The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการศึกษาค้นคว้า55555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by noname098999, 2022-09-20 10:37:27

รายงานการศึกษาค้นคว้า55555

รายงานการศึกษาค้นคว้า55555

2

รายงานการศึกษาคน้ ควา้
เร่อื ง ชาติพันธุ์ชนเผ่า (ปกาเกอะญอ)

เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอีย่ ม

จดั ทำโดย
สามเณร จกั รพนั ธุ์ แบเจ รหัส 6310540211003
สาขาเอกการสอนภาษาอังกฤษ ช้นั ปที ี่ 3 หอ้ ง 1

รายงานฉบับนเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ของการศึกษา
วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษาค้นควา้ รหัสวชิ า GE4005

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

คณะศกึ ษาศาสตร์ สาขาเอกการสอนภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตล้านนา

คำนำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการศึกษารายวิชา วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือ
การศึกษาค้นคว้า GE4005 ภาคเรียนท่ี1 ปีการศึกษา 2565 เรื่องชาติพันธุ์ชนเผ่า (ปกาเกอะญอ)
เนื้อหาประกอบ ประวัติ/ที่มา, วิถีชีวิต,การแต่งกาย อาหาร ประเพณี เครื่องดนตรี ศาสนาและ
ความเชอื่ ของกลมุ่ ชาติพันธ์กุ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) และผูจ้ ดั ทำมีจุดประสงค์เพ่อื เผยแพร่เน้ือหา
เกี่ยวกับประวัติ/ที่มา, วิถีชีวิต,การแต่งกาย อาหาร ประเพณี เครื่องดนตรี ศาสนาและความเช่ือ
ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ะเหร่ียง (ปกาเกอะญอ) สาเหตทุ ่ีผ้จู ดั ทำเลือกเร่ืองนี้มาเสนอเนอ่ื งจากมีเน้ือหาที่
นา่ สนใจและควรศึกษา
ผจู้ ดั ทำหวงั วา่ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ สาโรช สะอาดเอีย่ ม อาจารยผ์ ู้สอนในรายวชิ าเทคโนโลยี
สารสนเทศเพ่ือการศกึ ษาค้นคว้า GE4005 ระดบั ชั้นปีที่3 และผอู้ ่านรายงานเล่มน้ีจะได้ความรู้และ
เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเกี่ยวกับประวัติ/ที่มา, วิถีชีวิต,การแต่งกาย อาหาร ประเพณี เครื่อง
ดนตรี ศาสนาและความเชื่อ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) หากรายงานฉบับนี้
ผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องประการใด ทางผู้จัดทำ น้อมรับคำติชมและจะนำไปปรับปรุงและ
พัฒนาต่อไป

ผ้จู ัดทำ
สามเณรจกั รพันธุ์ แบเจ
(นักศึกษาชั้นปที ี่3 การสอนภาษาองั กฤษ)

สารบัญ

เรอ่ื ง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
บทนำ 1
ประวตั /ิ ท่มี าของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์กุ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) : 2

→ประวัตศิ าสตรจ์ ากการบนั ทกึ ของผปู้ กครองรัฐสยาม นกั เดินทางและมชิ ชันนารี 3
→ความสัมพันธร์ ะหว่างกะเหร่ียงกับอาณาจักรเพ่อื นบ้านใกล้เคียง 6
→การเผยแผ่ศาสนาของชาวตะวนั ตกกับชาวกะเหร่ยี ง 9
วถิ ีชีวิตของกลุ่มชาติพนั ธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) : 11

 วิถีชมุ ชนวถิ ีการเกษตรนาขา้ ว ไร่หมุนเวียน สวนและการเล้ียงสัตว์ 12
การสบื ผแี ละมรดกของกลมุ่ ชาติพันธุก์ ะเหรีย่ ง (ปกาเกอะญอ) : 13
การแต่งกายของกล่มุ ชาตพิ นั ธุก์ ะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) : 13

 การแต่งกายของผู้หญิง 13
 การแตง่ กายของชาย 15
อาหารของกลุม่ ชาติพันธ์ุกะเหรย่ี ง (ปกาเกอะญอ) : 16
ประเพณแี ละเทศกาลสำคัญของกลุม่ ชาตพิ ันธุ์กะเหร่ียง (ปกาเกอะญอ) : 16

 ประเพณเี ลย้ี งผีของกลมุ่ ชาติพนั ธ์กุ ะเหรย่ี ง (ปกาเกอะญอ) : 19
 ประเพณีอืน่ ๆ ของกลมุ่ ชาตพิ ันธก์ุ ะเหรย่ี ง (ปกาเกอะญอ) : 20
21
• พิธีมัดมอื ทำขวญั

• กปี่ หึ๊ น่าจึ๊ (ปกาเกอะญอ) หรอื พธิ ที ำขวญั ให้ควาย 21
• ถางซีไกงย หรอื พธิ ไี ลส่ ิ่งช่ัวโรคภัยไขอ้ อกจากหมบู่ ้าน 21
การขึ้นปีใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหร่ียง (ปกาเกอะญอ) : 22

 นี ซอ โข่ หรอื พธิ ขี ึน้ ใหม่ 22
เครื่องดนตรขี องกลุ่มชาติพันธุก์ ะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) : 24
ศาสนาและความเช่อื ของกล่มุ ชาติพันธก์ุ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) : 24

 ความเช่อื เรื่องขวัญ 25
บรรณานุกรม ค
ภาคผนวก ง
ประวัตผิ จู้ ัดทำ จ

2

บทนำ

กะเหรี่ยง เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดมิ ของภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภมู ิ) มีหลักแหล่ง
อยู่บริเวณหุบเขา ลุ่มน้ำสาละวิน มีแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำสายหลัก แม่น้ำสาละวินมีต้นน้ำอยู่
ทิเบต เช่นเดียวกับแม่น้ำโขง แล้วไหลคู่กันลงทางทิศใต้ตั้งแต่ต้นจนปลาย ถือเป็นแม่น้ำสายหลัก
ร่วมกันของสุวรรณภูมิ (บุญช่วย ศรีสวัสด์ิ, 2506) "กะเหรี่ยง" เป็นคำที่หมายรวมถึง กลุ่มที่เรียก
ตนเองว่า ปกาเกอะญอ (จกอว์) โพล่ง (โผล่ว) กะยาห์ กะยัน บแว และปะโอ ที่อาศัยอยู่ใน
ภาคเหนือประเทศไทย การตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยประชากรกะเหรี่ยง หรือชุมชนปกาเกอะญอ ตั้ง
ถิ่นฐานชุมชนถิ่นที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่าง ๆ อาณาบริเวณจังหวัดรอยต่อระหว่างตะเข็บชายแดน
ระหว่างประเทศไทยกบั ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เริ่มตั้งแตจ่ ังหวดั ภาคตะวนั ตกถงึ
จนถึงภาคเหนือประเทศไทย ก่อนการแบ่งแนวเขตแดนประเทศไทยระหว่างประเทศพม่าหรือ
สาธารณรฐั เมยี นมากบั ประเทศไทย

"กะเหรี่ยง" เป็นชื่อที่คนไทยในภาคกลางใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณ
รอยต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า พม่าเรียกว่า "กะยิ่น" คนไทยในรัฐฉานแห่งสหภาพ
พม่าและคนไทยในภาคเหนือเรียก "ยาง" กลุ่มที่อาศัยอยู่ในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ เรียกว่า "กะหร่าง" (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยา
แห่งชาติ 2518: 1) กะเหรี่ยงยังเป็นคำที่คนมอญใช้เรียกกลุ่มที่อาศัยบริเวณพื้นที่ป่าที่อยู่โดยรอบ
บริเวณเมอื งของคนมอญปจั จุบนั เป็นบริเวณพ้ืนที่พรมแดนไทย-พม่า อาจมกี ารใช้อกี คำหนง่ึ คือ กะ
หรา่ ง ซ่ึงหมายถึงกลมุ่ เดียวกันแต่มีลกั ษณะแตกตา่ งออกไป เช่น ภาษา การแตง่ กาย เปน็ ตน้ คำว่า
กะเหรี่ยงใช้กับกล่มุ โปว์ซ่งึ มีที่อยู่อาศัยใกล้ชิดกบั คนมอญ ในขณะที่กะหรา่ งใชเ้ รียกกลุ่มสะกอท่ีอยู่
ห่างออกไปจากพื้นที่สูงทางเหนือ คนไทยใช้คำว่ากะเหรี่ยงตามคนมอญแต่เมื่อพม่านำไปใช้
กลายเป็นคำว่า "คะหยิน่ " ภาษาองั กฤษใชค้ ำว่า Karen คนทพ่ี ดู ภาษาไตทางตอนเหนือจะเรียกคน
ที่อยู่บริเวณพื้นที่ป่าเขาใกล้เมืองของเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่บริเวณพรมแดนไทย-พม่า ว่า "ยาง"
ซึ่งจะมคี ำขยายเพือ่ บง่ บอกถึงลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกัน เช่น ยางขาว ยางแดง ซึง่ คนไทยภาคเหนื

(คนเมือง) ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับคนไตกจ็ ะเรียกยางเหมอื นกัน การเรียกชื่อว่า "คะหยิ่น" มีนัยของความ
ป่าเถอ่ื นเช่นเดียวกับคำว่า "กะเหรี่ยงหรอื ยาง" มีนยั ของความเปน็ คนลา้ หลัง

3

ประวตั /ิ ทีม่ าของกล่มุ ชาติพนั ธกุ์ ะเหรยี่ ง (ปกาเกอะญอ) :
ประวตั ศิ าสตร์จากการบนั ทึกของผ้ปู กครองรฐั สยาม นักเดนิ ทางและมิชชันนารี

คนกะเหรี่ยงหรือคนกะยิ่นที่อยู่รอยต่อพม่าและไทยนั้น จากหนังสือ The Thousand
Miles (Hallett 1988: 9-30) มีนักสำรวจมิชชันนารีได้สำรวจเส้นทางรถไฟตั้งแต่มันดาเลย์จนถึง
จังหวดั เชยี งราย ไดเ้ ดนิ ตามเส้นทางลุ่มน้ำสาละวินขึ้นมาข้ามแม่น้ำเมย ตามแม่น้ำแม่ปิงและขึ้นไป
จนถึงเชียงราย เป็นการสำรวจเส้นทางของมิชชันนารีและนักสำรวจเส้นทางที่จะทำทางรถไฟผ่าน
จากพมา่ ไปยงั ทางใต้ประเทศจีนโดยผ่านสามเหลยี่ มทองคำ ได้เหน็ วา่ ชาวกะเหร่ียงทีอ่ ย่อู าศัยอยู่ใน
บริเวณตะเข็บชายแดนระหว่างสยามกับอาณาจักรของพม่านั้นมีอยู่มากมายและมีความ
หลากหลาย เป็นกลุ่มชนที่มีการทำมาหากินที่อาศัยอยู่ทั้งพื้นราบและพื้นที่ที่เป็นภูเขา ชาว
กะเหร่ยี งท่อี ยู่ตามหมู่บา้ นตา่ ง ๆ ก็จะมีภาษาพดู ท่ีแตกตา่ งกันออกไป

ดังนั้นในช่วงแรกของประวัติศาสตร์ล้านนาจะเห็นว่าชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่
บริเวณใกล้กับเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเจ้านายฝ่ายเหนือและอังกฤษที่เข้ามาปกครองบริเวณ
ประเทศพม่ามีความสัมพันธ์ที่ดีผ่านการทำป่าไม้ร่วมกัน โดยผ่านทางบริษัทบอร์เนียว เป็นการ
เชื่อมโยงคนกะเหรี่ยงที่ข้ามไปมาระลอกที่สองนี้มากขึ้น เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาและมีวัฒนธรรม
ใกล้เคียงกับผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของแม่น้ำสาละวิน แต่เมื่ออังกฤษไดเ้ ข้ามาและ
ให้กำหนดเขตแดนการกำหนดให้แม่น้ำสาละวนิ เปน็ เขตแดนระหว่างอังกฤษกับสยาม จึงทำให้ชาว
กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมยกลายเป็นพลเมืองของสองรัฐ
ชาตทิ ี่แตกต่างกนั ออกไป ทงั้ น้ี นับตง้ั แต่จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอนลงไปถงึ จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ ซ่ึงเป็น

4

ที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงทั้งสิ้น การที่เป็นคนสองฝั่งในสมัยอาณานิคมนี้จึงเป็นการเริ่มสร้าง
ความแตกต่างของคนกะเหรี่ยงของทั้งสองกลุ่ม คือกลุ่มท่ีอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าและกล่มุ
ที่อยู่ฝั่งสยาม เป็นต้น ในหนังสือของนักสำรวจที่ดินทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนรัฐกะยาหรือรัฐ
กะเหรี่ยงแดงเคยทำสัมพันธไมตรีกับเจ้านายฝ่ายเหนือกับผู้นำกะเหรี่ยงแดงในบริเวณแถบแม่น้ำ
สาละวินว่าจะเป็นผู้ท่ีซื่อสัตย์ ไม่สามารถที่จะทำการสู้รบกัน โดยการฆ่าควายและแบ่งเขาควาย
ออกเป็นสองชน้ิ ใหเ้ ป็นสัญลกั ษณ์ของความสัมพันธภาพของสยามกบั ยางแดง

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าแต่เดิมกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในดินแดนด้านตะวันออกของทิเบต
แล้วมาตั้งอาณาจักรอยู่ในประเทศจีนเมื่อ 733 ปีก่อนพุทธกาล หรือประมาณ 3238 ปีล่วงมาแล้ว
ชาวจนี เรยี กชนชาติโจว ภายหลงั ถกู กษัตริยใ์ นราชวงศ์จนิ๋ รกุ รานเม่อื พ.ศ. 207 จึงหนีลงมาอยู่ตาม
ลำน้ำแยงซี เกิดปะทะกับชนชาติไทยจึงถอยร่นลงมาอยู่ตามลำแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินในเขต
ประเทศพม่า และเนื่องจากการอยู่พื้นราบมักถูกรบกวนเสมอจึงพากันอพยพไปอยู่ตามป่าลึกและ
ภูเขาเพราะเมื่อเกิดสงครามทำให้หลบหนีได้สะดวก กะเหรี่ยงเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ตอนใต้ก่อนชน
ชาตไิ ทย อาศยั อย่ใู นไทยก่อนทีไ่ ทยจะเคลอื่ นยา้ ยลงมาสู่แหลมสุวรรณภมู ิ แต่มีจำนวนน้อยและเข้า
มาอยู่ภายหลังละว้าหรือลัวะ ดังปรากฏข้อความอยู่ในตำนานพระธาตุและพงศาวดารเมืองเหนือ
หลายฉบับว่านอกจากพวกละว้าหรือลัวะแล้วยังมีพวกยางหรือกะเหรี่ยงอยู่ตามป่ารอบ ๆ เมือง
กะเหรี่ยงอพยพเข้ามาอยู่ในไทยเป็นจำนวนมากในสมัยเมื่อพระเจ้าอลองพญา (อ่องเจยะ) ทำ
สงครามกับพวกมอญ เมื่อมอญพ่ายแพ้จึงถูกตามล่าฆ่าฟันหมายจะให้มอญสูญสิ้นไป ซึ่งเวลานั้น
กะเหรี่ยงเป็นมิตรกับมอญจึงได้ให้ที่พักอาศัยและที่หลบภัยแก่มอญแต่เมื่อพม่ายกทัพติดตามมา
กะเหรย่ี งเกรงภัยจึงพากันอพยพเข้าสู่เขตไทย ส่วนการอพยพเข้ามาอีกคร้ังหน่ึงคือเม่ือครั้งอังกฤษ
ยึดพม่าได้ใน พ.ศ. 2428 จ่อละผ่อ หัวหน้ากะเหร่ียงไม่ยอมอ่อนข้อให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษส่ง
กองทพั ใหญม่ าปราบปรามกะเหรี่ยงจึงพากันเข้ามาอยู่ในไทย (สำนกั งานเลขานกุ ารคณะกรรมการ
ปฏิบตั ิการจิตวทิ ยาแห่งชาติ 2518: 2)

บางกลุ่มเชื่อว่าชาวกะเหรี่ยงอพยพมาจากดินแดนทิบิกอบิ[1] ซึ่งเป็นทะเลทรายโกบีใน
ประวัติศาสตร์ของโลกนั้น จึงถูกรวมให้เป็นชนชาติหนึ่งในแถบมองโกเลีย แถบประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ของชาวกะเหรี่ยงท่ีอพยพเขา้ มาสู่ดินแดนแถบลุ่มน้ำสาละวินและอาศัยอยู่สองฟาก
ฝั่งสาละวินเป็นการตั้งชุมชนของตน ชาวกะเหรี่ยงจึงมีหลากหลายภาษา หากย้อนกลับไปศึกษา

5

บริเวณพม่าและไทยนั้นมีกะเหรี่ยงที่รวมกันอยู่ทั้งที่เรียกว่า "กะยา" "คะเรนนี" ซึ่งอาศัยตั้งแต่บน
ภูเขาจนถงึ ทะเล ในประวัตศิ าสตร์ของคนกลุ่มนไี้ ดอ้ าศัยอย่บู ริเวณภาคตะวนั ออกของไทยหรือภาค
ตะวันตกของพม่าทำใหก้ ลายเป็นกลุ่มชนท่ีอาศัยอยู่ระหวา่ งตะเข็บชายแดนตลอดมา แต่การสร้าง
อารยธรรมของชนกลุ่มนี้เป็นการกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม่สามารถรวมตัวกันได้ และเนื่องจาก
ความหลากหลายทางภาษา วฒั นธรรม จงึ ได้แยกตวั กระจายกันออกไป (Renard 1980)

จากข้อมูลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2555) กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มี
จำนวนมากท่ีสุดในประเทศไทย อาศัยอย่หู นาแน่นในพนื้ ที่ป่าเขาทางทศิ ตะวันตกของประเทศไทย
บริเวณชายแดนไทย-พม่า ปัจจุบันอาศัยอยู่ใน 16 จังหวัดได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย
แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี
เพชรบรุ ี และประจวบครี ขี ันธ์ กะเหรี่ยงมถี ่ินฐานดัง้ เดมิ อยตู่ อนเหนอื ของประเทศพม่าและไทยเม่ือ
600-700 ปีมาแล้ว ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณรอบเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 8 สาเหตุสำคัญของการ
อพยพเนื่องจากความกดดันทางด้านการเมอื ง โดยเฉพาะความขัดแย้งกบั ชาวพมา่ ท่ีต้องการให้อยู่
ภายใต้การปกครองของตนเอง แต่ชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมตอ้ งการที่จะมีอิสระหรือรฐั อิสระ ดังนั้นจงึ
เกิดการสู้รบฆ่าฟันกับพม่ามาโดยตลอด ชาวกะเหรี่ยงถูกกดขี่อย่างหนักปราศจากความคุ้มครอง
ถูกพมา่ จบั ไปเป็นทาส ถกู รอ้ ยเอน็ หวายท่ขี อ้ เท้ากันหลบหนี และยังถูกบงั คบั ใหเ้ สยี ภาษรี ายตัวโดย
จา่ ยดว้ ยของป่าแทนการรบั ใช้พม่า จากการถกู ข่มเหง ถกู รังแกจากพมา่ จึงเป็นสาเหตุสำคัญท่ีทำให้
เกิดการอพยพย้ายถ่นิ ฐานบ่อย ๆ นอกจากกล่มุ กะเหรย่ี งทีต่ ัง้ ถิ่นฐานอยใู่ นฝ่ังตะวนั ออกของแม่น้ำ
สาละวินมายาวนานแล้ว การอพยพครั้งใหญ่ของกะเหร่ียงเขา้ สู่ดินแดนที่ปัจจบุ ันเป็นประเทศไทย
จึงเกิดขึ้นราว 200 กว่าปีมาแล้ว ตามที่มีบันทึกไว้ประมาณปี พ.ศ. 2317-2318 ซึ่งเป็นปีที่พระ
เจ้าอลองพญา (อ่องเจยะ) ทำสงครามกับพวกมอญ เพื่อทำการยึดอำนาจและดินแดนของมอญ
เมอื่ มอญแพ้กะเหรี่ยงซงึ่ เป็นมติ รกบั มอญจงึ พากันอพยพหลบหนขี า้ มเขามายังฝงั่ ไทย ในการอพยพ
นั้นทำให้เกิดความยากลำบากและการพลัดพรากของกะเหรี่ยงจำนวนมากจากการไล่ล่าของพม่า
ซ่ึงตามตำนานกะเหร่ียงได้แตกออกเปน็ 3 กลุ่ม กลุม่ แรกไดถ้ กู พม่าตอ้ นไปเปน็ จำนวนเรียงแถวได้
7 คดแม่นำ้ กลุ่มทีส่ องไดถ้ ูกกวาดต้อนไปกับเรืออังกฤษ 7 ลำ และกล่มุ ทสี่ ามไดเ้ ดินทางข้ามมาอยู่
ฝั่งไทยเป็นจำนวนถึง 7 จะคอง (ตำบล) กลุ่มที่ข้ามมาฝั่งไทยได้เดินทางไปกับมอญถึงเมือง
สุพรรณบุรี ราชบุรีและอทุ ัยธานี และอีกกลุม่ หนึ่งต้ังหลักปักฐานอยู่บริเวณป่าแถบกาญจนบุรแี ละ
ตาก (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี 2534: 29-32) ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีและตากน้ัน

6

ภายหลังได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทางภาคตะวันตกของไทยมาตั้งแต่อดีต และยังมีเจ้า
เมืองท่เี ปน็ กะเหรี่ยงอกี ด้วย และอพยพอีกครง้ั ประมาณปี พ.ศ. 2428 เมือ่ องั กฤษยึดครองประเทศ
พมา่ ซงึ่ กะเหร่ยี งอาศยั อยหู่ นาแนน่ บริเวณตน้ น้ำสาละวนิ ทางทิศตะวนั ออกและบริเวณต้นน้ำแม่ปิง
กระจายทางเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่ภาคเหนือของไทยถึงบริเวณคอคอดกระ จังหวัด
ประจวบครี ขี นั ธ์ (กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร 2555)

ความสัมพันธ์ระหวา่ งกะเหร่ยี งกบั อาณาจกั รเพ่อื นบา้ นใกล้เคียง

งานศกึ ษาของ Keyes (1979) ทไี่ ดศ้ กึ ษาประวตั ศิ าสตร์ความสัมพนั ธ์ ของกลุม่ ชาตพิ ันธุ์
กะเหร่ียงกบั ลา้ นนาและความสัมพันธ์กับยวน ซ่งึ จากประวตั ศิ าสตร์ความสมั พันธท์ ้ังสองกลุ่มได้ถูก
บันทึกไว้ในพงศาวดารในศตวรรษที่ 13 และในศตวรรษที่ 17 โดยบันทึกของพระยาดำรงราชานุ
ภาพ เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจระหว่างการค้าขาย ไม้สัก ของป่า เนื่องจาก
บริเวณชายแดนที่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอาศัยอยู่มีไม้สักจำนวนมาก และยังได้กล่าวถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ของสยามกับกะเหรี่ยงที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและได้มอบหมาย
ตำแหนง่ สำคัญ ๆ ในการเปน็ เจ้าเมืองตา่ ง ๆ ให้คนกะเหรยี่ งอกี ดว้ ย

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับอาณาจักรล้านนาได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ
พงศาวดารโยนก ในปริเฉทที่ 24 ได้พูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง (ยาง) ในสมัยที่พระเจ้ากาวิละ
ในขณะที่อาณาจักรล้านนาถูกทิ้งร้างให้เป็นป่า จากการพ่ายแพ้ต่อสงครามกับพม่า พระยาวชิร
ปราการกาวิละกับพวกพ้องจึงต้องการกำลังพลเพือ่ มาตั้งบ้านเมืองขึ้นใหม่ จึงได้เอาถ้วยชามดี 40
ใบ ไปเป็นของกำนัลให้กะเหรย่ี ง (ยาง) ก๊างหัวตาด นายด่านกะเหรี่ยง (ยางแดง) เกล้ียกล่อมให้มา
สวามิภักดิ์ดว้ ยและได้เกล้ียกล่อมกะเหร่ียงในที่อื่น ๆ เช่น ก๊างแสนหลวงยางหวั ด่านกะเหรี่ยงฟาก
ตะวนั ตกแมน่ ้ำคง ยางก๊างแสนหลวง ฟา้ น้อยหมวดเมือง ทลาง (ผาปูน) ใหม้ าเป็นพลเมือง เพ่ือจะ
ได้สรา้ งเมืองเชียงใหม่ที่ถกู ทง้ิ ร้างขน้ึ มาใหม่ เป็นต้น (แช่ม บญุ นาค 2507: 452-453) เชน่ เดยี วกบั
งานศึกษาของ สงวน โชติสุขรัตน์ (2515: 545-546) ได้ศึกษาจากบันทึกการทำสัญญาไมตรี
เชียงใหม่กับเมืองยางแดง (ผู้เขียนไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้บันทึกต้นฉบับเป็นใครแต่ได้นำมาจากสมุด
บันทึกประวัติเมืองเชียงใหม่ของพระยามหาหมื่น วุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม (เจดีย์หลวง) เชียงใหม่
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2496) ว่าเมื่อพระเจ้าเชียงใหมก่ าวลิ ะเป็นพระยามังราวชิรปราการกำแพงแก้ว
ได้ให้เจ้าธรรมลังกาออกไปสำรวจอาณาเขตด้านตะวนั ตกของเมืองเชียงใหม่ถึงรมิ แมน่ ้ำคง (สาละวิ

7

นฟากตะวันออก) ซึ่งเห็นว่ามีเมืองยางแดงอยู่และไม่ได้ขึ้นกับอังวะ จึงได้เจรจาเกลี้ยกล่อมให้เป็น
มิตรเพื่อที่จะได้สอดแนม ฟังข่าวและแจ้งให้เชียงใหม่ทราบว่า พม่าจะยกกองทัพมาเมื่อไหร่ จาก
แผนการป้องกันชาติบ้านเมืองดังกล่าวจึงตกลงที่จะเจริญสัมพันธไมตรีผูกมิตรต่อชนชาติกะเหรี่ยง
ทั้งนี้จะได้พึ่งพาอาศัยกัน ทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นดินแดนผืนเดียวกันกับ
อาณาจกั รล้านนาให้เป็นเมืองด่านของเชียงใหม่ด้วย จงึ ไดม้ อบใหพ้ ญาสามล้านผู้เป็นทั้งนักการทูต
และนักการทหาร โดยนำถ้วยชาม 30 ช้นิ ผา้ แพรและหนงั สอื เป็นทูตสันถวะไมตรอี อกเดนิ ทางจาก
เมืองเชียงใหม่พร้อมคณะไปเจริญสัมพันธไมตรี และได้ตั้งพิธีสัตย์สาบานตามจารีตเมืองยางแดง
โดยการล้มควายเพื่อทำพธิ ีและนำเขาควายนั้นมาผ่าเป็นสองซีก โดยซีกหนึ่งใหเ้ ป็นของยางแดงอีก
ซีกหนึ่งเป็นของเมืองเชียงใหม่ปฏิญาณต่อกันไว้ว่า "ตราบใดที่แม่น้ำคงไม่หาย เขาควายไม่ตรง ถ้ำ
ช้างเผือกไม่ยุบ เมืองเชียงใหม่กับเมืองยางแดงจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันตราบนั้น" ทั้งสองฝ่ายจึงได้
กล่าวคำสัตย์สาบานเป็นภาษาของตนและต่างเก็บเขากระบือรักษาไว้ ถือเป็นสัตย์วาจาที่มีต่อกัน
สืบต่อไปในภายภาคหน้า

ด้านชายแดนฝั่งตะวนั ตก เดิมทีกะเหรี่ยงได้ตั้งหลักปักฐานในพื้นที่ท่ีปัจจุบันเป็นจังหวดั
กาญจนบุรีและจังหวัดตาก ซึ่งชุมชนในสองจังหวัดนี้ได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทางภาค
ตะวันตกของไทย ชาวกะเหรย่ี งท่อี ย่ใู นสยามหรือประเทศไทยในปจั จุบันน้ี ได้แบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม
คือ กะเหรี่ยงที่อยูใ่ ต้อาณัติของอาณาจกั รสยามและอีกกลุ่มหนึง่ อยูใ่ ต้อาณัติของอาณาจักรล้านนา
ตามประวัติศาสตร์ของการรวมสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาจนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงในสมัยรัชกาลท่ี 5 นนั้ ชาวกะเหร่ยี งนั้นก็มกี ารแบง่ ออกเปน็ สองกลุม่ อยูแ่ ล้ว ระหวา่ งกะเหรยี่ งที่
อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรสยาม เมื่อมีการปกครองที่
พยายามรวมกันปกครองที่ส่วนกลาง ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทยตั้งแต่
จังหวัดตากไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรีนั้น อาณาจักรสยามได้รวมคนกลุ่มนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจักรสยามโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กาญจนบุรีจะมีเจ้าเมืองกะเหรี่ยงที่อยู่ตามชายแดนและใน
เวลาต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยา เช่น พระยาศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี จังหวัด
กาญจนบุรี ซ่งึ ตำแหนง่ น้ไี ด้รบั การแต่งตง้ั ขนึ้ ในรชั สมัยสมเด็จพระน่งั เกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ 3 ใน
สมัยนั้นมีกะเหรี่ยงโพล่งอาศัยอยู่ตามหัวเมืองชายแดนตลอดแนวตะวันตก ชุมชนที่เก่าแก่ คือ
เมืองศรีสวัสดิ์ต้ังมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตั้งอยู่ตอนบนของแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งกลายเป็นเมืองหนา้ ด่าน
ของไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นายด่านชาวกะเหรี่ยงได้ทำ

8

คุณประโยชน์มากมายในการปกป้องรักษาบ้านเมือง มีการตั้งกองด่านรักษาปลายพระราชอาณา
เขตและสืบข่าวปลายแดน ได้สู้รบข้าศึกท่ีมารุกรานด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อ
แผ่นดินสยาม เช่นเดียวกับเมืองสังขละบุรีที่ตั้งอยู่บริเวณแควน้อยตอนบนซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านใน
สมัยรัตนโกสินทร์ ในทางประวัติศาสตร์รัฐไทยได้ยอมรับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนกะเหรี่ยงใน
บริเวณลุ่มน้ำแควใหญ่ แควน้อยตอนบนและแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งถือว่าเจ้าเมอื งกะเหรี่ยงเป็นข้าของ
แผ่นดินโดยได้รับเบ้ยี หวัดรายปจี ากพระมหากษัตรยิ ์ไทย และถือน้ำพพิ ฒั นส์ ัตยาพรอ้ มถวายเครื่อง
ราชบรรณาการ ไดแ้ ก่ ผ้าฝา้ ย ตน้ ไมเ้ งนิ ตน้ ไม้ทองและผลผลติ จากป่า แก่พระมหากษัตริย์ทุก 3 ปี
(ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี 2534: 31) สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษ ของพระยาศรีสุวรรณคีรี ซึ่งเป็น
กะเหรี่ยงโพล่งนั้นอพยพหนีภัยสงครามมาและเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ในสมัยที่พระเจ้าอลอง
พญาเป็นกษัตริย์ของพม่าและได้ปราบมอญที่ก่อการกบฏ กะเหรี่ยงซึ่งเป็นมิตรกับมอญได้รับ
ผลกระทบในการปราบปรามครงั้ นีด้ ว้ ย จึงพากนั หนมี าจากบ้านเมกะวะ เมอื งเมาะละเหม่ง เข้ามา
ประเทศไทยทางด้านด่านเจดีย์สามองค์ และมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ห้วยซองกาเลีย หรือบ้านพุถ่อง
และทุ่งใหญเ่ ซซาโว่ (ทุ่งใหญ่นเรศวร) และต่อมาภายหลังได้มชี าวกะเหรี่ยงทยอยอพยพตามกันมา
มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป (บุหลัน รันตี 2552: 30-3 )การศึกษาของ
Ronald D. Renard (1980) ที่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ได้รับหน้าที่สำคัญจากผู้ครองนคร
สยามในขณะนั้น เช่น ที่กาญจนบุรี ได้รับตำแหน่งให้เป็นเจ้าเมือง มีชื่อว่า พระยาศรีสวัสดิ์ แต่
หลังจากการเปล่ยี นแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ทเี่ นน้ การปกครองจากสว่ นกลาง และใน
สมัยรัชกาลที่ 6 ที่เน้นความเป็นรัฐชาติทำให้บทบาทเจ้าเมืองในภาคเหนือลดลงบทบาทของคน
กะเหรี่ยงจึงหมดไปด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้นขึ้นตรงต่อเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยการส่งส่วยหรือ
บรรณาการ ได้แก่ งาช้าง ไม้ ผ้า เป็นต้น แทนการเสียภาษีซึ่งมีความแตกต่างจากคนชนบทในรัฐ
สยามที่ต้องเสียภาษี นอกจากนั้นยังมีงานเขียนซึ่งเป็นการบันทึกของมิชชันนารีจากการเดินทาง
มายังอาณาจกั รสยามไดบ้ ันทกึ เร่อื งราวเกีย่ วกับอาณาจกั รสยามขึ้นใน พ.ศ. 2397 และในหนังสือน้ี
เองได้เขียนถึงกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงไว้ว่า เป็นชนชาติที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศสยามมาแต่ก่อน
เมอ่ื คนไทยถอยร่นลงมาจากทางเหนือและมาสร้างบ้านแปลงเมืองอยุธยาข้ึนนน้ั ชาวกะเหรี่ยงต้อง
ยอมเสียพื้นที่ใหแ้ ละร่นไปอาศยั อยู่ตามภูเขาทางด้านทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก แล้วตั้งถิ่นฐาน
มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นอกนั้นยังได้บันทึกไว้ว่าอาณาจักรสยามมีประชากรทั้งหมดหกล้านคน
เทา่ นัน้ ซ่ึงไมไ่ ดส้ ว่ นสัมพนั ธ์กับพน้ื ทที่ ่กี ว้างใหญไ่ พศาล และประชากรท่ีอาศัยอย่ใู นอาณาจักรสยาม

9

แบ่งออกเป็นชนชาติต่าง ๆ ดังนี้ สยามหรือไทย 1,900,000 คน จีน 1,500,000 คน มลายา
1,000,000 คน ลาว 1,000,000 คน เขมร 500,000 คน มอญ 50,000 คน กะเหรยี่ ง ชอง (ชนชาว
ป่าพวกหนึ่งในตระกูลมอญ-เขมร มีมากทางตอนเหนือของจังหวัดจันทบุรี เขมรเรียก ปอร ตัวเอง
เรียกว่า สำเร หรือ ตำเหรด) และละว้า 50,000 คน รวมเป็น 6,000,000 คน และประเทศราช
หรือที่เรียกว่าเมืองขึ้นของสยามมี ตรังกานู กลันตัน ปัตตานี เกดาห์ นคร (ศรีธรรมราช) กัมพูชา
โคราช เชียงใหม่ ลำพูน ลคร (ลำปาง) แพร่ น่าน หลวงพระบางเมืองหล่ม (สัก) หัวเมืองเขมรและ
ลาว รวมทั้งชนเผา่ ชอง (ชนชาวปา่ พวกหน่ึงในตระกูลมอญ-เขมร มมี ากทางตอนเหนือของจังหวัด
จันทบุรี เขมรเรียก ปอร เรียกว่าตัวเองสำเร หรือ ตำเหรด) กะเหรี่ยงและละว้า (มงเซเญอร์ ปาล
เลกัวซ์ 2549: 36, 55-57) นอกจากการจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยยังได้ปรากฏชื่อของคนกะเหร่ียงในวรรณคดไี ทยขุนช้างขนุ แผน เม่ือครั้งสุนทรภู่ได้
เดินทางไปสุพรรณบุรีในปี พ.ศ. 2384 และได้พักที่หมู่บ้านของคนกะเหรี่ยงและละว้า (Renard
1980) ซึง่ ในตอนท่ี 24 “ตอนกำเนิดพลายงาม” บรรยายการเดินทางของพลายงามลกู ของขุนแผน
กับนางวันทองที่ได้เดินทางจากสุพรรณบุรีเพื่อจะมาหาคุณย่าคือนางทองประศรีที่จังหวัด
กาญจนบรุ ี สุนทรภบู่ รรยายการเดินทางของพลายงามท่ีผา่ นไร่ของชาวกะเหรยี่ งว่า

“ตน้ แคคางกร่างกระทุ่มชอมุ่ ออก ทัง้ ชอ่ ดอกดูไสวเหมือนไม้เขยี น

เจา้ พลายเพลนิ เดนิ พลางตามทางเกวยี น ตลอดเล่ยี นลมเร่อื ยเฉอื่ ยเฉื่อยมา

ถงึ โคกฆอ้ งหนองสะพานบา้ นกะเหรยี่ ง เหน็ โรงเรียงไร่ฝ้ายทง้ั ซา้ ยขวา

พริกมะเขือเหลืองามอร่ามตา สาลกิ าแก้วกินแล้วบนิ ฮือ

เหน็ ไก่เต้ยี เข่ยี คยุ้ ท่ีขยุ ไผ่ กระโชกไลล่ ดเล้ียวมนั เปรียวปรื๋อ

พบนกยงู ฝงู ใหญ่ไล่กระพือ มันบินหวอื โห่รอ้ งคะนองใจ”

การเผยแผศ่ าสนาของชาวตะวันตกกบั ชาวกะเหรย่ี ง

ศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาทที่สำคัญนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2375 มิชชันนารีชาวอเมริกันได้
เดินทางเข้าไปเผยแผ่ศาสนาที่ประเทศพม่า และยังได้ประดิษฐ์คิดค้นภาษาเขียนโดยนำพยัญชนะ
พม่ามาใช้ตวั อกั ษรนีเ้ ผยแพรเ่ ข้ามาสูก่ ะเหรี่ยงในประเทศไทยเชน่ กัน ชาวกะเหรี่ยงมีความสัมพนั ธ์

10

ที่ดีกับชาวตะวันตกเนื่องจากการรับเอาความเชื่อในศาสนาคริสต์นั้น ช่วยให้กะเหรี่ยงมี
ความสามารถที่จะรวมเป็นชาติเดยี วกันและต้องสู้กับกลุ่มอืน่ ๆ ได้ (Po 1928: 62) การเข้ามาเผย
แผ่ศาสนาของชาวตะวันตกในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 มีกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งที่อาศัยบริเวณที่ราบ
และบริเวณสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำเปลี่ยนมารับเอาความเชื่อในคริสต์ศาสนา ได้รับการศึกษา มี
พัฒนาการทางสังคมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้กลายเป็นผู้นำชนชาติกะเหรี่ยงในเวลาต่อมาเป็นผู้
ปลุกสำนึกของความเป็นเชื้อชาติกะเหรี่ยง ดังนั้นการเข้ามาของหมอสอนศาสนาได้ก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในกลุ่มชาติพันธุก์ ะเหรี่ยง ที่ในอดีตเป็นเพยี งกลุม่ ชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมปกครองท่มี ี
เพียงแค่ระดับหมู่บ้าน สามารถพัฒนาให้มีความเจริญเทียบเคียงพม่าและพัฒนาชุมชนของตนจน
กลายเป็นคู่ต่อสู้ของพม่าในท่สี ุด

กะเหรี่ยงภายใต้การปกครองของอังกฤษมีวิวัฒนาการที่สูงมากจากอิทธิพลทางการศึกษา
แบบตะวันตกของหมอสอนศาสนา ทำให้ชาวกะเหรี่ยงได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
จำนวนมาก ชาวกะเหรี่ยงแผ่ขยายชุมชนออกไปตามลุ่มแม่น้ำทำการเพาะปลูกข้าว ทำให้พื้นฐาน
ทางเศรษฐกิจดีขึ้นแต่ละชุมชนจะมีโรงเรียนของหมอสอนศาสนาหรือชุมชนที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งขึ้น
เองให้ได้รับการศึกษาทั่วหน้า ชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับการศึกษาสูงเข้ารับราชการกับรัฐบาลอังกฤษ
เป็นจำนวนมากนอกเหนือจากการเปน็ ทหารและตำรวจในกองทัพอังกฤษ ปัญญาชนเหล่าน้ีจึงเป็น
ผู้จุดประกายการรวมตัวกนั เป็นรัฐอิสระของชาวกะเหรี่ยงโดยให้มีอสิ ระในการปกครองตนเอง แต่
อยภู่ ายใตก้ ารดูแลของรัฐบาลอังกฤษ ความคิดน้เี กดิ ขึน้ พรอ้ มกระแสการกชู้ าตขิ องพม่าซึ่งต้องการ
เป็นอิสระจากอังกฤษในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกนั้นปัญญาชนกะเหรี่ยงเหล่านี้ยังได้
จัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรักในชาติพันธุ์ของตนเอง ได้แก่ องค์กรแห่งชาติกะเหรี่ยง
(Karen National Association = KNA) กลุ่มสมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยงชาวพุทธ (Buddhist
Karen Nation Association = BKNA) และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen Nation Union =
KNU) ชาวอังกฤษตอบสนองกระแสรักชาติของชาวกะเหรี่ยงโดยรบั ชาวกะเหรี่ยงทีม่ กี ารศึกษาเขา้
รบั ราชการในหน่วยงานต่าง ๆ มากขนึ้ กระแสความต้องการตั้งตนเป็นอิสระของชาวกะเหร่ียง เร่ิม
เปน็ รปู เปน็ รา่ งมากขน้ึ ในชว่ งปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ควบคู่ไปกับขบวนการรณรงค์เพื่ออิสรภาพ
ของชาวพม่าและสนั นบิ าตเสรชี นฟาสซิสต์ (AFPFL)

11

จากความก้าวหน้าทางการศึกษาทางด้านสังคมและจติ ใจ ชาวกะเหรี่ยงจงึ ไมอ่ ายและไม่
กลัวที่จะเรียกมิชชันนารีว่า “แม่” เรียกรัฐบาลอังกฤษว่า “พ่อ” เมื่อมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่
ศาสนาจึงได้รับการต้อนรับอย่างดี (Po 1928: xiii) อีกทั้งยังมีหมอสอนศาสนาชาวตะวันตกที่เข้า
มาเผยแผ่ศาสนาในพม่าช่วงของอาณานิคม ทำให้ชาวกะเหรี่ยงได้รับอิทธิพลด้านศาสนาจากหมอ
สอนศาสนาอย่างมาก จึงมีวิวัฒนาการทางการศึกษาและด้านสังคมสูงกว่าชนกลุ่มอื่น ๆ ชาว
กะเหรี่ยงหลายคนได้รับการศึกษาตามแผนการศึกษาใหม่ของอังกฤษ ได้รับการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลยั ในและต่างประเทศ ในระบบข้าราชการมีชาวกะเหร่ียงไม่นอ้ ยที่
ประสบความสำเร็จทางการงานและทางด้านอาชีพ โดยเฉพาะในกองทัพอังกฤษในพม่า ความ
ผกู พนั ระหว่างกะเหรี่ยงกบั ผปู้ กครองเดมิ ทำให้เกดิ ความภักดีตอ่ อังกฤษ

วถิ ีชีวติ ของกล่มุ ชาตพิ ันธก์ุ ะเหร่ียง (ปกาเกอะญอ) :

วถิ ีชีวิต วัฒนธรรมชาวกะเหร่ียงมภี ูมหิ ลงั อยพู่ ึ่งพากบั ปา่ ธรรมชาติแบบถ้อยอาศัย มีการทำ
การเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเรียนซ่ึงชาวกะเหรี่ยงเรียกระบบการเกษตรแบบนี้ว่า ฆค๊ึ เป็นสำเนียง
กะเหรี่ยง จกอร์/หรือ สำเนียงของกะเหรี่ยงโพล่งเรียกว่า เฆคอะ แม้จะไม่มีการบันทึกเป็นลาย
ลักษณ์อักษรแต่ถูกบนั ทึกไว้เป็นเรื่องเลา่ บทธา นิทาน ตำนานเรื่องเล่าในรูปแบบที่หลากหลาย จะ
เห็นได้จากการศกึ ษาของนกั วชิ าการดา้ นสงั คมวิทยาและมานุษยวทิ ยาทีม่ กี ารศึกษาทางวชิ าการทั่ว
โลก ข้อมลู ทอี่ อกมาจะเปน็ ไปในลกั ษณะคล้ายคลงึ กนั อยา่ งมาก

ชาวกะเหรี่ยงเชยี งใหม่จำแนกออกตามลกั ษณะเอกลกั ษณ์ ภาษา และวัฒนธรรมการแตง่ กาย
ได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือ จกอร์ กับโพล่ง หรือกะเหรี่ยงสะกอร์กับกะเหร่ียงโพล่ง ความแตกต่างของ
สองกลุ่มนจ้ี ะอยูท่ ่เี สอื้ ผ้าการแตง่ ตัวของหญิงแมบ่ ้าน และสำเนยี งภาษา

ชาวกะเหรี่ยงมีวถิ ชี วี ิตวัฒนธรรม ประเพณี ความเชอ่ื ต่าง ๆ พาตจี อนิ โอ่โดเชา เล่าไว้โดยย่อ
ๆ โดยอา้ งถงึ นทิ านและบทธาของชาวปกาเกอะญอ มาดงั น้ี พวกชาติพนั ธ์ุกะเหร่ียงนี้อาศัยอยู่ตาม
ป่าริมสันเขา ริมน้ำ และขุนห้วยแม่น้ำลำธารและตามสองฝั่งลุ่มน้ำสาละวินเนินเขาแถบเทือกเขา
ถนนธงชัย ทิศตะวันออกและใต้ อำเภอขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย จังหวัด
แม่ฮ่องสอน, อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แจ่ม ทางทิศตะวันตกของ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่,
อำเภอบ้านโฮ่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และทางทิศตะวันตกของจังหวัดตากริมสองฝั่งแม่น้ำเมย
ยาวไปจนถงึ แม่กลอง อำเภออุม้ ผาง จังหวัดตาก

12

วถิ ีชมุ ชนวิถกี ารเกษตรนาข้าว ไร่หมนุ เวียน สวนและการเลีย้ งสัตว์

กะเหรย่ี งมวี ิถชี ีวติ แบง่ ออกได้เป็น 2 กลมุ่ ใหญ่ คือ กลุ่มแรก กลุม่ ทอ่ี ยพู่ น้ื ราบ พบมากใน
อำเภอฮอด ดอยเต่าและอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ทำนาข้าว สวนผัก ผลไม้ เช่น บวบ หอม
กระเทียม และไม้ผล เช่น สวนลำไย ไร่มะเขือเทศ กลุ่มที่สอง กลุ่มกะเหรี่ยงที่อยู่บนพื้นที่สูง บน
ดอย ปัจจบุ นั มกี ารทำการเกษตรกรรมแบบผสมผสานมีระบบไร่หมุนเวียน ปลกู ขา้ ว พชื ผกั อาหาร
หลากหลาย นาข้าว ทำนาตามฤดูกาล ทำปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้มีการทำไร่ข้าวโพด สวนผลไม้
เมืองหนาว ปลูกดอกไม้ขาย บางพื้นที่ชุมชนปลูกพืชสดเชิงพาณิชย์เช่น สตรอว์เบอร์รี กะหล่ำปลี
หอมแดง กระเทียม ในบางชุมชนมีการประกอบอาชีพบริการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน บ้านพัก ค้าขาย
และรับจา้ งทวั่ ไป

1.นาข้าว ชมุ ชนบ้านหว้ ยขนนุ สามารถเบกิ พื้นที่นาได้น้อยมาก เนอื่ งจากลักษณะทางภูมิศาสตร์
เป็นภูเขาสูง มีที่ราบน้อยและไม่สามารถจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการทำนา ลักษณะเป็นการทำ
นาแบบขั้นบันได ใช้น้ำจากระบบเหมืองฝายแบบดั้งเดิม ศักยภาพการผลิตโดยเฉลี่ย 30-40
กระสอบ/ไร่ พันธุ์ข้าวนาพ้ืนเมืองที่พบ ได้แก่ ข้าวเม็ดยาว (บือพะทอ) และ ข้าวเม็ดสั้น (บือปะโห
ละ) ได้แก่ บือปะโหละซิ และบือปะโหละพะโด

2.การทำไรห่ มุนเวยี น เกอื บทุกครัวเรอื นมกี ารคงระบบไร่หมนุ เวยี นไว้ ในระบบไรห่ มนุ เวียนจะ
มีการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ พร้อมกับข้าวกว่า 60 ชนิด อันเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในการยังชีพและ
พึ่งตนเองของชุมชนได้อย่างดี ตลอดรวมไปถึงการคงพันธุกรรมพืชดั้งเดิมของชุมชนไว้ การทำไร่
หมุนเวียนของชาวบ้านในชุมชนห้วยขนุน เดิมมีรอบหมุนเวียนประมาณ 7-10 ปีขึ้นไป ปัจจุบันมี
การลดรอบหมุนเวยี นลดเหลือ 5-6 ปี แต่บางครอบครัวเหลือรอบหมนุ เพียง 3 ปี พันธุ์ข้าวทอ้ งถน่ิ
ในไร่หมุนเวียนได้แก่ ปิอิ๊ซู, บืออิ๊บอ, บือซู, บือกวา, บือป๊ะแม, บือเกอะซอแม, ข้าวป่าซาง (ข้าว
พันธเุ์ กษตร), ข้าวเมด็ ขาว, ขา้ วเมด็ แดง, ศกั ยภาพการผลติ ประมาณ 10-20 กระสอบ/ไร่

3.การทำสวน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ วนเกษตร/ เกษตรผสมผสาน เช่น กาแฟ พลับ
ขนุน กล้วย ข้าวโพด มะนาว มะมว่ ง ลน้ิ จ่ี พชื ผกั สวนครวั ต่าง ๆ และพชื เศรษฐกจิ เช่น กะหล่ำปลี
เผือก หอมแดง พืชสวนที่ชาวบ้านปลูกจะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของครัวเรือนนอกเหนือจาก
ผลผลิตจากป่า นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน อย่างไรก็ตามเนื่องจากราคาผลผลิต
และตลาดทไ่ี มแ่ น่นอน ต

13

รูปถ่ายนี้ โดย ไมท่ ราบผเู้ ขยี น ลขิ สทิ ธิ์ของ CC BY-NC-ND รูปถา่ ยนี้ โดย ไม่ทราบผเู้ ขียน ลิขสิทธิ์ของ CC BY-NC-ND

การสบื ผแี ละมรดกของกลุม่ ชาติพนั ธุก์ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) :

ปกาเกอะญอ สบื ผีทางฝ่ายแม่

การแตง่ กายของกลมุ่ ชาติพันธุก์ ะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) :

การแต่งกายและที่มาของการแต่งกายมีเรื่องเล่าและประวัติความเป็นมาที่ น่าสนใจและชวนคิด
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันอย่างยิ่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมโลกที่ไร้
พรมแดนการแตง่ กายซ่งึ เป็นอัตลักษณเ์ ฉพาะของชาวกะเหร่ียง

การแตง่ กายหญงิ การแต่งกายของสตรีปกาเกอะญอจะแบ่งออกเปน็ 2 อย่าง

1. การแต่งกายใส่ชดุ สขี าวทรงกระบอก เด็กหญิงและหญิงสาวพรหมจรรย์จะแต่งกายเป็นชุด
ทรงกระบอกสีขาว เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์สาวโสดยังไม่ได้แต่งงาน ตามจารีต
ของปกาเกอะญอผู้ที่ยังมิได้แต่งงานจะสวมชุดขาวและไม่สามารถที่จะไปแต่งชุดสตรีท่ี
แต่งงานแล้วได้เด็ดขาด หากมีหนุ่ม-สาวประพฤติผิดประเวณีก่อนแต่งงาน ผู้อาวุโสจะรีบ
จัดการใหม้ กี ารทำพธิ ขี อขมาเทพเจ้าศักด์สิ ิทธหิ์ รือเรียกกันวา่ "ต่าทีต่าเตา๊ ะ" แล้วจัดการให้

14

แตง่ งานโดยเร็วทสี่ ดุ มิเชน่ นั้นคนในชุมชนจะเกิดล้มป่วยไม่สบาย หรอื ทำมาหากนิ ไม่ขึ้น ไม่
ได้ผล สตั วเ์ ล้ยี งจะล้มตาย เปน็ ตน้

(2) การแตง่ กายหญงิ ท่แี ต่งงานใส่เชซู หรอื เสื้อสีดำ สถานะหญิงหลงั แต่งงานเรยี กวา่ เผ๊าะหม่ือปก่า
หมายถึง หญิงที่ต้องรับผิดชอบตามวนั เวลาการมีครอบครัวของตนเอง การแต่งกายด้วยชุดขาวจะ
สิ้นสุดลงเมื่อแต่งงาน หญิงอยู่ในสถานภาพแต่งงานแล้ว จะแต่งตัวแบ่งออกเป็น 2 ท่อน ท่อนบน
จะเป็นเชซู/เสื้อดำประดับด้วยลูกเดือย นุ่งซิ่นสีแดงมีลวดลายที่ทำมาจากสีธรรมชาติเรียกว่า
"หนี่คิ" ผู้ที่มีสถานภาพเป็นแม่บ้านแล้ว ห้ามมิให้กลับไปแต่งชุดสีขาวเป็นอันขาด แม้ว่าสามีจะ
เสียชีวิตหรือหย่าร้างกันไปแล้วก็ตาม แม้แต่จะลองแต่งชุดสาวโสดก็ไม่ได้เพราะชุดขาวจะใส่ได้
เฉพาะผู้ทเี่ ปน็ สาวโสดเท่านนั้

(3) ผ้าโพกหัวของผู้หญิงปกาเกอะญอในสมัยก่อนทอด้วยผ้าฝ้ายพื้นสีขาวเดินด้วยลายสีแดง มี
ปล่อยชายผา้ ทงั้ สองขา้ งยาวประมาณ 1 คืบ หรอื จะเป็นผา้ ฝา้ ย ทงั้ สาวโสดและหญิงที่แต่งงานแล้ว
จะโพกหัวเหมือนกัน แต่ปัจจุบันมักใช้ผ้าโพกหัวกันหลากหลาย ทั้งผ้าทอและหาซื้อจากตลาด
บางครั้งเปน็ ผ้าขนหนูกม็ ี ความสำคัญของการโกกหัวมเี หตุผล 3 ประการคือ

1.การโพกหวั เพ่ือการประดบั ตกแตง่ ใหร้ า่ งกายผูแ้ ตง่ นัน้ มีสสี นั สดใส เกิดความเดน่ งดงาม

2.การโพกหัวเพื่อปกปิดร่างกายส่วนหัวให้อบอุ่นเนื่องจากอากาศเย็นเชือ่ ว่าหากมีการรักษาส่วน
หัวให้อบอุ่นของร่างกายเพื่อป้องกันมิให้เจ็บป่วยได้ง่ายเนื่องด้วยผู้หญิงต้องเสียเลือดจากการมี
ประจำเดือนหรอื สญู เสยี เลือดมากจากการคลอดลกู

3.การโพกหัวเพื่อการรักษาเป็นที่สถิตเทพเทวดาอารักษ์ประจำตัวอยู่ซึ่งมีความเชื่อว่าสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ควรอยู่ส่วนสูงสุดของร่างกายเราทั้งปวง ฉะนั้นการโพกหัวของทั้งหญิงและชายชาว
กะเหรี่ยงจะถือว่าการให้สิ่งดีงาม เทพ เทวดา ลงมาสถิตเกาะอยู่อาศัยปกป้องดูแล คุ้มครองตัวเรา
นั้นเอง นอกจากการแต่งกายเสื้อผ้าที่เปน็ เอกลักษณ์แล้วหญิงกะเหรี่ยงในอดตี จะใส่ตุ้มหูที่เรียกวา่
"หน่าดแิ ละมกี ารใส่สร้อยคอลูกปดั สตี ่าง ๆ ที่คอ มีการคลุมแขนและขาดว้ ยทเี่ รียกว่า "จ๊ึพล่อ ข่อพ
ลอ่ จ๊กึ ่ี ขอ่ กี่"

15

การแต่งกายของชาย
การแต่งกายของชายสมัยก่อนจะสวมเสื้อทรงกระบอกยาวเหมือนหญิงสาว แต่จะเป็นสีขาว

ปนแดงหรือสีน้ำตาลซึ่งทำมาจากสีธรรมชาติ ภายหลังการแต่งกายของชายจะมีอยู่ 2 ท่อน ท่อน
บนจะเป็นเสื้อทอสแี ดง ท่อนล่างจะเป็นกางเกงสดี ำหรือกางเกงสะดอ คาดศีรษะด้วยผา้ สีแดงหรือ
สขี าว ปจั จบุ ันคนหนมุ่ สาวรุ่นใหมน่ อ้ ยคนนกั ทีจ่ ะเข้าใจที่มาความสำคัญ ความเฉพาะของการแต่ง
กายตามที่กล่าวมาเบื้องต้น ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่นำโดยธุรกิจด้านการค้าและ
การตลาด

สรุปการแต่งกายอัตลักษณ์ผ้าทอปกาเกอะญอ "กะเหรี่ยง" ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์
กะเหรี่ยงที่บ่งชี้ความแตกต่างการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี เรื่องราวเฉพาะของตนเองที่มีวัฒนธรรม
ธรรมมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีมีสี ลวดลายผ้าทอที่แฝงคติความเชื่อ ตามเรื่องเล่าและคำสอน
พิธีกรรม วิถีชีวิต พัฒนาการทางวัฒนธรรมสื่อสัญลักษณ์สร้างสรรค์ภูมิปัญญาที่มีคุณค่า ทั้งเพ่ิม
มูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือกะเหรี่ยง/ปกาเกอะญอสู่เศรษฐกิจ คุณภาพชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์
กะเหรยี่ ง

16

อาหารของกลุ่มชาตพิ นั ธก์ุ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) :
อาหารปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงทั้งโผล่งและจกอร์ มีความคล้ายกันทั้งเรื่องเล่าที่มาของ

อาหาร รูปแบบ วิธีการประกอบอาหาร ที่มาของวัตถุดิบ ที่นำมาประกอบอาหารส่วนมากจะเป็น
วัตถุดบิ จากพ้ืนถ่นิ พืชผกั จากปา่ ธรรมชาติ

ประเพณีอาหารหลักจะเป็นพวกแกง ต้มผัก หน่อไม้ตามฤดูกาล น้ำพริกซึ่งเป็นอาหารนิยม
มากชนิดหนึ่ง โดยการให้เหตุผลว่าพริกเป็นพืชอาหารให้พลังงาน หากทำกับข้าวโดยไม่มีน้ำพริก
เสมือนชวี ิต ชาย-หญิง ขาดค่ชู วี ติ ชีวติ ทยี่ ังขาดความสมดลุ น้ันเอง
อาหารหลักอีกอย่างหนึ่งทีค่ นกะเหรี่ยงทุกคนรู้จักนั้นคือ ต่าพอเผ๊าะ หรือข้าวเบ๊อะท่ีคนทั่วไปรูจ้ กั
กัน ปัจจุบันแม้จะมีเมนูการทำอาหารท่ีเกิดขึ้นใหม่ ๆ จากการเลียนแบบหรอื การรับเอาวัฒนธรรม
ทงั้ ของไทยและต่างชาติเปน็ ฝรงั่ เกาหลี จีน แตต่ า่ พอเผา๊ ะ (ข้าวเบ๊อะ) และนำ้ พรกิ คือเมนอู าหารท่ี
คงท่แี ละสื่อความหมายเป็นเอกลกั ษณเ์ สมือน
ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์กุ ะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) :

ปัจจุบันวัฒนธรรมประเพณีสำคัญของชาวกะเหรี่ยงอาจแบ่งจำแนกแยกออกได้เป็น 3
กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวทางวัฒนธรรม เกิดจากโครงสร้างการ
เปลย่ี นแปลงทางกระแสวัฒนธรรมโลก

กลุ่มที่ 1 ประเพณีวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอิงกับการนับถือบรรพบุรุษ การประกอบ
พิธกี รรมต่าง ๆ จะคงรปู แบบเดิม ผสมผสานกบั หลกั พทุ ธศาสนา

17

ด้วยวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงจะมีการผูกพนั ธรรมชาตินับพันปี วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ยังคงวิธีคดิ
ปรัชญาว่าด้วยเรื่องมนุษย์หรือคนคือส่วนประกอบหนึ่งของธรรมชาติ การกระทำการใด ๆ ต้อง
เคารพ ยงั เครง่ ต่อธรรมชาติ เชื่อวา่ ทกุ สรรพส่ิงมชี ีวติ จะมีเจา้ ของหรือเทพคมุ้ ครอง ฉะนัน้ วถิ ีการทำ
มาหากินต้องมีการขอ ดังนั้นจะเห็นกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ประกอบพิธีกรรมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
ตง้ั แตเ่ กิด เตบิ ใหญ่ แก่ จนตาย

พิธีกรรมกิจกรรมในรอบปีการผลิต ทำไร่หมุนเวียน ทำนา ทำสวน จะมีการทำพิธีเซ่นไหว้ บูชาสิ่ง
ศกั ดิส์ ทิ ธท์ ้งั สน้ิ กิจกรรมพิธกี รรมหลกั กี่จ๊หึ น่ซี อโข่ กบั กจี่ ึล๊ าคุ เปน็ การเฉลมิ ฉลองการขนึ้ ปใี หม่และ
กลางปีการเผชิญกับการเปลีย่ นแปลงของธรรมชาติ ปกาเกอะญอต้องเรียนรู้เข้าใจธรรมชาติจะทำ
ให้สามารถปรบั ตัวได้อยา่ งสมดลุ ยงั่ ยืน

กลุ่มที่ 2 ประเพณี วัฒนธรรมที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ส่วนมากกลุ่มนี้จะพบเห็นได้
จากกะเหรี่ยงทนี่ ับถอื ศาสนาครสิ ต์ ชุมชนกลมุ่ น้จี ะมกี ารตัดเปลย่ี นพธิ กี รรมแบบดง้ั เดิมเกือบทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามจะมีวัฒนธรรมและพิธีกรรมใหม่เข้ามาแทนที่เดิม เช่น การนมัสการ การอธิฐานขอ
พระจากพระเยซคู รสิ ตเ์ จา้ ด้วยการเชอ่ื วา่ ในโลกน้มี พี ระเจา้ อาศยั ด้วยคือพระเยซคู ริสตเ์ จา้ จะมีการ
ประชุมเฉลิมฉลองสูปของสมัชชาใหญ่ประจำปีเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาถ่ายทอดพระ
วจนะพระองคก์ ะเหรี่ยงจะมคี วามเครง่ ครัดในการนับถือและประกอบศาสนาพิธีของตน

กลุ่มที่ 3 ประเพณี วัฒนธรรม แบบกะเหรี่ยงนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ความ
แตกต่างของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงการนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคคือ การเคารพนับถือพระ
แม่มารีย์ซึ่งเป็นแม่ของพระเยซูเจ้า กะเหรี่ยงกลุ่มน้ีค่อนข้างจะมคี วามยืดหยุ่นในการเข้าสังคม เข้า
ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีความแตกต่างทางจารีต ประเพณี ความเชื่อ ศาสนา อย่างไรก็ตามจะมี
กจิ กรรมพิธีกรรมหลักของตนเอง

ความเหมือนและความต่างของกลุ่มกะเหรี่ยงทั้ง 3 กลุ่มนี้คือ ทุกกลุ่มจะยังคงรักษา
เอกลักษณ์ วัฒนธรรมการแต่งกายและรักษาภาษาพูดในการสื่อสารเป็นภาษาร่วม การแต่งกาย
ของชาย หญิง หนุ่ม สาว หญิงครองเรือนแล้วยังคงไว้ซึ่งข้อห้ามหรือกฎระเบียบถือปฏิบัติ
เช่นเดียวกับ

18

ประเพณี วฒั นธรรมและจิตวญิ ญาณของชาวกะเหร่ียงหรอื กะเหร่ียงโพล่ง และจกอร์ แม้จะ
นับถือศาสนาต่างกันแต่พื้นฐานความคิดและปรัชญาว่าด้วย คนกับธรรมชาติด้องอยู่ร่วมกนพึ่งพา
ก่อกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและยังต้องเคารพยำเกรงต่อธรรมชาตินับว่ายังฝังรากลึกอยู่ใน
สายเลอื ด

พิธีกรรมมัดมือขึ้นปีใหม่ (แซะลอหนี่ซอโข่) พิธีมัดมือปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังจากเก็บเกี่ยว
ข้าวเสร็จ ประมาณปลายเดือนมกราคมของทุกปี ครั้งที่ 2 หลังจากการดำนาปลูกข้าวแล้วเสร็จ
การมัดมอื ข้ึนปีใหม่เป็นการแสดงความสำเรจ็ ของชีวติ หลงั จากเก็บเกยี่ วผลผลติ

พธิ ีกรรมสงกรานต์ (หลูท่ ปี รโี ข)่ จัดขึ้นชว่ งเดอื นเมษายนของทุกปี ซ่งึ ตรงกับวนั สงกรานต์ของ
ไทย เปน็ พธิ ีกรรมที่แสดงออกถึงความกตญั ญแู ละความเคารพผูห้ ลกั ผู้ใหญข่ องเดก็ และลูกหลาน

พิธีกรรมเลี้ยงผีฝาย (หลื่อทีโบโข่) จัดขึ้นเพื่อการขอบคุณพระแม่ธรณี ที่ให้มีน้ำใช้และให้
ความอุดมสมบรู ณใ์ นการเพาะปลูก เปน็ การสรา้ งความสมั พนั ธแ์ ละเหน็ คุณค่าของผทู้ ี่ใชเ้ หมืองฝาย
ร่วมกนั พธิ ีกรรมน้ีจะจัดประมาณเดือนกรกฎาคมของทุกปี

พิธีกรรมกินหัวข้าว (เอาะบือโข่) เป็นพิธีกรรมที่จะทำก่อนมีการเริ่มต้นเกี่ยวข้าว โดยนำเอา
ข้าวใหม่มาหุงเป็นหม้อแรก และจะหากับข้าวที่เป็นสัตว์น้ำ เช่น ปู ปลา เป็นต้น และยอดผัก 2
ชนิด แตก่ อ่ นลงมือกนิ ข้าวต้องให้วสั ดอุ ุปกรณใ์ นครวั ไดก้ นิ กอ่ น เช่น กอ้ นเสา้ ครก หมอ้ ชอ้ น ฯลฯ
เพื่อการขอบคุณวสั ดตุ า่ ง ๆ ในครวั เหลา่ นี้ ในขณะกำลงั กนิ อย่นู ัน้ หากมแี ขกเขา้ บา้ นจะไม่เรยี กหรือ
พูดด้วย เพราะเชื่อว่าถ้าทำผดิ เชื่อว่าขวัญข้าวใหม่จะหนีไป แต่แขกเขา้ มากินด้วยได้ พิธีกรรมนี้จะ
ทำประมาณเดอื นตุลาคมหรอื พฤศจิกายน

พิธีกรรมแซะลอบือสา่ เป็นพธิ กี รรมท่ีจดั ทำขึน้ เพ่อื ขอพรให้เม็ดข้าวที่ยังไมไ่ ด้นวดร่วงหล่น
งา่ ยข้ึนเวลานวด โดยใช้ เหลา้ 1 ขวด แก้วน้ำ แปง้ ข้าวหมาก รวงขา้ ง 7 กอง ท่ีปลกู ครั้งแรกพร้อม
ไก่ 1 ตัวแขวนติดกับเสาตา่ แซะ พรอ้ มกับอธิษฐานให้ได้ขา้ วมาก ๆ

พิธีกรรมข้าวก้นสาด (สะละคีดะ) เป็นพิธีกรรมที่ข้าวเหลือจากการนวดข้าว 1 ถัง นำมาต้ม
เหลา้ เป็นการจัดทำข้ึนเพ่ืออธิษฐานขอพรใหส้ ่ิงศักด์ิสทิ ธค์ิ ุ้มครองดูแลครอบครัวและสัตว์เลี้ยงต่าง
ๆ จะจัดทำข้ึนชว่ งเดอื นตลุ าคม – พฤศจิกายนของทกุ ปี

19

พิธีกรรมเรียกนก (โถบ่ ีขา่ ) พิธีกรรมนีจ้ ัดทำข้ึนหลังเกบ็ ข้าวเข้ายุ้งในไร่หรือนาเสร็จ สิ่งที่ใช้
ประกอบพิธีกรรม ไก่ 1 คู่ เผือก มัน และเหล้า ซึ่งชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อว่า นกชนิดนี้เป็น
ขวัญขา้ ว เม่ือประกอบพธิ เี สร็จแลว้ จึงนำขา้ วกลับบ้าน

พธิ กี รรมในยุง้ ข้าวในบา้ น (แซะพอโข)่ พธิ กี รรมจะทำตอ่ เมอ่ื ไดเ้ อาข้าวในย้งุ ออกมาเป็นหม้อ
แรกหรือข้าวใหมท่ ำข้ึน เพ่อื ขอพรให้ข้าวย้งุ หมดชา้ และและมขี ้าวพอกินตลอดปี

พธิ ีกรรมกินขา้ วกน้ ยุ้ง (พอคดี ะ) เปน็ พิธีกรรมท่จี ดั ทำขึน้ ชว่ งข้าวใกลจ้ ะหมดยงุ้ จะเหลอื ไว้
ประมาณ 1 ถงั นำมาต้มเป็นเหล้าเพ่อื จัดพธิ ีกรรมขอพร ทกี่ ำลงั จะเร่ิมต้นการผลิตใหม่ ขอให้มีข้าว
พอกนิ มีนำ้ อดุ มสมบูรณ์

พิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพบุรุษ มีการจัดทำขึ้นปีละครั้ง หลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต
ก่อนทำพิธีกรรมลูกหลานในบ้านต้องอยู่กันพร้อมหน้าครบกันทุกคน หากมีใครคนใดคนหนึ่งขาด
ถอื วา่ เลย้ี งผีไม่สำเร็จ ขณะทำพิธีกรรมทกุ คนจะตอ้ งสวมชดุ ประจำเผ่า

ประเพณเี ลี้ยงผีของกลมุ่ ชาติพันธ์กุ ะเหรยี่ ง (ปกาเกอะญอ) :

ตา่ กอ่ แกร๊ะ พธิ ีกรรมนี้มไิ ด้มีการทำกนั เปน็ ประจำทกุ ปี แต่จะมเี ฉพาะบางปี ที่มคี นเจบ็ ปว่ ย
มาก ๆ เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมนี้ หมู่บ้านอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงกันก็ทำเช่นกัน เพราะเช่ือ
ว่าเกิดสิ่งไม่ดีแก่ชุมชนคล้ายโรคระบาด แต่ละชุมชนจะทำกันคนละวัน โดยชาวบ้านจะประกอบ
พิธีกรรมน้บี ริเวณปา่ "ตา่ เดโดะ" หรอื ก่วิ หลวง ท้งั เดก็ ผหู้ ญิง ผชู้ าย คนแกจ่ ะนำขนมข้าวต้มไปเซ่น
ไหว้ต่อเจ้าป่าบริเวณนัน้ มีการทำสัญลักษณ์ห้ามเข้าโดยใช้ "ตะแหล๋ว" ปักไว้บริเวณนั้น โดยทั้งคน
ภายในและนอกชุมชนห้ามเข้าเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน ระหว่างที่ประกอบพิธีกรรมนี้ คนนอกชุมชน
หา้ มเข้าหมบู่ า้ น ถ้าหากบงั เอิญเขา้ มาก็จะตอ้ งบอกกันตรง ๆ ใหอ้ อกจากชมุ ชน

บวอชิ เลี้ยงผีในนา ก่อนที่จะเริ่มต้นทำนาต้องมีการเลี้ยงผีในนา เชื่อว่าจะทำให้ผลผลิต
สมบรู ณ์

หลอื่ เส่ปกา่ เล้ียงผีในปา่ เวลาท่คี นในบ้านเจบ็ ไข้ไม่สบายตอ้ งมีพิธีเลยี้ งผี

ต่าคะแก๊ะ เลี้ยงในไร่ เป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับไร่หมุนเวียน จะทำพิธีเวลาที่ต้นข้าวโตได้หนึ่งคบื
เวลาประกอบพธิ กี รรมน้ีหา้ มคนเดินผ่านไรเ่ ป็นเวลาหนึง่ วัน

20

หลื่อนาธี การเลยี้ งผนี ำ้ ถ้าหากคนในบา้ นเจบ็ ไขไ้ ม่สบาย เชื่อว่าไปลว่ งล้ำผนี ้ำต้องมีการเลี้ยง
ผีหลอื่ นาธี เพือ่ เปน็ การขอขมาในสิง่ ทไ่ี ด้ลว่ งลำ้ หรือลว่ งเกนิ โดยไม่ไดต้ งั้ ใจ

ประเพณอี ื่น ๆ ของกล่มุ ชาติพนั ธ์กุ ะเหรย่ี ง (ปกาเกอะญอ) :

พธิ มี ดั มือทำขวัญ

เริ่มด้วยพ่อแม่เอาตะกร้าใส่สิ่งของต่าง ๆ เช่น เสื้อ ผ้าถุง ผ้าโพกหัวของแม่บ้าน ซึ่งเป็น
ของใหม่ ไก่ เหล้า ข้าวเหนียวต้ม เป็นต้น ไปวางไว้ที่หัวบันไดข้างหนึ่ง มือหนึ่งจับไก่ 2 ตัว เป็นไก่
ตัวผู้กับตัวเมียไว้ให้อยูน่ ิ่ง ๆ อีกมือข้างหนึ่งใชไ้ ม้คนหมอ้ ข้าวเคาะหัวบันได พร้อมทัง้ สวดมนต์ เมื่อ
เสร็จแล้วก็ไปอีกหัวหนึ่งบันได จากนั้นยกตะกร้าเข้ามาไปในบ้าน เคาะและสวดมนต์ตรงด้านหัว
นอนของพอ่ บ้านและแม่บา้ น สวดเสรจ็ กฆ็ า่ ไกเ่ อามาลวก ถอนขนออกแล้วเอาไปย่างไฟใหห้ อมเพ่ือ
นำไปทำกับข้าว เมื่อทำกับข้าวเสร็จก็จัดอาหารลงบนขันโตก อาหารมีข้าว กับข้าว ข้าวปุ๊ก ข้าว
เหนียวต้มที่แกะออกแล้วและเหล้า 1 ถ้วย จากนั้นเอาเส้นฝ้ายที่มีความยาวประมาณ 14-15 นิ้ว
มาวางพาดบนขันโตกให้ถกู ข้าวแกงและขนม เส้นฝ้ายนม้ี จี ำนวนเท่าสมาชิกของครอบครัว จากนั้น
พอ่ บา้ นทำพธิ ีด้วยการเอาไม้คนหม้อข้าวเคาะขนั โตก แลว้ สวดมนตเ์ รียกขวญั มากินอาหาร พอสวด
เสร็จ พ่อบ้านหรือแม่บ้านเอาด้ายขวัญผูกข้อมือลูกทุกคน จากลูกคนเล็กไปยังลูกคนโต พร้อมทั้ง
สวดมนต์เรียกขวัญให้อยู่กับตัว เมื่อผูกเสร็จพ่อบ้านกับแม่บ้านจะผลัดกันผูกมือแก่กันและกัน
พร้อมทั้งสวดมนตใ์ ห้แก่กัน จากนั้นพอ่ บา้ นจะยกถ้วยเหล้าขึ้นจบเทลงไปพอเป็นพิธี แล้วสวดมนต์
ให้ผีลงมาดื่มสุราถ้วยนั้น และขอให้ปกป้องดูแลรักษาโรคภัยให้แก่สมาชิกในครอบครัว ทำให้เกิด
ความเป็นสิริมงคลการทำมาหากินสะดวก ปลูกพืชได้ผลดี พอสวดเสร็จทุกคนก็ดื่มเหล้าด้วยกัน
และกินข้าวในโตกร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี พอตกกลางคืน จะมีการดื่มเหล้าและร้องเพลงกัน การ
ร้องและการดืม่ น้จี ะต้องวนเวียนไปจนครบทุกบ้าน กล่าวแตค่ ำอนั เป็นมงคลแก่ชวี ติ พิธีมัดมือข้ึนปี
ใหมน่ ้ี มเี รอื่ งความเชื่อและกฎเกณฑ์ท่ีควรปฏิบัติเกี่ยวข้องอีกมาก แตกตา่ งในรายละเอียดระหว่าง
หมู่บ้านของแต่ละหมู่บ้าน และแตกต่างตามความเชื่อของหมอผีแต่ละคน แต่มีความเชื่อที่สำคัญ
คือ หากเดือนที่กำหนดจะมีงานมัดมือขึ้นปีใหม่นี้ เกิดเหตุการณ์ไม่ดีไม่งามในหมู่บ้าน เช่น มีคน
ตาย มีเสือเข้ามากินสัตว์เลี้ยงในบ้าน มีหนุ่มสาวได้เสียกัน เป็นต้น ก็ต้องยกเลิกหมดถือว่าการ
เตรียมการครั้งนี้ไม่ดี ทำต่อไปไม่เกิดผลดีตอ่ คนในหมู่บา้ น ต้องเลื่อนไปจัดในเดือนต่อไป หรือหาก

21

จดั พิธไี ปแลว้ เกิดเหตกุ ารณ์ไม่ดีข้ึนทีหลัง จะถือว่างานท่จี ัดไปแลว้ นั้นใช้ไม่ได้เช่นกัน ต้องจัดพิธีกัน
ใหม่อกี (สุริยา รัตนกุล และลักขณา ดาวรัตนหงษ์ 2531)

ก่ีปหิ๊ นา่ จึ๊ (ปกาเกอะญอ) หรือพธิ ีทำขวญั ให้ควาย

พิธีกรรมนี้ทำเฉพาะครอบครัวที่มีควายเท่านั้น และทำกันปีละครั้งเมื่อเสร็จจากฤดูไถหว่าน
ของแต่ละปี ส่วนใหญ่วันที่ประกอบพิธีกรรมจะทำในวันพฤหัสบดี แต่ต้องทำก่อนที่จะหมดฤดูฝน
ในปีนั้น ๆ ครอบครัวที่มีควายจะนัดหมายให้ลูกของตัวเองกลับมา แม้ว่าจะไปทำงานหรือเรียนก็
ต้องกลบั มาทำพิธีน้ี แต่ถา้ หากว่าคนอื่นที่ไม่ได้รบั คัดเลือกไปทำพิธี เช่อื วา่ จะทำให้ควายสุขภาพไม่
ดี ตาบอด ไม่มีลูก เปน็ โรค ลม้ ตายไป สำหรับคนที่จะทำพธิ ีนั้นจะต้องผ่านการคดั เลือก โดยคนที่มี
ความรู้ในการทำนาย ซึ่งการทำนายนี้มักจะใช้ข้าวสาร ใบไม้ ไข่ กระดูกไก่ หรือบางทีก็ดูลายมือ
หลังจากที่ได้ทราบผลการทำนายซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น อาจเป็นเพศชายหรือหญิงก็ได้ โดย
ความเชอ่ื ในเรอ่ื งการทำขวญั ให้ควายนั้น ชาวกะเหรยี่ งเช่ือวา่ เพราะควายเป็นสตั ว์ที่มีพระคุณและ
ผูกพันธ์กันมานาน การทำขวัญให้ควายเป็นการแสดงความเคารพ ขอบคุณ ขออโหสิกรรม ตลอด
จนถงึ การอวยพรให้ควายมสี ขุ ภาพแขง็ แรง มลี ูกดก ไมม่ ีโรคภัยไขเ้ จ็บมาเยือน

การทำพิธีกรรม เริ่มจากเตรียมเครื่องเซ่นให้พร้อม สำหรับไก่ 1 คู่ (ต้องฆ่าและต้มมา
เรียบร้อยแล้ว) หลังจากนัน้ ผูป้ ระกอบพิธีกรรมกจ็ ะถือเคร่ืองเซน่ ไปยังคอกที่มัดควายไว้ จากนั้นก็
เอาวงฝ้ายที่เตรยี มไวเ้ ท่าจำนวนควายของตัวเองทีม่ อี ยู่ไปคล้องทีเ่ ขาควายทั้งสองขา้ งของแต่ละตัว
จนครบทุกตัว ถัดจากนั้นมาก็เอาเทียนไปสอดตดิ กับเขาควายทีเ่ อาฝ้ายคลอ้ งไว้ก่อนแล้ว หลังจาก
นั้นก็โปรยข้าวสาร และประพรมน้ำขมิ้นส้มป่อย ระหว่างที่พรมน้ำขมิ้นส้มป่อย ผู้เป็นพ่อจะสวด
ตามให้ด้วย ข้นั ตอนสดุ ทา้ ยคอื รินเหล้าให้ควาย อาจเทราดบนหัวควายกไ็ ดเ้ ปน็ อันเสร็จพิธี สำหรับ
ไก่ที่นำมาประกอบพิธีกรรมนั้น นำไปทานอาหารกินในครอบครัว และเชิญญาติพี่น้องหรือเพื่อน
บา้ นที่สนทิ กนั มารว่ มรบั ประทานอาหารร่วมกนั

ถางซีไกงย หรือ พธิ ีไลส่ ง่ิ ชั่วโรคภัยไข้ออกจากหมูบ่ า้ น

พิธีกรรมและความเชื่อของกะเหรี่ยงมีอยู่หลายพิธี แต่พิธีกรรมที่ทำสำหรับชาวบ้านท้ัง
หมู่บ้านก็เห็นจะมีอยู่พิธีเดียวคือพิธี "ถางซีไกงย" ซึ่งมีที่มาจากความเชื่อว่า หากชาวบ้านเจ็บป่วย
พร้อมกันหลาย ๆ คน โดยไม่รู้สาเหตุของอาการป่วยนั้น และหรือความเชื่อที่ว่ามีสิ่งอัปมงคลเข้า

22

มาในหมู่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น หากไก่ป่าบินเข้ามาในหมู่บ้านก็จะเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี ผู้นำและผู้
อาวุโสของหมู่บ้านก็จักปรึกษากันเพื่อหาวิธีรักษาและป้องกัน เมื่อหารือจนได้ข้อสรุปแล้วจึง
กำหนดวันเพื่อทำพิธี ซึ่งกำหนดให้เป็นวันอังคารของเดือนไหนก็ได้ในปีที่เห็นว่ามีคนในหมู่บ้าน
เจ็บปว่ ยพร้อมกันมากจนผิดสังเกต การทำพธิ ีกรรมนี้ ต้องทำวันอังคารเท่าน้ันเพราะเชื่อว่าเป็นวัน
แรง

การทำพิธีกรรม เริ่มจากชาวบ้านจะช่วยกันสานตะแกรงขึ้นมา 4 ใบ ที่บ้านของผู้นำ
ประกอบพิธีกรรม เมื่อสานตะแกรงเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำไปแขวนไว้กลางลานบ้านผู้นำใน
ลกั ษณะเรยี งตอ่ กัน หลงั จากนัน้ ชาวบ้านจะนำเครื่องประกอบพิธีกรรมหอ่ ไว้ในใบสกั แลว้ นำไปวาง
บนตะแกรงทั้งสี่ใบนั้น ซึ่งตามประเพณีแล้วจะกำหนดเวลาให้เป็นช่วงเยน็ ของวัน เมื่อถึงเวลาผู้นำ
และผู้อาวุโสของหม่บู ้านจะเริ่มสวดขับไล่สง่ิ ชัว่ ร้าย โรคภยั ไข้เจ็บ สง่ิ อัปมงคลตา่ ง ๆ ให้ออกไปจาก
หมู่บ้าน เมื่อสวดเสร็จแล้วผู้นำและผู้อาวุโสที่สวดจะถ่มน้ำลายลงในตะแกรงทั้งสี่ใบ หลังจากน้ัน
ลูกบ้านคนอื่น ๆ ทั้งหมู่บ้านก็จะทยอยกันมาถ่มน้ำลายลงบนตะแกรงทั้งสี่จนครบทุกคน ส่วนผู้ท่ี
ไมไ่ ดม้ าร่วมพิธีกรรม ก็จะบ้วนน้ำลายลงบนสำลี แล้วฝากให้คนในครอบครวั ทส่ี ามารถไปร่วมพิธีได้
นำไปทิ้งบนตะแกรงท้ังสี่ เมื่อลูกบ้านร่วมพิธีเสร็จทุกคนแล้ว ก็จะมีตัวแทนของคนในหมู่บ้าน
ชว่ ยกนั หามตะแกรงท้ังสใ่ี บนั้นไปท้งิ ไว้ท่ที ศิ ทั้งส่ีของหมูบ่ ้าน ระหวา่ งทน่ี ำตะแกรงออกไป ผู้นำและ
ผู้อาวุโสจะใช้ขี้เถ้าโปรยตามหลังตัวแทนก่อนที่จะออกจากบริเวณพิธี ด้วยเชื่อว่าขี้เถ้านั้นจะบังส่ิง
ชว่ั รา้ ย อปั มงคลตา่ ง ๆ ไมใ่ ห้ย่างกรายเขา้ ในหมบู่ ้านอีกต่อไป

การขน้ึ ปีใหม่ของกลมุ่ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) :

นี ซอ โข่ หรือพธิ ีขึ้นใหม่

วันขึ้นปีใหม่ ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า หนี่ซอโข่ เป็นประเพณีที่จัดข้ึนในช่วงเดอื นมกราคมของทกุ ปี
ซึ่งจะตรงกับช่วงหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันขึ้นปีใหม่จะจัดปีละครั้ง
เท่านั้น เป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของชาวกะเหรี่ยงเพราะเหล่าญาติพี่น้องที่ได้แต่งงานหรือจากบ้าน
ไปทำงานทอ่ี ืน่ จะกลับมาร่วมงานปีใหมก่ ันอย่างถ้วนหน้า

การทำพิธีกรรม เริ่มจากจัดเตรียมขนมหลายชนิด เช่น ข้าวเหนียวต้ม ข้าวปุ๊ก ข้าวหลาม เพื่อ
วันรุ่งขึ้นจะถวายแด่เทพเจา้ เตรียมเหล้า สำหรับประกอบพิธีและดืม่ ร่วมกัน ตกกลางคืนของก่อน

23

วันขึ้นปีใหม่ ผู้นำศาสนาที่ชาวกะเหรี่ยง เรียกว่า "ฮี่โข่" จะทำการเรียกเหล่าชาวบ้านมาชุมนุม ใน
แต่ละบ้านจะส่งตัวแทนบ้านละหนึ่งคน คือ หัวหน้าครอบครัว (ต้องเป็นผู้ชาย) ตอนไปชุมนุม
จะต้องเตรียมเหล้า บ้านละหนึ่งขวดไปยังบ้านของผู้นำศาสนา (ฮี่โข่) ด้วย เมื่อมาพร้อมกันทั้งคน
และเหล้าแล้วฮี่โข่จะเริ่มทำพิธีกรรม พิธีกรรมนี้ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า พิธีกินหัวเหล้า (เอาะซิโข่)
โดยตอนแรกจะนำขวดเหล้ามารวมกัน โดยฮี่โข่จะทำการอธิษฐาน จากนั้นจะรินเหล้าลงในแก้ว
แล้วให้คนที่มาร่วมพิธีดื่ม วิธีการดื่มคือ เอาขวดแรกของคนที่มาถึงก่อน ฮีโข่จะเอามาเทลงแก้ว
แล้วฮี่โข่จะจิบเป็นคนแรก จากนั้นก็ให้คนต่อไปจิบต่อ จิบเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบทุกคนที่มา
ร่วมงาน แล้ววนกลับมาถึงคิวฮี่โข่ ฮี่โข่จะทำการเททิ้งพร้อมอธิษฐานให้พร แด่เจ้าบ้านและ
ครอบครัวของเจ้าของเหล้าขวดที่ได้เทไปแล้วจะทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบทุกขวดของทุกบ้าน
ที่มาร่วมงาน บางครั้งบางทีหมู่บ้านไหนที่มีหลังคาเรือนเยอะอาจทำถึงเช้าเลยก็ว่าได้ เช้าวันขึ้นปี
ใหม่ ชาวกะเหร่ียงจะตื่นแต่เช้าแล้วมาฆ่าหมู ฆ่าไก่ เพื่อจะนำมาประกอบพิธีในวันรุ่งเช้า โดยเร่ิม
จากการนำไก่ที่ฆ่าแล้วพร้อมเหล้าหนึ่งขวดมาตั้งที่ขันโตกเพื่อจะประกอบพิธีมัดข้อมือหรือเรียก
ขวัญของลูกหลานในแต่ละบ้าน โดยผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวจะเป็นผู้ประกอบพิธีนี้ เวลานี้สมาชิก
ทุกคนในครอบครัวจะอยู่กันครบหน้า (คล้าย ๆ กับการรดน้ำดำหัว) ผู้เฒ่าผู้แก่เริ่มมัดข้อมือ
ลูกหลาน โดยจะนำไม้มาเคาะที่ขันโตกเพราะเชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญของลูกหลานให้กลับมาอยู่
กับเนื้อกับตัว จากนั้นก็มัดข้อมือพร้อมอธิษฐานให้พร ในคำอธิษฐานนั้นจะกล่าวให้ทุกคนใน
ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง หลังจากมัดข้อมือ
เสร็จแล้วจะรับประทานอาหารร่วมกัน พอรับประทานอาหารเสร็จ ก็จะออกตระเวนไปตามบ้าน
ของแตล่ ะบา้ นแต่ละครอบครัวเพ่ือกินสังสรรค์กนั พร้อมรนิ เหล้าเพื่ออธษิ ฐานและอวยพรให้ซึ่งกัน
และกัน จากนั้นจะเดนิ ทางไปกินเหลา้ ทุก ๆ บ้านในหมูบ่ ้านและอวยพรใหท้ ุกบ้านมแี ต่ความสขุ ไป
ด้วย พิธีขึ้นปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยงนั้นจะมีวันที่สำคัญที่สุด คือ วันแรก ส่วนวันอื่น ๆ แล้วแต่ว่า
อยากกินถึงวันไหน ซึ่งแล้วแต่แต่ละหมู่บ้านที่ได้จัดขึ้น หลังจากพิธีขึ้นปีใหม่ "นี่ซอโข่" เรียบร้อย
แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นวิถีการทำมาหากินของปีถัดไป ที่กล่าวมาทั้งหมดคือกะเหรี่ยง
พุทธ หรือ "เอาะ คแฆ" นอกจากนี้ยังมีกะเหรี่ยงอีกกลุ่ม คือ กะเหรี่ยงคริสต์ กะเหรี่ยงคริสต์จะมี
พิธีกรรมที่คล้าย ๆ กัน แต่จะทำในแบบศาสนาของตนเอง คือเข้าโบสถ์ อธิษฐานเสร็จจะทานข้าว
ร่วมกัน จากนั้นจะมีการประมูลราคาข้าวของแต่ละบ้านที่นำมาประมูลร่วมกัน หลังจากประมูล
ราคาส่งิ ของเสรจ็ ก็จะมกี ารจัดกลุ่มแข่งกีฬาพื้นบา้ นชนิดต่าง ๆ ตกเย็นมีการแสดงละครสร้างความ

24

บันเทิง จะไม่มีการกินเหล้าหรือเมามายในวันนี้ จากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง
ในชว่ งนจี้ ะมีการอธิษฐานทกุ คนื จนครบ 7 คืน จึงจะถอื วา่ ส้นิ สดุ พิธขี นึ้ ปีใหม่
เคร่อื งดนตรีของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์กะเหรย่ี ง (ปกาเกอะญอ) :
เตหน่า เป็นเครื่องดนตรีของชนเผา่ กะเหรี่ยง ทำด้วยไม้อ่อน เหลาและกลึงให้เป็นรูปเหมือนกล่อง
รูปทรงรี มีก้านยาวโก่งและโค้งสูงขึ้นไป ที่ตัวจะเจาะรูเป็นโพรงปิดด้วยโลหะบาง ๆ สายทำด้วย
เส้นลวดมีสายตั้งแต่ 6-9 สาย เตหน่าใช้สำหรับดีดและร้องเพลงประกอบ ใช้ในโอกาสมีเวลาว่าง
และเพื่อความสนุกสนานโดยเฉพาะหน่มุ ๆ จะใชเ้ ตหน่าในการเกีย้ วพาราสีหญิงสาวในยามค่ำคืน

ช่ือ เตหน่า เปน็ เครอ่ื งดนตรีของชนเผ่ากะเหรยี่ ง
ศาสนาและความเชื่อของกลุม่ ชาตพิ นั ธ์ุกะเหร่ยี ง (ปกาเกอะญอ) :

เดิมชาวกะเหรี่ยงนับถือผี มีการบวงสรวงและเซ่นสังเวยอย่างเคร่งครัด ภายหลังหันมานับ
ถือศาสนาพทุ ธและศาสนาคริสต์มากขน้ึ แต่ก็ยังคงความเช่ือเดิมอยู่ไม่น้อย เชน่ ความเช่ือเรื่องขวัญ
หรอื การทำกิจกรรมตา่ ง ๆ จะตอ้ งมีการเซ่นเจ้าท่เี จ้าทาง และบอกกล่าวบรรพชนให้อุดหนุนค้ำจุน
ช่วยให้กิจการงานนั้น ๆ เจริญก้าวหน้า ทำเกษตรกรรมได้ผลผลิตดี ให้อยู่เย็นเป็นสุข ปกป้อง
คมุ้ ครองดแู ล และยงั เปน็ การขอขมาอีกดว้ ย การนบั ถอื ผีต่าง ๆ ทีม่ ใี นชุมชน เช่น ผบี ้าน ผีป่า ผีน้ำ
ผีไฟ เป็นต้น ความเชื่อเหล่านี้ได้แทรกซึมและมีอิทธิพลมาก ต่อการประพฤติปฏิบัติใน
ชีวิตประจำวันของคนในชุมชน โดยเฉพาะศาสนาพทุ ธผี ที่ยงั คงรกั ษาพิธีกรรมต่าง ๆ เอาไวอ้ ยู่ เช่น
การมดั มอื เรียกขวัญในยามเจ็บไข้ได้ป่วย การเรียกขวญั ผูกข้อมือหรือพิธีมัดมือเลี้ยงด้วยหมูหรือไก่
นอกจากนี้ยังมีการนับถือศาสนาสากล นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และเกิดการผสมผสาน
ระหว่างศาสนากับความเชือ่ ดัง้ เดมิ

25

ความเช่ือเรอื่ งขวัญ
ขวญั ที่สถติ ย์อยใู่ นตัวมนษุ ย์มจี ำนวน 5 ขวญั ได้แก่ ขวัญแขนซ้าย ขวญั แขนขวา ขวญั เท้าซ้าย

และเท้าขวานับรวมกันเป็นหนึ่งขวัญ ขวัญดวงจิตและขวัญกระหม่อม (หรือเรียกตามชื่อดั้งเดิมว่า
ขวญั หัวนำ้ )
ขวญั ทเ่ี ป็นสตั วป์ ่าและสิ่งมชี ีวติ อนื่ ๆ จำนวน 31 ขวญั ได้แก่
1.สตั วน์ ้ำ 5 ขวัญ : กุ้ง หอย ปู ปลา และเขียด
2.สัตวเ์ ล้ือยคลาน 6 ขวญั : งู เตา่ ตะกวด ต๊กุ แก แย้ และไสเ้ ดอื น
3.สัตว์ใหญ่ 9 ขวญั : หมูป่า เกง้ เสอื สิงห์ หมี กระทงิ ช้าง ชะนี และลิง
4.สัตวเ์ ลก็ 5 ขวญั : นกเงือก ไก่ฟา้ ไก่ปา่ เหย่ียว และหนู
5.แมลง 5 ขวัญ : จง้ิ หรดี ตั๊กแตน แมงมมุ ต่อ และผีเส้ือ

ขวัญที่เปน็ ธญั พชื จำนวน 1 ขวัญ ได้แก่ ขวญั ข้าว

26


บรรณานุกรม
เอกสารอา้ งอิง :
เนอื้ หาโดย สรศกั ด์ิ เสนาะพรไพร เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และ กนกวรรณ มพี รม นักวิจยั อสิ ระ
ปงี บประมาณ 2561 , วันทอี่ ัพโหลด ; 29 กนั ยายน 2562
เอกสารอา้ งอิง
กนกวรรณ มีพรหม. (2560). ทวนกระแสการพัฒนา:ชุมชนปกาเกอะญอกับการอนุรกั ษ์สิ่งแวดลอ้ มใน
พืน้ ทแ่ี ม่แจ่ม. เชยี งใหม่.บณั ฑิตวทิ ยาลยั .มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
กรรณกิ าร์ พรมเสาร์ และเบญจา ศลิ ารักษ.์ (2542). ปา่ เจ็ดชน้ั ปญั ญาปราชญ์: จากคำบอกเล่าของพ่อ
หลวงจอนิโอโดเชา. กรุงเทพฯ: มูลนธิ ิภูมิปญั ญา.
กศุ ล พยคั ฆ์สัก. (2555). “การเมืองวฒั นาธรรมของคนกนุม่ สาวในการเคล่อื นไหวทางสังคมรูปแบบ
ใหม่: กรณีหารศึกษากลมุ่ ผนู้ ำหนมุ่ สาวของเครือขา่ ยเกษตรกรภาคเหนอื ”. ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการ
พัฒนาสงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
โกมาตร จงึ เสถียรทรัพย์ และคณะ. (2554). วถิ ีชุมชน เคร่อื งมือ 7 ช้ิน ที่ทำให้งานชมุ ชนง่าย ได้ผล
และสนุก. (พิมพ์ครั้งที่9). นนทบรุ ี : สุขศาลา สำนักวจิ ยั สงั คมและสุขภาพ (สวสส.) ขจัดภัย บุรษุ พนั ฒ.์ (2528).
ชาวเขา. กรงุ เทพฯ: แพรพ่ ทิ ยา.
ขวญั ชวี นั บัวแดง. (2549). กะเหรยี่ ง หลากหลายชีวิตขากขุนเขาสเู่ มอื ง. เชียงใหม:่ ศูนย์ศกึ ษาชาติ
พันธุ์และการพฒั นา สถาบันวิจยั ชาวเขา มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
ขวัญชวี นั บวั แดง และคณะฯ. (2547). วาทกรรมอตั ลกั ษณ.์ กรงุ เทพฯ: ศนู ย์มานษุ ยวิทยาสริ ินธร
(องคก์ ารมหาชน).
ข้อมูลพื้นฐานชุมชนและการจัดการทด่ี นิ ลุม่ น้พแม่เตยี ะ-แม่แตะโดยองค์กรชุมชน. 2548
ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนเิ วศน์ในเขตป่าชมุ ชน ภาคเหนือ 2541

ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า. (2543). “แนวคิดวฒั นธรรมชมุ ชน". ใน ฉตั รทยิ ์ นาถสกภา (บรรณธกิ าร).
วฒั นธรรมไทยหบั ขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม. 191-193. กรงุ เทพฯ จลุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

27

ชัยประเสรฐิ โพคะ. (2554). วิถีการผลิตในระบบวนเกษตรและการจัดการป่าชมุ ชนกบั การ
เปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศและการสรา้ งความม่นั คงทางอาหารของชมุ ชนในภาคเหนือของกะเหรี่ยงในภาคเหนือ
ของประเทศไทย. เชยี งใหม:่ มูลนธิ พิ ฒั นาภาคเหนอื (มพน.) และชุมชนหว้ ยกินลาด.

ชิ สวุ ิชาน และพร้อมพล สัมพนั ธโน. (2555). วถิ ีนำ้ วถิ คี นปกาเกอะญอมือแจะคี (ปา่ สนวดั จนั ทร)์ :
เรื่องราวภูมิปัญญาในการใชแ้ ละรกั ษาน้ำของคนปกาเกอะญอ. สมาคมปกาเกอะญอเพ่ือการพฒั นาสงั คมและ
สิ่งแวดลอ้ ม.

ชูสิทธิ์ ชชู าติ. (2538). การใช้ภมู ิปัญญาชาวบา้ นในการอนุรักษป์ ่าและระบบนเิ วศเพ่ือแก้ปัญหาภยั
แล้งของประเทศไทย. สำนักงานคณะกรรมการการวจิ ยั แห่งชาต.ิ

ถาวร กมั พลกลู . (2547). ไร่หมนุ เวียนในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ สัมพันธภาพแห่งการ
เก้ือกูลและสมดุลกันระหวา่ ง คน-คน/-รรมชาติ/ คน-สง่ิ สงู สุด. เครือข่ายกองบญุ ข้าว เชียงใหม.่ พิมพ์ท่ี บริษัท
บ.ี เอส.ดี การพิมพ์จำกัด.

ปชาบดี พมุ่ พวง ชุติกาญน์ เฉลอมฤทธ์ิมนตรี จุไรพร จติ พิทศั น.์ (2546). รายงานฝกึ ภาคปฏบิ ตั ิ
การสนามภาคฤดรู ้อน 2546 ณ บ้านหอ้ ยหอย หมทู่ ี่ 19 ต.แม่วิน อ.แมว่ าง เชียงใหม่. คณะสงั คมศาสตร์ มหา
วมิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ประจำภาคฤดรู อ้ น

ป่ินแก้ว เหลอื งอร่ามศรี และคณะ. (2548). การเมืองเรอ่ื งปา่ ไม้ ยคุ หลังสัมปทาน. กรุงเทพฯ:
มูลนธิ ฟิ ืน้ ฟชู วี ติ และธรรมชาติ.

พระญาณพล กิตติปญโญ.(ไพรอมรรตั น์). (2559). ศึกษาวิเคราะหพ์ ธิ กี รรมการผกู ข้อมือ
กะเหรี่ยงสะกอร์ตามแนวพทุ ธจริยศาสตร์. บัญฑติ วิทยาลัย.มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวทิ ยาลยั

มานพ ศรวี รกลุ . (2547). “การเปลีย่ นแปลงในระดบั ครอบครัวและชุมชนจากการนับถอื ศาสนาครสิ ต์
ของชาวปกาเกอะญอ. วิทยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบันฑิต สาขาการศึกษานอกระบบบณั ฑติ วทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.

ยศ สนั ตสมบตั .ิ (2547). นเิ วศวิทยาชาติพนั ธุ์ ทรัพยากรชีวภาพ และสิทธชิ ุมชน. ศูนย์ศึกษาความ
หลากหลายทางชีวภาพและภูมปิ ัญญาท้องถ่ินเพื่อการพัฒนาทยี่ ั่งยนื ภาควิชาสังคมวทิ ยาและมานุษยวิทยา
คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.

วนิ ยั บญุ ลือ. (2545). “ทุนทางวัฒนะรรมและการชว่ งชงิ อำนาจเชงิ สัญลกั ษณ์ของชุมชนชาวปกา
เกอะญอ”. วิทยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าการพัฒนาสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.

28

ศยามล ไกยรู วงค์, กฤษฎา บญุ ชัย และอจั ฉรา รกั ยุติธรรม. (2545). “ขบวนการเครือขา่ ยกลุ่ม
เกษตรกรภาคเหนอื เพื่อพิทักษส์ ิทธชิ มุ ชนในการจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละธำรงอัตลกั ษณ์ทางชาตพิ ันธุ์”.
ใน ผาสกุ พงษ์ไพจิตร และคณะ. วถิ ีชวี ติ วถิ สี ู้ ขบวนการประชาชนรว่ มสมยั . เชยี งใหม:่ สำนกั พิมพต์ รสั วิน (ซลิ
เวอรม์ บุคส์).

ศรณิ ทพิ ย์ หม้ันทรัพย.์ (2543). “กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์และการปรับเปล่ียนบทบาทหญงิ
ชายในชมุ ชนปกาเกอะญอ”. วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสงั คมบัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สมคดิ ปัญญาด.ี (2556). “ปจั จัยที่มีอิทธิพลต่อการอนุรักษป์ ่าไม้และการมสี ่วนร่วมของเขาเผา่ ปกา
เกอะญอ ตำบลแมน่ าจร อำเภอแมแ่ จ่ม จงั หวดั เชียงใหม่”. วิทยานิพนธืศลิ ปศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาการ
จดั การมนุษย์กบั สงิ่ แวดลอ้ ม บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.

สมบัติ คำบุญเยือง. (2547). จอนิโอโ่ ดเชา: ผูเ้ ฒ่าภเู ขา : ชาวบ้านทีไ่ ม่ธรรมดา. รายงานวิจัยฉบับ
สมบรู ณส์ ำนักงานกองทนุ สนับสนนุ กองทุนการวิจัย.

สรศกั ด์ิ เสนาะพรไพร. (2552). ภูมปิ ญั ญากบั การจดั การทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ปา่ กรณีศึกษา
ความเชื่อภูมิปญั ญาขวญั 37 ประการ. เชยี งใหม่ บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิยาลยั แมโ่ จ.้

สวุ ชิ าน พัฒนาไพรวลั ย.์ (2550). การดำรงความเปน็ ชมุ ชนปกาเกอะญอท่ามกลางการเปลยี่ นแปลง
ในดา้ นทรพั ยากร เศรษฐกจิ และความสัมพันธท์ างสงั คม. เชียงใหม:่ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

29



ภาคผนวก

30



ประวตั ิผู้จัดทำ

ช่อื สามเณร จักรพนั ธุ์ นามสกลุ แบเจ
รหัสนกั ศกึ ษา 6310540211003 ช้นั ปี3
คณะศึกษาศาสตร์ เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตล้านนา
ภมู ิลำเนา
บ้านเลขท่ี 46 ม.6 ต.บา้ นจันทร์ อ.กลั ยาณวิ ัฒนา จ.เชียงใหม่ ๕๘๑๓๐
ประวตั กิ ารศกึ ษา
ศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก บา้ นหนองแดง ต.บา้ นจันทร์ อ.กัลยาณิวฒั นา จ.เชยี งใหม่ ๕๘๑๓๐
ระดับอนบุ าล โรงเรยี นสามัคคีสนั ม่วง ต.บา้ นจนั ทร์ อ.กัลยาณิวฒั นา จ.เชยี งใหม่ ๕๘๑๓๐
ระดับประถม-มัธยมตอนตน้ โรงเรียนสามัคคสี นั มว่ ง ต.บา้ นจนั ทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ๕๘๑๓๐
มัธยมตอนปลาย โรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ ต.เชงิ ดอย อ.ดอยสะเกด็ จ.เชยี งใหม่ 50220


Click to View FlipBook Version