1
โครงการอนุรกั ษฟ์ ื้นฟขู นบธรรมเนียมประเพณกี ารทอดเทียนโฮมในเส้นทางสะดอื อีสานถนนสาย
วฒั นธรรมภายใต้โครงการสง่ เสริมสนับสนนุ การอนรุ กั ษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนยี มประเพณีวฒั นธรรม
ท้องถ่นิ ของสำนักงานวฒั นธรรมจังหวดั มหาสารคามประจำปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
หลกั การและเหตุผล
สงั คมไทยเปน็ สังคมท่ีประชาชนสว่ นใหญ่นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา วิถชี วี ิตของคนไทยผกู พันกบั
พระพทุ ธศาสนา เนื่องจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนามุ่งเนน้ ให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเมตตากรุณาต่อ
กัน ดงั นัน้ พระพุทธศาสนาจึงเปน็ ศูนยร์ วมจติ ใจของชนชาวไทยใหม้ ีความเป็นหนึ่งเดยี วกนั นอกจากนี้
พระพุทธศาสนายงั เป็นท่ีมาของวัฒนธรรมไทย เป็นกรอบในการปฏิบัตติ นตามหลักพิธกี รรมในพระพุทธศาสนา
เชน่ การถวายเทียนพรรษาและถวายผา้ อาบน้ำฝนในวันเข้าพรรษา ฟงั พระธรรมเทศนา การปฏิบตั ติ นตาม
ประเพณใี นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นตน้
ประเพณที อดเทียนเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ปฏิบัติสืบทอดกนั มาเปน็ ระยะเวลา
อนั ยาวนาน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพ่ือถวายเทียนแดพ่ ระภกิ ษุสามเณร ทีจ่ ำพรรษาอยู่ในอารามนนั้ ให้ได้ใชเ้ ทียน
จุดบูชาทำวตั รเช้าเย็น และทำกิจของสงฆ์อ่ืนๆ ดว้ ย แต่ปัจจุบันแม้จะมีไฟฟ้าใชแ้ ล้ว แตป่ ระเพณีทอดเทียนกย็ งั เปน็
ท่ีนยิ มทำกนั อยู่ อาจจะเปล่ียนแปลงวตั ถุประสงคไ์ ปบ้าง เช่น เพื่อหาเงินสมทบการก่อสร้าง ถาวรวัตถุ ถาวรสถาน
ในอารามนน้ั ๆ และยังเป็นการอนรุ กั ษ์ประเพณสี ร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เพอ่ื สบื ทอดส่งิ ท่ีดีงามนี้ไว้ สำนักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามได้เล็งเหน็ ถึงความสำคัญของการทอดเทยี นโฮม ซ่ึงเป็นประเพณที ่ีปลูกฝงั ความ
สามัคคใี ห้เกดิ ขน้ึ ในชุมชน สมควรไดร้ ับการอนุรักษฟ์ ืน้ ฟูให้เป็นประเพณีวฒั นธรรมท้องถิ่นทค่ี วรรกั ษาและสืบทอด
สะดืออีสาน เป็นชอ่ื เรียกจดุ ศูนย์กลางของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จุดน้อี ยู่บรเิ วณบา้ นเขวา ตำบลเหลา่
ทางดา้ นทิศใต้ของอำเภอโกสุมพสิ ัย จงั หวดั มหาสารคาม ตามหลกั ฐานทางภูมิศาสตรซ์ ึ่งถือว่าตงั้ อยูก่ ่ึงกลางของ
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื หากเปรียบเทียบพื้นทภ่ี าคตะวนั ออกเฉียงเหนือท้งั หมดเปน็ รา่ งกายมนุษย์ โดยถอื เอาจดุ
ศนู ย์กลางท่ีมองเหน็ ในร่างกายคือ “สะดือ” จงั หวดั มหาสารคามถือเอาสถานท่ีนเ้ี ปน็ จุดเด่นในการจดั ทำกิจกรรม
ต่างๆ ในทางสรา้ งสรรค์ สะดืออสี าน ถนนสายวฒั นธรรม กำหนดเส้นทางเริม่ ตน้ จากวดั มหาชัย (พระอารามหลวง)
อำเภอเมืองมหาสารคาม ผ่านอำเภอโกสุมพิสัย ผา่ นอำเภอเชียงยนื ผ่านอำเภอกนั ทรวชิ ัย และกลบั มาบรรจบทวี่ ดั
มหาชยั (พระอารามหลวง)
เพ่ือเปน็ การสง่ เสริมให้พุทธศาสนกิ ชนชาวจังหวดั มหาสารคามและบุคลากรของสำนักงานวฒั นธรรม
จังหวดั มหาสารคาม ไดเ้ ขา้ วัดทำบุญและสร้างความสามัคคี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามจึงได้จัด
กจิ กรรมการทอดเทียนโฮม ในเสน้ ทางสะดืออีสาน ถนนสายวฒั นธรรม ภายใตโ้ ครงการสง่ เสริมสนบั สนุนการ
อนรุ กั ษ์ฟื้นฟขู นบธรรมเนยี มประเพณี วัฒนธรรมทอ้ งถิน่ ของสำนักงานวฒั นธรรมจงั หวัดมหาสารคาม ประจำปี
งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
2
ทอดเทียนโฮม
ประเพณีทอดเทียนโฮม โฮม หมายถึง การรวมกัน การทอดเทียนเหมือนกับการแห่เทียนพรรษาของคน
ภาคกลาง จะแตกตา่ งบา้ งเล็กน้อย การทอดเทยี นโฮม ชาวบา้ นจะมาแต่งต้นเทียนช่วยกัน โดยเฉพาะแม่บ้านจะมา
ช่วยกันพับแมงดา ทำบายศรี เพื่อตกแต่งต้นเทียนให้สวยงาม จะทำประมาณ 1–2 วัน นอกจากต้นเทียนแล้วจะมี
ต้นเงนิ คลา้ ยกบั การตั้งกองผา้ ป่า จะมตี ้นกลว้ ยและให้ชาวบา้ นช่วยกันบริจาคนําเงนิ ไปติดที่ตน้ กลว้ ย จำนวน 1 ตน้
” นอกจากมกี ารจัดแตง่ ตน้ เทยี นและต้นเงนิ แลว้ จะมีการประกวดขบวนแห่ และสวดสรภญั ญะ การประกวดขบวน
แห่ต้องมีการรําหน้าขบวน เยาวชนกระทั่งผู้สูงอายุจะซ้อมรํา และรําหน้าขบวน ส่วนฝ่ายชายเล่นดนตรี เป่าแคน
การซ้อมราํ ประมาณ 1 สปั ดาห์ เม่อื พร้อมกนั ทง้ั หมดแล้วจะนาํ ขบวนแห่ไปทว่ี ดั
แหลง่ ท่ีมา
https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=1266&code_db=610004&code_type=11 )
เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวอีสานที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ชาวบ้านจากหมู่บ้านหนึ่งจะนำต้นเทียนไป
บูชาอีกวัดหนึ่ง นิยมทำในช่วงเข้าพรรษาตลอดพรรษา เป็นหนึ่งในฮีต 12 ครอง 14 ประเพณี 12 เดือนของชาว
อีสาน โดยชาวบ้านจะนำ ตน้ เทยี นของแตล่ ะหมู่บา้ นหรอื แต่ละวัด ไปบูชาจาก วัดหนึง่ ถึงอกี วัดหนึ่ง
แหล่งทม่ี า ( https://siamrath.co.th/n/107061 )
สรุป
ประเพณีทอดเทียนโฮม โฮม หมายถึง การรวมกัน การทอดเทียนเหมือนกับการแห่เทียนพรรษาของคน
ภาคกลาง จะแตกต่างบ้างเล็กน้อย การทอดเทียนโฮม ชาวบ้านจะมาแต่งต้นเทียนช่วยกัน เพื่อตกแต่งต้นเทียนให้
สวยงาม นอกจากต้นเทียนแล้วจะมีตน้ เงิน คล้ายกับการตั้งกองผ้าป่า จะมีต้นกล้วยและให้ชาวบ้านช่วยกันบรจิ าค
นําเงนิ ไปตดิ ที่ต้นกลว้ ย เปน็ ประเพณเี กา่ แก่ของชาวอสี านท่ีสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น นิยมทำในช่วงเข้าพรรษาตลอด
พรรษา เปน็ หนึ่งในฮีต 12 ครอง 14 ประเพณี 12 เดือนของชาวอีสาน
ประเพณกี ารทอดเทียน
ประเพณกี ารทอดเทยี น นเี้ ปน็ ประเพณีเก่าแก่ของบคนอีสาน ซง่ึ ใดส้ ืบทอดกนั มาจากรุ่นสรู่ นุ่ เป็นประเพณี
อันดีงามของชาวอสี าน จะทำในช่วงเข้าพรรษาช่วงกลางพรรษาจนถึงก่อนออกพรรษาในทุกๆวนั พระ จากการที่ได้
ค้นคว้าคำว่า "ทอดเทียน" น่าจะมาจาก คำสองคำคือ ทอด ระยะจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่ง และอีกนัยหนึ่งคือการ
ถวายสิ่งของแด่พระ ส่วนคำว่า เทียนคือเครื่องไฟบูชาพระหรือจุดให้แสงสว่างที่หล่อด้วยขี้ผึ้งหรือไขเป็นต้น มีใส้
ตรงใจกลาง จากการนำความหมายของคำสองคำนั้นอาจจะหมายถงึ การนำต้นเทียนที่มีอยู่ของแต่ละหมู่บ้านหรอื
วัดนำไปบูชาจากวัดหนึ่งถึงอีกวัดหนึ่งเพื่อเป็นการเยี่ยมยามถามข่าว สารทุกข์สุกดิบของชาวบ้านแต่ละหมู่บ้าน
ประเพณีทอดเทียนของชาวอีสานนีท้ ี่สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วคนที่สืบทอดมาน้ัน โดยที่หมู่บ้านหนึ่งจะต้อง
3
นำต้นเทียนไปบูชาอีกวัดหนึ่ง ซึ่งอาจจะอยู่คนละหมู่บ้านแล้วก็ทำพิธีทางพุทธศาสนา ประเพณีนี้นิยมทำในช่วง
เข้าพรรษาเมื่อมีการทำพิธีทางพุทธศาสนาเสร็จแล้วจะเป็นกิจกรรมของชาวบ้านคือการร้องสรภัญญะเป็นภาษา
อีสาน เป็นเรื่องราวคติธรรมสอนใจ หรือเรื่องนิทานชาดกตามแต่ละชุมชนจะแต่งเรื่องขึ้นมาขับร้อง เพื่อเป็นการ
ต้อนรับแล้วก็จะเปลีย่ นกันร้องให้ครบทุกหมูบ่ ้านที่ได้ไปในครัง้ นั้น และอาจจะมีการประกวดแข่งขันเพื่อเกิดความ
สนกุ รืน่ เรงิ นอกจากจะมกี ารประกวดขับร้องสรภญั ญะแล้ว บางทีอาจจะทีการแขง่ ขนั กีฬาเชน่ ตะกร้อ หรือวอลเล่
บอลเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนต่อชุมชนอีกด้วย การทอดเทียนยังเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความ
สามัคคแี กช่ าวบา้ นและสรา้ งความสมั พันธ์ของแตล่ ะหม่บู ้านได้เปน้ อยา่ งดี
บุญขา้ วประดบั ดิน
บุญข้าวประดับดิน คือ บุญที่ทำในวันแรมสบิ สี่ค่ำ เดือนเก้า(ประมาณเดือนสิงหาคม) เป็นการนำข้าวปลา
อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ อย่างละเล็ก อย่างละน้อย แล้วห่อด้วยใบตองทำเป็นห่อเล็กๆ นำไปวาง
ตามโคนตน้ ไมใ้ หญห่ รือตามพน้ื ดินบรเิ วณรอบๆ เจดีย์หรอื โบสถ์ เปน็ การทำบุญทชี่ าวบา้ น จัดขึน้ เพื่ออุทิศส่วนกุศล
ใหแ้ ก่ผลู้ ว่ งลบั ไปแล้ว
ความเป็นมา
มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่าญาติของพระเจ้าพิมพิสารกินของสงฆ์เมื่อตายแล้วไปเกิดในนรก ครั้นพระ
เจา้ พิมพสิ ารถวายทานแด่พระพุทธเจา้ แล้วมิได้อุทิศให้ญาตทิ ่ีตาย กลางคืนพวกญาติทีต่ ายมาแสดงตัวเปล่งเสียงน่า
กลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์ รุ่งเข้าได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทูลเหตใุ ห้ทราบ พระเจ้าพิม
พิสารจึงถวายทานอีกแล้วอุทิศส่วนกุศลปไให้ญาติที่ตาย ไปจึงได้รับส่วน กุศลการทำบุญข้าวประดับดิน ทำเพื่อ
อทุ ศิ ส่วนกุศลแก่ญาตผิ ู้ตายแล้ว ถือเป็นประเพณี ท่ตี ้องทำเป็นประจำทุกปี ท่มี าของงาน เนอ่ื งจากคนลาวและไทย
อีสาน มคี วามเชอ่ื ถือสบื ต่อกันมาแต่โบราณกาลแล้วว่า กลางคนื ของเดือนเกา้ ดบั (วนั แรม 14 คำ่ เดือน 9)เป็นวันท่ี
ประตูนรกเปิด ยมบาลจะปล่อยให้ผีนรกออกมาเยี่ยมญาติในโลกมนุษย์ ในคืนนี้คืนเดียวเท่านั้นในรอบปี ดังนั้นจึง
พากันจัดห่อข้าวไว้ให้แก่ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว ถือว่าเป็นงานบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไป
แลว้
พธิ ีกรรม
ในตอนเย็นของวันแรม 13 คำ่ เดือน 9 ญาตโิ ยมเตรียมจัดอาหารคาวหวาน และหมากพลู บหุ รี่ไว้กะให้ได้
4 สว่ น สว่ นหน่ึงเลย้ี งดูกนั ภายในครอบครวั สว่ นที่สองแจกให้ญาติพ่ีน้อง สว่ นทส่ี ามอุทิศให้ญาติทีต่ ายไปแล้ว และ
ส่วนที่ส่ีนำไปถวายพระสงฆ์ ในส่วนทีส่ าม ญาติโยมจะห่อข้าวน้อย ซึ่งมีวธิ ีการห่อคือ ใช้ใบตองห่อ ขนาดเท่าฝ่ามอื
สว่ นความยาวนั้นใหย้ าวสดุ ซีกของใบตอง อาหารคาวหวาน ทีใ่ สห่ ่อนน้ั จะจัดใส่หอ่ อยา่ งละเลก็ ละน้อย อาทิ
- ขา้ วเหนยี วทีน่ งึ่ สกุ แล้วปน้ั เปน็ ก้อนเล็กๆ ขนาดเทา่ หัวแม่มือ 1 ก้อน
- เน้ือปลา เนือ้ ไก่ หมู และใสล่ งไปเล็กน้อย ถือว่าเป็นอาหารคาว
4
- กล้วย นอ้ ยหน่า ฝรัง่ มะละกอ มันแกว ออ้ ย มะละกอสุก หรือขนมหวานอนื่ ๆ ลงไป (ถือเป็นอาหารหวาน)
- หมากหน่ึงคำ บุหรี่หนง่ึ มวน เมีย่ งหนง่ึ คำ
หลังจากนั้นนำใบตองมาห่อเขา้ กนั แลว้ ใช้ไมก้ ลดั หัวทา้ ยและตรงกลางกจ็ ะได้หอ่ ขา้ วนอ้ ย ท่ีมีลกั ษณะยาวๆ
หมาก พลู หมากหนึง่ คำ บุหรีห่ น่งึ มวน เมย่ี งหนึ่งคำ สีเสียด แกน่ คูน นำมาห่อใบตองเขา้ ดว้ ยกันแลว้ ไม้กลัดหัวท้าย
ก็จะได้หอ่ หมาก พลู หลงั จากนัน้ นำท้ัง 2 ห่อมาผูกกันเป็นคู่ แลว้ นำไปมดั รวมเป็นพวง 1 พวง จะใส่ ห่อหมากและ
หอ่ พลจู ำนวน 9 หอ่ ต่อ 1 พวง
การวางหอ่ ขา้ วนอ้ ย
การวางหอ่ ข้าวน้อย หมายถึง การนำห่อข้าวน้อยไปวางอุทิศสว่ นกศุ ลตามที่ต่างๆ พอถึงเวลาประมาณ 03.00
- 04.00 น.ของวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะนำเอาห่อข้าวน้อยที่จัดเตรียมได้แล้วไปวางไว้
ตามโคนต้นไม้ในวัด วางไว้ตามดินริมกำแพงวัด วางไว้ริมโบสก์ ริมเจดีย์ในวัด การนำเอาห่อข้าวน้อยไปวางตามที่
ต่างๆ ในวัดเรียกว่า การยาย(วางเป็นระยะๆ)ห่อข้าวน้อย ซึ่งเวลานำไปวางจะพากันไปทำอย่างเงียบๆ ไม่มีการตี
ฆ้อง ตกี ลองแตอ่ ยา่ งใด
หลังจากการยาย (วาง) ห่อข้าวน้อยเสร็จ ชาวบ้านจะกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารใส่บาตรในตอนเช้าของวัน
แรม 14 ค่ำ เดือน 9 หลงั จากนน้ี พระสงฆ์จะแสดงพระธรรมเทศนาเก่ียวกบั เร่ืองอานิสงฆ์ของบญุ ข้าวประดับดินให้
ฟัง ต่อจากนั้นชาวบ้านจะนำปัจจัยไทยทานถวายแด่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ให้พรเสร็จ ชาวบ้านที่มาทำบุญก็จะ
กรวดน้ำ อุทิศสว่ นกุศลไปให้ญาติ ผู้ที่ลว่ งลับไปแล้วทกุ ๆ คน
ชว่ งเวลาจัดงาน
ชว่ งเวลาเดอื น กันยายน (วันแรม 14 ค่ำ เดอื น 9)
แหลง่ ท่ีมา https://guru.sanook.com/8477/
สะดืออีสาน
สะดอื อีสาน หรอื บึงกยุ ต้ังอยูท่ ี่หมู่ 13 ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพสิ ัย มีความเชอื่ กันว่าท่ีน่ีเป็นจุดศูนย์กลางของ
ภาคอีสาน จึงเรียกกันว่าสะดืออีสาน มีลักษณะเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,750 ไร่ อุดม
สมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำมากมาย เป็นแหล่งทำมาหากินที่สำคัญของชาวมหาสารคาม อีกทั้งโดยรอบบึงยังมี
ทัศนียภาพที่สวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ น่ามาเที่ยวพักผ่อน มีอาคารรูปทรงสวยงามตั้งเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น
ภายในพื้นที่มีอาณาเขตที่กว้างขวาง มีการจัดตกแต่งเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่น สามารถมองเห็นวิวสวยของ "บึง
กุย" บงึ นำ้ ขนาดใหญ่ได้อย่างสวยงาม ซงึ่ เหมาะแก่การเดนิ ทางมาพักผ่อนหย่อนใจ และเกบ็ ภาพประทับใจไว้เป็นที่
ระลึก
5
ทั้งนี้ สะดืออีสานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ที่เปรียบเสมือนเป็นจุดพิกัดกึ่งกลางของภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ โดยนกั ท่องเท่ยี วสว่ นใหญ่มกั นยิ มเดนิ ทางมาเก็บภาพประทบั ใจ เพื่อเป็นการบนั ทกึ ความทรง
จำว่าครง้ั หนง่ึ ไดเ้ คยมายืนอยู่ ณ ศูนยก์ ลางของภาคอีสานแล้ว
สะดืออีสาน เป็นชื่อที่ สภาวัฒนธรรมจังหวดั มหาสารคามตั้งขึ้น เพื่อใช้เรียกบริเวณจุดศูนย์กลางของภาค
อีสาน ด้วย เหตุผล ถ้าเปรียบแผ่นดินอีสานทั้งภาคเป็นเสมือนร่างกายมนุษย์ และจุดศูนย์กลางที่มองเห็นใน
ร่างกายของมนุษย์ คอื สะดือ
แหล่งท่มี า https://www.m-culture.go.th/mahasarakham/ewt_news.php?nid=1123&filename=index
ประวตั คิ วามเปน็ มาสะดืออสี าน
สะดอื อสี าน
“สะดอื ” ในภาษาอีสานเรยี กว่า“ มือ” เปน็ จุดศนู ยก์ ลางของร่างกายมนษุ ย์และส่ิงต่างๆดงั เช่น“ บ้อื บ้าน”
หรือ“ สะดือบ้าน” เป็นการตั้งเสาหลักบ้าน ณ บริเวณพื้นที่ศูนย์กลางของบ้านตามความเชื่อของชาวอีสานในการ
ตง้ั ถ่ินฐานจากแนวคิดในเรอ่ื งจุดศูนย์กลางดงั น้นั “ สะดอื อีสาน” จึงหมายความถงึ นัยยะ ๒ ประการ ไดแ้ ก่
นัยยะที่ ๑ ทางกายภาพ (Physical) เป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง
๑๙ จังหวัดนัยยะที่ ๒ ทางจิตวิญญาณ (Spirit) เป็นพื้นที่แกนกลาง (Core Area) ศูนย์รวมทั้งวิถีชีวิตจิตวิญญาณ
ของชาวอีสาน
การท่ีจุดศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในท้องที่จังหวัดมหาสารคามตามหลักฐานทาง
ภูมิศาสตร์ จึงถือได้ว่าจังหวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากเปรียบเทียบพื้นที่ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ทงั้ หมดเป็นรา่ งกายมนุษย์ โดยถือเอาจุดศูนยก์ ลางทม่ี องเห็นในรา่ งกายคือ สะดือ
จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นจังหวัด ที่ไม่มีภูเขา ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มบริเวณจุดศูนย์กลางของภาค จึงสมควร
ได้ชื่อว่า สะดืออีสาน เมื่อเป็นเช่นนี้จังหวัดมหาสารคามจึงถือเอาเป็นจุดเด่นในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ ในทาง
สร้างสรรค์ขึ้นในบริเวณที่เป็นสะดืออีสาน เพื่อให้มีคุณค่า มีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์รวมทางวิชาการหรือ
ศาสตร์แขนงต่างๆ ให้ชาวอีสานมาศึกษาหาความรู้ได้อย่างกว้างขวาง ให้สอดคล้องกับความเป็นเมืองตักสิลานคร
ของจังหวัดมหาสารคาม
6
คำจำกัดความ คำว่า สะดืออีสาน
“ สะตืออีสาน” หมายถึงจุดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจุดพิกัดที่ Northing ๑๗๔๑๗๐๖.๑๔
m. Easting ๒๔๔๐๔๑.๔๔๐๘ m. หรือ Latitude ๑๖ ๑๑ ๕๔, ๓๒๐๙ N Longitude ๑๐๓ ๐๔ ๒๔, ๕๘๑๘ E
(ท่ีมา: กรมแผนทีท่ หาร) จดุ พกิ ัดดังกลา่ วอยู่ท่ีบา้ นเขวา ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพสิ ัย จังหวดั มหาสารคาม จังหวัด
มหาสารคามจึงเปน็ ศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนอื หรือภาคอสี านประกอบด้วยจังหวัดตา่ ง ๆ จำนวน ๒๐
จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครพนม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบึง
กาฬ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดเลย จังหวัด
สกลนคร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัด
อุบลราชธานี จังหวดั อำนาจเจริญ
ความเป็นมาและความสำคญั ของแหล่งอนุสรณส์ ถานสะดอื อสี าน
ในปัจจุบันสบื เนือ่ งจากคณะกรรมการบริหารสภาวฒั นธรรมจังหวัดมหาสารคามเชือ่ ว่าจังหวดั มหาสารคาม
เป็นจดุ ศนู ย์กลางของภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือทางภูมิศาสตรจ์ งึ ได้ดำเนนิ การตรวจสอบตามหลักวิชาการปรากฏว่า
จดุ ศูนยก์ ลางของภาคตะวันออกเฉยี งเหนืออยทู่ ี่พิกัด Northing ๒๗๕๑๗๐๖.๒๔m. Easting ๒๕๔๐๔๒.๔๘๐๘m.
Latitude ๑๖ ตด ๕๔.๓๒๐๙N Longtitude๑๐๓ ๐๔ ๒๔ ๔๘๑๔E จดุ นีอ้ ยู่บรเิ วณบ้านเขวา ตำบลเหลา่ ทางด้าน
ทิศใต้ของอำเภอโกสุมพิสัยจังหวัดมหาสารคาม โดยอยู่ในพื้นที่เอกชนเป็นที่ตั้งฉางของชาวบ้านและมีพื้นที่ จำกัด
การที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามนั้นอาจไม่มีความเหมาะสมจึงได้
พิจารณาพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่าคือแหล่งน้ำธรรมชาติบึงกุยและบริเวณข้างเคียงโดยจะมีการกันพื้นที่
บางส่วนสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาเพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลโดยทั่วไปทางจังหวัด
มหาสารคามจึงได้ผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาบึงกุย (สะตืออีสาน) ให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
มหาสารคามโครงการพัฒนาสะดืออีสานซึ่งได้รับการผลักดันให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวั ดมหาสาร
คามตามยุทธศาสตร์สร้างศูนย์กลางการเรียนรู้และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมโดยมีลักษณะการดำเนินงานที่ใช้
กระบวนการดำเนินการพัฒนาโครงการจากความรว่ มมือหลายหนว่ ยงานอีกท้ังยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนา
กลุ่ม ๓ จังหวัดขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม) โดยประสานรับกับนโยบายของภาครัฐในการบริหารราชการ
แบบบูรณาการ (CEO)
“ สะดอื อสี าน” เป็นชอ่ื ท่คี ณะกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจงั หวัดมหาสารคามต้งั ขนึ้ เม่ือ พ.ศ. ๒๕๕๔
เพื่อใช้เรียกบริเวณจุดศูนย์กลางของภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นชื่อเฉพาะแทนชื่อเต็มว่า“ จุด
ศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งกรมแผนที่ทหารกองบัญชาการทหารสูงสุดได้กำหนดไว้เมื่อวันที่ ๒๑
7
ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ วิธีหาจุดศูนย์กลางดังกล่าวกรมแผนที่ทหารใช้วิธีสร้างรูปหลายเหลี่ยม ( Polygon)
ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานให้เหมาะสมที่สุดแล้วคำนวณหาจุดกึ่งกลางจากพิกัดจุดยอดมุมของรูปหลายเหลี่ยมที่
สร้างขึ้นตามหลักวิชาที่นา่ เชื่อถือที่สุดผลปรากฏว่าจุดศูนยก์ ลางของภาคอีสานอยู่ที่เส้นรุ้งท่ี ๑๖ องศา ๑๒ ลิปดา
เหนือตัดกับเสน้ แวงที่ ๑๐๓ องศา ๔ ลิปดาตะวันออกซึ่งอยู่ท่ีสนามโรงเรียนบ้านเขวาตำบลเหล่าอำเภอโกสุมพิสัย
โดยอยู่ในพื้นที่ฉางของชาวบ้านและมีพื้นที่จำกัด การที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด
มหาสารคามได้พิจารณาพื้นที่ในบริเวณที่กว้างขึน้ ในลักษณะเครือข่ายโดยยังรักษาความสำคัญของจุดสะดืออีสาน
ไว้ดว้ ย
เมอื่ จุดศนู ยก์ ลางของภาคอสี านอย่ใู นท้องทจี่ ังหวัดมหาสารคามตามหลักฐานทางภูมิศาสตรจ์ งึ ถอื ว่าจังหวัด
นี้ตั้งอยู่ใจกลางของภาคอีสานการเดินทางจากจังหวัดต่างในภาคอีสานไปยังจังหวัดมหาสารคามโดยทางรถยนต์
ตามแผนที่ทางหลวงแลว้ จะใช้เวลาต่างกันไม่มากนักฉะนัน้ ถ้าเปรยี บแผน่ ดินอสี านทั้งหมดเป็นเสมือนรา่ งกายมนุษย์
และจุดศูนย์กลางท่ีมองเห็นในร่างกายของมนุษย์คือสะดือมหาสารคามซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่มีภูเขาต้ังอยู่ในที่-ราบลุ่ม
บริเวณใจกลางของภาคจงึ สมควรไดช้ อื่ วา่ “ สะดอื อีสาน”
เมื่อสะดืออีสานเกิดขึ้นแลว้ อย่างนี้ผู้ท่ีเป็นเจ้าของพื้นทีค่ ือชาวมหาสารคามนา่ จะถือเอาเป็นจุดเด่นในการ
จัดทำกิจกรรมต่างๆในทางสร้างสรรค์ขึ้นในบริเวณที่เป็นสะดืออีสานเพื่อให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่ามีความสำคัญใน
ฐานะเปน็ ศนู ย์รวมทางวิชาการหรือศาสตรแ์ ขนงตา่ งๆใหช้ าวอีสานมาศึกษาหาความรูไ้ ด้อยา่ งกวา้ งขวางเป็นประดุจ
ด่ังเมอื งตกั สลิ าราชธานขี องแควน้ คันธาระศูนย์รวมแห่งวชิ าความรู้ในยคุ โบราณ
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กรมชลประทานในฐานะผู้ดูแลแหล่งน้ำ ได้ใช้งบประมาณ ๔๐ ล้านบาทในการพัฒนา
พื้นที่ริมบึงกุยทั้งหมดโดยได้ขุดลอกบางส่วนของบึงให้ลึก และนำดินมาปรับถมพื้นที่ด้านหน้าซึ่งพื้นที่บริเวณท่ี
กำหนดให้เป็นสวนเกษตรทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ปรับปรุงทำคันกั้นโดยรอบบึงเป็นถนนลูกรังเอื้อให้
ประชาชนโดยทั่วไป และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมทิวทัศน์หรือจัดกิจกรรมนันทนาการได้โดยสะดวก อนึ่ง
เส้นทางโดยรอบบงึ นี้สามารถพฒั นาแนวต่อเชื่อมไปยังหมู่บ้านเขวา ตำบลเหล่า อันเป็นจุดพกิ ัดทางภูมิศาสตร์ของ
สะดืออีสานได้โดยใกล้ ดังนั้น แนวคิดในการพัฒนาบึงกุยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสะดืออีสานจึงได้รับการตอบ
รับจากภาครฐั และประชาชนในจังหวัดเปน็ อย่างดี
สำหรบั “ สะตอื อีสาน” หรือ“ จดุ ศนู ยก์ ลางของภาคอีสาน” เปน็ แหลง่ ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในเขต
พื้นที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของโรงเรียนบ้านเขวา ตำบลเหล่า
ภายในพื้นที่มีอาณาเขตที่กว้างขวาง มีการจัดตกแต่งเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่น และสวยงาม ซึ่งเหมาะแก่การ
เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจ และเกบ็ ภาพประทับใจไวเ้ ป็นทร่ี ะลกึ
8
นอกจากนี้ยงั สามารถเดนิ ทางต่อไปยัง “วนอทุ ยานโกสมั พี” ในบรเิ วณใกล้เคยี งได้ เพ่ือไปชมความสวยงาม
ของธรรมชาตแิ ละชมตน้ ไมใ้ หญห่ ลายชนิด อาทิ ต้นยางใหญ่ ต้นตะแบก ต้นกระทุ่ม ต้นเขวา ฯลฯ ตลอดจนแหลง่
อาศัยของลิงป่านับพันตัว โดยเฉพาะ“ ลิงแสมสีทอง” ลิงพันธุ์หายากของโลก ซึ่งสามารถพบได้เฉพาะในป่าแห่งน้ี
เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปกราบนมัสการขอพร“ หลวงพ่อมิ่งเมือง” พระพุทธรูป
สมัยทวารวดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอโกสุมพิสัยที่ประดิษฐานอยู่ดา้ นหน้าวนอุทยานโกสมั พีได้อีก
ด้วย
แผนท่สี ะดอื อสี าน
9
นครจำปาศรี
“เมืองโบราณนครจำปาศรี” มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน กว้างประมาณ 1,500 เมตร ยาวประมาณ
2,700 เมตร ประกอบด้วยเชิงเทนิ หรอื คนั ดิน 2 ชัน้ มีคนู ้ำขัน้ กลาง กวา้ งประมาณ 20 เมตร เนินดนิ สูงประมาณ 3
เมตร และกว้างประมาณ 6 เมตร เมืองโบราณแห่งนี้มีการพัฒนาการของเมืองที่สืบต่อมาหลายสมัยตั้งแต่พุทธ
ศตวรรษที่ 12-16 นครจำปาศรี เร่มิ มกี ารพฒั นาการของเมืองทีช่ ัดเจนขึ้นโดยมกี ารขุดคูเมือง-กำแพงเมืองล้อมรอบ
เพ่ือไว้ใช้เปน็ พ้ืนท่เี ก็บน้ำภายในเมืองเพ่อื การเกษตรกรรม และมีการรับศาสนาพทุ ธจากพื้นท่ีลุ่มน้ำภาคกลางเข้ามา
จึงมีการสร้างศาสนสถานขึ้นภายในเมืองหลายแห่ง เช่น ศาลานางขาว รวมถึงการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรม
สารีรกิ ธาตนุ อกเมือง การพฒั นาของเมอื งมีสืบเนอื่ งมาถงึ พทุ ธศตวรรษท่ี 16–18 จากการศกึ ษาภาพถา่ ยทางอากาศ
และการขุดตรวจชั้นดินทางโบราณคดีพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของเมือง โดยมีการขุดขยาย
แนวคูเมืองออกไปทั้งสองด้านทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมน ซ่ึง
เป็นลักษณะการสร้างเมืองในวัฒนธรรมแบบขอมซ้อนทับลงไปในเมืองโบราณสมัยทวารวดีอีกชั้นหนึ่ง แต่ยังคง
รูปแบบการวางผังเมืองเดิมไว้โดยไม่ได้แก้ไข รวมถึงมีการสร้างศาสนสถานกู่น้อยขึ้นเพื่อเป็นเทวลัย และสร้างบา
รายทางด้านทิศตะวนั ออกไวเ้ พื่อการเก็บกักน้ำไว้ใช้ภายในชุมชน ด้านทิศตะวันออกของเมือง พบร่องรอยของสระ
น้ำที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองอีไล” วางตัวทอดยาวขนานไปกับแนวตัวเมือง
เพอ่ื กักเก็บน้ําเพ่ือใช้ในการเกษตรกรรมที่รองรับการขยายตวั ของชุมชนเช่นกัน ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 18 ร่วมสมัย
พระเจา้ ชัยวรมันที่ 7 แหง่ ราชอาณาจกั รขอม พระองคท์ รงใหส้ ร้างอโรคยาศาล จำนวน 102 แหง่ ทวั่ ราชอาณาจักร
ของพระองค์ ซึ่งพบอยู่ในนครจำปาศรีหนึ่งแห่ง คือ “กูสั่นตรัตน์” การสร้างอโรคยาศาลสร้างขึ้นในพื้นที่ชุมชนที่
ผู้คนอาศยั เป็นจำนวนมาก และเปน็ เมืองท่ีสำคัญ วัฒนธรรมขอมที่แพร่เข้ามานั้นก็มิได้ทำลายวัฒนธรรมทวารวดีท่ี
เจริญอยู่ก่อนหน้านี้ให้หมดไป แต่มีการผสมผสานและนับถือควบคู่กันมา ดังปรากฏหลักฐานการจารึกที่หลังพระ
พิมพ์นาดูน บางแผ่นมีจารึกที่ใช้ภาษามอญ และภาษาขอม หลังพุทธศตวรรษที่ 18 ลงมา เป็นระยะสุดท้ายที่
อำนาจทางการเมืองของขอมได้เสื่อมลงและส่งผลให้บ้านเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาแต่ก่อนค่อยๆ เสื่อมลงทำให้
จำนวนประชากรน้อยลง จนกระทัง่ เมืองถูกทง้ิ รา้ งไปในทีส่ ดุ
แหล่งทม่ี า https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA-Arch/article/view/48663
10
แผนท่ีนครจำปาศรี
11
ระยะเวลาการดำเนนิ งาน
ระหว่างวันท่ี ๙ - ๓๑ สงิ หาคม ๒๕๖๔
วิธดี ำเนินการ
๑. จดั ทำโครงการและเสนอโครงการเพอ่ื ขออนุมตั ิ
๒. แตง่ ต้งั คณะกรรมการดำเนินงาน
๓. ดำเนินการจดั กจิ กรรมตามโครงการ
๔. สรุป วิเคราะห์ ประเมินผลและรายงานผลการดำเนนิ งาน
สถานที่ดำเนินการ
วัดในเสน้ ทางสะดืออสี านถนนสายวฒั นธรรมจำนวน ๒๖ วดั
๑. วดั ขุนพรหมดำริ อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒. วัดกุญชรวนาราม อำเภอเมอื งมหาสารคาม
๓. วัดหนองเขื่อนชา้ ง อำเภอเมอื งมหาสารคาม
๔. วดั บา้ นแกง้ ขงิ แคง อำเภอโกสมุ พสิ ยั
๕. วดั บ้านเขวา (สะดอื อีสาน) อำเภอโกสมุ พิสัย
๖. วัดกลางโกสมุ อำเภอโกสุมพิสัย
๗. วัดใตโ้ กสุม อำเภอโกสมุ พิสยั
๘. วัดมงคลชยั ศรี (วดั บา้ นยางใหญ)่ อำเภอโกสมุ พสิ ัย
๙. วัดบ้านยางน้อย อำเภอโกสมุ พิสัย
๑๐. วดั บ้านเข่อื น อำเภอโกสุมพสิ ัย
๑๑. วัดกลางเชียงยนื อำเภอเชยี งยนื
๑๒. วัดบ้านหนองซอน อำเภอเชียงยืน
12
๑๓. วดั พทุ ธประดิษฐ์ อำเภอเชียงยืน
๑๔. วัดโพธศ์ิ รี อำเภอกนั ทรวชิ ัย
๑๕. วัดสวุ รรณมงคล อำเภอกนั ทรวชิ ยั
๑๖. วดั พทุ ธมงคล อำเภอกันทรวิชยั
๑๗. วดั บ้านหวั ขัว อำเภอกันทรวชิ ยั
๑๘. วัดสว่างวารี อำเภอกนั ทรวชิ ยั
๑๙. วัดเจริญผล อำเภอกนั ทรวชิ ัย
๒๐. วัดปา่ ศุภมิตรสิทธาราม อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๑. วดั พุทธวนาราม (วดั ปา่ วงั นำ้ เยน็ ) อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๒. วัดสามัคคี อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๓. วัดประชาบำรุง อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๔. วัดโพธิ์ศรี อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๕. วัดศรสี วสั ด์ิ อำเภอเมืองมหาสารคาม
๒๖. วดั นาควิชยั อำเภอเมอื งมหาสารคาม
วธิ ีป้องกันการแพร่ระบาดของโควดิ -19
- ล้างมอื บ่อยๆ โดยใช้สบู่และน้ำ หรือเจลล้างมือท่ีมีส่วนผสมหลักเป็นแอลกอฮอล์
- รกั ษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากผทู้ ไี่ อหรือจาม
- สวมหน้ากากอนามัยเม่ือเวน้ ระยะห่างไม่ได้
- ไมส่ มั ผัสตา จมกู หรือปาก
- ปดิ จมกู และปากดว้ ยขอ้ พับด้านในข้อศอกหรอื กระดาษชำระเมื่อไอหรือจาม
- เก็บตวั อย่บู า้ นเมื่อรู้สกึ ไมส่ บาย
- หากมไี ข้ ไอ และหายใจลำบากโปรดไปพบแพทย์
13
ชอ่ งทางการติดตอ่
โทร : 043 777 561
เวบ็ ไซต์ : https://www.m-culture.go.th/mahasarakham/main.php?filename=intro
เฟสบคุ๊ : สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดมหาสารคาม
https://www.facebook.com/culture.mahasarakham
ประเพณี 12 เดือน หรอื ฮีต 12
เดอื นอา้ ย หรือ เดอื น 1 – บุญเขา้ กรรม
บุญเข้ากรรม ได้แกป่ ระเพณีทำบญุ เขา้ กรรม เม่ือถึงวนั เพ็ญเดือนอ้ายหรือเดือนธนั วาคมนั่นเอง โดยมี
มูลเหตุ เน่อื งจากมพี ระภกิ ษุรปู หนงึ่ ล่องเรอื ไปตามแม่น้ำคงคา ได้เอามือไปจบั ตะไคร้น้ำขาดเปน็ อาบตั ิ ครั้นถึงเวลา
ใกลจ้ ะตายมองหาภกิ ษุสักรูปหนึง่ เพอื่ จะแสดงอาบตั ิก็ไม่เห็น ครน้ั มรณภาพไปแลว้ จงึ เกิดเป็นพญานาคชื่อ เอ
รถปตั เพราะเหตนุ น้ั จงึ ทำให้เกิดมกี ารเข้ากรรมขึน้ ทกุ ปี เพื่อใหโ้ อกาสแกภ่ ิกษอุ าบัติที่ไม่มโี อกาสแสดงอาบัติได้
แสดงและได้อยู่กรรมจนพน้ อาบัติในเดือนนี้
พิธีทำบญุ เข้ากรรม จัดทำโดยพระภิกษุ ผ้ตู ้องอาบัติสังฆาทิเสส คอื อาบตั ิขนาดกลาง ต้องปฏบิ ตั ิวฏุ ฐานวธิ ี
คอื ระเบียบเป็นเคร่ืองออกอาบตั ิ โดยใหพ้ ระสงฆ์เขา้ ไปอยู่ในเขตท่จี ำกัด ทรมานกายและชำระจติ ใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ ถือ
เป็นการแทนคุณมารดาท่ตี ้องอยกู่ รรม(อยู่ไฟ) ด้วยการเขา้ กรรมทำอย่เู ก้าราตรี คือ สามราตรแี รกเรยี กวา่ อยู่
บริวาส และหกราตรีตอ่ มาเรียกว่า อย่มู านัต เมื่อครบเก้าราตรีจึงอพั ภาน คือ ออกจากกรรม โดยมีพระสงฆ์ 20 รูป
เป็นผู้สวดอัพภาน
การสวดระงบั อาบตั ิ ภกิ ษุทีอ่ อกจากกรรมแล้ว ถือวา่ เปน็ ผู้หมดมลทนิ บริสุทธผ์ิ ดุ ผอ่ ง ชาวบา้ นทท่ี ำบญุ
ถวายทานแด่พระสงฆ์ระหว่างเข้ากรรมถือไดว้ ่ากุศลแรง
เดอื นยี่ หรือ เดือน 2 - บญุ คูณลาน
ลาน ในทน่ี ี้คอื ลานนวดข้าว คอื เอาขา้ วทีเ่ กบ็ เกยี่ วแล้วมากองให้สงู ขึ้น กรยิ าที่ทำให้ขา้ วเป็นกองสงู ขึน้
เรยี กว่า คณู หลงั เกบ็ เก่ียวข้าวในนาแล้วกอ็ ยูใ่ นเดือนยหี่ รือเดือนมกราคม ชาวนาก็จะทำบุญคูณลานหรือเรยี กบญุ
เดือนยี่ก็ได้
มลู เหตทุ ม่ี ีการทำบญุ คณู ลานนัน้ มีวา่ ในสมยั พระกัสสปพุทธเจา้ มีชายพี่น้องสองคนทำนาร่วมกัน พอขา้ ว
ออกรวงเป็นน้ำนม น้องชายอยากทำข้ามธุปกยาสถวายพระสงฆซ์ งึ่ มีพระกสั สปพทุ ธเจา้ เป็นประธาน และได้ชวน
14
พชี่ าย แต่พีช่ ายไมท่ ำ จงึ ตกลงแบ่งนากัน เมอื่ น้องชายได้กรรมสทิ ธใิ์ นท่ีนาแลว้ กท็ ำทานถึง 3 ครงั้ คือ ตอนท่ีขา้ ว
เปน็ นำ้ นม 1 ครัง้ ฟาดขา้ ว 1 ครงั้ และขนขา้ วข้นึ ยงุ้ อีก 1 ครั้ง ในการถวายทานทุกครั้งปรารถนาจะเปน็ พระ
อรหนั ต์ ครน้ั ถงึ สมัยพระโคดมกไ็ ด้เกดิ เป็นพราหมณ์ชื่อ โกญทญั ญะ ได้ออกบวชเป็นปฐมสาวก แล้วก็สำเรจ็ เปน็
พระอรหันต์
ส่วนพช่ี ายถวายขา้ วในในเพยี งครั้งเดยี วคือในเวลานวดข้าวเสร็จแล้ว และได้ตั้งปณิธานขอสำเร็จเปน็ พระ
อริยบคุ คล และต่อมาได้เกดิ เป็นสุภัททปรพิ าชก ไดบ้ วชในศาสนาของพระโคดม แตไ่ ม่มีโอกาสเขา้ เฝ้าพระพทุ ธเจา้
โคดม คงเพยี งได้กราบบังคมทูลถามข้อสงสยั ในขณะทพ่ี ระพุทธเจ้าใกลป้ รินพิ พาน เม่ือได้ฟงั ดำรัสแลว้ ก็สำเรจ็ เปน็
พระอนาคา และเปน็ อรยิ สงฆ์องค์สดุ ท้ายในสมัยพุทธกาล
พิธที ำบญุ คูณลาน ในตอนเย็นนิมนต์พระสงฆม์ าเจรญิ พระพุทธมนต์ กลางคนื อาจมีการคบงนั บา้ ง ตอนเข้า
ถวายภัตตาหารบณิ ฑบาต เทศนาฉลองสู่ขวัญลาน เลี้ยงอาหารแก่ผไู้ ปรว่ มพธิ ี พระสงฆ์อนุโมทนาประพรมน้ำมนต์
เอาน้ำมนต์ไประข้าว ววั ควาย เชอ่ื ว่าเจา้ ของจะอยู่เย็นเป็นสุข ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ขา้ วกลา้ จะงอกงามและ
ได้ผลดีในปีต่อไป เม่ือเสร็จพธิ ีจึงขนข้าวใสย่ ้งุ และเชิญขวัญข้าว คอื เชญิ เจา้ แม่โพสพไปยังยงุ้ ขา้ ว
การทำบญุ คณู ลานน้ีทำขน้ึ เฉพาะนาใครนามัน ทำส่วนตวั แต่ถ้าทำส่วนรวมเรยี กอีกอยา่ งหนึ่งวา่ บญุ คมุ้
หรือ บญุ กุ้มขา้ วใหญ่ คนทงั้ หมบู่ ้านมาทำบุญรว่ มกนั โดยมีการปลูกปะรำขน้ึ มีการนำดอกไม้ธปู เทียนมารวมกนั
มารบั ศลี ฟังธรรมถวายอาหารพระสงฆ์ อันน้ีเรียกวา่ บญุ คมุ้ แต่ถ้าเป็นบุญคุ้มขา้ วใหญก่ ม็ ีการนำขา้ วเปลือกมา
รวมกัน ทำพิธีเหมือนกัน แต่ต่างกันทส่ี ถานท่ี ซ่งึ ต้องใชศ้ าลาโรงธรรมหรอื ศาลากลางบ้าน
เดอื นสาม - บุญขา้ วจ่ี
ขา้ วจี่ คือ ข้าวเหนยี วน่งึ ให้สุกแลว้ ทำเปน็ กอ้ นโตประมาณเท่าไขเ่ ป็ด ขนาดใหญ่เสียบไม้ย่างไฟใหเ้ กรียม
ทาไข่ไก่หรือไขเ่ ป็ดแลว้ ย่างให้สกุ ดีอกี คร้ัง
การทำบญุ ข้าวจเี่ ป็นอาหารถวายทาน มผี นู้ ิยมทำกันมาก เชือ่ วา่ ได้กศุ ลมากเป็นกาละทานอยา่ งหนึง่ ทำ
กนั ในวนั เพญ็ ขน้ึ 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆบูชา) โดยมีมูลเหตทุ ่ีทำใหเ้ กิดบุญข้าวจน่ี ัน้ ว่า ครง้ั พทุ ธกาลนางปุณณทาสที ำ
ขนมแป้งจี่ถวายแด่พระพทุ ธเจ้าและพระอานนท์ ตอนแรกนางคิดว่าถวายแลว้ พระพุทธองค์คงจะไม่ฉัน เพราะเป็น
อาหารพ้ืน ๆ พระพทุ ธองค์พรงทราบวาราจติ ของนางปุณณทาสี กท็ รงสงั่ ให้พระอานนท์ปูอาสนาและทรงประทับ
น่งั ละเสวยข้าวจ่ตี รงนน้ั ทนั ที เป็นเหตุใหน้ างปณุ ณทาสีเกดิ ความปิติยนิ ดีอย่างทีส่ ดุ เม่ือเสวยเสรจ็ พระองค์ได้ทรง
แสดงธรรมให้นางปุณณทาสีฟัง หลงั จากฟังแล้วนางกไ็ ด้บรรลโุ สดาบันติผล เพราะเหตุนบี้ รรดาชาวนาจึงถือเป็น
นิมติ หมายในการทำบุญข้าวจี่หลังฤดเู กบ็ เกี่ยวเพื่ออานิสงส์ทำนองน้นั
15
พิธีทำบญุ ข้าวจ่ี เมื่อเตรยี มอุปกรณก์ ารทำขา้ วจี่พรอ้ มแล้ว ชาวบา้ นอาจไปรวมกนั หรือต่างคนจดั ทำจาก
บา้ น แล้วนำไปถวายพระภกิ ษุท่ีวัด มีการไหว้พระรบั ศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ ตกั บาตรด้วยข้าวจี่ พอ
พระสงฆ์ฉนั เสรจ็ แล้วก็อนโุ มทนา หลงั จากน้ันเปน็ อนั เสรจ็ พิธี
เดอื นสี่ - บุญพระเวส
พระเวสฯน้นั หมายถึง พระเวสสันดร บุญพระเวส ได้แกป่ ระเพณีทำบุญฟังเทศน์มหาชาติ ซง่ึ มกั ทำกันใน
เดอื น 4 หรอื เดือนมนี าคม มีมูลเหตุว่า เม่ือพระมาลยั ขน้ึ ไปไหว้พระธาตเุ กศาแกว้ จฬุ ามณบี นสวรรค์ชัน้ ดาวดงึ ส์ ได้
พบและสนทนากับพระศรอี ริยเมตไตรยผ์ ซู้ งึ่ จะมาตรัสร้เู ป็นพระพทุ ธเจา้ ในอนาคต เม่ือพระศรอี ริยเมตไตรย์ ทราบ
ความประสงค์ของมนุษย์จากพระมาลัยว่ามนุษยท์ ้ังหลาย ปรารถนาจะพบศาสนาของท่าน ก็ส่ังกับพระมาลัยใหล้ ง
มาบอกกับมนุษย์ท้งั หลายวา่ ถ้าหากปรารถนาเชน่ นนั้ จรงิ ๆ แล้ว ขอจงอย่าฆา่ ตีกนั โบยพ่อแมส่ มณชีพราหมณา
จารย์ อยา่ ทำรา้ ยพระพุทธเจา้ และยยุ งให้พระสงฆ์แตกแยกกัน ให้ต้งั ใจฟงั มหาเวสให้จบไดใ้ นวันเดยี ว เพราะเหตนุ ี้
จงึ ทำให้เกิดประเพณบี ุญพระเวสฯ
พธิ ีทำบุญพระเวส เมื่อกำหนดวันทำบญุ แลว้ ชาวบา้ นจะเตรยี มอาหารและที่พักสำหรบั พระภกิ ษุสามเณร
และผูม้ ารว่ มงานจากหมู่บ้านใกล้เคียงไวใ้ ห้พร้อมและเตรียมเคร่อื งบูชาไวล้ ่วงหน้า ได้แก่ หมาก เมยี่ ง เทียน ธปู
ปืน ดาบ ข้าวตอกดอกไม้ นอกจากนม้ี เี ครอ่ื งประดับและบูชาอื่น ๆ อกี วนั แรกซ่ึงเปน็ วันรวมหรอื วันโฮม ตอนเช้ามี
การนิมนต์พระอปุ คุตมาประดิษฐานท่หี อขา้ งศาลาโรงธรรมตัง้ แต่เชา้ มืด ตอนบ่ายมีพธิ อี ัญเชญิ และแห่พระ
เวสสันดร และพระนางมัทรีเข้าเมือง กลางคืนตอนหวั คำ่ มีอาราธนาพระสวดพระพุทธมนต์ เทศน์พระมาลัยหมืน่
มาลยั แสน พอจวนสว่างมีการประกาศป่าวเทวดา และอาราธนาพระเทศนส์ ังกาสและอาราธนาเทศน์มหาชาตติ ่อ
โดยขึ้นจากกัณฑท์ ศพรจนถงึ กณั ฑน์ คร มที ั้งหมด 13 กัณฑ์ เมอื่ จบมเี ทศนฉ์ ลองพระเวสสันดรอีกครั้ง
เดือนหา้ - บุญสงกรานต์
คำวา่ "สงกรานต"์ เปน็ คำภาษาสันสกฤต แปลวา่ ผ่านหรอื เคลือ่ นยา้ ยเข้าไป ซึง่ ในท่นี ห้ี มายถึงพระอาทติ ย์
ผา่ นหรือเคลอ่ื นยา้ ยเข้าไปในจักรราศหี น่ึง ก็เรียกว่า "สงกรานต์" ปหี น่ึงมี 12 ราศี แตว่ ันและเวลาทีพ่ ระอาทิตย์
ยกขนึ้ ราศเี มษ เราเรียกเป็นพิเศษวา่ "มหาสงกรานต์" เพราะถอื ว่าเปน็ วนั และเวลาขนึ้ ปีใหม่ตามคตโิ บราณ
มลู เหตทุ ีจ่ ะมีบุญสงกรานต์มีเรอื่ งเล่าวา่ กบิลพรหมจากพรหมโลกมาถามปญั หาธรรมบาล 3 ขอ้ คือ
คนเราในวนั หนึ่ง ๆ เวลาเชา้ เวลาเท่ยี ง และเวลาเย็นศรีอยู่ท่ไี หน ถา้ ธรรมบาลตอบไดจ้ ะตัดศีรษะตนบชู า แตถ่ า้
ธรรมบาลตอบไมไ่ ด้จะตัดศีรษะธรรมบาลเสีย โดยผลดั ให้เจ็ดวนั ในขัน้ เเรกธรรมบาลตอบไมไ่ ด้ ในวันถ้วนหกธรรม
บาลเดินเขา้ ไปในปา่ เผอิญแอบไดย้ ินนกอนิ ทรีสองผวั เมยี พูดคำตอบสู่กันฟังวา่ ตอนเข้าศรีอยูท่ หี่ นา้ คนจงึ เอานำ้
16
ลา้ งหน้า ตอนกลางวันหรือเที่ยงศรีอยทู่ ี่อก คนจึงเอาเคร่ืองหอมประพรมหนา้ อก ตอนกลางวันและตอนเย็นศรอี ยู่ที่
เท้า คนจึงเอาน้ำลา้ งเท้าในตอนเย็น ธรรมบาลมคี วามรภู้ าษานกจงึ จำคำตอบได้ ถึงเจ็ดวนั ถว้ น กบิลพรหมมาทวง
ปญั หา ธรรมบาลตอบไดต้ ามท่ีไดย้ ินนกพดู กัน กบิลพรหมจงึ ตัดศรี ษะตนบชู าตามสัญญา แต่ศีรษะกบิลพรหม
ศักดิ์สิทธ์ิ หากตกใส่ดนิ ไฟจะไหม้ ตกใส่อากาศฝนจะแลง้ และถ้าทิ้งใส่ในมหาสมุทรนำ้ จะแหง้ กบิลพรหมจึงใหธ้ ดิ า
ทั้งเจด็ ซ่งึ มีชอ่ื วา่ ทุงษ โคราด รากษส มณั ฑา กริ ิณี กิมิทา และมโหทร เอาพานมารองรับศรี ษะของตนไว้ แลว้ แห่
ประทักษณิ รอบเขาพระสเุ มรเุ ป็นเวลา 60 นาที จงึ นำศรี ษะกบลิ พรหมไปประดษิ ฐานไว้ท่ีมณฑปในถำ้ คันธุลี เขา
ไกรลาส ครบหนึ่งปธี ิดาทั้งเจ็ดจะผลดั เปล่ยี นกนั มาอัญเชิญศรี ษะของกบลิ พรหม แหร่ อบเขาพระสุเมรคุ รงั้ หนึ่ง พธิ ี
แหเ่ ศยี รกบลิ พรหมนท้ี ำใหเ้ กิดพิธีตรษุ สงกรานต์ขึ้น
พิธีทำบญุ สงกรานต์ นยิ มทำในเดอื นห้า โดยเรม่ิ ตง้ั แต่ วันท่ี 13 เมษายน ถงึ วันที่ 15 เมษายน โดยวันท่ี 13
เมษายน เปน็ วันมหาสงกรานต์ นท่ี 14 เมษายน เปน็ วนั เนา และวันท่ี 15 เมษายน คือวันสุดทา้ ยเปน็ เถลิงศก ชาว
อสี านโบราณถือเป็นวนั ขึน้ ปีใหม่ วันแรกมีพิธีสรงนำ้ พระพุทธรูปทีว่ ัด ตอนกลางคืนอาจมกี ารคบงนั ทว่ี ดั มี
การละเล่นตา่ ง ๆ และมีการสาดน้ำซงึ่ กันและกันตลอด 3 วัน คือวนั ท่ี 13-14-15 เมษายน ในวนั ท่ี 15 เมษายนบาง
แหง่ ตอนเชา้ ทำบญุ ตกั บาตร ตอนบ่ายมีการแขวนธงยาวและก่อเจดียท์ รายที่วัด นอกน้ีมีการสรงนำ้ พระสงฆแ์ ละผู้
หลักผู้ใหญ่ หรือผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ มีพธิ บี ายศรสี ู่ขวัญพระพุทธรูปและพระสงฆ์ การแหข่ า้ วพันก้อน และการแหด่ อกไม้ด้วย
เดอื นหก - บุญบั้งไฟ
นิยมทำกนั ในเดือนหก มลู เหตุจดั ทำบญุ บัง้ ไฟข้ึนเพื่อบูชาอารกั ษ์หลักเมือง เปน็ ประเพณขี อฝนเพ่ือให้ฝน
ตกต้องตามฤดูกาล เม่ือทำบุญบัง้ ไฟแล้วเชื่อว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบรู ณ์ ขา้ วปลาอาหารจะบริบูรณ์ และประชาชนใน
ละแวกน้นั จะอยู่เย็นเปน็ สุข เพราะมขี า้ วปลาอาหารบริบูรณ์และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
พธิ ีทำบญุ บง้ั ไฟ หมู่บ้านและวัดเจา้ ภาพจะเตรียมทำบงั้ ไฟ เตรียมทพ่ี ักและสุรา อาหารไว้ตอ้ นรบั ผู้มาร่วม
งาน มีการบอกบญุ ไปยังวดั และหม่บู า้ นใกล้เคยี ง ให้ทำบง้ั ไฟและเชิญสคนมารว่ มงาน บางแห่งมีการประกวดบั้งไฟ
และขบวนแหด่ ้วย ในงานวนั แรก ชาวบ้านในหมู่บ้านท่ีไดร้ ับเชญิ และพระภิกษสุ ามเณรที่ไดน้ มิ นตม์ ารว่ มงานพร้อม
บง้ั ไฟ วนั แรกจะมีการแห่บั้งไฟ ประกวดบั้งไฟและขบวนแห(่ ถ้าม)ี และแสดงการเล่นต่าง ๆ เชน่ การเซงิ้ และ
การละเล่นต่าง ๆ เปน็ ต้น วันรงุ่ ข้นึ มกี ารละเลน่ ต่ออีก ในงานมกั มีพธิ บี วชนาค และบางท่ีมพี ธิ ฮี ดสรง หรือเถราภิ
เษก แด่พระภิกษุสามเณร ผเู้ ห็นว่าเปน็ ผทู้ รงธรรม เพอ่ื เลื่อนสมณศักด์ติ ามประเพณีโบราณด้วย ตอนบา่ ยของวันที่
สองของงานจงึ นำบงั้ ไฟไปจุด ณ ทนี่ ง่ั รา้ นท่ีจดั ไวเ้ ป็นเสร็จพิธี
เดอื นเจ็ด - บุญซำฮะ
17
บุญซำฮะนยิ มทำกนั ในเดือนเจด็ จดั ทำข้ึนเพื่อชำระล้างสิง่ ทเ่ี ปน็ เสนียดจญั ไรต่าง ๆ ออกจากหมู่บา้ น
ตำบล เชอ่ื ว่าจะทำให้ประชาชนหายจากเหตเุ ภทภัยตา่ ง ๆ และอย่เู ย็นเป็นสขุ
มลู เหตทุ จี่ ะมีการทำบญุ ซำฮะ มเี รื่องเล่าวา่ ครั้งพทุ ธกาลที่เมืองไพสาลีเกิดทุพภกิ ขภยั เพราะฝนแล้ง ผู้คน
อดอยากล้มตายมากมาย ชาวเมอื งจึงอาราธนาพระพทุ ธเจ้าให้เสดจ็ ไประงับเหตเุ ภทภัย พระพทุ ธเจา้ เสด็จไปโปรด
โดยให้พระอานนท์เรียนคาถาแล้วไปสวดมนต์ในเมือง พร้อมนำบาตรน้ำมนต์ของพระองคไ์ ปประพรมจนท่ัวเมืองทำ
ให้ฝนตก ผคู้ นอย่เู ยน็ เปน็ สุข จงึ ทำใหเ้ กดิ ประเพณีทำบุญซำฮะตั้งแต่นั้นมา
พิธที ำบุญซำฮะ ชาวบา้ นจดั ทำปะรำข้นึ ในบริเวณหม่บู ้านแหง่ ใดแหง่ หนง่ึ มตี น้ กล้วยผกู เสาปะรำส่มี ุม จัด
อาสนะสงฆ์ เตรียมเครื่องบชู าพระรตั นตรัย ดา้ ยสายสินจน์ นำ้ พระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขน เคร่ืองไทยทาน กรวด
ทราย หลักไม้ไผ่แปดหลัก ตอนเยน็ นิมนตพ์ ระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ ตอนเชา้ ถวายภตั ตาหาร ทำพิธีอย่สู ามคนื
เขา้ วันสุดทา้ ยถวายสังฆทาน เสร็จพระสงฆป์ ระพรมน้ำพระพุทธมนต์ แลว้ คนเฒา่ คนแกผ่ ูกแขนให้ชาวบา้ น หว่าน
กรวดทรายทัว่ ละแวกบา้ น เอาหลกั แปดหลักไปตอกไว้ในทิศท้งั แปดของหมู่บา้ น วงดา้ ยสายสญิ จนร์ อบหมบู่ ้าน
และชาวบา้ นนำส่งิ ปฏิกูลตา่ ง ๆ เช่น ขยะมลู ฝอย ภาชนะชำรุด และส่ิงที่จะทำใหเ้ กดิ สกปรก ฯลฯ ไปทิง้ นอก
หมูบ่ า้ น หรอื ทำการเผาหรอื ฝัง ให้บริเวณบา้ นสะอาดเรยี บร้อย เปน็ เสรจ็ พิธี
เดอื นแปด - บุญเขา้ พรรษา
ถอื เอาวนั ข้ึน 15 ค่ำ เดือนแปด เป็นวันทำบุญ การเข้าพรรษาได้แก่ พระภกิ ษุสามเณร อย่ปู ระจำวัดใดวดั
หน่งึ ตลอด 3 เดือน ตงั้ แตว่ ันแรม 1 ค่ำ เดือนแปด ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดอื นสิบเอ็ด หา้ มมิให้พระภกิ ษุสามเณรไป
คา้ งคืนที่อื่น นอกจากไปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ คือการไปคา้ งคืนนอกวดั ในระหวา่ งอย่จู ำพรรษา เม่อื มีเหตจุ ำเปน็
ได้แก่
1. สหธรรมิก (ผู้มีธรรมอันรว่ มกัน) หรือมารดาบิดาป่วย ไปเพ่ือรักษาพยาบาล
2. สหธรรมกิ กรวะสันจะสึก ไปเพื่อระงบั
3. มกี ิจสงฆเ์ กดิ ขึ้น เชน่ วิหารชำรุด ไปเพ่ือปฏิสังขรณ์
4. ทายกบำเพญ็ กศุ ล ส่งมานมิ นต์ไปเพื่อบำรุงศรทั ธา
แม้ธรุ ะอื่นนอกจากน้ี ทเ่ี ปน็ กิจจะลกั ษณะอนโุ ลมตามนี้กไ็ ปค้างคืนที่อ่นื ได้ และต้องกลบั มาภายใน 7 วนั
มลู เหตมุ กี ารเข้าพรรษาเนือ่ งจากสมัยพุทธกาล เม่ือพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่เวฬวุ ันกลนั ทกนวิ าปส
ถาน ณ เมืองราชคฤห์ มีพระภิกษพุ วกหนง่ึ เรยี กวา่ "ฉับพัคคยี ์" ได้เที่ยวไปทกุ ฤดกู าล ไม่สหยดุ พักเลย โดยเฉพาะ
18
ฤดฝู นอาจไปเหยียบย่ำขา้ วกลา้ และหญา้ ระบัดใบ ตลอดสัตวเ์ ล็กเป็นอนั ตราย ประชาชนทัว่ ไปพากันติเตียน
พระพุทธเจา้ จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุสามเณรจำพรรษาตามกำหนดเวลาดงั กลา่ ว
พธิ ที ำบญุ เข้าพรรษา ในวันขน้ึ 15 คำ่ เดือนแปด ชาวบ้านมีการถวายภตั ตาหารเขา้ หรือเพล พร้อม
เครือ่ งใชต้ า่ ง ๆ ท่จี ำเปน็ แด่พระสงฆ์ เช่น ไตรจีวร ตงั่ เตียง ยารกั ษาโรค เป็นต้น โดยเฉพาะเคร่ืองใหแ้ สงสวา่ ง เช่น
เทียน ตะเกยี ง นำ้ มนั เปน็ ตน้ ถือเปน็ สิ่งสำคัญ เชือ่ วา่ ถวายแลว้ ทำให้ตาทิพย์และสตปิ ัญญาดี นอกจากน้ี มีการ
ถวายตน้ เทียน ซึ่งหล่อเป็นเลม่ หรอื แทง่ ขนาดใหญ่ ตกแต่งอยา่ งสวยงาม และผา้ อาบนำ้ ฝน ตลอดบริวารอน่ื ๆ แด่
พระสงฆ์ มกี ารสวดมนต์ และฟงั เทศน์ดว้ ย
เดอื นเกา้ - บุญขา้ วประดับดิน
บุญข้าวประดับดิน เปน็ ประเพณกี ารทำบญุ เพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต หรือญาติพ่ีนอ้ งท่ตี ายไปแลว้ ข้าว
ประดบั ดินจะประกอบด้วย ข้าว อาหารคาวหวาน หมากพลูและบหุ รี่ ซ่งึ เราห่อหรือใสก่ ระทงไปวางไว้ตามพ้ืน หรือ
แขวนไวต้ ามตน้ ไมใ้ นบรเิ วณวัด
มูลเหตทุ ีท่ ำใหเ้ กิดบญุ ข้าวประดบั ดินมวี ่า ครงั้ สมัยพุทธกาล มญี าติของพระเจา้ พมิ พิสารไปกินอาหารของ
พระสงฆ์ ตายไปแล้วจงึ เกดิ เป็นเปรต เมื่อพระเจา้ พมิ พิสารไปถวายทานแด่พระพทุ ธเจา้ และพระสงฆแ์ ล้ว มิไดอ้ ทุ ิศ
ส่วนกศุ ลไปให้ ถงึ เวลากลางคืนจงึ พากนั มาส่งเสียงรบกวนเพอ่ื ขอสว่ นบญุ พระเจา้ พิมพสิ ารจึงไปทลู ถาม
พระพุทธเจา้ พระพุทธเจา้ ทรงแจ้งเหตุใหท้ ราบ เมื่อพระเจ้าพิมพสิ ารทรงีราบ จึงถวายสสงั ฆทานแลว้ อุทิศส่วนบุญ
ส่วนกกุศลไปให้ญาติพี่นอ้ ง จึงทำใหเ้ กดิ เป็นประเพณีบญุ ขา้ วประดบั ดนิ ข้นึ
พธิ ีทำบญุ ข้าวประดบั ดนิ ในวันแรม 13 คำ่ เดือน 9 ญาตโิ ยมนยิ มถวายทาน รักษาศีล ฟงั เทศน์ และมีการ
เตรยี มอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหร่ี โดยห่อด้วยใบตองหรือใส่กระทง รุง่ เชา้ ในวันแรม 14 คำ่ เวลาประมาณ 4
ถึง 5 นาฬิกา นำหอ่ หรือกระทงทเ่ี ตรียมไวไ้ ปถวายหรือแขวนในบริเวณวัด ในการวางส่งิ ของเพือ่ อทุ ิศใหเ้ ปรตหรือ
ญาติมติ รท่ลี ว่ งลบั ไปแล้วดงั กล่าว บางท้องถ่นิ อาจทำก่อนถวายทานกม็ ี เปน็ เสร็จพธิ ที ำบุญขา้ วประดบั ดนิ
เดือนสิบ - บุญข้าวสาก
ประเพณีบญุ ข้าวสาก นยิ มทำในวันขนึ้ 15 คำ่ เดือน 10 เป็นการทำบญุ เพ่ืออุทิศส่วนกุศลใหแ้ ก่ผูต้ ายหรือ
เปรตผเู้ ปน็ ญาติพี่น้อง ชาวบา้ นจะทำข้าวสาก (ภาคกลางเรียกข้าวสารทหรือขา้ วกระยาสารท) ไปถวายพระภิกษุ
สามเณร
19
มลู เหตุทที่ ำใหเ้ กิดบุญขา้ วสากมีวา่ บุตรกุฏมณผี ู้หนงึ่ เมอ่ื พ่อส้นิ ชวี ิตแลว้ แม่กห็ าภรรยาให้ แต่ไมม่ บี ุตร
ด้วยกนั แม่จึงหาหญงิ อื่นให้เป็นภรรยาอกี ต่อมาเมียน้อยมีลูก เมยี หลวงอจิ ฉาจึงคดิ ฆ่าเมยี นอ้ ยและลูก ก่อนตาย
เมียน้อยคิดอาฆาตเมยี หลวง ชาตติ อ่ มาท้ังสองเกิดเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ และอาฆาตเขน่ ฆ่ากนั เรอ่ื ยมา จนชาติ
สุดทา้ ย ฝา่ ยหนึง่ เกิดเป็นคน อีกฝา่ ยหนึง่ เกิดเปน็ ยักษณิ ี ยักษิณีจองเวรได้มากินลูกของผู้เปน็ คนถึงสองคร้ัง พอเกดิ
ลกู คนทีส่ ามยักษิณีจะตามมากนิ อีก หญิงคนนั้นพร้อมลกู และสามี จึงหนไี ปพึง่ พระพุทธเจา้ ณ เชตวันมหาวหิ าร
พระพทุ ธเจา้ ไดเ้ ทศนาให้ทงั้ สองเลกิ จองเวรกนั และโปรดใหท้ างยักษิณไี ปอย่ตู ามหัวไร่ปลายนา นางยกั ษิณมี คี วามรู้
เกณฑเ์ ก่ียวกบั ฝนและน้ำดี ชาวเมอื งนบั ถือมาก จงึ ไดน้ ำอาหารไปส่งอยา่ งบริบรู ณ์ นางยักษิณีจึงนำอาหารเหลา่ นน้ั
ไปถวายเป็นสลากภตั แด่พระสงฆว์ นั ละแปดทเ่ี ปน็ ประจำ ชาวอสี านจึงถอื เปน็ ประเพณีถวายสลากภัต หรอื บุญขา้ ว
สากสบื ตอ่ มาและมีการเปลยี่ นเรยี กนางยกั ษณิ วี า่ ตาแฮก
พิธที ำบญุ ข้าวสาก ชาวบ้านจะเตรียมอาหารชนิดตา่ ง ๆ ใส่ภาชนะหรือห่อดว้ ยใบตองหรือใส่ชะลอมไวแ้ ต่
เช้ามดื วันข้ึน 15 ค่ำ เดือน 10 ตอนเช้าจะนำภตั ตาหารไปถวายพระภกิ ษุสามเณรครั้งหนงึ่ ก่อน พอตอนสายจวน
เพลจงึ นำอาหารซง่ึ เตรียมไวแ้ ล้วไปวัดอีกครงั้ เพื่อนำไปถวายแดพ่ ระภิกษสุ ามเณร โดยการถวายจะใช้วธิ ีจบั สลาก
นอกจากน้ชี าวบ้านยงั นำเอาห่อหรือชะลอมหรือข้าวสากไปวางไว้ตามบรเิ วณวัด พร้อมจุดเทียนและบอกกลา่ วให้
ญาตมิ ิตรผูล้ ว่ งลบั ไปแล้วมารับเอาอาหารและผลบญุ ท่ีอุทิศให้ มกี ารฟังเทศน์ฉลองขา้ วสากและกรวดนำ้ อทุ ิศส่วน
กศุ ลไปใหผ้ ูล้ ่วงลับ นอกจากน้ีชาวบา้ นจะนำอาหารไปเลี้ยง ตาแฮก ณ ที่นาของตนดว้ ย เปน็ เสรจ็ พธิ ที ำบญุ ข้าวสาก
เดอื นสิบเอด็ - บญุ ออกพรรษา
ประเพณบี ญุ ออกวสั สา หรือ บญุ ออกพรรษา เมื่อถงึ วันขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 11 พระสงฆ์ทำพิธอี อกพรรษา
ตามหลกั ธรรมวนิ ยั คอื ปวารณาในวนั เพญ็ เดือน 11 ญาติโยมทำบุญถวายทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา บางแห่ง
นิยมทำการไต้นำ้ มนั หรือไต้ประทปี และพาสาทเผ่งิ (ปราสาทผงึ้ ) ไปถวายพระสงฆ์
มลู เหตทุ ่ีทำใหเ้ กดิ บญุ ออกพรรษามีวา่ เนือ่ งจากพระภกิ ษสุ ามเณรได้มารวมกนั อยปู่ ระจำทวี่ ัด โดยจะไป
ค้างคนื ที่อ่นื ไมไ่ ด้ นอกจากเหตจุ ำเปน็ เปน็ เวลา 3 เดอื น ในวนั ข้นึ 15 ค่ำ เดือน 11 พระสงฆจ์ ะมารว่ มกันทำพิธี
ออกวสั สาปวารณ์ คือการเปิดโอกาสใหม้ ีการว่ากล่าวตกั เตือนกนั ได้ ท้ังภายหลงั นัน้ พระภิกษสุ สามเณรสว่ นมากจะ
แยกย้ายกนั ไปอยู่ในท่ตี า่ ง ๆ ตามใจชอบ และบางรูปอาจจะลาสิกขา โอกาสที่พระภกิ ษสุ ามเณรจะอยู่พรอ้ มกันทว่ี ดั
มาก ๆ เชน่ นยี้ อ่ มยาก ชาวบา้ นจึงถอื โอกาสเปน็ วนั สำคญั ไปทำบญุ ทว่ี ดั และในชว่ งออกพรรษาชาวบ้านหมดภาระ
ในการทำไร่นา และอากาศสดช่ืนเย็นดี จงึ ถือโอกาสทำบญุ โดยพร้อมเพรยี งกนั
20
พิธที ำบญุ ออกพรรษา วนั ขนึ้ 14 ค่ำ ตอนเยน็ มีการไต้นำ้ มันนอ้ ย วนั ข้ึน 15 ค่ำ ตอนเยน็ มีการไต้นำ้ มัน
ใหญ่ สว่ นวนั แรม 1 คำ่ ตอนเช้ามีการตกั บาตร หรอื ตกั บาตรเทโว ถวายภัตตาหาร มกี ารไตน้ ้ำมันลา้ งหางประทีป
มีการถวายผา้ หม่ หนาวพระภิกษุสามเณร บางแหง่ มกี ารกวนข้าวทิพย์ถวาย มกี ารรับศีล ฟังเทศน์ ตอนคำ่ จะมจี ุด
ประทปี นอกจากนี้บางท้องถ่ินจะมกี ารถวายต้นพาสาดเผิ่ง หรอื ปราสาทผึ้ง ลอ่ งเรือไฟ เพื่อเปน็ การบูชาและ
คารวะพระแม่คงคา และการสว่ งเรอื (แข่งเรอื ) เพื่อความสนกุ สนานและรว่ มสามัคคี
เดอื นสิบสอง - บุญกฐนิ
บญุ กฐนิ เป็นบุญถวายผา้ ไตรจวี รแดพ่ ระสงฆ์ ซึ่งจำพรรษาแล้ว เร่ิมตั้งแตแ่ รม 1 ค่ำ เดือน 11 ถงึ วนั เพ็ญ
15 ค่ำ เดอื น 12 เป็นเขตทอดกฐนิ ตามหลักพระวินัย
มูลเหตุมีการทำบญุ กฐนิ ซ่ึงมเี ร่ืองเลา่ วา่ พระภกิ ษุชาวเมืองปาฐา 30 รูป จะไปเฝา้ พระพุทธเจา้ ที่พระเช
ตวันมหาวิหาร แตจ่ วนใกลก้ ำหนดเขา้ พรรษาเสยี ก่อน จงึ หยุดจำพรรษาท่เี มืองสาเกต พอออกพรรษาแลว้ กร็ ีบพา
กันไปเฝ้าพระพทุ ธเจา้ ทั้ง ๆ ท่ีผ้าสบงจีวรเปือ้ นเปรอะ เนอ่ื งจากระยะทางไกลและฝน ผ้าสบงจวี รจึงเปียกนำ้ และ
เปอื้ นโคลน จะหาผา้ ผลัดเปล่ียนก็ไม่มี พระพุทธเจา้ ทรงเห็นความลำบากของพระภกิ ษุเช่นกัน จงึ มพี ทุ ธบญั ญัติให้
พระภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินไดต้ ามกำหนด
ในการทอดกฐนิ นัน้ มีกฐนิ 3 ประเภท
ก. จุลกฐนิ (กฐนิ แลน่ ) คือ กฐินที่มกี ารเตรยี มและการทอดกฐนิ เสรจ็ ภายใจ 24 ชว่ั โมง
ข. มหากฐิน
ค. กฐนิ ตกค้าง คำว่า "กฐินตกค้าง" คือวัดซึง่ พระสงฆ์จำพรรษาและปวารณาแล้ว ไม่มใี ครจองกฐนิ
พธิ ีทำบญุ ทอดกฐิน เจา้ ภาพจะมีการจองวัดและกำหนดวันทอดล่วงหน้า เตรยี มผ้าไตร จีวร พร้อม
อฐั บรขิ าร ตลอดบริวารอ่ืน ๆ และเครื่องไทยทาน กอ่ นนำกฐนิ ไปทอดมักมกี ารคบงัน วนั รุ่งข้นึ ก็เคล่ือนขบวนไปสู่
วัดทที่ อด เมื่อนำองค์กฐนิ ไปถึงวัดจะมกี ารแหเ่ วยี นประทักษิณรอบวัดหรอื รอบพระอุโบสถสามรอบ จึงนำผ้ากฐนิ
และเครื่องประกอบอืน่ ๆ ไปถวายพระสงฆ์ทโี่ บสถ์หรือศาลาการเปรยี ญ เมื่อทำพิธีถวายผา้ กฐินและบริวารแด่
พระสงฆ์ พระสงฆ์ทำพธิ รี ับแล้วเป็นเสร็จพิธสี ามัคคี
แหล่งทีม่ า : https://sites.google.com/site/kingdomofagricultureclub/prapheni-12-deuxn