The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rawipohn Piewlueng, 2023-02-16 22:37:19

ท่องโลกหลักภาษา

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย

Keywords: ภาษาไทย

บทที่ ๑ เสียงภาษาหรรษา พาเพลิน ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๑ อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย สาระการเรียนรู้แกนกลาง เสียงในภาษาไทย


เสียงในภาษาไทย เสียงในภาษาไทย หมายถึง เสียงของมนุษย์ที่เปล่งออกมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร เสียงใน ภาษาไทยประกอบด้วยเสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ อวัยวะในการออกเสียง อวัยวะที่ใช้ออกเสียง ได้แก่ ปอด หลอดลม และกล่องเสียงที่ลำ คอ เมื่อลมผ่านเส้นเสียงจะ ทำ ให้เส้นเสียงสะบัดเกิดเป็นเสียงก้อง ถ้าไม่สะบัดมากเสียงก็จะไม่ก้อง จากนั้นลมก็จะถูก ปล่อยผ่านไปทางช่องปาก แล้วไปกระทบกับส่วนต่าง ๆ ของปาก เช่น ลิ้นไก่ ลิ้น ริมฝีปาก ฟัน ปุ่มเหงือก เพดานแข็ง เพดานอ่อน ทำ ให้เสียง ถูกกักกั้นลมด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ในช่องปาก หรือถูกกักลมในช่องปากแล้วปล่อยบางส่วนออกไปทางข้างลิ้น หรือดันลมให้ เสียดแทรกอวัยวะต่าง ๆ ออกมาหรือดันลมให้ขึ้นจมูก ทำ ให้เกิดเป็น เสียงต่าง ๆ ๒


ลักษณะของเสียงในภาษาไทย เสียงในภาษาไทย มี ๓ ชนิด คือ เสียงสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ โดยมี ลักษณะดัง ต่อไปนี้ ๑. เสียงสระ หรือเสียงแท้ เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากปอด หลอดลม กล่องเสียง ผ่าน ลำ คอสู่ช่องปากช่องจมูกโดยสะดวก ลมที่เปล่งออกมาจะไม่ถูกสกัดกั้นจากอวัยวะใด ๆ ใน ปากแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับของลิ้น และรูปริมฝีปากโดยการยกลิ้นขึ้นในระดับต่าง กันและริมฝีปากห่อมากน้อยต่างกันทำ ให้เกิดเสียงก้อง เส้นเสียงสั่นสะเทือน และสามารถ ออกเสียงได้ยาวนาน ๓


๒. เสียงพยัญชนะ หรือเสียงแปร เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากปอด หลอดลม กล่อง เสียง ผ่านลำ คอ ช่องปาก ช่องจมูก โดยให้ลิ้นกล่อมเกลาเสียง ให้กระทบกับเพดาน ปุ่ม เหงือก ฟันหรือให้ริมฝีปากกระทบกัน ลมที่เกิดขึ้นจะถูกสกัดกั้นในลำ คอ ช่องปากหรือช่อง จมูก เสียงที่เกิดขึ้นมีลักษณะเสียงแปร คือ มีลักษณะแตกต่างกันไป โดยเสียงที่แปรเกิดเป็น เสียงพยัญชนะ มีจำ นวน ๒๑ หน่วยเสียง และมีอักษรแทนเสียงพยัญชนะจำ นวน ๔๔ รูป ๔


พยัญชนะควบกล้ำ ๕ คำ ควบกล้ำ คือ พยัญชนะสองตัวที่เขียนเรียงกัน และใช้สระเดียวกัน อยู่ในตำ แหน่งต้น พยางค์ เมื่ออ่านออกเสียง จะต้องอ่านควบเป็นพยางค์เดียวกัน โดยเสียงวรรณยุกต์ก็จะผันตาม เสียงพยัญชนะตัวหน้า เช่น กล้า (อักษรควบคือ กล-), ปลอดโปร่ง (อักษรควบคือ ปล- และ ปร-) เป็นต้น คำ ควบแท้ที่พยัญชนะต้นควบกับ ร : ยกตัวอย่างเช่น กราบ, เกรง, ขรุขระ, ครัว, ครอบครัว, เคร่งครัด, ครื้นเครง, ปรังปรุง, โปรดปราน, พร้อม เป็นต้น คำ ควบแท้ที่พยัญชนะต้นควบกับ ล : ยกตัวอย่างเช่น ไกล, เกลี้ยกล่อม, ขลัง, ขลาด, โคลงเคลง, เพลิดเพลิน, เพลิง, ปลวก, แปลก เป็นต้น คำ ควบแท้ที่พยัญชนะต้นควบกับ ว : ยกตัวอย่างเช่น กวาด, กว้างขวาง, ขวาน, ขวัญ, ไขว่คว้า, ขวนขวาย, ควาย, แคว้น, ควัน, เคว้งคว้าง เป็นต้น 1. คำ ควบกล้ำ แท้ หรือคำ ควบแท้ ข้อสังเกตง่ายๆ เพื่อพิจารณาว่าคำ ใดในภาษาไทยเป็นคำ ควบกล้ำ แท้ ให้ดูว่าพยัญชนะ ร, ล, ว ควบกับพยัญชนะต้นตัวหน้า และประสมสระตัวเดียวกันหรือไม่ โดยเมื่ออ่านออกเสียง ก็จะ ต้องออกเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวควบพร้อมกัน ดังนี้ คำ ควบไม่แท้ที่มี ซ, ศ, ส, เป็นพยัญชนะตัวหน้า ร : ให้อ่านออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัว หน้าเท่านั้น เช่น จริง (อ่านว่า จิง), ไซร้ (อ่านว่า ไซ้), เศร้า (อ่านว่า เส้า), เสริม (อ่านว่า เสิม), ศรัทธา (อ่านว่า สัด-ทา) เป็นต้น คำ ควบไม่แท้ที่มี ท เป็นพยัญชนะตัวหน้า ร : ให้อ่านออกเสียง ทร เป็นเสียง ซ แทน เช่น ทรง (อ่านว่า ซง), ทราย (อ่านว่า ซาย), ทรัพย์ (อ่านว่า ซับ), ทราบ (อ่านว่า ซาบ), โทรม (อ่านว่า โซม), พุทรา (อ่านว่า พุด-ซา) เป็นต้น 2. คำ ควบกล้ำ ไม่แท้ หรือคำ ควบไม่แท้ ให้สังเกต พยัญชนะ ร ที่เมื่อควบกับพยัญชนะตัวหน้า และประสมสระตัวเดียวกัน แต่เวลาอ่าน จะไม่ออกเสียง พยัญชนะ ร โดยจะอ่านเป็นเสียงอื่นแทน ดังนี้


มาตราตัวสะกด มาตราตัวสะกด หมายถึง พยัญชนะที่ประกอบอยู่ท้ายสระ และมีเสียงประสมเข้ากับสระ มาตราตัวสะกดมีอยู่ ๘ แม่ ได้แก่ แม่กง แม่กน แม่กม แม่กก แม่กด แม่กบ แม่เกย และแม่ เกอว พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดในแต่ละมาตรา่ ได้แก่ ๑. แม่ ก กา คำ ที่ไม่มีตัวสะกด ๒. แม่ กก (- k) / ก / ได้แก่ ก ข ค ฆ ๓. แม่ กด (- t) / ด / ได้แก่ จ ด ต ถ ท ธ ฎ ฏ ฑ ฒ ช ซ ศ ษ ส ๔. แม่ กบ (- p) / บ / ได้แก่ บ ป พ ภ ฟ ๕. แม่ กน (- n) / น / ได้แก่ น ณ ญ ร ล ฬ ๖. แม่ กง (- n) / ง / ได้แก่ ง ๗. แม่ กม (- m) / ม / ได้แก่ ม ๘. แม่ เกย (- j) / ย / ได้แก่ ย ๙. แม่ เกอว (- w) / ว / ได้แก่ ว มาตราตัวสะกด แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. มาตราตัวสะกดไม่ตรงรูป ๔ มาตรา ได้แก่ ๑. แม่กก ๒. แม่กด ๓. แม่กบ ๔. แม่กน ๒. มาตราตัวสะกดตรงรูป ๔ มาตรา ได้แก่ ๑. แม่กง ๒. แม่กม ๓. แม่เกย ๔. แม่เกอว ๖ อักษรนำ พยัญชนะต้นสองเสียงที่ออกเสียงร่วมกันสนิท และทำ ให้เสียงพยัญชนะตัวที่สองเสียงสูง ขึ้นกว่าเดิม เช่น /ห นำ / หมา หมอ หมู หนู แหน หนา หนี หงาย หรูหรา หลวม และ /อ นำ / อย่า อยู่ อย่าง อยาก เสียงพยัญชนะทั้งสองเสียงประสมกันแต่ไม่กลมกลืนกันสนิท จึงมีเสียง อะ กลางคำ กึ่งเสียง เช่น กนก ขนม ขนุน เฉลิม ฉลาด ตลาด ตลก ตลอด ฝรั่ง สนาม สนุกสนาน เป็นต้น


ไตรยางศ์ หรืออักษรสามหมู่ ไตรยางศ์ คือ การจัดพยัญชนะไทยทั้ง ๔๔ รูป แบ่งเป็นสามหมู่เพื่อให้สะดวกในการผัน อักษร ดังนี้ อักษรสูง มี ๑๑ ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ส ษ ห อักษรกลาง มี ๙ ตัว คือ ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ อักษรต่ำ มี ๒๔ ตัว คือ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ ๗ ๓. เสียงวรรณยุกต์หรือเสียงดนตรี เป็นเสียงที่มีทำ นองสูงต่ำ เหมือนเสียง ดนตรีโดยจะได้ยิน เสียงวรรณยุกต์ขณะที่ออกเสียงพยัญนะหรือสระ เสียงวรรณยุกต์นี้บางเสียงถูกสกัดกั้น หรือไม่ ถูกสกัดกั้นจึงเกิดเป็นเสียงสูงต่ำ บางเสียงอยู่ระหว่างเสียงสูงกับเสียงต่ำ บางทีก็เป็นเสียงต่ำ แล้วค่อย ๆ เลื่อนไปสู่เสียงสูง เสียงวรรณยุกต์มี ๕ เสียง เรียงจากเสียงต่ำ ไปหาเสียงสูงได้ ดังนี้ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา


๘ แบบฝึกหัดบทที่ ๑ คำ ชี้แจง : จงสรุปองค์ความรู้ เรื่อง เสียงในภาษาไทย เป็นผังความคิด (Mind Map) เ สี ย ง ใ น ภ า ษ า ไ ท ย


บทที่ ๒ สรรสร้าง สร้างคำ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๒ สร้างคำ ในภาษาไทย สาระการเรียนรู้แกนกลาง การสร้างคำ - คำ ประสม คำ ซ้ำ คำ ซ้อน - คำ พ้อง


การสร้างคำ ในภาษาไทย คือ คำ ที่ใช้ในภาษาไทยดั้งเดิม ส่วนมากจะเป็นคำ พยางค์ เดียว เช่น พี่น้อง เดือนดาว จอบไถ หมูหมา กิน นอน ดี ชั่ว สอง สาม เป็นต้น เมื่อโลก วิวัฒนาการ มีสิ่งแปลกใหม่เพิ่มขึ้น ภาษาไทยก็จะต้องพัฒนาทั้งรูปคำ และการเพิ่มจำ นวนคำ เพื่อให้มีคำ ใช้ในการสื่อสารให้เพียงพอ กับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุสิ่งของและเหตุการณ์ ต่าง ๆ ด้วยการสร้างคำ ยืมคำ และเปลี่ยนแปลงรูปคำ ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้ การสร้างคำ ในภาษาไทย แบบสร้างคำ แบบสร้างคำ คือ วิธีการนำ อักษรมาประสมเป็นคำ เกิดความหมายและเสียงของแต่ละ พยางค์ ใน ๑ คำ จะต้องมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน เป็นอย่างน้อย คือ สระ พยัญชนะและ วรรณยุกต์ อย่างมากไม่เกิน ๕ ส่วน คือ สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ตัวการันต์ รูปแบบของคำ คำ ไทยที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีทั้งคำ ที่เป็นคำ ไทยดั้งเดิม คำ ที่มาจากภาษาต่างประเทศ คำ ศัพท์เฉพาะทางวิชาการคำ ที่ใช้เฉพาะในภาษาพูด คำ ชนิดต่าง ๆ เหล่านี้มีชื่อเรียกตามลักษณะ และแบบสร้างของคำ เช่น คำ มูล คำ ประสม คำ สมาส คำ สนธิ คำ พ้องรูป คำ พ้องเสียง คำ เหล่า นี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ผู้เรียนจะเข้าใจลักษณะแตกต่างของคำ เหล่านี้ได้จากแบบสร้างของคำ ๑๐


ความหมายและแบบสร้างของคำ ชนิดต่าง ๆ 1.1.1 คำ มูล คำ มูล คือ คำ ๆ เดียวที่มิได้ประสมกับคำ อื่น อาจมี ๑ พยางค์ หรือหลายพยางค์ก็ได้ แต่่เมื่อแยกพยางค์แล้วแต่ละพยางค์ไม่มีความหมาย คำ ภาษาไทยที่ใช้มาแต่เดิมส่วนใหญ่ เป็น คำ มูลที่มีพยางค์เดียวโดด ๆ เช่น พ่อ แม่ กิน เดิน ตัวอย่างแบบสร้างของคำ มูล คน มี ๑ พยางค์ คือ คน สิงโต มี ๒ พยางค์ คือ สิง + โต นาฬิกา มี ๓ พยางค์ คือ นา + ฬิ + กา ทะมัดทะแมง มี ๔ พยางค์ คือ ทะ + มัด + ทะ + แมง กระเหี้ยนกระหือรือ มี ๕ พยางค์ คือ กระ + เหี้ยน + กระ + หือ + รือ จากตัวอย่างแบบสร้างของคำ มูล จะเห็นว่าเมื่อแยกพยางค์จากคำ แล้ว แต่ละพยางค์ไม่มี ความหมายในตัวหรืออาจมีความหมายไม่ครบทุกพยางค์ คำ เหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำ ทุกพยางค์มารวมเป็นคำ ลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นคำ เดียวโดด ๆ 1.1.2. คำ ประสม คำ ประสม คือ คำ ที่สร้างขึ้นใหม่โดยนำ คำ มูลตั้งแต่ ๒ คำ ขึ้นไปมาประสมกัน เกิดเป็น คำ ใหม่ขึ้นอีกคำ หนึ่ง ๑. เกิดความหมายใหม่ ๒. ความหมายคงเดิม ๓. ให้ความหมายกระชับขึ้น ๑๑


ตัวอย่างแบบสร้างคำ ประสม แม่ยาย เกิดจากคำ มูล ๒ คำ คือ แม่ + ยาย ลูกน้ำ เกิดจากคำ มูล ๒ คำ คือ ลูก + น้ำ ภาพยนตร์จีน เกิดจากคำ มูล ๒ คำ คือ ภาพยนตร์ + จีน จากตัวอย่างแบบสร้างคำ ประสม จะเห็นว่าเมื่อแยกคำ ประสมออกจากกัน จะได้คำ มูล ซึ่งแต่ละคำ มีความหมายในตัวเอง ชนิดของคำ ประสม การนำ คำ มูลมาประสมกัน เพื่อให้เกิดคำ ใหม่ขึ้นเรียกว่า “คำ ประสม” นั้น มีวิธีสร้างคำ ตามแบบสร้าง อยู่ ๕ วิธีด้วยกัน คือ ๑.คำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลที่มีรูป เสียง และความหมายต่างกัน เมื่อ ประสมกันเกิดเป็นความหมายใหม่ ไม่ตรงกับความหมายเดิม เช่น แม่ หมายถึง หญิงที่ให้กำ เนิดลูก ยาย หมายถึง แม่ของแม่ แม่ + ยาย ได้คำ ใหม่ คือ แม่ยาย หมายถึง แม่ของเมีย คำ ประสมชนิดนี้มีมากมาย เช่น แม่ครัว ลูกเรือ พ่อตา มือลิง ลูกน้ำ ลูกน้อง ปากกา ๑๒


๓.คำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลที่มีรูป เสียง ความหมายเหมือนกัน เมื่อประสมแล้วเกิด ความหมายต่างจากความหมายเดิมเล็กน้อย อาจมีความหมายทางเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็ได้ การเขียนคำ ประสมแบบนี้จะใช้ ไม้ยมก (ๆ) เติมข้างหลัง เช่น เร็ว หมายถึง รีบ ด่วน เร็ว ๆ หมายถึง รีบ ด่วนยิ่งขึ้น เป็นความหมายที่เพิ่มขึ้น ดำ หมายถึง สีดำ ดำ ๆ หมายถึง ดำ ไม่สนิท เป็นความหมายในทางลดลง คำ ประสมชนิดนี้ เช่น ช้า ๆ ซ้ำ ๆ ดี ๆ น้อย ๆ เป็นต้น ๒.คำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลที่มีรูป เสียง และความหมายต่างกัน เมื่อ ประสมกันแล้วเกิด ความหมายใหม่แต่ยังคงรักษาความหมายของคำ เดิมแต่ละคำ ได้ เช่น หมอ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ชำ นาญ ผู้รักษาโรค ดู หมายถึง ใช้สายตาเพื่อให้เห็น หมอ + ดู ได้คำ ใหม่ คือ หมอดู หมายถึง ผู้ทำ นายโชคชะตาราศี คำ ประสม ชนิดนี้ เช่น หมอความ นักเรียน ชาวนา ของกิน ช่างแท่น ร้อนใจ เป็นต้น ๑๓


๔.คำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลที่มีรูปและเสียงต่างกัน แต่มีความหมายเหมือนกัน เมื่อนำ มา ประสมกันแล้วความหมายไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ยิ้ม หมายถึง แสดงให้ปรากฏว่าชอบใจ แย้ม หมายถึง คลี่ เผยอปากแสดงความพอใจ ยิ้ม + แย้ม ได้คำ ใหม่ คือ ยิ้มแย้ม หมายถึง ยิ้มอย่างชื่นบาน คำ ประสมชนิดนี้มี มากมาย เช่น โกรธเคือง รวดเร็ว แจ่มใส เสื่อสาด บ้านเรือน วัดวาอาราม ถนนหนทาง เป็นต้น ๕.คำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลที่มีรูป เสียง และความหมายต่างกัน เมื่อนำ มาประสม จะตัดพยางค์หรือย่นพยางค์ให้สั้นเข้า เช่น คำ ว่า ชันษา มาจากคำ ว่า ชนม+พรรษา ชนม หมายถึง การเกิด พรรษา หมายถึง ปี ชนม + พรรษา ได้คำ ใหม่ คือ ชันษา หมายถึง อายุ คำ ประสมประเภทนี้ ได้แก่ เดียงสา มาจาก เดียง+ภาษา สถาผล มาจาก สถาพร+ผล ๑๔


1.1.3. คำ สมาส คำ สมาส เป็นวิธีสร้างคำ ในภาษาบาลีและสันสกฤต โดยนำ คำ ตั้งแต่ ๒ คำ ขึ้นไปมา ประกอบกันคล้ายคำ ประสม แต่คำ ที่นำ มาประกอบแบบคำ สมาสนั้น นำ มาประกอบหน้าศัพท์ การแปลคำ สมาสจึงแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า เช่น บรม (ยิ่งใหญ่) + ครู = บรมครู (ครูผู้ยิ่งใหญ่) สุนทร (ไพเราะ) + พจน์ (คำ พูด) = สุนทรพจน์ (คำ พูดที่ไพเราะ) การนำ คำ มาสมาสกัน อาจเป็นคำ บาลีสมาสกับบาลี สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต หรือ บาลี สมาสกับสันสกฤตก็ได้ในบางครั้ง คำ ประสมที่เกิดจากคำ ไทยประสมกับคำ บาลีหรือคำ สันสกฤตบางคำ มีลักษณะคล้ายคำ สมาสเพราะแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า เช่น ราชวัง แปล ว่า วังของพระราชา อาจจัดว่าเป็นคำ สมาสได้ ส่วนคำ ประสมที่มีความหมายจากข้างหน้าไป ข้างหลังและมิได้ทำ ให้ ความหมาย ผิดแผกแม้คำ นั้นประสมกับคำ บาลีหรือสันสกฤตก็ถือว่าเป็น คำ ประสม เช่น มูลค่า ทรัพย์สิน เป็นต้น การเรียงคำ ตามแบบสร้างของคำ สมาส ๑.ถ้าเป็นคำ ที่มาจากบาลีและสันสกฤต ให้เรียงบทขยายไว้ข้างหน้า เช่น อุทกภัย หมายถึง ภัยจากน้ำ อายุขัย หมายถึง สิ้นอายุ ๒.ถ้าพยางค์ท้ายของคำ หน้าประวิสรรชนีย์ ให้ตัดวิสรรชนีย์ออก เช่น ธุระ สมาสกับ กิจ เป็น ธุรกิจ พละ สมาสกับ ศึกษา เป็น พลศึกษา ๑๕


๓.ถ้าพยางค์ท้ายของคำ หน้ามีตัวการันต์ให้ตัดการัตน์ออกเมื่อเข้าสมาส เช่น ทัศน์ สมาสกับ ศึกษา เป็น ทัศนศึกษา แพทย์ สมาสกับ สมาคม เป็น แพทยสมาคม ๔.ถ้าคำ ซ้ำ ความ โดยคำ หนึ่งไขความอีกคำ หนึ่ง ไม่มีวิธีเรียงคำ ที่แน่นอน เช่น นร (คน) สมาสกับ ชน (คน) เป็น นรชน (คน) วิถี (ทาง) สมาสกับ ทาง (ทาง) เป็น วิถีทาง (ทาง) คช (ช้าง) สมาสกับ สาร (ช้าง) เป็น คชสาร (ช้าง) การอ่านคำ สมาส การอ่านคำ สมาสมีหลักอยู่ว่า ถ้าพยางค์ท้ายของคำ ลงท้ายด้วย สระอะ, อิ, อุ เวลาเข้า สมาสให้อ่านออกเสียง อะ อิ อุ นั้นเพียงครึ่งเสียง เช่น เกษตร สมาสกับ ศาสตร์ เป็น เกษตรศาสตร์ อ่านว่า กะ-เสด-สาด อุทก สมาสกับ ภัย เป็น อุทกภัย อ่านว่า อุ-ทก-กะ-ไพ ประวัติ สมาสกับ ศาสตร์ เป็น ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ-หวัด-ติ- สาด ภูมิ สมาสกับ ภาค เป็น ภูมิภาค อ่านว่า พู-มิ-พาก เมรุ สมาสกับ มาศ เป็น เมรุมาศ อ่านว่า เม-รุ-มาด เชตุ สมาสกับ พน เป็น เชตุพน อ่านว่า เช-ตุ-พน *ข้อสังเกต ๑.มีคำ ไทยบางคำ ที่คำ แรกมาจากภาษาบาลีสันสกฤต ส่วนคำ หลังเป็นคำ ไทย คำ เหล่า นี้ ได้แปลความหมายตามกฎเกณฑ์ของคำ สมาส แต่อ่านเหมือนกับว่าเป็นคำ สมาส ทั้งนี้ เป็นการอ่านตามความนิยม เช่น เทพเจ้า อ่านว่า เทพ-พะ-เจ้า พลเรือน อ่านว่า พล-ละ-เรือน กรมวัง อ่านว่า กรม-มะ-วัง ๑๖


คำ เหล่านี้ ผู้เรียนจะสามารถศึกษาพวกกฎเกณฑ์ได้ต่อเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้น ๒.โดยปกติการอ่านคำ ไทยที่มีมากกว่า ๑ พยางค์ มักอ่านตรงตัว เช่น บากบั่น อ่านว่า บาก-บั่น ลุกลน อ่านว่า ลุก-ลน แต่มีคำ ไทยบางคำ ที่เราอ่านออกเสียงตัวสะกดด้วย ทั้งที่เป็นคำ ไทยมิใช่คำ สมาสซึ่งผู้เรียนจะ ต้องสังเกต เช่น ตุ๊กตา อ่านว่า ตุ๊ก-กะ-ตา จักจั่น อ่านว่า จัก-กะ-จั่น จั๊กจี้ อ่านว่า จั๊ก-กะ-จี้ ชักเย่อ อ่านว่า ชัก-กะ-เย่อ สัปหงก อ่านว่า สับ-ปะ-หงก 1.1.4. คำ สนธิ การสนธิ คือ การเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกันตามหลักไวยกรณ์บาลีสันสกฤต เป็นการ เชื่อม อักษรให้ต่อเนื่องกันเพื่อตัดอักษรให้น้อยลง ทำ ให้คำ พูดสละสลวย นำ ไปใช้ประโยชน์ใน การแต่งคำ ประพันธ์ คำ สนธิ เกิดจากการเชื่อมคำ ในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น ถ้าคำ ที่นำ มาเชื่อมกัน ไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤต ไม่ถือว่าเป็นสนธิ เช่น กระยาหาร มาจากคำ กระยา + อาหาร ไม่ใช่ สนธิ เพราะ กระยาเป็นคำ ไทยและถึงแม้ว่าคำ ที่นำ มารวมกันแต่ไม่ได้เชื่อมกัน เป็นเพียงประสม คำ เท่านั้น ก็ไม่ถือว่าสนธิ เช่น ทิชาชาติ มาจาก ทีชา + ชาติ ทัศนาจร มาจาก ทัศนา + จร วิทยาศาสตร์ มาจาก วิทยา + ศาสตร์ ๑๗ แบบสร้างของคำ สนธิที่ใช้ในภาษาบาลีและสันสกฤต มีอยู่ ๓ ประเภท คือ ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นิคหิตสนธิ สำ หรับการสนธิในภาษาไทย ส่วนมากจะใช้แบบสร้างของสระสนธิ


แบบสร้างของคำ สนธิที่ใช้ในภาษาไทย ๑.สระสนธิ การสนธิสระทำ ได้ ๓ วิธี คือ ๑.๑ ตัดสระพยางค์ท้าย แล้วใช้สระพยางค์หน้าของคำ หลังแทน เช่น มหา สนธิกับ อรรณพ เป็น มหรรณพ นร สนธิกับ อินทร์ เป็น นรินทร์ ปรมะ สนธิกับ อินทร์ เป็น ปรมินทร์ รัตนะ สนธิกับ อาภรณ์ เป็น รัตนาภรณ์ วชิร สนธิกับ อาวุธ เป็น วชิราวุธ ฤทธิ สนธิกับ อานุภาพ เป็น ฤทธานุภาพ มกร สนธิกับ อาคม เป็น มกราคม ๑.๒ ตัดสระพยางค์ท้ายของคำ หน้า แล้วใช้สระพยางค์หน้าของคำ หลังแต่เปลี่ยนรูป อะ เป็น อา อิ เป็น เอ อุ เป็น อู หรือ โอ ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนรูป อะ เป็นอา เทศ สนธิกับ อภิบาล เป็น เทศาภิบาล ราช สนธิกับ อธิราช เป็น ราชาธิราช ประชา สนธิกับ อธิปไตย เป็น ประชาธิปไตย จุฬา สนธิกับ อลงกรณ์ เป็น จุฬาลงกรณ์ เปลี่ยนรูป อิ เป็น เอ นร สนธิกับ อิศวร เป็น นเรศวร ปรม สนธิกับ อินทร์ เป็น ปรเมนทร์ คช สนธิกับ อินทร์ เป็น คเชนทร์ เปลี่ยนรูป อุ เป็น อู หรือ โอ ราช สนธิกับ อุปถัมภ์ เป็น ราชูปถัมภ์ สาธารณะ สนธิกับ อุปโภค เป็น สาธารณูปโภค วิเทศ สนธิกับ อุบาย เป็น วิเทโศบาย สุข สนธิกับ อุทัย เป็น สุโขทัย นย สนธิกับ อุบาย เป็น นโยบาย ๑๘


1.1.5. คำ ซ้ำ คำ ซ้ำ คือ การสร้างคำ ด้วยการนำ คำ ที่มีเสียง และความหมายเหมือนกันมาซ้ำ กัน เพื่อ เปลี่ยน แปลงความหมายของคำ นั้นให้แตกต่างไปหลายลักษณะ ๑. ความหมายคงเดิม คือ คำ ที่ซ้ำ กันจะมีความหมายคงเดิม แต่อาจจะให้ความหมาย อ่อนลง หรือไม่แน่ใจจะมีความหมายเท่ากับความหมายเดิม เช่น ตอนเย็น ๆ ค่อยมาใหม่นะ รู้สึกจะอยู่แถว ๆ นี้ละ คำ ว่า เย็น ๆ และ แถว ๆ ดูจะมีความหมาย อ่อนลง ๒. ความหมายเด่นขึ้น เฉพาะเจาะจงขึ้นกว่าความหมายเดิม เช่น สอนเท่าไหร่ ๆก็ไม่ จำ พระเอกคนนี้ ล้อหล่อ เป็นต้น ๓. ความหมายแยกเป็นส่วน ๆ แยกจำ นวน เช่น กรุณาแจกเป็นคน ๆ ไปนะ จ่ายเป็น งวด ๆ (ทีละงวด) เป็นต้น ๔. ความหมายบอกจำ นวนเพิ่มขึ้นเป็น เด็ก ๆ ชอบวิ่ง เธอทำ อะไร ๆ ก็ดูดีหมด เป็นต้น ๕. ความหมายผิดไปจากเดิม เช่น เรื่องหมู ๆ แบบนี้สบายมาก (เรื่องง่าย) รู้เพียงงู ๆปลา ๆ เท่านั้น (รู้ไม่จริง) เป็นต้น 1.1.6. คำ ซ้อน คำ ซ้อน คือ คำ ประสมชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำ เอาคำ ตั้งแต่สองคำ ขึ้นไปซึ่งมีเสียงต่าง กัน แต่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน หรือเป็นไปในทำ นองเดียวกันมาซ้อนคู่ กัน เช่น เล็กน้อย ใหญ่โต เป็นต้น ปกติคำ ที่นำ มาซ้อนกันนั้น นอกจากจะมีความหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันแล้ว มักจะมีเสียงใกล้เคียงกันด้วย เพื่อให้ออกเสียงง่าย สะดวกปาก คำ ที่นำ มาซ้อนแล้วทำ ให้เกิดความหมายนั้นแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. ซ้อนคำ แล้วมีความหมายคงเดิม คำ ซ้อนลักษณะนี้จะนำ คำ ที่มีความหมายเหมือนกันมา ซ้อนกัน เพื่อขยายความซึ่งกันและกัน เช่น ข้าทาส รูปร่าง ว่างเปล่า โง่เขลา เป็นต้น ๑๙


๒. ซ้อนคำ แล้วมีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ๒.๑ ความหมายเชิงอุปมา คำ ซ้อนลักษณะนี้จะเป็นคำ ซ้อนที่คำ เดิมมีความหมาย เป็นรูปแบบเมื่อนำ มาซ้อนกับความหมายของคำ ซ้อนนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นนามธรรม เช่น อ่อนหวาน อ่อนมีความหมายว่าไม่แข็ง เช่น ไม้อ่อน หวานมีความหมายว่ารสหวาน เช่น ขนมหวาน อ่อนหวาน มีความหมายว่าเรียบร้อย น่ารัก เช่น เธอช่างอ่อนหวานเหลือเกิน หมายถึง กิริยาอาการที่แสดงออกถึงความเรียบร้อยน่ารัก คำ อื่น ๆ เช่น ค้ำ จุน เด็ดขาด ยุ่งยาก เป็นต้น ๒.๒ ความหมายกว้างออก คำ ซ้อนบางคำ มีความหมายกว้างออกไม่จำ กัดเฉพาะ ความหมายเดิมของคำ สองคำ ที่มาซ้อนกัน เช่น เจ็บไข้ หมายถึง อาการเจ็บป่วยของโรคต่าง ๆ และคำ ว่า พี่น้อง ถ้วยชาม ทุบตี ฆ่าฟัน เป็นต้น ๒.๓ ความหมายแคบเข้า คำ ซ้อนบางคำ มีความหมายเด่นอยู่คำ ใดคำ หนึ่ง ซึ่งอาจ จะเป็นคำ หน้าหรือคำ หลังก็ได้ เช่น ความหมายเด่นอยู่คำ หน้า ใจดำ หัวหู ปากคอ บ้าบอคอแตก ความหมายเด่นอยู่คำ หลัง หยิบยืม เอร็ดอร่อย น้ำ พักน้ำ แรง ว่านอน สอนง่าย เป็นต้น ตัวอย่างคำ ซ้อน ๒ คำ เช่น บ้านเรือน สวยงาม ข้าวของ เงินทอง มืดค่ำ อดทน เกี่ยวข้อง เย็บ เจี๊ยบ ทรัพย์สิน รูปภาพ ควบคุม ป้องกัน ลี้ลับ ซับซ้อน เป็นต้น ตัวอย่างคำ ซ้อนมากกว่า ๒ คำ เช่น 1.ยากดีมีจน 4.เจ็บไข้ได้ป่วย 7.ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น 2.เวียนว่ายตายเกิด 5.ถูกอกถูกใจ 3.จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน 6.ฉกชิงวิ่งราว ๒๐


๒๑ แบบฝึกหัดบทที่ ๒ คำ ชี้แจง : ให้นักเรียนทำ เครื่องหมาย / หน้าข้อที่ถูกและทำ เครื่องหมาย X หน้าข้อที่ผิด ________๑. คำ มูลสองคำ ขึ้นไปประสมกันเป็นคำ ประสมทุกคำ ________๒. คำ ประสมต้องเกิดจากคำ ไทยประสมกับคำ ไทยเท่านั้น ________๓. ไม้เรียว เป็นคำ ประสม ________๔. ไฟฉาย , ฉายไฟ เป็นคำ ประสมทั้งสองคำ ________๕. ใจอ่อน , อ่อนใจ เป็นคำ ประสมทั้งสองคำ ________๗. สะพานลอย เป็นคำ ประสมที่เกิดจากคำ มูลสามคำ ประสมกัน ________๘. น้ำ ยาลบคำ ผิด เป็นคำ ประสม ________๙. สบู่เหลว เป็นคำ ประสมที่เกิดจากคำ นามประสมกับคำ นาม ________๑๐. น้ำ ส้มสายชูเกิดจากคำ มูล ๔ คำ ประสมกัน เป็นคำ ใหม่มีความหมายใหม่ ________๑๑. เครื่องดับ เป็นคำ ประสม เพราะความหมายเหมือนคำ มูลเดิม ________๑๒. คำ ที่นำ มาประสมกันแล้วไม่มีความหมายใหม่ ไม่เกิดศัพท์ใหม่อย่างนี้ ไม่เรียก คำ ประสม อาจเป็นวลีหรือประโยคก็ได้


บทที่ ๓ รู้คิดชนิดคำ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำ ในประโยค สาระการเรียนรู้แกนกลาง ชนิดและหน้าที่ของคำ


ชนิดและหน้าที่ของคำ คำ เป็นเสียงที่เราเปล่งออกมาตั้งแต่ 1 พยางค์ขึ้นไป ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียง สระ และเสียงวรรณยุกต์ คำ แตกต่างจากพยางค์ตรงที่ พยางค์จะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ แต่ คำ ต้องมีความหมายเสมอ คำ ในภาษาไทยแบ่งตามหน้าที่ในประโยคได้เป็น 7 ชนิด ได้แก่ คำ นาม คำ สรรพนาม คำ กริยา คำ วิเศษณ์ คำ บุพบท คำ สันธาน และคำ อุทาน คำ ทั้ง 7 ชนิดนี้ จะทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยค เพื่อสื่อความหมายให้ถูกต้อง ชัดเจน คำ บางคำ มีหลายความหมาย และสามารถทำ ได้หลายหน้าที่ การที่จะรู้ความหมายที่ถูกต้องได้ต้อง ดูที่หน้าที่ของคำ นั้นในประโยค คำ นาม คำ นามเป็นชื่อเรียก คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ที่เป็นรูปธรรม คือจับต้องได้ หรือชื่อเรียกสิ่งที่ เป็นนามธรรม คือจับต้องไม่ได้ก็ได้เช่นกัน คำ นามจะทำ หน้าที่เป็นประธาน และกรรมของ ประโยค ใช้ระบุบ่งชี้ถึงสิ่งต่างๆ เพื่อให้รู้ว่ากำ ลังพูดถึงใคร หรืออะไร คำ นามแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ 1.) สามานยนาม คือ คำ นามที่เป็นชื่อทั่วไป เช่น นก ปลา คน รถ ตึก วัด ตลาด ทะเล ภูเขา ดวงดาว 2.) วิสามานยนาม คือ คำ นามเป็นชื่อเฉพาะ อย่างเช่น ชื่อคน (สมชาย วิศรุต โธมัส มูฮัม หมัด) ชื่อสถานที่ (เชียงใหม่ ยุโรป น้ำ ตกเหวนรก ถนนเพชรเกษม) ชื่อหนังสือและตัวละคร สมมติ (สามก๊ก เวนิสวาณิช หนุมาน ไอรอนแมน) ตลอดจนชื่อของเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตาม ความเชื่อทั้งหลาย (พระยะโฮวา พระโพธิสัตว์ พระคเนศ แม่ซื้อ) ๒๓


3.) สมุหนาม คือ คำ นามบอกหมวดหมู่ ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ ที่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ เช่น ฝูงสัตว์กำ ลังแตกตื่น คณะนักศึกษาไปทัศนศึกษา เหล่าทหารกำ ลังเตรียมสวนสนาม โขลงช้างกำ ลังข้ามลำ ห้วย 4.) ลักษณนาม คือ คำ นามที่ใช้บอกลักษณะของคำ สามานยนาม เช่น รถ 6 คัน ปืน 5 กระบอก บ้าน 4 หลัง ขลุ่ย 1 เลา งา 2 กิ่ง ช้าง 3 เชือก พระ 4 รูป 5.) อาการนาม คือ เป็นคำ นามที่ขึ้นต้นด้วยคำ ว่า “การ” หรือ “ความ” นำ หน้า โดยคำ ว่า “การ” มักนำ หน้าคำ กริยา เช่น การเดิน การวิ่ง การว่ายน้ำ การแข่งขัน การเสียสละ การรบ การประชุม การเดินทาง เป็นต้น ส่วน คำ ว่า “ความ” มักนำ หน้าคำ วิเศษณ์ เช่น ความสุข ความสำ เร็จ ความรัก ความพร้อม ความรู้ ความหวัง ความแห้งแล้ง ความสงบ เป็นต้น แต่คำ บางคำ ก็สามารถนำ หน้าด้วย “การ” หรือ “ความ” ก็ได้ เช่น “การรู้ - ความรู้” “การจำ - ความจำ ” “การคิด - ความคิด” เป็นต้น กระนั้น หากคำ ว่า “การ” หรือ “ความ” นำ หน้าคำ ที่ไม่ใช่กริยา หรือวิเศษณ์ คำ นั้นจะไม่ใช่ อาการนาม เช่น การบ้าน การเมือง การประปา การไฟฟ้า เป็นต้น ๒๔


๒๕ หน้าที่ของคำ นาม คำ นามทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยคดังนี้ - เป็นประธานของประโยค เช่น เหล่าทหารกำ ลังซ้อมรบ, การเสียสละเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง, พระรามสังหารพาลี - เป็นกรรมของประโยค เช่น ฉันกินข้าว, การทำ ความดีทำ ให้เกิดความสุข, ชาวบ้านยกย่องโหว อี้ที่ยิงพระอาทิตย์ดับไป 9 ดวง - ใช้ขยายนาม เพื่อทำ ให้นามที่ถูกขยายชัดเจนขึ้น เช่น นายแสงคนขับรถขับรถไปรับพ่อของสม พงษ์, ศิริศักด์เป็นข้าราชการทหาร - เป็นส่วนเติมเต็ม เช่น เขาเป็นครูแต่น้องเป็นช่าง, บุษบาเหมือนแม่, ใครคือคนร้าย, เธอชื่อ กาหลง - ใช้ตามหลังคำ บุพบท เพื่อบอกสถานที่ หรือขยายกริยาให้ชัดเจนขึ้น เช่น เธออยู่ในห้อง (ตาม หลังบุพบท ใน), ตลาดวโรรสอยู่ที่เชียงใหม่ (ตามหลังบุพบท ที่) - ใช้บอกเวลา โดยขยายคำ กริยาหรือคำ นามอื่น เช่น ฉันจะไปทอดกฐินเดือนพฤศจิกายน, การ ประชุมจะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ - ใช้เป็นคำ เรียกขานได้ เช่น คุณแม่คะคุณป้ามาหาค่ะ, สุดาช่วยหาของให้ฉันทีสิ คำ สรรพนาม คำ สรรพนามเป็นคำ ที่ใช้แทนคำ นาม ในกรณีที่ต้องพูดถึงนามนั้นซ้ำ หรือใช้แทนตัวผู้พูดและ แทนตัวผู้อื่น เป็นคำ ที่ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าใครเป็นผู้พูด ซึ่งผู้พูดจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 เสมอ โดยแทนผู้ฟังด้วยสรรพนามบุรุษที่ 2 และแทนผู้ที่อยู่นอกการสนทนาด้วยสรรพนามบุรุษที่ 3 คำ สรรพนามแบ่งได้ 6 ชนิด คือ 1.) บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งออกเป็น - สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนผู้พูด ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน ข้า เรา - สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้แทนผู้ฟัง ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณ - สรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนคนที่เรากำ ลังกล่าวถึง ได้แก่ เขา พวกเขา มัน


2.) ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำ หน้าที่แทนคำ นาม หรือสรรพนาม ที่อยู่ข้างหน้า และยังทำ หน้าที่เชื่อมประโยคโดยให้ประโยค 2 ประโยคมีความเชื่อมกัน ได้แก่ คำ ว่า ผู้, ที่, ซึ่ง, อัน เช่น ผู้หญิงคนที่อยู่ในบ้านนั้นเป็นป้าของฉัน 3.) วิภาคสรรพนาม เป็นสรรพนามบอกความชี้ซ้ำ ที่ ใช้แทนนาม หรือสรรพนาม ที่แยกออก เป็นส่วนๆ ได้แก่คำ ว่า ต่าง, กัน, บ้าง” เช่น นักกีฬาต่างดีใจที่ได้ชัยชนะ เด็กนักเรียนบ้างก็อ่านหนังสือบ้างก็ร้องเพลง พี่น้องคุยกัน 4.) นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกล ที่เป็น ระยะทาง ได้แก่คำ ว่า นี่, นั่น, โน่น, นี้, นั้น, โน้น เช่น นี่เป็นของขวัญที่เธอให้ฉัน โน่นเป็นรถที่จะพาเราไป 5.) อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามบอกความไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่คำ ว่า ใคร, อะไร, ที่ไหน, ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำ ซ้ำ ๆ เช่น ใครๆ, อะไรๆ, ไหนๆ เช่น ใครจะไปกับฉันก็ได้ ไหนๆ ก็มาแล้ว ผู้รู้ย่อมไม่พูด ผู้พูดย่อมไม่รู้ 6.) ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้ในการถาม ได้แก่คำ ว่า ใคร, อะไร, ผู้ใด, ไหน ปฤจฉา สรรพนามต่างกับอนิยมสรรพนามตรงที่ อนิยมสรรพนามใช้ในประโยคบอกเล่า หรือปฏิเสธ แต่ ปฤจฉาสรรพนามใช้ในประโยคคำ ถาม เช่น ใครมาหน้าบ้าน อะไรอยู่ในห้อง ไหนร้านที่เธอบอก หน้าที่ของคำ สรรพนาม ๒๖


คำ สรรพนามทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยคดังนี้ - ใช้เป็นประธานของประโยค เช่น เขาไปเที่ยวกระบี่, ใครอยู่ที่ในห้อง - ใช้เป็นกรรมของประโยค เช่น แม่ฆ่ามัน, ตำ รวจจับฉัน - เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม เช่น คนที่ทนเจ็บช้ำ คือเรา - ใช้เชื่อมประโยค เช่น คนที่ทำ ดีควรได้รับรางวัล คำ กริยา คำ กริยาเป็นคำ ที่ใช้บอกอาการของนาม หรือสรรพนาม ให้รู้ว่านาม หรือสรรพนามนั้นๆ มี อาการอย่างไร หรือทำ อะไร แบ่งได้เป็น 1.) อกรรมกริยา คือ กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ เช่น ไก่ขัน, หมาเห่า 2.) สกรรมกริยา คือ กริยาที่มีกรรมมารับจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ เช่น ฉันอ่านหนังสือ, น้องขี่ จักรยาน 3.) วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องอาศัยคำ นาม สรรพนาม หรือคำ วิเศษณ์มาเติมข้างหลัง จึงจะได้ใจความ ได้แก่กริยาคำ ว่า ว่า, เหมือน, คล้าย, เท่า, คือ, เสมือน, ประดุจ, แปลว่า เช่น คุณเป็นนักดนตรี, ลูกคล้ายกับเรา, น้ำ ใจประดุจน้ำ ทิพย์ 4.) กริยานุเคราะห์หรือกริยาช่วย เป็นคำ ที่ช่วยให้กริยาอื่นที่อยู่ข้างหลังครบความ เพื่อบอกกาล หรือบอกการกระทำ ให้สมบูรณ์ ได้แก่ กำ ลัง, คง, ย่อม, ต้อง, เคย, ให้, ยอม, แล้ว, เสร็จ, ถูก, น่าจะ, จะ, จะได้, นะ, เถิด, เถอะ, สิ, ดอก, หรอก, จง, อย่า กริยานุเคราะห์จะวางอยู่หน้าคำ กริยา หรือหลังคำ กริยาก็ได้ เช่น ประจักษ์ถูกครูดุ, เขาน่าจะ สอบไม่ผ่าน, แม่ซักผ้าเสร็จ, พ่อกำ ลังไปตกปลา, พรุ่งนี้ฝนคงไม่ตก, เราเจอกันพรุ่งนี้นะ, ฉันไม่ ไปกับเขาหรอก, คุณไปคนเดียวเถอะ, ผมไปด้วยคนสิ, เธอเคยไปที่นั่นมาแล้ว, นักท่องเที่ยว ย่อมไปที่นั่น, ตำ รวจโบกให้รถหยุด, รถไฟต้องหยุดที่สถานี, ทุกคนอย่าฝ่าฝืนกฎจราจร 5.) กริยาสภาวมาลา คือ กริยาที่ทำ หน้าที่เป็น ประธาน กรรม หรือบทขยายของประโยคก็ได้ เช่น ว่ายน้ำ เป็นการออกกำ ลังกายที่ดี (ว่ายน้ำ เป็นประธานของประโยค), ชาวจีนชอบเที่ยว เชียงใหม่ (เที่ยว เป็นกรรมของกริยา ชอบ), เขาซื้อดอกไม้เพื่อมอบให้ฉัน (มอบ เป็นบทขยาย กริยา ซื้อ) ๒๗


๒๘ หน้าที่ของคำ กริยา คำ กริยาทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยคดังนี้ - เป็นกริยาหลักของประโยค เช่น วีรภาพไปโรงเรียนทุกวัน - เป็นประธานของประโยค เช่น ดูละครเป็นงานหลักของแม่บ้าน - เป็นกรรมของประโยค เช่น ภราดรชอบเล่นเทนนิส - เป็นตัวขยายกริยาหลัก เช่น ทหารกำ ลังแบกปูนไปโบกตึก - เป็นส่วนขยายกรรม เช่น โรสชอบดูดาวตก คำ วิเศษณ์ คำ วิเศษณ์เป็นคำ ที่ใช้ขยายคำ นาม สรรพนาม กริยา และคำ วิเศษณ์เอง เพื่อให้ข้อความนั้น ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะคำ วิเศษณ์เป็นคำ ที่บอกคุณสมบัติ หรือลักษณะเฉพาะของสิ่งต่างๆ รวมทั้ง อาการต่างๆ เช่น เมื่อเราระบุถึงบ้านหลังหนึ่ง คำ วิเศษณ์จะบอกให้รู้ว่า เรากำ ลังหมายถึงบ้านที่มีสีแดง ไม่ใช่บ้านสีเขียว หรือเมื่อเรากำ ลังพูดถึงคนที่วิ่งอยู่ คำ วิเศษณ์จะบอกให้รู้ว่า เรากำ ลังระบุถึง คนที่วิ่งเร็วที่สุด ไม่ใช่คนที่วิ่งช้าๆ เป็นต้น หน้าที่ของคำ วิเศษณ์ คำ วิเศษณ์ทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยคดังนี้ - ทำ หน้าที่ขยายนาม (ประธาน) เช่น รถคันนี้จอดอยู่ริมถนน, เก้าอี้ที่ฉันนั่งไม่แข็งแรง - ทำ หน้าที่ขยายสรรพนาม เช่น ใครบ้างจะไปเที่ยวกับฉัน, ฉันเองเป็นคนเก็บของ - ทำ หน้าที่ขยายคำ กริยา เช่น เธอพูดมาก, เขากินจุแต่ไม่อ้วนนะ, เมื่อวานนี้ฝนตกหนัก - ทำ หน้าที่ขยายคำ วิเศษณ์ เช่น เขาเป็นคนยากจนมาก (ยากจน เป็นคำ วิเศษณ์), เธอเป็นคน น่ารักมาก (น่ารัก เป็นคำ วิเศษณ์)


คำ วิเศษณ์แบ่งเป็น 10 ชนิด 1.) ลักษณวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์ที่บอก สี ขนาด สัณฐาน กลิ่น รส เช่น น้ำ เย็นจัดอยู่ในแก้วใส แจ๋ว, ข้าวผัดจานนี้มีรสหวาน, ประยุทธ์สูงที่สุดในห้อง 2.) กาลวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์บอกเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น อดีต เช่น คนในอดีตเป็นที่น่า จดจำ , เธอไปก่อนฉันตามไปทีหลัง 3.) สถานวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์บอกสถานที่ อาทิ ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ เช่น เขาอยู่ใกล้ เธออยู่ไกล, แม่ทัพอยู่บนข้าอยู่ล่าง, เชียงใหม่อยู่เหนือกระบี่อยู่ใต้ 4.) ประมาณวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์บอกจำ นวน หรือปริมาณ อาทิ หนึ่ง สอง สาม มาก น้อย ที่ หนึ่ง หลาย เช่น ฉันเลี้ยงแมวสี่ตัว, ป้ามีที่ดินมากมาย 5.) นิยมวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ อาทิ นี่ นั้น โน้น ทั้งนี้ เช่น ฉันชอบรถคันนี้, บ้านหลังนั้นโดนไฟไหม้ 6.) อนิยมวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ อาทิ ใด อื่นๆ กี่ ไหน อะไร เช่น ฉันจะ ไปที่ไหนก็ได้, พูดอะไรระวังๆ หน่อย 7.) ปฤจฉาวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์ใช้ถาม อาทิ ใด ไร ไหน อะไร ทำ ไม อย่างไร เช่น คุณจะไป ไหนครับ, คุณคิดจะทำ อะไร 8.) ประติชญาวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์ใช้แสดงการขานรับหรือโต้ตอบ อาทิ ครับ ขอรับ ขา คะ จ๋า เช่น คุณครูครับผมมีเรื่องอยากปรึกษาคุณครูครับ, คุณแม่ขาปูน้อยหนีบมือค่ะ 9.) ประติเษธวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์แสดงความปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ อาทิ ไม่ ไม่ใช่ มิใช่ มิได้ เช่น เขาไม่ใช่เพื่อนฉัน, ฉันไม่ได้หยิบของของเขา 10.) ประพันธวิเศษณ์ เป็นคำ วิเศษณ์ประกอบคำ กริยา หรือคำ วิเศษณ์ เพื่อเชื่อมประโยคให้มี ความเกี่ยวข้องกัน อาทิ ที่, ซึ่ง, อัน เช่น ขวดสีแดงที่อยู่ด้านในสุดหล่นแตก, อาหารจานนี้มีรส เค็มซึ่งเกินค่ามาตรฐาน ๒๙


หน้าที่ของคำ วิเศษณ์ คำ วิเศษณ์ทำ หน้าที่ต่างๆ ในประโยคดังนี้ - ทำ หน้าที่ขยายนาม (ประธาน) เช่น รถคันนี้จอดอยู่ริมถนน, เก้าอี้ที่ฉันนั่งไม่แข็งแรง - ทำ หน้าที่ขยายสรรพนาม เช่น ใครบ้างจะไปเที่ยวกับฉัน, ฉันเองเป็นคนเก็บของ - ทำ หน้าที่ขยายคำ กริยา เช่น เธอพูดมาก, เขากินจุแต่ไม่อ้วนนะ, เมื่อวานนี้ฝนตกหนัก - ทำ หน้าที่ขยายคำ วิเศษณ์ เช่น เขาเป็นคนยากจนมาก (ยากจน เป็นคำ วิเศษณ์), เธอเป็นคน น่ารักมาก (น่ารัก เป็นคำ วิเศษณ์) คำ บุพบท คำ บุพบทเป็นคำ ที่ทำ หน้าที่เชื่อมคำ 2 คำ ให้สัมพันธ์กัน อาจนำ หน้าคำ นาม สรรพนาม หรือ กริยาที่ทำ หน้าที่เป็นนาม เพื่อบอกสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น แบ่งได้เป็น 1.) บอกสถานภาพความเป็นเจ้าของ เช่น พ่อซื้อบ้านของคุณอา 2.) บอกความเกี่ยวข้อง เช่น เธอไปกับเขา 3.) บอกความประสงค์ เช่น อาหารนี้สำ หรับไปทำ บุญ 4.) บอกเวลา เช่น เขามาตั้งแต่บ่าย 5.) บอกสถานที่ เช่น เธอมาจากอุดรธานี 6.) บอกความเปรียบเทียบ เช่น เหล็กหนักกว่าไม้ ๓๐


คำ สันธาน คำ สันธานเป็นคำ ที่ใช้เชื่อมคำ เชื่อมความ และเชื่อมประโยค ให้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกันและ สละสลวย แบ่งได้เป็น 1.) เชื่อมคำ กับคำ ได้แก่คำ ว่า และ, กับ เช่น เขาและเธอต้องทำ งาน, แมวกับหนูเป็นศัตรูกัน เสมอ 2.) เชื่อมประโยคกับประโยค ได้แก่คำ ว่า หรือ, และ, เพราะ, จึง, แต่ เช่น เธอจะทานข้าวหรือ ก๋วยเตี๋ยว 3.) เชื่อมข้อความกับข้อความ ได้แก่คำ ว่า เพราะฉะนั้น, แม้ว่า…ก็, เพราะ…จึง เช่น เพราะเขา ขยันหมั่นเพียร เขาจึงร่ำ รวย, ฉันชอบอากาศหนาว เพราะฉะนั้น ฉันจึงชอบไปเที่ยวยุโรป, แม้ว่าเมืองไทยจะร้อน ชาวต่างชาติก็ยังชอบมาเที่ยว 4.) เชื่อมความให้สละสลวย ได้แก่คำ ว่า ก็, อันว่า, อย่างไรก็ตาม, อนึ่ง เช่น เขาก็เป็นคนดีคน หนึ่ง, อันว่ากริยามารยาทอันงดงามนั้น ย่อมเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่พบเห็น, อย่างไรก็ตาม เราไม่ ควรประมาทในการใช้ชีวิต คำ อุทาน คำ อุทานเป็นคำ ที่เปล่งออกมาโดยอาจไม่มีความหมาย แต่เน้นที่การแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้พูด แบ่งได้เป็น 1.) คำ อุทานบอกอาการ คือ คำ อุทานที่สื่อให้รู้อาการต่างๆ ของผู้พูด เช่น อาการดีใจ เสียใจ ตกใจ และประหลาดใจ เป็นต้น ได้แก่คำ ว่า เอ๊ะ! โอ๊ย! อ๊ะ! เฮ่! เฮ้ย! โธ่! อนิจจา! แหม! ว้า! ว้าย! วุ้ย! เป็นต้น คำ อุทานแสดงอารมณ์มักจะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) อยู่ด้านหลัง 2. อุทานเสริมบท เป็นคำ อุทานที่ใช้เสริมคำ อื่น เพื่อให้คล้องจอง หรือเป็นคำ สร้อยในคำ ประพันธ์ คำ เสริมอาจอยู่ข้างหน้า หรือข้างหลังคำ หลักก็ได้ เช่น โบร่ำ โบราณ, บ้านนอกคอก นา, ละคงละคร, ผลม้งผลไม้ หรืออยู่กลางคำ อื่น เช่น ผลหมากรากไม้ ส่วนคำ สร้อยอื่น ก็ได้แก่ นา, แลนา, แฮ, เฮย, เอย ในคำ ประพันธ์หรือสร้อยคำ ก็เช่น ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา ๓๑


1. คุณแม่..................อาหาร 2. นกแก้วตัวนั้น.................เก่งมาก 3. ชาวนา..................ข้าวในนา 4. ปัญญา..................อาวุธ 5. หน้าตาของน้อง................คุณปู่ 6. ปลาโลมา....................ปลาที่ฉลาดแสนรู้ 7. เขา....................การบ้านไม่เสร็จ 8. แมว.................เสือ 9. คุณครู..................สอนหนังสือ 10. ลม..................แรงจนต้นไม้หัก ๓๒ แบบฝึกหัดบทที่ ๓ คำ ชี้แจง เติมคํากริยาที่เหมาะสมลงในช่องว่าง


Click to View FlipBook Version