การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube นางสาวนภาวรรณ ฉิมเรือง แผนพัฒนาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาครุนิพนธ์ สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา พ.ศ. 2566
Developing digital innovation media skills Computer Assisted Instruction (CAI) from PowerPoint social studies course by studying from video clips on YouTube Naphawan Chimrueang This development plan is part of the thesis curriculum. Department of Social Studies, Faculty of Education, Songkhla Rajabhat University 2023
ก ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube ผู้วิจัย นภาวรรณ ฉิมเรือง ปีการศึกษา 2566 ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา สังคมศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ดร.กุลพัฒน์ ยิ่งดำนุ่น บทคัดย่อ การพัฒนาตนเองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตนเองในการสร้างสื่อดิจิทัลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint ที่ทันสมัย และตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลง บริบทของโลกในการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 1) คลิปวิดีโอจากช่อง YouTube ที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3) แบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ การพัฒนาตนเองครั้งนี้หลังการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทั้งจากคลิปวิดีโอจาก ช่อง YouTube ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน หรือจากแหล่งศึกษาอื่น ๆ พบว่าทำคะแนนการทำแบบทดสอบสุดได้ 40 คะแนน มีคะแนนพัฒนาการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 คะแนน คำสำคัญ : บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ข Thesis Title : developing digital innovation media skills computer assisted instruction (Computer Assisted Instruction : CAI) from PowerPoint Social Studies course by studying from video clips on YouTube. Researcher : Naphawan Chimrueang, academic year 2023. Degree : Master of Education in Curriculum and Instruction. Advisors : Dr.Kulphat Yingdamnun Abstract This self-improvement aims To develop oneself in creating digital media, Computer Assisted Instruction (CAI) from modern PowerPoint and responding to changes in the world's context in teaching and learning. Tools used for self-development 1) Video clips from YouTube channels related to CAI 2) Research related to CAI 3) Test The statistics used in data analysis were percentages. This self-improvement after studying about computer assisted instruction. Both from video clips from YouTube channels related to CAI lessons. Research related to CAI or from other educational sources found that the highest score on the test was 40 points. 50 percentage points increase. Keywords : Computer Assisted Instruction, Independent Study
ค กิตติกรรมประกาศ งานครุนิพนธ์เล่มนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ครุนิพนธ์ในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้จัดทำ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.กุลพัฒน์ ยิ่งดำนุ่น อาจารย์ที่ปรึกษาในการทำครุนิพนธ์ในครั้งนี้ที่ให้การ สนับสนุนงานครุนิพนธ์พร้อมมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่องานครุนิพนธ์ครั้งนี้ให้มีคุณภาพอย่างดีเสมอมา ขอขอบพระคุณ บิดา มารดาที่คอยให้คำแนะนำเป็นกำลังใจในการทำครุนิพนธ์ตลอดมาจนสำเร็จลุล่วงไป ด้วยดี ขอขอบพระคุณ เพื่อน ๆ ทุกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา คำแนะนำต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อ ครุนิพนธ์ ขอกราบขอบพระคุณผู้ที่ส่วนร่วมและที่ไม่ได้กล่าวนามแต่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนงานครุนิพนธ์เสร็จเรียบร้อย ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย นภาวรรณ ฉิมเรือง
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคคัดย่อภาษาไทย ……………………………………………………………………………………………………. ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ………………………………………………………………………………………………… ข กิตติกรรมประกาศ ……………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญ …………………………………………………………………………………………………………………….. ง บทที่ 1 บทนำ หลักการและเหตุผล ...............................………………………………………………………………….. 1 จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตนเอง ……………………………………………………………………..……. 4 ขอบเขตของการพัฒนาตนเอง …………………………………………………………………………………. 4 ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง …………………………………............……………………….….. 4 ตัวแปรที่ศึกษา …………………….……………………………………………………………………………….. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ ………………………………………………………………………………………………….. 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ………………………………………………………………………..…………… 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 …………………………………………………………. 7 การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ……..............………… 7 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน …………………………………………………………………………..…… 14 งานวิจัยเกี่ยวข้อง …………………………………………………………………………………………………. 28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง ………………………………………………………………………….. 32 ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง .................................................................................................. 32 การเก็บรวบรวมข้อมูล ………………………………………………………………………………………….. 34 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ……………………………………………………………………………. 34
จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ข้อเสนอแนะจากอาจารย์ที่ปรึกษา …………………………………………………………………………. 34 บทที่ 4 ผลการดำเนินการ .......…………………………………………….……………………………………….. 35 บทที่ 5 อภิปรายผล ......…..…………………………………………………………………………………………… 38 บทที่ 6 บทสรุป ………………………………………………………………………………………………………….. 39 เอกสารอ้างอิง …………………………………………………………………………………………………..………. 40 ประวัติผู้จัดทำ .......................................................................................................................... 41
1 บทที่ 1 บทนำ หลักการและเหตุผล หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมือง โลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ, 2552, หน้า 4) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้และความเข้าใจ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ ซึ่งสามารถพัฒนาความรู้และความเข้าใจโดยการสืบเสาะหาความรู้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุก ขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วย การปฏิบัติจริงอย่างหลากหลายเหมาะสมกับระดับชั้น การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่สอง (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. เรียนรู้ให้มากที่สุดส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจของแต่ ละคน นอกจากนี้ คุณภาพผู้เรียนที่สังคมต้องการชัดเจนในมาตรา 6 มีความหมายว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2545: 3) ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่มุ่งเน้นพัฒนาคนไทยให้เป็น คนดี ฉลาด มีความสุข มีความเป็นไทย ศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพรวมถึงมาตรฐานการศึกษาของ ชาติที่กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย ทั้งในฐานะพลเมืองและพลโลก โดยเน้นให้คนไทยเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ตัวครูเองกับคุณภาพกิจกรรมการเรียนรู้ของครูคุณลักษณะพื้นฐานของการเป็นครูต้องมีความ รักศรัทธาในอาชีพการงาน มีน้ำใจ ห่วงใยศิษย์ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ หมั่นพัฒนาตนเองและเข้ากับพ่อแม่ได้ดี สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ครูต้องมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพโดยให้ความสำคัญกับ ประโยชน์ที่จะเกิดกับนักเรียนเป็นอันดับแรก ( สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2550 : 4-5 ) ของ การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นภารกิจที่มีกฎหมายรองรับให้ครู อาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามจึงจะบรรลุผล สำเร็จ เจตนารมณ์ของกฎหมาย ครูต้องทบทวนบทบาทในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม กับสังคมไทยและ สังคมโลกปัจจุบัน กิจกรรมการเรียนรู้ของครูโดยใช้สื่อและนวัตกรรมที่หลากหลาย เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้นโดยใช้การผสมผสานระหว่างการให้ความรู้และการปฏิบัติจริง ให้ ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่การปฏิรูปการศึกษามีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัยทั้งปัจจัยภายใน
2 และภายนอกของสถานศึกษา เช่น บุคลากร หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมิน ทรัพยากร การบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม และบริบทของโรงเรียน ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาในแต่ละด้านจึง แตกต่างกัน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2548: 1) ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการใช้เทคโนโลยีเป็น เครื่องมือในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ตอน 66 ซึ่งระบุว่าผู้เรียนมีสิทธิพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาได้เร็วที่สุด ให้มี ความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2545 : 3) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทั้งครูและผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และการที่เทคโนโลยีจะสามารถช่วยพัฒนาผู้เรียนและ ครูได้นั้น ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีไปผสมผสานประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเพราะเทคโนโลยีสามารถ ช่วยนำเสนอเนื้อหาให้กับผู้เรียน และช่วยให้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับนั้นมีคุณค่า และมีความหมายใน การจัดการศึกษาครูจะต้องจัดรูปแบบการสอน และจัดทำสื่อการสอนให้ทันสมัย ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นจะเห็นได้จากการคิดค้นหาวิธีการเรียนการสอน เทคนิควิธีการใหม่ ๆ หรือมีการนำนวัตกรรมการสอนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียนมาใช้ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ในปัจจุบันได้เน้นใน เรื่องของการค้นคว้าข้อมูลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะการค้นคว้าจะทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่หลากหลาย รวมทั้ง ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศ นโยบายการผลิต พัฒนา และการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยมีสาระสำคัญ คือ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาทุกประเภท ทุก สาระการเรียนรู้และทุกช่วงชั้น โดยเปิดโอกาสให้แข่งขันกันผลิตอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาใช้สื่อเทคโนโลยีการศึกษาที่มีคุณภาพในกระบวนการเรียนการสอน (ถวัลย์มาศจรัส 2546: 2-4) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ถือเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจาก เรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่ง เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งให้เกิดความชำนาญ ในเรื่องนั้น ๆ อย่าง กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงมีความสำคัญกับผู้เรียนมาก ในการที่จะช่วย เสริมสร้างทักษะให้กับนักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจได้เร็วขึ้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเสริมการสอนให้เป็นอย่างดีการใช้สื่อที่ เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียนจะช่วยลดเวลาและภาระในการสอน เพื่อให้ครูผู้สอนมีเวลาในการเตรียมการ สอน และพัฒนาตนเอง เพิ่มคุณภาพการสอนให้มีคุณค่ามากขึ้น ผู้เรียนจะมีความตั้งใจไม่เบื่อหน่ายในการเรียน มี ความตื่นตัวกระตือรือร้นและตั้งใจในการแสวงหาความรู้เพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการเรียน สามารถเข้าใจเนื้อหา บทเรียนได้ง่ายยิ่งขึ้น (กิดานันท์มลิทอง,2548) และคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นสามารถที่จะจูงใจผู้เรียน ให้เกิดความ กระตือรือร้น (Motivated) ที่จะเรียน และสนุกสนานไปกับการเรียนตามแนวคิดของการเรียนรู้ในปัจจุบันที่ว่า
3 “Learning is Fun” ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก (ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2545) บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้และงานวิจัยที่ผ่านมา ทำให้เชื่อได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผ่าน กระบวนการพัฒนา จะเป็นสื่อที่มีคุณภาพสูงและเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างมาก จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้นทำให้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าสื่อที่สามารถนำมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอนได้ และมีความทันสมัย จึงพบสื่อที่น่าสนใจ และสามรถนำมาใช้ได้ คือ การใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction) โดยใช้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจาก Youtube ซึ่ง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อการสอนที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนสามารถรวบรวมลักษณะและคุณภาพของสื่อหลายชนิดมาไว้ในตัวเอง เช่น เสียง สไลค์ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิก ตัวอักษร เป็นต้น สามารถนำเสนอเนื้อหาความรู้แก่ผู้เรียนได้หลายรูปแบบ ทำให้การ จัดการเรียนรู้มีความน่าสนใจ เป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้กับผู้เรียน นอกจากนี้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน และสนับสนุนการเรียนรู้แบบรายบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ตามความสามารถ ความสนใจของตนเอง เรียนรู้ได้อย่างอิสระ สามารถเลือกเวลาเรียนได้ตามต้องการ ไม่ กำหนดเวลาที่แน่นอน และผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ได้ทันที ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่พบเจอในครั้งนี้และเพื่อให้ตนเองได้พัฒนาทักษะการสร้างสื่อที่มีความทันสมัย มี ความสอดคล้องกับการเป็นครูในยุคใหม่ ที่ตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัตน์ และการเตรียมความพร้อมในทุกด้านให้ทันต่อยุคศตวรรษที่ 21
4 จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตนเอง การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube ผู้ศึกษามี จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตนเอง ดังนี้ เพื่อพัฒนาตนเองในการสร้างสื่อดิจิทัลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint ที่ทันสมัย และตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกในการจัดการ เรียนการสอน ขอบเขตของการพัฒนาตนเอง การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube ผู้ศึกษามี ขอบเขตของการพัฒนาตนเอง ดังนี้ 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 4 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น การพัฒนาตนเองโดยใช้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจาก YouTube ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิดัล ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน นิยามศัพท์เฉพาะ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอน จริงในห้องเรียนมากที่สุด โดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิด ความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อที่ใช้การศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของ ผู้เรียนได้ตลอดเวลา
5 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หมายถึง เป็นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ (Knowledge) จากแหล่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ค้นคว้าแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้ แล้วนำองค์ความรู้ มาทดลองใช้ ฝึกฝน ปรับปรุง พัฒนา จนเกิดความชำนาญ สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนรู้นั้นไปใช้จนเกิดประโยชน์กับตัวเอง และส่วนรวม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การพัฒนาตนเองนี้มีความสำคัญ และมีประโยชน์ต่อผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้ 1. ผู้ศึกษาเกิดความรู้ ความเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการ นำไปช่วยจัดการเรียนการสอน 2. ผู้สอนมีทักษะในการสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และมี ความสามารถในจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย 3. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอด และพัฒนาทักษะความสามารถของตนเองในการเรียนรู้เกี่ยวกับ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรายวิชาสังคมศึกษา
6 บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube ผู้ศึกษาได้ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการพัฒนาตนเองในหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 หลักสูตรกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2551 1.1 หลักการ 1.2 จุดมุ่งหมาย 1.3 วิสัยทัศน์ 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.1 ความหมายลักษณะสำคัญและองค์ประกอบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.2 ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.3 ประโยชน์และข้อจำกัดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.4 การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.5 การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
7 1. การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 แนวคิดการจัดการ เรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ถือว่าเป็นความพยายามที่จะทำการปฏิรูป การศึกษาครั้งสำคัญ ซึ่งดำเนินการจัดำขึ้นด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่าข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชน องค์กร และ สถาบันต่าง ๆ ที่การศึกษามีปัญหาประมวลองค์ ความรู้ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มี การระดม ผู้รู้ นักปราชญ์มาช่วยกันคิดช่วยกันสร้างเป้าหมายของ การศึกษาไทย พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขหรือ แก้ปัญหา ทางการศึกษาและ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะด้านที่ 6 ด้านกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุก คนมีความสามารถเรียนรู้ พัฒนา ตนเองได้ และ ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มตามศักยภาพ มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 1.1 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล 1.2 ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ ความรู้มาใช้เพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหา 1.3 การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการ อ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 1.4 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 1.5 ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอำนวย ความสะดวก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ ครู และผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอน 1.6 จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุก รูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุด ประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์
8 สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์อุทยาน วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่าง พอเพียงและมี ประสิทธิภาพ 1.1 หลักสูตรกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พ.ศ. 2551 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช พ.ศ. 2551 ได้กล่าวถึงหลักการจุดมุ่งหมาย และ การจัด หลักสูตร และการจัดการเรียนซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1.1.1 หลักการ (1) เป็นการศึกษาความเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่ความเป็นสากล (2) เป็นการศึกษาเพื่อปวงชนประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน โดย สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยถือว่าผู้เรียนมี ความสำคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ (4) หลักสูตรที่มีโครงสร้างยึดหยุ่นทั้งด้านสาระเวลา และการจัดการเรียนรู้สนองต่อความต้องการของ ผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ (5) เป็นหลักสูตรที่จัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบครอบคลุมทุกเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และ ประสบการณ์จากการศึกษาทุกรูปแบบ (6) เป็นหลักสูตรให้มีความสอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองและ ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (7) เป็นหลักสูตรที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 1.1.2 จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขอยู่บน พื้นฐานของความเป็นไทยมีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบ อาชีพ จึงกำหนด จุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐาน การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต่อไปนี้
9 (1) เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่ ตนนับถือมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ (2) ความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียนและรักการค้นคว้า มีความรู้ อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการมีทักษะและศักยภาพใน การจัดการ การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีปรับวิธีคิดวิธีการทางานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (3) มีทักษะกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทักษะการคิด การสร้างปัญหา และ ทักษะในการดาเนินชีวิต (4) รักการออกกาลังกาย ดูแลตนเองให้มีสุขภาพ และบุคลิกภาพที่ดี (5) มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีค่านิยมเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค (6) เข้าใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย เป็นพลเมืองดี ยึดมั่นใน วิถีชีวิตและการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (7) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภาษาไทย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญา ไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม (8) รักประเทศชาติ และท้องถิ่น มุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม 1.1.3 วิสัยทัศน์ (1) กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นศาสตร์บูรณาการที่มุ่งให้เยาวชน เป็นผู้มีการศึกษาพร้อม ที่จะเป็นผู้นำเป็นผู้มีส่วนร่วม และเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ (2) นำความรู้จากอดีตมาสร้างความเข้าใจในมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศเพื่อ การตัดสินใจเป็น พลเมืองดี (3) นำความรู้เกี่ยวกับโลกของเรามาสร้างความเข้าใจในกระบวนการ ก่อเกิดสภาพแวดล้อมของมนุษย์เพื่อ การตัดสินใจในการดำรงชีวิตในสังคม (4) นำความรู้เรื่องการเมืองการปกครองมาตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครองชุมชน ท้องถิ่น และประเทศชาติ
10 (5) นำความรู้เรื่องการผลิต การแจกจ่ายและการบริโภคสินค้า และการบริการมา ตัดสินใจในการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพ และการอยู่ในสังคม (6) นำความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของจริยธรรมศาสนามาตัดสินใจในการประพฤติปฏิบัติ ตน และการอยู่ ร่วมกับผู้อื่น (7) นำวิธีทางสังคมศาสตร์มาค้นหาคาตอบเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในสังคม และกำหนดแนวทางประพฤติ ปฏิบัติที่สร้างสรรค์ต่อส่วนรวม 1.1.4 เยาวชนจําเป็นต้องศึกษาสาระการเรียนรู้กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจโลกที่ซับซ้อน สามารถปกครองดูแลตนเอง รับผิดชอบ เอาใจใส่ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมของ โลกได้ดังนั้นตลอดระยะเวลาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1) ควรแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ได้ใช้ความรู้อย่างมีความหมายเพื่อการ ตัดสินใจการสำรวจตรวจสอบการสืบค้นการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ และนำทางตนเอง และผู้อื่นเชื่อมโยงความรู้ที่ เรียนรู้สู่โลกแห่งความเป็นจริงในชีวิตได้ (2) กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมได้บูรณาการสรรพความรู้ กระบวนการ และปัจจัยต่าง ๆ เพื่อ การเรียนรู้ตามเป้าหมายของท้องถิ่น และประเทศชาติ การเรียนการสอนต้องใช้ข้อมูล ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศชาติ และระดับโลกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน (3) ผู้เรียนได้อภิปรายประเด็นปัญหาร่วมสมัยร่วมกับเพื่อนและผู้ใหญ่สามารถ แสดงจุดยืนในค่านิยม จริยธรรมของตนอย่างเปิดเผย และจริงใจ ขณะเดียวกันก็รับฟังเหตุผลของผู้อื่นที่แตกต่างจากตนอย่างตั้งใจ (4) การเรียนการสอนเป็นบรรยากาศของการส่งเสริมการคิดขั้นสูงในประเด็น หัวข้อที่ลึกซึ้งท้าทายผู้สอน ปฏิบัติต่อผู้เรียนที่จะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างมีความหมาย ให้ผู้เรียนได้รับการประเมินที่เน้น การนำความรู้มาประยุกต์ใช้ทุกรายวิชา (5) กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีการจัดเตรียมโครงการที่สอดคล้อง กับภาพความเป็นจริง ของสังคมที่ให้ผู้เรียนได้นำสิ่งที่เรียนไปใช้จริงในการดำเนินชีวิต หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 : สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม เป็น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญก้าวหน้า ทางวิทยาการ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนดีมีปัญญามีความสุข และมีความเป็นคนไทย โดยจัดการศึกษามุ่งเน้น
11 ความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และความรับผิดชอบต่อสังคม สถานศึกษามีบทบาทในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการเผชิญ สถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องผสมผสานสาระความรู้ ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความ สมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลเมืองโลกยึดมั่นในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ บนพื้นฐานความ เชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็น เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่ กับความเป็นสากล 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี คุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอดคล้อง กับสภาพ และความต้องการของท้องถิ่น 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
12 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน การศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้ 1) มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารการคิดแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี มีความสุข และรักการออกกำลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลโลกยึดในวิถีชีวิตและการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยการอนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะมุ่งประโยชน์ และสิ่งที่ดีงามในสังคมในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพ มาตรฐานที่กำหนดซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ 1) สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ - ความสามารถในการสื่อสารเป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรมในการ ใช้ภาษาการ ถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจความรู้สึก ทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตน และสังคมรวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการ สื่อสารที่มี ประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม - ความสามารถในการคิดเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
13 - ความสามารถในการแก้ปัญหา และอุปสรรค์ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบน พื้นฐานของ หลักเหตุผลคุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศเข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไข้ปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดย คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม - ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตเป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ ในการดำเนิน ชีวิตประจำวันการเรียนรู้ด้วยตนเองการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมการสร้างเสริม ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการ ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับ การเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผง กระทบต่อ ตนเองและผู้อื่น - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การสื่อสารการทำงานการ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็น พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ ธำรงไว้ซึ่ง ความเป็นชาติไทย ศรัทธา ยึดมั่นในศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์สุจริต ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในความถูกต้องประพฤติตรงตามความ เป็นจริงต่อตนเองและผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา ใจ ประพฤติตรงตามความเป็นจริง ทั้งทางกาย วาจา ใจ และยึดหลัก ความจริง ความถูกต้องในการดำเนินชีวิต มีความละอาย และเกรงกลัวต่อการกระทำผิด 3) มีวินัย ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในข้อตกลง กฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับของ ครอบครัว โรงเรียน และสังคม ปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และ สังคมเป็นปกติวิสัย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 4) ใฝ่เรียนรู้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหาความรู้ จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน มีความตั้งใจ เพียรพยายาม ในการเรียน และเข้าร่วมกิจกรรม
14 การเรียนรู้แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วยการเลือกใช้สื่อ อย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 5) อยู่อย่างพอเพียง ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิต อย่างพอประมาณ มี เหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดำเนินชีวิตอย่าง ประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวัง อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเห็นคุณค่าของ ทรัพยากรต่าง ๆ มีการวางแผนป้องกัน ความเสี่ยงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 6) มุ่งมั่นในการทำงาน ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจและรับผิดชอบในการทำหน้าที่การ งานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายมีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วย ความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ การปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดด้วย ความรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจในผลงาน 7) รักความเป็นไทย ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ร่วมอนุรักษ์ สืบ ทอดภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปะและวัฒนธรรม ใช้ภาษาไทย ในการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม มีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ชื่นชม มีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์ สืบทอด เผยแพร่ภูมิปัญญา ไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปะและวัฒนธรรมไทย มีความกตัญญูกตเวที ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารอย่าง ถูกต้องเหมาะสม 8) มีจิตสาธารณะ ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น ชุมชน และสังคมด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น โดยไม่หวังผลตอบแทน มีลักษณะ เป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจเห็นใจผู้ที่มีความ เดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา หรือ ร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดในชุมชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.1 ความหมายลักษณะสำคัญและองค์ประกอบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สเปนเซอร์ (Spencer, 1992) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น กระบวนการเรียนการ สอนส่วนบุคคล โดยให้ลำดับขั้นตอนของการเรียนการสอนแก่นักเรียน ภายใต้การ 19 ควบคุมของคอมพิวเตอร์ อัตราความก้าวหน้าในการเรียนการสอนนั้นขึ้นอยู่กับตัวของนักเรียนเอง คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน สามารถตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของนักเรียนแต่ละคนได้
15 กิดานันท์ มลิทอง (2543) ได้ให้ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง สื่อการสอนที่เป็น เทคโนโลยีระดับสูง เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นสื่อในการสอนจะทำให้การเรียนการ สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างผู้เรียนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับการเรียนการสอนระหว่างครูกับนักเรียนที่อยู่ในห้องเรียน ตามปกติ ซึ่งคอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในการตอบสนองต่อข้อมูลที่ผู้เรียน ป้อนเข้าไปได้ทันที เป็นการช่วย เสริมแรงให้แก่ผู้เรียน ถนอมพรเลาหจรัสแสง (2541) ได้กล่าวไว้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึงสื่อการเรียน การสอนทาง คอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม อันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิกแผนภูมิกราฟ ภาพเคลื่อนไหว วิดีทัศน์และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนหรือ องค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด โดยจะนำเสนอเนื้อหาทีละหน้า จอภาพ เนื้อหาจะได้รับการ ถ่ายทอดในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและโครงสร้าง ของเนื้อหา บุญเกื้อ ควรหาเวช (2542) ได้ให้ความหมายว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นระบบการเรียนการ สอนแบบโปรแกรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผู้เรียนจะศึกษา เนื้อหาจากบทเรียนที่ออกแบบไว้อย่างดี ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื้อหาอาจแสดงในรูป ตัวอักษร กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง บูรณะ สมชัย (2542) ให้ความหมายว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยครูสอน ทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการสอนเหมือนแผ่นใส (Transparent)สไลด์(Slide) หรือวีดิทัศน์ (Video) ที่ใช้ประกอบการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัดและตรงตาม วัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้น ๆ ผู้เรียน สามารถนำไปทบทวนเนื้อหาและสามารถศึกษาด้วยตนเอง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาจากภาษาอังกฤษว่า Computer Assisted Instruction (พรเทพ เมืองแมน, 2544) ซึ่งราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยไว้ว่า “การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย” แต่คำศัพท์ ดังกล่าวไม่เป็นที่นิยม มักใช้คำว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” มากกว่า และหากเติมคำว่า “บทเรียน” เข้าไปข้างหน้า เป็น “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน” จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น ในที่นี้คำว่า “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน” ใช้ในความหมาย เดียวกับคำในภาษาอังกฤษว่า Computer Assisted Instruction หรือที่เรียกว่า CAI คำว่า Computer Assisted Instruction เป็นศัพท์เดิมที่มาจากประเทศ สหรัฐอเมริกา มีความหมายว่า การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วย ดังนั้น จึงพบอีกคำหนึ่งที่มีความหมาย เหมือนกันคือ Computer Aided 20 Instruction ในปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศทางแถบยุโรปจะรู้จักคำว่า Computer Based Teaching (CBT) มากกว่า ซึ่งหมายถึง การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมี คำอื่น ๆ ที่นิยมใช้เช่น คำว่า Computer Managed Instruction (CMI) หมายถึง การเรียนการสอนโดยใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการให้คำว่า Computer Based Education (CBE) หมายถึง การศึกษาโดยใช้คอมพิวเตอร์
16 เป็นหลัก ส่วนคำว่า Computer Assisted Learning (CAL) หมายถึง การเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็น เครื่องช่วย และคำว่า Computer Managed Learning (CML) หมายถึง การเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการ ให้ มนต์ชัยเทียนทอง (2545) กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง บทเรียน สำเร็จรูปที่นำเสนอ เนื้อหา สื่อ กิจกรรม การตรวจปรับ การประเมินผล และกระบวนการเรียนรู้อื่น ๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2545) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction: CAI) เป็นศัพท์เดิมที่นิยมใช้ในอเมริกา มีความหมายว่า การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็น เครื่องช่วย แต่ปัจจุบันมีผู้นิยม คำว่า CBT (Computer-Based Training) คำใหม่นี้ ถ้าแปลตามตัว หมายถึง การสอนหรือการฝึกอบรมโดยใช้ คอมพิวเตอร์เป็นหลัก นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกาก็ยังนิยม ใช้กันอีกคำหนึ่ง คือ CMI (Computer- Managed Instruction) หมายถึง การสอนโดยใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการให้ ส่วนในยุโรปมักใช้คำแตกต่างจากใน อเมริกา คำที่นิยมกันมากในยุโรป ปัจจุบันคือ CBE (Computer-Based Education) หมายถึง การศึกษาโดยอาศัย คอมพิวเตอร์เป็นหลัก นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสองคำที่แพร่หลายเช่นกัน คือ CAL (Computer- Accessed Learning) และ CML (Computer- Managed Learning) นั่นคือเปลี่ยนตัวสุดท้ายจากการสอน (Instruction) เป็นการเรียน (Learning) สำหรับในประเทศไทยนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องมักนิยมใช้คำว่า CAI ตรงตัวลักษณะ สำคัญของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน คือ 1) สามารถเลียนแบบการสอนได้ 2) มีสมรรถภาพในการรวบรวม สารสนเทศและข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของปฏิสัมพันธ์การสอน ได้หรือสรุปได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นโปรแกรมการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็น เครื่องมือหรือสื่อในการเรียนการสอน ที่ช่วยให้ นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ได้บรรลุผลตาม ความมุ่งหมายของรายวิชา จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การจัด โปรแกรมการเรียนการสอน โดยใช้ คอมพิวเตอร์ในการนำสื่อประสมต่าง ๆ มารวมกัน คือ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์และเสียง เพื่อ ช่วยถ่ายโยงเนื้อหาความรู้ไปสู่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคล 2.2 ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีผู้ออกแบบและสร้างขึ้น เพื่อใช้ช่วยในการเรียน การสอนนั้นมีรูปแบบที่ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้บทเรียน ซึ่งได้มีผู้สร้างขึ้นมาใช้ดังนี้ บูรณะ สมชัย (2538) เสนอว่า ประเภทของบทเรียน CAI จำแนกได้7 ประเภท คือ 1. แบบฝึกทักษะและแบบฝึกหัด (Drill and Practice) เป็นลักษณะบทเรียน โปรแกรมที่สามารถ เลือกบทเรียนที่จะเรียนได้ตามระดับความสามารถของผู้เรียน มีแบบฝึกหัดให้ทำ เพื่อทดสอบระดับความรู้และ สามารถทบทวนบทเรียนได้เมื่อยังไม่เข้าใจหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ
17 2. แบบเจรจา (Dialogue) เป็นลักษณะพูดคุยได้โต้ตอบได้ใช้ในการเรียนด้านภาษา หรือกับ นักเรียนระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาตอนต้น เป็นต้น 3. แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ใช้กับการเรียนที่เรียนกับของจริงได้ยาก หรือเสี่ยง อันตราย เช่น จำลองการเรียนการบิน การเดินทางในอวกาศ เป็นต้น 4. เกม (Games) เป็นการเรียนรู้จากเกมที่จัดทำด้วยคอมพิวเตอร์เช่น เกมต่อภาพ เกมต่อคำศัพท์ เกมทางคณิตศาสตร์เป็นต้น 5. การแก้ปัญหาต่าง ๆ (Problem Solving) เป็นการเรียนที่ให้คอมพิวเตอร์สุ่ม ข้อมูลมาแล้วให้ นักเรียนวิเคราะห์หรือแก้ปัญหา 6. การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ (Investigation) เป็นการจัดสถานการณ์ขึ้น แล้วให้นักเรียน ค้นหา ข้อเท็จจริง เช่น ผสมพยัญชนะ หรือคำศัพท์ โดยคอมพิวเตอร์จะบอกความหมายคำตรงข้าม คำใกล้เคียง 7. การทดสอบ (Testing) เป็นการทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เรียน โดยคอมพิวเตอร์ จะจัดข้อสอบให้และทำการประมวลผลให้ทราบในทันที เช่น การทดสอบพื้นฐานความรู้การทดสอบ I.Q. เป็นต้น ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2541) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ด้วยกัน คือ ประเภทติวเตอร์ ประเภทแบบฝึกหัด ประเภทเกม ประเภทจำลองและ ประเภทแบบทดสอบ นัก เทคโนโลยีการศึกษาบางท่านแบ่งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น 7 ประเภท อีก 2 ประเภทที่ไม่ได้อภิปรายในที่นี้ ได้แก่ ประเภทการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) และประเภท การสาธิต (Demonstration) 1. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์คือ บทเรียนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งนำเสนอ เนื้อหาแก่ ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาใหม่หรือการทบทวนเนื้อหาเดิมก็ตาม ส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์จะ มีแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัด เพื่อทดสอบความเข้าใจของผู้เรียนอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามผู้เรียนมีอิสระพอที่จะเลือก ตัดสินใจว่าจะทำแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดหรือไม่อย่างไร หรือจะเลือกเรียนเนื้อหาส่วนไหน เรียงลำดับใน รูปแบบใด เพราะการเรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นั้นผู้เรียนจะสามารถควบคุมการเรียนของตนได้ตามความ ต้องการของตนเอง 2. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด คือ บทเรียนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ใช้ทำ แบบฝึกหัดจนสามารถเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนนั้น ๆ ได้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัดเป็น คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนที่ เรียนอ่อน หรือเรียนไม่ทันคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสทำความเข้าใจบทเรียนสำคัญ ๆ ได้โดยที่ ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลา ในชั้นเรียนอธิบายเนื้อหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
18 3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทการจำลอง คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีการนำเสนอ บทเรียน ในรูปของการจำลองแบบ (Simulation) โดยการจำลองสถานการณ์ที่เหมือนจริงขึ้นและบังคับให้ผู้เรียนต้อง ตัดสินใจแก้ปัญหา (Problem-Solving) ในตัวบทเรียนจะมีคำแนะนำเพื่อช่วยในการตัดสินใจของ ผู้เรียนและ แสดงผลลัพธ์ในการตัดสินใจนั้น ๆ ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทการจำลอง คือ การลดค่าใช้จ่าย และการลดอันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้จากการเรียนที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง 4. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกม คือ บทเรียนทางคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ผู้ใช้มีความ สนุกสนานเพลิดเพลินจนลืมไปว่ากำลังเรียนอยู่ เกมคอมพิวเตอร์ทางการศึกษาเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภท ที่สำคัญประเภทหนึ่ง เนื่องจากเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่กระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย สอนประเภทนี้นิยมใช้กับเด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ยังสามารถ ที่จะนำมาใช้กับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา เพื่อเป็นการปูทางให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกที่ดีกับการเรียนทาง คอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย 5. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบทดสอบ คือ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการ สร้าง แบบทดสอบ การจัดการการสอบ การตรวจให้คะแนน การคำนวณผลสอบ ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทแบบทดสอบ คือการที่ผู้เรียนได้รับผลป้อนกลับโดยทันที(ImmediateFeedback) ซึ่งเป็น ข้อจำกัดของ การทดสอบที่ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการคำนวณผลสอบก็ยังมีความแม่นยำ และรวดเร็วอีก อย่างไรก็ตามการแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนออกเป็น ประเภทต่าง ๆ 5 ประเภทนี้ เป็น การแบ่งตามลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นของแต่ละประเภทของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และก็ไม่ได้หมายความว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกโปรแกรมที่ได้รับการพัฒนา ออกมานั้น จะต้องเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทใด ประเภทหนึ่งเสมอไป คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลายโปรแกรมด้วยกันที่เริ่มด้วย ลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทติวเตอร์และตามด้วยการ นำลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทฝึกปฏิบัติเข้ามาใช้ นอกจากนี้ยังมี การนำลักษณะของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทเกมมาผสมผสานเพื่อทำให้การฝึกปฏิบัตินั้นมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินอีกด้วย ดังนั้น การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนออกเป็นประเภท 5 ประเภทนี้จึงเป็นเสมือน แนวคิดพื้นฐานสำหรับผู้ที่ต้องการจะพัฒนาและออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ยึดถือเป็น เกณฑ์ในการแบ่งเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังให้เป็นเกณฑ์ตายตัวแต่อย่างใด วชิระ วิชชุวรนันท์ (2544) แบ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นประเภท ดังนี้ 1. แบบสอนเนื้อหา 2. แบบฝึกทักษะ 3. แบบสถานการณ์จำลอง
19 4. แบบสาธิตและการทดลอง 5. แบบเกมการศึกษา 6. การทดสอบ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543) แบ่งประเภทบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 9 ประเภท ดังนี้ 1. แบบการสอนเนื้อหา (Tutorial Instruction) เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของ บทเรียนโปรแกรมที่เสนอเนื้อหาความรู้เป็นส่วนย่อย ๆ เป็นการเรียนแบบการสอนของครูคือ จะมีบทนำคำอธิบาย ในรูปแบบของข้อความ ภาพและเสียง หรือทุกแบบรวมกัน 2. แบบฝึกทักษะและปฏิบัติ (Drill and Practice) ส่วนใหญ่จะใช้เสริมการสอนเมื่อ ครูผู้สอนได้ สอนบทเรียนไปแล้วและให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดจากคอมพิวเตอร์เป็นการวัดความรู้ความเข้าใจ ทบทวน และช่วย เพิ่มพูนความรู้ความชำนาญ 3. แบบจำลองสภาพ (Simulation) เป็นการเสนอปรากฏการณ์ที่จำลองมาจากของจริง และการ ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจำลองแบบำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น 4. แบบเกมทางการศึกษา (Educational Game) เป็นการเรียนรู้จากการเล่นช่วยให้นักเรียน ได้รับความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กัน 5. แบบการสาธิต (Demonstration) เป็นการสาธิตในเนื้อหาที่ไม่สามารถทดลองได้จริง หรือ ทดลองจริงยาก 6. แบบการทดสอบ (Testing) เป็นการทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เรียนช่วย ให้ ผู้เรียนที่กำลังทำแบบทดสอบรู้สึกว่าการทดสอบเป็นเรื่องน่าสนุกและน่าสนใจ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีความ ตั้งใจใน การทำแบบทดสอบมากยิ่งขึ้น 7. แบบการไต่ถาม (Inquiry) เป็นแบบให้ข้อมูลข่าวสาร คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะมีแหล่งเก็บ ข้อมูลที่มีประโยชน์ซึ่งสามารถแสดงได้ทันทีเมื่อผู้เรียนต้องการ 8. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นการเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดการ ตัดสินใจ 9. แบบรวม (Combination) เป็นการนำรูปแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในหลาย รูปแบบเข้ามา รวมกันตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
20 จากที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับความสำคัญและ วัตถุประสงค์ของการใช้เช่น 1. บทเรียนแบบการสอนหรือเสนอเนื้อหา 2. บทเรียนแบบฝึกปฏิบัติ 3. บทเรียนแบบจำลองสถานการณ์ 4. บทเรียนแบบเกม 5. บทเรียนที่เป็นแบบทดสอบ 6. บทเรียนแบบพูดคุยโต้ตอบ 7. บทเรียนแบบแก้ปัญหา 8. บทเรียนแบบสาธิต บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่นำมาใช้ในการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล จะเป็นแบบรวม วิธีการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มีดังนี้คือ แบบการสอน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ โดยจะมีแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน มีการนำเสนอเนื้อหาควบคู่กับแบบฝึกหัด มีเมนูรายการต่าง ๆ ที่มีในบทเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ ศึกษาตามลำดับของหน่วยการเรียนรู้ 2.3 ประโยชน์และข้อจำกัดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักการศึกษาจำนวนมากได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการ เรียนการสอนพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณค่าต่อการเรียน การสอนหลายประการด้วยกัน ดังต่อไปนี้ ไพร์ส (Price, 1991) กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนรู้(Active Learner) ช่วยให้การเรียนการสอนมีบรรยากาศที่ดีผู้เรียน สามารถเรียนได้ตามอัตรา ความสามารถของตนเอง อันเป็นการสนองตอบผู้เรียนแต่ละคนซึ่งมีความ แตกต่างกันได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ความสามารถในการเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทำให้การออกแบบบทเรียนให้สนองตอบผู้เรียนแต่ละคนได้และ สามารถประเมินผลการเรียนของผู้เรียนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
21 กิดานันท์ มลิทอง (2543) ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ดังนี้ 1. ในการศึกษาทางไกลผู้สอนและผู้เรียนอาจไม่ได้พบหน้ากันเลย รวมทั้งการพบกันของผู้เรียน คนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้ผู้เรียนอึดอัดและไม่สะดวกในการเรียน 2. เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการสอนมากที่สุด ผู้สอนจำเป็นต้องใช้เวลามากในการเตรียมการสอนทั้ง ในด้านเนื้อหา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และในส่วนของผู้เรียนก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรม และ คอมพิวเตอร์เช่นกัน 3. การถามตอบบางครั้งไม่เกิดขึ้นในทันทีอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจในเนื้อหา 4. ผู้สอนไม่สามารถควบคุมบทเรียนได้เหมือนชั้นเรียนปกติ 5. ผู้เรียนจะต้องควบคุมตัวเองในการเรียนจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543) กล่าวถึง ประโยชน์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อผู้เรียนมากมาย พอ สรุปได้ดังนี้ 1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามเอกัตภาพ 2. ผู้เรียนมีโอกาสเรียนซ้ำได้หลายครั้งเท่าที่ต้องการ 3. ผู้เรียนมีโอกาสโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ และสามารถควบคุมการเรียนเองได้ 4. มีภาพ ภาพเคลื่อนไหว สี และเสียง ที่ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายในเนื้อหาที่เรียน 5. ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างผู้เรียนไม่มีผลต่อการเรียนรู้ 6. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนไปตามขั้นตอน คือเรียนจากง่ายไปหายาก หรือเลือกเรียนในหัวข้อ ที่ตนเองสนใจ 7. ช่วยฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล เพราะต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา จากที่กล่าวมาข้างต้น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประโยชน์ต่อการเรียนการ สอนหลายประการ ซึ่ง สรุปได้ดังนี้คือ 1. ทำให้เนื้อหาของบทเรียนมีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านต่าง ๆ 3. เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
22 4. ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม 5. ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้จากเทคโนโลยีต่าง ๆ จนเกิด ทักษะใน การใช้งานคอมพิวเตอร์ 6. ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ 2.4 การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องได้รับการออกแบบโดยอาศัย หลักการเรียนรู้และ ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับหลักการ ในการออกแบบ และขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อที่จะได้สามารถออกแบบและสร้าง บทเรียนที่มีคุณภาพ และให้ผลการเรียนรู้ที่ดีหลักการที่เป็น พื้นฐานสำคัญที่ผู้ออกแบบบทเรียนควรคำนึงถึงและ นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ หลักการเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) กาเย่ (Gagne, 1988) ได้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์และสรุปลำดับ ขั้นของการเรียนรู้ว่า มี8 ขั้น คือ 1. กระตุ้นความสนใจ (Attention: Alertness) 2. ตั้งความคาดหวัง (Expectancy) 3. เรียกหน่วยความจำให้ปฏิบัติงาน (Retrieval to Working Memory) 4. เลือกสิ่งที่ต้องรับรู้(Selective Perception) 5. เข้ารหัสเพื่อเก็บในหน่วยความจำระยะยาว (Encoding: Entry to Long Term Storage) 6. การตอบสนอง (Responding) 7. ให้การเสริมแรง (Reinforcement) 8. การกำหนดตัวชี้เพื่อการเรียกคืนข้อมูล (Cueing Retrieval) พรเทพ เมืองแมน (2544) ได้กล่าวถึงหลักการของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ว่าพัฒนามาจาก บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นบทเรียนแบบโปรแกรมที่อาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอบทเรียน ในลักษณะของสื่อหลายมิติและอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนในลักษณะของ สื่อหลายมิติดังนั้นในการออกแบบและสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงอาศัยหลักการและทฤษฎีการเรียนรู้
23 เช่นเดียวกับการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรม ผู้สอนหรือผู้สนใจในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงควรมี พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับบทเรียนแบบโปรแกรม บทเรียนแบบโปรแกรมเป็นบทเรียนที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็น ระบบเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยการให้ผู้เรียนได้โต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับ บทเรียนและมี การให้ผลย้อนกลับทันทีเพื่อให้ผู้เรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง พร้อมทั้งมีการเสริมแรง เพื่อให้ผู้เรียนมีเจต คติที่ดีต่อการเรียนในการออกแบบบทเรียนแบบโปรแกรมอาศัยหลัก จิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับการเรียน รายบุคคล โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีลักษณะ ดังนี้ 1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับกระเฉง (Active Participation) โดยการให้ ผู้เรียนได้ทราบวัตถุประสงค์ของบทเรียน ร่วมวางแผนในการเรียน เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน 2. ให้ผู้เรียนเรียนรู้ทีละน้อยและตามลำดับ (Gradual Approximation) โดยการแบ่งเนื้อหา ออกเป็นหน่วยย่อย ๆ เรียงลำดับเนื้อหาให้สัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็นอย่างดีตามลำดับ ขั้นตอนของการเรียนรู้และให้ ผู้เรียนเรียนจากง่ายไปหายาก 3. ให้ผู้เรียนรู้ผลการกระทำทันที(Immediate Feedback) โดยการให้ผลย้อนกลับทันทีหลังจาก ผู้เรียนได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ที่บทเรียนมีให้ไม่ว่าการตอบสนองนั้นจะถูกหรือผิดการให้ผู้เรียนได้รู้ผลการ กระทำทันทีจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี 4. ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ (Successful Experience) โดยการออกแบบ บทเรียนให้ง่ายต่อการเรียนรู้ไม่ซับซ้อนจนเกินไปและท้าทายพอสมควรอาจจะมีการชี้นำ หรือบอกแนวทางในการ แก้ปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน อันจะช่วยให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะเรียนต่อไป มนต์ชัย เทียนทอง (2545) ได้กล่าวถึง หลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า ได้ดัดแปลงมา จากกระบวนการเรียนการสอน 9 ขั้น ของ Robert Gagne ดังนี้ 1. เร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนที่จะเริ่มเรียนนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนควรจะ ได้รับแรงกระตุ้นและแรงจูงใจที่อยากเรียน ดังนั้นบทเรียนควรจะเริ่มด้วยลักษณะของ การใช้ภาพ แสง สีเสียง หรือ ประกอบกันหลาย ๆ อย่าง โดยสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหา และน่าสนใจ ซึ่งจะมีผลต่อความสนใจจาก ผู้เรียน และเป็นการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะศึกษาเนื้อหา ต่อไปในตัวตามลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนหรือ CAI การเตรียมผู้เรียนในขั้นแรกนี้คือ การนำเสนอชื่อเรื่อง (Title) ของบทเรียนนั้นเอง ข้อสำคัญประการ หนึ่งในขั้นนี้ก็คือการนำเสนอ ชื่อเรื่องนั้นควรออกแบบเพื่อให้สายตาของผู้เรียนอยู่ที่จอภาพ ไม่ใช่พะวงอยู่ที่ แป้นพิมพ์ แต่หากว่า การนำเสนอชื่อเรื่องดังกล่าวต้องตอบสนองจากผู้เรียนโดยผ่านแป้นพิมพ์ก็ควรจะเป็นการ ตอบสนอง ที่ง่าย ๆ เช่น การกดแคร่ยาว (Space Bar) หรือ การกดแป้นพิมพ์ตัวใดตัวหนึ่ง เป็นต้น
24 2. บอกวัตถุประสงค์ (Define Objective) การบอกวัตถุประสงค์ของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย สอนนั้น นอกจากผู้เรียนจะได้รู้ล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหาแล้วยังเป็นการ บอกผู้เรียนถึงเค้าโครงของ เนื้อหาด้วย การที่ผู้เรียนทราบถึงโครงร่างของเนื้อหาอย่างกว้าง ๆ นี้เองจะ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสาน แนวคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้องและ สัมพันธ์กับเนื้อหาส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลทำให้การ เรียนรู้มีประสิทธิภาพและนอกจากจะมีผลดังกล่าวแล้ว การวิจัยยังพบว่า ผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียน ก่อนบทเรียน จะสามารถจำแนกและเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่าอีกด้วย 3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Pre-Knowledge) ก่อนที่จะให้ความรู้ใหม่กับ ผู้เรียนในส่วน ของเนื้อหาและแนวคิดนั้น ๆ ผู้เรียนอาจจะไม่มีพื้นฐานมาก่อน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ ผู้ออกแบบบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI จะต้องหาวิธีการประเมินความรู้เดิมที่จำเป็นก่อนที่จะรับความรู้ใหม่ ทั้งนี้นอกจาก เตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะรับความรู้ใหม่ เช่น การทดสอบก่อน การเรียนรู้(Pretest) และยังตรวจสอบความรู้ พื้นฐานของผู้เรียน สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานมาแล้วยังเป็นการทบทวนหรือให้ผู้เรียนได้ย้อนไปคิดในสิ่งที่ตนได้รู้มาก่อน เพื่อช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วย 4. การนำเสนอเนื้อหา (Present Information) ก่อนเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อหาประกอบ คำพูดที่สั้นและง่ายได้ใจความ เป็นหัวใจสำคัญของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้ภาพประกอบจะทำให้ ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นและความคงทนในการจำจะดีกว่าการใช้คำพูดหรือคำเขียนเพียงอย่างเดียว ภายใต้ หลักการที่ว่าภาพจะช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการรับรู้แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากในการที่จะ คิดสร้างภาพประกอบแต่ก็ควรพิจารณา วิธีการหลาย ๆ วิธีที่จะนำเสนอด้วยภาพให้ได้แม้แต่จำนวนน้อยก็ยังจะ ดีกว่าคำเขียนทั้งหมด 5. ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning) ตามหลักการเรียนรู้ผู้เรียนจะจำได้ดีหากมีการ จัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม หรือความรู้เดิมของผู้เรียน ทฤษฎีบางทฤษฎีได้กล่าว ว่า การเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaningful Learning) นั้นทางเดียวที่จะเกิดได้ก็คือการที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความ ในเนื้อหาใหม่บนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิม รวมกันเป็นความรู้ใหม่ ดังนั้นหน้าที่ของผู้ออกแบบ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI ในขั้นนี้ก็คือพยายามหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิม มาใช้ในการศึกษาหาความรู้ใหม่ นอกจากนั้นยังต้องพยายามหาวิถีทางที่จะทำให้การศึกษาความรู้ใหม่ของผู้เรียน นั้นมีความกระจ่างชัด เท่าที่จะทำได้เทคนิคการให้ตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง อาจช่วยทำให้ผู้เรียนแยกแยะและเข้าใจ เนื้อหาต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น 6. กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses) ทฤษฎีการเรียนรู้หลาย ๆ ทฤษฎีที่กล่าวว่า การ เรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอน การประมวลข้อมูล หาก
25 ผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิดร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหา การถาม การตอบ ในด้านของการจำนั้นย่อมจะ ดีกว่าหากผู้ออกแบบบทเรียนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมกระทำในกิจกรรมขั้นตอนต่าง ๆ 7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) การวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI นั้น จะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนมากขึ้นถ้าบทเรียนนั้นท้าทายผู้เรียน โดยการบอกจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และให้การตรวจปรับเพื่อบอกว่าขณะนั้นผู้เรียนอยู่ตรงไหน ห่างจาก เป้าหมายเท่าใด การตรวจปรับที่เป็นภาพจะ ช่วยเร้าความสนใจยิ่งขึ้น ถ้าภาพนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ดีการตรวจปรับที่เป็นภาพนี้อาจมีผลเสีย บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูว่าหากทำผิดมาก ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่าง เช่น การประยุกต์ใช้เกมส์แขวนคอ (Hanged Man) ในการสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้เรียนอาจตอบด้วยวิธีการกดแคร่ยาวไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจเนื้อหา ทั้งนี้เพื่ออยากดูรูป คนถูกแขวนคอ เป็นต้น วิธีการหลีกเลี่ยงก็คือ ภาพการตรวจปรับนี้ควรจะเป็นภาพในทางบวก เช่น แล่นเรือเข้าหาฝั่ง ขับยานสู่ดวงจันทร์และจะไปถึงจุดหมายได้ด้วยการตอบถูกเท่านั้น หากตอบผิดจะ ไม่เกิด อะไรขึ้นเป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI ที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ในระดับสูงขึ้นการ ตรวจปรับด้วยค าเขียนหรือภาพ เช่น กราฟ ก็เป็นการเหมาะสมดีพอแล้ว 8. ทดสอบความรู้หลังบทเรียน (Access Performance) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จัดเป็น บทเรียนสำเร็จรูปประเภทหนึ่ง การทดสอบความรู้ใหม่ซึ่งอาจจะเป็นการทดสอบระหว่างบทเรียนหรือการทดสอบ ในช่วงท้ายของบทเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็น การทดสอบดังกล่าวอาจเป็น การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบตนเอง การทดสอบเพื่อเก็บคะแนน หรือจะเป็นการทดสอบ เพื่อวัดว่าผู้เรียนผ่านเกณฑ์ต่ำที่สุดเพื่อที่จะศึกษาบทเรียน ต่อไปหรือยังต้องศึกษาเนื้อหาเพิ่ม การทดสอบดังกล่าวนอกจากจะเป็นการประเมินการเรียนแล้วยังมีผลในการจ า ระยะยาวของผู้เรียน ด้วยข้อสอบจึงควรถามเรื่องลำ ดับตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน ถ้าบทเรียนหลายส่วน อาจจะแยก แบบทดสอบออกเป็นส่วน ๆ ตามเนื้อหา โดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกหนึ่งชุดก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับผู้ออกแบบบทเรียนเองว่าจะต้องการแบบใด 9. การจำและการนำไปใช้(Promote Retention and Transfer) ในการเตรียม การสอน สำหรับชั้นเรียนปกตินั้น ในขั้นสุดท้ายนี้จะเป็นกิจกรรมสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญ รวมทั้ง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนหรือซักถามปัญหาก่อนจบบทเรียน ในขั้นนี้เองที่ผู้สอนจะได้แนะนำความรู้ใหม่ไป ใช้หรืออาจแนะนำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและนอกจากนี้ในขั้นตอน ของการออกแบบบทเรียนนี้เป็นเทคนิคการ ออกแบบบทเรียนที่ใช้ได้กว้าง ๆ แต่โดยวัตถุประสงค์ของ เทคนิคดังกล่าวก็เพื่อการวางแผนการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนปกติเทคนิคอย่างหนึ่งในการออกแบบ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ การพยายามทำให้ผู้เรียนได้เกิด ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเรียนรู้จากผู้สอนโดยตรง ดัดแปลงให้สอดคล้องกับสมรรถนะของคอมพิวเตอร์นั้น ดังนั้น การจะออกแบบ ทั้ง 9 ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องแยกแยะออกไปเป็นลำดับที่เรียงไว้และไม่จำเป็นว่าจะต้องครบทั้ง 9 ข้อ จะออกแบบบทเรียนโดยใช้เทคนิคการนำเสนอบทใด หรือครอบคลุมขั้นตอนการสอนอย่างไร ขึ้นอยู่กับเทคนิค การนำเสนอและเนื้อหาของบทเรียนนั้นด้วย
26 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นับว่าเป็นส่วน สำคัญของการสร้าง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยเฉพาะจะต้องคำนึงถึงจิตวิทยาในการเรียนรู้และกระบวนการจัดการเรียนการ สอน ซึ่งจะต้องสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล ใช้งานง่าย รวดเร็วมีความดึงดูดใจ จัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไป หายากชวนติดตาม สอนได้แม่นตรง ถูกต้อง ชัดเจน มีความยืดหยุ่นและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ แนะนำข้อผิดพลาด ชี้ช่องทางการหาความรู้เพิ่มเติม ตรวจสอบผลการเรียนของตนเองได้และที่สำคัญให้มีการ โต้ตอบระหว่างผู้เรียนและผู้สอนอย่างต่อเนื่อง 2.5 ขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากขั้นตอนทั้ง 9 ขั้น ของกาเย่ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในการออกแบบการ สอนและในการออกแบบ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ได้มีผู้เสนอ แบบจำลองการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ น่าสนใจ ได้แก่ อเลสซี่ และทรอลลิป (Alessi & Trollip, 1991) ได้เสนอแบบจำลองของการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนว่าประกอบด้วยขั้นตอน 7 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 : เตรียม (Prepare) 1.1 กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์(Determine Goals and Objectives) 1.2 เก็บข้อมูล (Collect Resources) 1.3 เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content) 1.4 สร้างความคิด (Generate Ideas) ขั้นตอนที่ 2 : ออกแบบ (Design) 2.1 ทอนความคิด (Eliminate the Idea) 2.2 วิเคราะห์งานและมโนมติ(Analyze Task and Concept) 2.3 ออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Design Preliminary Lesson) 2.4 ประเมิน / แก้ไขการออกแบบ (Evaluate and Revise the Design) ขั้นตอนที่ 3 : เขียนผังงาน (Create Flowchart Lesson) ขั้นตอนที่ 4 : สร้างสตอรี่บอร์ด (Create Storyboard) ขั้นตอนที่ 5 : สร้าง / เขียนโปรแกรม (Create Program Lesson)
27 ขั้นตอนที่ 6 : ผลิตเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials) ขั้นตอนที่ 7 : ประเมินและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise) พรเทพ เมืองแมน (2544) ได้เสนอแนะถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากแนวคิดและ ขั้นตอนการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของนักการศึกษาหลายท่านไว้4 ขั้นตอน ด้วยกันคือ 1. การวางแผน ในการวางแผนเพื่อการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นมีส่วนต้องนำมา พิจารณา 3 ประการ ดังนี้ 1.1 การวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และผู้เรียน เพื่อให้ได้มาซึ่งโครงสร้างเนื้อหา วัตถุประสงค์ของบทเรียน และความต้องการของผู้เรียน 1.2 การกำหนดวัตถุประสงค์ของบทเรียน เป็นการระบุสิ่งที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะได้รับ หลังจากการเรียนบทเรียน 1.3 การกำหนดกิจกรรมการเรียน โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับลักษณะของ เนื้อหา บทเรียน และความรู้หรือทักษะที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน 2. การออกแบบบทเรียน หลังจากที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และ ผู้เรียน และได้ก าหนดวัตถุประสงค์รวมทั้งกิจกรรมการเรียนแล้วจึงนำมาเป็นแนวทางในการออกแบบบทเรียน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน 1.1 วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และผู้เรียน 1.2 กำหนดวัตถุประสงค์ของบทเรียน 1.3 กำหนดกิจกรรมการเรียน ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบบทเรียน 2.1 ออกแบบบทเรียนขั้นแรก 2.2 เขียนผังงาน 2.3 สร้างสตอรี่บอร์ด ขั้นตอนที่ 3 การสร้างบทเรียน 3.1 สร้างบทเรียน
28 3.2 ผลิตเอกสารประกอบบทเรียน ขั้นนตอนที่ 4 การประเมินและแก้ไขบทเรียน 4.1 One-to-One Evaluation 4.2 ประเมินเป็นกลุ่มเล็ก 4.3 ประเมินภาคสนาม จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เริ่มจากขั้นการวางแผนซึ่งมีการ วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหาวิชาผู้เรียน กำหนดวัตถุประสงค์และกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องมือที่จะใช้ให้พร้อม ขั้นต่อไปทำการออกแบบบทเรียน เขียนผัง งานแล้วสร้างสตอรี่บอร์ดจากนั้นทำการ สร้างบทเรียนและผลิตเอกสารประกอบบทเรียน แล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลองเพื่อทำการประเมินและแก้ไข บทเรียน เสร็จแล้วนำไปทดลองในภาคสนามเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียน จำให้ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า โดย เรียงลำดับตามหัวข้อดังต่อไปนี้ ธีรนันท์ ศรีวิทัศน (2561) ได้ทำการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูปร่วมกับแนวคิด การสอนภาษา เพื่อการสื่อสารเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง และพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษก่อน และหลัง การจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูปร่วมกับแนวคิดการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยู ทูปร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัด บึงทองหลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 378 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วย การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม จำนวน 43 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า ทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษหลังจากการ จัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูปร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร สูงขึ้นกว่าก่อนการ ทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการ ประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูปร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและพูด ภาษาอังกฤษ มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับมาก
29 ศิริวุฒิ บัวสมาน (2554) ได้ทำการวิจัย ผลของการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ใน การจัดกระบวนการเรียนรู้วิชาเคมี 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 เพื่อ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่เรียนโดยการใช้สื่อมัลติมีเดียจาก เว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนในรายวิชา เคมี 5 ที่เรียนโดยการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการเรียนรู้กลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 31 คน โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่ เรียนโดยการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์การ ประเมินคิดเป็นร้อยละ 100 มีคะแนนเฉลี่ย 77.58 อยู่ในระดับดีมาก และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.94 แสดงว่า การใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการเรียนรู้สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาเคมี 5 ของนักเรียนได้2) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่เรียนในรายวิชาเคมี 5 โดยการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับมากที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 49.23 ดั้งนั้นจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูป ใน การจัดการเรียนการสอน สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้ และการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน นงเยาว์ ฉัตรเงิน (2558) ได้ทำการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลักเดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัด บ้านโง้ง อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลักเดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลักเดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (ร้อยละ 70) และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดบ้านโง้ง อำเภอประจันตคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวนนักเรียน 14 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ด้วยค่าสถิติแบบกลุ่มเดียวเทียบกับ เกณฑ์ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลัก เดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ
30 81.88/82.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลักเดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) นักเรียนมีเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับดี ยอดชาย ขุนสังวาล (2553) ได้ทำการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสงวนหญิง เพื่อพัฒนาบทเรียน CAI ภาษาซีเบื้องต้น เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาความคงทนในการจำของนักเรียนจากการ เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสงวน หญิง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-Test ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มี ประสิทธิภาพ 76.44/77.00 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น มีความคงทนในการจำหลังเรียน ผ่านไป 2 สัปดาห์ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น อยู่ในระดับมาก ณัฐริน เจริญเกียรติบวร (2560) ได้ทำการวิจัย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงาน ของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การทำงาน ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของ คอมพิวเตอร์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 46 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการการสุ่มอย่าง ง่าย (simple random sampling) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และการทดสอบค่า t (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ที่สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.30/81.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์มีคะแนนความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 (ค่าดัชนีประสิทธิผล E.I.= 0.73) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้บทเรียน CAI สูงกว่าก่อนเรียน
31 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ดั้งนั้นจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการจัดการเรียน การสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้ และการเรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน
32 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การดำเนินการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube มี วิธีดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 1.1 ศึกษาจากช่อง YouTube ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.2 การดูคลิปวิดีโอจาก YouTube เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีทั้งหมด 15 ตอน ความยาว คลิปประมาณตอนละ 15-30 นาที 1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.4 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.5 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2. ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง 2.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที 2.2 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากช่อง YouTube พยายามศึกษาอยู่ตลอดเวลา ที่ตนเองว่างจากการเรียน หรือในเวลาว่าง โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอดังต่อไปนี้ 2.2.1 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 1 การทำหน้า Loading แหล่งที่มา https://youtu.be/qMwf3npNYjg 2.2.2 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 2 การทำหน้า Login แหล่งที่มา https://youtu.be/xaWwLNC_wu0 2.2.3 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 3 การตกแต่งแก้ไขและการบันทึกไฟล์ แหล่งที่มา https://youtu.be/ejcg8-flemU 2.2.4 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 4 การทำหน้าเมนูหลัก และปุ่มออกจากโปรแกรม แหล่งที่มา https://youtu.be/4QbMczm3iyY
33 2.2.5 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 5 การสร้างแบบทดสอบ แหล่งที่มา https://youtu.be/sHxevp4X3G4 2.2.6 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 6 การเชื่อมโยงเมนูต่าง ๆ แหล่งที่มา https://youtu.be/LfvVIXuHYrw 2.2.7 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 7 การทำแบบฝึกทักษะหรือเกม แหล่งที่มา https://youtu.be/qj5467oAY_4 2.2.8 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 8 การทำแบบฝึกทักษะหรือเกมแบบจับเวลาแล้ว เฉลยคำตอบ แหล่งที่มา https://youtu.be/D9DUCQkixow 2.2.9 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 9 การทำหน้า Loading แบบเท่ๆ แหล่งที่มา https://youtu.be/nm4CZDR51fI 2.2.10 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 10 การทำหน้าเนื้อหาบทเรียน และการทำลิ้งค์ แต่ละหน้า แหล่งที่มา https://youtu.be/7DjlOnkF9k0 2.2.11 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 11 การทำเกมเปิดป้ายทายภาพ แหล่งที่มา https://youtu.be/irrRUi1xFdk 2.2.12 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 12 การออกแบบสไลด์ในหน้าเนื้อหาให้น่าสนใจ แหล่งที่มา https://youtu.be/nwSFBZmjXaQ 2.2.13 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 13 การออกแบบสไลด์หน้าเนื้อหา สไตล์การสอน ในห้องเรียน แหล่งที่มา https://youtu.be/kvlTQXCfK4A 2.2.14 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 14 การออกแบบสไลด์หน้า Login และ ยินดีต้อนรับ แหล่งที่มา https://youtu.be/hHv-nHRmpjM
34 2.2.15 การทำ CAI ด้วย PowerPoint ตอนที่ 15 การทำการ์ตูนภาพนิ่งให้เป็นภาพเคลื่อนไหว Gif Animation แหล่งที่มา https://youtu.be/Ebn9JTZrdss 2.3 หาแหล่งอบรม/สัมมนา เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.4 ศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองในด้านบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ศึกษาอยู่ตลอดเวลาที่ตนเองว่าง จากการเรียน หรือในเวลาว่าง 2.5 ฝึกปฏิบัติลงมือทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามคลิปวิดีโอ ใช้เวลาประมาณ 72 ชั่วโมง 2.6 ทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล รวบรวมคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (Percentage) 5. ข้อเสนอแนะจากอาจารยที่ปรึกษา ควรศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และมีความน่าเชื่อถือ หาแหล่งอบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับ เรื่องที่ ตนเองต้องการพัฒนา การพัฒนาตนเองต้องพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ละเลย ตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองอย่าง จริงจัง จึงจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนเองตั้งไว้ได้
35 บทที่ 4 ผลการดำเนินการ ผลการดำเนินการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube มีผล การดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 2. ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาตนเอง 1. คลิปวิดีโอการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากแพลตฟอร์ม (YouTube) 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3. แหล่งอบรม/สัมมนา เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 5. แบบทดสอบทักษะความสามารถ เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการดำเนินการพัฒนาตนเอง 1. ทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีจำนวนแบบทดสอบ 40 ข้อ ใช้เวลาใน การทำแบบทดสอบประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
36 2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากคลิปวิดีโอการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากแพลตฟอร์มยูทูบ (YouTube) 3. ศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4. หาแหล่งอบรม/สัมมนา เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 5. ศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองในด้านบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ศึกษาอยู่ตลอดเวลาที่ตนเองว่างจาก การเรียน หรือว่างจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ 6. ฝึกปฏิบัติลงมือทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามคลิปวิดีโอ ใช้เวลาประมาณ 72 ชั่วโมง
37 7. ทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาท
38 บทที่ 5 อภิปรายผล จากการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อนวัตกรรมดิจิทัล บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube สามารถ อภิปรายผลได้ดังนี้ ผลการพัฒนาตนเองในการสร้างสื่อดิจิทัลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ทันสมัย และตอบรับต่อการ เปลี่ยนแปลงบริบทของโลกในการจัดการเรียนการสอน พบว่าหลังเรียนจากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint โดยศึกษาจากคลิป วิดีโอใน Youtube แล้ว มีคะแนนพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยในการทำแบบทดสอบ เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ร้อยละ 50 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า การศึกษาความรู้เรื่องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีรูปข้อมูลที่ หลากหลาย ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษา และมีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ทำ ให้สามารถสร้างแรงจูงใจในการศึกษาข้อมูลต่อ และสนุกกับการเรียนรู้โดยเนื้อหาที่ได้ศึกษามาประกอบด้วย ความหมายลักษณะสำคัญและองค์ประกอบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ประโยชน์และข้อจำกัดของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธีรนันท์ ศรีวิทัศน (2561) ได้ทำการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูปร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเพื่อพัฒนาทักษะ การฟัง และพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร, ศิริวุฒิ บัวสมาน (2554) ได้ทำการวิจัย ผลของการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัด กระบวนการเรียนรู้วิชาเคมี 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554, นงเยาว์ ฉัตรเงิน (2558) ได้ทำการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลัก เดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดบ้านโง้ง อำเภอประจันต คาม จังหวัดปราจีนบุรี, ยอดชาย ขุนสังวาล (2553) ได้ทำการวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสงวนหญิง, ณัฐริน เจริญเกียรติบวร (2560) ได้ทำ การวิจัย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์(ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ
39 บทที่6 บทสรุป ผลการพัฒนาตนเองในการสร้างสื่อดิจิทัลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ทันสมัย และตอบรับต่อการ เปลี่ยนแปลงบริบทของโลกในการจัดการเรียนการสอน(Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint รายวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากคลิปวิดีโอใน YouTube สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ผลการพัฒนาตนเองในการสร้างสื่อดิจิทัลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ทันสมัย และตอบรับต่อการ เปลี่ยนแปลงบริบทของโลกในการจัดการเรียนการสอน พบว่าหลังเรียนจากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) จาก PowerPoint โดยศึกษาจากคลิป วิดีโอใน YouTube แล้ว มีคะแนนพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยในการทำแบบทดสอบ เรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ร้อยละ 50
40 เอกสารอ้างอิง ณัฐริน เจริญเกียรติบวร (2560).คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ธีรนันท์ ศรีวิทัศน (2561).การจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้วิดีโอบนยูทูป ร่วมกับแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการ สื่อสารเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง และพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัด บึงทองหลาง กรุงเทพมหานคร นงเยาว์ ฉัตรเงิน (2558).การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนที่มีหลัก เดียวกับจำนวนไม่เกินสามหลัก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดบ้านโง้ง อำเภอ ประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ยอดชาย ขุนสังวาล (2553).การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาซีเบื้องต้น สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสงวนหญิง ศิริวุฒิ บัวสมาน (2554).ผลของการใช้สื่อมัลติมีเดียจากเว็บไซต์ www.youtube.com ในการจัดกระบวนการ เรียนรู้วิชาเคมี 5 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.(2556).การศึกษาประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนของครูกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
41 ประวัติผู้จัดทำ ชื่อ-สกุล นางสาวนภาวรรณ ฉิมเรือง วัน เดือน ปี 7 มีนาคม 2544 สถานที่เกิด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สถานที่อยู่ปัจจุบัน 235 ม.5 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง 92140 ประวัติการศึกษา พ.ศ.2558 จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ พ.ศ.2561 จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ พ.ศ.2565 กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล