขาวม้าอยู่บ้างก็เฉพาะในชนบทบางแห่ง
เท่านั้น พระนางเจ้าสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ พระองค์จึงทรงมีพระราชดาริให้คิดแบบเครื่องแต่งกาย
ประจาชาติขึ้น โดยประยุกต์มาจากการแต่งกายของสตรีไทยสมัยโบราณ ท่ีมีอยู่ในวังหลวงและวัง
เจ้านายองค์อนื่ ๆ มาศึกษาเป็นข้อมูล เพ่ือสร้างเคร่ืองแต่งกายประจาชาติที่ เหมาะสม จนได้ “ชุดไทย
พระราชนิยม”ขึ้นมาในท่ีสุด เพ่ือให้ทันสมัยเหมาะสมกับดินฟ้าอากาศ สิ่งแวดล้อมและความ
สะดวกสบายตามกาลเทศะโอกาสและสถานท่ี จนได้แบบเสื้อพระราชทานขึ้นมาเป็นชุดไทยพระราช
นิยม 9 แบบ คือ ไทยเรือนต้น ไทยจติ รลดา ไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน ไทยจักรีหรือชุดไทยสไบ
ไทยจกั รพรรดิ ไทยดุสิต ไทยศวิ าลัย และไทยประยกุ ต์
ส่วนเคร่ืองแต่งกายชายแบบเส้ือของชายไทยที่เป็น ชุดไทยยังไม่มี จึงได้มีการคิดค้นแบบเส้ือ
ของชายไทยขึ้น เรียกว่าชุดพระราชทาน ลักษณะเป็นเสื้อคอตั้งเหมือนเส้ือราชะแตน ไม่มีปก ตัวเสื้อ
54
เข้ารูปเล็กน้อย ผ่าอกตลอด มีสาบกว้างพอ ประมาณ 3.5 ซ.ม. ติดกระดุม 5 เม็ด ขลิบรอบคอ
สาบอก ขอบแขนและปากกระเป๋า มีกระเป๋าอยู่ด้านใน 2 ใบ (ด้านล่าง) กระเป๋าบนจะมีหรือไม่มีก็ได้
ถา้ ไม่มีให้เป็นกระเป๋าเจาะข้างซ้าย 1 กระเป๋า ชาย เส้ืออาจผ่ากันตึง เส้นรอยตัดตอ่ มีหรอื ไม่มีก็ได้ ถ้า
มีให้เดินจักรทับตะเข็บ แบบเสื้อจะเป็นแขนส้ันหรือแขน ยาวก็ได้แต่ใช้ในโอกาสต่างกัน กล่าวคือ ชุด
พระราชทานแขนสั้นใชส้ เี รียบจาง หรอื มีลวดลายสุภาพ ใชใ้ น โอกาสธรรมดาท่วั ไป ปฏบิ ัติงาน หรือใน
พิธีการเวลากลางวัน และอาจใช้สีเข้มในงานกลางคืนก็ได้ ถ้ามีผ้า คาดเอวด้วย ควรผูกเงื่อนแน่นทาง
ซ้ายมือของผูส้ วมใส่
เรื่องการแต่งกายประกอบชุดการแสดง พบว่าเม่ือกรมศิลปากรพัฒนาชุดการแสดง เฉพาะ
อย่างย่ิงในชุดราวงมาตรฐาน ได้นาเอาลักษณะการแต่งกายของคนไทยต้ังแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มา
นาเสนอเป็นชุดเสื้อผาเครื่องแต่งกาย ประกอบการราวงมาตรฐาน โดยนาเสนอการแต่งกายเป็น
4 แบบ(กรมศลิ ปากร, 2551 : 224) ดงั นี้
1. การแต่งกายแบบชาวบา้ น
ชาย นุง่ ผ้าโจงกระเบน สวมเสือ้ คอพวงมาลยั เอวคาดผ้าห้อยชายดา้ นหนา้
หญิง นุ่งโจงกระเบน หม่ ผ้าสไบอัดจีบ ปลอ่ ยผม ประดับดอกไมท้ ผ่ี มดา้ นซา้ ย คาดเข็มขัด
ใสเ่ ครอื่ งประดับ
2. การแตง่ กายแบบรัชกาลท่ี5
ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสอ้ื ราชประแตน ใส่ถงุ เทา้ รองเทา้
หญงิ นุง่ โจงกระเบน สวมเสือ้ ลกู ไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ ทง้ิ ชายไวข้ า้ งลาตวั ด้านซ้าย
ใสเ่ ครอ่ื งประดบั มุก
3. การแตง่ กายแบบสากลนิยม
ชาย นงุ่ กางเกง สวมสทู ผูกเนคไท
หญงิ น่งุ กระโปรงป้ายขา้ ง ยาวกรอมเท้า ใสเ่ สอ้ื คอกลม แขนกระบอก
4. การแตง่ กายแบบราตรีสโมสร
ชาย นงุ่ กางเกง สวมเสอื้ พระราชทาน ผา้ คาดเอวหอ้ ยชายด้านหน้า
หญิง นงุ่ กระโปรงยาวจีบหน้านาง ใส่เสอ้ื จบั เดรป ชายผ้าหอ้ ยจากบ่าลงไปทางดา้ นหลงั
เปดิ ไหล่ขวา ศีรษะทาผมเกลา้ เปน็ มวยสงู ใส่เกย้ี วและเครือ่ งประดบั
55
ภาพที่ 42 ภาพการแต่งกายการแสดงราวงมาตรฐาน
ท่ีมา : กรมศลิ ปากร, (2551 : 224).
นอกจากนี้กรมศลิ ปากรได้จัดสร้างระบาชุดไทยพระราชนิยมเป็นผลงานสร้างสรรค์ข้ึนมาใหม่
โดยมีจุดประสงค์ในการนาเสนอชุดไทยในแบบต่างๆในยุครัตนโกสินทรต์ อนปลาย และให้ผู้เช่ียวชาญ
ดนตรีและนาฏศิลป์ด้านต่าง ๆ เช่น ประพันธ์บทร้องโดยครูเฉลิม ม่วงแพรศรี บรรจุเพลงทางบรรเลง
ดร.ศิริชัยชาญ ฟักจารูญ ครูทัศนีย์ ขุนทองบรรจุเพลงทางขับร้อง และประดิษฐ์ท่าราโดยครูเรวดี
สายาคม ผูเ้ ชยี่ วชาญการสอนนาฏศิลปไ์ ทย โดยแยกตามลักษณะของเครอื่ งแต่งกาย 8 แบบ ดังน้ี
1. ไทยเรือนต้น เป็นเสือ้ คอกลม แขนยาว 3 ส่วน ผ่าอกกระดุม 5 เมด็ เสื้อผ้าสีตามซ่ินหรือ
ตัดกนั น่งุ ซิ่นฝา้ ยไหมมีรว้ิ มเี ชงิ ชาวจดขอ้ การแตง่ กายแบบไทยเรอื นต้นนจ้ี ะใช้ในโอกาสปกติ
2. ไทยจติ รลดา เป็นเสือ้ คอกลามมีปกตั้ง ผ่าอก แขนยาว ผา้ ไหวเกล้ียงมีเชงิ หรือทอยกดอก
ท้งั ตวั คนละท่อนยาวจดขอ้ เท้า ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ราชพิธีตา่ ง ๆ
3. ไทยอมรินทร์ กับไทยจิตรลดามีแบบท่ีเหมือนกันต่างกันที่ใช้เป็นชุดพิธีตอนค่ามี
เคร่ืองประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ในโอกาสพิเศษ ท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือครึ่งยศ เช่น
ในงานพระราชพธิ ี รฐั พธิ ี หรอื งานสโมสรสันนิบาต
4. ไทยบรมพมิ าน ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองเชิง หรือยกทั้งตัวตดั ต่อกัน ซิ่นจบี หน้ามชี ายพก
ยาวจดข้อเท้า คาดเข็มขัดไทย เสื้อแขนยาวคอกลมมีปกตั้ง ผ่าหน้าหรือหลัง ใช้เคร่ืองประดับพิเศษ
เหมาะสาหรับงานพิธี เต็มยศ ชุดเจ้าสาวหรอื งานอุทยานสโมสรเลีย้ งพระราชทาน ใชใ้ นโอกาสเดยี วกับ
ชดุ ไทยอมั รินทร์เตม็ ยศ
56
5. ไทยจักรี นุ่งผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัวมีจีบยกข้างหน้า มีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาดท่อน
บนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกัน หรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชาย
สไบคลุมไหล่ท้ิงชายด้านหลังยาวพอสมควร ใช้ในโอกาสพิเศษท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็มยศในกรณีที่
อากาศไม่เยน็
6. ไทยจักรพรรดิ ใช้ซิ่นไหมหรือยกทองข้างหนา้ มชี ายพก เอวจีบห่มแพรจีนแบบไทย สีตัด
กับผ้านุ่งเป็นช้ันท่ีหน่ึง ก่อนแล้วจึงใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักดิ์ สมัยโบราณ ห่มทับแพรจีบอีก
ช้นั หนึง่ ใชใ้ นโอกาสพิเศษ ท่ีกาหนดให้แตง่ กายแบบเตม็ ยศแบบไทยจักรี
7. ไทยดุสิต ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง ตัวซ่ินยาวมีจีบอย่างแบบไทยอัมรินทร์ ไทยบรม
พิมานและไทยจักรี ยกข้างหน้าและชายพกใช้เข็มขัดผิดกันตรงตัวเส้ือ คือเป็นเส้ือไม่มีแขน คอ
ด้านหน้าและหลังคว้านต่าเล็กน้อย ผ่าด้านหลังตัวเส้ือปักเป็นลวดลายด้วยไข่มุก ลูกปัดหรือเล่ือม ใช้
ในงานพระราชพธิ ีทกี่ าหนดใหแ้ ตง่ กายเตม็ ยศ
8. ไทยศิวาลัย ใช้ซ่ินไหมหรือยกทอง มีชายพก ตัวเส้ือใช้ผ้าสีทองเหมือนสีเน้ือแขนยาว
คอกลมผ่าหลงั ปกตั้งเลก็ นอ้ ย เย็บตดิ กับผ้าซิ่น คล้ายแบบไทยบรมพมิ าน ห่มผ้าปกั ลายไทยอย่างแบบ
ไทยจกั รพรรดโิ ดยไมต่ ้องมีแพรจีบรองพนื้ ก่อน ใชใ้ นโอกาสพิเศษ ทก่ี าหนดให้แต่งกายเต็มยศ
ภาพที่ 43 การแต่งกายนักแสดงชุดไทยพระราชนิยม
ที่มา : สถาบันนาฏดุรยิ างคศิลป์, (2542 : 114).
จากวิวัฒนาการของเครอ่ื งแต่งกายของคนในสมัยต่างๆ ที่กล่าวขา้ งต้นส่ิงที่เป็นแรงบนั ดาลใจ
อาจเป็นทฤษฎีหรือมุมมองที่จะนาไปสู่การพัฒนาเครื่องแต่งกายของผู้ศึกษาในโอกาสต่อไป จะ
นาเสนอมมุ มองของการพัฒนาเครื่องแต่งกาย ดังน้ี
1. พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายข้ึนจากการเลียนแบบวิถีชีวิตของคนในสังคม กล่าวคือ โดยปกติ
ทั่วไปนั้นคนไทยมีความประณีตเร่ืองเคร่ืองนุ่งห่มอยู่แล้ว มีกาลเทศะการอยู่กันในสังคมหากเป็นสตรี
57
จะไม่ยินยอมเปิดเผยอวัยวะส่วนสงวนให้ใคร ๆ เห็น เราจึงพบว่า การใช้เส้ือผ้าของคนในสังคมจะมี
รปู แบบเปน็ ของตนเอง อาทิ การประกอบอาชพี เกษตรกรรมการทางาน ทาสวน ทาไร่ จะตอ้ งแต่งกาย
มิดชิด รัดกุม มีเครื่องกาบังอากาศอาจจะเป็นหมวก งอบ หรืออ่ืน ๆ นอกจากน้ีรูปแบบของ
เครื่องนุ่งห่ม การสวมเสื้อหากเป็นชุดชาวนาก็จะต้องสวมเสื้อแขนยาวหรือแขนกระบอก โดย
เลียนแบบจากชวี ิตจริงของการประกอบอาชีพ
2. พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายข้ึนจากรสนิยมหรือความนิยมของคนในช่วงขณะน้ัน เช่น ในช่วง
เปลี่ยนแปลงการปกครองหลังสงครามโลกคร้ังท่ี2 ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการ
แต่งกายท้ังของสุภาพบุรุษของสุภาพสตรี ในยุคน้ันนักแสดงผู้ชายนิยมสวมชุดสากล สุภาพสตรีก็แต่ง
แบบนุ่งผ้าถุงสวมเส้ือคลุมสะโพก ศีรษะสวมหมวกซึ่งนั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลของเคร่ืองแต่งกายของ
คนไทยมคี วามนิยมในการลอกเลียนแบบวฒั นธรรมชาวตา่ งชาตนิ น่ั เอง
3. พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายจากสถาปัตยกรรม ตามนัยที่กล่าวนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในการ
พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายท่ีเรียกว่าชุดการแสดงแบบโบราณคดี เท่าท่ีผ่านมานั้น เม่ือจะพัฒนาชุดการ
แสดงชุดใดชุดหน่ึง จะต้องมีการสารวจข้อมูลเพ่ือประกอบการพัฒนาเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย อาจจะ
เป็นสถาปัตยกรรม ปูนป้ัน ตามศิลปะท่ีตรวจพบในสมัยต่าง ๆ แล้วมาสร้างจินตนาการจาก
ประสบการณ์ของศิลปนิ ออกมาเป็นรปู แบบเสอ้ื ผา้ เคร่ืองแต่งกายตา่ ง ๆ ท่ีมีความวิจติ รสวยงามและบ่ง
บอกวฒั นธรรมของคนในสมยั นน้ั อย่างเด่นชัด
4. พัฒนาชดุ เคร่อื งแต่งกายจากความนิยมของคนในสังคมหรือท้องถิ่น ปัจจุบันน้ีรสนิยมของ
คนขน้ึ อยู่กับระเบียบปฏิบัติในสังคม อยา่ งง่าย ๆ เร่ืองการใช้ผา้ ไหมไทยเปน็ ทนี่ ิยมอยา่ งสูงสุดเม่ือคนท่ี
รักและศรัทธาเกิดความชอบนิยมชมช่ืนทาให้หน่วยงานต่าง ๆ หันมาให้ความสาคัญจนระยะต่อมา
ผ้าไหมจึงเป็นผ้าท่ีทุกคนนิยม เริ่มนาออกมาพัฒนาเป็นรูปแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยแบบ
ต่าง ๆ หลายแบบนาฏศิลปินจึงได้นารูปแบบเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายมาพัฒนาเป็นชุดการแสดงที่
สวยงามอยา่ งชดุ ไทยพระราชนยิ มทเ่ี ปน็ ทีส่ นใจโดยทัว่ ไปในขณะนี้
5. พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายโดยพยายามสื่อสารสิ่งดีงามในชุมชน เช่น ในจังหวัด
นครศรีธรรมราชมีประณีตศิลป์หลายชนิดท่ีสามารถนามาพัฒนาเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้อย่าง
สวยงาม อาทิ เครือ่ งเงิน เครือ่ งถมเมืองนคร สามารถนามาพัฒนาเป็นเคร่ืองประดับสร้อยคอต่างหูได้
อย่างลงตัวทนทาน นอกจากนี้ ฝีมอื ชา่ งในการแกะฉลุลวดลายออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ อย่างตัวหนัง
ตะลุง ถ้าหากนาฏศิลปินมีความคิดสร้างสรรค์ในเร่ืองการทาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายอาจนาเอา
วตั ถดุ บิ ท่ีมีมานาเสนอเป็นกาไล ต้นแขนหรอื แม้แตก่ รองคออยา่ งสร้างสรรค์ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
58
รูปแบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศลิ ปากรท่ีใชใ้ นยคุ ปัจจบุ ัน
รูปแบบการแตง่ กายนอกแบบแผนกรมศลิ ปากรท่ีใช้ในปจั จบุ ัน นา่ จะเปน็ อทิ ธพิ ลของแนวคดิ
วัฒนธรรมประชานิยม sucheep.kar, (2552). ให้รายละเอียดว่าแนวคิดวัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วัฒนธรรมแห่งความเป็นไปได้ วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นวัฒนธรรมแห่งวัยรุ่น วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วัฒนธรรมท่ีเกย่ี วขอ้ งกับกจิ กรรมทางโลก วัฒนธรรมสมยั นิยมเป็นวฒั นธรรมพนั ธ์ุผสม วฒั นธรรมสมัย
นิยมเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากรวมกันเข้าของการแยกส่วนและแตกตัว วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วัฒนธรรมแห่งการบริโภค วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นผลผลิตของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการ
ตดิ ตอ่ สื่อสาร วัฒนธรรมสมัยนยิ มเปน็ เร่อื งของแฟชั่นและกระแสความนิยม
พฤตกิ รรมลกั ษณะดังกลา่ วเปน็ ผลกระทบมาจากภาวะทสี่ ังคมไทยรับอิทธพิ ลของต่างชาติเข้า
มามากท้ังด้วยการเล่อื นไหลทางศิลปะและวัฒนธรรม การแพรก่ ระจายวัฒนธรรม การสอ่ื สารแบบไร้
พรหมแดน ที่เด็กและเยาวชนหรือปุถุชนโดยท่ัวไปกาลังเสพอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้แต่การท่องเท่ียว
หากจะหยิบยกศิลปะการแสดงของไทยมาเป็นตัวอย่างก็จะเห็นได้ชัด นับต้ังแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์
แล้วท่ีเศรษฐกิจของคนในเมืองไทยเริ่มเปล่ียนแปลง เศรษฐกิจแบบเงินตราเริ่มเข้ามาพ้องพานกับวิถี
ชีวิตของคนในเขตเมืองมากขึ้น การแสดงของไทยก็เร่ิมปรับตัวให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของคนท่ี
เร่ิมมวี ถิ ีชวี ิตในเศรษฐกิจแบบเงินตรามากข้ึน
สถานศึกษาที่ผลิตศิลปินทางการแสดงมีมากข้ึนในปัจจุบัน ทั้งวิทยาลัยนาฏศิลปท้ังสว่ นกลาง
และต่างจังหวัด มหาวิทยาลัย และอ่ืน ๆ ท่ีผลิตนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และศิลปะการแสดง จึงมี
ขอบเขตขยายการสร้างงานเพ่ืออาชีพ เร่ิมใช้วัฒนธรรมทางการแสดงเป็นสื่อกลาง ดังจะเห็นได้ว่าใน
ปัจจุบันนี้แหล่งท่องเท่ียวสาคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีหรืออ่ืนๆ ที่มี
แหลง่ ท่องเที่ยวและมกี ารเปดิ รบั นักท่องเทยี่ วชาวต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เราจะพบในแหล่ง
พื้นท่ีต่าง ๆ น้ันเกิดมีอาชีพการแสดงเพ่ือต้อนรับนักท่องเที่ยว ข้ึนมามากมายจึงเกิดการแข่งขันเพ่ือ
เสนอขายรูปแบบการแสดงต่าง ๆ
สง่ิ หนึ่งที่จะเป็นสงิ่ เรา้ ใจเรียกร้องความสนใจของนักทอ่ งเทีย่ วนนั่ คือเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของ
นักแสดงนั่นเอง จึงพบว่ารูปแบบการแต่งกายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะชุดการแสดงแบบไทย
อนุรักษ์ท่ีพัฒนารูปแบบการแสดงมจากกรมศิลปากรท่ีคิดค้นประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม เร่ิมเปล่ียน
บทบาทไปในสังคมปัจจุบัน อาจจะเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยการพัฒนาสีสันให้มีความโดดเด่น
พัฒนาเครอ่ื งประดับอืน่ ๆ ที่สะดวกงา่ ย และสามารถนาไปแสดงได้หลาย ๆ ชดุ กจิ กรรม เช่น กิจกรรม
สาหรบั หารายได้ของนักแสดง และกิจกรรมทางสงั คมท่ีนิยมกันในปัจจบุ นั ดงั น้ี
59
1. กิจกรรมสาหรับหารายได้ของนักแสดง
ภาพที่ 44 ภาพการแตง่ กายการแสดงชุดโบราณคดี 5 สมยั
ทม่ี า : ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน, (2560).
จากภาพที่ยกอ้าง จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมการแต่งกายของชุดการแสดงระบาโบราณคดีทั้ง 5
สมัย ที่เป็นชดุ ระบาอนุรักษท์ ผ่ี ู้เช่ยี วชาญสร้างสรรค์ไว้ แต่เดิมมกี ารเปล่ยี นแปลงคือ
1. เคร่ืองแต่งกายของระบาทวาราวดี แบบกรมศิลปากร ผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะ
คล้ายลูกจันแบน สวมเก้ียวรัดผม สวมกระบังหน้า สวมต่างหูเป็นห่วงกลมใหญ่ สวมเส้ือรัดอกสีเนื้อ
(แทนการเปลือยอกตามภาพป้ัน) นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้าตาลแถวหนึ่งและสีเหลืองอ่อน
แถวหน่ึง มีตาดสีทองตกแต่งเป็นลายพาดขวางลาตวั ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ด้านหน้าและด้านหลัง
สวมกาไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้าติดลูกกระพรวน สวมจ้ีนาง และคาดเข็มขัดผ้าตาด
เงิน หรือเข็มขดั โลหะ
รปู แบบทปี่ รากฏจากภาพศรี ษะเกลา้ มวยสูงไวก้ ลางศีรษะในลักษณะก้อนผมสานตะกรอ้ ตาม
รูปแบบสมัยนิยมท่ีต้องการความรวดเร็วเพ่ือสะดวกในการผลัดเปล่ียนเสื้อผ้าเพ่ือจะได้แสดงในชุด
อน่ื ๆ เสื้อในนางใช้สฉี ดู ฉาดทอ่ี ดีตตอ้ งใช้สีครีมเพอ่ื ใหก้ ลืนกับเนื้อผวิ ผู้แสดง ส่วนผ้าสไบเปลี่ยนสีอยา่ ง
เด่นชัดเป็นสีฟ้า ผ้าถุงสีฟ้าที่เคยกาหนดไว้ว่าเป็นสีน้าตาลแถว สีเหลืองแถว นอกจากน้ีรูปแบบและ
รูปทรงของเครื่องประดับร่างกายท้ังกระบังหน้าต้นแขน ข้อมือ สร้อยคอ เข็มขัด เป็นเครื่องข้ีรักแบบ
สมัยนิยมทีห่ าได้งา่ ย ไมพ่ ยายามยนื ยนั รูปแบบตน้ แบบที่กรมศิลปากรนาเสนอ
60
2. เคร่ืองแต่งกายของระบาศรวี ิชัยแบบกรมศิลปากร เสื้อรัดอกสีเนื้อ นุ่งโสร่งปาเต๊ะจีบหน้า
นางแถวหนึ่งสีเขียว อีกแถวหนึ่งสีแดง ผ้าคาดรอบสะโพก นุ่งผ้าสีแดงคาดสีเขียว นุ่งผ้าสีเขียวคาด สี
แดง ผ้าสไบเฉียงสีเดียวกับสีคาดสะโพกเย็บติดกับแผ่นโค้งบนไหล่ซ้าย ติดสร้อยตัวริมแผ่นโค้ง 2 เส้น
โบว์เส้นเล็กสอดไว้ใต้เข็มขัด เคร่ืองประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กาไล
ข้อมอื ศรี ษะเกลา้ ผมมวยไวท้ ้ายทอย ใส่เกยี้ ว ปักป่ิน และ กระบังหน้า
รูปแบบท่ีปรากฏจากภาพยังยืนยนั รูปแบบในลกั ษณะเดมิ อยา่ งไรกต็ ามพบสง่ิ แปลกนั่นคือผ้า
รัดสะโพกใช้ผ้าสไบแขกมีลายขวางกับเน้ือผ้าแทนจะเป็นผ้ารัดสะโพกท่ีมีรูปแบบของผ้าเดียวกับผ้า
สไบ นอกจากน้ีเคร่ืองประดับทั้งต้นแขน ข้อมือ กระบังหน้า ล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่เพ่ือเรียกร้อง
ความสนใจของผู้ชม ซึ่งแตกตา่ งจากเครื่องประดับทีเ่ ปน็ ตน้ แบบของกรมศลิ ปากรทก่ี ลา่ วขา้ งตน้ ทกุ ช้นิ
3. เครื่องแต่งกายของระบาลพบุรีแบบกรมศิลปากร การแต่งกาย เสื้อสีเน้ือ คอกลม แขนส้ัน
เหนือศอก ติดแถบทองรอบคอตลอดระหว่างอกและรอบเอว เส้ือตัวเอกปักด้ินเป็นลายดอกประจา
ยามหนึ่งดอกตรงระหว่างอก กระโปรงเย็บสาเร็จแบบทบซ้อนหน้า ชายล่างโค้งมน ยาวคลุมเข่า ประ
ด้ินลายประจายามประปราย มีผ้าตาดสีทอง ติดทาบชายกระโปรง ตัวเอกกระโปรงส้ม หมู่ระบา
กระโปรงสฟี ้า ผ้ารัดสะเอวมีสายผูกคาดไปข้างหลัง ปักด้ิน มลี วดลายเฉพาะด้านหน้า ผ้าคลุมสะโพก
สีม่วงอ่อน ชายแหลมมนแยกเป็น 2 ช้ิน ตัวเอกผ้าคลุกจะทาบริมด้วยผ้าตาด สีเงิน ตัวรองผ้าคลุมจะ
ทาบด้วยผ้าตาดสีทอง เคร่ืองประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กาไล ข้อมือ
กาไลเทา้ ศรี ษะใส่ครอบแบบประกอบสาเรจ็ รูป ประดับดว้ ยเกย้ี ว พูไ่ หมสเี งนิ
รูปแบบท่ีปรากฏจากภาพมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ รูปแบบของเส้ือ
นักแสดงแบบเก่าเป็นเสื้อมีแขนสีเน้ือ แต่จากภาพท่ีปรากฏนี้เป็นเสื้อเกาะอกไม่มีการตกแต่งลายเส้ือ
กระโปรงไม่ยืนยันว่าเป็นตัวเอกหรือตัวหม่รู ะบา เพราะสีสันไม่ระบุว่าจะเป็นตัวแสดงประเภทใด แบบ
เกา่ ไมม่ ีกรองคอแตท่ ี่ปรากฏนมี้ ีกรองคอทาจากขี้รกั เปน็ ลายดอกไม้ประดับตกแต่ง มีสงั วาล ศีรษะไม่มี
ลกั ษณะเป็นครอบแต่เปน็ ลกั ษณะกระบงั หน้ารปู แบบบายน ประดบั พไู่ หมสเี งิน
4. เครื่องแต่งกายของระบาเชียงแสนแบบกรมศิลปากร เคร่ืองแต่งกายของระบาเชียงแสน
ประกอบด้วย เสื้อรัดอกสีเน้ือ เสื้อลูกไม้สีเหลืองติดริมด้วยแถบผ้าตาดสีทอง ซิ่นเชิงแบบป้ายข้างแถว
หนึ่งสีแดง อีกแถวหนึ่งสีทอง เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัดมีเชือกห้องท้ิงชายพู่ลงมาด้านหน้า
ทั้งสองขา้ ง สร้อยคอ ต่างหู กาไลข้อมือ และกาไลข้อเท้า และแต่งทรงผมตง้ั กระบังหนา้ ประดับโลหะสี
เงิน เกล้าผมมวย ไว้ดา้ นหลงั ติดดอกกลว้ ยไมข้ ้างหูซ้าย
รูปแบบที่ปรากฏจากภาพเป็นชุดฟ้อนของนางราทางเหนือที่มีความใกล้เคียงกับแบบระบา
เชยี งแสน มีผา้ สไบพาดไหล่ตามรปู แบบของกรมศลิ ปากรเก่าไมม่ นี อกจากนี้ นักแสดงเกล้ามวยประดับ
ด้วยป่ินปักผมตามความนิยมของนักแสดงในปัจจุบัน รูปแบบของกระบังหน้าประดับโลหะสีเงินแบบ
เก่าไม่มีในชดุ การแสดงเชยี งแสนทก่ี ล่าวอา้ ง
61
5. เคร่ืองแต่งกายของระบาสุโขทัยแบบกรมศิลปากร เสื้อรัดอกสีชมพู กระโปรงยาวกรอม
เท้าสีส้ม ติดลูกไม้สีขาวระบายเป็นชั้น ๆ ผ้ารัดสะเอวสีดา ผ้าห้อยข้างสีเขียวอ่อน กรองคอ ต้นแขน
ข้อมือ ต่างหู ศีรษะตัวเอกใส่ศิราราภรณ์มงกุฎอัปสร หมู่นางราเกล้าผมเป็นมวยสูง ใส่เก้ียววงสามช้ัน
ยอดแหลม
รูปแบบท่ีปรากฏจากภาพของนักแสดงระบาสุโขทัยทั้งกรองคอที่มีรูปทรงท่ีใหญ่ข้ึนเปลี่ยน
รูปแบบจากชายครุยสีทองเป็นการร้อยเม็ดลูกปัดเพื่อให้ใหญ่และเด่นข้ีน รับกับรัดสะโพกที่ปรับ
ตกแต่งชายให้มีลูกปัดห้อย อย่างไรก็ตามชุดระบาสุโชทัยแบบเดิมน้ันใช้กระโปรงยาวกรอมเท้าและมี
การตกแตง่ ด้วยระบายเป็นชนั้ ๆ ซึง่ ในภาพทีใ่ ช้แสดงสาหรับการต้อนรบั ในชุดดงั กลา่ วเป็นกระโปรงรูด
เอวยาวกรอมเท้าสีทอง ไมม่ ผี า้ หอ้ ยข้างห้อยหน้าตามแบบด้ังเดมิ
จากชุดเสื้อผ้าของนักแสดงระบาโบราณคดีท่ีกล่าวอ้างข้างต้นนี้ ทาให้เห็นความเปลี่ยนแปลง
ของรูปแบบเสื้อเครื่องแต่งกายของนักแสดงในปัจจุบันที่พบเห็น หากมีข้อคาถามว่าการแต่งกาย
ลกั ษณะดงั กล่าวนี้ผิดจารีตหรอื ไม่ก็นา่ จะไมส่ ามารถตอบได้ คงต้องเปน็ ไปตามเหตุผลความจาเป็นของ
การนาเสนอ กล่าวคือถ้าหากนาเสนอเพื่อเป็นชุดการแสดงในเชิงอนุรักษ์แบบการแสดงของไทย การ
แต่งกายลักษณะดังกล่าวคงจะไมเ่ หมาะสม ผู้จัดชุดการแสดงจะตอ้ งตรวจสอบลักษณะการแตง่ กายใน
เชงิ อนุรกั ษใ์ ห้เหมาะสมใหม้ ากท่ีสุดตามแบบท่ีกรมศลิ ปากรนาเสนอ
อย่างไรก็ตามถ้าหากเป็นชุดการแสดงที่จะนาเสนอเพื่อนักท่องเที่ยวที่ต้องคานึงถึงระบบ
เศรษฐกิจ การสร้างชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย การต้องคานึงถึงจานวนของนักแสดงที่ต้องลดหย่อน
เร่ืองค่าตัวค่าเบี้ยเล้ียง สาหรับการประกอบอาชีพ ก็อาจกระทาได้เพราะเคร่ืองแต่งกาย เสื้อผ้า หน้า
ผมของนักแสดงง่ายต่อการปรับเปล่ียนเคร่ืองแตง่ กายจากชุดหน่ึงไปยังอีกชุดหน่ึง เฉพาะอย่างย่ิงชุดท่ี
ใชเ้ ครอื่ งประดบั ใกล้เคียงกัน
2. กจิ กรรมทางสังคมท่ีนยิ มกันในปัจจบุ นั
กิจกรรมทางสังคมที่นิยมกันในปัจจุบันนี้เป็นส่วนหน่ึงที่ทาให้รูปแบบการแต่งกายท่ีเคย
เปน็ วัฒนธรรมทางการแสดงและวิถชี ีวติ เปล่ยี นรูปแบบไปจนทาใหเ้ ป็นสงิ่ นา่ สนใจ อาทิ
2.1 สามารถนาไปเรียกร้องความสนใจประกอบสินค้าอย่างรีเจนซี่ได้นาเสนอรูปแบบการ
แตง่ กายทน่ี ่าสนใจตา่ ง ๆ มาเรยี กรอ้ งการขายสนิ ค้าจนเปน็ ทีน่ ยิ มอย่างกวา้ งขวาง
62
ภาพที่ 45 ภาพการแตง่ กายโฆษณารีเจนซี่
ทม่ี า : Tequila Ging, (2562).
2.3 สามารถนาไปเรียกร้องความสนใจการจัดกิจกรรมท่ีดีงามของสังคมให้คนหันมานิยม
ไทย รกั ประเทศไทยและภาคภูมิใจในความเป็นไทยผา่ นสอ่ื การแต่งกายแบบไทย อยา่ งในงานอนุ่ ไอรัก
คลายความหนาว สายน้าแห่งรัตนโกสินทร์ ท่ีมีการจัดอย่างต่อเน่ืองของประเทศไทย หน่ึงในกิจกรรม
ที่เรียกร้องความสนใจให้คนหลั่งไหลไปท่องเที่ยวนั้นมีการนาเสนอให้คนเข้าร่วมงานแต่งกายด้วยผ้า
ไทยในลักษณะต่าง ๆ นั่นเอง
ภาพที่ 46 ภาพการแตง่ กายผู้เข้าร่วมงาน “อนุ่ ไอรัก”
ที่มา : ธนาคารอาคารสงเคราะห์, (2561).
63
2.4 ชุดประจาชาติกับการประกวดสาวงามระดับโลก ในปัจจุบันนี้การประกวดสาวงามใน
เวทตี า่ ง ๆ หนั มาให้ความสาคญั กบั การแต่งกายดว้ ยผ้าไทย ทีเ่ หน็ ไดช้ ดั และไดร้ บั ความสนใจน้นั คือเวที
มิสยูนิเวอร์ส ในปี2018 ให้ความสาคัญกับประเทศไทยเพราะได้รับการเป็นเจ้าภาพในเรื่องสถานที่
จัดการประกวด ถึงแม้ประเทศไทยไม่ได้รางวัลแต่ก็ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก นอกจากน้ีมีการ
ประชาสัมพันธ์การประกวดมิสเวิร์ลคร้ังแรกในประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์โดยให้มิสเวิร์ลในปี
2018 จากประเทศต่างๆ ใสช่ ุดไทยในรปู แบบต่าง ๆ อยา่ งสวยงามมานาเสนอในส่อื เพอื่ ประชาสมั พนั ธ์
กจิ กรรมการประกวดในปี2019นี้
ภาพท่ี 47 ชดุ แต่งกายประจาชาตขิ องสาวงามจากประเทศไทยในการประกวดมสิ ยนู เิ วอร์ส
ท่ีมา : thicha.t, (2018).
64
ภาพที่ 48 ชดุ เครื่องแต่งกายการประชาสัมพนั ธม์ ิสเวิร์ล2019
ที่มา : olive, (2019).
สรปุ
รูปแบบการแต่งกายในวิถีชีวิตตามยุคสมัยท้ัง ทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย
อยุธยาธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ท่ีนาเสนอข้างต้น อิทธิพลที่เก่ียวข้องกับการแต่งกายไทยน่าจะเกิด
จากรสนิยมความชอบในเวลาน้ันเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นส่ิงสื่อสารที่ศึกษาได้จากสถาปัตยกรรม
ประเพณีวัฒนธรรมปฏิบัติท่ีดงี ามของคนในแต่ชว่ งของการศึกษา อย่างไรกต็ ามเม่ือพัฒนาเป็นรูปแบบ
การแสดง พบว่ามีความหลากหลายของชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกวยตามความเช่ือ ความศรัทธา โดยส่ือ
ผ่านให้เห็นตามสื่อต่าง ๆ ท่ีผลิตออกมาอย่างมาย เชน่ ระบาทวารวดี ระบาศรีวิชัย ระบาลพบรุ ี ระบา
เชียงแสน และระบาสุโขทัย การแต่งกายที่นาเสนอเป็นแบบอนุรักษ์ท่ีสวยงามของกรมศิลปากร
อย่างไรก็ตามในนอกกรอบของการอนุรักษ์เชิงศิลปากรน้ัน ได้มีการพัฒนาเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายของ
นักแสดงใหเ้ หมาะสมกบั ยคุ สมัยท่ตี อ้ งการความเร่งรบี และใชป้ ระโยชน์ไดม้ ากหลายกิจกรรมจึงพัฒนา
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเลียนแบบของเก่า แต่หยิบยืมเครื่องประดับจากชุดการแสดงอื่น ๆ มานาเสนอ
เพอ่ื ประโยชนข์ องการปฏบิ ตั ิกิจกรรม นอกจากน้ีมรี ปู แบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศลิ ปากรทีใ่ ช้
อยู่ในปจั จุบันนี้ เป็นเรื่องของประชานิยมและกิจกรรมอื่น ๆทส่ี ่งเสริมให้มีตามเทศกาลต่าง ๆ เชน่ การ
ประกวดความงามเพ่อื เรียกร้องความสนใจในส่ือประชาสัมพนั ธ์ และอ่นื ๆ ดงั ทีไ่ ด้นาเสนอแลว้
65
คาถามทบทวน
คาชแี้ จง จงตอบคาถามต่อไปนีม้ าใหถ้ ูกต้อง
*******************************************************************************************
1. นกั ศกึ ษาคดิ วา่ สถาปตั ยกรรมกบั วิถีชวี ิตมอี ิทธิพลท่เี กิดกบั การแต่งกายอย่างไร จงอธิบาย
2. รูปแบบสถาปตั ยกรรมของสมยั ลพบุรีทเี่ รียกว่าศลิ ปะแบบบายนเปน็ เพราะเหตใุ ด
3. โบราณจารย์คิดประดิษฐ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในชุดระบาโบราณคดีมาจากอะไรบ้าง จงอธิบาย
และยกตวั อยา่ งประกอบ
4. ชุดโบราณคดี 5 สมัย มีชุดอะไรบ้าง ตามความคิดเห็นของนักศึกษาสมัยใดสวยงามท่ีสุด เพราะ
เหตใุ ด
5. ปัจจบุ ันโลกาภวิ ตั น์ทาใหล้ กั ษณะของการแต่งกายเพือ่ การแสดงมีการเปลี่ยนแปลง จงวเิ คราะห์
ความนา่ จะเปน็ ว่ามาจากสาเหตุใด เพราะเหตใุ ด