การใชค้ า
(คุณค่าด้านวรรณศลิ ป)์
สอื่ การเรยี นการสอนวชิ าภาษาไทย (ท ๓๑๒๐๑)
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๕๗
จดั ทาโดย
นางสาวภคกนก ทองตาลงึ เลขที่ ๑๙๓
การใชค้ า
ในการเขียนบทกวี กวจี ะใชค้ าท่ีเลือกสรร
มาอยา่ งดีเพือ่ ผลทางเสียงสมั ผสั เพื่อความไพเราะ เเละ
อาจจะมีการสรรคาท่ีมีความหมายเฉพาะเจาะจงเหมาะ
กบั กาละ เทศะ บุคคลกไ็ ด้ อาจเเบ่งออกไดเ้ ป็น
๑.การสรรคา
๒.การเล่นเสียง
๓.การเล่นคา
๔.การซ้าคา
๕.การสร้างคาใหม่
๖.การใชจ้ ินตภาพ
๗.การใชค้ าถามเชิงวาทศิลป์
๑... การสรรคา
การสรรคาเป็นกลวธิ ีการใชภ้ าษาวรรณศิลป์
ประเภทหน่ึง กวจี ะเลือกคา วลี สานวน เเละเรียบเรียงคา
เหลา่ น้นั ในการพดู การเขียนความโดยเนน้ ลีลาอนั งดงาม
เเละสื่อความหมายไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิผล มกั เป็นคาที่มี
ความหมายโดยนยั
การสรรคาในวรรณคดี กวหี รือผเู้ เตง่ นิยมใชค้ าท่ี
มีความหมายโดยนยั ในการเเต่ง เพราะไดค้ วามหมายท่ี
ลึกซ้ึงกวา้ งไกลเกินออกไปจากความหมายโดยตรงเช่น
เจา้ ดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวลิ นกขมนิ้ เหลืองอ่อนจะนอนไหน
เขาวางขลุ่ยข่มน้าตาวา้ เหวใ่ จ ตอบไม่ไดด้ อกหนาขา้ คนจร
(เพลงขลุ่ยผวิ ของเนาวรัตน์ พงษไ์ พบูลย)์
"นกขมิน้ เหลืองอ่อน"
มีความหมายโดยนยั ไม่ใช่นกขมิ้นตามธรรมชาติธรรมดา
แต่เป็นนกท่ีเชื่อกนั วา่ ไม่มีรังอยเู่ ป็นประจา บินไปเรื่อยๆ ค่าท่ีไหนกห็ าท่ี
นอนท่ีนนั่ เปรียบกบั คนไม่มีบา้ น ช่ือนกสมั พนั ธแ์ ละเขา้ กนั กบั
ความรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่ หม่นหมองเพราะไร้ทอ่ี ยู่และเร่ร่อนไปเร่ือยๆ
คา"นกขมิ้น" จึงเป็นการสรรคาท่ีกวเี ลือกใชอ้ ยา่ งแนบเนียน ผอู้ ่าน
ประจกั ษแ์ จง้ ในความหมายโดยไม่ตอ้ งการคาอธิบายอีก
การสรรคามไิ ด้มแี ต่เฉพาะการเลือกคาเป็ นคาๆ มา
ใช้เท่าน้ัน แต่ขยายไปถงึ การเลือกวลี สานวน และภาษิตไดอ้ ีก
ดว้ ย ดงั ตวั อยา่ ง
(วลี) แม่จะบานจะรอพระหรือรอเณร
โอแ้ ม่บวั กลางสระ
* มคี วามหมายในเชิงยกย่องความเป็ นกุลสตรีของผู้หญงิ น้ัน
ในทางวรรณคดี โดยเฉพาะในการประพนั ธบ์ ทร้อยกรองหรือบท
กวนี ิพนธ์ การสรรคามีความหมายคุม้ รวมไปถึงการเลือก คา วลี หรือ
ภาพพจน์ (figure of speech) ที่มิไดใ้ ชก้ นั ทวั่ ไปในภาษาที่ใชใ้ น
ชีวติ ประจาวนั เช่น ใชค้ าวา่ สุวรรณ อุไร กาญจนา แทนคาวา่ ทอง ใชค้ าเรียก
หญิงรักว่า "พ่มุ พวงดวงดอกฟ้า" "โฉมงามทรามเสงย่ี ม" "เยาวมาลย์”
การสรรคาท่ีดีในการประพนั ธม์ ิใช่เพียงแต่ทาใหเ้ ห็นภาพชดั เจน
ทาใหเ้ ป็นท่ีเขา้ ใจและมีอารมณ์ร่วมในความรู้สึกของกวเี ท่าน้นั แต่ยงั
สร้างสรรคจ์ นิ ตนาการและความหยง่ั เห็น (insight) อนั ลึกซ้ึงตามถอ้ ยคาท่ี
เรียบเรียงน้นั ดว้ ย
ตวั อยา่ งฉนั ทต์ ่อไปน้ี แสดงถึงการสรรคา ซ่ึงมีความผสานกนั
ระหวา่ งรูปแบบของฉันท์อทิ สิ ัง (ซ่ึงมีครุและลหุท่ีสลบั กนั ทาใหม้ ีจงั หวะ
ลีลากระช้นั กระชาก) มีถอ้ ยคาดุดนั มีความหมายดูแคลน มีภาพพจนอ์ ุปมา
และมีเน้ือเร่ืองท่ีเกี่ยวกบั ความเกร้ียวโกรธรุนแรง ทุกประการที่กล่าวมาน้ี
สอดคลอ้ งกลมกลืนกนั อยา่ งสนิท เช่น
เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะน้ีไฉน
กม็ าเป็น จะนอ้ ยจะมากจะยากจะเยน็
ขยาดขย้นั มิทนั ไร
ศึกกย็ งั มิถึงและมึงกย็ งั มิเห็น บห่อนจะเห็นธวชั ริปู
ประการใด
อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
กห็ มิ่นกู
กลกะกากะหวาดขมงั ธนู
สิล่าถอย
(สามคั คเี ภทคาฉันท์ ของนายชิต บุรทตั )
ในการแต่งคาประพนั ธ์กลบทรูปแบบต่างๆ หลายๆ
รูปแบบ การสรรคากม็ ีบทบาทอยา่ งมากในการดาเนินความ แสดง
ความสามารถเป็นพิเศษของกวใี นการสรรคา ความเช่ียวชาญของกวี
จะเห็นไดช้ ดั จากตวั อยา่ งดงั น้ี
ทารอพอ้ ทาฤทธ์ิพิษทารานพาล สาเนียงเสียงสานวนสรวลสาเนาสาร
ประเมินเกินประมาณการประมวลกวน
เฉลียวเล้ียวชลอล่อแฉลบแหลม ทาแนมแซมทานองซอ้ งทาน่าสรวล
ฉะนางช่างไฉนใชฉ้ ะนวนชวน กระบวนทวนกระบอยถอ้ ยกระบิดทา
ฯลฯ
(ประชุมจารึกวดั พระเชตุพนฯ ของหลวงนายชาญภูเบศร์)
การสรรคาท่ีแสดงความสามารถของผแู้ ต่งมิไดม้ ีแตเ่ ฉพาะการ
แต่งร้อยกรอง ในการแต่งร้อยแกว้ กเ็ ช่นเดียวกนั ผแู้ ต่งยอ่ งตอ้ งสรรคาใชใ้ ห้
เหมาะสมกบั สภาพของเน้ือเร่ือง ท่วงทานองในการเสนอเร่ือง และบุคคลใน
เรื่อง ตามบทพรรณนา บทบรรยาย บทปลุกใจ และบทสนทนา ตวั อย่างจาก
เรื่องกามนิตตอนมหาปรินิพพาน ความวา่
“อนจิ จา! แสงเดือนเพญ็ ผ่องกระจ่างจบั พระพกั ตร์อยู่เมื่อกกี้ จ็ างซีด
ขมุกขมวั ลง ท้องฟ้าสลวั มวั พยบั ครึ้ม อากาศเยน็ เยยี บจับหัวใจ
นา้ ค้างหยดเผาะๆเป็ นหยาดนา้ ตาแห่งสวรรค์ เกสรดอกรังร่วงพรู เป็ น
สายสหัสธาราสรงพระพุทธสรีระ จกั จัน่ เรไรสงดั เงยี บดูไม่มแี ก่ใจจะ
ทาเสียง ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง”
“การสรรคาจะตอ้ งไม่เป็นการประดิษฐใ์ หง้ ามอยา่ งเสแสร้ง แต่
จะตอ้ งเป็น "การหลงั่ ไหลโดยธรรมชาติของกว"ี ถอ้ ยคาอาจเรียบง่าย อาจ
ใชฉ้ นั ทล์ กั ษณ์เป็นพ้ืนๆธรรมดาในการแต่ง แมก้ ระน้นั การสรรคาอนั
งดงามกม็ ิไดข้ าดไป”
(ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒: ๗๙-๘๓)
๒... การเลน่ เสยี งสมั ผสั
เล่นเสียงสระ หรือสัมผสั สระ
สมั ผสั สระ คือ คาคลอ้ งจองท่ีมีเสียงสระเป็นเสียงเดียวกนั
เสียงพยญั ชนะตน้ และเสียงวรรณยกุ ตอ์ าจจะเหมือนหรือต่างกนั กไ็ ด้
ส่วนเสียวพยญั ชนะตวั สะกดน้นั ตอ้ งอยใู่ นมาตราตวั สะกดเดียวกนั
ตวั อยา่ งการเล่นเสียงสระ เช่น
๒... การเลน่ เสยี งสมั ผสั
วนั ท่ียสี่ ิบห้าชะตาร้าย
แม่ทุรนทุรายตายปลายตีส่ี
ยงั ดที ลี่ ูกไดท้ นั บวช
หาไม่แม่คงชวดชมสวรรค์
(“ลาเลิก.” มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
กวใี ชค้ า หา้ -ตา ,ร้าย-ราย-ปลาย-ตาย,ดี-ท่ี,บวช-ชวด
เหล่าน้นั เป็นคาที่สมั ผสั สระ และลว้ นเป็นสระเสียงยาว จึง
ก่อใหเ้ กิดความไพเราะ
บางคร้ังกวใี ชส้ มั ผสั สระเพ่อื ความขบขนั เช่น
ผ้มู าเยือนไม่รู้ขาด ผ่านประตูไม่รู้เรื่อง
ถกู เคืองมิรู้แหละ โง่งมมิรู้แหงะ
รองเท้ าแตะห้ ามเข้ า รองเท้ าแตะห้ ามเข้ า
(“ทางเขา้ .” มือน้ันเป็ นสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
คาวา่ แหละ เป็นภาษาพดู มาสมั ผสั สระกบั คา แหงะ
เพือ่ บ่งวา่ โง่จริงๆ เป็นการสมั ผสั สระท่ีก่อใหเ้ กิดความขบขนั เชิง
สมเพชผทู้ ่ีไม่รู้เร่ืองน้ี
การเลน่ เสยี งพยญั ชนะ
หรอื สมั ผสั พยญั ชนะ
สัมผสั พยญั ชนะ หรือเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ สมั ผสั อกั ษร คือ
คาคลอ้ งจองท่ีมีเสียงพยญั ชนะตน้ เป็นเสียงเดียวกนั เสียงสระต่างกนั
ส่วนเสียงพยญั ชนะตวั สะกดและเสียงวรรณยกุ ตอ์ าจเหมือนหรือต่างกนั
กไ็ ด้ ตวั อยา่ งการเล่นพยญั ชนะ เช่น
ทั้งกบเขยี ดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย พระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหววิ หวาม
วงั เวงจิตคิดคะนึงราพึงความ ถึงเมื่อยามยงั อดุ มโสมนัส
(นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่)
กวเี ล่นเสียงสมั ผสั พยญั ชนะ คือ คาวา่ เกรียด-กรีด, หรีด-เรื่อย,
เฉ่ือย-ฉิว, วะ-หววิ -หวาม, วงั -เวง, และ ยาม-ยงั
หรือในบทกวที ี่วา่ ....
หวดลูกหึ่งหวอื เหาะตามเดาะได้
พ่ายแพ้ตอ้ งอึดห่ึงหน่ึงน้าใจ
ห่ึมขาดห้วงมิไดใ้ หอ้ ดึ เอา
("ห่ึง." มือน้ันสีขาว ของ ศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
คาวา่ หวด-ห่ึง-เหาะ,พา่ ย-แพ,้ ห่ึม-หว้ ง,อึด-เอา เป็นการ
เล่นเสียงสมั ผสั พยญั ชนะท่ีคลอ้ งจองก่อใหเ้ กิดความไพเราะ
บางคร้ังกวไี ดใ้ ชก้ ารเล่นเสียงพยญั ชนะจานวน
มากในบทหน่ึง คือ
เห็นมวลแมกไม้เริงรา หนทางไฉนเลยสิ้นไร้
สรรทางร่างไว้ เห็นลางรูปไล้รารา
.................................... แขนคอเพริศริ้ว
แสงพราวคาดนิ้วพราวตา แสงพลางหนทางยา่ งเท้า
ขนชนั เร่งเร้า ฉวยคอกกระชากเข้าพงคา
หนทางสิ้นคิด มืดมนมืดมิดบงั ตา
("ทางมืด." มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
กวใี ชค้ าวา่ มวล-แมก-ไม,้ เริง-รา,ลาง-ไล,้ เพริศ-พราว-พราว
,ทาง-เทา้ ,เร่ง-เร้า,เขา้ -คา,มืด-มน-มิด การใชส้ มั ผสั พยญั ชนะอยา่ งพราว
แพรวเช่นน้ีทาใหเ้ กิด
ความล่ืนไหลและยง่ิ เมื่ออ่านออกเสียงดงั ๆจะทาใหเ้ กิด
ความรู้สึกมืดมนมากข้ึน
การเลน่ เสยี งวรรณยุกต์
หรอื สมั ผสั วรรณยุกต์
การเล่นเสียงวรรณยกุ ต์ คือ การไล่เสียงวรรณยกุ ตใ์ นคาใดคาหน่ึง
ต้งั แต่ ๒ ระดบั ข้ึนไป ตวั อยา่ งการเล่นเสียงวรรณยกุ ต์ เช่น
กงุ้ ฝอยชกั ฝกู กรีดฟองฟ่ องฝอย
สุดแรงร่วงผลอ็ ย
ดีดตวั ข้ึนหยอ็ ย
เคลื่อนฝงู ฟ่ องฟ้อนยอ้ นน้า
(“ชอ้ นกงุ้ .” มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
กวใี ชค้ าเล่นเสียงวรรณยกุ ตว์ า่ ฟองฟ่ อง ใหภ้ าพของฟองที่ลอยละล่อง
อยา่ งเบาๆเหนือผนื น้าและเคลื่อนไหวราวกบั นางละครที่นวยนาดเย้อื งกรายร่ายรา
ฟ้อนราไป ผอู้ ่านจึงเห็นท้งั ภาพ ความเคลื่อนไหว และกริยาประดุจคน
ผอู้ ่านจะเห็นภาพฟองไดฟ้ ้อนไปซ่ึงเป็นภาพพจน์บุคคลวตั
๓... การเลน่ คา (pun)
การเล่นคามีหลายแบบ เช่น
๑)กลวธิ ีการประพนั ธ์ทใี่ ช้คาพ้องเสียงหรือคาพ้องรูป
เพ่ือใหต้ ีความไดต้ ่างความหมายไป (ราชบณั ฑิตยสถาน,
๒๕๔๕: ๓๔๕) ตวั อยา่ งของการเล่นคา (คาพอ้ งรูป)
หวั ลงิ หมากลางลงิ ต้นลางลงิ แลหลู งิ
ลงิ ไตก่ ระไดลงิ ลงิ โลดคว้าประสาลงิ ฯ
หวั ลงิ หมากเรียกไม้ ลางลงิ
ลางลงิ หลู งิ ลงิ หลอกชู้
ลงิ ไต่กระไดลงิ ลงิ หม่
ลงิ โลดฉวยชมผู้ ฉีกคว้าประสาลงิ ฯ
(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของเจ้าฟา้ ธรรมาธิเบศร)
หวั ลงิ หมากลางลงิ ต้นลางลงิ แลหลู งิ
ลงิ ไตก่ ระไดลงิ ลงิ โลดคว้าประสาลงิ ฯ
หวั ลงิ หมากเรียกไม้ ลางลงิ
ลางลงิ หลู งิ ลงิ หลอกชู้
ลงิ ไตก่ ระไดลงิ ลงิ หม่
ลงิ โลดฉวยชมผู้ ฉีกคว้าประสาลงิ ฯ
(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของเจ้าฟา้ ธรรมาธิเบศร)
คาประพนั ธ์ขา้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงอจั ฉริยภาพของกวี
ท่ีเล่นคาวา่ “ลงิ ” ท่ีเป็นชื่อตน้ ไม้ เช่น หมากลงิ ต้นหูลงิ ลงิ ทเี่ ป็ น
ช่ือส่ิงของ กะไดลงิ หรือบนั ไดลงิ และลงิ ทห่ี มายถึงสัตว์จริงๆ
เป็นการเล่นคาดว้ ยวธิ ีการหลากความหมายของคาไดอ้ ยา่ งยอด
เยยี่ มบทหน่ึงทีเดียว
บางคร้ังกวเี ล่นคาท่ีมีเสียงเดียวกนั แต่ตวั สะกดและ
ความหมายต่างกนั บางคร้ังใชค้ าท่ีมีรูป , เสียงเดียวกนั แต่ต่างหนา้ ท่ี
กนั เช่น
- เบญจวรรณเหมือนวนั ท่ีเขา้ เฝ้า
- ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพรเหมือนเวรใดให้
นิราศเสน่หา
คาวา่ วรรณ-วนั มีเสียงเหมือนกนั แต่ตวั สะกดและ
ความหมายต่างกนั , ตระเวนไพร คาแรกคือนก เป็นคานาม
ตระเวนไพร คาที่สองเป็นกริยา คือการท่องไปในป่ า ตวั สะกด
เหมือนกนั แต่หนา้ ที่ต่างกนั และคาวา่ ตระเวน มาพอ้ งเสียงกบั คาวา่
เวร แต่ตวั สะกดต่างกนั ความหมายกต็ ่างกนั ดว้ ย
ในบทกวสี มนั ใหม่มีการเล่นคาพอ้ งเสียงแต่ความหมายต่างกนั เช่น
ชอ้ นเคาะกะละมงั ท่ีพรางดอก
เสียงกงั วานน่าฟังออก
ดีกวา่ เสียงกะละมงั ไม่มีดอกดอกกระมงั
("ดอกกระมงั ."มือน้นั สีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
ในบทกวไี ดเ้ ลือกคามาใชท้ ้งั กะละมงั เพ่ือใหเ้ ล่น
เสียงใกลเ้ คียงกบั คาวา่ กระมงั และใชก้ ารเล่นคา ไม่มีดอก
(ดอกไม,้ ลวดลาย) กบั ดอกกระมงั (หรอก) เป็นการใชค้ า
พอ้ งที่ต่างความหมาย เป็นการเล่นกบั คาท้งั เสียงและ
ความหมาย
๒) นอกจากนีย้ งั มคี าตรงข้าม
เช่น รัก-ชงั ทาใหเ้ ขา้ ใจชดั เจน
รักกนั อยขู่ อบฟ้า เขาเขียว
เสมออยหู่ อแห่งเดียว ร่วมหอ้ ง
ชงั กนั บ่แลเหลียว ตาต่อ กนั นา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่ าไม้ มาบงั
(โคลงโลกนิติ ของกรมพระยาเดชาดิศร)
ในบทกวสี มยั ใหม่อีกบทหน่ึงแสดงใหเ้ ห็นการเล่นคาตรงขา้ ม คือ
เหงื่อไคลคร่าเครียด โหยง่ เหยยี ดตีนยนื หลบั หลบั ตื่นต่ืน
ทอ้ งแก่แยเ่ ปรียบ ทอ้ งเรียบนงั่ จอง
ผงกฟ้ื นสลบั ซบ คนหนุ่มแกลง้ เมิน เสียงตะโกนเดินหนา้
คนแก่เหลือบมอง
( " หลบั ." มือน้นั สีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ )
เสียงด่าเดินหลงั
คาตรงกนั ขา้ ม โหยง่ -เหยยี ด, หลบั -ต่ืน, ฟ้ื น-ซบ, ทอ้ งแก่-
ทอ้ งเรียบ, คนแก่-คนหนุ่ม, เดินหนา้ -เดินหลงั , มอง-เมิน เป็นการให้
ภาพไดอ้ ยา่ งชดั เจน
๔... การซ้าคา/ซ้าวล(ี repetition)
การซ้าคาคือ การกล่าวถว้ ยคาหรือขอ้ ความใด ๆ ซ้าไปมา
เพ่อื ใหเ้ กิดเสียงไพเราะ และเนน้ ย้าความหมายของเรื่องที่เราพดู ถึง
(David Holmes,๒๐๐๓: ๑๕๓) ตวั อยา่ งของการซ้าคา เช่น
เหลือบเห็นสตรีวไิ ลลกั ณ์ พศิ พกั ตร์ผอ่ งเพียงแขไข
งามโอษฐง์ ามแกม้ งามอุไร งามนยั น์งามเนตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองคย์ ง่ิ เทพอปั สร
งามจริตกริยางามงอน งามเอวงามอ่อนท้งั กายา
(บทละครเร่ืองรามเกยี รต์ิ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)
ในบทกวสี มยั ใหม่บางบทไดม้ ีการใชก้ ารซ้าคาดงั น้ี
วนั นีว้ นั ดมี ีผเี ผา ไปพวกเราแย่งทานในงานศพ
วนั นีว้ นั ดมี ีพระใหม่ ไปพวกเราแย่งทานในงานบวช
วนั นีว้ นั ดมี ีงานแต่ง พวกเราแยง่ เศษอาหารในจานเกบ็
วนั นีว้ นั ดมี ีงานใหญ่ เล้ียงรับนายอาเภอใหม่เราเมืยงซุ่ม
(“เดน.” มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
จะเห็นไดว้ า่ กวใี ชซ้ ้าวลีวา่ วนั นีว้ นั ดีหลายคร้ัง เพ่ือ
บ่งช้ีวา่ เป็นวนั ท่ีดีจริงๆและพวกเราแย่งทานหลายคร้ังแสดงให้
เห็นวา่ เดก็ กลุ่มน้ีค่อนขา้ งยากจน ดงั น้นั ไม่วา่ งานศพ,งานบวช,
งานแต่ง,งานใหญ่ เดก็ พวกน้ีจึงตอ้ ง “เมยี่ งซุ่ม” เพ่ือ “ไปแย่ง”
อาหารท่ีเป็น “เศษอาหาร” “ในจานเกบ็ ”
การซ้าคาวลีเช่นน้ีหลายคร้ังทาใหอ้ ารมณ์ของผอู้ ่าน
หวนั่ ไหวและตอ้ งสะทอ้ นใจในความยากจนของเดก็ ท่ียากจนเหล่าน้ี
ตวั อยา่ งในอีกบทกวหี น่ึง คือ
ลูกบอกวา่ ลูกรู้ จึงสูแ้ บบอหิงสา
แม่กลบั พอ่ กร็ อมา หลายเพลาหลายเพล
(ขนุ ทอง ของสุจิตต์ วงษเ์ ทศ)
การซ้าคาหลายเพลงหลายเพล ทาใหผ้ อู้ ่าน
เขา้ ใจความรู้สึกไดด้ ีวา่ รอมานานหลายเวลาหลายวนั
บางคร้ังกวไี ดใ้ ชก้ ารซ้าคาหลายคร้ังมากในการข้ึนตน้ วรรค เช่น
แสนมือย้อื แยง่ ชิง แสนตีนร้อนเร่งไป
แสนเชิงควา้ แยง่ ชยั แสนใจร้องชวดชม
แสนตาพอ้ พา่ ยชิง ..........................
เสียงพมึ เพ้อคร่าครวญ
............................. เสียงหัวเราะรื่น
เสียงครางคร้ันขาดหว้ น เสียงหัวเราะง่วนระงมมา
ฝืนหวั เราะร่วน
("ทางมืด." มือน้นั สีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
กวใี ชค้ าวา่ แสน ใน แสนมือ,แสนตีน,แสน
เชิง,แสนใจ,แสนตา เพ่อื เป็นการเนน้ ใหเ้ ห็นวา่ มีจานวน
มากใชค้ าวา่ เสียง ใน เสียงพมึ เพอ้ ,เสียงคราง, เสียง
หวั เราะ เพ่อื บ่งช้ีวา่ มีเสียงหลากหลายประเภทท้งั พอใจ
ไม่พอใจ และบ่นพมึ พา
นอกจากจะใชก้ ารซ้าคาแลว้ บางคร้ังกวยี งั ใชค้ าซ้าอีกดว้ ย
เช่น เม่ือกวเี ขียนบรรยายวา่
เหลืองเหลืองปลิวไป ฉิวหววิ ไหวไหว
สงฆข์ ่ีมอเตอร์ไซดซ์ อ้ นสอง ขรมเสียงด่าวา่
ฉิวฉิวปลิวผา่ นหนา้
ไล่หลงั สงฆส์ ิงห์มอเตอร์ไซด์
("ด่า." มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
การใชค้ าซ้าในท่ีน้ีคือ เหลืองเหลือง เพอ่ื จะบ่ง
วา่ เป็นสญั ลกั ษณ์แทนพระสงฆ์ แต่ไม่พดู ตรงๆจึงใชค้ าบ่ง
สีใหเ้ ห็นวา่ เหลืองเหลือง ไม่ไดบ้ ่งวา่ เหลืองอ่อนหรือ
เหลืองแก่ ไหวไหว ซ้าคาเพอ่ื ใหเ้ ห็นความเคล่ือนไหว ฉิว
ฉิว ซ้าคาเพ่ือบ่งความเร็ว จะไดเ้ ห็นวา่ กวมี ีความสามารถ
ในการใชค้ าเพอื่ ใหเ้ กิดท้งั ภาพ อารมณ์ และความ
เคล่ือนไหว ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
๕... การสร้างคาใหม่ (คาประสม)
บางคร้ังกวกี ม็ ีจินตนาการสร้างสรรคค์ าข้ึนใหม่ เช่น
ท้องแก่แยเ่ ปรียบ ท้องเรียบนงั่ จอง
...............….... ……………….
ฝนกอ็ ึมครึม ฟ้าคร้ึมครืนครืน
อากาศอืนอืน คนจะข้ึนป้ายหนา้
("หลบั ." มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
กวใี ชค้ าวา่ ท้องแก่ ซ่ึงเป็นภาพผหู้ ญิงมีครรภใ์ กลค้ ลอด
และใชค้ าวา่ ท้องเรียบ หมายถึงคนธรรมดาท่ีไม่ไดต้ ้งั ครรภ์ นบั วา่
เป็นการสร้างคาข้ึนใชใ้ หม่โดยการสร้างแนวเทียบ และกวสี ร้างคา
วา่ อืนอืน ซ่ึงมาจากอึมครึมกบั ครืนครืน เป็นคาใหม่ใหบ้ รรยากาศ
มืดคร้ึม ไม่ชดั เจน มวั ซวั พร้อมท้งั มีเสียงอีกดว้ ย
๖... การใชจ้ นิ ตภาพ
กระบวนจินตภาพ คือ วธิ ีการสร้างภาพข้ึนในใจดว้ ย
ถอ้ ยคาท่ีเลือกสรรมาเป็นพเิ ศษ เพอื่ แทนความคิด อารมณ์ และ
ประสบการณ์ดา้ นความรู้สึก และก่อใหเ้ กิดภาพข้ึนในจิตหรือขอ้ คิด
ข้ึน (ราชบณั ฑิตยสถาน, ๒๕๔๕:๒๑๘) จินตภาพแบ่งออกไดเ้ ป็น ๕
ชนิด
• จินตภาพทางการเห็น
• จินตภาพทางการไดย้ นิ
• จินตภาพทางการไดก้ ล่ิน
• จินตภาพทางการลิ้มรส
• จินตภาพทางการสมั ผสั
จินตภาพทางการเห็น
อาจมีท้งั ภาพ แสง สี และความเคลื่อนไหว เช่น
- เหลืองเหลืองปลิวไป ใหภ้ าพ ความเคลื่อนไหวและสี
- พร่างพรายประกายทอง ใหภ้ าพ แสง สี
- เรืองรองเป็นวงรุ้ง ใหภ้ าพ แสง สี
จินตภาพทางการได้ยนิ
เช่น
- ครวญครางครืนครืน
- เสียงตะโกนเดินหนา้ เสียงด่าเดินหลงั
- กอ้ นดินระเบิดได้ ขวา้ งไปแตกเปร้ียงเสียงกอ้ ง
- ตะลุ่มตุม้ เมง้ ตุม้ เมง้
เร่ือยเรื่อยแลว้ รัวเร่งอยรู่ ่ึมร่ึม
จินตภาพทางการได้กลน่ิ
เช่น
- กลมกลมเป็นแผน่ แผ่ หอมกรุ่มกพ็ ลิกกลบั
- ขา้ วเกรียบหอมกรุ่นคุณยายนง่ั ปิ้ ง
- บ้ึงน้าเน่าคลุง้ กลิ่นอยา่ เกลือกกล้วั
จนิ ตภาพทางการลมิ้ รส
เช่น
- เกรียมเกรียมแต่พอกรอบ กรุบกรับหนูกดั กิน
- ฝงู หมามูมมามเมามนั
จินตภาพทางการสัมผสั
(รวมความเคลื่อนไหว,อุณหภูมิ) เช่น
- โตะ๊ ไหนลุกพวกเราเขา้ รุม ฮือเขา้ ไปท้งั กลุ่ม
ตะกละตะกลาม (ภาพ,การคล่ือนไหว)
- ยนื่ มือประกบจนั ทร์เจา้ เอาปิ้ งบนเตาอุ่น
( ภาพ, ความร้อน )
- โลดเล่นเตน้ ตามจนเหง่ือตก
หนูวง่ิ งกงกตอ้ ยตามเหงื่อท่วมตวั
( ภาพ, ความเคลื่อนไหว, ความร้อน )
- ฟฟู ่ องละอองฟุ้ง ไหนฝอยน้าไหนฝอยกงุ้
เคลื่อนฝงู คลอ้ ยคุง้ ครึกคร้ืน
( ภาพ, ความเคล่ือนไหว, เสียง, ความเยน็ )
คาต่างๆที่กวใี ชจ้ ะบ่งบอกท้งั ภาพ แสง สี เสียง กลิ่น รส
สมั ผสั อุณหภูมิ และความเคลื่อนไหว ทาใหล้ ีลาล่ืนไหลชดั เจนยง่ิ ข้ึน
๗... การใชค้ าถามเชงิ วาทศลิ ป์
( rhetorical question )
คือคาถามท่ีไม่ตอ้ งการคาตอบเพราะรู้คาตอบชดั เจนอยู่
แลว้ ที่ใชเ้ ป็นรูปประโยคคาถามกเ็ พื่อเป็นการเนน้ ใหข้ อ้ ความมี
น้าหนกั ดึงดูดความสนใจหรือใหข้ อ้ คิด เป็นวธิ ีการทน่ี ิยมใชก้ นั ใน
การพดู ในที่ประชุม เม่ือนกั พดู ตอ้ งการสร้างอารมณ์แก่ผฟู้ ังเพ่ือให้
เกิดผลท่ีตอ้ งการ ส่วนนกั เขียนหรือกวจี ะใชค้ าถามเชิงวาทศิลป์ เพ่ือ
เร้าอารมณ์ ผอู้ ่าน หรือส่ือความหมายและขอ้ คิดที่ตอ้ งการ เป็นท่ีน่า
สงั เกตวา่ คาถามเชิงวาทศิลป์ ส่วนใหญ่มีคาตอบในเชิงปฏเิ สธ แต่ใน
บางกรณีกอ็ าจตอบในเชิงรับอยา่ งแน่นแฟ้นกไ็ ด้ ถา้ ใชค้ าถามเชิง
วาทศิลป์ ถ่ีนกั วธิ ีน้ีกจ็ ะทาใหม้ ีน้าเสียงไปขา้ งไม่เป็นธรรมชาติและ
ขาดความจริงใจในการกล่าว
ในวรรณกรรมไทย ความนิยมใชก้ ลวธิ ีน้ี
ปรากฏอยสู่ ม่าเสมอดงั เช่น บทละครพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้า-นภาลยั เร่ือง อเิ หนา สาร
ของทา้ วกเุ รปันท่ีมีไปถึงอิเหนา สง่ั ใหอ้ ิเหนาไปช่วยรบกบั
ระตู กะหมงั กหุ นิงที่เมืองดาหา มีความวา่
ถึงไม่เล้ียงบุษบาเห็นวา่ ชวั่
แต่เขารู้อยวู่ า่ ตวั น้นั เป็นพ่ี
อนั องคท์ า้ วดาหาธิบดี
น้นั มใิ ช่อาฤๅว่าไร
มาตรแมน้ เสียเมืองดาหา
จะพลอยอายขายหน้าฤๅหาไม่
ซ่ึงเกิดศึกสาเหตุเภทภยั
กเ็ พราะใครทาความไว้งามพกั ตร์
(ราชบณั ฑิตยสถาน,๒๕๔๕:๑๘๑-๑๘๓)
ในร้อยกรองปัจจุบนั กม็ ีการใชค้ าถามเชิง
วาทศิลป์ เช่น
อา้ ยห่าควบมอเตอร์ไซด์
เฆี่ยนฉิวยงั กะสายฟ้า
โคตรแม่มนั ตายห่ารึยงั ไง
(“ด่า”มือน้นั สีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
ในท่ีน้ีตวั ละครในเร่ืองไม่ตอ้ งการคาตอบ เพราะวา่
เป็นคาด่าวา่ ทาไมคนข่ีมอเตอร์ไซดถ์ ึงไดข้ บั รถเร็วมากอยา่ งน้ี
ตวั อยา่ งในอีกบทหน่ึงคือ
รถราวนุ่ ไปท้งั เมือง คุณพระช่วย
ลูกพมึ พา จริงด้วยพระอย่ไู หน
(“บงั .” มือน้ันสีขาว ของศกั ด์ิสิริ มีสมสืบ)
ลูกในเรื่องน้ีมิไดต้ อ้ งการคาตอบ แต่การใชถ้ ามเชิง
วาทศิลป์ น้ีเป็นการเนน้ ใหเ้ ห็นความจริงวา่ แทจ้ ริงแลว้ แมจ้ ะมี
พระองคใ์ หญอ่ ยหู่ นา้ เมือง แต่คนเมืองกถ็ ูกบงั ไวด้ ว้ ยกิเลสจนไม่เห็น
องคพ์ ระ และพระมิไดอ้ ยใู่ นใจคนอีกแลว้
ในบทกวี “บุญ” ศกั ด์ิสิริ มีสมสืบไดเ้ ขียนไวว้ า่
ท่ีน่ีมีผขู้ ายบุญ มีคนซ้ือบุญไปครอง
เป็นบุญของผขู้ ายบุญ มีมวลสมุน
อีกหมาใตถ้ ุน คนไม่มีบุญไดแ้ ต่มอง
น่ีบุญมนั คืออะไร คนไร้โอกาสไดแ้ ต่ตรอง
คนไร้โอกาสไดแ้ ต่ครุ่นคิด และชวนใหผ้ อู้ ่านคิดตาม
ไปดว้ ยวา่ น่ีบุญมนั คืออะไร ต่างคนต่างกห็ าคาตอบท่ีตนพอใจ
เพราะกวไี ม่ไดต้ ้งั ใจใหต้ อบจริงๆ เพียงแต่เร้าใหค้ นคดิ ถึงปัญหาน้ี