1
ความรทู้ ่ัวไปเก่ียวกับวรรณคดี
ความหมายของวรรณคดี
คำว่า วรรณคดี ปรากฏใช้เป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวรรณคดี
สโมสร ลงวันท่ี 23 กรกฎาคม พุทธศักราช 2457 ได้แบ่งวรรณคดอี อกเปน็ 5 ประเภท คือ
1. กวนี พิ นธ์ คือ โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน
2. ละครไทย คือ แตง่ เป็นกลอนแปดมกี ำหนดหนา้ พาทย์
3. นทิ าน คอื เรอื่ งราวอันผกู ขน้ึ และแตง่ เป็นรอ้ ยแก้ว
4. ละครพูด
5. คำอธิบาย (คือเอสเซย์หรือแปมเฟลต) แสดงด้วยศิลปวิทยาหรือกิจการอย่างใดอย่างหนึง่ (แต่
ไม่ใชต่ ำราหรือแบบเรยี นหรือความเรียงเรื่องโบราณคดี มีพงศาวดาร เป็นตน้ ) ให้นับว่าเป็นหนังสือท่ีควร พิจารณา
ในวรรณคดสี โมสรตามพระราชกฤษฎีกาฉบบั นี้
คำว่า วรรณคดี ตามรูปศัพท์มีคำรวมกัน 2 คำ คือ วรรณ กับ คดี คำว่า วรรณ แปลว่า สี ผิว ชนิด
หนังสือ คำว่า คดี แปลว่า แนวทาง เรื่อง การดำเนินไป ลักษณะ ดังนั้น คำว่า วรรณคดี จึงหมายถึง แนวทางของ
หนังสอื พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถานให้ความหมายวา่ หนังสอื ทไี่ ดร้ ับการยกยอ่ งวา่ แต่งดี มีผู้ให้ความหมาย
คำวา่ วรรณคดี พอจะประมวลได้ดังนี้
พระราชกฤษฎกี าจดั ตง้ั วรรณคดสี โมสร ได้กำหนดลักษณะวรรณคดีวา่
1. เป็นหนังสอื ดี กลา่ วคือ เป็นเรอื่ งท่ีสมควรซ่ึงสาธารณชนจะอ่านไดโ้ ดยไม่เสียประโยชน์ คือ ไม่เป็นเรื่อง
ทุภาษิตหรือเป็นเรื่องที่ชักจูงความคิดของผู้อา่ นไปในทางอันไมเ่ ป็นแก่นสาร หรือซึ่งจะชวนให้คดิ วุ่นวายไปในทาง
การเมือง อันจะเปน็ เครื่องรำคาญแกร่ ัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ดงั น้เี ป็นตน้
2. เป็นหนังสือแต่งดี ใช้วิธีเรียบเรียงอย่างใด ๆ ก็ตามแต่ต้องเป็นภาษาไทยอันดีถูกต้องตามเยี่ยงที่ใช้ใน
โบราณกาล หรอื ในปจั จบุ ันกาลกไ็ ด้
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงให้ความหมายของวรรณคดีในหนังสือวิทยา
วรรณกรรมวา่ “หนงั สือที่แต่งข้นึ นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 จำพวก จำพวกหนึง่ เป็นหนงั สือทม่ี คี วามมุ่งหมายท่จี ะแสดง
ข้อเท็จจริง แสดงข้อความรู้ แสดงคารมข้อคิดเห็นประกอบด้วยเหตุผล และหนังสืออีกจำพวกหนึ่งเป็นหนังสือที่มี
ความมุ่งหมายที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของผู้แต่งออกมา และถ่ายความรู้สึกนึกคิดนั้นให้แก่ผู้อ่านผู้ชม หนังสือ
จำพวกแรกนนั้ แม้จะเรียงให้เปน็ ท่ีนา่ อา่ น ใช้วธิ ีพดู และถ้อยคำอันไพเราะ สนทิ แนบเนยี น ก็ถอื เพียงว่าเป็นหนังสือ
ที่มลี ักษณะวรรณคดี แตย่ ังไม่ใชว่ รรณคดี หนงั สอื จำพวกหลังจงึ จะถือว่า เป็นวรรณคดโี ดยแท้
นายเปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายไว้ในหนังสือประวัติวรรณคดีว่า “วรรณคดีแปลตามอักษรว่า ทาง
หนังสือ ตามรูปศัพท์นี้ไม่ว่าหนังสืออะไรย่อมเป็นวรรณคดีทั้งสิ้น แต่ตามปกติเมื่อพูดถึงวรรณคดี เรามิได้หมาย
รวมถึงหนังสืออันเป็นตำรับวิชาการ เช่น วรรณคดีที่เราจะพูดถึงนี้ หมายถึงบทประพันธ์อันประกอบ ด้วยศิลปะ
1
แห่งการนิพนธ์ และมเี น้อื เร่ืองอันมีอำนาจดลใจให้เกดิ ความรู้สึกนึกคดิ และอารมณต์ ่าง ๆ มใิ ช่เป็นเร่ืองท่ีให้ความรู้
ถา่ ยเดียว”
จากความหมายที่กล่าวนี้ คำว่า วรรณคดี จึงมีอยู่ 2 ความหมาย คือ วรรณคดีในความหมายทั่วไป
หมายถึง หนังสือทุกชนิด ข้อเขียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตำรับตำรา นวนิยาย สารคดี บทความที่ให้ ความรู้
ข้อเทจ็ จรงิ หรือใหค้ วามเพลิดเพลิน ให้ความไพเราะถือวา่ เป็นวรรณคดีทั้งส้นิ ส่วนวรรณคดใี น ความหมายเฉพาะ
หมายถึง หนังสือที่มีลักษณะเด่นในเชิงการแต่ง มีความไพเราะในอรรถรส มีคุณค่าทางอารมณ์ ให้ความรู้สึก
ก่อใหเ้ กดิ ความสะเทือนใจแก่ผู้อ่าน เปน็ หนงั สอื ท่ีได้รับการยกย่องวา่ เปน็ หนงั สอื ดี มคี ณุ คา่ ส่งเสริมสตปิ ญั ญา ใหค้ ติ
ธรรมและยกระดบั จติ ใจของผ้อู ่านให้สูงขนึ้ วรรณคดีจงึ เป็นหนังสอื ดีมศี ลิ ปะในการใช้ถ้อยคำและมีคุณคา่ ดังกล่าวน้ี
ในท่ีน้ี จะกลา่ วถึงวรรณคดใี นความหมายเฉพาะเท่านั้น
ความหมายของวรรณกรรม
คำว่า วรรณกรรม เป็นคำใหม่ คำนี้มีใช้ครั้งแรกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองศิลปะและวรรณกรรม
พุทธศักราช 2485 ในเอกสารเรื่องวัฒนธรรมทางวรรณกรรมฉบับที่ 6 ของกระทรวงวัฒนธรรมให้ความหมายของ
วรรณกรรมไว้วา่ “วรรณกรรม คอื หนงั สือซ่งึ มผี ู้แตง่ ข้นึ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 คือ ประเภทความเรียง หรอื บาง
ทีเรียกว่า ร้อยแก้ว และประเภทคำประพันธ์หรือเรียกว่า ร้อยกรอง หนังสือที่จัดเป็นวรรณกรรมนั้น คือ หนังสือ
ชั้นดมี ีลักษณะก่อให้เกิดประโยชน์แกผ่ อู้ ่าน และมแี ก่นสาร ที่จะยดื ถือเอามาอ้างองิ ได”้
ฉะนั้น วรรณกรรมจึงมีความหมายกว้างกว่าวรรณคดี วรรณกรรม หมายถึง งานเขียนทุกชนิด ไม่ว่าจะ
เป็นร้อยกรองในรูปของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือร้อยแก้วในรูปของข้อเขียน ได้แก่ นวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี
ความเรียง บทละคร บทโทรทัศน์ คอลัมน์ต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์ ถือว่าเป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น งานเหล่านี้อาจ
กอ่ ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อจติ ใจของผอู้ า่ นใหเ้ ป็นไปในทางทด่ี งี าม ใหค้ วามร้เู ป็นแกน่ สารและใหค้ วามเพลดิ เพลิน
วรรณกรรมของชาวบ้านจะเป็นแบบมุขปาฐะ คือ บอกกล่าวจดจำกันมามากกว่าจะจดบันทึกไว้ เป็นลาย
ลักษณอ์ กั ษร ฉะนัน้ วรรณกรรมของชาวบ้านทีจ่ ดจำกันมาอาจผิดเพ้ยี น อยา่ งไรก็ตาม วรรณกรรมชาวบา้ นเหล่านี้ก็
เปน็ วฒั นธรรมอยา่ งหนึง่ ซึ่งภายหลงั ได้มผี ู้สนใจศกึ ษาคน้ คว้าและจดบันทกึ เป็นลายลกั ษณ์อักษรไว้
ลกั ษณะของวรรณคดี
วรรณคดี เป็นหนังสือที่กวีเขียนขึ้นเพื่อส่งความคิดของตนไปสู่ผู้อ่านด้วยศิลปะการประพันธ์อันวิจิตร
ประณีต ทำให้เกิดรสถ้อยรสความชวนให้เพลิดเพลิน อีกท้ังยังให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยที่กวี
แต่งและให้คติชีวิตแก่ผู้อ่าน ผู้อ่านจะเกิดอารมณ์และจินตนาการ ไปตามถ้อยคำด้วยความประทับใจ วรรณคดีจึง
เปน็ วฒั นธรรมทางภาษาท่แี สดงถึงความเจริญของชาติในทางความคิด สติปญั ญา และศิลปะแหง่ การใช้ถ้อยคำและ
เป็นมรดกทม่ี คี ณุ คา่ ต่อชนรนุ่ หลังทีจ่ ะได้อ่านและได้ศึกษาเพอื่ ให้เกิดความภาคภมู ิใจในความเจรญิ ของชาติตน
2
ลกั ษณะทว่ั ไปของวรรณคดมี ีดังน้ี
1. เนื้อหาเหมาะกับรูปแบบของคำประพันธ์ กล่าวคือ กวีจะแต่งเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ เนื้อหา
จะต้องเหมาะสมกับรูปแบบของคำประพนั ธ์ เชน่ การเทิดทูนบุคคลหรือชมบา้ นเมือง มักแตง่ ในรูปของลลิ ติ หรือคำ
ฉันท์ การระบายอารมณ์มักแต่งเป็นนิราศหรือกลอนเพลงยาว ถ้าเป็นร้อยแก้วก็ใช้สำหรับเนื้อหา ทุกประเภทได้
เช่น นวนยิ าย เร่ืองสัน้ สารคดี
2. ภาษาไพเราะและประณีต วรรณคดีไทยจะมุ่งความงามของอรรถรสเป็นสำคัญไม่ใช่มุ่งแสดงชีวิต
โดยตรง แต่เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการใช้ภาษาและถ้อยคำสำนวนจึงประณีต มีความหมายกินใจ โดยเฉพาะคำ
ประพันธ์มักนิยมเล่นคำเล่นสัมผัสเพื่อให้เกิดความไพเราะของเสียง มีการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย ทำให้เกิด
จินตนาการและความไพเราะ
3. ให้คณุ คา่ หนงั สือที่เปน็ วรรณคดีจะใหค้ ณุ ค่าแกผ่ ูอ้ า่ น 2 ประการ คือ
3.1 คุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความงาม อันเป็นหัวใจของวรรณคดี ได้แก่ ศิลปะของการแต่ง
การใชถ้ อ้ ยคำสำนวน เปน็ ตน้
3.2 คุณค่าทางสารประโยชน์ทั้งทางส่วนบุคคลและทางสังคม ทางดา้ นส่วนบุคคลน้ันกวีจะ แสดง
ความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อชีวิต เพราะกวีเขียนจากประสบการณ์ในชวี ติ ของตน จึงเป็นผู้ช้ีให้เหน็ ความจริง
อันเป็นปรัชญาชีวิตแก่ผู้อ่าน ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์เสริมสร้างสติปัญญาแก่ผู้อ่าน ช่วยยกระดับจิตใจให้สูงข้ึน
ส่วนทางด้านสังคมนั้น กวีจะสะท้อนชีวิตสังคมในสมัยของตนเองไว้ในวรรณคดี ทั้งสภาพความเป็นอ ยู่
ขนบธรรมเนียมประเพณี ทำให้ผู้อ่านเข้าใจโลกมากขึ้น วรรณคดีบางเรื่องอาจใช้หลักฐานทางความรู้ต่าง ๆ เช่น
ทางภาษา ทางประวตั ิศาสตร์ วรรณคดจี งึ เปน็ หนงั สอื ทม่ี ีสารประโยชนม์ าก
4. ให้ความบนั เทิงใจ เพราะวรรณคดีก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์และให้จนิ ตนาการ เชน่ ทำให้ผู้อ่าน
เกดิ อารมณ์และจินตนาการคลอ้ ยตามท่ีกวีเขยี นพรรณนาไว้ ดังจะเหน็ ได้จากตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ี
ตอนพระอภยั มณเี ป่าปห่ี า้ มทัพ ดังเพลงป่วี ่า
พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต ให้คนคดิ ถงึ ถ่ินถวิลหวัง
วา่ จากเรือนเหมือนนกทีจ่ ากรงั อยูข่ า้ งหลงั ก็จะแลชะแงค้ อย
ถงึ ยามค่ำยำ่ ฆอ้ งจะรอ้ งไห้ ร่ำพิไรรญั จวนหวนละหอ้ ย
โอ้ยามดกึ ดาวเคลอ่ื นเดอื นกค็ ลอ้ ย นำ้ ค้างย้อยเย็นฉ่ำทีอ่ ัมพร
หนาวอารมณ์ลมเรอ่ื ยเฉอื่ ยเฉ่อื ยช่ืน ระรวยรนื่ รินรนิ กลน่ิ เกสร
แสนสงสารบา้ นเรือนเพ่อื นทนี่ อน จะอาวรณ์อา้ งวา้ งอย่วู ังเวง
(พระอภัยมณี)
3
ตอนพรรณนาความเศรา้ เสยี ใจของราษฎรทม่ี ีตอ่ พระลอ ตอนพระลอตาย
เสียงไห้ทกุ ราษฎรไ์ ห้ ทกุ เรือน
อกแผน่ ดนิ ดเู หมือน จักขว้ำ
บเห็นตะวันเดอื น ดาวมดื มัวนา
แลแห่งใดเหน็ น้ำ ย่อมนำ้ ตาคน
(ลลิ ติ พระลอ)
ตอนพญาครฑุ รำพงึ ทเ่ี สยี รู้คนธรรพ์ เพราะประมาทไม่ถนอมเปน็ จอมขวัญ
เราเสียแกว้ กากศี รีสวาท คนธรรพม์ ันจงึ แทรกเข้าซอ้ นกล
เสียชกู้ ็เพราะเชงิ ที่เฉาฉงน
เสียฤทธิ์เพราะไมค่ ิดจะป้องกัน จึงจำจนจำจากอาลยั ลาญ
ครัง้ น้เี สียรกั กไ็ ด้รู้
เป็นชายหมนิ่ ชายได้อายคน (กากีคำกลอน)
ลกั ษณะเฉพาะของวรรณคดีไทย วรรณคดีไทยในระยะแรกจะมีลกั ษณะเฉพาะบางประการ คือ
1. มีลักษณะเป็นไปตามนิสัยรักอิสระและชอบดัดแปลงของคนไทย เช่น เมื่อรับวรรณคดีมาจาก
ต่างประเทศก็นำมาดัดแปลงปรับปรุงจนมีเอกลักษณ์ไทย แสดงความเป็นชาติไทย เช่น รามเกียรติ์ อิเหนา ตัว
ละครจะแสดงอุปนสิ ยั ใจคอและวัฒนธรรมของคนไทย แม้สถานทบี่ า้ นเมอื งก็เป็นไปตามแบบท่ีคนไทยเปน็ อยู่
2. มีราชสำนักเป็นศูนย์กลางของวรรณคดี กวีได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ ผู้แต่ง
วรรณคดีมกั เป็นพระมหากษัตรยิ ์ พระราชวงศช์ น้ั สงู จนถึงขา้ ราชการในราชสำนัก ฉะน้ัน ความคิด เนือ้ หา ค่านิยม
ในการแตง่ จะเป็นไปตามลกั ษณะของราชสำนกั แต่ละสมยั และวรรณคดจี ะเขยี นไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร
3. มีประเพณีเลียนแบบครู กวีจึงพอใจยึดแบบอย่างกวีรุ่นก่อน ที่ตนนับถือเป็นครู สำนวนโวหาร การ
เปรยี บเทียบ แนวความคดิ จงึ เลียนแบบกนั ต่อ ๆ มา รูปแบบการเขียนก็จะยดึ เปน็ แนวเดียวกนั กล่าวคอื จะมีตอน
ขึ้นต้นเป็นการกล่าวไหว้ครู เทวดา บิดามารดา สดุดีพระมหากษัตริย์ กล่าวชมบ้านชมเมือง ตอนดำเนินเรื่อง และ
ตอนลงท้ายซึ่งเป็นตอนจบ จะบอกจุดมุ่งหมายการแต่ง (บางเล่มบอกจดุ มุ่งหมายการแต่งไว้ข้างต้น) บอกชื่อผู้แตง่
วนั เดือนปที ่แี ตง่ วรรณคดบี างเล่มกวีไม่บอกช่ือ ทำให้วรรณคดเี ล่มน้ันมปี ัญหาเก่ียวกบั ระยะเวลาการแต่งและชื่อผู้
แต่ง
4. เน้นศิลปะการเรียบเรียงถ้อยคำมากกว่าด้านความคิด ยกเว้นวรรณคดีด้านศาสนาและปรัชญา
วรรณคดีไทยในระยะต้น ๆ จะเน้นศิลปะของการเรียบเรียงถ้อยคำให้เกิดความไพเราะด้านเสียงมากกว่าด้าน
ความคิด เช่น การชมป่า หรือชมธรรมชาติ จะชมอย่างเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ จะชมสัตว์น้ำ สัตว์สี่เท้า สัตว์
4
สองเท้า พืชพรรณไม้ ทีละอย่างทีละพวก โดยชมสิ่งที่เป็นอักษรพวกเดียว ทำให้เกิดศิลปะแห่งการใช้ถ้อยคำที่
ไพเราะเพราะพรง้ิ และจะเล่นคำสัมผสั อักษร ดังจะเห็นได้จากตอนขุนแผนพานางวันทองหนี เปน็ การชมธรรมชาติ
ดังกลอนว่า
ฝูงลงิ ไตก่ ิ่งลางลงิ ไขว่ ลางลงิ แล่นไลก่ ันวุ่นวงิ่
ลางลงิ ชิงคา่ งข้นึ ลางลงิ กาหลงลงกง่ิ กาหลงลง
เพกากาเกาะทุกก้านกงิ่ กรรณกิ ารก์ าชงิ กันชมหลง
มดั กากากวนล้วนกาดง กาฝากกาลงทำรงั กา
(ขุนช้างขนุ แผน)
ประเภทของวรรณคดี
การจำแนกวรรณคดีอาจแบ่งไดห้ ลายวิธีคือ
1. การจำแนกวรรณคดตี ามลกั ษณะคำประพนั ธ์ แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท
1.1 วรรณคดีประเภทร้อยแก้ว คือ วรรณคดีที่แต่งเป็นความเรียงธรรมดาหนังสือประเภทร้อย
แก้วนี้ จะมุ่งในแง่บันเทิงคดี เป็นหนังสือประเภทนิยาย หรือนิทานต่าง ๆ หรือมุ่งให้ความรู้ เป็นหนังสือ ประเภท
สารคดี หรืออธิบาย ปัจจุบันหนังสือประเภทร้อยแก้วมีหลายชนิด ได้แก่ นวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี ชีวป ระวัติ
บนั ทึก จดหมายเหตุ บทความ นิยายพ้นื เมือง เปน็ ตน้
1.2 วรรณคดีประเภทร้อยกรอง คือ วรรณคดีที่แต่งขึ้นตามรูปแบบของฉันทลักษณ์เป็นโคลง
ฉันท์ กาพย์ กลอน โดยมีบังคับกำหนดจำนวนคำ กำหนดเสียง สูงต่ำ หนักเบา และบังคับสัมผัสหรือเอก โท ตาม
ลักษณะของคำประพันธ์นั้น ๆ กวีโบราณมิได้ถือลักษณะบังคับเหล่านี้เคร่งครดั เหมือนปัจจบุ นั เพราะท่านถือเสยี ง
เป็นใหญ่โดยเฉพาะการแต่งฉันท์ คำลหุมิได้ถือว่าจะตอ้ งเป็นรัสสระ (สระเสียงสั้น) ไม่มีตัวสะกด แต่คำที่ออกเสียง
เบา เชน่ พึง เปน็ ดงั กอ็ าจถือเป็นคำลหไุ ด้
1.3 วรรณคดีประเภทละคร มีจุดมุ่งหมายใชเ้ ปน็ บทแสดงมีทัง้ ทีเ่ ป็นร้อยกรองและร้อยแกว้ เช่น
บทละครเรอ่ื งอิเหนา แตง่ เปน็ กลอนมีกำหนดเพลงหน้าพาทย์ไวห้ รืออาจเปน็ บทละครดึกดำบรรพ์ ซ่ึงมีทง้ั บทเจรจา
ที่เป็นร้อยแก้ว และบทขับร้องที่เป็นคำกลอน หรืออาจจะเป็นบทละครพูด ซึ่งมีแต่บทเจรจาและคำบรรยายทีเ่ ป็น
รอ้ ยแกว้
2. การจำแนกวรรณคดีตามหลักฐาน เป็นการจำแนกตามลักษณะการถ่ายทอดวรรณคดีแบ่งเป็น 2
ประเภทคือ
2.1 วรรณคดีที่ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นวรรณคดีที่บอกกล่าวจดจำกันมาเรียกว่า
วรรณคดีมุขปาฐะ หรือวรรณคดีปาก ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ได้แก่ บทเพลงพื้นเมือง บทเห่กล่อม
นิทานพื้นบา้ น คำทายปริศนา บทรอ้ งเลน่ ของเดก็ เป็นตน้ ตวั อย่างเช่น
5
เพลงกลอ่ มเด็ก
เจ้านกขมิน้ เหลืองอ่อนเอย ค่ำแลว้ จะนอนที่ตรงไหน
นอนไหนก็นอนได้ สมุ ทมุ พุ่มไม้ทเี่ คยนอน
ลมพระพายชายพัดมาอ่อนออ่ น เจา้ เคยจรมานอนรังเอย
2.2 วรรณคดีที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นวรรณคดีที่บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือ ได้แก่ ศิลา
จารกึ หรือเขยี นไวใ้ นสมดุ ขอ่ ยหรือเขยี นไว้ในใบลาน หรอื ตีพมิ พเ์ ปน็ เลม่
3. การจำแนกวรรณคดีตามเนื้อหา เป็นการแบ่งวรรณคดีตามลักษณะของเนื้อเรื่อง แบ่งออกได้เป็น 7
ประเภท คือ
3.1 วรรณคดีตำรา ตำราพิชัยสงคราม ตำราโหราศาสตร์ ตำรายา ตำราฉันทลักษณ์ ตำราดู
ลักษณะสัตว์ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น
3.2 วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติหรือวรรณคดีประวัติศาสตร์ เช่น ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตตะเลงพ่าย
โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย เป็นตน้
3.3 วรรณคดีนริ าศหรือวรรณคดเี ก่ยี วกับอารมณ์ เชน่ โคลงกำสรวลหรือนิราศต่าง ๆ
3.4 วรรณคดีศาสนาและคำสอน เช่น ไตรภูมิพระร่วง สุภาษิตพระร่วง มหาชาติคำหลวงพระ
ปฐมสมโพธิกถา กฤษณาสอนน้องคำฉนั ท์ ลลิ ิตนารายณส์ ิบปาง
3.5 วรรณคดีเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีหรือพิธี เช่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ นิราศเดือน
โคลงทวาทศมาส ฉนั ท์ดษุ ฎีสงั เวยกลอ่ มช้าง พระราชพิธสี บิ สองเดอื น
3.6 วรรณคดีการละครหรือนาฏวรรณคดี เช่น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา ไกรทองสังข์
ทอง คาวี
3.7 วรรณคดยี ั่วล้อหรอื ล้อเลยี นสงั คม เชน่ ระเด่นลนั ได พระมะเหลเถไถ จดหมายจางวาง-หร่ำ
บางฉบบั
ประโยชน์ของวรรณคดี
การเรียนวรรณคดีทำให้เราได้ศึกษาสิ่งต่าง ๆ หลายแง่มุมจากวรรณคดี ทั้งทางด้านภาษา รสวรรณคดี
ลักษณะคำประพันธ์ วัฒนธรรมสังคมในสมัยของวรรณคดี และประสบการณ์ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ทำ
ให้ยิ่งอ่านวรรณคดีก็ยิ่งเกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดความซาบซึ้งมากยิ่งขึ้น การศึกษาประวัติวรรณคดีก็เช่นกัน
จะชว่ ยทำใหเ้ กิดความเข้าใจวรรณคดี เพราะการเข้าใจผู้แตง่ สมยั ที่แตง่ ลักษณะคำประพันธ์ จะทำให้อ่านวรรณคดี
มีรสยงิ่ ขน้ึ
6
การศึกษาวรรณคดีย่อมอำนวยประโยชนอ์ ยา่ งใหญ่หลวง เพราะวรรณคดใี ห้คุณคา่ หลายประการคือ
1. วรรณคดีให้ความรู้หลายด้านที่จะช่วยสร้างเสริมสติปัญญาแก่ผู้อ่าน เช่น ด้านภาษาจะทำให้
ผู้อ่านมีความรู้เกี่ยวกับความหมายของคำ การใช้ภาษาของแต่ละสมัย แบบแผนของฉันทลักษณ์ ด้าน
ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร และตำนานต่าง ๆ ซึ่งวรรณคดีบันทึกไว้ อันอาจจะนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ บ้าง
ทำใหผ้ อู้ า่ นสามารถนำความร้ทู างวรรณคดไี ปใชป้ ระโยชน์ในเวลาเข้าสังคมได้
2. วรรณคดีให้คุณค่าทางด้านอารมณ์ต่าง ๆ เพราะวรรณคดีเป็นเรื่องศิลปะของการถ่ายทอด
ความรูส้ ึกและอารมณ์ ดว้ ยวิธรี อ้ ยกรองถอ้ ยคำทมี่ ีชีวติ จติ ใจทำใหผ้ ู้อา่ นเกิดอารมณ์คล้อยตาม ไดร้ ับรสสุนทรียภาพ
ของวรรณคดี โดยสุนทรยี ภาพของวรรณคดไี ทยหรือรสวรรณคดี เกิดจากโวหาร 4 ประการ คอื
2.1 เสาวรจนี เป็นบทชมโฉม ชมความงดงามต่าง ๆ
2.2 นารปี ราโมทย์ เปน็ บทเกยี้ วพาราสี แสดงความรัก
2.3 พิโรธวาทัง เป็นบทโกรธ ตดั พ้อต่อวา่
2.4 สัลลาปังคพไิ สย เป็นบทเศร้าโศก คร่ำครวญ เสยี ใจ
3. วรรณคดีจะช่วยสะท้อนสภาพชีวิตสังคม และวัฒนธรรมในสมัยของกวีให้ผู้อ่านได้ทราบ และ
เข้าใจ เช่น ความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ การดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และค่านิยม ต่าง ๆ
กวีจะสอดแทรกอยู่ในวรรณคดีท้ังสิ้น ให้ผอู้ ่านเข้าใจสภาพชีวิตสังคมและวฒั นธรรมในสมยั ของ วรรณคดีเรอื่ งนน้ั
4. วรรณคดีช่วยขัดเกลาจิตใจและยกระดับจิตใจของผู้อ่านให้สูงขึ้น วรรณคดีย่อมกล่าวถึงชีวิต
ของมนุษย์ การอ่านวรรณคดีจึงทำให้ผู้อ่านมองเห็นชีวิตหลายลักษณะที่เป็นตัวอย่างของความทุกข์ความสุข และ
ปัญหาชีวิตต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านมองโลกมองชวี ิตด้วยความเขา้ ใจมากขึ้น ผู้อ่านจะเข้าใจตนเองมากขึ้นและวรรณคดี
จะสอดแทรกคติธรรม สุภาษิต บทสอนใจ เป็นการสอนผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านมีจิตใจสูงขึ้นด้วย ความรู้เกี่ยวกับ
วรรณคดดี ังกล่าวนี้ จะเป็นพน้ื ฐานทำใหผ้ ู้ศกึ ษาประวัติวรรณคดีไทยเขา้ ใจทีจ่ ะพินิจพิจารณาวรรณคดีแตล่ ะเรื่องให้
เข้าใจไดล้ ึกซ้ึงและดีขึ้น
การแบ่งสมยั วรรณคดีไทย
การแบง่ สมัยของวรรณคดไี ทยนิยมแบง่ ตามชว่ งระยะเวลาทเ่ี กิดวรรณคดีโดยยดึ ราชธานีเป็นหลัก ดังน้ี
1. สมยั กรงุ สุโขทยั (ประมาณ พ.ศ. 1800 - 1920)
2. สมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (พ.ศ.1893 - 2072) สมัยกรุง-ศรี
อยธุ ยาตอนกลาง (พ.ศ. 2153 - 2231) และสมัยกรุงศรอี ยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2275 - 2310)
3. สมัยกรงุ ธนบรุ ี (พ.ศ. 2310 - 2325)
4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325 - 2394) และ
สมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทรป์ จั จุบนั (พ.ศ. 2394 - ปจั จบุ นั )
7
8