The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แลปเกือบหมดแต่ไม่หมดนะhemato-ผสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by quanlong, 2021-11-06 18:24:43

แลปเกือบหมดแต่ไม่หมดนะhemato1

แลปเกือบหมดแต่ไม่หมดนะhemato-ผสาน

LaHb emSaatrooop
By A.aaaaaaaaaaaaaaann MT2/64
เรื่ออง ะไรไม่รู้เข้าไปดูเอง

Lab : Basic Hemato

Capillary Blood Sampling

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

คือการเจาะเลือกจากเส้นเลือด capillary ที่อยู่ Subcutaneus การเก็บที่นิ้ว
จะได้เลือดที่มีส่วนผสมอย่างอื่นอยู่ด้วย พวก fluids
เป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก ทำให้เจาะได้ปริมาณไม่เยอะ นิ้วโป้ง หนาไป
เวลาตรวจจะได้ผลไม่เท่ากับการเจาะที่ Vein โดยตรง นิ้วชี้ ใช้งานบ่อย ด้าน
นิ้วก้อย บางไป
ทำ Capillary puncture เมื่อไหร่ ?
1.Vein เจาะไม่ได้ แตกง่าย เล็ก หายาก
2. เด็ดแรกเกิด (Neonatal patien)
3.เป็นการตรวจแบบชุดตรวจที่บ้าน eg. ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว
4.Severes burn (ผิวหนังไหม้)

อุปกรณ์ที่ใช้ การเก็บ เAจdาuะไltม่ควรลึกเกิน 2.4 mm ใน
1. Lancets มีหลายความลึกที่ขาย แต่
ส่วนใหญจะไม่เกิน 2.4 mm 1.เก็บในเด็ก อายุสูงกว่า 1 ปี
2.Micro containers พวก เก็บที่นิ้ว กลาง/นาง
Microhematocrit ไม่ก็ tube ที่ใส่ และเจาะขวางลายนิ้ว
เลือด
3.Alcohol swabs ใช้สำหรับการ 2ห.รเืกอ็ทบาในรกเดแ็กรกอเากิยดุน้อยกว่า 1 ปี
ทำความสะอาด เก็บที่ส้นเท้า Medial
4. Gloves กับ Lateral
5.Trash bag ที่ต้องมีอันที่แยกสำหรับ recomment เจาะที่
ของมีคมด้วย 0.85mm
ใกล้กระดูกมาก เจาะลึก =
ลำดับการใส่เลือด ติดเชื้อในกระดูก อักเสบ
1.Blood gas
2.Hemato specimens (ฝาม่วง WHO บอกว่าการเลือกบริเวณเจาะเลือดจะดูที่อายุ
ใส่ก่อนกัน Plateletมา) และน้ำหนักตัว

1.Chemistry specimens อายุ < 1 ปี ส้นเท้า
2.Blood bank Specimens อายุ > 1 ปี นิ้วมือ
น้ำหนัก <10 kg ส้นเท้า
Clotting blood น้ำหนัก > 10 kg นิ้วมือ

Lab : Basic Hemato

Capillary Blood Sampling

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

วิธีการเจาะเลือดจาก capillary เหตุการณ์ที่อาจเกิดหลังเจาะ

1เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เจาะโดน Bone เกิด osteomyelitis
1. Lancets เจาะโดนเส้นประสาท
2.Micro containers Hematoma
3.Alcohol swabs Scars
4. Gloves เจาะซ้ำบ่อย ๆ เกิด เนื้อตาย Necrosis
5.Trash bag เจาะเสร็จใช้ พลาสเตอร์ติดแล้วผิดลอก
เป็นแผล
2. ล้างมือ และสวมถุงมือ
3.ทำความสะอาดนิ้วที่จะเจาะด้วย 70% ถ้าเผลอเข็มทิ่มเจ้าของ!!!!!!!!
Lกฮ (เมืองหนาวทำให้อุ่นก่อนด้วยน้ำอุ่น
ให้เลือดไหลดี) First Aid
4.ใช้ Lancet เจาะ ขวางลายนิ้ว 1.ล้างมือ
5.ซับเลือดหยดแรกออกก่อน แล้วค่อย 2.บีบเลือดตรงแผล
เอาTube มาดูดหยดถัดไปตามลำดับ 3.เช็ดด้วย Lกฮ 70%
6.เอา Tube ไปใส่เครื่อง 4.ต้องรายงานด้วยว่ามีการบาด
7. ทิ้งขยะให้ถูก แล้วล้างมือ ตัวเอง

ข้อควรระวัง สำหรับเด็กแรกคลอด
ไม่ควรเกิน 2.2 mm แต่ recomment ที่
*เวลาที่เจาะต้องยึดนิ้ว หรือ เท้า ไม่ให้ 0.85 mm
เคลื่อน เวลาเจาะ จะเจาะที่ Median หรือ lAteral
*เด็กแรกคลอด ห้ามลึกเกิน 2mm heel
ถ้ามีการบวม มีลิ่มเลือด เคยเจาะแล้ว >>
ไม่่เจาะอีก เด็กมากกว่า 6เดือน แต่น้อยกว่า 8 ปี เจาะ
บวมน้ำ/ขาดน้ำ เลือดไหลไม่ดี ไม่เจาะ ที่ 1.5 mm
*หยดแรกเช็ดออก เก็บหยดที่ 2 มากกว่า 8 ปี เจาะไม่เกิน 2.4 mm
*ขนาด Lancets (อ.บอกวา Who แนะ 6เดือน แต่ส่วนมาก
เขาก็นับ 1ปี)
Adult reccomment 2.2 mm ห้าม
เกิน 2.4mm การเจาะปลายนิ้ว
ถ้าลึกเกินจะเจ็บมาก แต่ได้เลือดมาก ห้าม ! ใช้ I O D I N E เด็ดขาด
เลือดไหลเยอะ
เพราะจะเกิดการcontaminate แล้วอาจ
จะทำให้ค่าที่ได้สูงเกินไป

ใช้ Alcohol ได้

ไม่ควรกดตัว lancets มากเกินไป
ถ้าอากาศเย็นมาก ๆ จะต้องแช่น้ำอุ่นก่อ

Lab : Basic Hemato

Determination of Hb, Hct & RBC indices

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

เป็นการเรียนเพื่อวัดว่า ผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับ RBC ไหม เรารู้กันแล้วแหละว่า Hb คือ
การวัด Hb Hemoglobin อยู่ในเลือด
**เราต้องการดู Hb ที่อยู่ใน RBC ดังนั้นเราก็เอา RBC มาทำให้แตกซะ 1 RBC มี Hb 300ล้าน Hb

ปริมาณที่ตรวจวัดได้ขึ้นอยู่กับ Hb ในเลือดมีหลาย Form
*จำนวน RBC >> RBC น้อย Hb น้อย
*ปริมาณ Hb ในเซลล์ คนที่มีปัญหาจะสร้าง Hb 99% คือ Oxyhemoglobin
1% ที่เหลือ คือ
ได้น้อย
HbCO
การตรวจวัด Hb สามารถทำได้หลายวิธี SHb
MetHb (เหล็กเป็น 3+ Feric)
วิธีโดยตรง >> อาศัยปฏิกิริยา
แล้ววัดค่าจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสี

อันนี้จำไปจ้า น่าจะออกเพราะจารย์พูดบ่อย วิธีโดยอ้อม (ไม่ออกสอบจ้า)
วิธีมาตรฐาน "Cyanmethemoglobin" ทาง test ไม่ได้วัด Hb โดยตรง แต่วัดจากการจับกับ O2 ,
เรียกว่า " Hemiglobincyanide (HiCN)" >> Manual CO
วัดองค์ประกอบของเหล็ก
Automated จะปรับเปลี่ยนหน่อย เพราะ CN เป็นพิษ ค่าความถ่างจำเพาะ พวกเลือดลอย เลือดไม่ลอย
บางประเทศถูกสั่งห้ามนำเข้า
นอกจากนี้ก็จะมีในส่วนของ การวัด Acid Hb และ HbO2

" Hemiglobincyanide (HiCN)" ห้องสอบ

หลักการ เกิดการทำปฏิกิริยากับน้ำยา Drabkin's
Hb ทุกform ยกเว้น SHb จะทำปฏิกิริยากับ
Potassium fericyanide เกิดการ Oxidise Ferus
>> Feric ได้ MetHb
จากนั้น MetHb จะทำปฏิกิริยากับ KCN ได้ HiCN
**HiCN มีความเสถียรสูง ดูดแสงได้ที่ 540 nm

ยิ่งค่า HiCN ที่วัดได้สูง = มี Hb ในเลือดสูงจ้า
ขั้นตอนและวิธีการ รวมๆ

(อาจารย์จะแจก Checklist ให้ ละเอียดมาก)
เอาเลือด 20 uL ผสมเข้ากับ 5 mL Drabkins(เหลืองๆ)
Mixed เบาๆ (ทำแรงเกิดฟอง อ่านค่าผิดอีก ชิบหายหมด)
ถ้า Hb ออกมาผสมน้ำยา ได้สารสีแดง ให้ตั้งทิ้งไว้อย่าง
น้อย3-5นาที (5นาทีเลย) เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาที่แน่นอน
แล้ววัดค่า OD

Blood Sample ที่เอามาวัด ต้องทำภายใน 6 hr นะ

MT2

ใช้ sahli ในการดูดสารนะ
Auto pipet มันคลาดเคลื่อน

Lab : Basic Hemato

Determination of Hb, Hct & RBC indices

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

การหาค่าHb

1.เทียบกับ Std. HiCN

2. อ่านค่าจาก Std graph แต่เราไม่ต้องสร้างนะ แค่รู้ว่าสร้างยังไงเฉยๆ

ต้องสร้างกราฟมาตรฐานออกมาก่อน

ปัจจัยที่มีผลต่อการหาค่า Hb

1.Anticoagulant >> น้องคนนี้เขาเป็น Tube mมี่ ีทั้งแบบ แห้ง และแบบน้ำ
แบบน้ำอ่ะ ถ้าเราใส่เลือดไม่ได้ปริมาณที่พอดี จนทำให้น้ำเยอะกว่า เลือดก็จะถูกเจือจาง

>> วัดค่าได้ต่ำกว่าปกตินาาา
2.Blood Samples >> อันนี้มีหลายอย่าง อจ.เน้นที่ การเก็บ Sample ตอนที่รัด Tourniquet

ถ้านานเกิน จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดอ่ะค่า Hb ที่วัดได้จะสูงปรี้ด
3. technical error >> เป็นตัวเราเองว่าทำอะไรผิดพลาดตรงไหน
4. equipment >> ตัวอุปกรณ์เครื่องAutomated เรามีปัญหารึเปล่า พวกการควบคุณ

คุณภาพ

ปัจจัยที่มีผลต่อการหาค่า Hct

1.Anticoagulant >> น้องคนนี้เขาเป็น Tube mมี่ ีทั้งแบบ แห้ง และแบบน้ำ
แบบน้ำอ่ะ ถ้าเราใส่เลือดไม่ได้ปริมาณที่พอดี จนทำให้น้ำเยอะกว่า เลือดก็จะถูกเจือจาง

>> วัดค่าได้ต่ำกว่าปกตินาาา แล้วก็จะขึ้นอยู่กับ EDTA ที่ใช้ว่าเป็น K2 หรือ K3
เขาบอกว่า K3 อ่ะ ทำให้ Hct ลด แต่ K2อ่ะ เข้มข้นมาก ทำให้ เซลล์เหี่ยววัดแล้วค่า ลด

2.Blood Samples >> อันนี้มีหลายอย่าง อจ.เน้นที่ การเก็บ Sample ตอนที่รัด Tourniquet
ถ้านานเกิน จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดอ่ะค่า Hb ที่วัดได้จะสูงปรี้ด การเอาไปตรวจช้า

3. technical error >> เป็นตัวเราเองว่าทำอะไรผิดพลาดตรงไหน
4. equipment >> ตัวอุปกรณ์เครื่องAutomated เรามีปัญหารึเปล่า พวกการควบคุณ
คุณภาพ
5. การอ่านผล ต้องอ่านแบบ ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่งั้นตัวเซลล์ที่ปั่ นอาจจะไปรวมกัน ทำให้
อ่านค่าผิด

Lab : Basic Hemato

Determination of Hb, Hct & RBC indices

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Determination of Hct

เป็นการวัดสัดส่วนของ RBC ต่อ Total RedBlood volume เรียกว่า Pack RBC Volume

หลักการ

ทำให้ RBC ไปอัดแน่นกันแล้วดูสัดส่วนว่าปกติไหมน้า ดูตามรูป

เวลานับ ไม่รวม Buffy coat นะ เพราะคนป่วยมันหนา ความเร็วในการปั่ นที่ใช้
12,000 g นาน 5 mins
การวัดให้เที่ยงตรง
ค่า Hct ที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวน
1.Macrohematocrit (Wintrobe tube) RBC และ ขนาดของ RBC ยิ่ง
เป็นการเอาเลือดไปใส่ในหลอดขนาดใหญ่ แล้วปั่ น สูงค่า Hct ก็จะสูงตาม
2.Microhematocrit (Capillary tube) ในขณะที่ ค่า Hb จะขึ้นอยู่กับ
อันนี้ทำกันเป็นมาตรฐาน จำนวน RBc และ ปริมาณ Hbใน
เซลล์
ฝาแดง (Red tip) >> Heparin
ฝาฟ้า (Blue tip) >> No antiicoagulant

หลักการ

การแปลผลจะอาศัยการเทียบค่าเอา (สำหรับปี 2 เอาแค่นี้ไปก่อน)
จำนะ Hb(g/L) Hct(%)

Women 12.0-16.0 37-43%

Men 13.0-18.0 40-50%

การควบคุมคุณภาพ

control sample (อยู่ในเรื่อง QC)
ทำซ้ำ ว่าค่าที่ได้ใกล้เคียงกันไหม
ประเมิณความสอดคล้อง ใช้ Rules of 3
ค่า Hct Hb ที่วัดออกมา ค่าnormal อ่ะ Hct=3Hb

Lab : Basic Hemato

Determination of Hb, Hct & RBC indices

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Determination of RBC Indices เป็นการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
ของเลือดจาง
เป็นการหาค่าดัชนีของ RBC จะมีทั้งค่าาที่ได้จากการ เพื่อดูขนาด และ Hb
คำนวณแล้วบางค่าคำนวณเองไม่ได้ เช่น RDW content ของ RBC
รากศัพท์
ตัวค่าที่คำนวณได้ จะคำนวณจาก Hb, Hct & RBC Corpuscular = cell
ค่าที่คำนวณก็คือ Volume = ปริมาตร
MCV ; Mean Corpuscular Volume
MCH ; Meam corpuscular Hemoglobin
MCHC ; Mean corpuscular Hb Concentration
แต่ละค่าคำนวณจาก

MCV ; Hct/RBC (fl) ดูขนาด
MCH ; Hb/RBC (pg) ดูว่ามีการสร้าง Hb มากหรือน้อย
MCHC ; MCH/MCV (g/dL) ดูปริมาณเมื่อเทียบกับ RBC

summary การคำนวณแต่ละอัน
Hb & Hct >> บอกภาวะเลือดจางได้ ดูแค่ค่าใดค่าหนึ่งก็ได้

สูง = erythrocytosis
ต่ำ = Anemia
MCV = บอกขนาดเฉลี่ยของ RBC
MCH = บอกปริมาณ Hb ในเซลล์
MCHC = ปริมาณของ Hb เมื่อเทียบกับ ปริมาณของ RBC
(บางคนค่า Hb เขาอาจจะต่ำอ่ะแม่ แต่พอมาเทียบกับ RBC เขา
ก็ปกตินะ)
RDW = เป็นค่าที่ใช้ Automated คะนวณให้ ดูความกว้างฐาน
เพื่อบอกว่าเม็ดเลือดแดงมีขนาดแตกต่างันมากไหม ยิ่งค่าสูง
มาก หมายความว่า เขามีเม็ดเลือดแดงขนาดต่างดันเยอะ เขามี
ปัญหาเป็นโรคอะไรรึเปล่า

Lab : Basic Hemato

Venipuncture

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Venipuncture เรียกอีกอย่างว่า Phlebotomy สิ่งที่ต้องคำนึงในการเจาะเลือดน้า
อันดับที่ 1 คือ ตัวผู้เจาะเองเลย (คนไข้ด้วย แต่ในทาง
เป็นเทคนิคที่ลุกล้ำไปในตัวผู้ป่วยมากทีสุด เทคนิคการแพทย์คือจะมองที่มุมมองตัวผู้เจาะ))
ในการเจาะต้องปฏิบัติตัวตาม STD. คือการสวม PPE
ทำไมต้องทำ venipuncture? Sense เลยนะ พวกนั้นแหละ
เอามาตรวจแลป ดูอาการทางคลินอก ดูประกอบการวินิจฉัยโรค
ติดตามการรักษาโรค ดูสุขภาพ บริจคเลือด/เกล็ดเลือด ต้องคิดซะว่า Speciment ทุกอันที่เจาะออกมาคือมันอาจจะมี
ใช้ในการทำวิจัย การปนเปื้ อน ติดเชื้อนู่นนี่นัน มันอันตรายแหมะ

Accident ที่อาจจะเกิดในตอนเจาะเลือด สิ่งที่ควรทำ
-ล้างมือทุกครั้ง
ถ้าเข็มที่เปื้ อนเลือดคนไข้เผลอมาแทงตัวเราเอง -สวมถุงมือ(ควรเป็น1คู่/1คน)
>>ถอดถุงมือทิ้ง แล้ว บีบเลือดออกค่ะซิส ล้างมือผ่าน้ำไหล(เปิดก็อก) อุปกรณ์บางอย่างใช้แล้วทิ้งเลย
บันทึกไว้ว่าเป็นตรวจเจาะใคร ผู้ป่วยคนไหน จะได้ไปดูประวัติว่าเค้าเป็นโรคอะไร ทำความสะอาดผิดหนัง
บางโรงบาลอาจจะส่งไปหาแพทย์เพื่อตรวจต่อ ทิ้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อย
เวลาเก็บเข็ม One hand technique
อุปกรณ์ที่ใช้ ก่อนเจาะอ่ะ ต้องวางหลอดไว้ให้มั่นใจว่า ตรงนี้จะ
ไม่มใครทำตก ปลอดภัย
ถ้ามีเหตุไม่พึงประสค์เกิด ก็ควรบันทึกไว้ด้วย

Venipuncture site

เราจะเจาะเลือดจากบริเวณ Superficial vrins ที่เรียกว่า
Antecubital fossa
เส้นเลือดมันจะมีแพทเทิร์นต่างกัน คือ H form กับ M form

เส้นที่recomment ให้เจาะจะมี 3 เส้น
1.Median vein (แนะนำที่สุด)
2.Cephalic Vein
3.Basilic Vein (ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง) อยู่ใกล้เส้นประสาท

อุปกรณ์ที่ใช้จะต้อง sterile น้าาา
ตัว Vein viewer เป็นเครื่องที่มีแค่บางโรงพยาบาล
จะใช้ในการตรวจหาเส้นเลือดดำ โดยใช้อินฟาเรดตรวจจับหา O2
สำหรับเลือดที่จะเอาไป culture ก็คือต้องทำความสะอาดบริเวณเจาะ
2 รอบคือ เช็ดด้วย 70%Lกฮ แล้วก็เช็ดด้วย I2

Blood sampling system

Needle & Syringe >> ระบบนี้สามารถใช้ได้ทุกขนาดเลย
Vacuum extraction >> ไม่เหมาะกับการเจาะเส้นเลือดเล็ก ๆ
Winged butterfly system >> เหมาะกับการเจาะเส้นเลือดเด็ก เส้น
เล็กหายาก แต่เวลาใช้อจจะต้องมีการไล่ลมออกไปก่อน

Lab : Basic Hemato

Venipuncture

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Venipuncture site บริเวณไหนห้ามเจาะ
เส้นที่recomment ให้เจาะจะมี 3 เส้น
1.Median vein (แนะนำที่สุด) มีแผลเป็น >> หนาเจาะยาก

2.Cephalic Vein บวม เขียวช้ำ >> มันมีการรวมตัวของพวกสาร fluidsอ่ะ
3.Basilic Vein (ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง) อยู่ใกล้เส้นประสาท เลือดปนเปื้ อน

ถ้าเราเจาะเลือดแล้วโดนเส้นประสาท จะรู้สึกชา หรือเจ็บมาก ๆ แขนข้างที่ใส่ยาให้น้ำเกลือ >> ถ้าจำเป็นก็เลิกให้ยา

โดนเส้นเลือดแดง >> เลือดออกเยอะไม่หยุด 2นาทีขึ้น เจาะต่ำกว่าตรงที่ให้
Tourniquet ไม่ควรรัดนานเกิน 1 นาที

ถ้าหาเส้นเลือดที่แขนไม่เจอจริงๆ ก็เจาะหลังมือ และข้อมือตามลำดับ

ขั้นตอนการทำ (Guideline WHO) ลำดับการใส่เลือด

1.เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม 1.Hemoculture
2.เตรียมผู้ป่วยถามื่อ เช็คใบรีเควส คุยกะคนป่วย 2.Sodium citrate ฟ้า
3.เลือดบริเวณที่จะเจาะอย่ารัด tourniquet นานเกิน1นาที

4.ล้างมือ ใส่ถุงมือ 3.Clotting blood/serum แดง เหลือง
5.ทำความสะอาดตรงที่จะเจาะ 70% Lกฮ 4.Heparin เขียว
6.Take blood แทงเข็มทำมุม30 ํ วางเข็มตามแนวเส้นเลือด

7.เอาเลือดใส่หลอดตามลำดับ (ไม่ต้องกดsyringe ให้ Tube ดูดเอง) 5.EDTA ม่วง
8.กำจัดพวกขยะ ทิ้งให้ดีให้ถูก
9.recheck ชื่ออีกที 6.Glycolytic เทา

ความผิดพลาดที่พบบ่อย **เจาะเลือดผิดคน

เหตุไม่พึงประสงค์

Hematoma >> เจาะลึกเกิน หรือเจาะตื้นเกิน จนทำให้เลือดออกมา
จากเส้นเลือด เกิดการค้าง การคั่ง บวม ให้ดึง tourniquet ออกถอด
เข็ม หาผ้ามากดเลือดไว้
Petechiae >> เส้นเลือดเปราะ รีบถอด tourniquet เจาะแบบไม่รัด
แขนแทน
Ecchymosis >> มีเลือดออกเหมือน Hematoma แต่น้อยกว่า มักเกิด
หลังเจาะใช้ผ้าก็อตมากด
Syncope >> รีบปลด tourniquet ถอดเข็ม แล้วปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ให้ขาสูงกว่าหัว จากนั้นวัดความดัน
Seizures
Allergic >> เอาสิ่งที่แพ้ออกไปจากผู้ป่วย
Nerve Damage >> ถอดเข็มออก ถ้าจำเป็นต้องเจาะก็เปลี่ยนแขน
Hemoconcentration >> อันนี้คือรัดtourniquet นานเกิน
Hemolysis >> เข็มเล็ก/ใหญ่เกิน ดึง syringe เร็วเกินไป

Lab : Basic Hemato

Smear preparation & staining

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

smear preparation & stain Tube ฟ้า Sodium citrate
ในการเตรียม smear เพื่อเอามาตรวจนู่นนี่นั่น จะต้อง
ใช้เลือดจาก Anticoagulation tube ซึ่งในห้องปฏิบัติ มักใช้กับ ESR
การจะใ้หลัก ๆ คือ ฟ้า ม่วง เขียว ใช้ความเข้มข้นที่ 3.2 sodium citrate
จะทำปฏิกิริยาเกี่ยวกับการแข็งงตัวของเลือด

Tube ม่วง EDTA Tube เขียว
(Ethylene Diamine Tetraacetic Acid) (Heparin)

ใช้ใน CBC โดย EDTA จะไปจับกับ Calsium ทำงานด้วยการยับยั้ง fibrin
ทำให้ไม่เกิดการแข็งตัว รักษาสมดุลน้ำภายนอกภายในเซลล์
นิยมใช้ K2 มากกว่า K3 เพราะว่าทำให้เม็ด
เลือดเหี่ยวน้อยกว่า Thin Smear preparation
ใช้ความเข้มข้นที่ 1.5-2.2 mg/mL
ต้อง mixed แบบ inversion

smear preparation & stain 1.Mixed เลือดใน Tube
smear มี 2 แบบ คือ 2. เอาเลือดใส่ Blue tip 3/4ของ Blue tip
Thick smear ไม่ต้อง fix 3.หยดเลือดจาก Blue tip ลง slide 1หยด ทำ
Thin mera fix ด้วย absolute methanol มุม30 -ํ 45 ํ
4.วางspreader "หน้าหนดเลือด"
Thick Smear 5.ไถ spreader มาที่เลือด รอให้เลือดกระจาย
ทั่วspreaderก่อน
จะมองเห็นแค่ WBC Platelet Parasite 6.ไถออกไปด้วยความเร็วคงที่
หยดลงบน slide แล้วเอา slide อีกอันมาขยี้ให้ 7.ทำให้แห้ง ( Air dry, Fan or Hair dryer)
แตกค่ะพส
จากนั้นทำให้แห้ง แล้วย้อมด้วย Giemsa20 ต้อง Fix smear ให้ไวที่สุด
mins แล้วล้างด้วยน้ำเปล่า ด้วย absolute methanol ถ้าไม่ absolute >>
water spot

Thin Smear Thin Smear staining

ก่อนจะเอาเลือดออกจาก Tube ลง side จะต้อง 1.Fixed smear ด้วย Absolute methanol จุ่ม
Mixed ให้เข้ากันดีก่อน ผ่าน 1 ที
จากนั้นเอียงtube ให้เลือดไหลเข้า 2.วางพาดบนแท่งแก้ว แล้วเทสีจนท่วม ทิ้ง
Microhematocrit (Blue tip) เอง ไว้3นาที
3.หยดbuffer ปริมาณพอๆกับสีลงไป 5นาที
อย่าให้สีตกจากสไลด์
4.เทน้ำเปล่าล้างออก
5.เอาไปผ่านน้ำก็อกทั้งหน้าหลัง 2-3ครั้ง แล้ว
เอาผ้าเช็ดด้านหลัง แล้วทำให้แห้ง

Buffer ที่ใช้ phosphate pH6.8

Mounting ให้เก็บไว้นาน

ใช้ mounting media, mountant ที่ละลายใน
xylene

Good smear ยาวประมาณ 2-3ส่วนของ slide

https://www.youtube.com/watch?v=nbRUiWl2Qrs

Lab : Basic Hemato

LE preparation & ESR

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

LE preparation (Lupus erythematosus ) ใช้ Clotting Blood
NO Anticoagulated น้า
จะใช้ Screening ในกลุ่มโรค Auto-immune
กลุ่มคนที่เป็นโรคนี้ จะมี Auto-antibody ในร่างกาย
ซึ่งน้องจะไปทำลาย Cell ดังนั้นตัว LE preparation
คือการตรวจหากลุ่ม Auto-Antibodyนี้ แต่จะเรียก
อีกอย่างว่า LE factors
หลักการของ LE preparation

การตรวจหาจะสามารถทำได้หลายวิธี หลาย test ในน้ำเหลือง/เซรัมของผู้ป่วยจะมี LE-factor ซึ่ง
จะไปทำปฏิกิริยากับ Nucleus ของเซลล์ที่แตก
Redioimmonoassay เกิดเป็นก้อนกลมๆเนียนๆ ไ่รู้ว่าเคยเป็นเซลล์ชนิ
Immonofluorescence >> ราคาค่อนข้างแพง ไหนมาก่อน ทีนี้เราย้อมด้วยสี wright stain >>
Latex Agglutination >> ทำง่าย ไวกว่า LE p. Purple homogenous mass แล้วจากนั้นจะมี
แต่ช้ากว่า Immono WBC มาทำหน้าที่ Phagocytic cell โอบล้อม
LE preparation >> ใช้เวลานาน ราคาถูก ก้อนชมพู เรียก LE cell ส่วนมากตัวล้อมจะเป็น
Neutophil แต่บางทีก็อาจจะมี monocyteนะ
โรงบาลไม่ค่อยชอบ LE เพราะมันตรวจโรคเจอ
ก็ต่อเมื่อไปถึงระยะหลังๆแล้วถึงจะเจอ

ขั้นตอนการทำน้าาาาา ปล. ล้อมกี่ตัวก็ช่าง สุดท้ายแค่1ตัวจะจับกิน

เจาะเลือดใส่Clotting blood tube(ไม่ต้องใส่สาร Fc portion คือตัวที่ยื่นออกมา จะทำหน้าที่ เรียก
กันเลือดแข็ง) แล้วทิ้งไว้ให้เลือดแข็งหรือแช่น้ำ WBC มา Phagocytic
อุ่น เข้า incubate 37 ํ ตอนที่ล้อมเฉยๆ เรียก Rosette formation
-พอเลือดclot ก็เอามาขยี้บนตะแกรง ให้เซลล์ แต่ถ้ากินแล้วเรียก LE cell
แตกได้น้ำเลือดด้านล่าง แล้วก็mixed ให้ด้าน
ลางเข้ากัน Incubate 37 ํ 1 Hr ย้ำนะ
-เอา Pasture pipette ดูดเลือด 3mL ใส่ใน
wintrobe tube ***ขั้นนี้เอาpipette จุ่มให้ถึง Rosette formation คือ phagocytic cell แค่มา
ก้นtubeแล้วค่อย ๆ ปล่อย แล้วดึงขึ้นเรื่อยๆตอน ล้อมไม่กิน (Neutrophil mono)
ปล่อยอ่ะ LE cell คือ Phagocytic สักตัวกินแล้ว รายงานว่า
-เอา wintrobe ไปปั่ น 3000g 10mins were seen ***ต้องหาหลายๆตัว
-ได้3ชั้นเหมือนปั่ นเือดเฉยๆ ดูด plasma ออกทิ้ง Tart cell >> เซลล์ตายแล้วมีWBC มาล้อมกิน
ให้หมด แล้วดูด Buffy coat 1หยด ไปใส่สไลด์ เราจะรู้ว่าเซลล์ด้านในคือเซลล์ชนิดไหน เจอได้
-ทำ squad แล้วเอาไปส่องไฟดูเห็นเหมือนเม็ด กับทุกคนเลยแม่ คนปกติ เลือดเก่า คนเป้น SLE
ทราย=มีเซลล์
-ย้อมด้วย Wright stain (ทำให้แห้งก่อนนะ) ถ้าคนไข้ WBC ต่ำมากๆทำไง buffycoat อย่างน้อย
-ส่องที่หัว 10X ดูว่ามีกลุ่มสีชมพูๆไหม แล้ว เอาซีรัมคนไข้ผสมเลือดคนปกติเลย อันนี้วสินเคย
ส่อง40X หาอีกที ค่อยหยดออยแล้วดูหัว100 ตอบอาจารย์

ตอนปล่อยใส่ wintrobe tube อย่าให้มีฟองอากาศ
ในโรงพยาบาล Latex agglutination
เม็ดลาเท็ก จะถูกเคลือบด้วย
Deoxyribonucleoprotein ในกรณีที่ผู้ป่วยมี
Antibody to Deoxyribonucleoprotein ก็จะ
ทำให้เกิด aggrutination ก็คือ เป็น Auto-
immune นั่นแหละ ทำเยอะกว่า LE เร็วกว่า ง่าย
กว่า แต่มันไม่จำเพาะขนาดนั้น ต้องเอามาตรวจ
immunofluorescence อีกว่ามันเกิดที่ส่วนไหน
ของเซลล์ ของออแกน

Lab : Basic Hemato

LE preparation & ESR

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

ESR Erythrocyte sedimentation rate เป็นการตรวจวัดอัตราการตกตะกอนของRBC ใน 1 hr
รายงานในหน่วย .......mm/h
ใช้ในการคัดกรอง/ติดตามการตอบสนองต่อการ
อักเสบ ติดเชื้อ ท้อง ในการทำ ESR มี 2วิธีการที่เขานิยมกันอยู่ คือ
ในกรณีที่มีการติดเชื้อ หรืออะไรที่พิมพ์ด้านบน ก็จะทำให้ 1.Westergren (Global STD)
RBC เกาะกันแล้ว ESR สูง เพราะว่ามันจะมีการ 2.Wintrobe
สร้างprotein บางชนิดขึ้นมา
Westergren method
Step การเกิด ESR มี 3 phase **เราจะใช้เป็น modified westergren แทน
เพราะมันเซฟเรามากกว่า
1.Lag phase >10นาทีแรก ตัวที่เป็น original จะเป็นwintrobe ที่เป็นรูเปิด 2
RBC จะมีมวล จะคอย ๆ ตกลงมาตามแรง g ข้างซึ่งเวลาเราทำ เลือดอาจจะหยดออก ก็ได้
อันตราย
2. Decantation phase >>40mins เวลาจะทำ ESR ตอน fill เลือด จะต้องห้ามมีฟองอากาศ
RBC มีรูปร่าง มีลักษณะ แล้วตกลงมาเกิดการ ค่อย ๆ fill จนเต็ม 10ส่วนของ wintrobe

ฟอร์มตัวกันเป็น Rouleaux formation แล้ว Modified Westergren method
ทำให้มวลมากขึ้นก็จะตกไว เป็น tube ปลายปิดข้างหนึ่ง ยาวที่200 mm
**** ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะที่ทำให้RBC มีรูปร่าง ใช้ EDTA Tube/Sodium citrate
ต่างกัน จะเกิด rouleaux ได้ไม่ดี ดังนั้นจะ โดยต้องเจือจางเลือด : NSS ที่4:1
ทำให้ESRที่อ่านได้มีปัญหา ตกช้า เมื่อเป็น ต้องจับเวลาที่ 1 Hr
Inflamation /Infected ก็อาจทำให้อ่านค่าเป็น ***
ปกติ เช่นผู้ป่วย ธาลัสซีเมีย RBC เป้นประจุลบ จากการโค้ดของ
3.Packing phase >> 10 mins สุดท้าย Glycopolysaccharide: Stearic acid ซึ่งพอเป็น
ประจุลบ มันก็วิ่งใครวิ่งมัน ไม่จับกัน
RBC ที่ตกตามค่าg จะเกิดแรงต้านที่กระทำให้ แต่ถ้าเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อ จะเกิดการสร้าง
RBC เกิดการอัดแน่น protein ที่มีประจุบวกขึ้นมา เมื่อบวกลบเจอกันเกกิด
neutrolization ทำให้ RBC สามารถจับกันได้ดีขึ้น ก็
การทำ ESR เกิดการตกอย่างรวดเร็ว และตกได้มาก ESR สูง

1.EDTA blood + NSS 4:1
***ใช้เลือด 1mL : NSS 0.25mL
แล้วmixed แบบ Invert เบาๆ ห้ามเกิดฟอง 5-10
ครั้ง
2.ใช้ modified westergren กดลงไปเบาๆ ทำให้
เกิดสภาพคล้าย vacuum กดเบาๆนะ จนเลือดถึง
ขีดบนอ่ะ
3. เอา tube นี้ไปตั้งที่ แล็กเสียบ กดให้ฟิตกับร่อง
ทิ้งไว้ 1 hr

***** ห้ามเอียง ห้ามสั่น ห้ามร้อน ห้ามโดนแสง
4.เอามาอ่านผล ดูตรงรอยระหว่าง plasma
กับRBC

Normal range

Male 0-15 mm/h
female 0-20 mm/h

Normal range Age>50year

Male 0-20 mm/h
female 0-30 mm/h

Lab : Basic Hemato

LE preparation & ESR

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ ESR 2.องค์ประกอบใน Plassma
1.RBC สำคัญที่สุดต่อ ESR

จำนวน : ถ้าน้อย >> ถ้าน้อย Oncotic ก็คือจะมีการสร้างพวกโปรตีนประจุบวกมาก
pressure จะน้อยด้วย ทำให้เลือดหนืดน้อย น้อยไหมไง ทำให้เกิด neutrolization บน
RBC จะตกไว RBC ตกไว ค่า ESR สูง
Automated
รูปร่าง : ถ้ามันไม่ Normal shape ก็จะเกาะ Tube ที่ใช้ในเครื่อง Automated จะเป็น Tube
กันได้น้อย เกิด rouleaux ได้น้อย ตกช้า ที่จำเพาะ ต่างจาก manual
แล้วอาจารย์ก็เอารูปมาให้ดูเฉยๆและบอกว่า
ขนาด : เซลล์ที่มีขนาดใหญ่จะตกได้ไวกว่า ตัวเลขหลังชื่อคือเป็นจำนวนที่สามารถตรวจได้
ต่อ 1 ครั้ง
3.Mechanical (อันนี้ไม่ควรเกิดน้าาา)
การวางหลอดเอียง หลักการซื้อเครื่อง
วางไว้ที่ที่มีการสั่น ดูที่
อุณหภูมิสูง ทำให้เซลล์เหี่ยว งบประมาณ
เลือดที่เอามาดูเจาะไว้นานเกิน 4 Hr จำนวนสิ่งส่งตรวจในแต่ละวัน
สารกันเลือดแข็งเข้มข้นเกินไป เซลล์เหี่ยว ค่าบริการการทดสอบที่ต้องการเก็บจากผู้ป่

วยแต่ละราย

Lab : Basic Hemato

LE preparation & ESR

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

LE Cell Tart cell

Lab : Basic Hemato

Blood smear Examination

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Platelet smear ดูบริเวณ examination area โดยใช้หัว 100X ดูอย่างน้อย 10 วงกล้อง(Oil power field, OPF)

Examination area = RBC เรียงตัวแบบ ไม่

ซ้อนทับกัน มีประมาณ 200ตัว/1วงกล้อง

การรายงาน PLT การรายงานลักษณะผิดปกติ PLT

adequate พบPLT 5-25 ตัว/OPF -Platelet with pale stain >> ติดสีจาง
Increase พบPLT มากกว่า 25 ตัว/OPF -Bizarre Platelet >> รูปร่างบิดเบี้ยวไม่แน่นอน
Decrease พบPLTน้อยกว่า 5 ตัว/OPF -Platelet with clumping >> PLTเกาะกันเป็นกลุ่ม
ดูไป 10 OPF แล้วเอาทั้งหมดที่นับได้หาร 10 -Large Platelet >> มีขนาดใหญ่กว่า 4um
-Giant Platelet >> มีขนาดใหญ่เกือบเท่าRBC
**PLT 1 ตัว/OPF = 20,000 ตัว/uL (75%RBC)

ถ้า PLT รูปร่างผิดปกติ > 5% ของทั้งหมด
หรือ พบ 1ตัว ต่อ 4 OPF
รายงานว่า Were seen ไม่ต้องระบุจำนวน

Large Platelet Increase platelet with clumping
Decrease พบPLT เพียง 1 ตัว
เรื่องนี้เหมือนอาจารย์จะให้ smear มาแล้วดูและ
รายงานผลนะ แต่ว่า ถ้าเราต้องดูPlatelet จริง ๆ
ต้องทำความสะอาดตัว Counting Chamber ให้สะ
อาดๆนะ ไม่งั้น เราจะดูแล้วสับสนกับฝุ่น;-;

Increase with Giant and Bizarre Platelet https://drive.google.com/file/d/1EVRAAMEKe2C
MP1sWD6roQ7qfZ6UpQkLe/view?usp=sharing

ขั้นตอนการทำเพื่อดูเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ
By wasin MT2

Lab : Basic Hemato

Blood smear Examination

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

การตรวจความปกติ/ผิดปกติ RBC

ดูบริเวณ examination area โดยใช้หัว 100X ดูอย่างน้อย 10 วงกล้อง(Oil power field, OPF)
โดย 1 OPF มีRBC ประมาณ 200 ตัว
ความผิดปกติที่ Size เรียก Anisocytosis
ลักษณะที่จะรายงานจาก RBC
Size >> เล็ก ใหญ่ ปกติ เล็กเกิน >> Microcytosis
Shape ใหญ่เกิน >> Macrocytosis
Staining
Distribution >> การกระจายตัว
Inclution
Infection Macro Macro

Micro

Other

ติดสีปกติ ขนาดปกติรายงาน Small Lym

Normochromia มีการเกรดดิ้งด้วย โดยวัดเมื่อนับ 100ตัว เจอเท่าไหร่
Normocytosis
Normal RBC
Normochromic
Normocytic RBC
การจะรายงานว่าปกติ Central pallor จะต้อง
ประมาณ 1/3ของเส้นผ่านศูนย์กลาง RBC

ความผิดปกติที่ Shape เรียก ความผิดปกติที่ stain เรียก
Poikilocytosis Hypochromia

มีการเกรดดิ้งด้วย โดยวัดเมื่อนับ 100ตัว เจอเท่าไหร่ Central Pallor > 1/3 เส้นผ่านศูนย์กลางRBC
และพบมากกว่า 5%

มีการเกรดดิ้งด้วย โดยวัดเมื่อนับ 100ตัว เจอเท่าไหร่
ซึ่งใช้เกณฑ์เดียวกับ SHAPE และ SIZE

สู้เขาสิวะอีหญิงงง

Lab : Basic Hemato

Blood smear Examination

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Spherocyte ยังไม่เรียน แต่เป็นเล็กๆทึบๆ Ovalocyte(A) and tear drop (B)

Polychromasia >> อันนี้ต้องรู้
เป็นระยะสุดท้ายของระยะตัวของ RBC ซึ่งนิวเคลียส
หลุดออกไปหมดแล้ว สีออกน้ำเงิน แดงๆ ไม่เห็น
central pallor

เป็นตัวที่ต้องรางานผลว่าเจอกี่ตัว/ OPF
Burr cell/ Echinocyte
เกิดจากการที่ทำ smear แล้วไม่รอให้แห้ง

Lab : Basic Hemato

Blood smear Examination

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

การกระจายตัวของ RBC
-Rouleaux Formation >> เรียงตอวยาวเมือน
เหรียญ เหมือนโซ่
-Agglutination >> เกาะกันเป็นกลุ่ม
ทั้งสองนี้ รายงานว่า were seen (ดูที่หัว high/Low)

Rouleaux Formation

Agglutination

กรณีมี Inclusion

Howell-Jolly body Basophilic stippling Cabot's ring
มีจุดสีเข้มปรากฎอยู่ มีคล้าย ๆ จุดสีน้ำเงินกระจายทั่ว เป็นวงแหวนอยู่ด้านใน

Lab : Basic Hemato

Blood smear Examination

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

สิ่งที่ไม่นับรวม ใน WBC Diff

Lab : Basic Hemato

Manual CBC & Reticulocyte

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

CBC มีอะไรบ้าง
Hct เอาจริง ๆ การทดสอบมันจะเป็น 3 เรื่องหลัก ๆ
Hb วัด Hb & Hct (RBC)
WBC count นับ WBC (อ. นัน) WBC Diff
Platelet smear Blood smear examination รายงานลักษณะ RBC
WBC differential Platelet estimation

Smear examination

หน้าที่เซลล์เซลล์เม็ดเลือดต่าง ๆ
RBC >> O2 transfer ปกติจะมีระดับล้านเซลล์ ในการแปลผลที่ได้จากแลป
PLT >> ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (แสนตัว) ต้องรู้จักคาอ้างอิง/ค่าปกติ และเกณฑ์ตัดสิน
WBC >> ป้องกันการติดเชื้อ (5000-หมื่น)
ค่าอ้างอิง = ค่าที่ได้จากกลุ่มคนปกติ แล้วหาค่าเฉลี่ย
ตรวจไปทำไม? (ออกสอบ****) ออกมา มีหลายค่าแต่อยู่ช่วงเดียวกัน ต่างกันไม่มาก
**ตรวจสุขภาพประจำปี
**ประกอบการวินิจฉัยโรค เกณฑ์ตัดสิน = มีเกณฑ์เดียว เป็นค่ากำหนดสำหรับ
**เพื่อติดตามผลการรักษา ความแรงโรค การคัดกรอง เป็นค่า STD. ส่วนใหญ่เป็นค่าเดียวกัน

ประโยชน์ทางคลินิก

RBC >> การวัด Hct Hb
ช่วยในการวินิจฉัยภาวะเลือดจาง

WBC >> WBC count & WBC diff
WBC count การนับ WBC ทุกชนิด เพื่อประกอบการ

วินิจฉัยโรคในางการแพทย์
WBC diff เป็นการเทียบสัดส่วนของ WBC แต่ละชนิด

กับ WBC ทั้งหมด เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค
PLT smear

เป็นการดูลักษณะ รูปร่าง จำนวนเกล็ดเลือดเพื่อประกอบ
การวินิจฉัย

Lab : Basic Hemato

Manual CBC & Reticulocyte

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Reticulocyte count สีที่ใช้ย้อมคือ Brilliant cresyl Blue stain
หรือเป็นสีเบส ที่ชอบกรด (RNA เป็นกรด)
Reticulocyte เมื่อถูกย้อมพิเศษทำให้เห็นส่วน ย้อมตอนมีชีวิต เรียก Supravitral Stain
สีน้ำเงิน (จากRNA ที่ยังไม่หมด) ซึ่งอยู่ในช่วง
Polychromasia ของRBC ในคนปกติจะสามารถพบได้ในกระแสเลือดที่ 1 %
เท่านั้น เพราะใน1วันมีการตายของ RBC ที่1% เอา
ออกมาจากไขกระดูกก็ต้อง 1 % (จริงๆ 1-2% แต่ตาย
Maturation of Reticulocyte (4 stage) เท่าไหร่เอาออกเท่านั้น)

1.Most Immature ถ้ามี Reticulocytosis = BM แอคทีฟมาก สร้าง RBC
2. Intermediate เยอะกว่าปกติ เรียกว่า Erythropoietic activity ได้
3.Later stage intermediate
4.Most mature (ในคนปกติจะเจอนาา)
Stage 1-3 จะพบในกรณีที่BM ถูกกระตุ้นให้มีการ
เร่งสร้าง RBC มากๆ
**ยิ่งเป็นระยะที่อ่อนมาก ๆ ก็จะใช้เวลาในการแก่ตัว
เป็น RBC เต็มตัวนาน ระยะเวลาที่ใช้ในการเป็น
Mature RBC เรียกว่า เป็น Maturation time
.ในกรณีที่เราตรวจพบว่า Hct < 15% ก็จะเอาค่า เกือบเต็ม นแเร้ตอา่ยอถ้กาาจอว่จายูะ่เ1มดี่อยงววๆ่าเป็น 1
maturation time มาใช้ในการคำนวณด้วย

น้อย ๆ เห็นป้ะ

อันนี้เริ่มน้อยละ

การนับ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
อาจารย์จะกำหนดให้ในข้อสอบ เป้นการสอบคำนวณ ประเมินการตอบสนองภาวะเลือดจางของ Bone marrow ถ้าเรามีภาวะ
เลือดจาง BM ก็จะมีการเร่งสร้าง RBC
ข้อสอบเป็นการคำนวณหา RPI

วิธีการ Miller dise ค่อนข้างแพง เลยประยุกต์เอาจ้า (แลปเราคืออันนี้แหละ)

สิ่งส่งตรวจที่ใช้คือ Whole blood EDTA เอากระดาษเจาะรูปิดที่ eye piece 1 ข้าง จะเห็นเป็นวงเล็ก ๆ
-EDTA Blood + Stain (1:1) แล้ว Mixed ให้เข้ากัน
-Incubate 37 ํ 15 mins แล้ว Mixed เวลานับ
-ทำ smear preparation แล้วทำให้แห้ง -นับทั้งวงไปเลยค่ะพส นับทั้งหมด Retic ทั้งเม็ดแดงธรรมดา = Total
Number RBC แล้วก็นับแค่ Retic
-เอาไปดู REtic ใช้หัว 100X -พอครบ 1 วงกล้องก็เปลี่ยนวงกล้องไปนับใหม่ (เหมือน WBC diff) นับ

ในการนับจะใช้ Miller dise ช่วย เหมือนเดิม (โน้ตด้วยน้าว่าได้ Reticulocyte เท่าไหร่)
ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมใน eye piece จะทำให้เห็น ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จน Total Num RBC ครบ 1000 ตัว (ปลดล็อกสกิล
ตาราง2ขนาด ช่องที่ใหญ่ A ช่องเล็กคือ สายตาทองคำ)
B(เป็น1ใน9ของA) แล้วเอาไปคำนวนตามสูตรที่ให้มาเลยค่ะพส เอาเลย เต็มที่(หา % retic)

แต่ % reticที่ได้ เป็น Relative ไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเอาไป
คิดAbsolute ต่อ รายงานในหน่วยต่อลิตร หรือ uL

ในการทำจริง ๆ จะมีค่า Error จากหลายอย่าง Refractive artifact
-Misunstanding (มีอะไรสักอย่างอยู่ใน
Retic แล้วเรานึกว่าเป็นน้องเขา)
-Blood glucose สูง >> Pale stain
-incubate >> สีมาเกาะที่ผนังเซลล์ทำให้นึก
ว่าเป็นน้อง retic
-ความชื้นมาก >> Refractive artifact

ต้องเจออย่างน้อน 112ตัว ที่ต้องนับได้

Lab : Basic Hemato

Manual CBC & Reticulocyte

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

การปรับแก้ค่า Reticulocyte

ในการณีที่เป็นภาวะ เลือดจาง Reticulocyteจะสูงเกินจริง

แต่ว่าบางทีร่างกายอาจจะมีการปล่อยออกมาเยอะจากสาเหตุอื่น
-จากการเสียเลือดแบบเฉียบพลัน ซึ่งทำให้ RBC น้อย แต่ BM

ยังทำงานปกติ แค่เพราะ RBC น้อย ค่า Retic เลยสูงแหมะ
-ภาวะที่มีการเร่งสร้าง RBC มาก ทำให้มี Immature Retic

ออกมาเยอะ เลยต้องเอา Maturation time มาคำนวณ
***อันนี้อาจารย์พูดแค่ว่า ถ้าเจอ Poly chromasia ใน wright stain
ให้เอามาปรับแก้ (แต่เราก็เจอป้ะแค่น้อย ๆ )

Step การปรับแก้

Step 1
รายงานค่า correct เทียบกับคนปกติ เรียก
Correct Reticulocyte Count (CRC)

Step 2
คำนวณหา Reticulocyte Product Index (RPI) อ อ ก ส อ บ F i n a l!!!!!!
เป้นการคำนวณหาว่าแต่ละวันถูกผลิตมาเท่าไหร่

การแปลผล ถึงจะบอกว่า RPI ออกสอบ
เตงก็ต้องคำนวณ CRC ให้ได้อยู่ดี
RPI > 3 %/day รายงาน Adequate erythropoietic Response เพื่อเอามาคำนวณต่อ
RPI < 2 %/day รายงาน Inadequate erythropoietic Response

ตัวที่ 2 คือ BM ตอบสนองต่อภาวะเลือดจางไม่เพียงพอ

Refractive artifact

Lab : Basic Hemato

Buffy coat

By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Buffy coat เป็นการเพิ่มจำนวนWBC ที่หรือเซลล์ที่ผิดปกติ (จาก Sample น้อยอ่ะ)

เตรียมเมื่อไหร่?? หลักการ
WBC < 1000 cell/uL
Hair cell Leukemia Sample ที่มี Anticoagulant >> ปั่ นเพื่อแยก 3 ชั้น
LE-Cell แล้วดูดเอาชั้น buffy coat มาไถ smear
หา Bact fungus parasite ใน WBC

วิธีการ วิธีการเตรียม

Wintrobe tube (ทำเหมือนตอนแลป ESR แหมะ) Buffy coat
-ใช้ Pasteur pipette ดูดเลือดใส่ Wintrobe tube -Wintrobe tube
ห้ามมีฟอง เวลาใส่ให้pipette จุ่มไปให้ถึงก้น แล้วปล่อยเลือด ค่อยๆ ดึงขึ้น -microhematocrite(Blue tip)
ให้ปลายอยู่ใต้เลือดส่ำเหมอ
-นำไปปั่ น 2,000-2,500 rpm (1500 g) นาน 5-10mins Smear
-นำ Pasteur ดูดส่วนของ plasma ทิ้ง -Push Wedge
-ดูดชั้น Buffy coat แล้วหยดใส่slide -Squash
-Coverslip
Microhematocrite (Blue tip)
-ใช้ Blue tip ดูดเลือดจาก Anticoagulant tube
-ปั่ นด้วย Microhematocrit Centrifuge (12,500 rpm 5mins)
-เลื่อยตัดระหว่าง Plasma & RBC
-แตะ buffy coat ลงบน slide

พอได้เลือด ก็เอาไปทำ smear และย้อม smear ตามหลักการเลยแม่ Osteoclast

BM Examination มีการย้อมพิเศษเพื่อดู Reticulocyte Fibroblast ใช้
Silver stain (Reticulin stain)
เวลาเจาะไขสันหลังมาจะมี 2 เทคนิค
-Biopsy >> ออกมาเป็นชิ้นอ่ะ
-Aspiration >> เป็นน้ำ เอามาทำ smear ได้

ในการเจาะตรวจไขกระดูก จะรายงาน
Cellularity
Megakaryocyte
Myeloid : Erythoid ratio
Other finding

เวลาเอา BM ไปส่อง
หัว10X มองเห็น
Particle
Megakaryocyte (Normal 1Cell/1Fiel)
หากลุ่มเซลล์ที่อยู่เป็นก้อนผิดปกติ
ใช้ประเมิณ Cellularity >> เด็ก Fat น้อย เซลล์เยอะ
ผู้ใหญ่ Fat เยอะ เซลล์น้อย

มีการย้อมพิเศษเพื่อดู
เหล็ก ใช้ Prussian Blue

วัตถุประสงค์ เครื่องวิเคราะห์เซลล์เม็ดเลือด By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

Basic parameter ที่ต้องรู้จักกคือ LAB อ.ทรงพล หาญกล้า




WBC Parameter PLT Parameter
RBCParameter

Basic parameter
IG = Immature Granulocyte
RDW อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องจำว่าเป็น CV,SD แค่ให้รู้ว่ามันบอกความแตกต่างของขนาด RBC
ยิ่งสูงแสดงว่าต่างกันมาก จะเป็นบวก

สีเขียวๆนั่นอ่ะ จะบอกเป็นปกติ มัน ช่องนี้จะเป็น Flag
อยู่ในเส้น ไม่ออกไปไหน มันจะบอกว่า ผิดปกติยังไง
แต่ถ้ามันผิดปกติ มันอาจจะเปลี่ยน
เป็นสีอื่น Technical termที่ใช้ระบุ
Penia = น้อย สร้างได้น้อย
Cytosis = มาก,สร้างได้มาก
สองเทอมนี้จะใช้กับรวมๆที่ไม่ได้แยกว่าเป็น
เซลล์ชนิดไหนใช้แบบใหญ่ๆกว้างๆ
เช่น Leukopenia = สร้างWBC น้อย มีน้อย

Technical term ด้านบน สามารถใช้กับพวก
Agranulocyte ได้
เช่น Monocytosis งี้
ถ้าเป็นพวก Granulocyte จะใช้เป็น
Philia = น้อย แทน
Eg. Eosinophilia

ในการที่จะบอกว่าน้อยหรือมาก
ช่องหลัง Data เครื่องจะขึ้นเป็น -/+ ให้
ถ้าลบ ก็คือน้อย ถ้าบวกก็คือเยอะ (หน้าต่อไป)

วัตถุประสงค์ เครื่องวิเคราะห์เซลล์เม็ดเลือด By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

LAB อ.ทรงพล หาญกล้า




Anisocytosis
Anemia

*ช่องนี้หมายถึง เครื่องสรุป
ไม่ได้ ไปสรุปเอง

Technical term เพิ่มเติม

อาจารย์จะให้ผลมา
เป็นบวกหรือลบ
แล้วเราก็เขียนตอบ
เช่น HCT +
เราก็ตอบไปว่า
Erythrocytosis

วัตถุประสงค์ เครื่องวิเคราะห์เซลล์เม็ดเลือด By A.aaaaaaaaaaaaaaan MT2/64

LAB อ.ทรงพล หาญกล้า




จำนวน

RBC เล็ก
RBC ใหญ่

ขนาด(Size)

เรื่องนี้เหมือนอาจารย์จะบอกว่า ถ้าเครื่องมันดีเทกไม่ได้
หรือว่ามีความผิดปกติมาก ๆ
เราต้องไปดู smear เลือดอีกที



Blood smear examination
By Wxsin MT42
• Hb CBCManทuaําl mอeะtไhoรdบา ง อนั นจี้ ะเป็นคา่ ท่ที ำโดย Automated นะงบั
• การเตรยี ม RBC ใน Routine CBC
• Hct 1.)RBC Count (ค่าปกตปิ ระมาณ ชาย= 4.5-5.9 x 10^12/L หญิง= 3.8-5.2 x 10^12 /L)
• WBC count (แล็บแมน่ นั ) 2)Hb(g/dL) (ค่าปกติ ชาย= 13.0-18, หญงิ = 12.0-16.0)
• Platelet smear 3.)Hct (ค่าปกติ ชาย = 40-50% ,หญงิ = 37-43 % )
• WBC differential count 4)MCV : Mean cell volume
Smear examination 5.)MCH : Mean cell hemoglobin
6.)MCHC : Mean cell hemoglobin concentration
⑥ 7.)RWD : RBC distribution width
8.)Morphology (ดูรปู ร่าง)

• การเตรยี ม WBC ใน Routine CBC • การเตรยี ม PLTใน Routine CBC

1.)Total WBC count (ของแมน่ ัน) 1.)Platelet count
2.)WBC differential count (Percentages) หรือ Relative count 2.)MPV : Mean platelet volume
เปน็ การนบั ดวู ่าใน 100 cell มี WBC ตวั ไหนบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ 3.)Morphology
3.) )WBC differential count (actual number of each type cell)
หรือ Absolute count คือดวู า่ มกี ี่ cells/L หรือ cells/dL
4.)WBC Morphology

การตรวจสเมยี รเ ลือดดว ยกลอ งจุลทรรศนแ ละการรายงานผล

ทำยงั ไงถึงจะตรวจสเมยี รไ์ ดด้ แี ละถกู ต้อง? " อปุ กรณแ ละเคร่ืองมือในการตรวจสเมยี รเ ลือด

1.)เตรียมสเมยี รเ์ ลือดดี ไถดี • Condensor เลือ่ นขน้ึ สูง
• Diaphragm คอ่ นขา้ งกว้าง
LOT2.)ย้อมสเมยี ร์ดี -> ส3ี : buffer 5 , ไม่มีตะกอน • แสง ตามความเหมาะสม
3.)ทนพ. มีความรู้
• สเมียร์เลอื ดทีย่ อ้ มควรเคลือบด้วย
การตรวจสเมยี รเ์ นยี่ เราต้องทำในแลบ็ หลกั ๆม2ี อนั นะ immersion oil จะทำใหก้ ารดเู ซลลช์ ัดเจนขึน้
1.)การนับแยกชนดิ เมด็ เลือดขาว (WBC differential count)

2.)ตรวจดูความปกต/ิ ผดิ ปกตขิ อง WBC RBC Platelet

÷. การนับแยกชนิดเมด็ เลือดขาว (WBC differential count)

• บริเวณตา่ งๆในสเมยี ร์เลอื ด • ลำดบั การใช้ Objective lens

กอ่ นเราจะตรวจจรงิ จังเน่ีย เราควรดูกอ่ นนะว่า smear สั้นไปมั้ยยาวไปม้ัย
ติดสีมย้ั หรือมี cell อ่นื ๆปนมามัย้

1 ขอบ)

ศ๋ึ

Objective lens X10 ระวัง!!!
• การติดสีของเม็ดเลอื ดแดง
wedge-pushed smears
• การกระจายตวั
บรเิ วณ edge จะพบเซลลข์ นาดใหญ่
ะ มีเซลล์อะไรผิดปกตหิ รอื ไม่; blast, NRC
การมีตะกอนสี hOโดยเฉพาะ blasts and monocytes

• หา examination area

Objective lens X40 ใช้ประมาณคา่ WBC Count !!!!!!

Approximate WBC count (cell/uL) จำนวนWBC ทเ่ี จอ X 2,000
(ค่าประมาณจำนวน WBC)

e.g. เจอ 4 ตวั กจ็ ะประมาณวา่ 4x2,000= 8,000 cell/uL

Objective lens X100

เวลาท่เี ราจะดหู วั 100xเน่ยื นะ อาจารยแ์ นะนำวา่ ให้เราเล่ือนวงกลอ้ งแบบฟันปลา(zigzag) หรือ “Battlement pattern”
โดยเวลาทเ่ี ราดเู นีย่ นะเราควรดูจากปลายสเมยี รเ์ ข้ามาหัวสเมยี ร์ เพอื่ ปอ้ งกันว่าเวลาเราทำสเมียร์ส้ันไป ดกู ไปสกั หน่อยเดี๋ยวมัน
ไปปลายสเมยี ร์น่ะสิ ทีนน้ี ะไม่ตอ้ งโฟกสั ว่าจะใช้วงกล้องจำนวนเทา่ ไหรเ่ พราะมนั อาจจะเกนิ 9วงกลอ้ งแบบในรปู ก็ได้ ก็ทำไป
1 วงก อง เร่ือยๆจนกว่าจะครบ100cell

ใชน้ บั แยกชนิดเม็ดเลอื ดขาว (WBC differential Count)!!!!!!!!!

รปู ขา้ งๆน้เี ปน็ ตารางชว่ ยนับ
นะ จะนับกีว่ งกล้องก็ได้
แตถ่ ้านับเกนิ 10ตวั แล้วเน่ีย
ใหไ้ ปตกิ๊ ชอ่ ง20นะ
อยา่ หลงส่าวเดะเหยงงงง

เพือ่ เป็นการเพมิ่ accuracy (ความแม่นยำ)

ถา้ ผู้ปว่ ยมี WBC < 1,000 cell/uL ให้นับ 50 cells แล้ว คูณ 2 !!!!

-ถา้ ผู้ป่วยมี WBC > 40,000 cell/uL ให้นับ 200 cells แลว้ หาร 2 !!!!

ล้

ถา้ ผปู้ ว่ ยมี WBC ต่ำมากๆล่ะ??

กท็ ำ Buffy Coat ไปเลยส!ิ !!!

แตแ่ นะนำสำหรับการนำไปดู Morphology เท่าน้นั นะ
การ differentials ไมแ่ นะนำ

คา ปกตขิ องการนบั แยกชนิดเมด็ เลอื ดขาว

เยอะสดุ

น้อยสดุ

หากขณะทกี่ ำลงั นบั แยกชนดิ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวพบว่ามเี ม็ดเลอื ดแดงตวั ออ่ น ที่มนี วิ เคลียส (nucleated red blood cell; NRC)

จะตอ้ งทำอยา่ งไรบา้ ง??

• ใหน้ ับวา่ มจี ำนวนเทา่ ไร (โดยการบนั ทกึ ในช่อง NRC ขณะท่ที าการนบั แยกชนดิ WBC จนกระทัง่ นบั เม็ดเลอื ดขาวครบ 100 เซลล์ ใหร้ ายงานว่ามจี านวน NRC เทา่ ไร/100 WBC

จากน้นั ไปทำ Correct WBC count !! การพบ NRC ส่งผลกระทบ

i÷ การ Correct WBC count เนอื่ งจากการมี NRC ตอ่ การทดสอบใด เพราะเหตใุ ด

มันทำให้ค่า WBC count

สงู กวา่ ค่าปกตนิ ่ะสิ!!!

อาจจะเพราะ Turk มนั ไม่ทำลายนอ้ ง

อาจารย์เนน้ การทำบญั ญัตไิ ตรยางศม์ ากกวา่ G

ยุ จะไม่ยุ่ง…

÷ ตรวจดูความปกติ \ ผิดปกตขิ อง WBC
.

.
.

.

•Hypersegmented neutrophil • Neutrophil with toxic granules

• เปน็ neutrophil ทมี่ ีนิวเคลียสต้ังแต่ 5 lobes ขนึ้ ไป • Toxic granule คอื Granule ทต่ี ิดสีเข้มมากๆ
รายงานเป็นรอ้ ยละรวมอยใู่ นเม็ดเลือดขาว100ตัว • รายงานโดยการจดั ระดบั และใชเ้ กณฑก์ ารจัดระดบั ความผิดปกติ เชน่ เดยี วกบั ของเมด็ เลือดแดง
• (โดยคดิ เป็นรอ้ ยละของ granulocytes)

หากพบเปน็ toxic granules ขนาดใหญ่ ใหร้ ะบุเพมิ่ เตมิ ดว้ ยวา่ with coarse granules

• Atypical lymphocyte อันน้ีไมร่ ้วู ่าจะออกสอบมั้ย แต่ทั้งสไลดส์ อนมแี ค่นี้จริงๆ มันคอื
การมี 2 lobes
• รายงานแยกเป็นเปอร์เซน็ ต์โดยไม่รวมอยูใ่ น lymphocyte
แต่รวมอยใู่ นเมด็ เลือดขาว100ตัว

การนบั จํานวนเซลลเ์ม็ดเลอื ด (Blood cell count) By Wasin MT42
สอนโดย อจ.นันทนัตน์ โฆมานะสนิ
mLคerไ
ความสาํ คญั ของการนับจาํ นวน Blood cell หลักการทดสอบ

"""" " " "" "" ๑ จะ วย น น "" "" น " "" °" ด ลาย เ ดเ อด แดง วย

โรคการ จ ยรด รวม งการพยากร และ ดตาม ผล การ กษา 2.) บ นวน BC โดยใ countinychamber

3.) ในนอน หา BC กระแส อด

ความสําคญั ทางคลนิ กิ µ,huไEไไ_ไyไงDilutingsolution ใ

1. RBCCount 1 การ บ )นวนเ ดเ อดแดง

เ อด• จาง (anaemia) • ภาวะเ อด น ( Polycythemia) 1. RBCG unt แ GOW ersolution เ น isotonicไ ลายRBC
ภาวะ

2 Platelet Gunt :@ Breoher - Cronkite n 1 % ammoniumoxalate แดง) เ น hypotonio

µ µ, µµ . µµµµ µแกม นµµ

3. WBCGmt n Turk solutim เ น Hypotonic ลาย RBC

2 µµymmwµµกก ณpแน แแ¢ µµ µµ µ µแµµµ µµ
Thrombocytosis• : เก ดเ อด ง มากก าปก " อาจเ ด มเ อด

• Thrombocytoperia : เก ดเ อด าก าปก ยง" อ การใดออก ดปก ปกร ใ าง

3. WBCGmt 1 การ บ นวน เ ด )อดขาว ลงทคไร
LL_gnไง1 ทา
④ /eukocytopenia : wBc อยก า ปก µ1= [ = 1✗|

• leukocytosis : พา3C มากก าปก

4 Eosinophil Covnt 1การ บ นวน โอใน ล)

• Eosinopenia ะ อยไป

• Eosinophita ะ ไปมาก → พยา แ

,

RBC Count

เ อจางเ อด

ง* งตรวจ เ น Whdebbd (เ อดรวม)
ใ- redcetlpipette เ อจางเ อด 1:200

โดย ดเ อด จน ง ด 0.5 แ ว ด ยาเ อจาง
จน ง ด 101 แปล า ตอน ตรา วน อ

0.5 :| 00 ✗ 2 แไป จะเ น 1:20 0

- ยาเ อจาง ใ อ Gowersolution

เ น isotonic ห อ ใอาจ 0.9 % Nacl NSS

2. นตอน การ บ เ ดเ อด

อง- จะ บ 5 ปเ ก ตรงกลาง ตาม

ูร็ล่ชันืลิปัน้ัข้ชืร็ปืค้ช่ีทืจำน็ป็กืค่สัอ่ว็กีขึถืจำ้นูด้ลีขึถืลูดืลืจ่ชืล็ป่ส่ิสืลืจ้พิมูภีมิธีมีม้นีมิพีธำจันิไึงำทิต่วิต่ว้นืพิปำจันู้ร้ช่ีท์ณุอิติผ่ต่ีพิต่ว่ํตืล็ล่ลืล่ิลิกิต่วูสืล็ล๋ทำท็ปิไูป็ปำท่ม็ป้ขืลืล้ช่ีทืล็มำจันืธำค้ชำจันัริต์ณ้ัทัฉินิวัไ์น้ดืล็มำทืพืพันัยืย่ชืณ่ีพ

i Platelet Count

" คอน า

° Brecher - Cronkite แดงๆ
| % ammoniumoxalate → kypotonicrrn เ นใน เ น 4- E
นะ อง นแบค อนและกรอง กสอง Contrast
" อง วย phasepbntrast ห อ ก อง ลปก แ หไดจะแปรม
" ก องธรรมดา
" 1 เลด อด เ น เ ยว
° ๆ

Rees - Ecker ขวด เ น

" ยาเ อจาง Brilliant Cresylblve

→ 1 ลดอดเ น เ น

→ Isotonic

อง moistchamber ใน Petridish

ำท้ติงำ้นีส็ป็กีมืจำน้ลิงำนีขีส็ปืล็ก่ีร่ติตุจ้ลืร้ด่สัธ่กัก้ป็ปู้ติกีส่ค

WBC Count

á¹Ð¹ÓÍ»Ø ¡Ã³¡ ¹Ñ ¡‹Í¹

1) white blood cell pipette 2)tuberculin syringe 3)¢Ç´ÊÓËÃºÑ à¨Í× ¨Ò§àÅ×Í´ ÁÕEDTA´ŒÇ 4)Turk’s Solution (໚¹¹Óé ÂÒà¨Í× ¨Ò§àÅÍ× ´)

ว วย ด ÊNj ¹»ÃСͺ¤×Í

I. sre Glacial acetic acid
- Gential violet ( ใ
' DW (¹éӡŹèÑ ) วง)

5)pipette shaker 6)Hemocytometer ËÃÍ×
Counting Chamber

ÇÔ¸¡Õ Ò÷ӻ¯ÔºÑµ¡Ô ÒÃ

1.) ÊÇÁµÇÑ ª‹Ç´´Ù ࢌҡºÑ WBC Pipette äÁ‹µÍŒ §á¹‹¹ÁÒ¡ ¢Íᤋ´§Ö àºÒæäÁˋ Å´Ø

2)mix àÅÍ× ´ã¹¢Ç´ÊÓËÃѺà¨×ͨҧàÅÍ× ´ãËàŒ ¢ÒŒ ¡ºÑ EDTA â´Â¶ÒŒ ໚¹¢Ç´áººã¹ÃÙ»ãËˌ Á¹Ø Çѹ ã¹ÅѡɳСÒö١¡¹Œ ¢Ç´Ç¹à»¹š ǧ¡ÅÁº¹âµÐ ᵋ¶ÒŒ ໚¹tube ¡çãˌmix Ẻ invert

3)à»´ ½Ò¢Ç´¹Óé ÂÒà¨Í× ¨Ò§àÅÍ× ´ áÅÐàµÃÕÂÁ¡ÃдÒÉ·ªÔ ªäÙ Ç㌠ËàŒ ÃÕºÌÍÂ

4)´Ù´àÅ×Í´¢¹éÖ ÁÒàºÒæÍ‹Òãˌà¡Ô¹ 0.5 áµ‹à¡¹Ô ¡çÍ‹ÒÁÒ¡ ÂÓé Ç‹Ò ¤Í‹ Âæ´Ù´¹Ð àÁ×èʹٴ䴌 ¤‹ÍÂæãªŒ·ÔªªÙÃÙ´àÍÒàÅÍ× ´ÍÍ¡ ÍÂҋ â´¹»ÅÒ ¡ÒôٴãË·Œ Óã¹Åѡɳй¹éÕ Ð ><
¢Í§pipette ¹Ð áŌǵéѧ pipette ãˌÍÂÙ㋠¹á¹Ç¢¹Ò¹ à¾Íè× »Í‡ §¡Ñ¹àÅÍ× ´äËÅÍÍ¡ µÒÁûÙ

่มีสีม้หำทูด่ชัต ☐

5) ¶ŒÒËÒ¡àÅ·Í´à¡¹Ô 0.5 ãˌ㪌»ÅÒ¹ÔéÇáµÐä»·Õè»ÅÒÂpipette 6)㪌pipette ·èÕÁÕàÅ×ʹ͹ً éÕ ¨‹ÁØ Å§ã¹¹éÓÂÒà¨Í× ¨Ò§àÅÍ× ´ áÅnj ´Ù´·¹Ñ ·Õ
àºÒ桾ç Í äÁµ‹ ŒÍ§ãªŒ·ªÔ ªÙ äÁ‹µŒÍ§àÍÕ§pipette
à¾Íè× »‡Í§¡Ñ¹äÁ㋠ˌàÅÍ× ´äËÅŧä»ã¹¢Ç´¹Óé ÂÒà¨Í× ¨Ò§àÅÍ× ´ áÅеŒÍ§äÁ㋠ˌ 7)¾Í´Ù´¢Öé¹áŌǵŒÍ§ÇÒ§pipette ã¹á¹Ç¹Í¹ áÅÐ㪹Œ éÔǪÍÕé Ø´
»ÅÒÂänj´Ñ§ÃÙ» ¨Ò¡¹¹éÑ ã˶Œ Í´Í»Ø ¡Ã³ª‹Ç´ٴ áŌǵŒÍ§Í·‹Ù ‹Ò
»ÅÒÂpipetteÍÂàً ËÅÍ× ¼ÇÔ ¹éÓÂÒ à¾ÃÒШÐà¡´Ô ¿Í§ÍÒ¡ÒÈ µÍ¹·ÂÕè ѧäÁ‹¶§Ö
à´ÔÁ à¾ÃÒжҌ àÅÍ× ´äËÅ仡Ҍ ¹ WBC ·¹èÕ ºÑ 䴌 ¨Ð¤Ò´à¤Åè×͹
¡ÃÐà»Òд´Ù äÇ䴌 áµ¶‹ Ҍ à¡¹Ô ¹éѹ¤Í‹ Âæ·Ó àÍÒã˶Œ §Ö àÅ¢ 11 䴌 (¹ŒÍÂŧ)

8)·Ó¡ÒÃmix â´ÂàÃÒ¨ÐäÁ㋠ªÁŒ Í× áµã‹ ªŒpipette shaker ไป เ น Part 11)㪌¹éÔǪÍÕé Ø´ËÇÑ änj áŌǤ‹ÍÂæ»Å‹ÍÂãˌàÅ×Í´Ë´ÍÍ¡
ÇÒ§ËÅÍ´ã¹á¹Ç¹Í¹áÅnj ÇҧࢌÒËͧ¢Í§à¤ÃÍè× § áŌÇແ´ ÁÒ2-3Ë´ µÇÑ ·èËÕ Â´ÍÍ¡ÁÒ¤×ÍᤋµÑǹéÓÂÒ·àèÕ ÃÒäÁ‹
à¤ÃèÍ× § 㪌àÇÅÒ 45ÇÔ ËÃ×ÍäÁ¤‹ ÇÃà¡Ô¹ 1 ¹Ò·Õ การ ตรวจ แ วนะ µÍŒ §¡ÒÃ

9)»´ cover chamber ŧº¹ 10)ÊNj ¹ã¹¡ÃÐà»ÒФ×ÍÊNj ¹·è¼Õ ÊÁ¡ºÑ ¹Óé ÂÒ
Counting chamber ´§Ñ ÀÒ¾ ᵋ¨ÐÁÕµÑǹéÓÂÒÍÂÙ㋠¹ÊNj ¹»ÅÒ»à»µ

12)㺌¹ÇÔé ªÕéÍ´Ø Í‹٠áŌǤ͋ Âæ»Å͋ ÂàÅ×ʹŧ㹠13)àÍÒ仹ºÑ â´Â㪌 10x áŌÇÇҧŧº¹stage áÅnj àÅÍè× ¹stage¢Ö¹é
Chamber µÒÁÀÒ¾ ãˌàµçÁ¾Í´Õ µÒÁÀÒ¾ ·Ñé§2¢ŒÒ§àÅ µÍ‹ Âæ»Å͋ ¹Рâ´ÂäÁ‹ÁͧÍÒ¾ի ãˌà¡Í× ºÊشᵋäÁª‹ ¹àŹʏ ¨Ò¡¹Ñ¹é Áͧ·èÕÍÒ¾«Õ
áŌÇËÒÀÒ¾ãËàŒ Ë¹ç Êà¡Å

นวณ

ตำค้ล็ป่

การ ความสะอาด

1) ห ง เส จ ใ บ 95 % alcohol ใ ม แ วเ ด Cover Chamber และ เ ด Count Chamber เบาๆ

2.) ใ แ ง วย า อซ

3.) วาง Cover ไ บน Chambe แบบ เ ม แ ว เ นเ า ก อง

ปจ า งไ นาน ใ ไป าง ประปา 1 รอบ อน
.

อ า นลม เ า Pi Pette ด ออก อ างไร

1.) ด าง

2.) 951. Alcohol
3.) acetone → ง qlcohol

4.) ดลม ก 2 รอบ

5.) เ ด แ ว เค อนไ

้ด่ืล้ก็มัสูด้ค่ีทึถำนูด่ยูด้ขัด่ย่กำ้น้ล้ห้ว้ิท้ถ่ล้ขิก้ลิด้ว๊ก้ผ้ด้ห้หำทิชิช้ลุ่ช้หุชีลำส้ช็รัชัลำท

Eosinophil Count เห อนไ เ นนะ

N

ม้น่มื


Click to View FlipBook Version