The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัจัยเรื่องจีบและตั้งวง ป.4.65.docx

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rinnapa2522, 2023-09-16 12:00:57

วัจัยเรื่องจีบและตั้งวง ป.4.65.docx

วัจัยเรื่องจีบและตั้งวง ป.4.65.docx

ก กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบ และตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ปีการศึกษา 2565 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีด้วยการสนับสนุนและการได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุน จากบุคคลหลายฝ่ายที่คอย ให้คำแนะนำ และข้อคิดเห็นในการศึกษาเป็นอย่างดีมาตลอดระยะเวลาที่ทางการศึกษา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณนางขนบภรณ์ แก้วคงคา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนัง นางสาวสุวรรณา อ่อนแก้ว รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนัง ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ในการวิจัยในชั้นเรียนตั้งแต่ต้นจนเสร็จสมบูรณ์ และขอขอบพระคุณครูและบุคลากรโรงเรียนวัดหนังทุก ท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำวิจัยฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัย ทำการศึกษาที่ได้ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ และให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม เป็นอย่างดีในการจัดทำงานวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและ คุณประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยนี้ ขอยกให้กับผู้มีพระคุณทุกท่าน รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและรวมทั้งที่ มิได้ กล่าวถึง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ รินทร์นภา ตลาดเงิน


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ผู้วิจัย นางสาวรินทร์นภา ตลาดเงิน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ปีที่ดำเนินการ ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติ ท่านาฏยศัพท์และแยกลักษณะของการจีบและตั้งวงได้ถูกต้อง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 จำนวนประชากรทั้งหมด 26 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 10 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ ตารางบันทึกพฤติกรรมการปฏิบัติ ท่านาฏยศัพท์และแบบสัมภาษณ์ที่มีต่อวิชานาฏศิลป์ ผลการวิจัย พบว่า การสอนโดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ สามารถปฏิบัติ ท่าทางตามเนื้อร้อง และสนุกสนานไปกับการเรียนนาฏศิลป์มากขึ้น ในขณะทำกิจกรรมนักเรียนมีความ กระตือรือร้น มีความกล้าแสดงออก และสามารถแยกลักษณะท่านาฏยศัพท์ได้ถูกต้อง


ค สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ - ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 - คำถามการวิจัย 2 - วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 - ขอบเขตการวิจัย 2 - ตัวแปรในการวิจัย 2 - ประโยชน์ที่จะได้รับ 2 - นิยามศัพท์ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. นาฏศิลป์เบื้องต้น 4 1.1 ความหมายของนาฏศิลป์ไทย 4 1.2 ความสำคัญของนาฏศิลป์ไทย 5 1.3 นาฏยศัพท์เบื้องต้น 5 2. เพลง 6 2.1 ความหมายและความสำคัญของเพลง 6 2.2 การใช้เพลงประกอบการสอน 7 2.3 จุดมุ่งหมายของการใช้เพลงประกอบการสอน 8 2.4 การเลือกเพลงและการใช้เพลงประกอบการสอน 8 2.5 การแต่งเพลงประกอบการสอน 10 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 11 บทที่ 3 การดำเนินการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย 12 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและวิธีการสร้างเครื่องมือ 13 3. ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย 13 4. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล 14 5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 14


ง บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 15 1 สรุปผลการวิจัย 2 อภิปรายผล 3 ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม 18 18 18 ภาคผนวก ภาคผนวก ก ตารางการจัดกิจกรรม 20 ภาคผนวก ข สื่อเพลงประกอบการสอน 22 ภาคผนวก ค แบบสัมภาษณ์ด้านประสบการณ์และทัศนคติต่อวิชานาฏศิลป์ 25


1 บทที่ 1 บทนำ 1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา นาฏศิลป์ไทยเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของวัฒนธรรมไทย การที่ได้ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ นาฏศิลป์ไทย ความเป็นมา การสืบทอดและการอนุรักษ์ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนไทยรุ่นใหม่ใน อนาคตได้รู้จักความเป็นไทย สามารถที่จะสร้างสรรค์ อารมณ์ ความรู้สึก และถ่ายทอดต่อไปได้ นาฏศิลป์ก็มีวิวัฒนาการมาจาการเอาชนะธรรมชาติเช่นเดียวกับศิลปะอื่น ซึ่งก็มีวิวัฒนาการเป็น ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์อย่างใดก็แสดงอารมณ์นั้นออกมาเช่น ดีใจก็ตบมือ หัวเราะ เสียใจก็ร้องไห้ ขั้นที่ 2 เมื่อมนุษย์เจริญขึ้นรู้จักใช้กิริยาแทนคำพูดอย่างที่เรียกว่า"ภาษาใบ้" เช่น กวักมือเข้า หมายถึง ให้เข้ามาหา โบกมือออก หมายถึง ให้ออกไป ขั้นที่ 3 พวกนักปราชญ์ได้ดัดแปลงกิริยาเหล่านี้ ประดิษฐ์ท่าทางใช้แทนคำพูดให้สวยงามแสดงความรื่นเริงสนุกสนาน โดยมีกฎเกณฑ์ส่วนสัดงดงามตรึงตาตรึง ใจ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นตามยุคตามสมัยและความนิยม (ศลิษา ชุ่มวารี. 2559 : 1) ปัจจุบันการศึกษาได้นำนาฏศิลป์ไทยเข้ามาบรรจุอยู่ในหลักสูตรระดับประถมศึกษา พุทธศักราช 2551 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยพัฒนาผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กิจกรรมนาฏศิลป์จะช่วยพัฒนาผู้เรียน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคมตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาในระดับชั้นที่สูงขึ้น (ศลิษา ชุ่มวารี. 2559 : 1) ในกลุ่มสาระศิลปะ นาฏศิลป์ไทยถูกจัดให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาที่นักเรียนต้องเรียน นักเรียนใน ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งมีที่มาจากธรรมชาติ เช่น ท่าทางของมนุษย์ และ สัตว์ในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วนำมาเป็นแบบอย่างในการแสดงท่ารำ หรือทำท่าประกอบการแสดง อีกทั้งยังแสดง อารมณ์ผ่านสีหน้า แววตาออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ชมสามารถสื่อความหมายให้เข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งกว่าจะได้พื้นฐานของนาฏศิลป์ไทย นักเรียนต้องปฏิบัติท่านาฏยศัพท์เสียก่อน การที่จะทำให้เรื่องยาก สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมต้นให้เป็นเรื่องง่ายและเสริมสร้างความจำให้ยาวนานนั้น คือต้องจัด กระบวนการเรียนรู้ให้เป็นกิจกรรมภายในห้องเรียน โดยใช้ "เพลง" เพลง หมายถึง สำเนียงขับร้อง หรือทำนองดนตรี(ราชบัณฑิตสถาน. 2542. : 799) และเทคนิค การใช้เพลงประกอบการสอน หมายถึง กลวิธีต่างๆ ที่ครูใช้สำเนียงขับร้องและทำนองดนตรีมาให้นักเรียนได้ ร้องหรือครูร้องให้นักเรียนฟังเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการเรียนการสอน เพลงประกอบการสอนมีเนื้อหา สาระเกี่ยวกับบทเรียนหรือเกี่ยวกับการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์แก่นักเรียน มีเนื้อร้องสั้นๆ เน้นความไพเราะ สนุกสนาน รวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสปรบมือ ทำจังหวะและแสดงท่าทาง ต่างๆ และถ้านำทำนองเพลงที่กำลังนิยมมาใช้ก็จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียนมากยิ่งขึ้น (ณรงค์ กาญจนะ. 2553. ; 76) เนื่องจากการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนมากที่สุด กิจกรรมของนาฏศิลป์ในการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสรรค์จินตนาการของผู้เรียน ให้ผู้เรียน ได้แสดงออก ฝึกทักษะความสามารถ แต่ปัญหาในชั้นเรียนของห้องเรียนนาฏศิลป์โรงเรียนวัดหนังนั้น จากการสังเกตพบว่านักเรียนยังขาดทักษะในการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ซึ่งเป็นพื้นฐานของนาฏศิลป์ไทย และยัง ไม่สามารถแยกลักษณะของการจีบและตั้งวงได้ อาจเพราะเป็นการปฏิบัติที่ยากต่อการเข้าใจของนักเรียน เวลา ในการเรียนการสอนมีจำกัด ทำให้ผู้วิจัยเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว


2 ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้คิดแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่า นาฏยศัพท์ โดยใช้ “เพลงจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทยระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4/2 เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาของนักเรียนในการเรียนเรื่องของนาฏยศัพท์ 2. คำถามการวิจัย 1. การใช้เพลงประกอบการสอนสามารถพัฒนาทักษะปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ของผู้เรียนได้หรือไม่ 2. การที่ผู้เรียนไม่สามารถแยกนาฏยศัพท์การจีบและตั้งวงได้เกิดจากสาเหตุใด 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง”” 4. ขอบเขตการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร การดำเนินการวิจัยครั้งนี้กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้เรียนรายวิชานาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 26 คน กลุ่มตัวอย่าง การดำเนินการวิจัยครั้งนี้กลุ่มประชากรได้แก่ ผู้เรียนรายวิชานาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ภาค เรียนที่ 1 จำนวน 10 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 1 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 เวลา 15.30 - 16.30 น. 5. ตัวแปรในการวิจัย ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอน ตัวแปรตาม 1. การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” 2. ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนนาฏยศัพท์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ตารางบันทึกพฤติกรรม 2. แบบสัมภาษณ์ 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1) นักเรียนสามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ ท่าจีบและท่าตั้งวงได้ 2) นักเรียนสามารถแยกลักษณะนาฏยศัพท์ ท่าจีบและท่าตั้งวงได้ 3) นักเรียนได้รับความสนุกสนาน และเข้าใจในเรื่องของนาฏยศัพท์ จากกิจกรรม การใช้ “เพลงจีบและตั้งวง” ประกอบการเรียนการสอน


3 7. นิยามศัพท์เฉพาะ นาฏยศัพท์หมายถึง ชื่อท่ารำที่ใช้ในการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทย เพลง หมายถึง บทประพันธ์ที่มีทำนองใช้ขับร้องหรืออาจจะมีดนตรีประกอบด้วยซึ่งเป็น ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนทุกชาติ เป็นสิ่งจรรโลงใจทำให้ทุกคนเกิดอารมณ์คล้อยตามได้ง่ายที่สุด


4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่ใช้ประกอบการทำวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและ ตั้งวง” ประกอบการสอน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น 1.1 ความหมายของนาฏศิลป์ไทย 1.2 ความสำคัญของนาฏศิลป์ไทย 1.3 นาฏยศัพท์เบื้องต้น 2. เพลง 2.1 ความหมายและความสำคัญของเพลง 2.2 การใช้เพลงประกอบการสอน 2.3 จุดมุ่งหมายของการใช้เพลงประกอบการสอน 2.4 การเลือกเพลงและการใช้เพลงประกอบการสอน 2.5 การแต่งเพลงประกอบการสอน 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1 นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น 1.1 ความหมายของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์ไทยอยู่คู่กับคนไทยและประเทศไทยมาอย่างช้านาน จึงมีความหมายของนาฏศิลป์ไทย ปรากฏขึ้นมา ดังนี้ อมรา กล่ำเจริญ ได้กล่าวว่า “นาฏศิลป์ หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจาก ธรรมชาติด้วยความประณีต นอกจากหมายถึงการฟ้อนรำ ระบำ รำเต้นแล้ว ยังหมายถึง การร้องและบรรเลง ด้วย”(อมรา กล่ำเจริญ.2553 : 2) พาณี สีสวย ได้กล่าวว่า “นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะในการฟ้อนรำ หรือความรู้แบบแผนของ การ ฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณีตงดงาม มีแบบแผน ให้ความบันเทิงอันโน้มน้าว อารมณ์ และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตาม ศิลปะประเภทนี้ต้องอาศัย การบรรเลงดนตรีและการขับร้อง เข้าร่วมด้วย” (พาณี สีสวย.2523 : 6-7) ประทิน พวงสำลีได้กล่าวว่า “นาฏศิลป์ หมายถึง การร้องรำทำเพลง การให้ความบันเทิงใจ อันรวมด้วยความโน้มเอียงของอารมณ์และความรู้สึกส่วนสำคัญส่วนใหญ่ของนาฏศิลป์อยู่ที่การละครเป็นเอก หากแต่ศิลปะ ประเภทนี้จำต้องอาศัยดนตรี และขับร้องเข้าร่วมด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในศิลปะ ยิ่งขึ้นตามสภาพ หรือตามอารมณ์ต่างๆ กันสุดแต่จะมุ่งหมาย นอกจากนี้ยังต้องถือเอาความหมาย การร้อง การบรรเลงเข้าร่วมด้วย”(ประทิน พวงสำลี.2514 : 1) เรณู โกศินานนท์ได้กล่าวว่า “นาฏศิลป์หมายถึง ศิลป์แห่งการฟ้อนรำอันเป็นพื้นฐานที่แสดง ถึงอารยธรรมความรุ่งเรืองของชาติที่รุ่งเรือง หรืออารยธรรมที่เก่าแก่ย่อมมีวัฒนธรรมทางด้านดนตรีนาฏศิลป์ ของตนเอง” (เรณู โกศินานนท์.2544 : 51)


5 จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า นาฏศิลป์คือศิลปะการฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วย ความประณีต ทรงคุณค่า ซึ่งต้องอาศัยเครื่องดนตรี และเสียงร้องเพลงเพื่อสื่ออารมณ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดความ บันเทิงแสดงถึงอารยธรรมและความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง 1.2 ความสำคัญของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์นอกจากจะเป็นเครื่องมือบันเทิงใจสำหรับมนุษย์แล้ว นาฏศิลป์ยังเป็นการแสดงออก ทางศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติ และมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในพิธีกรรมต่างๆตลอดทั้งยังสามารถ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของสังคม ซึ่งส่งผลให้นาฏศิลป์มีความสำคัญดังนี้ 1) นาฏศิลป์แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แสดงให้เห็นถึงระดับจิตใจสภาพความ เป็นอยู่ความรู้ความสามารถ ความเป็นไทย ความเจริญรุ่งเรือง 1.1 ท่ารำอ่อนช้อยงดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทย 1.2 มีดนตรีประกอบ 1.3 คำร้อง หรือเนื้อร้องจะต้องเป็นคำประพันธ์ คำร้องนี้ทำให้ผู้สอนหรือผู้รำกำหนด ท่ารำไปตามเนื้อร้อง 1.4 เครื่องแต่งกายซึ่งต่างกับของชาติอื่นมีแบบอย่างของตนโดยเฉพาะ (2) นาฏศิลป์เป็นแหล่งรวมของศิลปะแขนงต่างๆ เช่น ศิลปะในการประพันธ์หรือวรรณคดี ศิลปะในการเขียนภาพ ศิลปะในการปั้น หล่อ แกะสลัก ศิลปะในการออกแบบก่อสร้างอาคารสถานที่ ศิลปะ ในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ตลอดจนไฟฟ้า แสง เสียง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นาฏศิลป์ถือเป็นแหล่งรวมของ ศิลปะสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน จากความสำคัญของนาฏศิลป์ที่กล่าวมาในข้างต้น จึงได้จัดให้มีการเรียนการสอน นาฏศิลป์และส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีแก่นักเรียน ดังนี้ 2.1 ส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย 2.2 ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย 2.3 ปลูกฝังลักษณะนิสัยทางศิลปะ 2.4 ฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดความรู้ความชำนาญ สามารถปรับปรุงและส่งเสริมการแสดงออก 1.3 นาฏยศัพท์เบื้องต้น ในการแสดงท่าทางการรำทางนาฏศิลป์ไทยนั้น จะมีพื้นฐานมาจากท่าคนตามธรรมชาติ และ นำมาดัดแปลงปรับปรุงให้วิจิตร งดงาม อ่อนช้อย เรียกว่าเป็นภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ซึ่งการศึกษาทาง ด้าน นาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าเป็นการแสดงโขน ละคร หรือ ระบำเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้น ย่อม มีความหมายเฉพาะ ยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น ทั้งในตัวผู้แสดงเองและ ผู้ที่ชมการแสดงนั้น ๆ สิ่งที่เข้ามามีส่วนประกอบเป็นท่ารำและการแสดงทางนาฏศิลป์ไทยที่สำคัญก็คือเรื่อง ของนาฏยศัพท์ และภาษาท่า นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์เฉพาะในทางนาฏศิลป์ เป็นชื่อของลักษณะท่ารำของไทย นาฏยศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับท่ารำไทยนั้นมีมากมายถ้าแยกตามลักษณะของการใช้จะแบ่งไป 3 หมวด คือ หมวด นามศัพท์ หมวดกิริยาศัพท์ และหมวดเบ็ดเตล็ด (เรณู โกศินานนท์. 2544 : 55)


6 1) หมวดนามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้ในการเรียกชื่อลักษณะท่ารำต่าง ๆ บ่งบอกอาการ กิริยาหรือวิธีปฏิบัติท่านั้น ๆ รวมถึงตำแหน่งและระดับที่งามอย่างมาตรฐานด้วยได้แก่ วง, จีบ, สลัดมือ, ม้วน มือ, คลายมือ, ประเท้า, ก้าวเท้า, แตะเท้า, ยกเท้า, ขยั่นเท้า, กระดกเท้า, กระทุ้งเท้า, ตบเท้า, ตีไหล่ และ กล่อมไหล่ เป็นต้น 2) หมวดกิริยาศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้ในการเรียกท่าที่จะทำให้รำได้งดงามสามารถแบ่งได้ เป็น 2 ลักษณะคือ ศัพท์เสริมและศัพท์เสื่อม เช่น กันวง, ลดวง, ส่งมือ, ตึงมือ, ดึงเอว, ตึงไหล่, กดไหล่, กดคาง , หลบเข่า, เปิดคาง และเปิดส้น เป็นต้น 3) หมวดนาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์และกิริยาศัพท์เช่น เดินมือ, จีบยาว, จีบสั้น และคอเอียง เป็นต้น 2 เพลง การร้องเพลง เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความบันเทิงแก่มนุษย์ ทุกเพศ ทุกวัย นับตั้งแต่ทารกน้อย ที่เพลิดเพลินกับเสียงกล่อมของแม่ขณะที่ให้นม หรือเสียงขับกล่อมของผู้ใกล้ชิดด้วยการแสดงความพอใจ ออกมาทางสีหน้าท่าทาง จนเมื่อเติบโตขึ้นเสียงเพลงและเสียงดนตรียิ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เจริญเติบโต มีจิตใจอ่อนไหว และเปลี่ยนแปลงง่าย ชอบรวมกลุ่ม ชอบแสดง ความสามารถของตนให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม ชอบเลียนแบบวีรบุรุษที่ตนชอบ เด็กวัยนี้ชอบเล่นกีฬา ชอบศิลปะ ชอบร้องเพลงและเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนานอยู่เสมอ เพราะกิจกรรมเหล่านี้สามารถ ตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมสติปัญญา ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี การร้องเพลง เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่สร้างศรัทธาจากเพื่อนได้เป็นอย่างดี เด็กในวัยนี้ชอบเพลงเป็นพิเศษ (มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมมาธิราช. 2526 : 231) 2.1 ความหมายและความสำคัญของเพลง เพลงและดนตรีเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุขและสงบทางใจ ทำให้ ร่าเริงเบิกบาน ก่อให้เกิดสุนทรียภาพทางอารมณ์ ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการงานและการเรียน ซึ่งจะทำให้มีความสุขมากขึ้นจากการดำเนินชีวิต นอกจากนี้เพลงยังทำให้จิตใจอ่อนโยน มีความสำคัญต่อทุกคน ทุกชาติ และทุกวงการ ดังมีผู้กล่าวถึงความหมายและความสำคัญของเพลงไว้ ดังนี้ สนอง อินละคร (2544 : 108) กล่าวว่า เพลงเป็นกิจกรรมที่ผู้จัดให้กับนักเรียนได้เรียนรู้จาก เนื้อหา ทำนอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ อีกทั้งยังแนะนำสั่งสอนในด้านคุณธรรมอัน เป็นแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้อีกด้วย นักเรียนจะได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานควบคู่กันไป ชัยวัฒน์ เหล่าสืบสกุลไทย (2549 : 16) กล่าวว่า เพลง หมายถึง สำเนียงขับร้องทำนองดนตรี ที่เรากระทำขึ้นเพื่อสนนองความจ้องการทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ตลอดจนเพื่อกิจกรรมทางสังคม อีกด้วย สุดใจ ทศพร และโชดก เก่งเขตรกิจ (2539 : 76) กล่าวถึง ความสำคัญของเพลงไว้ว่า เพลงสามารถสื่อความหมายของสิ่งต่างๆ ให้เรารับรู้ได้ เพลงให้อารมณ์ ให้ความรู้สึกที่ดีแก่เราได้ ฟังแล้ว เกิดความซาบซึ้งหรือประทับใจ จนสามารถบอกได้ว่าเพลงไหนมีประโยชน์แก่เราอย่างไร ควรใช้ในโอกาสใด เช่น การแต่งงาน เพลงก็จะต้องมีลีลาอ่อนหวาน นุ่มนวล ให้ความรู้สึกสดชื่นเบิกบาน งานศพก็ต้อง เป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเศร้า ส่วนงานสวนสนาม อวดแสนยานุภาพของทหาร ก็ต้องเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึก เข้มแข็งและสง่าผ่าเผย เป็นต้น การฟังเพลงจะได้ทำความเพลิดเพลิน ความไพเราะ และสาระของเพลง


7 อย่างสมบูรณ์นั้น ควรทราบชื่อผู้ประพันธ์ทำนอง เนื้อร้อง และประวัติความเป็นมาของเพลงด้วย เพลงและ ดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเบิกบานร่าเริงแจ่มใส ธัญ การวัฒนศิริกุล (2528 : 7) กล่าวว่า เพลงและดนตรี เป็นเครื่องหล่อหลอมชีวิตจิตใจ ให้เป็นคนดี และมีบทบาทสำคัญต่อเยาวชนอย่างมหาศาล เสียงเพลงนอกจากจะสร้างความรื่นเริงบันเทิงให้กับ ผู้ที่ได้ยินแล้ว เสียงเพลงยังนำมาซึ่งรายได้พิเศษนอกเหนือจากงานประจำ หรือเพลงช่วยให้เยาวชนรู้จัก ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ดังจะเห็นได้จากศิลปินหรือผู้ที่มีใจรักดนตรี มักจะเป็นบุคคล ที่อ่อนหวาน มีความละเอียดอ่อน มีเมตตาธรรม มีความสุขลึกซึ้ง รักหมู่คณะ กล้าแสดงออกในทางที่ดี สังเวียน สฤษดิกุล (2525 : 384) กล่าวว่า การนำเพลง และดนตรีมาสู่วงการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หากจะนำเอาดนตรีและเพลงมาประกอบการเรียน การสอน จึงน่าจะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนชอบ สนุกสนาน ได้รับความรู้ และมีความสนใจ ที่จะเรียนมากยิ่งขึ้น การพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยครูไม่จำเป็นต้องบังคับนักเรียนให้เรียนแต่อย่างใด เพราะตามปกติเพลงก็เป็นกิจกรรมที่นักเรียนทำเป็นประจำอยู่แล้ว การนำเพลงมาประกอบการสอนนั้น ครูจะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ของหลักสูตร จุดประสงค์ของการเรียนรู้ เนื้อหาวิชาและคำนึงถึงความต้องการ ความสนใจ และวัยของนักเรียน ก็จะทำให้บรรยากาศในการเรียนสนุกสนานและได้รับความรู้ไปพร้อมกันด้วย มอแกน (ปิยะศักดิ์ สินทรัพย์. 2530 : 21) กล่าวว่า การใช้เพลงและดนตรีประกอบการสอน ครูจำนวนมากคิดว่าการใช้เพลงประกอบการสอนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการเรียนการสอนมาก แต่คนไม่สามารถ ที่จะนำมาประกอบการสอน และไม่สามารถร้องเพลงหรือเล่นดนตรีได้ คือ ไม่มีพรสวรรค์หรือไม่มีเวลาพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาและง่ายมากที่จะแก้ปัญหา มอร์แกนแนะนำว่า หากครูไม่มีความสามารถในการ แต่งคำประพันธ์หรือเล่นดนตรี ก็อาจแก้ปัญหาโดยขอร้องให้เพื่อนครูหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีความสามารถ ช่วยแต่งคำประพันธ์ พร้อมเล่นดนตรีให้ด้วย ครูอาจใช้เครื่องบันทึกเสียงไว้แล้วเปิดให้นักเรียนฟังก็ได้ ไนท์ (ปิยะศักดิ์ สินทรัพย์. 2530 : 21) กล่าวว่า ได้แนะนำวิธีการใช้เพลงประกอบ การสอนว่า ครูต้องเริ่มสอนเพลงโดยเล่าเนื้อหาของเพลง หรือตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจหรือร้องเพลง ให้นักเรียนฟัง 1-2 เที่ยวแล้วจึงให้นักเรียนร้องตาม โดยครูอาจให้นักเรียนแสดงท่าทางประกอบเพื่อความ สนุกสนานและฝึกทักษะการแปลความตีความจากเพลงด้วยก็ได้ จากนั้นครูและนักเรียนต้องทำกิจกรรม เพื่อเสริมความเข้าใจจากบทเรียน สรุปได้ว่า เพลง หมายถึง สำเนียงขับร้อง หรือทำนองดนตรี และเทคนิคการใช้เพลง ประกอบการสอน หมายถึง กลวิธีต่างๆ ที่ครูใช้สำเนียงขับร้องและทำนองดนตรีมาให้นักเรียนได้ร้องหรือ ครูร้องให้นักเรียนฟังเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการเรียนการสอน 2.2 การใช้เพลงประกอบการสอน คุณค่าของการใช้เพลงประกอบการสอน คือ บทเพลงสามารถนำไปใช้ประกอบบทเรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี เพราะเพลงมีคุณค่าต่อชีวิตดังได้มีผู้กล่าวถึงคุณค่าของเพลงไว้ ดังนี้ ไอรีน (Irene. 1995 : 12) กล่าวถึง คุณค่าของเพลงไว้ว่า เพลงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในการ พัฒนาทักษะทางภาษา เพลงนั้นหาง่าย ทั้งยังมีประโยชน์ตอการเรียนการสอนในห้องเรียน เด็กชอบฟังเพลง เพราะว่าไม่ชอบเรียนกับบทเรียนที่เครียด


8 ชัยพร รูปน้อย (2540 : 12) กล่าวว่า เพลงก่อให้เกิดความสนุกสนาน ร่าเริง เพลิดเพลิน ใจและผ่อนคลายความเครียด ส่งเสริมให้เกิดรถสนิยมที่ดีกับศิลปะ ในด้านบทเพลงดนตรีแค่นำเพลงไปใช้ ในการเรียนการสอนแล้วจะทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายต่อวิชาที่เรียนและยังช่วยให้เข้าใจในบทเรียนยิ่งขึ้น ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นด้วยนอกจากนี้เพลงความกล้าด้านการแสดงออก ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะอีกด้วย ศิรินพรัตน์ พิธานสมบัติ (2521 : 7) กล่าวว่า เพลงประกอบการสอน ช่วยทำให้ห้องเรียน มีชีวิตชีวา น่าเรียน สดชื่นแจ่มใส ทั้งยังเป็นสื่อที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกระดับ ทุกประเภท ทุกโรงเรียน และทุกท้องถิ่นควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน จากคุณค่าของเพลงดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเพลงไม่ใช่มีบทบาทและอิทธิพลต่อชีวิตคนเรา เท่านั้น ในเรื่องของการจัดการศึกษา บทเพลงยังมีคุณค่าที่ใช้เป็นสื่อประกอบบทเรียน เพื่อพัฒนาทักษะ ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรต้องการ 2.3 จุดมุ่งหมายของการใช้เพลงประกอบการสอน พิมพ์สวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ (ปราโมทย์ ไวยกูล. 2540 : 11) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆ ไว้ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของวิชา ทำให้ผู้เรียนจดจำเรื่องราวของบทเรียนได้รวดเร็วและง่าย นักเรียนเกิดความ สนุกสนาน ไม่เบื่อหน่าย ทั้งยังช่วยให้บทเรียนนั้นมีกิจกรรมอีกด้วย ในการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเรียนนั้น สำคัญและจำเป็นมาก การร้อง การรำก็มีบทบาทที่จะส่งผลต่อผู้เรียน แต่การสอน ร้องรำก็ควรให้สัมพันธ์กับวิชาอื่นๆ ด้วย ชัยพร รูปน้อย (2540 : 12) บอกถึงจุดมุ่งหมายในการสอนเพลงว่า 1. เพื่อให้มีความรู้เรื่องเพลงและบทเพลงต่างๆ 2. เพื่อฝึกให้สามารถร้องเพลงต่างๆ ได้ดี และรู้จักเพลง 3. เพื่อส่งเสริมให้มีความกล้าแสดงออก 4. เพื่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริง เพลิดเพลินใจ 5. เพื่อให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน และวิชาที่เรียน ช่วยให้เข้าใจบทเรียนดียิ่งขึ้น 6. เพื่อส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ ปลูกฝังความรักชาติบ้านเมือง 2.4 การเลือกเพลงและการใช้เพลงประกอบการสอน การที่จะนำบทเพลงมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น มีนักการศึกษาและ ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะถึงวิธีการเลือกเพลงประกอบการสอน ตลอดจนวิธีการใช้เพลงประกอบการสอนไว้ ดังนี้ ยุพิน พิพิธกุล (2522 : 7) ได้เสนอวิธีการใช้เพลงประกอบการสอนว่าครูผู้สอนควรยึดหลัก ในการเลือกเพลงประกอบการสอน ดังนี้ 1. เลือกเพลงให้เหมาะสมกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. เนื้อหา ทำนอง จังหวะ ที่นำมาร้องต้องเหมาะสมกับความสนใจ วัย และสมัยนิยม 3. ครูต้องรู้วิธีการร้องเพลงบ้างพอสมควร หากครูไม่สามารถร้องเพลงนั้นได้ อาจจะทำให้ ผู้เรียนที่มีความสามารถร้องนำ หรืออาจจะใช้เทปบันทึกเสียงมาช่วยก็ได้ 4. อย่าร้องเพลงเก่าพร่ำเพรื่อ ควรจะหาเพลงใหม่ๆ มาสอนอยู่เสมอ โดยครูอาจแต่งเพลงเอง หรือให้ผู้เรียนช่วยกันแต่ง หรือนำมาจากที่มีผู้แต่งไว้แล้วก็ได้ 5. ต้องมีการสรุปประเด็นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจจากบทเพลง


9 6. เพลงใดที่สามารถแสดงท่าทางประกอบได้ ครูอาจจะแสดงท่าทางให้ดู หรือให้ผู้เรียน ร่วมกันทำกิจกรรมนั้น แต่ครูจะต้องดูด้วยว่าเด็กพอใจหรือไม่ เพราะเด็กแต่ละระดับแตกต่างกัน 7. ถ้าครูเป็นผู้ร้องเพลงให้ผู้เรียนฟังเองได้ เด็กก็จะเกิดความศรัทธาในตัวครูมากขึ้น 8. ครูจะต้องร้องเพลงได้มีชีวิตชีวา น่าสนุกสนานจึงจะกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากร้องบ้าง ไอรีน (Irene. 1995 : 12) กล่าวถึง หลักการที่จะเลือกเพลงมาใช้กับการเรียนการสอน ว่าจะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นสำคัญ และต้องเลือกเพลงอย่างระมัดระวังให้เหมาะสมกับวัย ของผู้เรียน และเพลงจะต้องเป็นที่รู้จักกันดี ผู้เรียนรู้จักทำนองและสามารถร้องได้ กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ (2540 : 8-13) กล่าวถึง การเลือกเพลงมาประกอบการเรียนว่า เนื้อหาของเพลง จะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาของบทเรียน หรือเพื่อเป็นการฝึกทักษะ ก็จะต้องเลือกเพลง ที่เหมาะสม ในการฝึกทักษะนั้นๆ การเลือกเพลงมาใช้กับบทเรียนนั้น ครูผู้สอนต้องเลือกให้เหมาะสม ทั้งจุดประสงค์ การเรียนรู้ วัยและความต้องการของผู้เรียน เนื้อหาสาระในบทเรียน เพื่อให้การใช้เพลงประกอบบทเรียน มีคุณค่าและประสบผลสำเร็จมากขึ้น เพลงที่ผู้สอนเลือกมาประกอบการสอนนั้น เป็นเพลงไทยประยุกต์ มีการแต่งเนื้อร้อง ให้เกี่ยวกับบทเรียนเรื่องการจีบและการตั้งวง เนื้อเพลงอธิบายถึงหลักการปฏิบัติและลักษณะการจีบและ การตั้งวง จังหวะและทำนองของเพลงมีความกระชับ เพื่อเร้าใจให้เกิดความสนใจและเกิดแรงจูงใจใน การเรียนมากขึ้น การนำเพลงมาใช้ จะต้องมีขั้นตอน เพราะเพลงสามารถนำมาใช้ประกอบได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน และขั้นสรุป ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญได้เสนอขั้นตอนการใช้เพลงไว้ ดังนี้ ขั้นตอนการใช้เพลงประกอบการสอน สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ สรุปขั้นตอนการใช้เพลงประกอบการสอนไว้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการใช้เพลง 1.1 เลือกจากที่มีผู้แต่งไว้ให้เหมาะสมกับจุดประสงค์และเนื้อหาตลอดจนความสนใจของ นักเรียนด้วย 1.2 ถ้าเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเองจะต้องให้มีจังหวะและทำนองที่น่าสนใจ โดยอาจจะใช้ ทำนองที่มีอยู่แล้วเป็นหลักในการแต่ง 1.3 ครูทดลองร้องก่อน พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ประกอบไว้ให้พร้อม เช่น เครื่องดนตรี เครื่องบันทึกเสียง หรือนักเรียนที่จะเล่นดนตรี และแสดงท่าทางประกอบ 2. ขั้นใช้เพลงประกอบการสอน 2.1 ใช้เพลงนำเข้าสู่บทเรียนดำเนินการสอน สรุปบทเรียน ทบทวนบทเรียน 2.2 ครูร้องเพลงนั้นให้ฟัง 1-2 เที่ยว หรือใช้เครื่องบันทึกเสียงช่วย 2.3 ให้ผู้เรียนฝึกร้องตามครูทีละวรรค หรือทีละบท 2.4 ให้ผู้เรียนขับร้องเอง อาจเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 2.5 ถ้ามีท่าทางหรือจังหวะประกอบการร้องเพลง ครูควรให้อิสระแก่เด็กได้ร่วม กิจกรรม แต่ต้องไม่รบกวนห้องอื่น 2.6 จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่การเรียน โดยใช้เพลงเป็นสื่อ เช่น อภิปราย เล่าเรื่อง ตอบคำถาม แข่งขันกันตอบปัญหาเกี่ยวกับเนื้อเพลง 3. ขั้นประเมิน


10 3.1 การสังเกต จากความสนใจในการร้อง การแสดงออก มารยาทในการฟัง เป็นต้น 3.2 การทดสอบ จากการซักถาม สอบข้อเขียนเกี่ยวกับเนื้อเพลง หรือบางครั้งครูอาจ ใช้เพลงทดสอบความเข้าใจของนักเรียนเลยก็ได้ 2.5 การแต่งเพลงประกอบการสอน เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระในบทเรียน จำเป็น อย่างยิ่งที่ครูจะต้องแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ โดยเลือกทำนองเพลงที่นักเรียนรู้จักและคุ้นเคยดีมาเป็นทำนองแล้วใส่ เนื้อร้องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนเข้าไป ก็จะได้สื่อเพลงใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัยและวัยของผู้เรียน ซึ่งจะ สร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ให้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะเรียนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นครูจะต้อง วางแผนการ โดยศึกษาหลักสูตร เนื้อหาวิชา เพื่อที่จะนำมาแต่งเป็นเพลง ตามหลักเกณฑ์การแต่งเพลง ซึ่งได้มีผู้เสนอแนะไว้ ดังนี้ เพลงทั่วไปในปัจจุบันแบ่งออกได้ 3 ชนิด 1. เพลงลูกกรุง ได้แก่ เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้สึกต่างๆ เช่น ความรัก ความเศร้าใจ ความผิดหวัง หรือบรรยายสภาพธรรมชาติ ฯลฯ โดยจะใช้ถ้อยคำที่สละสลวย ไพเราะ และมีความหมาย ลึกซึ้งกินใจ ทำนองส่วนมากเป็นไปตามมาตรฐานสากล 2. เพลงลูกทุ่ง ได้แก่ เพลงที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้คนในชนบท การใช้ถ้อยคำง่ายๆ ตรงความหมาย ไม่ค่อยมีสำนวนที่ลึกซึ้งมากนัก ท่วงทำนองมักได้แบบจากเพลงพื้นบ้านหรือเพลงไทยเดิม ลีลาการร้องมักจะมีการเอื้อนเสียงหรือเล่นเสียงลูกคอมาก 3. เพลงสตริง ได้แก่ เพลงในยุคคนสมัยปัจจุบันเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากเพลง ต่างประเทศ มักจะเน้นที่จังหวะร้อนแรง เนื้อร้องไม่เน้นเรื่องสัมผัส เป็นการเล่าเรื่องธรรมดา ความสละสลวย ของถ้อยคำไม่มีเท่าใดนัก วีระเกียรติ รุจิรกุล (ม.ป.ป. : ไม่ปรากฏเลขหน้า) กล่าวถึง การเลือกเพลงเพื่อใช้ ประกอบการสอนไว้ดังนี้ 1. เลือกเพลงที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น หรืออาจเป็นเพลงเก่าแต่มีทำนองเป็นที่รู้จัก กันโดยทั่วไป และใช้ได้ทุกโอกาส 2. เลือกเพลงที่ร้องง่ายๆ โดยผู้ร้องไม่ต้องใช้ความสามารถในการร้องมากนัก 3. เลือกเพลงที่มีทำนองสนุกสนาน ร่าเริงหรือจังหวะตื่นเต้น เร้าใจไม่ควรที่จะเลือกเพลง ที่มีท่วงทำนองเศร้าสร้อย หรือมีจังหวะเนิบนาบ ขั้นตอนในการแต่งเพลงประกอบการสอน 1. กำหนดเนื้อเรื่องและเนื้อหาที่จะนำไปใช้ 2. เลือกเพลงที่ต้องการนำมาเป็นแม่แบบ โดยทำความเข้าใจเกี่ยวกับทำนอง จำนวนของคำร้อง ในแต่ละวรรค ลักษณะของการวางสัมผัส และเสียงวรรณยุกต์ไทยวรรค 3. บรรจุคำร้องลงไปในเพลง ใช้วิธีการเทียบเสียงของคำแต่ละคำ โดยพยายามให้มีเสียง ใกล้เคียงกันมากที่สุดกับเพลงต้นแบบนั้น โอกาสในการนำบทเพลงประกอบการสอนมาใช้ ครูสามารถใช้ได้หลายโอกาส ดังนี้ 1. ใช้สำหรับนำเข้าสู่บทเรียน การใช้เพลงนำเข้าสู่บทเรียนเป็นการจูงใจให้นักเรียนสนใจ ในบทเรียนที่คุณครูกำลังจะส่ง


11 2. ใช้ในการดำเนินการสอน โดยให้นักเรียนร้องเพลง และแสดงท่าทางประกอบ หรือร้อง เพื่อให้จดจำเนื้อหาสำคัญสำคัญในบทเรียนนั้นนั้นได้ 3. ใช้สรุปบทเรียน โดยนำบทเพลงที่มีเนื้อร้องสรุปความจากบทเรียนมาให้ร้องหลังจากสอนเรื่อง นั้นๆ จบแล้ว เพื่อเป็นการทบทวน และให้นักเรียนจดจำเรื่องราวหรือเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โสภา ท่าเรือพลี (2526 : 36) ได้ทดลองใช้เพลงประกอบการสอนวิชาภาษาไทย ในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยเปรียบเทียบกับคู่มือครู ผลการทดลอง พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้เพลง ประกอบการสอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สู.กว่านักเรียนที่เรียนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ฉวีวรรณ โพธิ์ดา (2530 : 75) ได้ศึกษาผลการสอนโดยใช้บทเพลงทำนองพื้นเมืองของไทย ประกอบการสอนกับการใช้บทเพลงทำนองเพลงไทยสากลประกอบการสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน ชัยพฤกษมาลา กรุงเทพมหานคร ผลปรากฏว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเพลงทำนองพื้นเมืองของไทย ประกอบการสอน กับกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเพลงไทยสากลประกอบการสอน เรื่องความสามัคคี มีผลสัมฤทธิ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสติติ ซึ่งสรุปได้ว่า การใช้บทเพลงทั้ง 2 ประเภท ส่งผลต่อความสามารถ ทางการเรียนของนักเรียนในระดับที่ใกล้เคียงกัน แฮน (ปิยะศักดิ์ สินทรัพย์. 2530 : 25) ที่ทดลองใช้ดนตรีสอนคำศัพท์ในภาษาเยอรมัน พบว่า ดนตรีสามารถช่วยให้เด็กจำคำศัพท์ได้เป็นอย่างดี


12 บทที่ 3 การดำเนินการวิจัย การวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอน ในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและวิธีการสร้างเครื่องมือ 3. ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย 4. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล 5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร การดำเนินการวิจัยครั้งนี้กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้เรียนรายวิชานาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 26 คน กลุ่มตัวอย่าง การดำเนินการวิจัยครั้งนี้กลุ่มประชากรได้แก่ ผู้เรียนรายวิชานาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 10 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 1 – 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 เวลา 15.30 - 16.30 น. สัปดาห์ที่ กิจกรรม 1 ให้ความรู้ท่านาฏยศัพท์ 2 เพลงจีบ 3 เพลงจีบ 4 เพลงตั้งวง 5 เพลงตั้งวง


13 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและวิธีการสร้างเครื่องมือ เครื่องมือในการดำเนินการวิจัย 1. ตารางบันทึกพฤติกรรม 2. แบบสัมภาษณ์ วิธีการสร้างเครื่องมือ 1. ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. ร่างแบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกกิจกรรม 3. นำเครื่องมือที่ร่างให้ครูพี่เลี้ยงตรวจสอบความถูกต้อง 4. ปรับแก้ตามข้อเสนอแนะ 5. นำเครื่องมือที่สร้างไปทดลองใช้ 6. ตรวจสอบค่าความเที่ยงตรง 7. ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม 8. นำแบบสอบถามและแบบบันทึกกิจกรรมไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 3. ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย ระยะที่ 1 การตรวจสอบสภาพปัญหาและการวางแผนการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการสอนรายวิชานาฏศิลป์จากการสังเกต พบว่า มีผู้เรียนจำนวน 10 คน ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ ขั้นตอนที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาสาเหตุที่ผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้โดย การสอบถามประสบการณ์และทัศนคติที่มีต่อวิชานาฏศิลป์ พบว่า นักเรียนไม่สามารถแยกลักษณะ ท่านาฏยศัพท์การจีบและตั้งวงได้ ขั้นตอนที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการสรุปสาเหตุและวางแผนในการแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการสอน โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ระยะที่ 2 การดำเนินการพัฒนาทักษะตามแผนที่กำหนด ขั้นตอนที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการแก้ไขปัญหานักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ ตามแผนดำเนินการที่กำหนดด้วยวิธีการสอน โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ขั้นตอนที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบผลการพัฒนาทักษะตามแผนที่กำหนด พบว่า นักเรียนสามารถแยกลักษณะท่านาฏยศัพท์ ท่าจีบและตั้งวงได้ ขั้นตอนที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบผลการพัฒนาทักษะตามแผนที่กำหนด พบว่า นักเรียนสามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ดีขึ้น


14 4. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยศึกษาสาเหตุที่ผู้เรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้โดยการใช้แบบสัมภาษณ์ ประสบการณ์และทัศนคติที่มีต่อวิชานาฏศิลป์ 2. ผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุที่ผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัตินาฏยศัพท์ได้ภายหลังจากการเก็บ รวบรวมข้อมูลพบว่า ผู้เรียนไม่สามารถแยกลักษณะท่านาฏยศัพท์ ท่าจีบและตั้งวงได้ หลังจากนั้นจึงใช้ การสอน โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” และใช้แบบบันทึกกิจกรรมในการตรวจสอบ 3. ผู้วิจัยติดตามผลการดำเนินการพัฒนาทักษะของนักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติบัติท่านาฏยศัพท์ได้ ภายหลังจากการสอน โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” 5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ใช้การหาความสอดคล้องและการบรรยายความในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนที่ไม่สามารถแยก ลักษณะท่านาฏยศัพท์ได้ 2. วิเคราะห์ผลติดตามทักษะการปฏิบัติของผู้เรียนโดยใช้แบบบันทึกกิจกรรม


15 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาเกี่ยวกับการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและ ตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ผู้วิจัยมีผลการวิเคราะห์ ข้อมูล นำเสนอผลการวิจัยและแปลความหมายข้อมูล ดังนี้ ระยะที่ 1 การตรวจสอบสภาพปัญหาและการวางแผนการวิจัย ผลจากการศึกษาสภาพปัญหานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ที่ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ ในรายวิชานาฏศิลป์ โดยจากการสังเกต มีนักเรียนที่ไม่ได้จำนวน 10 คน ซึ่งจะแสดงรายละเอียดในตาราง ต่อไปนี้ ตารางที่ 1 : ตารางบันทึกพฤติกรรม (ก่อน) ชื่อ การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ มาก ปานกลาง น้อย 1. เด็กชายภัทรศักดิ์ สร้อยรักษ์ √ 2. เด็กชายศรัณย์กร คล้ายดวง √ 3. เด็กชายชัยสิทธิ์ บุญส่ง √ 4. เด็กชายภูริพัฒน์ จาดนอก √ 5. เด็กชายณภัทร บุญภาพ √ 6. เด็กชายวชิรวิทย์ ธีรพันธ์ธนัน √ 7. เด็กชายนพดล คำแหงพล √ 8. เด็กชายชวิษฐ์ วงศ์ทองดี √ 9. เด็กชายกรวีร์ แหยมดอนไพร √ 10. เด็กชายธีรดนย์ วงศ์ข้าหลวง √ จากตารางที่ 1 ผลการศึกษาสภาพปัญหา โดยการสังเกต พบว่า ผู้เรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติท่า นาฏยศัพท์ได้ ทั้ง 10 คน มีคะแนนอยู่ในระดับน้อย


16 ตารางที่2 ผลการสัมภาษณ์ด้านประสบการณ์และทัศนคติต่อวิชานาฏศิลป์ ประสบการณ์และทัศนคติ ใช่ ร้อยละ ไม่ใช่ ร้อยละ 1. นักเรียนเคยเรียนนาฏศิลป์มาก่อนหรือไม่ 10 100 0 0 2. นักเรียนรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เรียนวิชานาฏศิลป์ 6 66.67 4 33.33 3. นักเรียนเคยผ่านการปฏิบัติท่ารำเพลงอื่นๆ มาก่อน หรือไม่ 6 66.67 4 33.33 4. นักเรียนคิดว่าการปฏิบัตินาฏยศัพท์เป็นสิ่งที่ยากหรือไม่ 10 100 0 0 5. นักเรียนอยากเรียนวิชานาฏศิลป์หรือไม่ 10 100 0 0 จากตารางที่ 2 ผลการสัมภาษณ์ด้านประสบการณ์และทัศนคติต่อวิชานาฏศิลป์ พบว่า กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน มีผู้ที่เคยเรียนวิชานาฏศิลป์มาก่อน จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีนักเรียนรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เรียนวิชานาฏศิลป์ จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 มีนักเรียนที่เคยผ่านการปฏิบัติท่ารำเพลงอื่นๆ มาก่อน จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.77 จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 มีนักเรียนคิดว่าการปฏิบัติภาษาท่าและนาฏยศัพท์ เป็นสิ่งที่ยาก หรือไม่ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ100 และมีนักเรียนอยากเรียนวิชานาฏศิลป์หรือไม่ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 100


17 ระยะที่ 2 การดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนที่กำหนด ผู้วิจัยดำเนินการแก้ไขปัญหานักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ตามแผนดำเนินการที่ กำหนดด้วยวิธีการสอน โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ซึ่งจะแสดงรายละเอียดในตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 3 : ตารางบันทึกพฤติกรรม (หลัง) ชื่อ การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ มาก ปานกลาง น้อย 1. เด็กชายภัทรศักดิ์ สร้อยรักษ์ √ 2. เด็กชายศรัณย์กร คล้ายดวง √ 3. เด็กชายชัยสิทธิ์ บุญส่ง √ 4. เด็กชายภูริพัฒน์ จาดนอก √ 5. เด็กชายณภัทร บุญภาพ √ 6. เด็กชายวชิรวิทย์ ธีรพันธ์ธนัน √ 7. เด็กชายนพดล คำแหงพล √ 8. เด็กชายชวิษฐ์ วงศ์ทองดี √ 9. เด็กชายกรวีร์ แหยมดอนไพร √ 10. เด็กชายธีรดนย์ วงศ์ข้าหลวง √ จากตารางที่ 3 ผลการติดตามพฤติกรรมของนักเรียน สรุปได้ว่า หลังจากที่นักเรียนได้ทำกิจกรรม การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ทำให้เกิด ความเข้าใจ และสนุกไปกับการเรียนนาฏศิลป์มากขึ้น ในขณะทำกิจกรรมนักเรียนมีความกระตือรือร้น และ นักเรียนหลายคนมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้นักเรียนสามารถแยกประเภทของนาฏยศัพท์ได้ ถูกต้อง


18 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิจัย จากผลการวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ของโรงเรียนวัดหนัง พบว่า กลุ่มเป้าหมายสามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ถูกต้อง 2. อภิปรายผล จากผลการวิจัยการพัฒนาทักษะการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ โดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ของโรงเรียนวัดหนัง จากนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน โดยแก้ไขและศึกษาปัญหาจากแบบสัมภาษณ์และการบันทึก พฤติกรรม ของนักเรียนก่อนและหลังทำกิจกรรม พบว่า มีเรียนจำนวน 10 คน ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ ได้ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ระดับคะแนนที่ควรปรับปรุง ผู้วิจัยจึงนำมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและพัฒนา ทักษะของผู้เรียน จึงได้จัดการเรียนการสอนโดยใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอนเพื่อพัฒนา ทักษะการแยกประเภท การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ของผู้เรียน โดยมีขั้นตอนวิธีดำเนินการจากการสังเกตนักเรียน ก่อนทำกิจกรรม พบว่า มีผู้เรียนจำนวน 10 คน ไม่สามารถปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้และมีคะแนนอยู่ในระดับ น้อย จึงใช้แบบสัมภาษณ์กับนักเรียน พบว่านักเรียน ไม่สามารถแยกประเภทของท่านาฏยศัพท์ได้ หลังจากที่ ผู้เรียนได้ทำกิจกรรม นักเรียนมีความเปลี่ยนแปลงจนสามารถแยกประเภทท่านาฏยศัพท์ได้ดีขึ้น จากการใช้เพลง “การจีบและตั้งวง” ประกอบการสอน พบว่า นักเรียนที่มีปัญหาไม่สามารถแยก ประเภทท่านาฏยศัพท์ได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่สูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ระดับดีเนื่องจากสื่อบทเพลง ได้สอดแทรกความสนุกสนาน ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น 3. ข้อเสนอแนะ ควรสร้างสื่อบทเพลงประกอบการสอนให้หลากหลาย เช่น สื่อเพลงภาษาท่า สื่อเพลงการเลียนแบบ ท่าทางต่างๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหา สามารถใช้ประกอบการเรียนการสอนได้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจและ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้มากขึ้น


19 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, 2551. สังเวียน สฤษดิกุล. 2525. การศึกษาผลการสอนโดยใช้เพลงทำนองพื้นเมืองของไทยประกอบกับการสอน กลุ่มที่ เรียนโดยใช้บทเพลงทำนองเพลงไทยสากลประกอบการสอนเรื่องความสามัคคีใน ระดับชั้นที่ 5 โรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ศลิษา ชุ่มวารี. 2559. การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องภาษาท่านาฏศิลป์ไทยโดยใช้เกมการศึกษา เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจอย่างถาวรสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปรินส์ รอยแยลส์วิทยาลัย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การวิจัยและสถิติทาง การศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พาณี สีสวย. 2523. ดนตรีและนาฏศิลป์. กรุงเทพฯ : ภาควิชานาฏศิลป์และมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูธนบุรี. อมรา กล่ำเจริญ. 2553. สุนทรียนาฏศิลป์ไทย พิมพ์ครั้งที่ 3 . กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ณรงค์ กาญจนะ. 2553. เทคนิคและทักษะการสอนเบื้องต้น เล่ม 1. กรุงเทพฯ : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ ประทิน พวงสำลี. 2543. นาฎยประดิษฐ์ของประทิน พวงสำลี. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ศิลปกรรมศาสตร์ (นาฎยศิลป์ไทย). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย. เรณู โกศินานนท์. 2544. นาฏยศัพท์-ภาษาท่านาฏศิลป์. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2526. เอกสารการสอนชุดวิชาสื่อสารเพื่อการพัฒนา. นนทบุรี: มหาวิทยาลัย สนอง อินละคร. 2544. เทคนิควิธีการและนวัตกรรมที่ใชจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เนนนักเรียน เปนศูนยกลาง. อุบลราชธานี : อุบลกิจออฟเซทการพิมพ์. ชัยวัฒน์ เหล่าสืบสกุลไทย. 2549. เพลงเพื่อการสอนและการจัดกิจกรรมนันทนาการ. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุดใจ ทศพรและโชดก เก่งเขตรกิจ. ศ 305 ศิลปะกับชีวิต 5. กรุงเทพฯ. ธัญ การวัฒนศิริกุล. 2528. รูปแบบการสอน. พิมพ์ครั้งที่2. สงขลา : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชัยพร รูปน้อย. 2540. ความจำมนุษย์ ทฤษฎีและการสอน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสยาม ศิรินพรัตน์ พิธานสมบัติ. 2521. พฤติกรรมการสอนดนตรี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ปราโมทย์ ไวยกูล. 2540. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจทางการเรียน เรื่องมาสร้างโลกสีเขียวกันเถอะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยการใช้เกมและ เพลงประกอบการสอน. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา (การสอนสิ่งแวดล้อม) สารนิพนธ์กศ.ม. (การมัธยมศึกษา: การสอนสิ่งแวดล้อม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชัยพร รูปน้อย. 2521. บทเพลงสำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์.


20 ภาคผนวก ก ตารางการจัดกิจกรรม


21 ภาคผนวก ก ตารางการจัดกิจกรรม การจัดกิจกรรมการปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ประกอบเพลง ใช้เวลา 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน ครั้ง ละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 เวลา 15.30 - 16.30 น. สัปดาห์ที่ กิจกรรม 1 ให้ความรู้ท่านาฏยศัพท์ 2 เพลงจีบ 3 เพลงจีบ 4 เพลงตั้งวง 5 เพลงตั้งวง


22 ภาคผนวก ข สื่อเพลงประกอบการสอน


23 เพลงจีบ (MUSIC CHIP) รายวิชาความรู้พื้นฐานนาฏยศัพท์ไทย ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=DL8ZjjxXXX4 เนื้อเพลงจีบ เรียนจีบ เรียนจีบกันหนา อย่ามัวรอช้ากางมือทันที นิ้วโป้งจรดนิ้วชี้ นิ้วโป้งจรดนิ้วชี้ ข้อที่หนึ่งนั้นซีรีบทำทันใด จีบคว่ำชี้ต่ำเถิดหนา นิ้วชี้ขึ้นฟ้าจีบหงายนั้นไง หักข้อมือเข้าหาแขนไว้ หักข้อมือเข้าหาแขนไว้ จดจำใส่ใจอย่าได้ลืมเลือน


24 เพลงตั้งวง (MUSIC TUNG MUE) รายวิชาความรู้พื้นฐานนาฏยศัพท์ไทย ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=j5Ul4V-j4Wg เนื้อเพลงตั้งวง เรามาตั้งวงเถิดหนา อย่ามัวรอช้ากางแขนทันใด งอศอกส่งปลายนิ้วขึ้นไป (ซ้ำ) ตัวนางนั้นไซร้อยู่หางคิ้วตัวเอง แง่ศีรษะนั้นคือตัวพระ จำไว้นะจ้ะอย่าให้อลเวง วงบนวงล่างครื้นเครง (ซ้ำ) เรามาร้องเพลงตั้งวงกันเอย


25 ภาคผนวก ค แบบสัมภาษณ์ด้านประสบการณ์และทัศนคติต่อวิชานาฏศิลป์


26 แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์ด้านประสบการณ์และทัศนคติต่อวิชานาฏศิลป์ มีประเด็นคำถามดังนี้ ส่วนที่ 1 ส่วนผู้สัมภาษณ์ 1. วัน / เดือน / ปี ที่สัมภาษณ์ .................................................................................................................................................................................................... 2. เวลาที่สัมภาษณ์ ................................................................................................................................................................................................... 3. สถานที่ ................................................................................................................................................................................................... ส่วนทื่ 2 ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์ 1. ชื่อ-นามสกุล ................................................................................................................................................................................................... 2. อายุ ................................................................................................................................................................................................... ส่วนที่ 3 ประเด็นที่ใช้ในการสัมภาษณ์ 1. นักเรียนเคยเรียนนาฏศิลป์มาก่อนหรือไม่ ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... 2. นักเรียนรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เรียนวิชานาฏศิลป์ ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... 3. นักเรียนเคยผ่านการปฏิบัติท่ารำเพลงอื่นๆ มาก่อนหรือไม่ ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... 4. นักเรียนคิดว่าการปฏิบัตินาฏยศัพท์ เป็นสิ่งที่ยากหรือไม่ ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... 5. นักเรียนอยากเรียนวิชานาฏศิลป์หรือไม่ ................................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................................


27


Click to View FlipBook Version