หนังสอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน
ดนตรี ม. 4–6
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 4–6
กลมุ สาระการเรยี นรศู ลิ ปะ
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ผูเรยี บเรียง
พงศพชิ ญ์ แก้วกุลธร กศ.บ. (เกยี รตินิยม), ศป.ม.
ผูต รวจ
ดร. วีระ พันธเ์ุ สอื ศป.ม., Ph.D.
ปิติมา หร่นุ รกั วิทย์ กศ.บ., M.A.Ed
เรวดี เพชรมุนี ค.บ., กศ.ม.
บรรณาธกิ าร
สิริวรรณ เอ่ียมสาำ อางค์ ศป.บ.
อมุ าพร มนั่ ไทรทอง ศศ.บ.
2หนงั สือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน
ดนตรี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4–6
กลุม สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ผูเรยี บเรยี ง
พงศพิชญ์ แกว้ กลุ ธร
ผ้ตู รวจ
ดร. วีระ พนั ธเุ์ สือ
ปิติมา หรุ่นรักวิทย์
เรวดี เพชรมุนี
บรรณาธกิ าร
สิรวิ รรณ เอยี่ มสำ�อางค์
อมุ าพร มัน่ ไทรทอง
ISBN 978-616-8047-13-2
บรษิ ัท กรพฒั นายง่ิ จ�ำ กดั
เลขท่ี 23/34–35 ชนั้ 3 หอ้ ง 3B
ถนนตรมี ติ ร แขวงตลาดน้อย เขตสัมพนั ธวงศ์
กรุงเทพฯ 10100
3
คํานํา
หนงั สือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตร ี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4–6 เลม่ นจี้ ดั ทำ ขน้ึ ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 โดยมีเปาหมายใหน้ ักเรียนและครูผูส้ อนใชเ้ ปน
สื่อในการจัดการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตามสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด
และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลางท่ีหลักสตู รกำ หนด รวมทัง้ พฒั นานักเรยี นให้มีสมรรถนะสำ คัญตาม
ทต่ี อ้ งการทง้ั ดา้ นการสอ่ื สาร การคดิ การแกป้ ญ หา การใชท้ กั ษะชวี ติ และการใชเ้ ทคโนโลย ี ตลอดจน
พัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทำ ประโยชน์ให้สังคม เพ่ือให้สามารถดำ รงชีวิต
อยูร่ ่วมกับผู้อ่นื ในสังคมไทยและสังคมโลกไดอ้ ยา่ งมีความสขุ
หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ดนตรี เล่มน้ียึดแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเปน
สำ คญั ใช้หลกั การสง่ เสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเขา้ ใจธรรมชาติของนาฏศลิ ป และสามารถนำ
ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำ วันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยพัฒนานักเรียนแบบ
องคร์ วมอยบู่ นพนื้ ฐานของการบรู ณาการความคดิ รวบยอด ทเ่ี นน้ ใหน้ กั เรยี นเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการ
ที่เนน้ การปฏิบัต ิ (Active Learning) และเรยี นร้โู ดยใชส้ มองเปน ฐาน (Brain-Based Learning)
ซงึ่ เนน้ การเรยี นรใู้ หต้ รงกบั รปู แบบการเรยี นร ู้ (Learning Styles) เนน้ ทกั ษะทสี่ รา้ งเสรมิ ความเขา้ ใจ
ท่คี งทนของนักเรียน ซ่ึงเปนผลลพั ธ์ปลายทางทต่ี ้องการใหเ้ กิดตามหลกั สตู ร
การจดั ทำ หนงั สือเรียน รายวชิ าพื้นฐาน ดนตรี เล่มนีค้ ณะผูจ้ ดั ทำ ซงึ่ เปน ผู้เชย่ี วชาญในสาขา
วชิ าและการพฒั นาสอ่ื การเรยี นรไู้ ดก้ ำ หนดหนว่ ยการเรยี นร ู้ และออกแบบกจิ กรรมการเรยี นร ู้ แบบฝก
ทักษะ กระบวนการทางดนตร ี กจิ กรรมเสนอแนะ โครงงาน การประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจำ วนั และ
คำ ถามทบทวน อย่ใู นเลม่ เดยี ว
หวงั เปน อยา่ งยง่ิ วา่ หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตร ี เลม่ นจ้ี ะสนบั สนนุ ใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นา
ความรู้ด้านนาฏศิลป และสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการ
ศึกษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542
คณะผจู้ ัดทำ
4
คาํ ชแ้ี จง
หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ดนตร ี ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ ี 4–6 เล่มน้ีได้ออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้
ใหแ้ ตล่ ะหน่วยการเรยี นรปู้ ระกอบดว้ ย
1. มาตรฐานการเรียนรู้ เปนเปาหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อจบการศึกษาในหน่วย
การเรยี นร้นู ั้น ๆ หรือเม่ือจบการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
2. ตวั ชวี้ ดั ชว งชนั้ ระบตุ วั ชวี้ ดั ซงึ่ เปน เปา หมายในการพฒั นานกั เรยี นทสี่ อดคลอ้ งกบั เนอื้ หาในหนว่ ย
การเรียนรู้
3. ประโยชนจ์ ากการเรยี น นำ เสนอไวเ้ พอ่ื กระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นนำ ความรแู้ ละทกั ษะจากการเรยี นไปใช้
ในชวี ิตประจำ วนั
4. คำถามนำ เปนคำ ถามหรือสถานการณ์ทก่ี ระตุ้นใหน้ ักเรียนเกิดความสนใจ ต้องการที่จะคน้ หา
คำ ตอบ
5. เนอ้ื หา ตรงตามมาตรฐานการเรยี นร ู้ ตวั ชว้ี ดั ชว่ งชน้ั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง โดยแบง่ เนอ้ื หา
เปนช่วง ๆ แล้วแทรกกิจกรรมพฒั นาการเรยี นรทู้ ี่พอเหมาะกบั การเรยี น รวมทง้ั มีการนำ เสนอด้วยภาพ
ตาราง แผนภมู ิ และแผนทค่ี วามคดิ เพอ่ื เปน สอ่ื ใหน้ กั เรยี นสรา้ งความคดิ รวบยอดและเกดิ ความเขา้ ใจทค่ี งทน
6. เกรด็ ควรรู้ เปนความร้เู พื่อเพ่มิ พูนให้นักเรียนมีความรกู้ ว้างขวางข้ึน
7. แหลง คน้ ข้อมลู (WEB GUIDE) เปน แหลง่ เรยี นรู้จากเวบ็ ไซต์ เพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นศึกษาค้นควา้
เนื้อหาทีส่ อดคลอ้ งกบั เร่ืองท่ีเรยี น
8. กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ (ฝƒกฝนดนตรี) เปนกิจกรรมท่ีกำ หนดไว้เม่ือจบเนื้อหาแต่ละช่วง
แตล่ ะตอนเพอ่ื ใหน้ กั เรยี นไดป้ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นร ู้ เปน กจิ กรรมทห่ี ลากหลาย ใชแ้ นวคดิ ทฤษฎตี า่ ง ๆ
ใหส้ อดคล้องกบั เนอ้ื หา เหมาะสมกับวยั สะดวกในการปฏบิ ัต ิ กระต้นุ ใหน้ กั เรียนได้คดิ และส่งเสรมิ ให้
ศกึ ษาค้นควา้ เพ่มิ เตมิ
9. สรปุ ได้จัดทำ สรปุ เปนผังมโนทศั น์ (concept map) เพ่ือให้นกั เรยี นไดใ้ ช้เปน บทสรุปทบทวน
ความร ู้ โดยวิธีการจนิ ตภาพจากผงั มโนทศั น์ทไี่ ด้สรปุ เนอ้ื หาทไี่ ด้จัดทำ ไว้
10. กิจกรรมเสนอแนะ เปน กจิ กรรมเสนอแนะใหน้ ักเรยี นไดป้ ฏิบตั ิ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิด การ
วางแผน และการแก้ปญหาของนกั เรยี น
11. โครงงาน เปนการให้นักเรียนปฏิบัติโครงงาน โดยเสนอแนะหัวข้อโครงงานและแนวทางการ
ปฏิบัต ิ
12. การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เปนกิจกรรมที่เสนอแนะให้นักเรียนได้นำ ความรู้ ทักษะไป
ประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจำ วนั
13. คำถามทบทวน เปน คำ ถามเพื่อทบทวนผลการเรียนรขู้ องนกั เรียน
14. บรรณานุกรม เปนรายช่ือหนงั สือ เอกสาร เว็บไซต์ท่ีใช้ประกอบการเขียน
15. อภธิ านศพั ท์ เปนคำ สำ คญั ท่ีแทรกอยใู่ นเนื้อหาซ่งึ พมิ พด์ ้วยสแี ดงและนำ มาจัดเรียงตามลำ ดบั
ตัวอักษรและอธบิ าย
5
สารบัญ
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 วงดนตร.ี .......................................... 1
1. ประเภทของวงดนตร.ี .................................................. 2
1.1 วงดนตรีไทย................................................................2
1.2 วงดนตรีสากล........................................................... 10
2. การจัดวงดนตรี....................................................... 13
2.1 เครอื่ งดนตรแี ละบทเพลงท่ีใชใ้ นวงดนตรไี ทย................ 13
2.2 เครอ่ื งดนตรีและบทเพลงทใ่ี ชใ้ นวงดนตรสี ากล.............. 18
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ยุคสมัยของดนตรี............................. 25
1. รูปแบบบทเพลงและวงดนตรีในแตล่ ะยุคสมัย.................. 26
1.1 รปู แบบบทเพลงและวงดนตรไี ทยในแตล่ ะยุคสมยั ......... 26
1.2 รปู แบบบทเพลงและวงดนตรสี ากลในแต่ละยคุ สมัย....... 30
2. ประวัติสังคตี กวี....................................................... 33
2.1 คีตกวีของไทย........................................................... 33
2.2 คีตกวขี องโลก........................................................... 39
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 ทักษะดนตรี.................................... 45
1. เคร่ืองหมายและสัญลกั ษณ์ทางดนตร.ี ........................... 46
1.1 เครื่องหมายและสญั ลักษณท์ างดนตรไี ทย.................... 46
1.2 เครอ่ื งหมายและสัญลักษณท์ างดนตรีสากล.................. 51
2. เทคนคิ และการถา่ ยทอดอารมณเ์ พลงดว้ ยการรอ้ งหรอื บรรเลง
เครอ่ื งดนตรีเดย่ี วและรวมวง....................................... 55
2.1 เทคนคิ และการถา่ ยทอดอารมณเ์ พลงดว้ ยการรอ้ งเดย่ี ว.....55
2.2 เทคนิคและการถา่ ยทอดอารมณ์เพลงดว้ ยการบรรเลง
เครือ่ งดนตรเี ดี่ยว...................................................... 56
2.3 เทคนคิ และการถา่ ยทอดอารมณ์เพลงดว้ ยการรอ้ งและ
บรรเลงดนตรรี วมวง................................................... 59
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 ดนตรใี นแตล่ ะวฒั นธรรม.................... 66
1. ลกั ษณะเด่นของดนตรีในแตล่ ะวฒั นธรรม......................... 67
1.1 ลักษณะเดน่ ของดนตรไี ทยในวฒั นธรรมไทย................ 67
1.2 ลักษณะเดน่ ของดนตรสี ากลในวฒั นธรรมสากล............ 70
6
2. ปจั จยั ในการสร้างสรรคผ์ ลงานดนตรีในแต่ละวฒั นธรรม..... 71
2.1 ความเชอื่ กบั การสร้างสรรค์งานดนตรี........................... 71
2.2 ศาสนากบั การสรา้ งสรรคง์ านดนตรี.............................. 73
2.3 วถิ ชี ีวิตกับการสรา้ งสรรคง์ านดนตรี............................. 73
2.4 เทคโนโลยีกบั การสรา้ งสรรคง์ านดนตร.ี ........................ 75
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5 การถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก
ของผลงานดนตร.ี ............................ 80
1. เกณฑ์ในการประเมินผลงานทางดนตรี.......................... 81
1.1 เกณฑใ์ นการประเมินคณุ ภาพของผลงานทางดนตร.ี ...... 81
1.2 เกณฑใ์ นการประเมนิ คณุ คา่ ของผลงานทางดนตร.ี ......... 82
2. การถ่ายทอดอารมณค์ วามรสู้ กึ ของงานดนตรจี ากแต่ละ
วฒั นธรรม............................................................. 83
2.1 วัฒนธรรมดนตรีภาคเหนือ......................................... 83
2.2 วัฒนธรรมดนตรีภาคใต.้ ............................................ 85
2.3 วัฒนธรรมดนตรภี าคกลาง......................................... 86
2.4 วฒั นธรรมดนตรภี าคอสี าน......................................... 88
3. การประยุกตใ์ ช้ดนตรกี บั ชวี ิตประจำ�วนั 9�������������������������� 90
3.1 ดนตรีกบั การผ่อนคลาย............................................. 90
3.2 ดนตรีกับการพัฒนามนษุ ย์......................................... 90
3.3 ดนตรกี บั การประชาสมั พันธ์........................................ 91
3.4 ดนตรกี บั การบำ�บดั รกั ษา9������������������������������������������� 91
3.5 ดนตรกี บั ธุรกจิ .......................................................... 93
3.6 ดนตรกี ับการศกึ ษา.................................................... 95
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 บทบาทและการอนุรักษด์ นตรี..............100
1. บทบาทดนตรีในการสะทอ้ นสังคม................................101
1.1 ค่านยิ มของสังคมในผลงานดนตรี.............................. 101
1.2 แนวความคดิ ของสังคมในผลงานดนตรี..................... 105
1.3 ความเช่ือของสงั คมในผลงานดนตร.ี .......................... 106
2. แนวทางและวิธกี ารในการส่งเสรมิ อนรุ กั ษด์ นตรไี ทย.........110
2.1 แนวทางและวิธีการในการส่งเสริมอนุรักษด์ นตรีไทย
ของนักเรยี น........................................................... 110
2.2 แนวทางและวิธกี ารในการส่งเสรมิ อนรุ ักษด์ นตรีไทย
ในฐานะประชาชนทว่ั ไป............................................ 113
บรรณานกุ รม.............................................................117
อภิธานศพั ท.์ ..............................................................119
1หนวยการเรย� นรทู ี่
วงดนตรี
มาตรฐานการเรย� นรู
ศ 2.1 เขาใจและแสดงออกทางดนตรอี ยา งสรา งสรรค วิเคราะห วิพากษวิจารณค ณุ คา ดนตรี
ถา ยทอดความรสู ึก ความคิดตอดนตรอี ยา งอิสระ ชืน่ ชม และประยุกตใชในชวี ติ ประจําวนั
ตวั ช้ว� ัดชว งชนั้
1. เปรยี บเทียบรปู แบบของบทเพลงและวงดนตรแี ตล ะประเภท (ศ 2.1 ม. 4–6/1)
2. จําแนกประเภทและรูปแบบของวงดนตรีท้ังไทยและสากล (ศ 2.1 ม. 4–6/2)
สาระการเร�ยนรู
• ประเภทของวงดนตรี
• การจดั วงดนตรี
ประโยชนจากการเรียน คาถามนา
สามารถแยกประเภทของวงดนตรไี ทย เครอื่ งดนตรที ใ่ี ชบ รรเลงในวงโยธวาทติ
และวงดนตรสี ากล รวมทัง้ สามารถจัดวง มกี ี่ประเภท อะไรบาง
ดนตรีแตละประเภท โดยใชรูปแบบของ
บทเพลงและเครือ่ งดนตรไี ดอยา งถกู ตอ ง
2 หนังสือเรยี น รายวิชาพื้นฐาน ดนตรี ม. 4–6
1. ประเภทของวงดนตร�
วงดนตรที ่เี ราพบเหน็ ในโอกาสตา ง ๆ น้ัน ไมวา จะเปน วงดนตรไี ทย วงดนตรสี ากล หรอื
วงดนตรอี น่ื ๆ ลว นแตม ลี กั ษณะทแ่ี ตกตา งกนั ไปตามชนดิ และประเภทของวงดนตรนี น้ั ๆ ซง่ึ มดี งั น้ี
1.1 วงดนตรไ� ทย
วงดนตรีไทย
ไดแก
วงเครือ่ งสาย วงปพาทย วงมโหรี
วงเครื่องสายไทย วงปพาทยไมแขง็ วงมโหรเี ครื่องเล็ก (เครอ่ื งเดีย่ ว)
วงเครอ่ื งสายผสม วงปพ าทยไมน วม วงมโหรเี คร่อื งคู
วงเครื่องสายปชวา วงปพาทยช าตรี วงมโหรเี คร่อื งใหญ
วงปพาทยมอญ
วงปพ าทยนางหงส
วงปพาทยด ึกดำบรรพ
วงปพาทยเ สภา
วงดนตรไี ทยในปจจบุ ันถกู แบงออกเปน 3 ประเภทใหญ ๆ คือ
1) วงเครื่องสาย คือ วงดนตรีที่ประกอบดวยเครื่องสายเปนหลัก โดยมีเครื่องเปาเปน
สวนประกอบ และมีเครื่องตีเปนเครื่องประกอบจังหวะ เคร่ืองดนตรีเหลาน้ีจะมีจำนวนมากนอย
เพียงใดข้นึ อยกู ับขนาดของวง ซงึ่ วงเครือ่ งสายไดถกู แบงออกเปน 3 ประเภท ดังน้ี
(1) วงเคร่ืองสายไทย เกิดข้ึนตั้งแตสมัยอยุธยา และพัฒนาเปนวงเคร่ืองสายที่ชัดเจน
ในสมยั กรงุ รัตนโกสินทร วงเครอื่ งสายไทยประกอบดว ย วงเครอ่ื งสายวงเล็ก (เครือ่ งเดี่ยว) และ
วงเคร่ืองสายเครอื่ งคู
(ดา นหนา วง)
วงเครอ่ื งสายวงเล็ก (เครอ่ื งเดี่ยว)
หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6 3
(ดานหนา วง)
วงเครอ่ื งสายเครือ่ งคู
(2) วงเคร่อื งสายผสม ในสมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทรมีผนู ำเอาเครื่องดนตรีของตางชาตเิ ขามา
รวมบรรเลงในวงเครอื่ งสาย เชน ไวโอลนิ ออรแกน ขิม เปย โน เปนตน แลวเรยี กชอื่ ใหมต ามชอ่ื
เคร่ืองดนตรที น่ี ำมาผสม เชน วงเครื่องสายผสมขมิ เปน ตน
(ดา นหนาวง)
วงเคร่ืองสายผสม
(3) วงเครื่องสายปชวา เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร โดยการนำ
วงเครอ่ื งสายและวงกลองแขกมาผสมกนั และในสมยั นน้ั เรยี กวา “วงกลองแขกเครอ่ื งใหญ” แตไ ดม ี
การปรบั ปรงุ เครื่องดนตรีบางชนดิ ตามความเหมาะสม
4 หนังสอื เรยี น รายวชิ าพืน้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
(ดานหนา วง)
วงเครือ่ งสายปช วา
2) วงปพาทย คือ วงดนตรที ปี่ ระกอบดวยเครอื่ งตเี ปนหลัก โดยมีเครือ่ งเปา คือ ป เปน
ประธาน มเี ครอ่ื งกำกบั จงั หวะเปน สว นประกอบ วงปพ าทยม มี าตง้ั แตส มยั กรงุ สโุ ขทยั และไดม กี าร
ปรบั ปรุงพฒั นาเรอื่ ยมาจนถึงปจ จุบนั ในบรรดาวงดนตรีไทยทัง้ หลายถอื วา วงปพาทยเ ปนวงดนตรี
ทเี่ ปน หลกั ฐานมัน่ คงกวา วงอืน่ ๆ เน่ืองจากวงปพาทยสามารถบรรเลงเพลงไดครบถวน กวางขวาง
มเี สยี งเรยี งลำดับมากกวา และใชบรรเลงในกรณีตา ง ๆ ไดมากมายหลายอยาง สามารถแยกวธิ ี
การผสมวงตามประเภทของวงและจำนวนเครื่องดนตรี ดังนี้
(1) วงปพ าทยไ มแŒ ขง็ เปน วงปพ าทยส ามญั สำหรบั บรรเลงประกอบการแสดงและบรรเลง
ในพธิ กี รรมทวั่ ไป ทเี่ รยี กวา ปพ าทยไ มแ ขง็ เพราะวา ใชไ มต ที เ่ี รยี กวา “ไมแ ขง็ ” มเี สยี งดงั แกรง กรา ว
กังวาน วงปพ าทยไ มแขง็ แบง ออกเปน 3 ขนาด คือ วงปพาทยเ ครอ่ื งหา วงปพ าทยเครื่องคู และ
วงปพ าทยเ ครอ่ื งใหญ สำหรบั วงปพ าทยเ ครอื่ งใหญใ นปจ จบุ นั นยิ มใชป เ พยี งเลาเดยี ว คอื ปใ น และ
สำหรับเครอ่ื งกำกบั จังหวะทน่ี อกเหนอื จากฉ่งิ ไดแก ฉาบเลก็ ฉาบใหญ กรบั และโหมง จะใชห รือ
ไมใ ชก ็ไดแ ลว แตโอกาสของการนำวงดนตรีไปใช ซ่งึ จะมีลักษณะท่แี ตกตางกัน
(ดานหนา วง)
วงปพ าทยเคร่อื งหา
หนังสือเรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6 5
(ดา นหนา วง)
วงปพ าทยเครือ่ งคู
(ดานหนา วง)
วงปพ าทยเคร่ืองใหญ
(2) วงปพ าทยไ มนŒ วม เปน วงปพ าทยท ม่ี เี ครอ่ื งดนตรแี ละขนาดของวงเหมอื นกบั วงปพ าทย
ไมแข็ง มีสว นทแ่ี ตกตา ง คือ ใชข ลุยเพียงออแทนป เพิ่มซออเู ขา ไปเพอื่ ใหเ สียงนมุ นวลขนึ้ และ
ระนาดเอกกบั ระนาดเอกเหลก็ ใชไมน วมตี
6 หนังสอื เรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
(ดา นหนาวง)
วงปพ าทยไมน วม
(3) วงปพ าทยชาตรี เปนวงปพาทยท ี่ใชบรรเลงประกอบการแสดงหนงั ตะลงุ โนรา และ
ละครชาตรี ซึง่ ประกอบไปดว ย ปน อก โทน (ทบั ชาตรี) ฆองคู กลองตกุ และฉ่ิง
(4) วงปพ าทยม อญ ในปจ จบุ นั นยิ มใชบ รรเลงในงานศพ แบง ขนาดของวงออกเปน 3 ขนาด
คอื วงปพ าทยม อญเครอ่ื งหา วงปพ าทยม อญเครอ่ื งคู และวงปพ าทยม อญเครอ่ื งใหญ ซง่ึ เหมอื นกบั
วงปพาทยไมแข็ง แตมีการเปล่ียนมาใชเครื่องดนตรีมอญแทนเคร่ืองดนตรีไทย เชน ฆองมอญ
ตะโพนมอญ เปง มาง เปนตน
(5) วงปพ าทยน างหงส เปน วงปพ าทยท ม่ี เี ครอ่ื งดนตรแี ละขนาดของวงเหมอื นกบั วงปพ าทย
ไมแ ขง็ แตม สี ว นทแ่ี ตกตา งไปเลก็ นอ ยกค็ อื ใชป ช วาแทนปใ นและปน อก ใชก ลองมลายแู ทนตะโพน
และกลองทดั ในอดตี วงปพ าทยน างหงสใ ชบ รรเลงในงานศพเพยี งอยา งเดยี ว เหตทุ เ่ี รยี กวา วงปพ าทย
นางหงสก เ็ พราะใชเ พลงนางหงสเ ปน หลกั สำคญั ในการบรรเลง ในปจ จบุ นั นว้ี งปพ าทยน างหงสไ มค อ ย
มผี ูน ิยมใช แตจ ะใชวงปพ าทยมอญแทน
(ดานหนา วง)
วงปพาทยนางหงส
หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน ดนตรี ม. 4–6 7
(6) วงปพ าทยด กึ ดำบรรพ เปน วงปพ าทยท ส่ี มเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยา
นรศิ รานุวดั ติวงศ ทรงปรบั ปรุงขึน้ ใหมสำหรบั ใชป ระกอบการแสดงละคร ซงึ่ เจา พระยาเทเวศรว งศ
ววิ ฒั น (ม.ร.ว.หลาน กญุ ชร) คดิ ปรบั ปรงุ ขน้ึ ใหมห ลงั จากทไี่ ดแ บบอยา งจากละครโอเปราของยโุ รป
และนำมาแสดงรับแขกเมืองครั้งแรกเมื่อป พ.ศ. 2442 ท่โี รงละครดกึ ดำบรรพจ งึ ไดชื่อวา “ละคร
ดกึ ดำบรรพ” และวงปพ าทยก เ็ รยี กวา วงปพ าทยด กึ ดำบรรพไ ปดว ย วงปพ าทยด กึ ดำบรรพป จ จบุ นั
หาฟง ไดยาก เพราะโอกาสท่ีใชม ีนอ ย สว นมากจะใชว งปพาทยไ มน วมแทน
(ดานหนาวง)
วงปพ าทยด กึ ดำบรรพ
(7) วงปพาทยเสภา เปนวงปพาทยท่ีมีเคร่ืองดนตรีและขนาดของวงเหมือนวงปพาทย
ไมแ ข็งทุกประการ แตไ มมตี ะโพนและกลองทัดเพราะไมมกี ารบรรเลงเพลงหนาพาทย จะใชก ลอง
สองหนาสำหรบั ตกี ำกับจงั หวะหนา ทับแทนเวลารอ งสงหรอื บรรเลง
(ดา นหนาวง)
วงปพ าทยเสภา
8 หนงั สือเรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
เกร็ดควรรู
เครอ่ื งเปา ในวงปพ าทยด กึ ดำบรรพแ ตเ ดมิ มแี ตเ พยี งขลยุ เพยี งออเทา นน้ั ตอ มาในราวปลาย
รชั กาลท่ี 6 ไดมผี ูน ำขลุย อู ซึ่งมเี สยี งตำ่ และทมุ เขามาบรรเลงเพิม่ ขนึ้ อกี อยา งหนง่ึ
3) วงมโหรี คือ วงดนตรีท่ีประกอบดวยเครอ่ื งดนตรปี ระเภทดีด สี ตี เปา รวมกนั เปนการ
นำเอาวงปพ าทยแ ละวงเครอ่ื งสายมารวมกนั มกี ารแกไ ข ตดั ทอน และเพม่ิ เตมิ เครอ่ื งดนตรบี างอยา ง
บางเล็กนอ ย เชน แกไ ขวงปพ าทยโดยการยอสวนขนาดใหเ ลก็ กวาธรรมดาเลก็ นอ ยตัดปออกและ
ใชข ลยุ แทน สว นเพม่ิ เตมิ คอื เพม่ิ ซอสามสายเขา ไป วงมโหรใี นสมยั อยธุ ยามผี บู รรเลงเพยี ง 4 คน
คือ คนสีซอสามสาย 1 คน คนดีดพิณ (กระจบั ป) 1 คน คนตที บั (โทน) 1 คนและคนรอ ง
พรอมกบั ตกี รบั พวงไปดวย 1 คน วงมโหรีไดม ีการปรบั ปรงุ พฒั นาเรือ่ ย ๆ มาจนเปนวงมโหรที ม่ี ี
ผูบรรเลงนับสิบคนดังที่เห็นอยูในปจจุบัน ซึ่งมีอยู 3 ขนาดดวยกัน คือ วงมโหรีเครื่องเล็ก
(เคร่ืองเด่ยี ว) วงมโหรเี ครอื่ งคู และวงมโหรเี คร่อื งใหญ
(ดานหนา วง)
วงมโหรีเคร่อื งเล็ก (เคร่ืองเดี่ยว)
หนงั สอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6 9
(ดา นหนา วง)
วงมโหรีเครื่องคู
(ดานหนาวง)
วงมโหรีเคร่อื งใหญ
เกร็ดควรรู
วงเครื่องสายเครอ่ื งคู วงมโหรเี ครือ่ งคู และวงมโหรีเครอ่ื งใหญ แตเดมิ มซี อดว งหลีบและ
ซออหู ลบี ผสมกันอยเู ปน คูอ ยา งละ 1 คนั แตปจจุบันไมเ ปนท่ีนิยม
ฝก ฝนดนตรี
ฝกจำแนกประเภทของวงดนตรีไทยท่พี บเห็นในชวี ติ ประจำวนั ใหถกู ตอ ง
WEB GUIDE http://www.trueplookpanya.com
10 หนงั สอื เรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
1.2 วงดนตรส� ากล
ว(งoอrอcรhเeคsสtrตaร)า วงดนตรีสากล ว(งbแaบnนd)ด
วงซมิ โฟนิกแบนด (symphonic band)
แบง เปน วงโยธวาทติ (military band)
วงแตรวงชาวบาน (brass band)
(วcงhดaนmตbรeเี rชมmเuบsอicร) วงดนตรแี จส (jazz band)
วงชาโดว (shadow band)
วงคอมโบ (combo band)
วงสตริงคอมโบ (string combo)
วงดนตรีโฟลกซอง (folk song)
วงดนตรีสากลสามารถแบง ออกเปน 3 กลมุ ใหญ ๆ ดงั น้ี
1) วงออรเ คสตรา (orchestra) หรอื เรยี กอกี อยา งวา “วงดรุ ยิ างค” เปน วงดนตรปี ระเภทหนง่ึ
ทป่ี ระกอบดว ยเครอ่ื งดนตรี 4 กลมุ คอื เครอ่ื งสาย เครอ่ื งลมไม เครอ่ื งลมทองเหลอื ง และเครอ่ื งตี
หรอื เครือ่ งกระทบ ซึ่งขนาดของวงมี 3 ขนาด ดงั น้ี
(1) วงขนาดเล็ก (small orchestra) ใชผูบรรเลงประมาณ 40–60 คน
(2) วงขนาดกลาง (medium orchestra) ใชผูบรรเลงประมาณ 60–80 คน
(3) วงขนาดใหญ‹ (full orchestra) ใชผ ูบรรเลงประมาณ 80–100 คนขนึ้ ไป วงออร
เคสตราทม่ี ขี นาดใหญ เพอ่ื รองรบั การบรรเลงบทเพลงประเภทซมิ โฟนี เรยี กวา “วงดรุ ยิ างคซ มิ โฟน”ี
(symphony orchestra
2) วงดนตรเี ชมเบอร (chamber music) เปนวงดนตรสี ากลขนาดเลก็ เครื่องดนตรีทีใ่ ช
มที งั้ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสายและเครอ่ื งเปา การบรรเลงใชผ บู รรเลงตงั้ แต 2–9 คน วงดนตรี
ประเภทน้ีจะเรียกชื่อวงแตกตางกันไปตามจำนวนของผูบรรเลงและชนิดหรือประเภทของเคร่ือง
ดนตรี ดงั น้ี
หนังสอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ดนตรี ม. 4–6 11
จำนวนผบŒู รรเลง ชอ่ื วงดนตรี
(คน)
2 ดโู อ (duo) หรือ ดเู อต (duet)
3 ทรีโอ (trio)
4
5 ควอเทต (quartet)
6 ควนิ เทต (quintet)
7 เซกสเ ทต (sextet)
8 เซพเทต (septet)
9 อ็อกเทต (octet)
โนเนต (nonet)
3) วงแบนด (band) เปนลักษณะของวงดนตรีท่ใี ชเ ครือ่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งเปา เปนหลัก
ซึ่งถอื วา มบี ทบาทมากทสี่ ดุ ในวงดนตรปี ระเภทน้ี สามารถแบงออกไดหลายชนิด ดงั นี้
(1) วงซมิ โฟนกิ แบนด (symphonic band) เปน วงดนตรที มี่ เี ครอ่ื งเปา เปน เครอ่ื งดนตรี
สำคัญประกอบดวย เครอื่ งลมไม เครอ่ื งลมทองเหลือง และเครอ่ื งตีหรอื เคร่ืองกระทบเปน สำคญั
(2) วงโยธวาทติ (military band) เครอ่ื งดนตรใี นวงประกอบดว ย เครอ่ื งลมไม เครอ่ื งลม
ทองเหลอื ง เครอ่ื งตหี รอื เครอ่ื งกระทบ วงดนตรปี ระเภทนใ้ี ชใ นพธิ สี วนสนามของทหารหรอื ขบวนแห
ตาง ๆ แตปจจุบันเปนที่นิยมกันทั่วไป และในสถาบันการศึกษาทุกระดับจะมีวงโยธวาทิตแทบ
ทุกแหงเพ่ือใชบรรเลงประกอบกิจกรรมตาง ๆ ของสถาบันการศึกษาน้ัน ๆ นอกจากน้ียังมีการ
ประกวดแขงขนั กนั เปน ประจำทุกป
วงโยธวาทติ
12 หนงั สอื เรียน รายวชิ าพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
(3) วงแตรวงชาวบŒาน (brass band) เปนวงดนตรีทีพ่ บบอ ยในชนบท ใชสำหรบั การ
บรรเลงในงานเทศกาลตาง ๆ เชน แหน าค แหกฐิน ผา ปา แหพระ เปน ตน ตลอดจนการบรรเลง
ในงานศพ แตรวงชาวบานเปนวงดนตรี
ขนาดเล็ก จัดเครื่องดนตรีตามสภาพ
เทาท่ีมี เครื่องดนตรีที่ใชจะเปนเครื่องเปา
และมเี ครือ่ งตเี ปนสวนชวยกำกบั จงั หวะ
วงแตรวงชาวบา น
(4) วงดนตรแี จส (jazz band) เปน วงดนตรที เ่ี กดิ ขน้ึ โดยทาสชาวนโิ กรทเ่ี มอื งนวิ ออรล นี ส
รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา พัฒนารูปแบบมาจากดนตรีของชาวแอฟริกันผสมกับแตรวง
ของชาวอเมรกิ นั วงดนตรแี จสมีหลายลักษณะ เชน บลสู
แจส นิวออรลีนสและดิกซีแลนดสไตล โมเดิรนสไตล
ปอปสไตล เปนตน วงดนตรีประเภทนี้ประกอบดวย
เคร่ืองดนตรีกลุมเครื่องลมไม เครื่องลมทองเหลือง
เคร่ืองสาย เครื่องตีหรือเครื่องกระทบ และเคร่ืองล่ิมน้ิว
หรือคียบอรด
วงดนตรแี จส
(5) วงชาโดว (shadow band) เปนวงดนตรขี นาดเลก็ ใชบรรเลงประกอบการขบั รอ ง
และบางครง้ั บรรเลงเฉพาะเครือ่ งดนตรีเพียงอยา งเดยี ว
(6) วงคอมโบ (combo band) เปนวงดนตรีขนาดเล็ก เนนประกอบการขับรองเปน
สว นใหญ นยิ มนำไปบรรเลงตามรา นอาหาร
หรือตามสถานท่ีบันเทิงตาง ๆ วงดนตรี
ประเภทนี้มีจํานวนนักดนตรีและเคร่ือง
ดนตรไี มแ นน อน ทงั้ นแ้ี ลว แตค วามสะดวก
ในการจดั วง
วงคอมโบ
หนังสือเรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน ดนตรี ม. 4–6 13
(7) วงสตรงิ คอมโบ (string combo) วงดนตรปี ระเภทนด้ี ดั แปลงมาจากวงคอมโบและ
วงชาโดว คอื นำเอาเครื่องดนตรีในวงชาโดวผ สมกับวงคอมโบ แตย งั คงใหเ ครือ่ งดนตรปี ระเภท
กีตารเปนเครอ่ื งดนตรีทม่ี คี วามสำคญั กวา เครือ่ งดนตรีชนิดอืน่ ๆ
(8) วงดนตรีโฟลกซอง (folk song) เปนวงดนตรขี นาดเลก็ ทีส่ ุด มผี ูเลน ไมเกินวงละ
3 คน แตน ิยมเลนเพียงคนเดียว เครือ่ งดนตรที ี่ใชเปนกตี ารโ ปรง เพยี งอยา งเดียว หากเลนมากกวา
หนึ่งคนกอ็ าจมีเครือ่ งดนตรชี นดิ อืน่ ๆ ประกอบดวย
นอกจากนย้ี งั มวี งดนตรปี ระยกุ ตต า ง ๆ อกี มากมาย ขน้ึ อยกู บั ความคดิ สรา งสรรคใ นการ
ประยกุ ตใ ช และความเหมาะสมรวมทั้งโอกาสในการนำไปบรรเลงตา ง ๆ
ฝก ฝนดนตรี
ฝกจำแนกประเภทของวงดนตรีสากลทพ่ี บเหน็ ในชีวติ ประจำวนั ใหถ ูกตอ ง
2. การจดั วงดนตร� (ensemble)
การจดั วงดนตรี คอื การนำเครอ่ื งดนตรแี ตล ะชนดิ มาบรรเลงรว มกนั โดยพจิ ารณาจากเสยี ง
ของเครอ่ื งดนตรวี า มคี วามกลมกลนื หรอื แตกตา งกนั เพยี งใด จนเกดิ เปน วงดนตรปี ระเภทตา ง ๆ ขน้ึ
และอาศยั บทเพลงเปน แนวทางในการบรรเลงรว มกนั ประกอบกบั ความสามารถของนกั ดนตรี สมาธิ
และความตง้ั ใจรว มกัน
2.1 เคร่อ� งดนตรแ� ละบทเพลงท่ีใชในวงดนตร�ไทย
1) วงเครอ่ื งสาย แบง ตามวิธกี ารผสมวงได ดงั นี้
(1) วงเคร่อื งสายไทย แบงออกเปน 2 ชนิด คอื
(1.1) วงเคร่อื งสายวงเล็ก (เครอ่ื งเดย่ี ว) ประกอบดว ยเคร่อื งดนตรี ดังนี้
– ซอดวง 1 คนั – โทนมโหรี 1 ใบ
– ซออู 1 คัน – รำมะนามโหรี 1 ใบ
– จะเข 1 ตัว – ฉ่ิง 1 คู
– ขลุย เพียงออ 1 เลา
(1.2) วงเครอื่ งสายเครอ่ื งค‹ู ประกอบดว ยเครอื่ งดนตรี ดงั น้ี
– ซอดว ง 2 คัน – โทนมโหรี 1 ใบ
– ซออู 2 คัน – รำมะนามโหรี 1 ใบ
– จะเข 2 ตวั – ฉิ่ง 1 คู
– ขลุย เพียงออ 1 เลา – ฉาบ 1 คู
– ขลยุ หลบี 1 เลา – โหมง 1 ใบ
14 หนงั สือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
(2) วงเคร่ืองสายผสม เปนการนำเครื่องดนตรีของชาวตางชาติเขามารวมบรรเลงในวง
เครือ่ งสายในสมัยรตั นโกสนิ ทร เชน ไวโอลนิ ออรแ กน ขมิ เปยโน เปน ตน แลวเรยี กช่ือใหมตาม
ช่ือเคร่ืองดนตรีท่นี ำมาผสม เชน วงเคร่ืองสายผสมขิม เปนตน
(3) วงเครื่องสายปช วา ประกอบดวยเครอื่ งดนตรี ดังนี้
– ปช วา 1 เลา
– ซอดว ง 1 คัน
– ซออู 1 คัน (แทนโทนมโหร–ี รำมะนามโหรี)
– จะเข 1 ตัว
– ขลุยหลีบ 1 เลา
– กลองแขก 1 คู
– ฉงิ่ 1 คู
สำหรับบทเพลงทบี่ รรเลงโดยวงเครอ่ื งสาย ไดแก เพลงโหมโรง เพลงประเภทขับกลอม
เพลงเพอ่ื ความบันเทิง เปน ตน ตวั อยา งเชน วงเครื่องสายปช วานิยมใชบรรเลงเพลงโหมโรง เชน
เพลงเรือ่ งชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ เพลงระกำ เพลงสะระหมา เปนตน
2) วงปพาทย แบงตามวิธกี ารผสมวงได ดงั น้ี
(1) วงปพาทยไมŒแข็ง แบง ออกเปน 3 ขนาด คอื
(1.1) วงปพาทยเครือ่ งหาŒ ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังนี้
– ปใ น 1 เลา
– ระนาดเอก 1 ราง
– ฆอ งวงใหญ 1 วง
– ตะโพน 1 ใบ
– กลองทัด 1 คู
– ฉงิ่ 1 คู
(1.2) วงปพาทยเครือ่ งคู‹ ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดงั น้ี
– ปใ น 1 เลา – กลองทดั 1 คู
– ปนอก 1 เลา – ฉิง่ 1 คู
– ระนาดเอก 1 ราง – ฉาบเล็ก 1 คู
– ระนาดทมุ 1 ราง – ฉาบใหญ 1 คู
– ฆองวงใหญ 1 วง – กรบั 1 คู
– ฆอ งวงเล็ก 1 วง – โหมง 1 ใบ (พรอมขาตงั้ )
– ตะโพน 1 ใบ
หนงั สือเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6 15
(1.3) วงปพาทยเ คร่ืองใหญ‹ ประกอบดว ยเครื่องดนตรี ดงั น้ี
– ปใน 1 เลา – ตะโพน 1 ใบ
– ปน อก 1 เลา – กลองทัด 1 คู
– ระนาดเอก 1 ราง – ฉิ่ง 1 คู
– ระนาดทุม 1 ราง – ฉาบเลก็ 1 คู
– ฆองวงใหญ 1 วง – ฉาบใหญ 1 คู
– ฆองวงเล็ก 1 วง – กรบั 1 คู
– ระนาดเอกเหล็ก 1 ราง – โหมง 1 ใบ (พรอ มขาตง้ั )
– ระนาดทมุ เหล็ก 1 ราง
(2) วงปพ าทยไ มŒนวม มีเครอ่ื งดนตรแี ละขนาดของวงเหมือนกบั วงปพ าทยไมแ ขง็ แตม ี
สว นท่แี ตกตา ง คือ
– ใชขลยุ เพยี งออแทนป
– เพิ่มซออเู ขา ไปเพ่อื ใหเ สยี งนมุ นวลขนึ้
– ระนาดเอกกับระนาดเอกเหล็กใชไมน วมตี
(3) วงปพ าทยช าตรี ประกอบดวยเคร่อื งดนตรี ดงั น้ี
– ปน อก – กลองตุก
– ทับ (โทนชาตร)ี – ฉิ่ง
– ฆอ งคู
(4) วงปพาทยนางหงส มีเคร่อื งดนตรแี ละขนาดของวงเหมอื นกบั วงปพ าทยไ มแ ข็ง
แตม สี วนทีแ่ ตกตา ง คือ
– ใชปช วาแทนปนอกและปใ น – ใชก ลองมลายแู ทนกลองทดั และตะโพน
(5) วงปพาทยด ึกดำบรรพ ประกอบดวยเคร่ืองดนตรี ดังนี้
– ขลยุ เพียงออ 1 เลา – ตะโพน 1 ใบ
– ขลุยอู 1 เลา – กลองตะโพน 1 คู
– ระนาดเอก 1 ราง (ถอดเทา หงายข้ึนตแี ทนกลองทดั )
– ระนาดทุม 1 ราง – กลองแขก 1 คู
– ฆองวงใหญ 1 วง (ใชสำหรบั ตปี ระกอบจังหวะเปน เพลง
– ระนาดทมุ เหลก็ 1 ราง เชน เดยี วกบั วงปพ าทยไมแข็ง
– ฆอ งหยุ 1 วง และวงปพ าทยไ มนวม)
(มี 7 ลกู เสียงเรียงลำดับ 7 เสยี ง)
– ฉิ่ง 1 คู – ซออู 1 คัน
16 หนงั สอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ดนตรี ม. 4–6
(6) วงปพาทยม อญ แบงออกเปน 3 ขนาด ดงั น้ี
(6.1) วงปพ าทยมอญเคร่ืองหŒา ประกอบดวยเคร่อื งดนตรี ดังน้ี
– ปมอญ 1 เลา – ตะโพนมอญ 1 ใบ
– ระนาดเอก 1 ราง – เปงมางคอก 1 ชุด
– ฆอ งมอญวงใหญ 1 วง – ฉงิ่ 1 คู
(6.2) วงปพ าทยมอญเครือ่ งค‹ู ประกอบดวยเคร่ืองดนตรี ดังนี้
– ปม อญ 1 เลา – เปงมางคอก 1 ชดุ
– ระนาดเอก 1 ราง – ฉ่ิง 1 คู
– ระนาดทุม 1 ราง – ฉาบใหญ 1 คู
– ฆองมอญวงใหญ 1 วง – ฉาบเลก็ 1 คู
– ฆองมอญวงเลก็ 1 วง – กรบั 1 คู
– ตะโพนมอญ 1 ใบ – โหมง 3 ใบ
(6.3) วงปพาทยม อญเครอื่ งใหญ‹ ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังน้ี
– ปม อญ 1 เลา – ตะโพนมอญ 1 ใบ
– ระนาดเอก 1 ราง – เปงมางคอก 1 ชุด
– ระนาดทุม 1 ราง – ฉง่ิ 1 คู
– ฆอ งมอญวงใหญ 1 วง – ฉาบเลก็ 1 คู
– ฆองมอญวงเล็ก 1 วง – ฉาบใหญ 1 คู
– ระนาดเอกเหลก็ 1 ราง – กรบั 1 คู
– ระนาดทมุ เหลก็ 1 ราง – โหมง 1 ใบ
(7) วงปพ าทยเ สภา มเี ครอ่ื งดนตรแี ละขนาดของวงเหมอื นวงปพ าทยส ามญั หมดทกุ ประการ
เพียงแตไมมีตะโพนและกลองทัด เพราะไมมีการบรรเลงเพลงหนาพาทย ซ่ึงจะใชกลองสองหนา
ตีกำกบั จงั หวะหนาทับแทนเวลาทร่ี องสงหรือบรรเลง
สำหรับบทเพลงท่ีบรรเลงโดยวงปพาทย ไดแก เพลงหนาพาทย ซ่ึงเปนเพลงที่ใชบรรเลง
ประกอบกิริยา พฤติกรรมตา ง ๆ และอารมณข องตวั ละครแบง ออกเปน 4 ชนดิ คอื
1. เพลงหนาŒ พาทยเ บอื้ งตนŒ เปน เพลงหนา พาทยธ รรมดาทบ่ี รรเลงประกอบกริ ยิ าอาการของ
โขนละคร เชน เพลงเชดิ เพลงกลม เพลงรวั เพลงโอด เพลงลา เปนตน
2. เพลงหนŒาพาทยช้ันกลาง เปนเพลงหนาพาทยที่บรรเลงประกอบกิริยาอาการของโขน–
ละครทมี่ ยี ศศกั ดส์ิ งู กวาชัน้ ตน เชน เพลงเสมอมาร เพลงเสมอเถร เพลงตระบองกนั เปนตน
3. เพลงหนาŒ พาทยช นั้ สงู เปน เพลงหนา พาทยท บี่ รรเลงประกอบกริ ยิ าอาการของโขน–ละคร
เฉพาะพระผูเปน เจา หรือมนุษยช ัน้ สงู สุด เชน เพลงบาทสกณุ ี เปนตน
4. เพลงหนาŒ พาทยพิเศษ เปน เพลงหนาพาทยท่ีไมมที ารำประกอบ ใชสำหรบั บรรเลงในพิธี
ไหวครู เชน เพลงสาธุการกลอง เพลงตระพระประคนธรรพ เพลงดำเนินพราหมณ เปนตน
หนงั สือเรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6 17
การบรรเลงเพลงหนา พาทยจะใชบ รรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี
เชน การแสดงละครชาตรชี ุดรถเสนจบั มา
3) วงมโหรี แบง ออกเปน 3 ขนาด ดังน้ี
(1) วงมโหรเี คร่ืองเลก็ (เคร่ืองเดย่ี ว) ประกอบดว ยเครื่องดนตรี ดงั น้ี
– ซอสามสาย 1 คนั – ระนาดเอก 1 ราง (ยอสวนลง)
– ซอดวง 1 คัน – ฆอ งวง 1 วง (ฆองกลาง)
– ซออู 1 คัน – โทนมโหรี 1 ใบ
– จะเข 1 ตัว – รำมะนามโหรี 1 ใบ
– ขลยุ เพียงออ 1 เลา – ฉิง่ 1 คู
(2) วงมโหรเี คร่ืองคู‹ ประกอบดวยเครื่องดนตรี ดังนี้
– ซอสามสาย 1 คัน (บางคร้ังเพ่ิมซอสามสายหลีบอกี 1 คัน)
– ซอดวง 2 คัน – ฆอ งวง 1 วง (ฆอ งกลาง)
– ซออู 2 คัน – ฆองวงเล็ก 1 วง
– จะเข 2 ตวั – โทนมโหรี 1 ใบ
– ขลุย เพียงออ 1 เลา – รำมะนามโหรี 1 ใบ
– ขลุยหลบี 1 เลา – ฉ่งิ 1 คู
– ระนาดเอก 1 ราง (ยอสวนลง) – ฉาบเลก็ 1 คู
– ระนาดทมุ 1 ราง (ยอสวนลง) – โหมง 1 ใบ (พรอ มขาต้ัง)
18 หนังสอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6
(3) วงมโหรเี ครือ่ งใหญ‹ ประกอบดว ยเคร่อื งดนตรี ดงั น้ี
– ซอสามสาย 1 คัน (บางครงั้ เพม่ิ ซอสามสายหลบี อีก 1 คนั )
– ซอดวง 2 คนั – ฆอ งวงเล็ก 1 วง
– ซออู 2 คนั – ระนาดเอกเหลก็ 1 ราง (ยอ สว นลง)
– จะเข 2 ตวั – ระนาดทุมเหลก็ 1 ราง (ยอสว นลง)
– ขลุย เพยี งออ 1 เลา – โทนมโหรี 1 ใบ
– ขลยุ หลีบ 1 เลา – รำมะนามโหรี 1 ใบ
– ระนาดเอก 1 ราง (ยอสว นลง) – ฉิง่ 1 คู
– ระนาดทมุ 1 ราง (ยอ สวนลง) – ฉาบเลก็ 1 คู
– ฆองวง 1 วง (ฆองกลาง) – โหมง 1 ใบ (พรอมขาตง้ั )
วงมโหรีสามารถบรรเลงเพลงไทยไดอยางมากมาย เชน เพลงมโหรี ซึ่งเปนเพลงท่ีใช
ขบั รอ งและบรรเลงดว ยวงมโหรี ในสมยั โบราณนยิ มบรรเลงในอตั ราจงั หวะ 2 ชน้ั เชน เพลงตบั มโหรี
เพลงเกรด็ มโหรี เปนตน
ฝกฝนดนตรี
รว มกนั นำเครอื่ งดนตรีมาจัดเปน วงดนตรไี ทยที่สนใจ หรอื จัดวงดนตรไี ทยตามจนิ ตนาการ และฝก
บรรเลงใหเกิดความชำนาญ แลว นำมาแสดงหนา ชน้ั เรยี น หรอื นำไปแสดงในโอกาสตา ง ๆ ของโรงเรยี น
หรอื ชมุ ชน
2.2 เคร่อ� งดนตรแ� ละบทเพลงที่ใชในวงดนตร�สากล
1) วงออรเ คสตรา หรือทีค่ นไทยเรียกวา “วงดรุ ยิ างค” ประกอบดว ยเครื่องดนตรี ดงั น้ี
– ไวโอลิน (violin) – วิโอลา (viola)
– วโิ อลอนเชลโล (violoncello) – ดบั เบิลเบส (double bass)
– ฮารป (harp) – เปย โน (piano)
– ฟลตู (flute) – คลารเิ น็ต (clarinet)
– โอโบ (oboe) – บาสซนู (bassoon)
– ทรมั เปต (trumpet) – ทรอมโบน (trombone)
– ทบู า (tuba) – เฟรนชฮ อรน (French horn)
– ทิมพะนี (timpani) – กลองใหญ (bass drum)
– กลองสแนร (snare drum) – ฉาบ (cymbals)
หนังสือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6 19
บทเพลงทบี่ รรเลงโดยวงออรเคสตรา ไดแ ก เพลงประเภทคลาสสิกชนั้ สูง เชน
1. เพลงซิมโฟนี (symphony) เปนลกั ษณะของดนตรที ่พี ัฒนาจนถึงจดุ สดุ ยอดของ
ดนตรี ทง้ั จงั หวะ ทำนอง ความแปรผนั และความละเอียดออ นทง้ั หลาย และมโี ครงสรา งเหมอื น
บทบรรเลงประเภทโซนาตา (sonata) โดยสว นมากจะมี 4 กระบวนทอน ดงั น้ี
– กระบวนท่ี 1 มกั จะเลนในจงั หวะเรว็ และแขง็ ขัน
– กระบวนที่ 2 เรยี บและเร่ือยเออ่ื ยหรอื ชาลกึ ซงึ้ และแชมชอย
– กระบวนท่ี 3 สัน้ ๆ และระร่ืน
– กระบวนท่ี 4 รวดเร็ว ดงั และรุนแรง
2. เพลงโอเวอรเ จอร (overture) เปน เพลงทใ่ี ชบรรเลงประกอบการแสดงและบรรเลง
โหมโรงกอ นเปดฉากการแสดงอุปรากรหรือละครดนตรี (opera) โดยสวนมากมักเอาทำนองเพลง
ตา ง ๆ ทจ่ี ะขับรองในอปุ รากรเรือ่ งนัน้ ๆ มาปะติดปะตอกันเขา เปน บทเพลงอีกชนิ้ หนง่ึ
3. เพลงกอนแชรโ ต (concerto) เปนเพลงท่มี ลี กั ษณะของการแตง เชนเดียวกับเพลง
ซิมโฟนีเกือบทุกประการ แตมีวัตถุประสงคตางกัน คือ เพลงกอนแชรโตจะแตงเพื่อแสดงความ
สามารถและฝมือการบรรเลงเด่ยี วของเคร่อื งดนตรชี นิดนั้น ๆ ซ่ึงจะเลน แทรกขึน้ มาเดีย่ ว ๆ และ
วงดนตรกี จ็ ะเลน รบั หรอื เลน เครอื่ งดนตรเี ดยี่ วบรรเลงประชนั กบั วงดรุ ยิ างค ซงึ่ ถอื วา เปน การแสดง
ความสามารถและไหวพริบปฏิภาณของนกั ดนตรีไดเ ปนอยา งดี
2) วงดนตรเี ชมเบอร วงดนตรปี ระเภทนเ้ี ปน วงเลก็ ๆ ตง้ั ขน้ึ เพอ่ื รว มกนั เลน หรอื รว มกนั
บรรเลง เพือ่ การผอนคลายอารมณแ ละพบปะสงั สรรคก นั ยามวา ง ผบู รรเลงมีตั้งแต 2–9 คน และ
จะเรียกชื่อวงแตกตางกันไปตามจำนวนของผูบรรเลงและชนิดหรือประเภทของเคร่ืองดนตรี โดย
จะเรยี กชือ่ ชนิดหรือประเภทของเคร่อื งดนตรีท่ีใชบรรเลงกอ น แลวตามดวยจำนวนผบู รรเลง เชน
violin duo, string quartet, woodwind trio เปน ตน ในอดีตบทเพลงที่ใชบรรเลงมักเปนเพลง
คลาสสกิ แตปจจบุ นั นยิ มบรรเลงบทเพลงงาย ๆ ทว่ั ไป ซ่งึ มลี ักษณะเปน เพลงส้นั ๆ เพอ่ื ตองการ
แสดงลวดลายของการบรรเลงและการประสานเสยี งเครอ่ื งดนตรเี ทาน้นั
3) วงโยธวาทิต เปนวงดนตรีที่ประกอบดวยเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองเปาเปนหลัก
และมเี ครือ่ งจังหวะหรือเครอ่ื งกระทบเปนสวนเสรมิ ดังนี้
– ปกโกโล (piccolo)
– อีแฟลตคลารเิ น็ต (Eb clarinet)
– ฟลตู (flute)
– อัลโตแซ็กโซโฟน (alto saxophone)
– ทรมั เปต (trumpet)
– คอรเ นต็ (cornet)
– เทเนอรฮ อรน (tenor horn)
– บารโิ ทน (baritone)
20 หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6
– ทูบา (tuba)
– กลองสแนร (snare drum)
– กลองใหญ (bass drum)
– เบลไลรา (bell lyra)
– เทเนอรแซก็ โซโฟน (tenor saxophone)
– ทรอมโบน (trombone)
– ซซู าโฟน (sousaphone)
– เฟรนชฮ อรน (French horn)
– กลองเทเนอร (tenor drum)
– ฉาบ (cymbals)
บทเพลงทีบ่ รรเลงโดยวงโยธวาทติ ไดแ ก เพลงพาเหรดหรอื เพลงมารช (march) คือ เพลง
ซงึ่ มีจังหวะเนน หนกั เบา โดยสวนมากจะใชเ พื่อประกอบการเดินแถวของทหาร หรอื เพ่ือประโยชน
ในการปลกุ ใจ ฟง แลว คกึ คกั นอกจากนว้ี งดนตรปี ระเภทนย้ี งั สามารถบรรเลงบทเพลงประเภทตา ง ๆ
ไดอกี มากมาย เชน เพลงพิธี เพลงปลกุ ใจ เพลงพระราชนพิ นธ เพลงไทย หรอื เพลงรอ งทัว่ ๆ ไป
เปน ตน
4) วงแตรวงชาวบŒาน ประกอบดวยเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองลมโลหะหรือพวกแตรเปน
หลักในการบรรเลง และมีเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองประกอบจังหวะตีชวยเสริม แตรวงเปน
วงดนตรเี พ่ือการฟง โดยเฉพาะ เคร่ืองดนตรที ่ีใชในการผสมวง มดี งั น้ี
– ทรอมโบน (trombone)
– บารโิ ทน (baritone)
– ยโู ฟเนยี ม (euphonium)
– ซซู าโฟน (sousaphone)
– กลองเทเนอร (tenor drum)
– ฉาบ (cymbals)
– คอรเนต็ (cornet) (อาจใช trumpet แทน)
– ฮอรน (horn) (French horn, tenor horn)
– ทบู า (tuba)
– กลองใหญ (bass drum)
– กลองเล็ก (side drum)
วงแตรวงชาวบา นสามารถบรรเลงเพลงไดท กุ ประเภทเชน เดยี วกบั วงโยธวาทติ เชน เพลงไทย
เพลงมารช เพลงลูกทุง หรือเพลงรองทั่วไปท่ีมีจังหวะสนุกสนาน เหมาะที่จะใหชาวบานรายรำ
ประกอบการบรรเลงไปดว ย
หนงั สอื เรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ดนตรี ม. 4–6 21
5) วงดนตรีแจส ประกอบดวยเครอื่ งดนตรที ีใ่ ชบ รรเลง ดงั นี้
– อแี ฟลตอัลโตแซ็กโซโฟน (Eb alto saxophone)
– บีแฟลตเทเนอรแซ็กโซโฟน (Bb tenor saxophone)
– อแี ฟลตบาริโทนแซ็กโซโฟน (Eb baritone saxophone)
– บแี ฟลตคลาริเนต็ (Bb clarinet)
– ฟลูต (flute)
– ทรอมโบน (trombone)
– ออรแ กน (organ)
– กตี ารไ ฟฟา (electric guitar)
– เปย โน (piano)
– ทรมั เปต (trumpet)
– กลองชดุ (drum set)
– กตี ารเ บสไฟฟา (electric bass guitar)
บทเพลงที่บรรเลงโดยวงดนตรีแจส ไดแก เพลงแจส เพลงแจสเปนเพลงอเมริกันแทอีก
ชนดิ หนง่ึ เปน เพลงทเ่ี นน จงั หวะยกมากกวา จงั หวะตก เรยี กวา “syncopation” โดยสว นมากเพลงแจส
จะเปนเพลงที่มเี สียงดังอึกทึก แตก ็มีเพลงแจส ทเ่ี ลนชา ๆ ซึง่ จะมคี วามนมุ นวลและไพเราะเชนกนั
6) วงชาโดว เปนวงดนตรีขนาดเล็ก ใชบรรเลงประกอบการขับรอง และบางคร้ังบรรเลง
เฉพาะเครอื่ งดนตรเี พยี งอยา งเดยี ว เครอ่ื งดนตรที ใ่ี ชใ นการผสมวง ไดแ ก กตี ารล ดี (เมโลด)้ี กตี าร
คอรด กตี ารเ บส กลองชดุ และเครอื่ งประกอบจงั หวะอนื่ ๆ สำหรบั บทเพลงทใ่ี ชบ รรเลงนนั้ สามารถ
บรรเลงไดแ ทบทุกประเภท มลี ักษณะเปน เพลงรอ งทว่ั ไป ซง่ึ นยิ มบรรเลงเพ่ือการฟง และบรรเลง
เพือ่ ความบนั เทิงเปน หลัก
7) วงคอมโบ เปนวงดนตรีขนาดเลก็ ใชเ ครื่องดนตรีนอ ยช้นิ เหมาะที่จะใชบ รรเลงในงาน
ตา ง ๆ และเปนท่ีนยิ มของคนท่วั ไป เคร่ืองดนตรีท่ีใชบรรเลงในวงคอมโบ มดี ังน้ี
– ทรมั เปต (trumpet)
– อัลโตแซก็ โซโฟน (alto saxophone)
– กีตารไฟฟา (electric guitar)
– ออรแกน (organ)
– ทรอมโบน (trombone)
– เทเนอรแซ็กโซโฟน (tenor saxophone)
– กตี ารเบสไฟฟา (electric bass guitar)
– กลองชุด (drum set)
อยางไรก็ตาม เคร่ืองดนตรที ี่ใชใ นวงคอมโบอาจมจี ำนวนมากกวา นห้ี รือนอยกวา นี้ก็ได ทง้ั น้ี
ข้ึนอยูกับความตองการของผูจัดวง หรือความสามารถของผูบรรเลง สำหรับบทเพลงที่ใชบรรเลง
นน้ั ใชไ ดแทบทุกประเภท
22 หนงั สอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6
8) วงสตริงคอมโบ เปนวงดนตรีขนาดเล็ก ประกอบดวยเคร่อื งดนตรปี ระเภทที่ใชพลังงาน
ไฟฟาเปนหลกั แตบ างครง้ั อาจมีเครือ่ งเปารวมบรรเลงดวย เคร่ืองดนตรที ีใ่ ชบรรเลงเปนหลกั ในวง
มีดังนี้
– ทรมั เปต (trumpet)
– กีตารไฟฟา (electric guitar)
– ออรแ กน (organ)
– แซก็ โซโฟน (saxophone)
– ทรอมโบน (trombone)
– กตี ารเ บสไฟฟา (electric bass guitar)
– คียบอรด (keyboard)
– กลองชดุ (drum set)
สำหรับวงสตริงคอมโบสามารถบรรเลงเพลงไดทุกประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงลูกกรุง
เปนตน
9) วงดนตรโี ฟลก ซอง เปนวงดนตรขี นาดเล็กทีส่ ดุ มผี เู ลนไมเ กินวงละ 3 คน แตนิยมเลน
เพียงคนเดียว เคร่อื งดนตรีทใี่ ชเปนกีตารโ ปรง เพยี งอยางเดยี ว แตถาเลนมากกวาหนงึ่ คน ก็อาจ
เพ่ิมเคร่ืองดนตรีอื่น ๆ ประกอบได สำหรับบทเพลงท่ีใชบรรเลงน้ันสามารถบรรเลงไดแทบทุก
ประเภท โดยสวนมากจะเปน บทเพลงรอ งทั่วไป ซ่งึ นยิ มบรรเลงเพือ่ การฟง และบรรเลงเพ่ือความ
บันเทิง
ฝก ฝนดนตรี
รวมกันนำเคร่ืองดนตรีมาจัดเปนวงดนตรีสากลท่ีสนใจ หรือจัดวงดนตรีสากลตามจินตนาการ และ
ฝก บรรเลงใหเ กดิ ความชำนาญ แลว นำมาแสดงหนา ช้นั เรยี น หรือนำไปแสดงในโอกาสตาง ๆ ของโรงเรียน
หรอื ชุมชน
WEB GUIDE http://sites.google.com/site/thaimusic2557/-prapheth-khxng-wng-dntri-sakl
หนังสอื เรียน รายวิชาพ้นื ฐาน ดนตรี ม. 4–6 23
สรุป 1.1 วงดนตรไี ทย ไดแก 1) วงเครอ่ื งสาย
(1) วงเคร่อื งสายไทย
1. ประเภทของวงดนตรี แบง เปน – วงเครอ่ื งสายวงเล็ก (เครอ่ื งเดีย่ ว)
– วงเครื่องสายเคร่อื งคู
เกย่ี วกบั 1.2 วงดนตรีสากล (2) วงเครื่องสายผสม
(3) วงเครือ่ งสายปชวา
วงดนตรี ไดแก
1) วงออรเคสตรา (orchestra) 2) วงปพ าทย
เกย่ี วกบั 2) วงดนตรีเชมเบอร (chamber music) (1) วงปพาทยไมแ ข็ง
3) วงแบนด (band) – วงปพ าทยเครอ่ื งหา
– วงปพ าทยเครื่องคู
(1) วงซมิ โฟนิกแบนด (symphonic band) – วงปพ าทยเครือ่ งใหญ
(2) วงโยธวาทิต (military band) (2) วงปพาทยไ มน วม
(3) วงแตรวงชาวบาน (brass band) (3) วงปพ าทยช าตรี
(4) วงดนตรีแจส (jazz band) (4) วงปพ าทยม อญ
(5) วงชาโดว (shadow band) (5) วงปพ าทยนางหงส
(6) วงคอมโบ (combo band) (6) วงปพ าทยด กึ ดำบรรพ
(7) วงสตริงคอมโบ (string combo) (7) วงปพ าทยเ สภา
(8) วงดนตรโี ฟลกซอง (folk song)
3) วงมโหรี
(1) วงมโหรีเครื่องเลก็ (เคร่ืองเด่ียว)
(2) วงมโหรเี ครื่องคู
(3) วงมโหรเี ครอื่ งใหญ
2. การจัดวงดนตรี 2.1 เครอ่ื งดนตรีและบทเพลง 1) วงเครื่องสาย เชน
ทีใ่ ชŒในวงดนตรีไทย – วงเครื่องสายปช วา
• เพลงโหมโรง
แบง เปน
2) วงปพาทย เชน
– วงปพ าทยน างหงส
3) วงมโหรี เชน
– วงมโหรเี ครือ่ งใหญ
• เพลงมโหรี
2.2 เครื่องดนตรแี ละบทเพลง ไดแ ก วงดนตรีสากล เชน
ท่ีใชใŒ นวงดนตรีสากล – วงออรเ คสตรา
• เพลงซมิ โฟนี (symphony)
• เพลงโอเวอรเ จอร (overture)
• เพลงกอนแชรโต (concerto)
24 หนังสอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตรี ม. 4–6
กจิ กรรมเสนอแนะ
1. ศึกษาประเภทของวงดนตรีไทยและวงดนตรีสากลเพ่ิมเติม แลวฝกจำแนกประเภทของ
วงดนตรไี ทยและวงดนตรสี ากลทพี่ บเห็นในสถานที่ตาง ๆ วา แตละวงจัดอยูใ นประเภทใด
2. รวมกลมุ กับเพอ่ื น แลวสำรวจวงดนตรไี ทยและวงดนตรีสากลในทอ งถิน่ ของนกั เรียนวา
มีวงดนตรปี ระเภทใดบาง
3. รวมกลมุ กบั เพอ่ื น แลว รว มกนั ฝก จดั วงดนตรไี ทยและวงดนตรสี ากลตามความสนใจของ
กลุม แลวฝกบรรเลงตามเพลงประเภทตาง ๆ ใหเกิดความชำนาญ และนำมาบรรเลงใหครูและ
เพ่อื น ๆ ฟง หรอื นำไปบรรเลงในโอกาสตา ง ๆ
โครงงาน
เลือกปฏิบัติโครงงานตอไปน้ีตามความสนใจ หรือคิดโครงงานขึ้นเองโดยขอคำแนะนำจาก
ครู แลวปฏบิ ัติตามขน้ั ตอนการทำโครงงาน
1. โครงงานสำรวจวงดนตรีไทยและวงดนตรีสากลในชุมชน
2. โครงงานสำรวจบทเพลงไทยและบทเพลงสากลท่ีนิยมนำมาบรรเลงในวงดนตรี
การประยกุ ตใชในชวี ิตประจําวนั
• สามารถนำความรูจากหนวยการเรียนรูนี้ไปประยุกตใชในการจำแนกวงดนตรีไทยและ
วงดนตรสี ากลทอ่ี าจพบเหน็ ในชวี ติ ประจำวนั ไดอ ยา งถกู ตอ ง รวมไปถงึ สามารถจดั วงดนตรที ส่ี รา งสรรค
ข้นึ เองไดอ ยางเหมาะสม หรือจัดไดถูกตอ งตามหลักของการจดั วงดนตรไี ทยและวงดนตรีสากล
คาํ ถามทบทวน
1. วงดนตรไี ทยแบง ออกเปนประเภทใหญ ๆ ไดก่ปี ระเภท อะไรบา ง
2. วงปพาทยแตกตา งจากวงเครื่องสายอยา งไร อธบิ ายมาพอเขา ใจ
3. เคร่ืองดนตรีในวงมโหรีเครื่องใหญป ระกอบดวยเครอ่ื งดนตรีชนิดใดบาง
4. เครือ่ งดนตรีในวงโยธวาทติ ประกอบดวยเคร่อื งดนตรีชนิดใดบาง
5. ยกตัวอยา งบทเพลงท่บี รรเลงดวยวงปพ าทยม า 1 บทเพลง
6. ยกตวั อยา งบทเพลงทบ่ี รรเลงดวยวงดนตรโี ฟลก ซองมา 1 บทเพลง