ก
ก
คำนำ
งานวิจัยในช้ันเรียน เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี โดยใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
จัดทำขึ้นเพ่ือพัฒนาสื่อเทคโนโลยีท่ีใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือให้นักเรียนได้เรียนรู้จากส่ือประสม
(Multimedia) ท่ีสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล
รวมทั้งรู้จักการสร้างองค์ความรู้และนำความรู้ท่ีได้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
สอดคล้องกับทักษะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 และสนับสนุนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงขึ้น ผู้รายงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยในช้ันเรียนนี้ฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ
และขอขอบคณุ ทกุ ท่านท่ีมีสว่ นเกี่ยวข้องทำให้งานวิจัยครั้งนีส้ ำเร็จลลุ ่วงด้วยดี
( นางสาวรินทร์นภา ตลาดเงิน )
ผู้วิจยั
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีโดยใช้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนเรื่อง ประเภทของเครือ่ งดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
4 ปีการศึกษา 2565 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ด้วยการสนับสนุนและการได้รับความช่วยเหลือและ
สนับสนุน จากบุคคลหลายฝ่ายที่คอยให้คำแนะนำ และข้อคิดเห็นในการศึกษาเป็นอย่างดีมาตลอด
ระยะเวลาท่ีทางการศกึ ษา
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณนางขนบภรณ์ แก้วคงคา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนัง นางสาว
สวุ รรณา อ่อนแก้ว รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนัง ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ และปรับปรุง
แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการวิจัยในช้ันเรียนตั้งแต่ต้นจนเสร็จสมบูรณ์ และขอขอบพระคุณครูและ
บุคลากรโรงเรียนวัดหนงั ทุกทา่ นทมี่ สี ว่ นรว่ มในการจัดทำวิจัยฉบบั นจ้ี นสำเรจ็ ลลุ ว่ งไปได้ดว้ ยดี
ขอขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4/2 โรงเรียนวัดหนัง ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัย
ทำการศึกษาที่ได้ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ และให้ความร่วมมือในการตอบ
แบบสอบถามเป็นอยา่ งดีในการจดั ทำงานวิจัยครั้งน้ี
สุดท้ายผู้วิจัยหวังเป็นอย่างย่ิงว่างานวิจัยในช้ันเรียนฉบับน้ี จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ
และคุณประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยนี้ ขอยกให้กับผู้มีพระคุณทุกท่าน รวมไปถึงบุคคลที่เก่ียวข้องและ
รวมทั้งท่ี มิได้กล่าวถึง ผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ อยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสนี้
รนิ ทรน์ ภา ตลาดเงิน
ค
ช่อื เรื่อง การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าดนตรี โดยใช้บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
เร่อื ง ประเภทของเคร่อื งดนตรีไทย สำหรับนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4
ผ้วู จิ ัย นางสาวรนิ ทรน์ ภา ตลาดเงิน
กลุ่มสาระ กลุม่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
ระดบั ชน้ั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4
ปที ี่ดำเนนิ การ ปกี ารศกึ ษา 2565
โรงเรียน โรงเรียนวัดหนงั สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษากรุงเทพมหานคร
บทคัดย่อ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง
ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 มวี ัตถุประสงค์เพื่อเปรยี บเทยี บ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง ประเภท
ของเครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ
นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดหนัง สังกัด
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ
นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4/2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดหนัง สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ท่ีได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive sampling) จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวิชา ดนตรี โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เร่ือง ประเภทของเครื่องดนตรไี ทย
สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการ
ดำเนินงาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกัน
อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
สารบญั ง
เรอื่ ง หน้า
คำนำ ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
บทคดั ย่อ ค
สารบัญ ง
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
- ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา 2
- วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2
- ขอบเขตของการศึกษา 2
- ตัวแปรท่ีใช้ในการศกึ ษา 2
- ระยะเวลาท่ใี ช้ในการศึกษา 2
- นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 2
- ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับ 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้อง 4
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 8
2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุม่ สาระการเรียนร้ศู ลิ ปะ 11
3. แนวคดิ เก่ยี วกบั การพฒั นาสือ่ การสอน 11
13
3.1 ความหมายของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน 15
3.2 การเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน 17
3.3 ทฤษฎกี ารพัฒนาคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน 18
3.4 การออกแบบและสรา้ งบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน 19
4. งานวิจัยที่เกีย่ วขอ้ ง 19
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย 19
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง 19
2. เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการศึกษาคน้ คว้า 20
3. ข้นั ตอนการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ 20
4. วธิ กี ารรวบรวมขอ้ มูล 20
5. การวเิ คราะห์ข้อมูล 21
6. สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 24
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 27
บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 28
บรรณานุกรม 29
ภาคผนวก
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเรือ่ ง “ประเภทของเครอ่ื งดนตรีไทย”
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญในการเรียนรู้ซ่ึงเป็น
สาระสำคัญท่ีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 22 ว่า การ
จดั การศึกษาต้องยดึ หลกั ว่า ผู้เรยี นทุกคนมีความสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองได้และถือวา่ ผู้เรียนมี
ความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) จากสาระตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ดังกล่าว จะเห็นว่าสื่อการเรียนการสอน นับว่าเป็นปัจจัย สำคัญอย่างยิ่งท่ีจะ
ส่งเสริมและสนับสนนุ ใหผ้ ูเ้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางการเรียนรไู้ ด้หรือผู้เรียนเป็นสำคญั สอ่ื การเรียนการสอน
ประเภท “คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน” เอง นบั ว่าเป็นส่ือประเภทหนึ่งที่ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูง ท้ังน้ี
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณสมบัติในการนำเสนอแบบหลายสื่อ (Multimedia) ด้วย
คอมพวิ เตอรแ์ ละการเรียนท่ีใช้เคร่อื งคอมพิวเตอรเ์ ปน็ เครอ่ื งมือเพิ่มความน่าสนใจให้แกผ่ เู้ รียน
ลักษณะการจัดการศึกษาในอนาคตจะเป็นการจัดการศึกษาเน้นท่ีผู้เรียนเป็นสำคัญในการ
เรียนรู้ในลักษณะของการศึกษารายบุคคล (Individual Study)โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อันได้แก่
เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการส่ือสารโทรคมนาคม เข้ามา
ประยุกต์ใช้ทางด้านการศึกษา การจัดการศึกษารายบุคคลเป็นการจัดการศึกษาที่พิจารณาถึงความ
แตกต่าง ความต้องการ และความสามารถ เพ่ือให้ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ในส่ิงที่ตนสนใจตามกำลัง
ความสามารถของตน ตามวิธีการและส่ือการสอนท่ีเหมาะสม เพ่ือบรรลุถึงวัตถุประสงค์การ
เรียนที่กำหนดไว้ และการที่จะสำเร็จได้นั้น ย่อมต้องอาศัยการจัดระบบการจัดการและการวาง
แผนการสอนท่ีดี โดยจัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน มีการจัดเตรียมทรัพยากรคือ ส่ือการ
เรยี นประเภทตา่ ง ๆ ได้แก่ สื่อสงิ่ พมิ พ์โสตทศั นวัสดุ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนวดิ โี อ เป็นต้น โดยเฉพาะส่ือ
ที่เป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนับเป็นส่ือที่มีบทบาทสำคัญท้ังนี้ เน่ืองจากข้อได้เปรียบของ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เหนือกว่าสื่อการเรียนประเภทอ่ืนก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี
ปฏสิ มั พนั ธ์ (Interactive) กบั บทเรียนได้ตลอดเวลา
จากการท่ีผู้รายงานเป็นครูผู้สอนวิชาดนตรี จึงได้ทำการพัฒนาสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน เร่ือง ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทยขึ้น เพ่ือใช้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้การ
เรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และกระตุ้นการการเรียนรู้
ให้เกดิ กับผเู้ รยี น ซ่งึ จะสง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นทีส่ งู ขึน้
2
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
เพ่อื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นก่อนและหลังเรียนดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ย
สอนเร่ือง ประเภทของเครื่องดนตรไี ทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4
ขอบเขตของการศกึ ษา
ประชากร คือ นักเรยี นทีก่ ำลังศึกษาอยู่ระดับช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 ปีการศกึ ษา 2565
โรงเรียนวดั หนัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน
กลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ นกั เรียนทก่ี ำลังศกึ ษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ปีการศึกษา
2565 โรงเรียนวัดหนัง สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน
26 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling)
ตวั แปรท่ศี กึ ษาในการศึกษา
ตัวแปรต้น ได้แก่ การสอนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนเรื่อง ประเภทของเครอ่ื งดนตรี
ไทย สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนเร่ือง
ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4
ระยะเวลาที่ใชใ้ นการศกึ ษา
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่ือการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซ่ึงใช้
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ
กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพ่ือถ่ายทอดเน้ือหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะท่ี
ใกลเ้ คียงกบั การสอนจริงในห้องเรยี นมากท่ีสดุ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนท่ีเรียนโดย
ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
วัดไดจ้ ากแบบทดสอบที่ผรู้ ายงานสร้างขึน้
นักเรียน คือ ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขต
พน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รบั
1. นกั เรยี นความรู้และทักษะกระบวนการจากเรียนดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
2. นักเรียนร้จู กั การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง รู้จกั การคิดวิเคราะห์ คิดอยา่ งเป็นระบบ
3
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง
การศึกษาครงั้ นี้ ผรู้ ายงานได้ทำการศึกษารวบรวมเอกสารและงานวิจัย ท่เี ปน็ ความรู้เกย่ี วกับ
บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 ดังนี้
1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
1.1 วสิ ัยทศั น์
1.2 หลักการ
1.3 จดุ หมาย
1.4 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
1.5 คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1.6 มาตรฐานการเรยี นรู้
1.7 ตวั ช้ีวดั
1.8 สาระการเรียนรู้
2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
2.1 เปา้ หมายของการจดั การเรยี นการสอนศลิ ปะ
2.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
2.3 คณุ ภาพผ้เู รยี น
2.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 4
3. แนวคิดเกยี่ วกบั การพัฒนาสอื่ การสอน
3.1 ความหมายของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
3.2 การเรยี นรดู้ ว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
3.3 ทฤษฎกี ารพฒั นาคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
3.4 การออกแบบและสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
4. งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
4
1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2551 เปน็ หลกั สูตรแกนกลางของประเทศซ่ึงมี
แนวดำเนนิ การดงั น้ี
1.1 วิสัยทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกำลังของชาติให้เป็น
มนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น
พลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้
และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ท่ีจำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด
ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพ้ืนฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
เตม็ ตามศกั ยภาพ
1.2 หลกั การ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มีหลกั การท่สี ำคัญ ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาเพ่อื ความเปน็ เอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู้เป็น
เป้าหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหม้ คี วามรู้ ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพ้นื ฐานของความ
เปน็ ไทยควบคู่กับความเปน็ สากล
2. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ปี ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดร้ บั การศึกษาอยา่ งเสมอภาค
และมีคุณภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถน่ิ
4. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาที่มีโครงสร้างยดื หยุน่ ท้ังด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัดการ
เรยี นรู้
5. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาท่เี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลมุ
ทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
1.3 จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมี
ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เม่ือจบ
การศึกษา ขัน้ พื้นฐาน ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชีวิต
3. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี มีสุขนิสัย และรกั การออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
5. มีจิตสำนกึ ในการอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนุรกั ษ์และพัฒนาสงิ่ แวดล้อมมีจิต
สาธารณะที่ม่งุ ทำประโยชน์และสรา้ งสิง่ ทดี่ งี ามในสงั คม และอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งมีความสขุ
5
1.4 สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ม่งุ ให้ผ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูล
ขา่ วสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง
เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ
ความถูกต้องตลอดจนการเลือกใชว้ ิธีการส่ือสาร ที่มปี ระสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่มี ีต่อตนเอง
และสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิดอยา่ ง
สรา้ งสรรค์ การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพ่ือนำไปสกู่ ารสร้างองค์ความรูห้ รอื
สารสนเทศเพือ่ การตดั สนิ ใจเกยี่ วกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญ
ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พนั ธแ์ ละการเปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณ์ต่างๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรูม้ าใช้
ในการป้องกนั และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจทม่ี ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบท่ีเกิดข้นึ ต่อ
ตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทำงาน และการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมด้วยการสร้างเสรมิ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบคุ คล การจดั การปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ
อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จัก
หลกี เลีย่ งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงคท์ ่สี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อน่ื
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ
ส่อื สาร
1.5 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยรู่ ว่ มกับผู้อน่ื ในสงั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซ่อื สัตย์สจุ ริต
3. มวี ินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิม่ เติมใหส้ อดคล้องตาม
บรบิ ทและจุดเน้นของตนเอง
6
1.6 มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรยี นใหเ้ กิดความสมดุล ตอ้ งคำนึงถงึ หลักพัฒนาการทางสมองและพหุปญั ญา
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน จึงกำหนดใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ 8 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ดังนี้
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชพี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา
คณุ ภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรรู้ ะบุสง่ิ ที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจรยิ ธรรม และค่านิยมที่
พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการ
ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร
จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมท้ังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพ
การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซ่ึงรวมถึงการ
ทดสอบระดับเขตพื้นท่ีการศกึ ษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือประกันคณุ ภาพ
ดังกล่าวเป็นส่ิงสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่
มาตรฐานการเรียนรกู้ ำหนดเพยี งใด
1.7 ตัวชว้ี ดั
ตัวชี้วัดระบุสิ่งท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่ง
สะท้อนถึงมาตรฐานการเรยี นรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำ ไปใช้ในการกำหนด
เน้ือหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผล
เพื่อตรวจสอบคณุ ภาพผ้เู รียน
1. ตวั ช้ีวดั ชัน้ ปี เปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาผ้เู รียนแต่ละช้ันปีในระดบั การศกึ ษาภาคบงั คบั
(ประถมศึกษาปีท่ี 1 – มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3)
2. ตัวช้วี ดั ช่วงช้นั เปน็ เปา้ หมายในการพฒั นาผู้เรยี นในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4- 6)
1.8 สาระการเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย องค์ความรู้ ทกั ษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์ ซึ่งกำหนดให้ผูเ้ รยี นทกุ คนในระดบั การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานจำเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเปน็
8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
7
ภาษาไทย : ความรู้ ทักษะ คณติ ศาสตร์ : การนำความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี :
และวัฒนธรรมการใชภ้ าษา ทักษะและกระบวนการทาง การนำความรู้
เพือ่ การส่ือสาร ความช่นื ชม คณติ ศาสตร์ไปใชใ้ นการ และกระบวนการทาง
การเหน็ คุณคา่ ภูมิปัญญา ไทย แก้ปญั หา การดำเนินชวี ติ วทิ ยาศาสตรไ์ ปใช้ในการศึกษา
และภมู ิใจในภาษาประจำชาติ และศึกษาต่อ การมีเหตมุ ผี ล ค้นคว้าหาความรู้และ
มีเจตคติทด่ี ีตอ่ คณติ ศาสตร์ แก้ปญั หาอย่างเป็นระบบ
ละ พฒั นาการคดิ อย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล
และสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์คดิ สร้างสรรค์
ภมู ิใจในภาษาประจาชาติ และจติ วทิ ยาศาสตร์
ภาษาตา่ งประเทศ : ความรู้ องค์ความรู้ ทักษะสำคญั สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม :
ทกั ษะ เจตคติ และ และคุณลักษณะ การอยู่รว่ มกันในสังคมไทยและสงั คม
วฒั นธรรมการใช้ โลกอยา่ งสันตสิ ขุ การเป็นพลเมืองดี
ภาษาต่างประเทศในการ ในหลักสตู รแกนกลาง ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา
สื่อสาร การแสวงหาความรู้ การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน การเหน็ คณุ คา่ ของทรัพยากรและ
และการประกอบอาชีพ ส่งิ แวดล้อม ความรักชาติ และภมู ใิ จ
ในความเป็นไทย
การงานอาชพี และเทคโนโลยี : ศลิ ปะ : ความรแู้ ละทกั ษะใน สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา :
ความรู้ ทกั ษะ และเจตคติ การคดิ รเิ ริ่ม จนิ ตนาการ ความรู้ทักษะและเจตคติใน
ในการทำงาน การจดั การ สร้างสรรค์งานศิลปะ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพ
การดำรงชวี ิต การประกอบ สนุ ทรียภาพและการเห็น พลานามยั ของตนเองและ
อาชพี และการใช้เทคโนโลยี คุณค่าทางศิลปะ ผู้อ่ืน การปอ้ งกันและปฏบิ ัติ
ตอ่ ส่ิงตา่ ง ๆ ท่ีมผี ลตอ่ สขุ ภาพ
อย่างถูกวิธแี ละทักษะในการ
ดำเนินชวี ติ
8
2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
2.1 ความสำคญั
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระท่ีช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มี
จนิ ตนาการทางศิลปะ ช่ืนชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์
กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการ
นำไปสู่การพัฒนาส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือม่ันในตนเอง อันเป็นพ้ืนฐานในการศึกษา
ต่อหรือประกอบอาชีพได้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มี
ทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่าง
อิสระในศิลปะแขนงต่าง ๆ นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทาง
นาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์
ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้
นาฏศิลป์ ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็น
คณุ ค่า ของนาฏศลิ ปท์ ่เี ป็นมรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ ภมู ปิ ญั ญาไทย และสากล
2.2 วสิ ัยทัศน์
การเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ การคิดท่ีเป็นเหตุเป็นผลถึง
วิธกี ารทางศลิ ปะ ความเป็นมาของรปู แบบ ภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่ และรากฐานทางวัฒนธรรม คน้ หาว่า
ผลงานศิลปะสือ่ ความหมายกับตนเอง ค้นหาศักยภาพความสนใจส่วนตัว ฝึกการเรยี นรู้ การสังเกต
ท่ีละเอียดอ่อนอันนำไปสู่ความรัก เห็นคุณค่าและเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะและสิ่งรอบตัว
พัฒนาเจตคติ สมาธิ รสนิยมส่วนตัว มีทักษะ กระบวนการ วิธีการแสดงออก การคิดสร้างสรรค์
ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาทของศิลปกรรมในสังคม ในบริบทของการสะท้อนวัฒนธรรมท้ัง
ของตนเองและวัฒนธรรมอื่น พจิ ารณาว่าผู้คนในวฒั นธรรมของตนมีปฏิกริ ิยาตอบสนองต่องานศิลปะ
ช่วยให้มีมุมมองและเข้าใจโลกทัศน์กว้างไกล ช่วยเสริมความรู้ ความเข้าใจ มโนทัศน์ด้านอ่ืน ๆ
สะท้อนให้เห็นมุมมองของชีวิต สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และความเชื่อ
ความศรัทธาทางศาสนา ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ การเรียนรู้เทคนิค
วิธีการทำงาน ตลอดจนการเปิดโอกาสให้แสดงออกอย่างอิสระ ทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริม
สนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ดัดแปลง จินตนาการ มีสุนทรียภาพและเห็นคุณค่าของ
ศิลปวัฒนธรรมไทยและสากล
กลมุ่ สาระการเรียนร้ศู ิลปะเสริมสร้างให้ชีวติ มนุษย์เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้น ชว่ ยให้มี
จติ ใจ ทด่ี ีงาม สมาธิทีแ่ น่วแน่ สขุ ภาพกายและสุขภาพจิตมคี วามสมดลุ เปน็ รากฐานของการพัฒนา
ชีวิตท่สี มบรู ณ์ เป็นการยกระดับคณุ ภาพชีวติ ของมนุษยชาตโิ ดยสว่ นตน และส่งผลตอ่ การยกระดบั
คณุ ภาพชีวติ ของสงั คมโดยรวม
2.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี ๑ ทศั นศิลป์
มาตรฐาน ศ ๑.๑ สรา้ งสรรค์งานทศั นศลิ ป์ตามจนิ ตนาการ และความคดิ สรา้ งสรรค์ วเิ คราะห์ วพิ ากษ์
วิจารณ์คุณคา่ งานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สกึ ความคดิ ต่องานศลิ ปะอย่างอสิ ระ
ชน่ื ชม และประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวัน
9
มาตรฐาน ศ ๑.๒ เขา้ ใจความสัมพันธร์ ะหวา่ งทศั นศิลป์ ประวตั ศิ าสตร์ และวัฒนธรรม เหน็ คณุ ค่า
งานทัศนศลิ ป์ท่ีเปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ภมู ิปัญญาไทย และ
สากล
สาระท่ี ๒ ดนตรี
มาตรฐาน ศ ๒.๑ เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า
ดนตรี ถา่ ยทอดความรสู้ ึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกตใ์ ช้ใน
ชีวติ ประจำวัน
มาตรฐาน ศ ๒.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหวา่ งดนตรี ประวตั ิศาสตร์ และวฒั นธรรม เหน็ คณุ ค่าของ
ดนตรี ทเี่ ป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น ภูมปิ ญั ญาไทยและสากล
สาระที่ ๓ นาฏศิลป์
มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ปอ์ ย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วพิ ากษว์ ิจารณ์
คุณคา่ นาฏศลิ ปถ์ า่ ยทอดความรู้สกึ ความคดิ อย่างอสิ ระ ชนื่ ชม และประยกุ ต์ใช้
ในชีวิตประจำวนั
มาตรฐาน ศ ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศลิ ป์ ประวัตศิ าสตร์และวฒั นธรรม เหน็ คณุ ค่า
ของนาฏศิลปท์ ี่เปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภูมิปัญญาท้องถิน่ ภูมปิ ัญญาไทยและสากล
2.4 คุณภาพผู้เรียน
จบชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6
• รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พ้ืนผิว สี แสงเงา มีทักษะพ้ืนฐานในการใช้
วัสดุอุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดสว่ น ความสมดุล
น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใชส้ ีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ ๒ มิติ ๓ มิติ เช่น
งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมท้ังสามารถ สร้างแผนภาพ แผนผัง
และภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเร่ืองราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และ
สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่
แตกต่างกัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลด และเพิ่มในงานป้ัน การสื่อ
ความหมายในงานทศั นศิลป์ของตน รวู้ ิธกี ารปรับปรงุ งานใหด้ ขี ้นึ ตลอดจน รแู้ ละเขา้ ใจคณุ คา่ ของงาน
ทัศนศลิ ปท์ ี่มผี ลต่อชีวติ ของคนในสังคม
• รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเช่ือ
ความศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมทม่ี ีผลตอ่ การสรา้ งงานทศั นศิลป์ในท้องถน่ิ
• รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เคร่ืองดนตรี และบทบาทหน้าท่ี
รู้ถึงการเคล่ือนที่ข้ึน ลง ของทำนองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยค
และอารมณ์ของบทเพลงท่ีฟัง ร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษาเครื่อง
ดนตรีอย่างถูกวิธี อ่าน เขียนโน้ตไทยและสากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี
แสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับองค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงท่ีฟัง สามารถใช้ดนตรี
ประกอบกิจกรรมทางนาฏศิลปแ์ ละ การเล่าเรอ่ื ง
• รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทย และ
วัฒนธรรมต่าง ๆ เรอื่ งราวดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมตอ่ ดนตรี รู้คุณค่าดนตรีที่มา
จากวัฒนธรรมตา่ งกัน เห็นความสำคญั ในการอนรุ กั ษ์
10
• รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน
สรา้ งสรรค์การเคลือ่ นไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง่าย ๆ ถ่ายทอดลลี าหรืออารมณ์ และ
สามารถออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
นาฏศิลป์และการละครกับส่ิงท่ีประสบในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และ
บรรยายความร้สู กึ ของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์
• รู้และเขา้ ใจความสัมพนั ธ์และประโยชน์ของนาฏศลิ ป์และการละคร สามารถเปรียบเทียบ
การแสดงประเภทตา่ ง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถ่นิ และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมประเพณี เห็น
คุณค่าการรักษาและสบื ทอดการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย
2.5 ตัวชี้วัดและสาระการเรียน รู้แกน กลาง กลุ่มสาระการเรียน รู้ ศิลป ะ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4
สาระท่ี 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.1 เขา้ ใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วจิ ารณ์คุณค่าดนตรี
ถ่ายทอดความรู้สกึ ความคิดตอ่ ดนตรีอย่างอิสระ ชนื่ ชม และประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจำวัน
ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.4 1. บอกประโยคเพลงอย่างง่าย • โครงสรา้ งของบทเพลง
- ความหมายของประโยคเพลง
- การแบง่ ประโยคเพลง
2. จำแนกประเภทของเครื่องดนตรีที่ • ประเภทของเครื่องดนตรี
ใชใ้ นเพลงที่ฟัง
• เสียงของเครอ่ื งดนตรแี ต่ละประเภท
3. ระบุทิศทางการเคลือ่ นท่ีขนึ้ – ลง • การเคล่ือนที่ข้นึ - ลงของทำนอง
งา่ ย ๆ ของทำนอง รปู แบบจังหวะ • รปู แบบจังหวะของทำนองจังหวะ
และความเรว็ ของจังหวะในเพลงท่ีฟงั • รปู แบบจังหวะ
4. อ่าน เขียนโน้ตดนตรีไทยและสากล • ความช้า - เร็วของจังหวะ
• เครอ่ื งหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี
- กญุ แจประจำหลัก
- บรรทดั หา้ เส้น
- โน้ตและเครอ่ื งหมายหยดุ
- เส้นกน้ั หอ้ ง
• โครงสร้างโน้ตเพลงไทย
- การแบง่ ห้อง
การแบง่ จงั หวะ
11
ชนั้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
5. ร้องเพลงโดยใช้ชว่ งเสียงท่ี • การขบั ร้องเพลงในบันไดเสียงท่ีเหมาะสมกบั
เหมาะสมกบั ตนเอง ตนเอง
6. ใช้และเกบ็ เครอื่ งดนตรีอยา่ งถูกต้อง • การใชแ้ ละการดแู ลรักษาเครื่องดนตรี ของตน
และปลอดภัย
7. ระบวุ ่าดนตรีสามารถใช้ในการสอ่ื • ความหมายของเนื้อหาในบทเพลง
เร่อื งราว
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2560: 20)
จากการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว สรุปได้ว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ได้กำหนดตัวช้ีวัดและ
สาระการเรยี นรแู้ กนกลางทผ่ี ้เู รยี นจำเป็นต้องเรยี นเปน็ พืน้ ฐาน เพอื่ ให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจ ทกั ษะ
ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ความเช่ือมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก ชื่นชมและเห็นคุณค่าของงานดนตรี
ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ภูมิปัญญาไทยและสากล สามารถนำความรู้ไป
ประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และมีค่านยิ มท่ีเหมาะสม โดยนำหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา
จดั การเรียนการสอน
3. แนวคิดเกี่ยวกับการพฒั นาส่อื การสอน
3.1 ความหมายของคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือโปรแกรมช่วยสอน คอื สือ่ ทใ่ี ช้ในการเรยี นการสอนอนั หนงึ่ CAI
คล้ายกับสื่อการสอนอ่ืน ๆ เช่น วดิ ีโอช่วยสอน บัตรคำชว่ ยสอน โปสเตอร์ แตค่ อมพวิ เตอร์ช่วยสอนจะ
ดีกว่าตรงที่ตัวสื่อการสอน ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์นั้น สามารถโต้ตอบกับนักเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการ
รับคำสั่งเพื่อมาปฏิบัติ ตอบคำถามหรือไม่เช่นนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายป้อนคำถาม (นัยนา เอก
บูรณวัฒน์, 2539)
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI : Computer Assisted Instruction) หมายถึง การประยกุ ต์
นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอน โดยมีการพัฒนาโปรแกรมข้ึนเพ่ือเสนอเนื้อหาในรูปแบบ
ต่าง ๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์ (Tutorial) แบบจำลองสถานการณ์ (Simulations) หรือแบบ
การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) เป็นต้น การเสนอเน้ือหาดังกล่าวเป็นการเสนอโดยตรงไปยัง
ผู้เรียน ผ่านทางจอภาพหรือแป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม วัสดุทางการสอนคือ
โปรแกรม หรือ Courseware ซึ่งปกตจิ ะถูกจดั เก็บไวใ้ นแผ่นดสิ ก์หรอื หน่วยความจำของเครอ่ื งพรอ้ มท่ี
จะเรียกใช้ ได้ตลอดเวลา การเรียนในลักษณะน้ี ในบางครั้งผู้เรียนจะต้องโต้ตอบ หรือตอบคำถาม
เครื่อง คอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์ การตอบคำถามจะถูกประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะ
ข้ันตอนหรือระดับในการเรียนข้ันต่อ ๆ ไป กระบวนการเหล่าน้ีเป็นปฏิกิริยาที่เกิดข้ึนระหว่างผู้เรียน
กับคอมพวิ เตอร์ (ศิริชัย สงวนแก้ว, 2534)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรืCAI คือ การน าคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนโดยใช้
โปรแกรมการเรยี น การเรียนการสอนที่ผา่ นคอมพวิ เตอร์ประเภทใดก็ตาม กล่าวไดว้ ่าเปน็ คอมพวิ เตอร์
12
ช่วยสอน หรือ CAI มีค าท่ีใช้ในความหมายเดียวกัน ได้แก่ Computer-Assisted Learning (CAL)
,Computer-aided Instruction (CaI) , Computer-aided Learning (CaL) เป็ น ต้น (Hannafin
&Peck, 1988)
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน หรือบทเรียนซีเอไอ (Computer-Assisted Instruction;Computer-
Aided Instruction : CAI) คือ การจัดโปรแกรมเพ่ือการเรียนการสอนโดยใชค้ อมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วย
ถ่ายโยงเน้ือหาความรู้ไปสู่ผู้เรียน และปัจจุบันได้มีการบัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกส่ือชนิดนี้ว่า
“คอมพิวเตอร์ชว่ ยการสอน” (วุฒิชัย ประสารสอน, 2543)
จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปความหมายของ “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” หรือ CAI
คอื การนำคอมพิวเตอรม์ าเปน็ เคร่อื งมอื สรา้ งให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ พือ่ ให้ผูเ้ รยี นนำไปเรียนด้วย
ตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปดว้ ย เนอ้ื หาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ ลักษณะ
ของการนำเสนออาจมีท้ังตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สีหรือเสียง เพ่ือดึงดูดให้ผู้เรียนเกิด
ความสนใจมากย่ิงขึ้น รวมทั้งการแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)
แกผ่ เู้ รียน และยงั มีการจัดลำดบั วิธกี ารสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพอื่ ให้เหมาะสมกับผเู้ รียนในแต่ละคน
ท้ังน้ีจะต้องมีการวางแผนการในการผลิตอย่างเป็นระบบในการน าเสนอเน้ือหาในรูปแบบท่ีแตกต่าง
กันคำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียก คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ Computer Assisted Instruction (CAI),
Computer Aided Instruction (CAI), Computer Assisted Learning (CAL), Computer Aided
Learning (CAL), Computer Based Instruction (CBI),Computer Based Training (CBT),
Computer Administered Education (CAE) , Computer Aided Teaching (CAT) แต่คำที่นิยม
ใช้ทว่ั ไปในปัจจุบันไดแ้ ก่ Computer Assisted Instruction หรอื CAI
นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเองยังมีลักษณะของส่ือท่ีเป็น “บทเรียนสำเร็จรูป”
แตเ่ ป็นบทเรยี นสำเร็จรูปโดยการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เปน็ ตัวกลางแทนสิ่งพิมพห์ รือส่อื ประเภทต่าง ๆ
ทำให้บทเรยี นสำเร็จรปู ในคอมพวิ เตอร์มศี กั ยภาพเหนือกวา่ บทเรยี นสำเรจ็ รปู ในรูปอ่ืน ๆ ทัง้ หมด
จากลักษณะของส่ือที่เป็น “บทเรียนสำเร็จรูป” และส่ือท่ีเป็น “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน”
จึงสามารถสรุปเป็นความหมายของ “บทเรียนสำเร็จรูปคอมพิวเตอร์การสอน” (Computer
Instruction Package) ว่าหมายถึง บทเรียนสำเร็จรูปท่ีสร้างขึ้นในลักษณะซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
(Package Software) นำไปสอน (Instruction) เน้ือหาใหม่ โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือในการ
เรียนการสอนบทเรียนหรือนำเสนอบทเรียน ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้ตามระดับ
ความสามารถของตนเอง ในบทเรียนมีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพื่อทดสอบกอ่ นเรียน
ห ลังเรียน จุดเด่น ที่ สำคัญ ของบ ท เรียน คือ การน ำเสน อเนื้ อห าใน ลักษ ณ ะห ลายส่ือ
(Multimedia)ได้แก่ประเภท ข้อความ (Text) รูปภาพ (Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation)
ภาพวิดีโอ (Video) และเสียง (Audio) โดยท่ีผู้เรียนจะมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
กับบทเรียนโดยผา่ นเครือ่ งไมโครคอมพวิ เตอรไ์ ด้ตลอดเวลา
3.2 การเรียนรดู้ ้วยบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
การเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลจะเรียนรู้เนื้อหาได้จากการสัมผัส
กับส่ือท่ีใช้นำเสนอภายในบทเรียนที่ใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้(Information-Process Models)
ซึ่งมอี งคป์ ระกอบท่สี ำคัญ 2 ด้าน ได้แก่
13
กระบวนการเรียนรูภ้ ายใน (Internal Learning Process) และ สือ่ การสอนจากภายนอก
(External Instructional Even) (วุฒชิ ยั ประสารสอย, 2543)
กระบวนการเรียนรู้ภายใน (Internal Learning Process) เป็นขั้นตอนการเรียนรู้เป็น
กระบวนการส่ิงเร้าที่เกิดขึ้นภายในตัวของผู้เรียน แบ่งเป็น 4 ข้ันตอน ขั้นสนใจปัญหา (Motivation)
ข้ันศึกษาข้อมูล (Information) ข้ันพยายาม (Application) และขั้นสำเร็จผล (Progress) มี
รายละเอียดดังน้ี
1. ข้ันสนใจปัญหา (Motivation) หรือข้ันการนำเข้าสู่บทเรียน และเป็นการแนะนำความรู้
ในบทเรียน เพื่อจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเรื่องท่ีจะเรียน เพราะการเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อ
ผเู้ รียนมคี วามพรอ้ ม ความต้ังใจ และความสนใจที่จะเรยี น
2. ข้ันศึกษาข้อมูล (Information) หรือขั้นการเสนอเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ เน้ือหาท่ีนำเสนอ
ในข้ันนี้ควรจะมีคุณภาพและปริมาณท่ีเพียงพอที่จะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของบทเรียน
เม่ือผู้เรียนประสบปัญหา มีความต้องการหรือสนใจที่จะแก้ปัญหานั้น แต่ด้วยเหตุผลท่ีเป็นปัญหา
แปลกใหม่ซ่ึงไม่เคยรู้มาก่อน จึงต้องมีการศึกษาข้อมูลและทำการเก็บรวบรวมความรู้ต่าง ๆ
เพือ่ นำไปใช้ในการแก้ปัญหาหรอื เป็นการสร้างเนือ้ หาความรู้ซ่งึ ต้องนำไปใช้ในการแกป้ ัญหาทีจ่ ะเรยี นรู้
ในเน้อื หา
3. ข้ันพยายาม (Application) เนื้อหาความรู้ท่ีผู้เรียนได้รับ อาจไม่เพียงพอท่ีจะใช้แก้ปัญหา
การศึกษาหรือการรับความรู้แต่เพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่เกิดการเรียนรู้ถ้าผู้เรียนไม่ได้พยายามที่จะ
เอาความรู้น้ันมาใช้ในการแก้ปัญหา ดังน้ันผู้เรียนจะต้องพยายามทำ พยายามฝึกหัดและใช้ข้อมูล
เหล่านั้นเพ่ือการแก้ปัญหา (Problem Solving) การนำเสนอบทเรียนในขั้นตอนน้ีควรจัดให้อยู่ใน
รปู แบบฝกึ กจิ กรรมหรือกิจกรรมทใ่ี ชร้ ่วมกับส่ืออ่นื ๆ ในขณะท่ีใช้บทเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้
ฝกึ เพื่อเตรียมความพร้อมทีจ่ ะทำแบบทดสอบ
4. ขั้นสำเร็จผล (Progress) การได้พยายามแก้ปัญหาย่อมทำให้เกิดผลของการแก้ปัญหา
หากบทเรียนนั้นมีข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องและเพียงพอ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูลเหล่าน้ันเพ่ือ
แก้ปัญหาจากสถานการณ์ต่าง ๆ จนสำเร็จผลได้หากการแก้ปัญหาไม่สำเร็จก็จะต้องย้อนขั้นตอนของ
กระบวนการเรียนรู้เหล่าน้ันอีกคร้ังกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 4 ขั้นตอน มีความสำคัญต่อการเริ่มต้น
วางแผนในการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ใหแ้ ก่ผ้ใู ช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
ส่ือการสอนจากภายนอก (External Instructional Even) เป็นองค์ประกอบท่ีช่วยให้เกิด
การรับรู้ของผู้เรียนต่อสื่อเสนอผ่านประสาทสัมผัส ผู้เรียนจะได้รับสิ่งเร้าจากสื่อภายนอก ได้แก่ สื่อที่
เป็นมัลติมเี ดยี (Multimedia) ที่ประกอบด้วยขอ้ ความ (Text) กราฟกิ (Graphics) รปู ภาพ (Images)
เสียง (Audio) และดิจิตอลวิดีโอ (Digital Video) ความสำคัญของมัลติมีเดีย (Multimedia)
กบั บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บทเรียนคอมพิวเตอร์เกิดผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรยี น “มัลติมเี ดีย (Multimedia) หรอื สอื่ หลายแบบเป็นเทคโนโลยีท่ชี ่วยใหค้ อมพวิ เตอรส์ ามารถ
ผสมผสานกันระหว่าง ข้อความ ข้อมูลตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคล่ือนไหว และเสียง ไว้ด้วยกัน ตลอดจน
การนำเอาระบบโต้ตอบกับผู้ใช้ (Interactive) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน มัลติมีเดียเป็นส่ือการสอน
จากภายนอก (External Instruction Event) ซ่งึ เปน็ สง่ิ เร้าภายนอก และเปน็ องค์ประกอบช่วยให้เกิด
14
การรับรู้ของผู้เรียนต่อสื่อที่นำเสนอผ่านประสาทสัมผัส ประกอบด้วยส่ือ (Media) ประเภทต่าง ๆ
ได้แก่ (วฒุ ิชยั ประสารสอย, 2543)
1. ข้อความ (Text) เป็นส่ือที่ใช้นำเสนอเน้ือหา จะประกอบด้วยข้อความท่ีแสดงผลทาง
จอภาพคอมพิวเตอร์ผู้เรียนจะใช้สายตามองที่จอภาพเพ่ืออ่านข้อความ ตัวอักษร ตัวเลขหรือ
สัญลักษณ์พิเศษอื่น ๆ ซึ่งการใช้สายตาเพื่อเพ่งอ่านข้อความที่ปรากฏในจอภาพคอมพิวเตอร์เป็น
เวลานาน จะทำให้ผู้เรยี นเกดิ อาการล้าและปวดกล้ามเนอ้ื ตาจากการแผ่รังสีและเปลง่ พลังงานของแสง
จากจอภาพเข้ากระทบจอประสาทตาโดยตรง ดังนั้นการออกแบบเพ่ือน าเสนอเนื้อหาในรูปของ
ข้อความ จึงจะต้องจัดระบบนำเสนอที่ต่อเน่ืองในลักษณะของการเสนอทีละกรอบ (Frame by
Frame)
2. กราฟิก (Graphics) โดยมากใช้เพ่ือดึงดูดความสนใจ และเพ่ือเป็นตัวชี้แบ่งแยกความ
แตกต่างในการนำเสนอเน้ือหา โดยแสดงผลด้วยเส้น วงกลม ส่ีเหลี่ยม และแสงเงา ที่อธิบาย
ความหมายหรือแสดงองคป์ ระกอบของวตั ถุได้อย่างชัดเจนเปน็ รูปธรรม
3. รูปภาพ (Images) ได้แก่ ภาพนิ่ง ภาพถ่ายขาว-ดำ ภาพถ่ายสีหรือภาพจากเอกสาร
ส่ิงพิมพ์ประเภทต่าง ๆ เพื่อแสดงภาพซ่ึงมีขนาดใหญ่ที่เสมือนจริง เช่น ภาพอาคาร ตึก ภาพสะพาน
ข้ามแม่น้ำและเพื่อให้สื่อความหมายและจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียน รูปภาพที่ใช้ในบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยมากได้มาจากเครื่องอ่านสัญญาณภาพ (Scanner) หรือถ่ายภาพด้วยกล้อง
ถ่ายภาพชนิดดิจิตอล
4. เสียง (Images) ได้แก่ เสียงธรรมชาติเสียงประดิษฐ์เสียงดนตรีรวมทั้งเสียงประกอบอื่น ๆ
ใชเ้ พื่อกระตุน้ ความสนใจและอธบิ ายข้อเทจ็ จริงแกผ่ ู้เรียนผ่านทางประสาทสัมผัสรบั ทางการได้ยิน
5. ดิจิตอลวิดีโอ (Digital Video) ใช้เพ่อื อธิบายขอ้ เท็จจรงิ ของภาพเหตกุ ารณท์ ี่ต่อเน่ือง เช่น
ภาพที่สร้างข้ึนให้สามารถเคล่ือนไหวได้หรือได้จากสัญญาณภาพของดิจิตอลวิดีโอจากความสัมพันธ์
ระหว่าง สิ่งเร้าภายนอก ไดแ้ ก่ ส่ือมัลติมีเดียประเภท ข้อความ กราฟิก รูปภาพ เสียงและภาพดิจิตอล
วิดีโอ ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ กับ ส่ิงเร้าภายใน ตัวของผู้เรียน ซ่ึงได้แก่ กระบวนการเรียนรู้
ตามลำดบั ท้ัง 4 ขั้นตอน คือ Motivation, Information ,Application และ Progress สามารถแสดง
เป็นแผนภมู ไิ ดด้ ังนี้
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา กลวิธีถ่ายโยงความรู้กับปฏิสัมพันธ์กับส่ือประสม
(Multimedia)
15
วธิ ีการประเมินการบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ของบทเรียน ใช้วธิ ีประเมินทีส่ ำคญั 2 ประการ ไดแ้ ก่
Formative Evaluation แ ล ะ Summative Evaluation Formative Evaluation เป็ น
การประเมินในระหว่างที่กำลังอยู่ในหน่วยความรู้ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีส่วนของการแสดงผลป้อนกลับ
ในทันทผี ่านทางจอภาพหรอื บันทึกขอมูลไว้ในส่ือ เช่น Diskette, Hard Disk เป็นต้น
Summative Evaluation เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบการบรรลุวัตถุประสงค์ภายหลัง
จากท่ีผู้เรียนไดรับสาระความรู้จากหน่วยย่อยของบทเรียน เม่ือผ่านการประเมินแล้ว ผู้เรียนได้รับ
ความรู้ในหน่วยความรู้อื่น หรืออาจจะข้ามไปศกึ ษาเนื้อหาในหน่วยความรู้ใดก็ได้ จนกว่าจะพร้อมและ
สามารถย้อนกลบั เขาสู่หนว่ ยความรู้ท่ีตอ้ งการไดต้ ลอดเวลา
3.3 ทฤษฎีการพฒั นาคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นกระบวนการที่จะต้องปฏิบัติอย่างต่อเน่ืองซ่ึง
ตอ้ งใช้ทั้งความวริ ิยะ อุตสาหะ รวมทั้งความรคู้ วามสามารถของผพู้ ัฒนาและทีมงานเป็นอยา่ งมากโดย
มีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างคุณภาพหรือประสิทธิภาพเชิงความรู้ ท้ังน้ีเพ่ือรับประกันได้ว่าบทเรียนที่
พัฒนาหรือสร้างขึ้นนั้น มีคุณค่าต่อการศึกษา และช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้
ขั้นตอนการพฒั นาบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน มีผู้เสนอขั้นตอนหรอื วิธีการพัฒนาหลายรูปแบบ ซึ่ง
แต่ละรปู แบบมีขั้นตอนในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนท่คี ล้ายคลึงกันและแตกต่างกนั บา้ ง
ในทีน่ ้ขี อนำเสนอ 2 แนวคิด ดงั น้ี
แนวคิดที่ 1 การพฒั นาโดยเนน้ ตามการจัดกจิ กรรมสอดคล้องกับชน้ั เรียนปกติ เป็นแนวคิดใน
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เน้นการพัฒนาตามขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนในช้ันเรียนปกติเน้นสร้างเนื้อหา การน าเสนอให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและการตอบสนองของ
ผู้ใช้บทเรยี น มีข้ันตอนการสร้าง 8 ขัน้ ตอน ดงั น้ี (วุฒชิ ยั ประสารสอย, 2543)
ภาพแสดงขนั้ ตอนการพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนเน้นตามการจัดกิจกรรมในช้นั เรยี นปกติ
1. วัตถุประสงค์ท่ัวไป (Goal/Objective) เป็นการกำหนดว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ที่พัฒนาข้ึนนี้ต้องการจะนำไปใช้เพ่ือใครและต้องการให้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการศึกษาและวิเคราะห์
16
คำอธิบายรายวิชา รวมไปถึงแผนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่ต้องการนำมาสร้างเป็นสื่อ
บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนอีกดว้ ย
2. รายละเอียดของเนื้อหาวิชา (Content Specification) ได้แก่เน้ือหาความรู้ที่กำหนด
เอาไวเ้ พื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ซ่ึงอาจจะได้จากการวิเคราะห์เนื้อหาของหลักสูตร
การสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ การสัมมนาทางวิชาการหรือค้นหาเพ่ือจัดระบบจากแหล่งทรัพยากรอ่ืน
แล้วนำมาวิเคราะห์ความสำคัญและคุณค่าของบูรณาการด้านเนื้อหา รวมไปถึงการศึกษาและกำหนด
คณุ สมบตั ิของเนอื้ หาความรู้และกจิ กรรมบทเรียนท่ีเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรยี นด้วย
3. วิเคราะห์เน้ือหาวิชา (Content Analysis) วิธีการนี้จะเริ่มต้นจากการ วิเคราะห์งาน
(Task Analysis) เพ่ืออธิบายกิจกรรมการเรียนการสอน และจัดลำดับกิจกรรมเหล่าน้ันให้เหมาะสม
ถูกต้อง และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ัวไปจนได้รายละเอียดของเร่ืองท่ีจะสอนหรือหัวข้อการสอน
(Topic Content)
4. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) เป็นการกำหนดพฤติกรรมาเชิง
ความรู้(Knowledge-Based Behavior) เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับรู้ว่าเมื่อเรียนจบบทเรียนแล้วจะได้รับสิ่ง
ใดจากบทเรียน ซึ่งการกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนไวล้ ่วงหน้าอย่างแน่ชัด เป็นการบอกให้ผู้เรียน
ทราบว่าจะได้รับการพัฒนาความสามารถ (Competency – Base Learning) จนประสบผลสำเร็จ
ในการเรียนอย่างไร และช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิตามระดับความสามารถจากการกำหนดระดับข้ัน
เพื่อจะไดจ้ ดั สภาวการณก์ ารเรียนการสอนล่วงหนา้
5. กลยุทธ์ทางการสอนและนำเสนอ (Teaching Strategies & Models of Delivery)
ได้แก่การเลือกว่าจะใช้วิธีส่ือสารเพ่ือให้เกิดความรู้ เช่น การนำเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยข้อความ
รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น โดยกำหนดหลักการให้สอดคล้องกันกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
และธรรมชาติของเนื้อหาวิชา เพ่ือนำไปสู่การเรียนรใู้ นท่ีสุด และการกำหนดกลยุทธท์ างการสอนและ
การนำเสนอบทเรียน ควรแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยที่สัมพันธ์กันเป็นอย่างดีนำเสนอเน้ือหา
ความรู้น้นั ทีละน้อย ๆ เพื่อให้ผู้เรยี นประสบสำเรจ็ ในการเรียนที่ต่อเน่ืองกัน และสามารถกลับมาเรียน
ชา้ ได้ไมจ่ ำกัดครง้ั
6. ออกแบบและลงมือสร้างบทเรียน (Design & Implementation) ในขั้นตอนนี้เก่ียวข้อง
กบั การเตรียมผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ การนำรายละเอยี ดทไ่ี ด้จากการปฏิบัตทิ ี่ผ่าน
มาท้ังหมดมาจำแนกรายละเอียดเป็นการเฉพาะในแต่ละส่วนและเป็นการกำหนดแผน วิธีการปฏิบัติ
ในรายละเอียดที่เก่ยี วข้อง เพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูลในการปฏิบัตหิ ากพบว่ามีข้อบกพร่องทีส่ ่วนใด ควรปรับปรุง
และแก้ไขให้บกพร่องมีน้อยที่สุดเรียกขั้นตอนน้ีว่า การเขียนบทดำเนินเรื่อง หรือ การเขียนสคริปต์
(Script)
7. นำเสนอต่อผู้เรยี น (Delivery)
เป็นวิธีการที่จะนำไปสู่กระบวนการหาประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงหลักการด้านความยืดหยุ่น
(Flexibility) และสร้างรูปแบบนำเสนอใหเ้ หมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียนควรเลือกวิธีการ
นำเสนอความรู้อยา่ งรอบคอบรดั กมุ โดยอาจจะใชว้ ิธอี อกแบบกิจกรรมในบทเรียนให้ผู้เรียนได้มโี อกาส
รับการสอนซอ่ มเสรมิ (Remedial Teaching) เพื่อเสรมิ สร้างความร่วมมอื กันระหว่างผู้เรยี นกบั ผู้เรียน
และผู้เรียนกับผู้สอน ซ่ึงเป็นการสร้างบรรยากาศของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับ
การส่งเสริมพัฒนาการทางเจตคติหรือเข้าใจความรูส้ ึกมนุษย์การสร้างบรรยากาศการจัดกิจกรรมการ
17
สอนในบทเรียนให้เป็นไปตามแนวความคิดของการสอนแนวใหม่(Alternative Teaching) ควรมี
หลกั การ ดังน้ี
- เนน้ ความเป็นการเองระหวา่ งผสู้ อนกบั ผูเ้ รียน และไมเ่ คร่งเครียด
- เปิดโอกาสให้ผ้เู รียนไดม้ ีสว่ นร่วมในการเรยี น
- ผเู้ รียนมเี สรีภาพในการเลือกเรียนสง่ิ ท่ตี นเองสนใจ และใช้เวลาเรยี นได้อยา่ งเต็มท่ี
- เน้นกจิ กรรมแบบความร่วมมือกนั ของกล่มุ มากกว่าการแข่งขนั
8. การวัดและประเมินผล (Evaluation) ได้แก่การประเมินระหว่างการพิจารณาด้านเน้ือหา
และกิจกรรมการเรียน เพ่ือให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ในเบ้ืองต้น เช่น การประเมินความถูกต้อง
ความเหมาะสม และการครอบคลุมเน้ือหาและกิจกรรมการเรียนท่ีจะจัดให้มีข้ึนในบทเรียนนน้ั รวมทั้ง
การประเมินสรุป ซ่ึงเป็นขั้นตอนการประเมนิ ทั้งด้านเน้ือหาและกจิ กรรมท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ี
กำหนดไวเ้ พ่ือการหาประสทิ ธิภาพของบทเรียน
3.4 การออกแบบและสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
การเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นการให้ผู้เรียนไดค้ ้นคว้าเนื้อหาความรู้ในบทเรียนด้วยตนเอง
โดยมหี ลักสำคัญวา่ บทเรียนจะตอ้ งมีความง่าย สะดวกที่จะใช้ มคี วามน่าสนใจ เน้อื หาถกู ตอ้ งครบถว้ น
การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้น้ันจำเป็นต้องศึกษา
โครงสร้าง ธรรมชาติของเน้ือหา เทคนิควิธีการนำเสนอ ตลอดจนวิธีการวัดและประเมินผลที่มี
ประสิทธิภาพ เพื่อให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมี
คณุ ภาพ การออกแบบบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ควรออกแบบใหผ้ ู้เรียนมีปฏิสัมพันธก์ ับบทเรียน
มีการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับบทเรียนอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องสิ่งท่ีควรคำนึงถึงในการออกแบบ
บทเรียนอีกประการหนึ่งคือเร่ืองของความแตกต่างระหว่างบุคคล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดี
ควรจะมีลักษณะท่ียืดหยุ่นให้ผู้เรียนมีลักษณะในการควบคุมการเรียนของตน สามารถเลือกรูปแบบ
การเรียนที่เหมาะสมกับตนเองได้ เช่น ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหาใดก็ได้ตามต้องการหรือสามารถ
ออกแบบบทเรียนได้ตามที่ต้องการ เพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ลดความวิตกกังวลของ
ผู้เรยี น นอกจากการออกแบบบทเรียนใหม้ เี นื้อหาความรคู้ รบถว้ นแลว้ ควรจะออกแบบบทเรยี นใหเ้ กิด
การพัฒนาในด้านของทักษะกระบวนการด้วย โดยอาจออกแบบบทเรียนให้มีการใช้เรียนร่วมกับสื่อ
อ่ืนๆ ท่ีเก่ียวกับกระบวนการด้านการปฏิบัติ เช่น ชุดฝึกทักษะ เพ่ือให้ผู้เรียนได้บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนในการศึกษาทบทวน ค้นคว้าความรู้ด้านทฤษฎีพร้อมกับการฝึกทักษะด้านการปฏิบัติควบคู่
กันไปจึงจะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการออกแบบเพ่ือนำเสนอเน้ือหา
ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ความรู้ทางจิตวิทยามาช่วยในการกำหนด
แนวทางในการออกแบบเพ่ือให้บทเรียนมีประสิทธิภาพ สามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้
ผูเ้ รียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีเม่ือมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมในบทเรียน การออกแบบการนำเสนอเน้ือหา
ควรมอี งคป์ ระกอบสำคัญ 3 ประการ
1. การสร้างแรงจูงใจภายในตนเอง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจค้นคว้าความรู้จาก
สง่ิ แวดล้อม
18
2. โครงสรา้ งของบทเรยี น เน้นการจดั กจิ กรรมในบทเรียนที่เหมาะสมกบั ผเู้ รียนและธรรมชาติ
ของเนื้อหาในแต่ละหน่วย โดยมีส่วนที่คอยแนะนำให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาเพ่ือให้
ผู้เรียนค้นพบความรู้ใหม่
3. การจัดลำดับความยากง่าย เป็นการจัดลำดับเน้ือหาของบทเรียนโดยคำนึงถึงความ
เหมาะสมของพัฒนาการทางสติปัญญาของผเู้ รยี น
4. งานวิจยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
ลินิน แสนปลื้ม (2554, หน้า 116 -123) ได้ศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
ต่างกัน 2 รูปแบบบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา
และศึกษาประสิทธภิ าพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียประเภทแบบฝึกบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
และบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียประเภทเกมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เร่ืองการบวกการลบ
การคูณ การหารเศษส่วนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์
มัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีมีรูปแบบต่างกัน และเพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อรูปแบบท่ีศึกษาของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ
นักเรียนช่วงช้ันที่ 2 ระดับชั้น ประถมศกึ ษาปีที่5 โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 100
คน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียประเภทแบบ ฝึกบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
มีประสิทธิภาพ 90.60/97.10 2) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียประเภท เกมบนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพ 92.70/97.40 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีเกิดจาก การเรียนบทเรียน
คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีมีรูปแบบต่างกัน มีค่าเฉล่ีย แตกต่างกันอย่างไม่มี
นัยสำคัญทางสถิติเม่ือพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ
ทางสถิติด้วย 4) ความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียบน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ประเภทแบบฝึกบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ส่วนประเภทเกม
บนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต กอ็ ย่ใู นระดับมากเช่นกัน
ประจักษ์ อะนันทา (2554) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ความ
น่าจะเป็นของเหตุการณ์วิชาคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า 1) บทเรียน
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมีประสิทธิภาพ 83.15/82.08 2) คุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่
ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( x = 4.15, S.D. = 0.52) 3) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียน
ดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนสงู กว่าผู้เรียนท่ีเรียนด้วยวธิ ีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ท่ีระดับ .014) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
(x = 4.56, S.D. = 0.54) 5) ผู้เรียนมีความคงทนของการเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์แหลังจากเวลาผ่านไป 7
วัน และ 30 วัน สรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์วิชา
คณิตศาสตร์พน้ื ฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลายทพี่ ฒั นาขึน้ สามารถนำไปใชใ้ นกิจกรรมการเรียนรู้ได้
19
บทที่ 3
วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาดนตรี โดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนเรื่อง
ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ผูร้ ายงานไดด้ ำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
3. ขน้ั ตอนการสรา้ งและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือ
4. วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
5. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
6. สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ประชากร คอื นักเรยี นทกี่ ำลงั ศึกษาอยู่ระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนวัดหนัง สงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 53 คน
กลมุ่ ตัวอยา่ ง คอื นักเรียนที่กำลงั ศึกษาอยู่ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/2 ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนวัดหนัง สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
กรงุ เทพมหานคร จำนวน 27 คน
2. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการศึกษา
1. บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรือ่ ง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย
2. แบบทดสอบวดั ผลทางการเรยี นเรียนรเู้ ป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือกจำนวน 10
ข้อ
3. ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะ
1. การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เรอื่ ง ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย สำหรบั
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 มขี น้ั ตอนการสร้างดงั นี้
1.1 ศึกษาหลักสูตร เอกสาร ตำรา ขอบข่าย สาระกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4
1.2 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การ
เรยี นร้ใู นหลักสูตรและเนอ้ื หา
1.3 ดำเนินการสร้างบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เรื่อง ประเภทของเครอื่ งดนตรีไทย
สำหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4
20
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น มีขน้ั ตอนการสรา้ งดังน้ี
2.1 ศึกษาหลกั การและเทคนิคในการสร้างแบบทดสอบจากเอกสารการวัดและประเมินผล
ต่างๆ
2.2 สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ซึ่งมีลักษณะเป็น ปรนัย
จำนวน 10 ขอ้ กำหนดการใหค้ า่ คะแนน ตอบถกู ได้ 1 คะแนน และตอบผดิ ได้ 0 คะแนน
4. วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1. ทดสอบก่อนเรียนดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกอ่ นเรยี น (Pre-test) เรอื่ ง
ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 จำนวน 10 ข้อ
2. ดำเนินการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน เรอ่ื ง ประเภทของเคร่อื งดนตรี
ไทย สำหรับนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
3. เมอ่ื สน้ิ สดุ การเรียนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เรื่อง ประเภทของเครื่องดนตรี
ไทย สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้กลุม่ ตัวอยา่ ง ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test)
โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เพือ่ ดผู ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี น
5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรยี นด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง ประเภทของ
เครื่องดนตรีไทย สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ รอ้ ยละ (Percentage) ค่าเฉลย่ี
(Mean) และค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
6. สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
คา่ เฉลี่ย
X = X
N
X = คา่ เฉลี่ยของคะแนน
X = ผลรวมของคะแนน
N = จำนวน
สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
S.D. = N x2 − ( x)2
N(N −1)
S.D. = สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
(X - X) = ผลรวมของคะแนนลบด้วยคะแนนเฉลยี่
N= จำนวน
21
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าดนตรี โดยใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เร่อื ง
ประเภทของเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผู้รายงานขอนำเสนอผลการ
วเิ คราะห์ข้อมลู ดังน้ี
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
รายงานการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าดนตรี บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เร่ือง
ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 มีผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นก่อน-หลังวิชาดนตรี โดยใช้บทเรยี น
คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เรอ่ื ง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4
นกั เรยี น คะแนนก่อนเรยี น คิดเปน็ ร้อยละ คะแนนหลังเรียน คิดเปน็ รอ้ ยละ คะแนน
คนที่ (10 คะแนน) (10 คะแนน) ความกา้ วหนา้
16 60.00
25 50.00 10 100.00 +4
35 50.00
46 60.00 8 80.00 +3
56 60.00
65 50.00 10 100.00 +5
75 50.00
84 40.00 10 100.00 +4
94 40.00
10 5 50.00 10 100.00 +4
11 3 30.00
12 6 60.00 8 80.00 +3
13 4 40.00
14 5 50.00 10 100.00 +5
15 4 40.00
16 5 50.00 8 80.00 +4
17 5 50.00
18 4 40.00 8 80.00 +4
19 5 50.00
20 5 50.00 8 80.00 +3
7 70.00 +4
10 100.00 +4
8 80.00 +4
10 100.00 +5
8 80.00 +4
9 90.00 +3
9 90.00 +3
8 80.00 +4
10 100.00 +5
9 90.00 +4
22
นักเรยี น คะแนนก่อนเรยี น คิดเปน็ รอ้ ยละ คะแนนหลงั เรยี น คิดเป็นร้อยละ คะแนน
คนที่ (10 คะแนน) (10 คะแนน) ความกา้ วหน้า
21 5 50.00
22 5 50.00 10 100.00 +5
23 4 40.00
24 6 60.00 10 100.00 +5
25 5 50.00
26 4 40.00 8 80.00 +4
เฉลี่ย 4.85 48.46
9 90.00 +3
9 90.00 +4
10 100.00 +6
9.00 90.00 4.08
จากตาราง พบว่า ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เร่ือง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ
4.85 คดิ เปน็ ร้อยละ 48.46 สว่ นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงั การเรียนดว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วย
สอน เร่อื ง ประเภทของเคร่อื งดนตรีไทย ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 มีคะแนนเฉลยี่ เทา่ กับ
9.00 คิดเป็นร้อยละ 90.00 เม่ือเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน
พบวา่ นกั เรยี นมีความกา้ วหน้าทางการเรยี น มีค่าเฉลย่ี เทา่ กับ +4.08
ตารางท่ี 2 ผลคะแนนการทำแบบฝกึ หัดจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
เรอ่ื ง ประเภทของเครอ่ื งดนตรไี ทย ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 แบบฝึก
นกั เรียน แบบฝึกที่ 1 แบบฝกึ ที่ 2 แบบฝึกท่ี 3 แบบฝึกท่ี 4 แบบฝึกที่ 5 รวม ร้อยละ
คนท่ี
(10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (50 คะแนน) 94.00
1 88.00
2 9 9 9 10 10 47 90.00
3 9 9 8 9 9 44 84.00
4 9 9 8 10 9 45 84.00
5 8 8 8 9 9 42 86.00
6 8 8 8 9 9 42 92.00
7 8 8 9 9 9 43 94.00
8 9 9 9 9 10 46 90.00
9 9 9 9 10 10 47 84.00
10 9 9 9 9 9 45 88.00
11 8 8 8 9 9 42 86.00
12 8 8 9 9 10 44 76.00
13 8 8 9 9 9 43 90.00
14 7 7 7 8 9 38
9 9 9 9 9 45
23
นักเรียน แบบฝึกที่ 1 แบบฝึกท่ี 2 แบบฝกึ ที่ 3 แบบฝึกที่ 4 แบบฝึกท่ี 5 รวม รอ้ ยละ
คนท่ี
(10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (10 คะแนน) (50 คะแนน) 88.00
15 86.00
16 8 8 9 9 10 44 82.00
17 8 8 9 9 9 43 84.00
18 8 8 9 8 8 41 94.00
19 8 8 8 9 9 42 80.00
20 9 9 9 10 10 47 82.00
21 8 8 8 8 8 40 92.00
22 8 8 9 8 8 41 88.00
23 8 9 9 10 10 46 84.00
24 8 8 9 9 10 44 84.00
25 8 8 8 9 9 42 92.00
26 8 8 8 9 9 42 87.00
เฉลยี่ 9 9 9 9 10 46
8.31 8.35 8.58 9.03 9.23 43.50
จากตาราง พบว่า ในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 43.50 คิดเป็นร้อยละ 87.00 เมื่อ
พิจารณาแต่ละแบบฝึก พบว่า แบบฝึกที่ 1 มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 8.31 แบบฝึกที่ 2 มีคะแนน
เฉลี่ยเท่ากับ 8.35 แบบฝึกท่ี 3 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.58 แบบฝึกท่ี 4 มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ
9.03 และแบบฝกึ ที่ 5 มีคะแนนเฉลย่ี เท่ากับ 9.23
24
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี โดยใช้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน เร่ือง ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 มีลำดับ
ข้นั ตอนการศกึ ษาดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา
2. ขอบเขตของการศึกษา
3. ตวั แปรที่ใช้ในการศึกษา
4. เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการศึกษา
5. ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ
6. สรุปผลการศกึ ษา
7. อภปิ รายผล
8. ข้อเสนอแนะ
1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา
เพ่อื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนเร่อื ง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
2. ขอบเขตของการศกึ ษา
ประชากร คือ นกั เรยี นทก่ี ำลงั ศึกษาอยู่ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2565
โรงเรียนวดั หนัง สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน
กลมุ่ ตวั อยา่ ง ได้แก่ นกั เรียนทีก่ ำลังศกึ ษาอยู่ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4/2 ปีการศกึ ษา
2565 โรงเรียนวัดหนัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน
26 คน ไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive sampling)
3. ตัวแปรที่ศึกษาในการศกึ ษา
ตวั แปรต้น ได้แก่ การสอนดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเรื่อง ประเภทของเครื่องดนตรี
ไทย สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
เรอ่ื ง ประเภทของเครอื่ งดนตรไี ทย สำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4
4. เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการศกึ ษา
1. บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เร่ือง ประเภทของเคร่ืองดนตรไี ทย
2. แบบทดสอบวัดผลทางการเรียนเรียนรู้เปน็ แบบปรนัย ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 10
ขอ้
25
5. ข้ันตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ
1. การพฒั นาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
การพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เร่ือง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับ
นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 มีขน้ั ตอนการสรา้ งดังนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตร เอกสาร ตำรา ขอบข่าย สาระกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4
1.2 กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การ
เรยี นรู้ในหลกั สตู รและเนือ้ หา
1.3 ดำเนินการสร้างบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เร่ือง ประเภทของเครอ่ื งดนตรีไทย
สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4
2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น มขี น้ั ตอนการสร้างดงั น้ี
2.1 ศกึ ษาหลักการและเทคนคิ ในการสรา้ งแบบทดสอบจากเอกสารการวดั และประเมินผล
ตา่ งๆ
2.2 สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ซึ่งมีลักษณะเป็น ปรนัย
จำนวน 10 ขอ้ กำหนดการใหค้ ่าคะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน และตอบผดิ ได้ 0 คะแนน
6. สรุปผลการศึกษา
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง ประเภทของเครื่องดนตรีไทย สำหรับ
นกั เรยี น ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรียนและหลัง
เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05
7. การอภิปรายผล
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์เร่ือง ประเภทของเคร่ืองดนตรีไทย สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 ท้ังนี้เน่ืองการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง
ประเภทของเคร่ืองดนตรไี ทย สำหรับนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 เปน็ ลักษณะการจัดกิจกรรมที่
ใช้เทคโนโลยีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีการโต้ตอบในลักษณะของส่ือประสม (Multimedia)
เน้นให้ผเู้ รียนได้เรียนดว้ ยตนเอง ตามความรู้ ความสามารถของผู้เรียนเนื้อหาโครงสร้างของบทเรียน
เน้นการจัดกิจกรรมในบทเรียนท่ีเหมาะสมกับผู้เรียนและธรรมชาติของเนื้อหาวิชา โดยมีส่วนท่ีคอย
แนะนำให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของเน้ือหาเพ่ือให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเอง
รวมท้ังมีการจดั ลำดับความยากงา่ ย เป็นการจัดลำดับเน้ือหาของบทเรียนโดยคำนึงถึงความเหมาะสม
ของพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนอีกด้วย นักเรียนสามารถศึกษา ทบทวน ทำแบบทดสอบ
ก่อนเรียน-หลังเรียน และทำแบบฝึกเสริมทักษะด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการ
เรียนรู้ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของตนเอง เป็นการเรียนท่ีตอบสนองความ
แตกต่างระหว่างบุคคล และตามศักยภาพของผู้เรียน ซ่ึงสอดคล้องกับแนวการจัดการเรียนรู้ตาม
26
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 และการจัดการเรียนการสอนใน
ศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการจัดการเรยี นรู้เปน็ กระบวนการที่สำคัญในการนำหลักสูตรส่กู ารปฏิบัติในช้ัน
เรียนเพ่ือทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดน้ัน ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัดการเรียนรู้ท่ี
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ใช้ส่ือประกอบการเรียนรู้ แหล่งการ
เรียนรู้ ซ่ึงเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาการจัดการ
เรียนรู้ให้เกิดคุณภาพสูงสุดต่อผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 8) และสอดคล้องกับ
ผลงานวิจัยของลินิน แสนปลื้ม (2554 : บทคัดย่อ) และประจักษ์ อะนันทา (2554 : บทคัดย่อ) ท่ี
พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนท่ีเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าผู้เรียนที่
เรียนดว้ ยวธิ ีสอนแบบปกติอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01
8. ข้อเสนอแนะ
การจดั การเรยี นรู้โดยใช้บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน ครูผู้สอนต้องให้ความสำคญั กับ
ศกั ยภาพ
และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ผ้เู รยี นบางคนอาจเรียนรู้ได้อย่างรวดเรว็ แต่ผ้เู รยี นบางคนอาจ
เรียนร้ไู ด้ช้า ซึ่งครูต้องใหค้ วามสำคัญกบั ผเู้ รยี นท่เี รยี นรไู้ ดช้ ้า โดยอาจให้เรียนแบบซ้ำๆ หลายๆ
ครง้ั และทำแบบฝึกเพ่มิ เติม เพื่อให้ผเู้ รยี นเกิดความเขา้ ใจมากข้นึ
ข้อเสนอแนะเพ่อื การศกึ ษาคร้ังตอ่ ไป
1. ควรมกี ารสร้างบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในกลุ่มสาระการเรยี นรูอ้ ื่นๆ เพอื่ ใช้
เปน็ สอื่ ประกอบการเรียนการสอน
2. ควรมกี ารเปรียบเทยี บระหวา่ งการเรียนการสอนโดยใช้วธิ ีการสอนแบบตา่ งๆ กับการ
สอนโดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
27
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐานพทุ ธศกั ราช
2551. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทยจำกัด.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานพทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ ุมนมุ สหกรณ์การเกษตร
แห่งประเทศไทยจำกัด.
ประจักษ์ อนนั ทา. 2554. “ผลของการใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เรอื่ ง ลำดับเลขคณิต
ทีม่ ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นสาธิตแหง่ มหาวทิ ยาลยั
ราชภัฏหมู่บา้ นจอมบงึ จังหวดั ราชบุรี” วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาการศึกษามหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลัยราชภฏั จอมบึง.
ราชกิจจานเุ บกษา. (2553). พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2553.
กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ สำนักนายกรฐั มนตรี.
ลนิ ิน แสนปลืม้ . 2554. “ผลการใชบ้ ทเรียนคอมพวิ เตอร์มัลติมีเดียต่างกนั 2 รปู แบบบนเครอื ขา่ ย
อินเตอรเ์ น็ตของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5.” วิทยานิพนธป์ ริญญาการศึกษามหาบัณฑติ
สาขาวชิ าเทคโนโลยีการศึกษา, มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรว์ ิโรฒ.
วฒุ ชิ ัย ประสารสอย. 2543. บทเรียนคอมพวิ เตอรชวยสอน นวตั กรรมเพอ่ื การศึกษา.พมิ พคร้ังท่ี 2.
กรงุ เทพฯ : หางหุนสวน วีเจ พริ้นตงิ้ .
28
ภาคผนวก
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45