1
เอกสารประกอบการเรียน
หลักสตู รศลิ ปะระยะสั้น
การออกแบบผลิตภัณฑ์
จากอัตลักษณ์
จติ รกรรมฝาผนงั วดั ภูมนิ ทร์
ผูจ้ ัดทําหลกั สูตร
สุชาติ อ่มิ สาํ ราญ
นสิ ิตระดบั ปรญิ ญามหาบัณฑติ
สาขาวิชาศิลปศกึ ษา
ภาควชิ าศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา
คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
2
3
คํานาํ
วัดภมู ินทร์ เปน็ วดั ท่มี ชี อ่ื เสียงของจงั หวดั น่าน ปจั จบุ ันตั้งอย่ทู ่ี ต.ในเวยี ง อ.เมืองน่าน จ.น่าน สรา้ งขนึ้ โดยเจ้าเจตบตุ รพรหมมิ
นทร์ เมอ่ื พ.ศ. 2139 หลงั จากขึ้นครองนครน่าน ความโดดเดน่ และมีคณุ ค่าของสถาปัตยกรรมของวัดภูมินทร์ คอื เปน็ อาคาร
ทม่ี แี ผนผงั แบบจัตุรมุขพบเป็นจำานวนนอ้ ยมากในล้านนา (ฉัตรสรุ างค์ แกว้ เปน็ ทอง, 2556: 1) จติ รกรรมฝาผนงั ในวหิ ารวดั
ภมู ินทรน์ อกจากจะถา่ ยทอดเรอ่ื งราวทางพระพุทธศาสนาแลว้ ยงั เป็นงานศิลปะทส่ี ะทอ้ นสภาพสงั คมของจงั หวัดน่านในหลาก
หลายดา้ น อาจกลา่ วได้ว่าเปน็ บันทึกทางประวตั ศิ าสตร์ทใี่ ชศ้ กึ ษาถงึ วถิ ีชวี ติ ของคนน่านในยุคดังกลา่ ว ที่แสดงให้เหน็ คตคิ วาม
เชอ่ื วฒั นธรรม ประเพณี วิถชี วี ติ พน้ื บา้ น และอิทธพิ ลต่างๆ ทีเ่ ข้ามามีบทบาท ทั้งหมดน้ีจงึ นบั ได้ว่าเปน็ อัตลักษณ์ของจติ รกรรม
ฝาผนังวัดภมู นิ ทร์ที่ไมเ่ หมอื นวดั ใดในประเทศไทย แต่เยาวชนกลับไมม่ แี รงจูงใจในการเขา้ ถงึ ความรพู้ ้ืนบา้ นทท่ี รงคณุ ค่าเหลา่ นี้
อนง่ึ การออกแบบเปน็ การถ่ายทอดความคิดออกมาเปน็ ผลงานหรอื วิธีการท่ผี อู้ ่นื สามารถมองเหน็ รับรู้ หรือสัมผัสได้ เพอ่ื ใหม้ ี
ความเขา้ ใจในผลงานหรอื วิธีการร่วมกัน การออกแบบจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลงานหรอื ช้ินงาน แตจ่ ะเนน้ ถึงวธิ กี ารในการทำางาน
ต่างๆ เป็นการใช้ความคิดสรา้ งสรรค์ในการสรา้ งและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มคี ณุ ภาพและประสิทธภิ าพสงู กลายเป็นนวตั กรรมหรอื
เทคโนโลยีสมยั ใหมท่ ่ีมปี ระโยชน์ต่อมนษุ ย์ (จฑุ ารตั น์ ใจบุญ, 2563) อีกท้ังปจั จุบันนิยมนำาเอาความเป็นพน้ื บ้านมาประยกุ ต์ใช้
ในการออกแบบเพือ่ เพ่ิมความเปน็ แปลกใหม่ นา่ สนใจใหก้ ับชน้ิ งาน หลักสตู รการออกแบบผลิตภณั ฑ์จากอตั ลกั ษณจ์ ติ รกรรม
ฝาผนงั วดั ภูมินทร์ จงึ เป็นหลักสูตรระยะสั้นทเี่ น้นใหผ้ ู้เรียนทมี่ อี ายุตง้ั แต่ 13 ปขี ้นึ ไป ไดศ้ กึ ษาความรทู้ ีเ่ กยี่ วกับการออกแบบ
ผลิตภณั ฑ์ และอตั ลกั ษณข์ องจังหวดั นา่ นจากจิตรกรรมฝาผนังวดั ภมู นิ ทร์ ด้วยรปู แบบใหมท่ สี่ อดคลอ้ งกบั วถิ ีชวี ิตใหม่ใน
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรค COVID-19 หลักสูตรน้จี ึงได้นาำ เสนอในรูปแบบออนไลน์ (Online Learning) ซ่งึ ผูเ้ รียน
สามารถเรียนไดท้ กุ สถานท่ี ทกุ เวลา โดยใช้ส่อื ทหี่ ลากหลาย ได้แก่ หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-book) คลปิ วดี ทิ ศั นก์ ารสอน ทำาให้
ผ้เู รยี นเกิดความรคู้ วามเขา้ ใจไมต่ ่างจากการเรยี นการสอนแบบเดิมในหอ้ งเรยี น
4 คําอธิบายหลักสูตร Content
5 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1
จิตรกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์ จังหวดั นา่ น
9 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2
รอื่ งเลา่ ในจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมนิ ทร์
16 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
สภาพสังคม ประเพณแี ละวฒั นธรรมท้องถ่นิ ของจังหวดั นา่ น
ในอดตี ทส่ี ะท้อนผา่ นจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์
19 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4
อัตลักษณข์ องผา้ ทอจังหวัดนา่ น
21 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5
หลักการออกแบบผลติ ภัณฑ์
26 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 6
การฝึกปฏิบัตกิ ารออกแบบผลิตภัณฑ์
28 บรรณานุกรม
4
คําอธิบายหลักสูตร
ชื่อหลักสูตร การออกแบบผลติ ภณั ฑจ์ ากอัตลกั ษณจ์ ติ รกรรม
ฝาผนงั วดั ภมู ินทร์
ระยะเวลาการใช้หลกั สตู ร จำานวน 6 ช่ัวโมง
เนอ้ื หาวิชา การออกแบบผลิตภัณฑ์
อัตลักษณ์จิตรกรรมฝาผนงั วัดภมู ินทร์
สถานศกึ ษา ตามอธั ยาศยั ของผู้เรยี น
เงือ่ นไขรายวชิ า จุดมุ่งหมาย
ผเู้ รยี นอายุ 13 ปขี นึ้ ไปทสี่ นใจเรยี นรูก้ ารออกแบบ เพื่อให้ผู้เรียนที่สนใจการออกแบบ
ผลติ ภัณฑ์เบื้องต้นและความรอู้ ตั ลักษณ์จติ รกรรมฝาผนงั วัดภูมนิ ทร์ ผลิตภัณฑ์ได้ศึกษาอัตลักษณ์จิตรกรรม
หลักการและเหตุผล ฝาผนังวัดภูมินทร์และนำาไปประยุกต์
วัดภูมนิ ทร์ เป็นวดั ที่มีช่ือเสยี งของจังหวดั น่าน ปจั จุบันตง้ั อยู่ที่ ต.ในเวียง อ.เมอื งน่าน จ.นา่ น ใช้ในการงานออกแบบ
สรา้ งข้ึนโดยเจา้ เจตบุตรพรหมมินทร์ เม่อื พ.ศ. 2139 หลังจากขึน้ ครองนครน่าน ความโดด วัตถุประสงค์
เด่นและมคี ณุ คา่ ของสถาปตั ยกรรมของวดั ภมู ินทร์ คือ เปน็ อาคารท่ีมแี ผนผังแบบจตั ุรมุขพบ 1.เพ่ือเผยแพร่ความรู้ท้องถิ่นและอัตลักษณ์
เป็นจาำ นวนนอ้ ยมากในล้านนา (ฉตั รสุรางค์ แก้วเป็นทอง, 2556: 1) จติ รกรรมฝาผนังในวหิ าร จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ให้ผู้เรียนมีความรู้
วัดภมู ินทรน์ อกจากจะถา่ ยทอดเรอ่ื งราวทางพระพทุ ธศาสนาแลว้ ยังเปน็ งานศิลปะทีส่ ะท้อน ความเข้าใจ
สภาพสังคมของจงั หวัดนา่ นในหลากหลายดา้ น อาจกล่าวได้วา่ เป็นบนั ทกึ ทางประวตั ศิ าสตร์ 2.เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถนำาความรู้ไปประยุกต์
ท่ีใชศ้ กึ ษาถึงวถิ ชี ีวติ ของคนนา่ นในยุคดังกล่าว ที่แสดงให้เหน็ คติความเชอ่ื วัฒนธรรม ใช้ในการการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความ
ประเพณี วิถชี วี ิตพ้ืนบา้ น และอทิ ธพิ ลต่างๆ ท่ีเข้ามามีบทบาท ทงั้ หมดนี้จึงนบั ไดว้ า่ เปน็ อตั สนใจของตนเอง
ลกั ษณ์ของจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทรท์ ีไ่ มเ่ หมอื นวัดใดในประเทศไทย แต่เยาวชนกลับไม่มี การประเมินผล
แรงจูงใจในการเข้าถึงความรพู้ ื้นบ้านท่ีทรงคุณคา่ เหลา่ น้ี อนง่ึ การออกแบบเป็นการถ่ายทอด ผู้เรียนเรียนรู้ครบถ้วนตามบทเรียนท่ีกำาหนดให้
ความคดิ ออกมาเปน็ ผลงานหรือวิธกี ารทผ่ี ู้อน่ื สามารถมองเหน็ รับรู้ หรือสมั ผัสได้ เพื่อให้มี ประเมินผลจากผลงานการฝึกปฏิบัติออกแบบ
ความเขา้ ใจในผลงานหรอื วิธกี ารร่วมกัน การออกแบบจึงไมไ่ ด้มุ่งเนน้ เฉพาะผลงานหรอื ชน้ิ ผลติ ภณั ฑ์ จึงจะผ่านการศกึ ษาในหลกั สตู ร
งาน แต่จะเนน้ ถึงวธิ กี ารในการทาำ งานต่างๆ เป็นการใช้ความคิดสรา้ งสรรคใ์ นการสรา้ งและ และไดร้ บั e-certificate
พฒั นาผลิตภณั ฑท์ ่ีมีคุณภาพและประสิทธภิ าพสงู กลายเปน็ นวตั กรรมหรือเทคโนโลยีสมยั ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ใหมท่ ่มี ปี ระโยชนต์ ่อมนษุ ย์ (จฑุ ารัตน์ ใจบญุ , 2563) อีกท้ังปจั จุบันนยิ มนาำ เอาความเป็น ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนัง
พื้นบา้ นมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบเพื่อเพิม่ ความเปน็ แปลกใหม่ นา่ สนใจให้กบั ช้นิ งาน วัดภูมินทร์จังหวัดน่านอย่างรอบด้านจน
หลกั สูตรการออกแบบผลติ ภัณฑ์จากอัตลกั ษณจ์ ิตรกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์ จึงเปน็ หลกั สตู ร สามารถนำาไปประยุกต์ใช้ในการการออกแบบ
ระยะสนั้ ทเ่ี น้นให้ผเู้ รยี นท่มี ีอายตุ งั้ แต่ 13 ปขี น้ึ ไป ได้ศกึ ษาความร้ทู เ่ี กย่ี วกบั การออกแบบ ผลิตภัณฑ์จากอัตลักษณ์จิตรกรรมฝาผนังวัด
ผลิตภัณฑ์ และอตั ลกั ษณข์ องจงั หวดั นา่ นจากจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์ ดว้ ยรูปแบบใหม่ ภมู นิ ทรต์ ามความสนใจของตนเองได้
ท่สี อดคล้องกับวถิ ีชวี ิตใหม่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 หลกั สูตรนี้
จึงได้นำาเสนอในรูปแบบออนไลน์ (Online Learning) ซ่ึงผู้เรยี นสามารถเรียนได้ทกุ สถานที่
ทกุ เวลา โดยใช้สอ่ื ทห่ี ลากหลาย ได้แก่ หนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) คลิปวดี ิทัศน์การ
สอน ทำาให้ผูเ้ รยี นเกิดความรคู้ วามเขา้ ใจไมต่ ่างจากการเรียนการสอนแบบเดิมในหอ้ งเรยี น
เอกสารประกอบการเรยี น
5
จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
จิรศักดิ์ เดชวงคญ์ า (2546) ได้เขียนบทความจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทร์ จงั หวดั น่าน: การศึกษาคร้ังล่าสุด ไว้
ในวารสารเมืองโบราณความวา่ ชอ่ื วัดภมู ินทรป์ รากฏในหลักฐานเอกสารคร้งั แรกประมาณ พ.ศ.2146 โดยมี
ความทีเ่ กยี่ วเน่ืองในสมยั เม่ือครง้ั เจา้ เจตบตุ รพรหมมนิ ทร์ รบกบั มังนรธาช่อจากเชยี งใหม่ เอกสารกลา่ วว่าทพั
พม่าจากเชยี งใหม่สามารถเข้าตเี มืองนา่ นได้ และจับเอาเจา้ เจตบตุ รฯ ไปเชียงใหม่ สว่ นเจ้านำ้าบ่อ อนุชาของเจ้า
เจตบุตรฯ ถูกพม่าทรมานจนตาย พมา่ จึงได้นำาศพเจ้าน้ำาบอ่ ไปทงิ้ ในบ่อนำ้าวดั ภมู ินทร์
ตอ่ มาราว พ.ศ. 2247 ในสมยั พระเมืองราชา
ครองเมืองน่านมีความพยายามจะฟ้ืนม่านทัพ
พมา่ จงึ ยกเข้าตีเมอื งน่าน เผาทาำ ลายพระพทุ ธ
รปู เจา้ วดั ภูมนิ ทรอ์ งค์ตะวนั ตก
วัดภูมินทร์ปรากฏชื่ออีกครั้งหนึ่งในรัชกาล คงวางตามแนวตะวนั ตก - ตะวนั ออก เข้าใจวา่ ส่วนลายปูนปั้นประดับกระจกยังคงลักษณะ
พระเจา้ อนันตวรฤิทธิเดช เม่ือ พ.ศ. 2410 ข้อ การปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าอนันต ลายพื้นเมืองได้เกือบทั้งหมดท่ีเสาไม้ขนาบ
ความในเอกสารระบุว่าพระเจ้าอนันตวรฤิทธิ วรฤิทธิเดชคงจะได้ถมพ้ืนที่เดิมขึ้นมาสูงมาก ข้างซุ้มโขงทุกด้านมีลายปูนปั้นประดับกระจก
เดชโปรดฯ ใหส้ ร้างวหิ ารหลวงวัดภมู ินทร์ และ จนเกอื บถึงระดบั ยอดของใบเสมา เปน็ ลายประเภทแผงทรงพุม่ ใบเทศ ด้านล่าง
ฉลองเม่ือเดือนหก เพ็ญ โดยให้รายละเอยี ดคา่ บันไดทางขึ้นสู่วิหารมีทั้งสี่ด้านโดยด้านทิศ สดุ มลี ายกรุยเชงิ เข้าใจว่าเปน็ รูปแบบศิลปะ
ใช้จา่ ยวา่ เหนอื มรี าวบันไดรปู พญานาค ส่วนหางอย่ทู าง รตั นโกสนิ ทร์
“เหลก็ เสี้ยงสามหม่นื ทองเสยี้ งหกพนั ปาย ด้านทิศใต้ในขณะท่ีปลายราวบันไดทางทิศ ลายประดับหน้าบันทุกด้านเป็นลายก้านที่
หน่งึ ร้อย แก้วเสีย้ งสามแสนสามหมืน่ สอง ตะวนั ตกและตะวันออกเปน็ รปู ตวั เหงา ออกจากดอกกลมกึ่งกลางหน้าบันด้านล่าง
พัน คำาปิว เสย้ี งห้าหมนื่ ส่ีพันเจด็ รอ้ ย รักเสี้ ถึงแม้ว่าดูจะมีความพยายามทำาประตูทาง ก้านเหล่านั้นวางเลื้อยไปตามจังหวะและ
ยง 35 ไหปาย 16 กระบอก หางเส้ียง 18 เขา้ ทั้งส่ดี ้าน เปน็ ซุ้มทเ่ี ลียนแบบซ้มุ เรือนยอด พนื้ ทข่ี องทรงสามเหลย่ี ม ปลายกา้ นประดับ
ห่อ น้าำ มันสมสะทายเสี้ยง 20 ไห นาำ้ อ้อยเส้ี ทรงมณฑปในศิลปะรัตนโกสินทร์ร่วมสมัย ด้วยลายดอกทรงใบเทศหรือลายดอกกลม
ยงตื้อหกแสนห้าหม่นื ปูนเส้ียง 2 ตอ้ื สี่ล้าน เช่น ซุ้มประตโู บสถว์ ัดราชบพิธสถติ ยมหาสีมา บริเวณกลีบดอกประดับกระจกสีต่างๆกัน
สามแสนหา้ หม่ืน จ้างช่างเล่อื ยไม้เงนิ ตราเส้ี ราม กรุงเทพฯ ซ่ึงเปน็ มณฑปทรงเรือนยอด โดยพื้นหลังของหน้าบันท้ังหมดประดับ
ประดับกระเบ้ืองเคลือบแต่ในรายละเอียดของ กระจกสเี งิน ถงึ แม้วา่ ลายดอกต่างๆ น้ันจะ
ยง 5 ชัง่ เงินแถบเสย้ี ง 300 แถบแล” องค์ประกอบก็ยังสอดแทรกความเป็นท้องถิ่น มอี ิทธพิ ลภาคกลางอยู่มาก แตเ่ ทคนิคการ
การสร้างวิหารวัดภูมินทร์ระบุในเอกสารว่า ไว้ด้วยความเป็นท้องถิ่นน้ันได้แก่ลักษณะตัว ประดับกระจกสีคาดว่าอาจเก่ียวเน่ืองกับการ
แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2417 ต่อมาในปีพ.ศ.2429 โขงท่ีมีแผนผงั ยกเก็จมากกวา่ การย่อมุม การ ประดับกระจกท่ีเร่ิมนิยมกันในศิลปะลาวท่ี
C.E.W. Stringer กงศุลองั กฤษประจำาเชยี งใหม่ ประดบั ดว้ ยโคง้ ปากแล สว่ นยอดท่เี ปน็ ชัน้ ลด หลวงพระบางอยู่บ้าง
ได้เดินทางไปนา่ นและระบวุ า่ “วัดที่สาำ คัญใน ซ่งึ เลียนแบบจากตัวประตูดา้ นลา่ ง แต่ทำาชอ่ ง
เมืองได้แก่ วัดภมู นิ ทราชา ทม่ี ีพระพทุ ธรปู ว่างระหวา่ งชน้ั สนั้ มาก เพราะตอ้ งการให้คลา้ ย
ส่ีองคอ์ ยตู่ รงกลาง ทน่ี ่ีเราได้พบกบั พระแกๆ่ ชน้ั ลดของภาคกลาง ตลอดจนยอดรปู บัวตมู ซ่ึง
องคห์ น่ึงซึ่งเคยเดนิ ทางไปองั กฤษเมื่อ 3 - 4 ปี แตกต่างจากเรือนยอดซุ้มประตูภาคกลางอย่าง
ทีแ่ ลว้ พร้อมกบั ชาวพม่าท่ีไปขายอัญมณี” ชดั เจน
วิหารวัดภูมินทร์เป็นอาคารท่ีมีแผนผังแบบ
จตรุ มุข พบเพยี งไมก่ ีแ่ หง่ ในลา้ นนา เข้าใจ
ว่าใช้เป็นท้ังวิหารและอุโบสถในหลังเดียวกัน
พืน้ ท่ีอโุ บสถคงจะวางตวั อยใู่ นแนวเหนือ - ใต้
เพราะยดึ ถอื ตามแนวของใบเสมา สว่ นวิหาร
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
นอกจากนี้ โดยรอบกรอบหนา้ บนั ยังมีปูนปั้นประดับกระจกรปู ตัวเหงาประดบั เรียงกันลกั ษณะ
ตวั เหงานีก้ ็คลา้ ยคลงึ กบั วันแลน่ ท่ปี ระดับอาคารในศิลปะลาวด้วย เชน่ ทวี่ ดั เชยี งทอง เมอื ง
หลวงพระบาง เปน็ ต้น
การประดับลายด้วยกระจกน้ีคงเป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงจำานวนกระจกสีซึ่งระบุไว้ในเอกสารท่ี
กล่าวมาแล้วว่า “แกว้ เสีย้ งสามแสนสามหม่ืนสองพัน” ทีย่ อดกลางหลงั คาวหิ ารมีหางนาคของสนั
หลังคาทกุ ดา้ นไปรวมกนั และประดบั ฉัตรด้านบน นบั ว่าเปน็ เอกลักษณข์ องการประดับยอดสถา-
ปัตยกรรมเมืองน่านในระยะนน้ั
กึ่งกลางภายในวิหารมีแกนกลางทาำ หน้าทรี่ บั นา้ำ หนกั หลังคา ประกอบดว้ ยฐานปทั มลูกแก้วอก
ไกร่ บั แทง่ สี่เหลีย่ มยกเกจ็ ถัดขน้ึ ไปเปน็ ทรงคลุม่ คล้ายองคร์ ะฆัง ทดี่ ้านท้ังสข่ี องแท่งสเี่ หลย่ี ม
น้นั ประดิษฐานพระพุทธรูปประทบั น่งั ปางมารวชิ ัย
ลกั ษณะแผนผงั ท่ีมีแกนกลางรับนา้ำ หนกั หลังคาแบบนี้ เปน็ โครงสรา้ งอาคารที่นิยมสร้างกันมากใน
ศลิ ปะพม่าทีพ่ กุ ามต้ังแต่ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 17 เปน็ ต้นมา เช่น วิหาร Gu-ni-hpaya และนยิ ม
สร้างกันอยา่ งต่อเนื่องมาโดยตลอด ดงั นั้นอาจเปน็ ไปไดว้ า่ โครงสรา้ งของวิหารวัดภูมินทรเ์ ดมิ นนั้
สรา้ งมากอ่ นสมยั พระเจา้ อนนั ตวรฤทิ ธิเดชแลว้ แตห่ ลักฐานท่เี หลืออยไู่ ม่สามารถกำาหนดระยะ
เวลาทีแ่ นน่ อนได้ สันนษิ ฐานวา่ คงกอ่ น พ.ศ.2247 ท่ีเอกสารระบวุ ่าพมา่ เขา้ ทาำ ลายพระพทุ ธรูปวดั
ภูมินทร์องคต์ ะวนั ตก ซึ่งคงหมายถึงพระพทุ ธรปู ในวหิ ารนี้เอง
อย่างไรก็ตามลักษณะพระพุทธรูปในปัจจุบันก็ไม่สามารถนำามาศึกษาประกอบการกำาหนดอายุ
สมยั การสร้างได้ เพราะไดร้ ับการซ่อมแซมจนไมส่ ามารถเปรียบเทียบทางศิลปะได้ จากสภาพแท่ง
สเ่ี หล่ยี มท่ีเหลืออยู่ เข้าใจวา่ หลังคาอาคารหลงั เดมิ คงต้องตาำ่ กวา่ องค์ปจั จุบนั เพราะแกนรบั น้ำา
หนกั ทรงบัวคล่มุ นน้ั ไมม่ สี ดั สว่ นทสี่ มั พันธ์กับแทง่ ส่เี หล่ยี มดา้ นล่าง
ประวัติจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์
จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ได้เขียนขึ้นตาม ขนาดใหญ่อยู่ส่วนบนของผนังทุกด้านโดย เรื่องคัทธนกุมารที่เขียนขึ้นในจิตรกรรมฝา
ลักษณะอาคารทรงจตรุ มุข ซ่ึงทำาใหม้ ผี นังเพิ่ม ผนังดา้ นเหนอื ทิศตะวนั ออก และทิศใตเ้ ปน็ ผนังวัดภูมินทร์นี้ได้มีการเล่าเร่ืองย่อไว้แล้วใน
ข้ึนเปน็ ดา้ นละ 3 ผนงั คอื ผนังด้านซ้ายอยู่ รูปพระพุทธเจ้าประทับน่ังปางมารวิชัยมีพระ งานศึกษาเรอื่ งวดั ภมู นิ ทรแ์ ละวัดหนองบวั แต่
ตรงข้ามกับผนังด้านขวาและมีผนังด้านสกัด สาวกน่งั ประนมมืออย่ดู า้ นขา้ ง เขา้ ใจว่าคง เร่ืองท่ียกมาน้ันเข้าใจว่าจะนำาเอาเร่ืองคัทธน
สนั นิษฐานวา่ เขยี นขนึ้ เมื่อคราวบรู ณะพระวิ - เป็นตอนท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา กุมารจากวรรณกรรมชาดกทางภาคอีสานมา
หารหลวงในปี พ.ศ.2410 - พ.ศ.2417 โดยช่าง เลา่ เรื่องคันทนกมุ ารชาดก ซง่ึ ช่างได้เขยี นเปน็ แทน เพราะเนือ้ เรื่องและชื่อสถานทไ่ี ม่ตรงกบั
เขียนชาวไทลือ้ ชื่อ “หนานบวั ผนั ” ในสมัยพระ ภาพเล่าเรื่องขนาดเล็กอยดู่ า้ นล่าง สว่ นผนงั คำาอธิบายทเ่ี ขยี นไวใ้ นจติ รกรรม ท้ังนอี้ าจเปน็
เจ้าอนนั ตวรฤทธิเดช เจา้ ผคู้ รองนครนา่ น ทางด้านทิศตะวันตกนั้นด้านบนเขียนเป็นภาพ เพราะต้นฉบับคัทธนกุมารในล้านนายังไม่มี
จิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดภูมินทร์เขียน พระพุทธเจ้าในปางไสยาสน์เมื่อสังเกตจาก การปรวิ รรตและพิมพ์เผยแพรใ่ นระยะนัน้
บนผนังทุกด้านตั้งแต่ส่วนบนของผนังจนถึง ลกั ษณะการนอนทีไ่ ม่มอี าการเกร็ง และภาพ
ระดับเสมอขอบหนา้ ต่างล่าง เขยี นภาพบคุ คล พระสาวกทแ่ี สดงอาการเศรา้ โศก ก็อาจเปน็ ไป (จริ ศักดิ์ เดชวงค์ญา, 2546)
ได้วา่ เป็นพุทธประวตั ติ อนปรนิ พิ พาน ส่วนผนัง
ด้านล่างเขียนเรื่องเนมริ าชชาดก
8
องค์ประกอบของภาพจิตรกรรม
องค์ประกอบของภาพจิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้มีภาพ
ขนาดใหญ่อยู่ด้านบนซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเน้น
ความสาำ คญั ของภาพ ดา้ นล่างเปน็ ภาพย่อยๆ ขนาดเล็ก
แต่ช่างกส็ ามารถนาำ มาจดั วางไดอ้ ย่างลงตัว ภาพแตล่ ะ
ภาพนน้ั ไม่ได้ถูกแบ่งออกจากกันดว้ ยกรอบภาพ แตใ่ ชว้ ธิ ี
การจัดตาำ แหน่งของภาพ การเวน้ ระยะ และการตอ่ เน่อื ง
ด้วยฉากตามธรรมชาติตลอดจนโครงสีที่เป็นพื้นหลังเพ่ือ
เชื่อมโยงภาพท้ังหมดให้เป็นภาพอันหน่ึงอันเดียวกันทั้ง
อาคาร
โครงสีท่ีใช้เป็นสีคู่หลักคือสีส้มแดงและสีน้ำาเงินซ่ึงเป็น
คู่สีตรงข้ามแต่ช่างได้นำาเอาโครงสีโทนอ่อนเข้ามาแทรก
เปน็ ระยะ ตลอดจนการผสมสที ้งั สองให้หมน่ ลง จึงมีผล
ต่อภาพทำาใหด้ นู มุ่ นวลและกลมกลืนเข้ากันไดเ้ ปน็ อย่างดี
ในรายละเอียดของภาพส่วนท่ีเป็นเอกลักษณ์และโดด
เดน่ ท่ีสดุ ไดแ้ ก่ ภาพท่ีสะทอ้ นถงึ ชวี ิตชาวนา่ นในยคุ
นั้น ลักษณะใบหน้ารปู กลมแปน้ คว้ิ โค้งรูปคร่ึงวงกลม
นัยนต์ าทแี่ ฝงความร้สู ึก รมิ ฝีปากเลก็ รปู กระจับ การ
แสดงความดีใจด้วยการเขียนมุมปากเชิดข้ึนท้ังสองข้าง
และถ้าต้องการแสดงอารมณ์เศร้าเสียใจก็จะเขียนมุม
ปากให้ตกลง ซ่งึ แตกต่างจากการเขยี นแบบภาคกลาง ท่ี
แสดงความร้สู กึ ผา่ นท่าทางแบบนาฏลักษณ์
ดงั น้ัน งานจิตรกรรมที่นี่จึงมีความเป็น
เอกลกั ษณ์เฉพาะตวั อยา่ งสงู และแสดงถงึ
ความเป็นพืน้ บา้ นมากกวา่ งานท่ี
ลอกแบบมาจากที่อื่น
แหลง่ เรียนร้เู พิม่ เติม
โดวยัดgภoูมoินgทoรtv์ โกดรยะซTบิhรaกัi บPBรรSลNือeโลwกs
เอกสารประกอบการเรยี น
9
“คัทธนกุมารชาดก”
คัทธนกุมารชาดกเป็นเร่ืองเล่าพ้ืนบ้านท่ีเล่ากันมา
ปากต่อปาก อกี ทั้งยังเปน็ ชาดกนอกนบิ าตท่ีปรากฎ
อยใู่ นจิตรกรรมฝาผนงั วัดภมู นิ ทร์ เลา่ เรื่องราวของ
พระโพธิสตั วเ์ สวยชาตเิ ปน็ “คัทธนกมุ าร” มาขจดั
ทกุ ขเ์ ข็ญใหม้ วลมนษุ ย์เพ่ือสงั่ สมบารมเี นือ้ เรอื่ ง ดังนี้
เมอื งศรษี ะเกษ
เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงเวลาต้องมาขจัดทุกข์เข็ญ
ให้มวลมนษุ ยเ์ พื่อส่ังสมบารมี ตามธรรมเนียม
ถือเป็นหน้าท่ีของพระอินทร์ที่ต้องจัดการทุก
อยา่ งให้บรรลุตามเปา้ หมาย
ณ เมอื งศรีษะเกษมหี ญงิ หมา้ ยคนหนง่ึ สามี เมื่อหญิงหม้ายออกมาดูท่ีนาของตนก็เกิด มากแล้วบอกบุตรชายว่านี่แหละคือรอยเท้า
ตายตั้งแต่ยังสาวมาจนอายุเข้าวัยกลางคน ความแปลกใจเพราะมีท่ีนาของตนเท่าน้ันที่มี บิดา ทัง้ คูเ่ ดนิ ทางเขา้ ป่าไปเรอ่ื ยๆ ด้วยความ
นางจึงได้เป็นแม่นมของพระยาศรีสะเกษและ รอยเท้าช้างมาทาำ ความเสียหาย จงึ เสยี ใจและ หิวจึงขุดหาหัวเผือกหัวมันกินกันแล้วยังได้แบ่ง
เป็นผู้สอนให้ผู้หญิงชาวเมืองเย็บปักถักร้อย ร้องไห้เดินตามรอยเท้าช้างไปนางเห็นรอย ปนั ให้พวกผีป่าท่มี าขอกิน
ทอผา้ ให้มีลวดลายสวยงาม เท้าช้างรอยหนึ่งมนี าำ้ ใสสะอาดขังอยู่เต็ม ดว้ ย ในป่านี้ยังมียักษ์อยู่ตนหนึ่งได้เห็นควันไฟท่ี
ความกระหายจึงได้ด่ืมกินน้ำาที่ขังอยู่ในรอยเท้า คทั ธนกุมารกอ่ ขนึ้ ก็ว่ิงเข้ามา นางไดด้ ึงผมของ
หญิงหม้ายเป็นท่ีรักของคนท่ัวไปซึ่งต่างก็ช่วย ชา้ งนัน้ จนอิ่มแล้วเดนิ ทางกลับบ้านไป พลันก็ แม่คัทธนกุมารที่กำาลังกอดต้นไม้อยู่อย่างเต็ม
เหลอื หญงิ หมา้ ยตลอดมา พอถึงฤดกู าลทาำ นา เกิดกำาลังแรงคล้ายตนเองเป็นสาวต่อมานางก็ กาำ ลัง หญิงหม้ายจงึ ร้องเรียกให้คทั ธนกมุ ารซงึ่
ต่างกแ็ บ่งกล้าขา้ วแก่หญิงหม้าย นางก็เพยี ร ตั้งครรภ์ อยู่ในหลุมมันได้ยนิ คัทธนกุมารจงึ กระโดดข้นึ
ปฏิบัติดูแลท่ีนาของตนทุกวันมิได้ขาดจนข้าว จากหลุมมันมองเห็นยักษ์กำาลังทำาร้ายมารดา
งามเกินผู้คนในแถบนน้ั เมือ่ นางต้งั ครรภ์ได้ 3 เดือนในเวลานนั้ ที่เมอื ของตนคัทธนกุมารก็แสดงพลังความกล้าหาร
งอินทปัฎฐนครก็มีเทพบุตร 2 ตน ไดล้ งมา และ กาำ ลงั ทแ่ี ขง็ แรงย่งิ พญาชา้ งสาร ด้วยการ
เกิดในโลกมนุษย์พร้อมพระโพธิสัตว์เช่นกัน กระโดดข้ึนไปเหยีบคอนางยักษ์พร้อมเง้ือดาบ
อนั จะเปน็ สหายคูบ่ ารมีในภายภาคหนา้ หลัง จะฟนั นางยกั ษห์ วาดกลวั ฤทธานภุ าพ ของ
จากนั้นพออายุครรภค์ รบ 11 เดอื น นางก็ คัทธนกุมารมากจึงร้องของชีวิตและชี้บอก
คลอดบุตรชายซ่ึงมีความงานสมเป็นผู้มีบุญ ขุมทรพั ยท์ องคำาให้
ขณะเกิดได้มีดาบศรีกัญไชยตกลงมาข้างๆ
หญิงหม้ายจึงตัง้ ชอื่ บตุ รวา่ “คัทธนกมุ าร” นร
นางไดเ้ ลี้ยงดบู ตุ รชายในบ้านแห่งนี้ คทั ธน
กมุ ารเลยเติบโตมากับเด็กๆในหมบู่ ้าน วัน
กระทั่งพระอินทร์ได้เห็นถึงความเพียรของนาง หนึ่งได้เล่นสะบ้าท่ีลานหมู่บ้านกับเพื่อนๆ
กเ็ กิดความคิดท่ีจะชว่ ยเหลือ เมือ่ นน้ั มีเหน็ เทพ ด้วยความไรเ้ ดียงสา เพื่อนๆจึงลอ้ คัทธน
บุตรองค์หน่ึงจะมีอายุจะครบส้ินจึงให้เทพบุตร กุมารว่า “ไอ้ลูกช้าง”
องค์นั้นลงไปเกิดโปรดสัตว์มนุษย์
พระอินทร์จึงเสด็จลงมาโลกมนุษย์โดยแปลง เวลาผ่านไป 7 ปี คัทธนกมุ ารจึงถามหาบดิ า
เป็นพญาช้างเผือกตระกูลฉัททันต์เข้าไป หญิงหม้ายก็เล่าเหตุการณ์แก่ลูกชายฟังทุก
เหยียบย่ำาท่ีนาของหญิงหม้ายจนเสียหายและ ประการ คทั ธนกมุ ารจึงรบเร้าให้มารดาพาต
ปรากฏร้อยเทา้ ช้างไว้ 1 รอยซึง่ เตม็ ไปดว้ ยน้ำา นออกไปดูรอยเทา้ ช้างผู้เปน็ บิดาของตน นาง
ขงั อยู่ ขัดไม่ได้ก็พาลูกไปดูรอยเท้าช้างที่มีขนาดใหญ่
การออก บบ ากอ ก รกรร า น
10
อีกทง้ั ได้มอบของวเิ ศษให้แก่คัทธนกมุ าร คือ คณโฑทพิ ย์ ซง่ึ ถา้ กินน้ำาในคณโฑแล้วจะทำาใหเ้ ป็นหนุ่มเป็นสาว เสรจ็ สรรพนางยักษก์ ็ว่ิงหนไี ป
คัทธนกุมารกับมารดาจงึ ได้ไปขดุ ทองคำาและหาบเอากลบั บ้านมาแจกจา่ ยแกค่ นทั่วไปในเมอื งศรษี ะเกษ
พออายุได้ 16 ปี กม็ ขี ่าวเลือ่ งลือถึงบุญญาธิการและกำาลังวงั ชามากจนถงึ พระยาศรีษะเกษ ตอ้ งการทอดพระเนตร จึงสั่งใหท้ หารไปเชญิ คทั ธนกุมาร
มาแสดงกำาลังของตนให้ทอดพระเนตร โดยใหไ้ ปถอนต้นตาล 2 ต้น คัทธนกุมารจงึ แสดงปาฏหิ าริยถ์ อนต้นตาลพร้อมกันทีเดียว 2 ต้นแล้วก็เหาะข้นึ
ไปบนอากาศทำาท่าฟอ้ นรำาใหพ้ ระองค์ทอดพระเนตรรวมทั้งชาวบา้ นชาวเมอื งตา่ งกม็ คี วามชนื่ ชมเป็นอันมาก พระยาศรีษะเกษเกิดความเอ็นดแู ละ
ทรงรักคทั ธนกุมารราวกับเปน็ โอรสของตนเองจึงได้แต่งต้งั ใหค้ ทั ธนกมุ ารเปน็ อุปราชแสนเมอื งแล้วมอบปราสาทให้
คทั ธนกมุ ารก็ไดไ้ ปรบั เอามารดาตนมาอยู่ด้วย พระองคใ์ ชน้ ำ้าในคณโฑ ดึงเกวียนไว้จนสายเชือกขาดทำาให้ชายเกวียนร้อยเล่มล้มหน้าควำ่าลง
ทพิ ย์เนรมิตให้มารดาของตนเป็นสาวสวยมอบแกพ่ ระยาศรสี ะเกษ ซึ่ง กระแทกพ้นื คทั ธนกมุ ารกจ็ บั ไหลน่ ายเกวียนรอ้ ยเล่มกดลงไปกับพ้ืน
ขณะเดินทางเข้าไปในพระราชวังด้วยรถม้าท่ีตกแต่งอย่างสวยงามก็ ดนิ เช่นเดยี วท่ีทำากบั ชายไม้ร้อยกอ ชายเกวยี นร้อยเล่มจึงขอเป็นข้ารับ
มีหญิงสาวชาวบ้านและหญิงรับใช้คอยถือร่มบังแดดติดตามมาด้วย ใช้ร่วมเดนิ ทางอีกหน่งึ คน แล้วจงึ เดินทางออกตามหารอยเท้าชา้ งบิดา
หญิงหม้ายเป็นที่ช่ืนชมโสมนัสมากและเจ้าเมืองศรีษะเกษแต่งต้ังเป็น ของคัทธนกมุ ารต่อไป
อัครมเหสีเทวี เวลาผา่ นไป 3 ปี คัทธนกุมารคดิ ทจี่ ะออกเดินทางตาม ท้ังสามเดินมาถึงภายในตัวเมืองของเมืองอินทปัฎฐนครกำาแพงเมือง
หารอยเท้าช้างบดิ าของตน มารดาขัดไมไ่ ด้ ทาสีแดง ประตูทางเขา้ เป็นรปู ตัวเหงาและสถาปัตยกรรมบ้านเรือนทรง
พระยาศรษี ะเกษจงึ ได้พระราชทานผา้ ทท่ี อจากทองคาำ สวยงามมาก คลา้ ยตึก ในเมืองมีกลมุ่ ชาวตา่ งชาตทิ ี่มาติดต่อค้าขาย มหี ญิงสาวชาย
ขนานนามวา่ “ผ้าคา่ แสนคาำ ” ใหแ้ ก่คัทธนกมุ าร เพ่อื ที่ระหวา่ งเดนิ หนุ่มมากมายจบั กลมุ่ พดู คยุ กัน บา้ งสูบบหุ ร่พี ่นควันโขมงออกมา บา้ งไป
ตลาด บา้ งหาบนา้ำ หาบของ คทั ธนกุมาร ชายไม้ร้อยกอและชายเกวียน
ทางจะได้ฉลองพระองคเ์ ป็นแบบกษัตริย์ รอ้ ยเลม่ เดนิ ผา่ นเรือ่ ยมา ขา้ มสะพานไมแ้ ล้วออกจากเมืองอนิ ทปัฎฐนคร
ใชเ้ วลากว่า 15 วันเพอ่ื เขา้ ไปในปา่ หมิ พานต์
เมืองอินทปัฏฐนคร
คัทธนกุมารออกเดินทางตามหาบิดาบ่าซ้ายคอนดาบศรีกัญไชยท่ีมี
คณโฑทพิ ย์และถุงยา่ มดว้ ยทา่ ทางองอาจสง่างาม พระองคเ์ ดนิ ทางมา
ถึงเมืองอินทปัฎฐนครระหว่างทางพบชายคนหนึ่งเป็นผู้มีกำาลังวังชา
มาก ชายผู้น้ีสามารถขนลากกอไม้ไปล้อมรอบท่นี าของตนทลี ะ 111 กอ
จึงมชี ือ่ เรียกว่า “ชายไม้ร้อยกอ” คทั ธนกมุ ารเหน็ ชายไม้รอ้ ยกอกาำ ลงั
ลากไม้ดังกล่าวจึงวิ่งเข้าไปจับไม้ด้านหลังทำาให้ชายไม้ร้อยกอโมโหมาก
หมายจะเขา้ ทำาร้ายคทั ธนกมุ ารแต่ทำาไม่ได้ เพยี งคทั ธนกมุ ารเอามือจับ
ไหล่กดชายไม้ร้อยกอก็ทำาให้ชายไม้ร้อยกอทรุดลงจมดินพร้อมเสียง
ร้องขอชวี ติ คทั ธนกมุ ารจึงดึงชายไม้ร้อยกอข้นึ จากดิน ชายไม้ร้อยกอ
สาำ นกึ ในพระคุณจึงยอมเป็นข้ารบั ใช้ตดิ ตามคทั ธนกมุ ารตอ่ ไป
คัทธนกุมารเดินทางต่อไปพร้อมกับชายไม้ร้อยกอและได้พบกับชาย
เกวียนร้อยเล่มท่กี ำาลงั ลากเกวยี นอยู่ จึงไดเ้ ขา้ ไปประลองกาำ ลังกันโดย
เอกสารประกอบการเรยี น
11
เม่ือถึงบริเวณกลางป่าทั้งสามได้หยุดพักระหว่างใต้ร่มไม้ใหญ่สองต้น เมืองขวางทะบรุ ี
คัทธนกุมารได้สั่งให้บ่าวท้ังสองไปขุดจ้ิงหรีดตัวใหญ่มากตัวหนึ่ง(จิ หลงั จากเดนิ ทางมาได้ 15 วันกผ็ ่านมายังนครร้างชื่อ “เมืองขวางทะบุรี
นายโม) ท่กี าำ ลังขดุ เจาะภูเขาลูกใหญห่ มายนาำ มาเปน็ อาหาร ศรมี หานคร” คัทธนกุมารเดินไปพบกลองใบใหญ่บนหอกลางจงึ เอาไม้
เคาะดูได้ยินเสียงประหลาดเลยเอาดาบเปิดหนังหน้ากลองออกมาพบ
ชายเกวียนร้อยเล่มจึงได้ให้ชายไม้ร้อยกอไปขุดก่อนเพื่อหักเอาขา นางนางหนงึ่ อยใู่ นกลองช่อื
จ้ิงหรีดแต่กลับโดนดีดไปถึงร้อยวาสลบไปเมื่อล่วงเวลามานานแล้วชาย
ไม้ร้อยกอก็ยังไม่กลับคัทธนกุมารก็ใช้ชายเกวียนร้อยเล่มออกไปขุดบ้าง “นางกองส”ี เปน็ ธดิ าของเจ้าเมืองขวางทะบุรี
พอกำาลัง จะเออ้ื มมือไปจับขาจ้ิงหรดี ก็ส้แู รงไม่ไหวถกู จิง้ หรีดยกั ษ์ดดี ออก
มาสลบไสลไปอกี คน คทั ธนกมุ ารจงึ ได้ลงมือดว้ ยพระองคเ์ องเลยสามารถ นางไดเ้ ลา่ ถงึ เหตกุ ารณท์ ีท่ ำาใหเ้ มอื งร้างวา่ เมอื งขวางทะบุรีแต่เดมิ ขนุ
หกั เอาขาของจิง้ หรีดยักษ์ออกมาอย่างงา่ ยดาย จากนั้นก็ออกตามหาบ่าว บรมราชาเป็นผูส้ รา้ งขน้ึ โดยมปี ระกาศหา้ มไว้ว่าทกุ ๆวันท่ี 7 และ 8 ค่ำา
ทั้งสองก็ไปเจอทั้งคู่นอนสลบอยู่จึงใช้น้ำาในคณโฑทิพย์รดให้ท้ังสองได้สติ วันท่ี 14 และ 15 คำ่าทั้งขา้ งข้ึนขา้ งแรมห้ามชาวเมืองทำาบาปใดๆ หาก
ฟนื้ คืนมา ในขณะน้นั ก็มนี างยกั ษต์ นเดมิ ทค่ี อยจองเวรคทั ธนกุมารเรอื่ ย ใครฝา่ ฝืนคำาส่ังจะเกดิ ความพนิ าศท้ังแกต่ นเองและบา้ นเมอื ง เมือง
มา นางไดแ้ ปลงกายเปน็ พระฤๅษหี ลอกชายไม้รอ้ ยกอ และชายเกวยี น ขวางทะบุรมี ีความสงบรม่ เยน็ เรอ่ื ยมา จนถึงยุคสมยั เจา้ เมอื งที่เปน็ บิดา
ร้อยเล่มไปขังไว้เพราะจะจับกินเป็นอาหารแต่คัทธนกุมารได้ตามไปช่วย ของตน พระองคไ์ มไ่ ด้อยู่ในทศพิธราชธรรมบา้ นเมืองระส่ำาระสาย รอ้ น
ไวไ้ ด้ ถึงพญาแถนซึ่งเป็นเทวดาผู้ใหญ่บนสวรรค์ต้องจัดการให้เมืองขวาง
นางยักษ์ได้รอ้ งขอชวี ิตโดยมอบของวิเศษใหแ้ ทนคอื ไมเ้ ทา้ ตน้ ช้ตี าย ทะบุรสี งบโดยเร็ว จึงส่งงฟู าง (งูชนิดหนึง่ ) หล่นมาจากท้องฟ้าจำานวน
ปลายชีเ้ ป็นและพิณสามสายโดยที่ถ้า มากมายทาำ ลายและกนิ ผูค้ นจนหมดเมือง เมืองจงึ กลายเปน็ เมืองรา้ ง
ดีดสายที่ 1 จะทาำ ให้ขา้ ศกึ ศัตรูพา่ ยหนีไป ชีวิตเดยี วท่ีรอดคือนางกองสีเพราะนางถูกบดิ าซ่อนไว้ในกลองใบน้ี งู
ดีดสายท่ี 2 จะเกิดโภชนาอาหารมากมาย และ ร้ายฝูงใหญ่จะลงมาทำาอันตรายผู้คนทันทีหากเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นไป
ดีดสายท่ี 3 จะทาำ ใหพ้ ระยาหัวเมอื งต่างๆมาสวามภิ ักดไ์ิ ด้โดยง่าย บนทอ้ งฟ้า
นอกจากนั้นยงั อาสานำาจง้ิ หรีดยักษไ์ ปประกอบอาหารมาถวายด้วย เสร็จ คัทธนกุมารได้ฟังแล้วพิจารณาว่าถึงเวลาที่ชาวเมืองควรดำาเนินชีวิต
แลว้ คัทธนกมุ ารจงึ อบรมสัง่ สอนใหอ้ ยูใ่ นศลี ธรรมอันดี คัทธนกุมาร ชาย ตามปกตเิ พราะไดร้ บั กรรมมาพอแล้ว จงึ สงั่ ใหช้ ายไม้ร้อยกอและชาย
ไมร้ ้อยกอและชายเกวยี นรอ้ ยเลม่ จึงออกเดินทางตอ่ ไปจนถงึ เมืองขวาง เกวียนร้อยเล่มจัดหาฟืนมาก่อไฟกองโตให้กลุ่มควันดำาทะมึนลอยขึ้นไป
ทะบรุ ี จนถงึ ทพ่ี ญาแถนประทบั อยู่ พญาแถนจงึ ส่งงูร้ายลงมาอกี คร้งั ครง้ั นี้คัท
ธนกุมารปราบงูจนหมดส้ินด้วยไม้เท้าต้นช้ีตายปลายชี้เป็นและชุบชีวิต
เจ้าเมอื ง มเหสี ชาวเมอื งต่างๆพรอ้ มทง้ั สัตว์เลยี้ งให้ฟน้ื คืนชวี ติ โดยใช้
พิณสามสายดีดเพื่อเอากระดูกคนและสัตวท์ ้งั หลายมากองรวมกนั
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
แลว้ ใช้ไม้เท้าด้านปลาย ช้ีไปยังกองกระดกู น้ัน พญาแถนจึงทราบว่าโลก
มนุษย์มพี ระโพธสิ ัตวม์ าจตุ แิ ลว้ จึงไมส่ ั่งโจมตเี มอื งขวางทะบุรีอกี เจา้ เมือง
ขวางทะบุรีเมอ่ื ฟื้นขึ้นมากไ็ ดถ้ ามลกู สาววา่ ชายหนุ่มผู้น้ันมาจากไหน นาง
กองสีก็ตอบวา่ เขาคอื ผมู้ ีบุญเปน็ ผชู้ บุ ชีวติ พอ่ แมค่ ืนมา เจา้ เมอื งขวางทะ
บรุ ีไดฟ้ งั ดังนน้ั จึงยกนางกองสใี ห้แก่คัทธนกุมาร แตง่ ตั้งชายไม้รอ้ ยกอและ
ชายเกวียนรอ้ ยเล่มเปน็ อุปราชแสนเมืองมีขา้ ทาสบรวิ ารมากมาย เมือ่ เมือง
สงบร่มเย็นเจ้าเมืองขวางทะบุรีและชาวเมืองอยากให้คัทธนกุมารครองเมือง
ขวางทะบุรีต่อไป หลงั จากอยภู่ ายในเมอื งขวางทะบุรไี ด้ 11 เดอื น คทั ธน
กมุ ารจงึ นกึ ถึงจุดหมายของพระองคท์ ่ตี ้องการไปตามหาบดิ า จงึ ออกเดนิ
ทางพร้อมกับชายเกวียนรอ้ ยเลม่
โดยให้นางกองสคี รองรักกบั ชายไมร้ อ้ ยกอและยกเมืองขวางทะบุรใี ห้
ซึ่งตอ่ มาไดม้ นี ามใหม่เปน็ “เมืองนครราศ”
เมืองชวาทวดี
คัทธนกมุ ารและชายเกวียนร้อยเลม่ ออกเดนิ ทางได้ 1 เดอื นก็ถงึ เมืองรา้ ง
เมอื งหน่งึ ชื่อ “เมืองชวาทวดีศรมี หานคร” พอเข้ามาในเมอื งพบวา่ เมอื งมี
สภาพคล้ายกับเมืองขวางทะบุรีคอื เมืองท้ังเมืองเปน็ เมืองรา้ งปราศจาคสิ่งมี
ชวี ิต ชายทง้ั สองเดินทางเขา้ ไปยงั ทอ้ งพระโรงกลาง ชายเกวยี นรอ้ ยเลม่ เอา
ไมเ้ คาะเสาพระโรงตน้ หน่งึ ไดย้ ินเสียงรอ้ งของผูห้ ญิง
คทั ธนกุมารได้เปดิ เสาเป็นโพรงและพบหญิงสาวทเี่ ป็น
ธิดาแห่งชวาทวดีชือ่ ว่า “นางคาำ สงิ ”
นางก็ได้เล่าสาเหตุการร้างของเมืองให้แก่คัทธนกุมารฟังว่าแต่คร้ังก่อน
เมืองชวาทวดีมคี วามอุดมสมบูรณ์ หากมีเคราะห์มาเยอื นเมือ่ เจา้ เมอื งเสดจ็
ประพาสเขา้ ปา่ และประทบั พักผอ่ นใต้ต้นไมใ้ หญ่ ต้นไม้ตน้ นั้นมอี กี ามา
เกาะและได้ถา่ ยมูลลงมาถกู พระบดิ า พระองค์ทรงพโิ รธและสงั หารอกี าตวั
น้ัน แตไ่ ม่หยดุ เพียงแคน่ น้ั พระบิดาของพระองค์สั่งให้ชาวเมืองฆา่ แรง้ กา ที่
พบเหน็ ใหห้ มด การกระทำาของพระองคร์ อ้ นถงึ พญาแถน พญาแถนบญั ชา
ให้นกรงุ้ นกแร้ง และหงส์ทองจำานวนมากบนิ ลงมาฆา่ ประชาชนชาวเมอื ง
ชวาทวดที งั้ หมด ทนี่ างคำาสิงรอดมาได้ เพราะถูกพระบดิ าและพระมารดา
นำานางมาซ่อนในโพรงเสาของท้องพระโรงคัทธนกุมารได้ฟังเรื่องดังน้ันจึง
เกิดความเหน็ ใจอยากช่วยชาวเมอื งชวาทวดีจงึ ส่ังกอ่ กองไฟขึ้นอกี คร้ัง พญา
แถนเห็นควันไฟลอยข้ึนมาจากเมอื งรา้ งจงึ ส่งฝงู แร้ง ฝงู รุ้ง และฝงู หงส์ทอง
ลงมาทันที
คัทธนกุมารได้แสดงอภินิหารด้วยการใช้ของวิเศษคือไม้เท้าต้นช้ีตายปลายชี้ โขกพน้ื ตาย คทั ธนกมุ ารอย่กู บั นางสีดาจนรงุ่ เช้า จงึ ลากลับไป
เป็นและพิณสามสายสงั หารนกแรง้ นกรุ้งและหงส์ทองเสียสิน้ พร้อมทง้ั ชบุ นางสีดาจึงขอส่ิงของแทนตา่ งหนา้ คทั ธนกมุ ารก็ฉีกผา้ ค่าแสนคำา
ชีวติ ชาวเมอื งและสัตว์เล้ยี งต่างๆใหฟ้ ้นื คืนชพี พญาแถนไมไ่ ดข้ อ้ งใจอนั ใด ท่ที รงอยมู่ อบให้นางสีดาแทนคำาสัญญาวา่ จะกลับมาแตง่ งานด้วย
เพราะเหน็ ถึงบารมีของคัทธนกมุ าร พระยาชวาทวดีจึงยกเมืองและนางคำา สว่ นนางมอบแหวนใหแ้ ก่ท้าวคัทธนกุมารแทน
สิงให้แก่คัทธนกุมารและแต่งตั้งให้ชายเกวียนร้อยเล่มเป็นอุปราชแสนเมือง หลังจากพระยาจำาปานครทอดพระเนตรผ้าค่าแสนคำาก็มีพระ
หลังจากครองเมืองได้ 1 เดอื น กค็ ดิ ทจี่ ะออกตามหารอยเทา้ ของบดิ าตอ่ ไป ราชบัญชาให้สืบหาเจา้ ของผ้าดงั กล่าว หลังจากประกาศหาก็ได้
จึงไดม้ อบเมอื งชวาทวดีและนางคำาสงิ ใหช้ ายเกวียนร้อยเลม่ ครอบครอง ต่อ มีชายมาต่อชายผ้ามากมายแตไ่ ม่มใี ครตอ่ ผ้านั้นได้ เหลอื คัทธน
มาเมอื งชวาทวดเี ปลยี่ นช่อื เปน็ “เมอื งหงสาอางวะ” กุมารเพยี งคนเดยี วทยี่ งั ไม่มาตอ่ ชายผา้ พระยาจำาปานครจึงสัง่
เมอื งจําปานคร ให้เชิญคัทธนกุมารไปหลายคร้ังหลายคราคัทธนกุมารก็ยังไม่
คัทธนกุมารเดินมาถึงเมืองจาำ ปานครไดไ้ ปอาศัยอย่กู บั นางจ่าสวน หญิงชรา ยอมไป สดุ ท้ายพระยาจำาปานครจงึ ได้แตง่ กองทพั อยา่ งดพี ร้อม
ผูห้ นึ่งภายในเมืองนนั้ และได้ช่วยเหลือตา่ งๆ ท้งั ในด้านอาหาร แก้วแหวน ทหารจำานวนมากจัดขบวนแห่แหนไปต้อนรับคัทธนกุมารซ่ึงใน
เงินทอง วนั หนึ่งคัทธนกุมารออกมาเทย่ี วแลว้ ไดพ้ บกบั “นางสีไว” ลกู สาว ที่สดุ ก็ยอมไป พระองค์ทรงตกแตง่ กายงดงามทรงผ้าค่าแสนคำา
ของเศรษฐเี มอื งจาำ ปานคร นางสีไวเป็นหญงิ สาวทม่ี ีรูปร่างหนา้ ตาสวยงาม สุดท้ายนางสีดาก็ได้นำาชายผ้าท่ีคัทธนกุมารให้ต่างหน้านั้นมาต่อ
ดวงหน้ารูปไข่ ควิ้ โก่งโคง้ จมกู และดวงตารบั กบั ใบหน้าท่ีย้มิ แยม้ ของนาง ใน ได้ พระองค์จึงไดค้ รองนครจำาปา
ทส่ี ุด คัทธนกุมารได้นางสไี วเปน็ ภรรยา มลี กู ชายดว้ ยกันหน่งึ คนชื่อ “คทั ธ ข่าวเล่ืองลือถึงความงามของพระนางสีดาได้มีไปทั่วจนกระทั่งถึง
เนตร” เมืองขวางทะบุรีนครราศของพระยาไม้ร้อยกอและเมืองชวาทวดี
ครั้งหนงึ่ เจ้าเมอื งจำาปานครและเหล่าเสนาออกไปลา่ กวางทอง นางยกั ษ์ หงสาอางวะ ซึ่งพระยาเกวยี นร้อยเลม่ ปกครองอยู่ ทง้ั สองพระ
จึงแปลงเป็นกวางทองมาหลอกล่อพระองค์เข้าไปในป่าจนเกิดพลัดหลง องค์ด้วยความไม่รู้จึงได้ยกทัพอย่างใหญ่โตเข้าประชิดเมืองจำาปา
เจ้าเมืองถูกนางยักษ์จับตัวไปแล้วร้องขอให้ยกเว้นชีวิตของพระองค์เอง นคร เพื่อหมายจะชิงนางสีดาไปถวายคทั ธนกุมาร ชาวบา้ นชาว
โดยพระองคส์ ัญญาวา่ จะส่งนกั โทษประหารใหก้ นิ ทุกวัน เมืองตกใจข้าศึกอพยพกนั โกลาหลอลหมา่ น แต่สดุ ทา้ ยพระคทั
พรอ้ มทงั้ มอบปราสาท 1 หลงั ให้ นางยกั ษจ์ งึ ปล่อยตัวเจา้ เมอื งกลับไป ธนกุมารก็ได้ปราบปรามข้าศึกได้ ตอ่ มารู้ว่าเป็นพระยาไม้รอ้ ยกอ
พระยาจำาปานครได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนให้บรรดาเสนาอำามาตย์ฟังและ และพระยาเกวยี นร้อยเล่มจงึ ไดเ้ ทศนาสงั่ สอน
จัดการทำาตามสัญญาที่ให้ไว้แก่ยักษ์โดยการส่งนักโทษประหารให้กินทุกวัน
เป็นจาำ นวน 511 คน จนกระทง่ั นักโทษหมดเมือง พระองคจ์ ึงคิดทีจ่ ะสละ
ชวี ิตแตธ่ ิดาคอื นางสดี าร้องขอไปตายแทนบดิ าเอง ขณะนัน้ มีการจดั ขบวน
แห่นางสีดาไปยังปราสาทรา้ งท่สี รา้ งใหย้ กั ษ์ คทั ธนกุมารไดร้ ับฟังเร่ืองราว
จากหญิงชราถึงสาเหตุที่นางสีดาต้องสละชีวิตไปให้ยักษ์กินก็เกิดความ
สงสารจงึ คดิ ช่วยเหลอื
ตกกลางคืนพระองค์ได้ลอบเข้าไปในปราสาทยักษ์และทุบหม้ออ่างไห
ภาชนะตา่ งๆจนแตกหมดแล้วเข้าไปอยกู่ นิ กบั นางสีดา พอยกั ษ์มาเห็นภา-
ชนะถกู ทุบแตกกโ็ มโหจึงหมายจะจับกินท้งั สองพระองค์ คัทธนกมุ ารปราบ
นางยกั ษ์และเทศนาสง่ั สอนจนนางเกิดความละอายใจสาำ นกึ บาป เอาศีรษะ
14
เมอ่ื คทั ธนกมุ ารได้ประทานโอวาทแกพ่ ระยาท้งั สองและเสนาอาำ มาตยท์ ้งั หลายแลว้ กจ็ ดั ใหม้ ีสมโภชอยา่ งมโหฬาร พระนาง
สดี าเป็นมเหสีฝา่ ยขวา นางแก้วสไี วเป็นมเหสีฝา่ ยซ้าย หลังจากนั้นนางสดี าได้ให้กาำ เนิดพระโอรสมีนามวา่ “คัทธจัน” หลัง
จากบ้านเมืองเป็นสุขสงบแล้วคัทธนกุมารจึงพระดำาริจะเสด็จหัวเมืองเพ่ือเยี่ยมเยียนพระยาร้อยเอ็ดและทรงตรัสสั่งสอนพระ
ธรรมต่างๆ จนเป็นที่ชืน่ ชมแก่พระยาทงั้ หลาย หลงั จากทรงแสดงธรรมแลว้ จงึ ไดอ้ อกเดินทางสปู่ ่าหมิ พานตเ์ พือ่ ตามหารอย
เทา้ ชา้ งผู้เปน็ บิดา ฝา่ ยพระอินทร์ทรงทอดพระเนตรเห็นความยากลำาบาก และพระทัยตัง้ มั่นของคัทธนกุมารก็โสมนัสจงึ ได้
แปลงองคเ์ ป็นชา้ งในป่าหมิ พานต์ คทั ธนกมุ ารเมอ่ื ทอดพระเนตรก็ทรงรวู้ ่าเปน็ บดิ าของตน จึงเข้าไปและซักถามเร่อื งราว
ต่างๆ พญาชา้ งไดต้ รัสสั่งสอนคทั ธนกมุ ารแล้วก็ขอลาไปโดยมอบงาวเิ ศษให้ไว้ สามารถใช้เปน็ พาหนะเหาะเหินไปทตี่ า่ งๆได้
จากนัน้ คทั ธนกุมารจงึ ไดเ้ ดนิ ทางกลับจำาปานคร
เมืองตักสลิ า
ตอ่ มาเจ้าเมืองตักสลิ าให้ทหารมาทลู เชญิ คทั ธนกุมารไปเทศนาธรรมะใหแ้ ก่เจา้ เมืองและชาวเมืองตักศลิ า คัทธนกมุ ารเลยข่ีงาชา้ งไปยังเมอื งตกั สิลา
แท้จริงแล้วเจา้ เมอื งต้องการของวิเศษของคทั ธนกุมารมาเปน็ ของตน เจ้าเมืองตักสลิ าออกอุบายเพอ่ื เปน็ การทดสอบของวเิ ศษจึงใหค้ ัทธนกุมารเอา
ตน้ ไม้เทา้ ชีไ้ ปทตี่ วั คทั ธนกุมารเอง คัทธนกมุ ารหลงกลเมอื่ เอาไม้เท้าชม้ี าทพ่ี ระองคเ์ อง ร่างของคัทธนกุมารพลันกลายเปน็ แทง่ ทองคำา
เวลาผ่านไปคทั ธจนั ลกู ชายคนรองเกดิ จากสดี า เมอ่ื เตบิ ใหญ่จงึ นึกเป็นห่วงพระบดิ าจงึ ชวนคทั ธเนตรพีช่ ายอันเกดิ จากนางศรไี วออกตามหาพ่อแต่พ่ี
ชายทักทานให้รอก่อน ฝ่ายคทั ธจันรอไมไ่ หวจึงตดั สินใจออกตามหาพ่อโดยลาำ พงั ก่อนออกเดนิ ทางคัทธจันให้คทั ธเนตรสญั ญาว่า หากตนพบหรอื ได้
ของวิเศษอันใดกลบั มา หา้ มอิจฉาหรือขอแบ่ง เมอ่ื คัทธจันเดินทางมาถึงเมืองตกั สิลาก็ทราบว่าเจ้าเมืองตักสิลาลวงพระบดิ าจึงประหารเจ้าเมืองตัก
สิลาโดยการตัดเปน็ ทอ่ นๆลอยแมน่ ำา้ โขง คทั ธจนั กุมารใช้ปลายไมเ้ ท้าชีไ้ ปยงั แท่งทองคำาชุบชีวิตคัทธนกมุ ารให้ฟนื้ คืนชพี และได้มอบของวเิ ศษให้ลกู
ของตน แลว้ เหาะกลบั เมอื งจำาปานครไปด้วยงาช้าง ส่วนคัทธจันอยคู่ รองเมอื งตักสิลา
คทั ธเนตรกุมารรบกบั คทั ธจันกมุ าร
เมอ่ื คทั ธจนั เดินทางกลบั เมอื งจาำ ปานคร เพื่อไปหาพระบดิ าและพระมารดาจงึ ได้พบกับคทั ธเนตร คัทธ-
เนตรทวงของวิเศษทคี่ ทั ธจันได้มาแตค่ ทั ธจันตอบปฏิเสธ คทั ธเนตรจงึ ประกาศท้าสกู้ นั เรื่องสองพี่น้อง
รบกนั ขา่ วไปถึงพระอนิ ทร์ พระองค์พยายามจะเอาคัทธจนั กมุ ารไปอยู่บนสวรรคเ์ นื่องจากเป็นผมู้ ีบุญแต่
ไมท่ นั การ ระหวา่ งทั้งสองตอ่ สกู้ ันก็เนรมติ รหัวช้าง หวั ม้ามาตอ่ สกู้ นั เมอ่ื ใดท่หี วั ช้างถกู ฟนั ขาดจะตกลง
มาเปน็ ป่าไมจ้ นั ทน์ รบกันเปน็ เวลา 1 เดือนพระอินทร์จึงสั่งใหพ้ ญาแถนให้จัดการคนท้งั สองหยุดต่อสกู้ นั
พญาแถนจึงแสกลมกระด่งิ หลวงมาตดั คอทง้ั สองคน คทั ธเนตรคอขาดตายส่วนคัทธจนั เปน็ ผมู้ ีบญุ จงึ ไม่
ตาย พระอินทร์จงึ ให้วิสสกุ รรมลงมาเอาคัทธจันกลับไปสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์ หลงั จากน้ันบ้านเมอื งทั้งหลาย
มคี วามสงบสุขตลอดมา
เอกสารประกอบการเรยี น
15
เลา่ สบื กันมาว่า เกรด็ ความรู้ : พระเนมริ าชชาดก
คทั ธนกมุ าร กลบั ชาตมิ าเกิดเปน็ พระสทิ ธตั ถะ ภาพเขียนบนผนงั ดา้ นทิศตะวนั ตก เปน็ เรอ่ื งพระเนมิราชชาดก ซง่ึ
พระนางสดี า กลบั ชาตมิ าเกิดเปน็ พระนางยโสธราพิมพา เป็นหน่งึ ในทศชาตชิ าดก ตามเน้อื เร่ืองพระอนิ ทร์โปรดให้วสิ สกุ รรม
พระนางสีไว กลับชาตมิ าเกิดเป็น พระอบุ ลวรรณาเถรี เทพบุตรไปรับพระยาเนมริ าช ราชาแห่งเมืองมิถิลาเพ่ือให้เสด็จขึ้น
คทั ธจนั กลับชาตมิ าเกิดเป็น พระราหลุ ไปเทศนาโปรดเหล่าเทพยดาในเทวโลก ทัง้ สวรรค์และนรกภูมิ แลว้
คัทธเนตร กลับชาติมาเกดิ เป็น พระเทวทตั จงึ เสดจ็ กลบั เมอื งมิถิลา เพ่ือตรสั เลา่ สง่ิ ทไ่ี ด้พบเหน็ มาแกป่ วงราษฎร
เจ้าเมอื งศรษี ะเกษ กลับชาตมิ าเกดิ เปน็ พระเจา้ สุโธทนะ เพื่อชกั ชวนให้ประชาชนทั้งหลาย ต้ังใจมั่นประกอบกรรมดี บริจาค
หญงิ หม้าย กลับชาติมาเกดิ เปน็ พระนางสริ มิ หามายา ทาน รกั ษาศลี จะไดไ้ ปเกิดในเทวโลกได้รบั ความสุขสบายร่นื รมยใ์ น
ชายไม้ร้อยกอ กลับชาตมิ าเกดิ เปน็ พระสารบี ุตร สวรรค์
ชายเกวยี นรอ้ ยเลม่ กลับชาติมาเกิดเป็น พระโมคคลั ลานะ
แหลง่ เรียนร้เู พิ่มเตมิ
คัทธนกุมารชาดก มีทง้ั หมด 13 ตอน
โดย โครงการ “การสร้างภาพเคล่ือนไหว ๒ มติ ิ
เลา่ เร่อื งปัญญาสชาดกจากจิตรกรรมฝาผนงั วัดภมู นิ ทร์ จังหวดั นา่ น”
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
16
สภาพสังคม ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น
ของจังหวัดน่านในอดีต ที่สะท้อนผ่าน
จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์
สภาพแวดล้อมของเมอื งน่านท่สี ะท้อนออกมา
จากภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์
กาำ แพงและป้อมประตเู มือง
ลักษณะบ้านเรอื น
กล่มุ ชนทีป่ รากฏในจติ รกรรม
สภาพแวดล้อมของเมอื งนา่ นทส่ี ะท้อนออกมา
จากภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทร์
กํ า แ พ ง แ ล ะ ป้ อ ม ป ร ะ ตู เ มื อ ง ลกั ษณะบ้านเรือน
ภาพบ้านของคัทธนกมุ าร กค็ งเขียนขึน้ ตามลกั ษณะบา้ นในระยะ
จิตรกรรมฝาผนังทางด้านทิศเหนือตอนที่คัท น้นั เช่นกัน คือเป็นบ้านไม้ใตถ้ ุนสูง บรเิ วณใตถ้ ุนบ้านใช้เป็นทท่ี ำา
ธนกุมารเขา้ มาถงึ เมอื งอินทปตั ถ ชา่ งได้เขียนภาพกำา- กิจกรรมต่างๆ เช่นการทอหูก มบี นั ไดทางขน้ึ ท้ังด้านหน้าและ
แพงเมืองและประตูเมืองท่ีเข้าใจว่าน่าจะเลียนแบบมาจาก ดา้ นหลงั บริเวณนอกชานเป็นพืน้ ทโ่ี ลง่ มรี ้านนำ้าใกลบ้ ันไดทางขนึ้
กาำ แพงเมืองน่านขณะนนั้ โดยปรากฏเปน็ กำาแพงกอ่ อิฐไม่ฉาบปนู มี รอบๆ ชานมีแนวลกู กรงไม้กัน้ โดยรอบ โดยลูกกรงนา่ จะเปน็ ไม้
เชงิ เทนิ อยู่ดา้ นใน มใี บเสมารูปสีเ่ หลี่ยม เวน้ ช่องไวส้ าำ หรับดูหรือกำาบงั เวลา แผน่ ฉลลุ ายอยา่ งงา่ ยๆ ถัดเข้าไปเปน็ เต๋ิน ตอ่ ด้วยหอ้ งนอนท่ีอยู่
ข้าศกึ เข้าโจมตี ดา้ นหลังสดุ ฝาและพืน้ น่าจะเป็นไม้กระดาน
ส่วนบา้ นคหบดีอาจเปน็ ฝาลายตาผา้ (ฝาปะกน) กไ็ ด้ หลังคาบ้าน
ส่วนประตูเมืองเขียนเป็นรูปแปดเหลี่ยมหลังคาสอบแหลมซ้อนกันสองช้ัน ทรงจ่ัว หน้าจั่วมีทง้ั ลายตาผา้ หรอื เป็นไม้ตปี ดิ ตามต้งั และอีกแบบ
และมีชอ่ งรปู ส่เี หลย่ี ม เพ่อื ประโยชนใ์ นการสังเกตการณ์ดว้ ย ลักษณะดงั หนงึ่ คอื ตไี มเ้ ป็นรูปรศั มดี วงอาทิตย์ ด้านล่างมีชายคากนั แดดฝน
กล่าวสอดคล้องกบั ภาพถา่ ยเกา่ กาำ แพงเมอื งนา่ นทป่ี ระกอบด้วย กำาแพง ด้วย ที่แนวของหน้าจวั่ ปา้ นลม และสนั หลงั คามไี ม้แปน้ ขนาดใหญ่
อิฐแต่มีใบเสมาปลายมน ลักษณะของปอ้ มบริเวณมมุ ของกาำ แพงกเ็ ป็นป้อม ปดิ ทับเพือ่ กนั ลมและฝน หลังคาโดยทว่ั ไปนา่ จะมงุ ด้วยแป้นเกลด็
แปดเหล่ียม หลงั คาซอ้ นลดกันสองชั้นเช่นกนั ในภาพถ่ายเก่านนั้ อธิบายว่า ซ่งึ มีทัง้ ปลายตดั ตรง รปู หางมน และรูปสามเหลี่ยม
เปน็ กาำ แพงเมอื งของอาณาจกั รหลกั คาำ (น่าน) เม่ือ พ.ศ.2431 การมุงหลงั คาด้วยแป้นเกล็ด ลักษณะของพนื้ ไมก้ ระดาน ตลอด
จนฝาลูกกรงน้ีมีระบุไว้ชัดเจนในเอกสารร่วมสมัยด้วยนอกจากน้ี
ภาพถา่ ยเกา่ สมยั รชั กาลที่ 5 กใ็ ห้รายละเอียดช่วยในการวิเคราะห์
รปู แบบไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
เอกสารประกอบการเรยี น
17
กลุ่มชนทีป่ รากฏในจิตรกรรม ใหญเ่ ป็นชาวเบลเย่ยี ม และเมื่อ พ.ศ.2440
ปิแอร์ โอร์ต ไดเ้ ดินทางขึ้นไปเชยี งใหมเ่ พื่อรว่ ม
ล้ือมีกลุ่มผู้หญิงหน้าเมืองอินทปัตถนุ่งผ้าซ่ินแบบไทลื้ออยู่ ตัดสินคดีทำาร้ายร่างกายรองกงศุลของสหรัฐ
หลายคน ประกอบกับช่างเขยี นทเี่ ปน็ ชาวไทลอ้ื ดงั ท่กี ล่าวมา และเดินทางไปหัวเมืองต่างๆของล้านนาเพื่อ
แล้วข้างตน้ ดังนน้ั กลุม่ ชนในเมืองนา่ นขณะน้นั จงึ นา่ จะมีชาว สำารวจปัญหาด้านกฎหมาย ตลอดจนศึกษา
ไทลื้อปะปนอยูเ่ ป็นจาำ นวนมากเช่นกนั ตามหลักฐานประวัติ- ปัญหาที่ฝร่ังเศสพยายามขยายอิทธิพลข้ามมา
ศาสตร์พบว่ามีการกวาดต้อนชาวไทลื้อจากเขตสิบสองปันนา ฝ่งั ขวาของแม่น้ำาโขงดว้ ย
หลายครัง้ เช่น พ.ศ.2341 พระเจา้ อัตถวรปญั โญไดย้ กทัพไปตี กะเหรี่ยงภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศ
สิบสองปันนา จนหวั เมืองของสิบสองปนั นายอมออ่ นนอ้ มทกุ ตะวันตกมรี ปู ชายสองคน มคี าำ อธบิ ายภาพว่า
เมือง อย่างไรก็ตาม หากภาพจติ รกรรมน้เี ขยี นขน้ึ ในรชั กาล ยาง หมายถึงชาวกะเหร่ียงนน่ั เอง ภาพนี้แสดง
พระเจา้ สรุ ิยพงษ์ผริตเดช ตามทส่ี ันนิษฐานแล้ว ขอ้ มูลของ ว่าชายชาวกะเหร่ียงสมัยนั้นสวมชุดยาวถึงน่อง
เอกสารร่วมสมัยระบุว่าชาวไทลื้อท่ีถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ เปน็ สแี ดงสลบั ขาว การแตง่ กายแบบนี้เลิกไป
เมอ่ื ประมาณ พ.ศ.2399 ในละแวกเมอื งน่านนน้ั จะมกี ล่มุ ประมาณ 70 - 80 ปีแลว้
ใหญ่ทีม่ าจากเมอื งพงและเมอื งอู ล้ือเมอื งพงจะมีทเ่ี ชยี งม่วน ชาวจีนภาพที่แสดงการค้าขายทางเรืออยู่
เชยี งคำาเปน็ ส่วนใหญ่ สว่ นล้อื เมืองอจู ะอยู่ทเี่ มอื งเทิง เชยี งของ ทผี่ นังด้านทศิ เหนอื เปน็ ภาพเรอื ประดบั ดว้ ย
และบริเวณรอบๆ เมืองน่าน ธงเขยี นตัวอักษรจีน ตลอดจนมรี ปู บุคคลสวม
ชาวตะวันตกรูปหมอกุมมาลเป๊กเขียนเลียนแบบมิชชันนารี หมวก ลกั ษณะใบหนา้ คล้ายคนจนี เขา้ ใจวา่
หรอื หมอคนใดคนหนึง่ ท่อี าศยั อยู่ในเมอื งน่านขณะน้นั เทา่ ที่ น่าจะมีชาวจีนค้าขายอยู่ในเมืองน่านขณะน้ัน
หลกั ฐานเอกสารปรากฏ ชาวตะวนั ตกท่อี าศยั อยใู่ นเมอื งนา่ น ไม่น้อย เอกสารบางฉบบั ระบวุ ่าในเขตเมือง
มีทั้งคนฝรง่ั เศส องั กฤษ อเมรกิ ัน เหตทุ ีเ่ ลอื กเขยี นรูปหมอกมุ น่านมีชาวจนี ชือ่ จนี บุน (หลวงนรา) ไดร้ ับมอบ
มาลเป๊กเป็นชาวตะวันตกอาจสอดคล้องกับการเข้ามารักษา สัมปทานตดั ไมจ้ ากเจา้ หลวงเมืองนา่ นดว้ ย
โรคของแพทยช์ าวตะวนั ตกก็ได้ ในระยะเวลาใกล้เคยี งกนั นั้นมี ลัวะผนังด้านทิศตะวันตกมีรูปบุคคลเดินเข้า
นายแพทย์ Rev. S.C.Peoples M.D. เปน็ มิชชนั นารีอเมริกนั มาในเมอื ง เปน็ ชายนุ่งผ้าตอ้ ยสะพายยา่ มและ
เพรสบิทเี รยี นประจาำ อย่ใู นเมอื งนา่ นดว้ ย กระชดุ ้านหนา้ คนท่สี ะพายกระชุสบู กลอ้ งยา
อย่างไรก็ตามภาพชาวตะวันตกสวมหมวกนั่งอยู่ด้านล่าง สบู และเป็นโรคคอหอยพอก ดังนั้นจงึ เข้าใจวา่
พรอ้ มกับสตรชี าวตะวนั ตกน้นั ศาสตราจารย์วยั อาจเขา้ ใจว่า เป็นกลุ่มชนชาวเขากลมุ่ ใดกล่มุ หน่งึ แตท่ ดี่ ้าน
เป็นนักบวชชาวฝรง่ั เศสนิกายโรมนั คาทอลิก แตใ่ นคาำ อธิบาย ลา่ งมรี ปู สนุ ัขอยู่ เข้าใจว่าช่างอาจจะสื่อความ
ประกอบภาพเขยี นว่า “4 คนน้ีหือ้ เอาไปเฆี่ยนเสียคน 105” หมายถงึ ชาวลัวะก็ได้ เพราะเดิมเชือ่ วา่ ดนิ แดน
แสดงวา่ เป็นการตดั สินความของผพู้ พิ ากษา ซงึ่ ในขณะนัน้ ชาว นเี้ ปน็ ท่อี ยูข่ องชาวลวั ะ ถงึ ขนาดกอ่ นทีพ่ ระเจา้
ตะวนั ตกท่ีมีตำาแหนง่ เปน็ ที่ปรกึ ษาด้านกฎหมายของสยามส่วน กาวลิ ะจะเขา้ มาฟ้ืนฟเู มอื งเชียงใหมน่ ้นั ตอ้ งให้
ชาวลวั ะจูงหมาเข้าเมอื งกอ่ น ส่วนผหู้ ญงิ ท่ีเดิน
ตามหลังน้ันถึงแม้ลักษณะการแต่งตัวเป็นแบบ
ชาวพ้นื ราบแล้ว แต่กระชุทแ่ี บกอยดู่ ้านหลงั
กลบั คลา้ ยกระชขุ องชาวขมุ ซึ่งในระยะนั้นเปน็
คนงานตดั ไม้ในปา่
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
18
ผลการวิเคราะหส์ ภาพสังคม ประเพณแี ละวัฒนธรรมทอ้ งถิ่นของจังหวัดน่าน
ในตน้ พทุ ธศตวรรษที่ 24 ท่ีสะท้อนผ่านเน้อื เร่อื งคัทธนกุมารชาดก
ดา้ นอิทธิพลการเลือกเร่ือง
สะทอ้ นให้เหน็ ถงึ สภาพจติ ใจของผคู้ รองเมอื งน่านในสมยั น้ัน คอื การเลอื กเน้ือเร่ืองเพือ่ สรา้ งงาน
จิตรกรรมบนฝาผนงั น้นั เจา้ ผคู้ รองนครนา่ นได้คัดเลอื กเอาเนอื้ เร่ืองคทั ธนกุมาร ซึง่ เป็นชาดกทม่ี ีเรอ่ื ง
ราวการตดิ ตามหาพอ่ ของผเู้ ป็นกำาพรา้ ตอ้ งเผชญิ ภยั นานปั การ อาจจะเป็นความตอ้ งการแสดงออก
ถงึ ความรู้สกึ น้อยใจที่ “เมอื งนา่ น” เปรียบเสมือนเปน็ ลูกกำาพร้า ที่ขาดผปู้ กครองที่แทจ้ รงิ ครั้งแลว้
ครั้งเล่าตามความเป็นไปของประวัติศาสตร์ที่ต้องเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกับเมืองใหญ่ที่มีอำานาจสูง
กว่า คือบางคร้ังก็อยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ จากนัน้ กถ็ กู พมา่ ยดึ ครอง ปลน้ สะดมและถกู
ทอดท้งิ สดุ ทา้ ยกต็ กอยู่ภายใต้การปกครองของสยามประเทศ (วนิ ยั ปราบรปิ ู, 2552: 54-55)
อิทธิพลจากกรงุ เทพและ ดา้ นสภาพสงั คม วิถชี ีวิต วฒั นธรรม ดา้ นศาสนาและความเช่อื
เมอื งข้างเคยี ง ประเพณีและงานหตั ถกรรมท้องถน่ิ ไดแ้ ก่ ความเชือ่ เร่ืองการกลับชาตมิ าเกิดและ
อดตี “คัทธนกมุ าร” เป็นชาดกที่ได้รบั ความ ส ะ ท้ อ น สั ง ค ม น่ า น ใ น อ ดี ต ที่ ยั ง เ ป็ น สั ง ค ม การสง่ั สมบารมีของพระโพธิสตั ว์, การทำาดีได้
นิยมในทางตอนเหนือของประเทศไทยและ เกษตรกรรมจากการทำาอาชีพปลูกขา้ ว งาน ดี ทำาชัน่ ได้ช่วั ในตอนทเี่ จา้ เมืองขวางทะบรุ ไี ม่
ลาว จงึ ทาำ ให้มชี ือ่ ของเมืองในเนอ้ื เรอื่ งทีใ่ กล้ หตั ถกรรม ทอผ้าของหญงิ หมา้ ยและชาวบา้ น ได้อยู่ในทศพิธราชธรรมพญาแถนจึงส่งงูฟาง
เคยี งกับชือ่ เมืองในประเทศลาว เช่น เมืองชวา แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวติ ชาวบา้ น เชน่ หาบของ ทาำ ลายและกินผคู้ นจนหมดเมือง เมืองจึงกลาย
วดีท่ีคล้ายกับเมืองชวาช่ือเดิมของเมืองหลวง ไปขาย การแบ่งปันกัน การละเลน่ สบา้ ของ เปน็ เมอื งร้าง, ธรรมะชนะอธรรม เห็นไดจ้ ากท่ี
พระบาง และชื่อเมอื งขวางทะบุรคี ลา้ ยเมือง เดก็ ๆทลี่ านบ้าน อีกทงั้ ยงั มกี ารล้อมร้วั ดว้ ยวัสดุ คัทธนกุมารปราบยักษ์แล้วเทศนาสั่งสอนจน
เชยี งขวางของลาว อีกท้งั การกล่าวถึงสภาพ ธรรมชาตอิ ย่างไมใ้ ผข่ องชายไมร้ อ้ ยกอ การใช้ ยกั ษ์สาำ นึกผดิ , ความกตัญญรู ู้จกั การตอบแทน
ของเมืองอินทปัฎฐนครท่ีตัวเอกทั้งสามเดินมา เกวียนเป็นยานพาหนะของชายเกวียนร้อยเล่ม คุณ จากการที่คทั ธนกมุ ารปราบสตั ว์รา้ ย แล้ว
ถงึ วา่ “กาำ แพงเมอื งทาสแี ดง ประตูทางเข้าเป็น การเก็บผักเพื่อทำาอาหาร การหาบนำ้าเพือ่ นำาไป ชบุ ชวี ติ ชาวเมอื ง ทำาใหเ้ จา้ เมืองยกเมืองให้
รูปตัวเหงาและสถาปัตยกรรมบ้านเรือนทรง ใชอ้ ุปโภค บรโิ ภคของคนในเมอื ง แตอ่ ย่างไรก็ดี ครอง
คลา้ ยตึก ในเมอื งมกี ลมุ่ ชาวตา่ งชาติที่มาติดตอ่ ในเน้ือเร่ืองก็ยังบ่งบอกถึงการมีชนช้ันปกครอง ผลการวเิ คราะห์เน้ือเรอื่ ง พบว่า สงิ่ ที่ทำาให้
ค้าขาย” ในตอนท่ีพระยาศรีษะเกษพระราชทานผ้าที่ เน้ือเรื่องคัทธนกุมารในจิตรกรรมฝาผนัง
ทอจากทองคาำ สวยงามมาก ขนานนามวา่ “ผ้า วัดภูมินทรม์ ีความเปน็ ปจั เจกภาพ เพราะ
ก็เป็นการแสดงถึงการเข้ามาของชาวต่างชาติ ค่าแสนคาำ ” ให้แก่คัทธนกุมาร เพ่อื ท่รี ะหวา่ ง ศลิ ปนิ ได้สอดแทรกภาพวิถีชวี ิต วฒั นธรรม
ในเมอื งนา่ นขณะนั้น เท่าทห่ี ลกั ฐานเอกสาร เดินทางจะได้ฉลองพระองค์เป็นแบบกษัตริย์ ประเพณี สภาพสังคม ศาสนาและความเชอื่
ปรากฏชาวตะวันตกท่ีอาศัยอยู่ในเมืองน่านมี แสดงให้เห็นถึงการแตง่ กายของคนช้ันสูง จะ รวมไปจนถึงอิทธิพลท่ีมีบทบาทต่อชาวน่าน
ทัง้ คนฝรงั่ เศส องั กฤษ อเมริกัน สว่ นมากจะ สวมเสอ้ื ผ้าท่ที อดว้ ยวสั ดมุ ีค่า สวยงาม ประณีต ในตอนนนั้ ลงไปอยา่ งกลมกลืน ซ่ึงนอกจาก
เปน็ แบบมชิ ชันนารีหรอื หมอ (จริ ศักดิ์ เดช อย่างด้นิ เงนิ ดิน้ ทอง เม่อื มีงานมงคลกจ็ ะเฉลมิ จะทำาให้ได้รู้เร่ืองราวการผจญภัยของคัทธน
วงคญ์ า, 2546) ส่วนลักษณะบา้ นเรอื นและ ฉลองด้วยการประโคมดนตรีอย่างสนุกสนาน กุมารแล้วยังทำาให้ทราบเรื่องราวของจังหวัด
กำาแพงเมอื ง ก็อาจเป็นอิทธพิ ลจากศิลปินผวู้ าด ส่วนการบรรยายถึงความงามของนางสีไว น่านในอดีตอีกด้วย
ภาพจิตรกรรมท่ีได้มาเห็นลักษณะบ้านเรือน ลกู สาวเศรษฐีในเมอื งจำาปานคร ที่เป็นหญงิ
พระราชวังในกรุงเทพมหานครจากการติดตาม สาวมีรูปรา่ งหนา้ ตาสวยงาม ดวงหนา้ รปู ไข่ ค้ิว
เจา้ ผู้ครองเมอื งนา่ นเขา้ มา โกง่ โคง้ จมูกและดวงตารบั กบั ใบหนา้ ที่ยมิ้ แยม้
ของนาง จนคทั ธนกุมารได้นางสไี วเป็นภรรยา
เป็นการถ่ายทอดแนวคิดความงามในอุดมคติ
ของศิลปินในตอนนัน้
เอกสารประกอบการเรียน
19
อัตลักษณ์ของผ้าทอจังหวัดน่าน
เอกลักษณข์ องผ้าทอจงั หวัดนา่ น ประเภทของผ้าซิ่นเมืองนา่ น
การเย็บเปน็ ผ้าถงุ มี 2 ตะเขบ็ ผา้ ซนิ่ น้าํ ไหล ลวดลายน้ำาไหลบนผืนผ้าซน่ิ
ตีนซ่ินมักจะต่อด้วยสีพื้นสีเข้มจะเป็นดำาหรือแดงแล้วแต่ผู้สวม เป็นการจำาลองภาพของสายนำ้าหรอื คลนื่ น้ำา ซง่ึ มี
ใส่ชอบไมม่ ีขอ้ กาำ หนดว่าจะต้องใชส้ ีใด ลักษณะเคลอ่ื นไหวท่งี ดงามมชี วี ิตชวี า โดยเทคนิค
หากเป็นโอกาสพิเศษส่วนที่เป็นตีนซ่ินมักจะใช้ตีนซิ่นจกต่อ การทอนี้เรียกวา่ “ล้วง” เน้นการทอลายเฉพาะ
แทนสว่ นท่ีเป็นตนี ซิ่นดำาหรอื แดง (ทรงพันธ์ วรรณมาศ, 2547, ส่วน ปัจจบุ นั มลี ายนาำ้ ไหลอยู่หลายแบบ เชน่
79) ลายนา้ำ ไหลใบขา้ ว ลายน้าำ ไหลจรวด ลายน้ำาไหลไท
ลอื้ ลายนาำ้ ไหลเรขาคณติ ลายน้ำาไหลโบราณ ฯลฯ
ลวดลายและกรรมวิธีการทอ และลาย (กรมศลิ ปากร, 2547, 38)
ลวดลายผ้าเมอื งน่านจะเลยี นแบบจากธรรมชาติ
เรขาคณติ ซึง่ ลักษณะการทอจะมี 3 ประเภท คอื ผา้ ซิ่นมา่ น เป็นซ่ินท่ีเปน็ เอกลักษณด์ ้ังเดิมของ
เมืองน่านมีลักษณะทอด้วยฝ้ายปนไหมและนิยม
ลายลว้ ง ผา้ ลายในเน้อื เกิดจากการใชม้ อื จับเสน้ ด้ายหรอื ทอลายมกุ ดว้ ยเส้นใยโลหะ การจดั องค์ประกอบ
ไหมต่างสีสอด (ลว้ ง) ให้เกดิ ลายท่ตี ้องการขณะทีท่ อ มชี ่อื ลาย ของลายมุกสลับกับสีพ้ืนมีระยะช่วงไม่เท่ากันแต่
เรยี กตา่ งกนั ออกไป เช่น ลายใบมดี ลายน้ำาไหล ลายดอกไม้ มโี ครงสรา้ งท่ีแน่นอน นยิ มใชส้ ีพ้ืนเป็นสีมว่ งหรือ
ลายธาตุ ลายปู และลายจรวดท่พี ัฒนาขน้ึ ในระยะหลงั สชี มพแู ละสีครามหรือสดี าำ
ลายเกบ็ มุก มวี ิธีการทอที่สลับซับซ้อนกวา่ ลายธรรมดา ผ้าซ่นิ คําเคิบ นบั ว่าเปน็ สดุ ยอดซิ่นของเมือง
คลา้ ยวธิ ที ที่ ำาลายขิดในภาคอีสาน ช่างทอจะเก็บลายท่ีต้องการ น่านประเภทหน่งึ ในอดตี เปน็ ซิ่นท่นี ิยมใชส้ ำาหรับ
ไวก้ ่อนดว้ ยไม้ต่างขนาดคล้ายกบั การสานเสอื่ เมือ่ ถึงเวลาทอ หญิงสูงศักดิ์ด้วยมีราคาสูงและงดงามด้วยศิลปะ
จึงใชเ้ สน้ ดา้ ยพ่งุ ไปแทนทไี่ มเ้ ก็บมกุ ทเี่ กบ็ ลายไว้ ลวดลายมี การทอที่ใช้เส้นโลหะทองหรือเส้นโลหะเงินเป็น
หลายชนิด เช่น ลายดอกจันทร์แปดกลีบ ดอกแก้ว พญานาค เสน้ พงุ่ ในการทอ มีลวดลายที่ละเอียดประณตี มี
ลายเหลี่ยม ฯลฯ การทอยกดอกซึ่งเป็นการทอทค่ี ่อนข้างยาก เชิง
ซิ่นมักต่อด้วยตีนจก
ลายคาดกา่ น วธิ ีทำาคลา้ ยกบั ลายมดั หมี่ของอีสาน คอื มัด
ย้อมลายที่ต้องการอยา่ งงา่ ยๆด้วยเชือกกลว้ ย ผา้ ซน่ิ ป้อง เป็นซ่ินลายขวางทอดว้ ยเทคนิคขดิ
หรือในเมอื งน่านเรยี ก “เกบ็ มุก” วัสดุทีใ่ ช้ทอมีทัง้
แหลง่ เรียนรเู้ พ่มิ เตมิ ฝา้ ย ไหม และไหมเงินไหมคาำ โครงสรา้ งของซิน่
ปอ้ งในอดตี อาจแบ่งได้เปน็ 4 แบบ คือ ซิ่นป้อง
ตาเหล้ม(ซ่นิ ท่มี ีลายขวางขนาดเท่ากันทั้งผืน) ซิน่
ป้องตาคีบ(ซ่ินท่ีมีลายขวางแถบเล็กสลับกับแถบ
ใหญ่) ซ่ินป้องคำาเคบิ ไหมคาำ (ซนิ่ คำาเคิบทีท่ อดว้ ย
เสน้ โลหะเป็นลายขวางขนาดเท่ากนั ทั้งผืน) และ
ซน่ิ ป้องกา่ น(ซนิ่ ปอ้ งทม่ี ลี ายมัดกา่ นสลับลายมุก)
ลายขวางบนตวั ซน่ิ ท่มี ีขนาดและระยะทีแ่ นน่ อน
เสน่ห์เมืองนา่ น ทำานุบำารงุ ศิลปวฒั นธรรม
วฒั นธรรมลา้ นนา จังหวัดนา่ น โดย SONG-
โดย Thairath
POL SANGSAKOO
ากอ ก รกรร า น นร
การออก บบ
20
ผ้าซ่นิ มดั กา่ น ซนิ่ ท่เี ดน่ ด้วยเทคนคิ มัด การเช่ือมโยงระหวา่ งผ้าทอในจงั หวัดน่านกบั
กา่ นหรอื มดั หม่ี จะเรียกวา่ ซิ่นกา่ น ซนิ่ คาด ภาพวาดการแต่งกายของผ้คู นใน
กา่ นหรือซิน่ คาด ก็ได้ พบในวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมนิ ทร์
ผา้ ทอแบบไทยลอ้ื มที ้ังมดั ก่านไหมและ
มัดก่านฝ้าย สที ีน่ ิยมใชค้ อื สมี ว่ ง สีคราม ภาณุพงษ์ ณาภมู ิ (2554) ได้กล่าวไวใ้ นวทิ ยานพิ นธก์ ารศึกษาผ้า
บานเย็น สีเขยี ว ลายมัดกา่ นเป็นลาย ซ่นิ โบราณของล้านนาในจงั หวดั นา่ น จากภาพจติ รกรรมฝาผนงั วัด
เรขาคณติ เลยี นแบบลายมุก เช่น ดอกจนั ภมู นิ ทร์ อาำ เภอเมอื งนา่ น จงั หวัดนา่ น ความวา่
ดอกแกว้ ลายกาบ ลายขอ ซึ่งจะพบใน
แถบอาำ เภอท่าวงั ผา อาำ เภอปวั และอำาเภอ ชนิดของผ้าซ่ินที่ปรากฎบนจิตรกรรมฝาผนังวิหารจตุรมุขวัด
เชยี งกลาง โครงสรา้ งของซิ่นมี 3 ประเภท ภูมนิ ทร์ มที ้งั หมด 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่
คอื ซน่ิ กา่ นป้อง ซ่ินก่านม่าน ซ่ินก่านล้วน
(ลายมัดก่านทง้ั ผนื ) ซน่ิ ปอ้ ง ทอด้วยเทคนิคขดิ หรอื มัดก่านเปน็ ลายร้วิ สลับ
ซ่ินเชยี งแสน เป็นซ่ินทใี่ ชน้ ุ่งในชีวติ กบั สพี น้ื มชี ว่ งขนาดเท่ากนั โดยตลอด โดยคำาวา่ ปอ้ งอาจ
ประจาำ วันของชาวเมืองนา่ น ชื่อเรยี กของ มาจากการจดั โครงสร้างลายขวางท่ีเป็นปลอ้ งๆ ซ่ินป้องที่
ซิ่นชนิดน้ีแสดงถึงแหล่งกำาเนิดว่าเป็น มลี ายมดั กา่ นตกแตง่ เรียกว่า ซิน่ ปอ้ งกา่ น
แบบด้งั เดิมของชายไทยวนในเชียงแสน มี ซน่ิ มา่ น เปน็ การเรยี กช่อื ตามลกั ษณะโครงสรา้ ง คือเป็น
ลักษณะเป็นซิน่ ฝ้ายลายขวาง สีพื้นหลัก ซิ่นที่ทอด้วยเทคนิคขิดหรือมัดก่านเป็นลายขวางสลับกับ
คือสแี ดงเข้มหรือสีคราม ลายขวางเป็นสี ริ้วสีพื้น เย็บ 2 ตะเข็บเช่นเดยี วกบั ซิ่นป้อง แต่ต่างกนั ตรง
คราม ดำาหรือขาว ทอด้วยเทคนคิ ธรรมดา ทมี่ ชี ว่ งการจัดขนาดของลายไม่เท่ากนั โดยมโี ครงสร้าง
มีโครงสร้าง การจดั ระยะของลายขวางสลับสพี ื้นที่แน่นอน ซ่ินมา่ นทมี่ ี
ลายมัดก่านตกแต่ง เรียกวา่ ซ่ินม่านก่าน
ซิน่ ลุนตยา อชิก เปน็ ซิน่ ที่มลี กั ษณะพเิ ศษท่มี าจาก
แหลง่ อ่นื กลา่ วคือผ้าซิน่ ชนดิ นีน้ ิยมทอในพม่า มลี กั ษณะ
เป็นรปู คล่นื น้ำาหรือเปน็ ลายเครอื เถา ซงึ่ ปรากฎบนภาพ
จิตรกรรมฝาผนงั เพียงภาพเดียว
สรุปคือชนิดของผ้าซิ่นท่ีปรากฎบนจิตรกรรมฝาผนังวิหาร
จตรุ มุขวัดภูมนิ ทร์ โดยซ่นิ ปอ้ งปรากฎมากที่สุด รองลงมา
คอื ซน่ิ ม่าน
21
หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์
ประเภทการออกแบบ ขอ้ คาํ นงึ ในการออกแบบ
ประเภทของเล่น เป็นผลงานท่ีประดษิ ฐข์ ัน้ มา 1. หลกั การ 5W1H
สามารถเล่นได้จริงเพ่ือตอบสนองความต้องการ : ออกแบบอะไร ของเลน่ ของใช้ ของตกแต่ง
ทางด้านให้ความสนกุ สนาน เพลิดเพลินแก่ผเู้ ลน่ : ออกแบบแลว้ จดั วางทีใ่ ด
มีความปลอดภัยและช่วยส่งเสริมทักษะทางด้าน : ผลงานออกแบบใชเ้ มอื่ ใด
การเคล่อื นไหว และสติปัญญาแกผ่ ู้เล่น : ออกแบบทาำ ไม ใชใ้ นการแก้ปัญหาอะไร ผลงานมี
ประเภทของใช้ เปน็ ผลงานที่มุ่งเนน้ ในการใช้ ประโยชนอ์ ยา่ งไร
งาน เนน้ ประโยชน์ใชส้ อยเปน็ สาำ คัญ โดยทัว่ ไป : ออกแบบให้ใคร คาำ นึงถึงอายุ เพศ ความชอบ
นิยมใชว้ ัสดุท่ีมใี นท้องถ่นิ เศษวสั ดนุ าำ มาประยุกต์ : ผลงานออกแบบใช้อยา่ งไร
เพื่อใหเ้ กดิ ผลงานที่สามารถใช้งานได้ ผลงานเกิด
ประโยชน์ มคี ุณค่า 2. การจดั องค์ประกอบ
ประเภทของตกแต่ง เป็นผลงานทีเ่ น้นถึง ได้แก่ การจดั วาง ผลงานควรจัดวางจุดเด่นหรอื จุดที่ตอ้ งการ
ความสวยงาม ใช้ในการประดบั สถานท่ีทง้ั ในและ เนน้ ในตำาแหน่งและขนาดทเ่ี หมาะสม
นอก ต้งั แตพ่ ืน้ จนถึงเพดาน สามารถประกอบเข้า
กับสิ่งของอ่ืนเพื่อทำาให้เกิดความสวยงามมากย่ิง
ขน้ึ
แหลง่ เรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ
แหลง่ รวมผ้าโบราณหายาก วสิ าหกจิ ชมุ ชนผา้ ทอไทลอื้
โดย Triptravelgang โดย ThaiPBS
22
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกําหนด
องค์ประกอบของงาน
ออกแบบผลิตภัณฑ์
หน้าทีใ่ ชส้ อย (Function)
ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะต้องมีหน้าที่ใช้สอยถูกต้องตามเป้าหมาย
ที่ต้ังไว้คือสามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยตามท่ีผู้บริโภค
ตอ้ งการได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ในหน่ึงผลติ ภัณฑ์น้นั อาจมหี นา้ ที่
ใชส้ อยอย่างเดียวหรอื หลายหน้าทีก่ ไ็ ด้ แต่หนา้ ท่ีใช้สอยจะดหี รือ
ไม่นนั้ ตอ้ งใช้งานไประยะหนง่ึ ถึงจะทราบข้อบกพร่อง
ความสวยงามนา่ ใช้
(Aesthetics or sales appeal)
ผลติ ภัณฑท์ อี่ อกแบบมานัน้ จะตอ้ งมีรูปทรง ขนาด สสี นั สวยงาม
นา่ ใช้ ตรงตามรสนิยมของกลมุ่ ผ้บู รโิ ภคเป้าหมาย เป็นวธิ ีการ
เพิม่ มูลคา่ ผลิตภัณฑ์ทไี่ ด้รับความนิยมและได้ผลด ี เพราะความ
สวยงามเป็นความพึงพอใจแรกท่ีคนเราสัมผัสได้ก่อนมักเกิดมา
จากรูปร่างและสีเป็น
ความสะดวกสบายในการใช้ (Ergonomics)
การออกแบบผลิตภัณฑ์ท่ีดีน้ันต้องเข้าใจกายวิภาคเชิงกลเก่ียว
กบั ขนาด สัดสว่ น ความสามารถและขีดจำากดั ทเ่ี หมาะสมสาำ หรบั
อวัยวะตา่ งๆ ของผใู้ ช้ การเกดิ ความรสู้ ึกท่ดี แี ละสะดวกสบายใน
การใช้ผลติ ภัณฑ ์ ท้งั ทางด้านจติ วิทยา (Psychology) และสรรี ะ
วทิ ยา (Physiology) ซ่งึ แตกตา่ งกันไปตามลกั ษณะเพศ เผา่ พันธุ์
ภูมิลำาเนาและสังคมแวดล้อมท่ีใช้ผลิตภัณฑ์น้ันเป็นข้อบังคับใน
การออกแบบ
เอกสารประกอบการเรียน
23
ความปลอดภยั (Safety)
ผลิตภัณฑ์ท่ีเกิดข้ึนเพื่ออำานวยความสะดวกในการดำารงชีพของ
มนษุ ย์ มีทัง้ ประโยชนแ์ ละโทษในตัว การออกแบบจึงต้องคำานงึ ถึง
ความปลอดภัยของชวี ิตและทรพั ยส์ นิ ของผบู้ ริโภคเปน็ สำาคัญ ไม่
เลอื กใช้วสั ดุ สี กรรมวิธีการผลติ ฯลฯ ท่เี ปน็ อนั ตรายต่อผู้ใชห้ รอื
ทำาลายสิ่งแวดล้อม
ความแข็งแรง (Construction)
ผลติ ภณั ฑ์ที่ออกแบบมาน้ันจะต้องมีความแขง็ แรงในตัว ทนทาน
ต่อการใช้งานตามหนา้ ท่แี ละวัตถุประสงคท์ ี่กำาหนด
วัสดุ (Materials)
การออกแบบควรเลอื กวสั ดุท่มี ีคุณสมบัตดิ ้านตา่ งๆ ได้แก่ ความ
ใส ผิวมนั วาว ทนความรอ้ น ทนกรดด่างไมล่ นื่ ฯลฯ ใหเ้ หมาะสม
กับหนา้ ทใ่ี ช้สอยของผลิตภัณฑน์ ั้นๆ นอกจากน้นั ยงั ตอ้ งพจิ ารณา
ถงึ ความงา่ ยในการดแู ลรกั ษา ความสะดวกรวดเร็วในการผลติ
กรรมวิธกี ารผลิต (Production)
ผลิตภณั ฑท์ ุกชนิดควรออกแบบใหส้ ามารถผลติ ไดง้ า่ ย รวดเรว็
ประหยดั วสั ดุ ค่าแรงและค่าใช้จา่ ยอนื่ ๆ แตใ่ นบางกรณีอาจตอ้ ง
ออกแบบให้สอดคล้องกับกรรมวิธีของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มี
อยูเ่ ดิม และควรตระหนักอยเู่ สมอวา่ ไม่มอี ะไรท่ีจะลดต้นทนุ ได้
รวดเร็วอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ มากกวา่ การประหยดั เพราะการผลิต
ทีละมากๆ
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
24 เสน้ ตรง
ใหค้ วามรู้สึก แขง็ แรง มั่นคง
ความรู้สึกของเส้น เสน้ โค้ง
ใหค้ วามร้สู กึ นมุ่ เคลอ่ื นไหว
เส้น คือ ร่องรอยทเ่ี กิดจากการเคล่อื นท่ีจดุ เสน้ หยกั
หรอื ถ้าเรานำาจุดมาวางตอ่ กนั กจ็ ะเกิดเปน็ เสน้ แ บ บ ฟั น ป ล า ใ ห้ ค ว า ม รู้ สึ ก
ข้นึ เสน้ มีมิตเิ กยี ว คอื ความยาว ทำาหนา้ ท่เี ป็น เคลอื่ นไหว เป็นจังหวะ นา่ กลัวและ
เขต ของทว่ี า่ ง รปู ร่าง รูปทรง นาำ้ หนกั สี ตลอด อนั ตราย
จนกลุ่มรปู ทรงต่างๆ รวมทั้งเปน็ แกน หรอื
โครงสรา้ งของรูปทรง
เส้นเป็นพ้ืนฐานที่สำาคัญของงานศิลปะทุกชนิด
เสน้ สามารถใหค้ วามหมาย แสดง ความร้สู ึก
และอารมณ์ไดด้ ว้ ยตัวเอง และดว้ ยการสรา้ ง
เป็นรปู ทรงตา่ งๆ ขนึ้ เส้นมี 2 ลักษณะคอื เสน้
ตรง (Straight Line) และเสน้ โคง้ (Curve
Line) เส้นทงั้ สองชนิดน้ี เมือ่ จัดวางในลักษณะ
ตา่ งๆกัน จะมคี วามรสู้ กึ ที่แตกตา่ งกัน
วงจรสี (Color Wheel) สีขั้นท่ี 1 หรือแม่สี (Primary Colors) ประกอบ
ด้วยสี 3 สี ได้แก่
สโี ทนร้อนและโทนเยน็
สโี ทนร้อน (Warm Colors) ให้ความรสู้ ึกรอ้ น ตืน่ เตน้ สแี ดง
สีโทนเย็น (Cool Colors) ใหค้ วามรสู้ ึกสงบ เยน็ สบาย สเี หลอื ง
สีน้ำาเงิน
เอกสารประกอบการเรยี น สีขั้นที่ 2 (Secondary Colors) คือสีที่เกิดจาก
แม่สีผสมกันในอัตราส่วนท่ีเท่ากนั จะทาำ ให้เกิด
แมส่ ีใหม่ 3 สี ได้แก่
สสี ้ม เกดิ จาก สีแดง + สเี หลือง
สีม่วง เกิดจาก สแี ดง + สีนำา้ เงนิ
สเี ขียว เกดิ จาก สเี หลือง + สีน้ำาเงนิ
สขี นั้ ที่ 3 (Intermediate Colors) คอื สขี ั้นท่ี 1
กบั สีขั้นที่ 2 ผสมกันในอตั ราสว่ นทีเ่ ทา่ กัน จะได้ 6
สี ไดแ้ ก่
สีส้มแดง เกดิ จาก สแี ดง + สสี ้ม
สีมว่ งแดง เกดิ จาก สีแดง + สมี ่วง
สีเขยี วเหลอื ง เกิดจาก สเี หลอื ง + สเี ขยี ว
สเี ขียวนา้ำ เงนิ เกิดจาก สนี ำ้าเงิน + สเี ขยี ว
สมี ว่ งนาำ้ เงิน เกดิ จาก สีน้ำาเงิน + สีม่วง
สสี ม้ เหลือง เกิดจาก สีเหลอื ง + สสี ้ม
สคี ู่ตรงข้าม หมายถงึ สีสองสีทอ่ี ยู่ตรงข้ามกัน
บนวงจรสใี หค้ วามรูส้ กึ ทขี่ ดั แยง้ กัน คือ
เหลือง กับ มว่ ง
แดง กับ เขยี ว
น้ำาเงิน กับ สม้
กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์
จากองค์ความรู้ท้องถิ่น
(อรัญ วานิชกร : 2554)
1 การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นการศึกษาคณุ ค่าเชงิ รูปธรรม ไดแ้ ก่ เส้นสายลวดลาย
จากภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ รูปลกั ษณ์รูปทรง สสี นั ตลอดจนพื้นผิวและวสั ดุ และ
คณุ คา่ เชงิ นามธรรมของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ความซาบซ้งึ
ในเรอ่ื งราว คณุ ค่าและความหมาย จติ วญิ ญาณที่แฝงอยู่
ในภูมปิ ัญญา ปรัชญาแนวคดิ การแกป้ ัญญาเชิงความคิด
เป็นตน้
2 การรา่ งภาพขั้นท่ี 1 เพ่ือศึกษาสัญญะรูปทรงจากมุมมองต่างๆขั้นตอนนี้ถือ
เป็นการมุ่งเน้นการศึกษารูปธรรมของผลิตภัณฑ์จาก
ภูมปิ ัญญา
3 การตัดทอนรายละเอยี ด พน้ื ผิว ลวดลายของรปู ทรงใหเ้ ขา้ ส่โู ครงสรา้ งรูปทรงทีม่ ี
ความเรยี บง่าย โดยพจิ ารณาใช้โครงสร้างเรขาคณิตเป็น
พ้นื ฐานเบอ้ื งต้น ก่อนจะใชร้ ปู ทรงอสิ ระในรปู แบบอื่นๆ
ขัน้ ตอนนีจ้ ะทำาให้ของผลติ ภณั ฑ์ใหม่ให้โดดเด่นมากข้ึน
4 ร่างแบบทค่ี ัดเลอื กแลว้ เป็นขั้นตอนการร่างแบบข้ันสุดท้ายจากแบบร่างท้ังหมด
ซึ่งเกิดจากการคัดเลอื ก ตดั ทอนรายละเอยี ด และพัฒนา
รปู ลกั ษณ์
แหลง่ เรยี นรเู้ พิ่มเตมิ
ออกแบบผลิตภณั ฑ์ชมุ ชน์ เทคนคิ การรา่ งภาพงานออกแบบ การทำา SKETCH DESIGN
โดย AMARIN TVHD โดย Freehand Studio โดย Freehand Studio
26
การฝึกปฏิบัติการออกแบบผลิตภัณฑ์
ตัวอยา่ งผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก
สี “ไทยโทน”
โดยนกั ศึกษาปี 2 คณะมัณฑนศลิ ป์ ม.ศิลปากร
เอกสารประกอบการเรียน
27
การออก บบ ากอ ก รกรร า น นร
28
เอกสารอ้างอิง
กรมศลิ ปากร. (2547). ผา้ ทอพื้นเมืองภาคเหนือ. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพด์ อกเบ้ยี .
กฤติกา ทองพนั ธ์. (ม.ป.ป.). คัทธนกมุ ารชาดก. เอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง คทั ธนกุมารชาดก, นา่ น: โรงเรียนจุมปวี นิดาภรณ์ เทศบาลเมอื ง
นา่ น(บ้านภูมินทร์).
คณะสงฆห์ นเหนือ. (2552). ปัญญาสชาดก. กรุงเทพ: อาทรการพมิ พ.์
จริ ศักดิ์ เดชวงค์ญา. (2546). จิตรกรรมฝาผนังวดั ภมู นิ ทร์ จังหวดั นา่ น: การศกึ ษาคร้งั ลา่ สุด. วารสารเมอื งโบราณ, 29(4).
ฉตั รสรุ างค์ แก้วเปน็ ทอง. (2556). การวเิ คราะหเ์ ชิงเปรยี บเทียบจิตรกรรมฝาผนังวดั ภูมนิ ทรก์ บั จติ รกรรมฝาผนังวดั หนองบวั จังหวดั น่าน.
(วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ ). มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, บัณฑิตวิทยาลัย, ภาควิชาทฤษฎีศิลป์.
ทรงพนั ธ์ วรรณมาศ. (2547). การจดั ระบบฐานข้อมลู แบบลวดลายที่เปน็ เอกลกั ษณแ์ ละสีย้อมธรรมชาตใิ นผา้ ทอพน้ื บา้ นภาคเหนือ เพ่อื พัฒนา
มาตรฐานผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนดว้ ยระบบคอมพิวเตอร์: ผ้าทอ เลม่ 2. เชยี งใหม่: Infinite Digital Design.
เทดิ ศักด์ิ อนิ แสง. เจ้าของพพิ ธิ ภณั ฑ์ผ้าโบราณฝา้ ยเงนิ บา้ นนาผา ต.กองควาย อ.เมืองนา่ น จ.นา่ น. (22 กันยายน 2561). สมั ภาษณ์.
ปานฉัตท์ อนิ ทร์คง. (2561). เอกลักษณพ์ น้ื ถน่ิ ในงานจิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมนิ ทร์ จงั หวัดน่าน : การสร้างสรรคส์ ผู่ ลิตภัณฑว์ ฒั นธรรม. วารสาร
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 38(2), 26-28.
วินัย ปราบริป.ู (ม.ป.ป). อทิ ธพิ ลรปู แบบความศรทั ธาตามรอยศลิ ปนิ หนานบัวผันจากวัดภูมินทรถ์ วลิ ถึงวดั โพธิ์. วารสารสโมสรศิลปวัฒนธรรม.
พัดชา (เสนาณรงค)์ อทุ ิศวรรณกุล. (2561). แฟชั่นและผลิตภัณฑไ์ ลฟ์สไตล์ จากทุนวัฒนธรรมสง่ิ ทอจงั หวัดนา่ น. กรุงเทพฯ: คณะศิลปกรรม
ศาสตร,์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
พระครสู มุหพ์ นัส ทพิ ฺพเมธ.ี เจ้าอาวาสวัดน้ำาลดั หมู่ 1 ต.นาปัง อ.ภูเพียง จ.นา่ น. (5 ตุลาคม 2561). สมั ภาษณ.์
พระครูสมุหพ์ นัส ทิพฺพเมธ.ี (2555). คทั ธนกมุ ารชาดก ฉบับวัดนา้ำ ลดั อ.ภเู พยี ง จ.นา่ น. เชียงใหม่: แมก็ ซพ์ รนิ้ ติ้ง.
ภาณุพงษ์ ณาภมู .ิ (2554). การศึกษาผ้าซิ่นโบราณของล้านนาในจังหวัดน่าน จากภาพจติ รกรรมฝาผนังวดั ภมู ินทร์ อาำ เภอเมืองนา่ น จงั หวัด
นา่ น. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาบัณฑติ ). มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, คณะโบราณคด,ี ภาควิชาโบราณคด.ี
วินยั ปราบริป.ู (ม.ป.ป). อิทธิพลรูปแบบความศรทั ธาตามรอยศลิ ปนิ หนานบัวผนั จากวดั ภมู นิ ทรถ์ วลิ ถึงวัดโพธิ์. วารสารสโมสรศิลปวฒั นธรรม.
สน สมี าตรัง. (2526). โครงสรา้ งจิตรกรรมฝาผนังลานนา. กรุงเทพ: มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
สรัสวดี ออ๋ งสกลุ . (2538). พืน้ เมืองน่าน ฉบบั วดั พระเกิด. เชยี งใหม่: ภาควชิ าประวัติศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.
สาำ นกั ศิลปากรท่ี 7 น่าน. (2555). ผา้ พนื้ เมือง งานหัตถศลิ ป์ถน่ิ นา่ น. กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปากร, กระทรวงวฒั นธรรม.
อรญั วานชิ กร. (2554). องคค์ วามรู้ ภูมิปัญญาไทย: การออกแบบและสรา้ งสรรคผ์ ลติ ภณั ฑร์ ่วมสมยั . มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ,
สาขาวชิ าการออกแบบทัศนศิลป,์ คณะศิลปกรรมศาสตร.์ วารสารสถาบันวฒั นธรรมและศลิ ปะ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ.
NAN A Day. (24 กรกฎาคม 2560). จติ รกรรมฝาผนงั วัดภูมินทร์ จงั หวัดน่าน (ปัญญาสชาดก) [วดี ิทัศน]์ . สบื ค้นจาก https://www.youtube.
com/watch?v=k6 Dn8bAuRSo
Linda S. McIntosh. (1970). Art of Southeast Asian textiles: the Tilleke & Gibbins collection. Chicago: Serindia Publications.
Susan Conway. (2002). Silken Threads Lacquer Thrones: Lan Na Court Textiles. Thailand: Amarin Printing and Publishing.
เอกสารประกอบการเรียน