The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การบริหารกิจกรรมนันทนาการเชิงพื้นที่สำหรับหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามการจัดช่วงชั้นโอกาสนันทนาการผ่านการสื่อสารชุมชนและระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การบริหารกิจกรรมนันทนาการเชิงพื้นที่สำหรับหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามการจัดช่วงชั้นโอกาสนันทนาการผ่านการสื่อสารชุมชนและระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การบริหารกิจกรรมนันทนาการเชิงพื้นที่สำหรับหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามการจัดช่วงชั้นโอกาสนันทนาการผ่านการสื่อสารชุมชนและระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

1 POLICY BRIEFสรุปและเรียบเรียงโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารกิจกรรมนันทนาการเชิงพื้นที่สำหรับหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตามการจัดช่วงชั้นโอกาสนันทนาการด้วยการสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยการสื่อสารชุมชนและระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในหมู่บ้านท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง” (2563) ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัลลภ ทองอ่อน และคณะ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนวิจัย วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ประจำปีงบประมาณ 2563 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนัญญ์ เมฆหมอก และ นางสาวเยาววัลยา อ่อนโพธิ์ทองประเด็นส ำคัญ• ปัจจุบันป่าต้นน้ำของประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการบุกรุกและแผ้วถางเพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ปัญหาการเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในหมู่ภาครัฐและประชาชน ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวมากขึ้น นำไปสู่แนวคิด \"การท่องเที่ยวโดยชุมชน“ (Community-Based Tourism: CBT) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ • การท่องเที่ยวโดยชุมชนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของรัฐบาล ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างรายได้แก่ชุมชน สะท้อนถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชนในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ• เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถส่งเสริมศักยภาพได้อย่างเต็มที่และยังช่วยดูแลแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้นั้น การนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) มาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ • ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ของจังหวัด เช่น การแสดงขอบเขตการปกครอง ความสูง ความลาดชัน คุณภาพลุ่มน้ำ การใช้ที่ดิน และมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมโดย GIS เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนพัฒนาพื้นที่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น• หนึ่งในแนวทางการประยุกต์ใช้ที่สำคัญ คือ การวางแผนกิจกรรมนันทนาการเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการ (Recreation Opportunity Spectrum: ROS) ซึ่งใช้เป็นกรอบในการวางแผนกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาพ แวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และลักษณะชุมชนแต่ละพื้นที่ เพื่อรักษาคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม • แนวทางต่อมาคือ การออกแบบบทเรียนแบบโมดูล (induction module) และการสื่อสารชุมชน (community communication) สำหรับการจัดการเชิงพื้นที่ของชุมชนในหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศตามช่วงชั้นโอกาสนันทนาการในจังหวัดลำปาง เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ ที่ชัดเจนและกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชน เยาวชน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในหมู่บ้านท่องเที่ยว• สิ่งที่สำคัญคือการส่งเสริมการประเมินปัจจัยสังคมควบคู่กับปัจจัยกายภาพในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภาครัฐและองค์กรที่ ควรมีการกำหนดนโยบายสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรอบรมชุมชนที่มีความหลากหลายและครอบคลุม เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการบริหารจัดการกิจกรรมนันทนาการตามลักษณะพื้นที่อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ • นอกจากนี้ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบกิจกรรมนันทนาการอย่างยั่งยืน โดยสร้างนโยบายที่จะสนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกิจกรรมนันทนาการที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมความชำนาญ ทักษะ และทรัพยากรทางธรรมชาติและสังคมในพื้นที่นั้น ๆ


POLICY BRIEF 2สถำนกำรณ์และควำมท้ำทำยในปัจจุบัน• ปัจจุบันป่าต้นน้ำของประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการบุกรุกและแผ้วถางเพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม บางพื้นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ หรือกลายเป็นพื้นที่รกร้าง ป่าต้นน้ำมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บและปล่อยน้ำสู่พื้นที่ราบลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลหล่อเลี้ยงพื้นที่ราบภาคกลาง การทำลายป่าต้นน้ำจึงกระทบต่อแหล่งน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ เช่น อุทกภัยและดินถล่ม การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน ผ่านการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ปัญหาการเสื่อมโทรมของป่าต้นน้ำได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในหมู่ภาครัฐและประชาชน ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวมากขึ้น นำไปสู่แนวคิด \"การท่องเที่ยวโดยชุมชน\" (CommunityBased Tourism: CBT) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ • การท่องเที่ยวโดยชุมชนเติบโตอย่างรวดเร็วระหว่างปี พ.ศ.2540–2544 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของรัฐบาล ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างรายได้แก่ชุมชน หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมคือกิจกรรมโฮมสเตย์ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2547–2550 มีชุมชนที่จัดการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์มากกว่า 87 แห่งทั่วประเทศ และมีบ้านพักโฮมสเตย์กว่า 1,000 หลังทั่วประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชนในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ • การดำเนินงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนเชิงรุกเพื่อให้เกิดความพร้อมและมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในด้านการทำลายแหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติ และในพื้นที่อ่อนไหว (vulnerability tourism areas) โดยในปัจจุบันได้มีการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการในพื้นที่ธรรมชาติเพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์นันทนาการหรือการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เขตที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติค่อนข้างสูง มีความสะดวกสบาย และมีโอกาสในการพบปะนักท่องเที่ยวอื่นสูง สามารถแบ่งได้เป็น 1) พื้นที่ธรรมชาติสันโดษ 2) พื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษ 3) พื้นที่ไม่ใช้ยานยนต์ 4) พื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์ 5) พื้นที่ธรรมชาติกึ่งพัฒนา และ6) พื้นที่ธรรมชาติที่มีการพัฒนาอย่างมาก ตามลำดับ • เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถส่งเสริมศักยภาพได้อย่างเต็มที่และยังช่วยดูแลแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้นั้น การนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) มาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจาก GIS เป็นเครื่องมือทางคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) ที่มีความซับซ้อนและปริมาณมาก โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บ ดัดแปลง วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลในรูปของแผนที่ การใช้ GIS ร่วมกับข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) จะช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและทันเวลา หนึ่งในแนวทางการประยุกต์ใช้ที่สำคัญ คือ การวางแผนกิจกรรมนันทนาการเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการจำแนกช ่ ว ง ช ั ้ น โ อ ก า ส น ั น ท น า ก า ร (RecreationOpportunity Spectrum: ROS) ซึ่งใช้เป็นกรอบในการวางแผนกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และลักษณะชุมชนแต่ละพื้นที่เพื่อรักษาคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


กำรจ ำแนกช่วงชั้นโอกำสนันทนำกำรของหมู่บ้ำนท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดล ำปำงด้วยระบบสำรสนเทศภูมิศำสตร์ (geographic information system)• ตัวอย่างสำคัญคือจังหวัดลำปาง มีหมู่บ้านที่ดำเนินการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภายในพื้นที่ชุมชนและป่าต้นน้ำ หากมีการวางแผนเชิงรุกโดยใช้ระบ บ GISในการจำแนกและจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวร่วมกับแนวคิด ROS จะช่วยให้สามารถวางแผนกิจกรรมนันทนาการได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการเรียนรู้ และรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี GIS เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมนันทนาการของชุมชน จะช่วยยกระดับศักยภาพชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรนำไปใช้พัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต 3 POLICY BRIEF• จังหวัดลำปางตั้งอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่ 12,533.96 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ มีภูเขาล้อมรอบ และมีแม่น้ำวังเป็นแม่น้ำสายหลักไหลจากเหนือสู่ใต้ พื้นที่ราบสำคัญอยู่ในอำเภอเมืองลำปาง เกาะคา และห้างฉัตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาจากเทือกเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขง ลำปางมีพรมแดนติดต่อกับ 8 จังหวัด และแบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ 100 ตำบล และ 855 หมู่บ้าน พื้นที่จังหวัดประกอบด้วยลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำงาว โดยลุ่มน้ำวังแบ่งออกเป็น 7 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ ลุ่มน้ำวังตอนบน ลุ่มน้ำแม่เย็น–แม่สอย ลุ่มน้ำแม่ตุ๋ย ลุ่มน้ำวังตอนกลาง ลุ่มน้ำแม่จาง ลุ่มน้ำแม่ต๋ำ และลุ่มน้ำวังตอนล่าง ซึ่งแต่ละลุ่มน้ำมีพื้นที่ครอบคลุมหลายอำเภอและมีลุ่มน้ำย่อยสำคัญหลายสาย ลำปางมีภูมิอากาศร้อนอบอ้าวและฝนตกน้อย ทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งและส่งผลต่อการเกษตรกรรม• เมื่อใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ ของจังหวัด เช่น การแสดงขอบเขตการปกครอง ความสูง ความลาดชัน คุณภาพลุ่มน้ำ การใช้ที่ดิน และมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดย GIS เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนพัฒนาพื้นที่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของหมู่บ้านท่องเที่ยว ชุมชนในจังหวัดลำปางด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษไม่ใช้ยานยนต์ (SPNM) คิดเป็นร้อยละ 48.69 รองลงมาคือ พื้นที่ธรรมชาติที ่ มน ุ ษ ย์ ส ร ้า งข ึ้ น ห รื อ ด ัดแ ป ลง (RNM) ร้อยละ 23.76 และพื้นที่ธรรมชาติสันโดษ (P) ร้อยละ 20.05 ส่วนกลุ่มพื้นที่อื่นมีสัดส่วนน้อยกว่า ได้แก่ พื้นที่กึ่งสันโดษใช้ยานยนต์ (SPM) ชนบท (R) เมือง (U) และแหล่งน้ำ (W) ตามลำดับ


POLICY BRIEF 4• ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์รายอำเภอพบว่า กลุ่มพื้นที่ SPNM มีสัดส่วนสูงสุดในเกือบทุกอำเภอ เช่น เกาะคา เถิน เมืองปาน แจ้ห่ม แม่เมาะ งาว วังเหนือ และห้างฉัตร สำหรับหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชน พบว่าไม่มีหมู่บ้านใดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติสันโดษ มีเพียง 5 หมู่บ้าน (ร้อยละ 17.86) อยู่ในพื้นที่ SPNM, 4 หมู่บ้าน (14.29%) อยู่ในพื้นที่ SPM, 9 หมู่บ้าน (32.14%) อยู่ในพื้นที่ RNM, 9 หมู่บ้าน (32.14%) อยู่ในพื้นที่ชนบท (R) และ 1 หมู่บ้าน (3.57%) อยู่ในพื้นที่เมือง (U) โดยสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมนันทนาการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และแนวทางการพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในแต่ละชุมชน (ดูรูปที่ 1) • จากการศึกษาการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดลำปางด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) พบว่าสามารถจัดหมู่บ้านท่องเที่ยวออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะของพื้นที่ ได้แก่ • (1) กลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษไม่ใช้ยานยนต์ (Semi-Primitive Non-Motorized: SPNM) จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านปงถ้ำ (อ.วังเหนือ), บ้านป่าเหมี้ยง, บ้านแม่เจ๋ม, บ้านแม่กองปิน (อ.เมืองปาน) และบ้านแม่ฮ่าง (อ.งาว) • (2) กลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์ (SemiPrimitive Motorized: SPM) จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแก่น (อ.สบปราบ), บ้านบ่อสี่เหลี่ยม (อ.งาว), บ้านปางมะโอ (อ.แม่ทะ) และบ้านแม่เกี๋ยง (อ.แม่เมาะ) • (3) กลุ่มพื้นที่ธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือดัดแปลง (Rural Natural Modified: RNM) จำนวน 9 หมู่บ้าน ได้แก่ ชุมชนปงยางคก, บ้านวอแก้ว (อ.ห้างฉัตร), บ้านแก้วโป่งขาม (อ.เถิน), บ้านจำปุย, บ้านท่าสี (อ.แม่เมาะ), บ้านศาลาบัวบก (อ.เกาะคา), บ้านสาแพะ, บ้านสาสบหก (อ.แจ้ห่ม) และบ้านหลุกใต้ (อ.แม่ทะ) และ • (4) กลุ่มพื้นที่เมือง (Urban: U) มีเพียง 1 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านท่ามะโอ (อ.เมืองลำปาง) ผลการจำแนกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านพื้นที่ที่หลากหลายของจังหวัดลำปาง ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการจัดกิจกรรมนันทนาการในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนควบคู่กันไป อันจะนำไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาวรูปที่ 1 ช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดลำปาง วิเคราะห์โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


กำรออกแบบบทเรียนแบบโมดูล (induction module) และกำรสื่อสำรชุมชน (community communication) ส ำหรับกำรจัดกำรเชิงพื้นที่ของชุมชนในหมู่บ้ำนท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศตำมช่วงชั้นโอกำสนันทนำกำรในจังหวัดล ำปำง 5 POLICY BRIEF• การศึกษาการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดลำปาง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) เพื่อวิเคราะห์และจัดแบ่งกลุ่มหมู่บ้านตามลักษณะพื้นที่และศักยภาพในการรองรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พบว่าไม่มีหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนใดอยู่ในกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติสันโดษ (Primitive) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการรบกวนจากมนุษย์เลย โดยหมู่บ้านส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษไม่ใช้ยานยนต์ (Semi-primitive Non-motorized: SPNM) จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านปงถ้ำ บ้านป่าเหมี้ยง บ้านแม่กองปิน บ้านแม่เจ๋ม และบ้านแม่ฮ่าง ตามลำดับ ส่วนกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์ (Semi-primitive Motorized: SPM) มี 4 หมู่บ้าน เช่น บ้านแก่น บ้านบ่อสี่เหลี่ยม บ้านปางมะโอ และบ้านแม่เกี๋ยง นอกจากนี้ ยังพบหมู่บ้านในกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือดัดแปลง (Rural Natural Modified: RNM) จำนวน 9 หมู่บ้าน เช่น ชุมชนปงยางคก บ้านแก้วโป่งขาม และบ้านจำปุย รวมถึงหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ชนบท (Rural) อีก 9 หมู่บ้าน อาทิชุมชนบ้านกิ่ว บ้านท่าช้าง และบ้านทุ่งฮ้าง ในขณะที่กลุ่มพื้นที่เมือง (Urban) พบเพียงหมู่บ้านท่ามะโอเพียงแห่งเดียว การจำแนกกลุ่มหมู่บ้านดังกล่าวช่วยกำหนดกรอบแนวทางและวางแผนการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแต่ละชุมชนได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและลักษณะของพื้นที่• สำหรับการส่งเสริมการสร้างความรู้และพัฒนาทักษะการจัดการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ในหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศของจังหวัดลำปาง ได้มีการจัดทำหลักสูตรอบรมตามโมดูลการจัดการเชิงพื้นที่ชุมชน โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความจำเป็น (Training Needs Analysis)เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชน เยาวชน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในหมู่บ้านท่องเที่ยวองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในหมู่บ้านท่องเที่ยว จำนวน 20 คน โดยหลักสูตรมุ่งเน้นการให้ความรู้ใน 3 ด้านหลักได้แก่ ระบบภูมิสารสนเทศกับการแบ่งเขตช่วงชั้นนันทนาการ พื้นที่ช่วงชั้นโอกาสการเกิดนันทนาการของชุมชน และแนวทางจัดการเขตท่องเที่ยว โดยมีรูปแบบการอบรมเป็นแบบเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้และทดลองออกแบบกิจกรรมตามช่วงชั้นโอกาสนันทนาการในพื้นที่ของตน ใช้ระยะเวลาอบรมรวม 6 ชั่วโมง แบ่งเป็น 3 คาบในช่วงเช้าและ 3 คาบในช่วงบ่าย โดยเน้นการใช้วิทยากรที่มีประสบการณ์จริงในภาคปฏิบัติและมีการประเมินผลทั้งด้านความรู้และความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม เพื่อวัดประสิทธิภาพของหลักสูตรและปรับปรุงการจัดอบรมในอนาคต• นอกจากนี้ยังมีการขยายผลและส่งเสริมการรับรู้ของชุมชนท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง ด้วยการพัฒนาสื่อสารชุมชนหลากหลายรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน โดยมีการผลิตสารคดีเสียงตามสายจำนวน 14 ตอน ซึ่งแบ่งเป็นสารคดี 2 ชุด ได้แก่ “หมู่บ้านเราอยู่ในเขตนันทนาการใดของการท่องเที่ยว”จำนวน 7 ตอน และ “เราจะจัดการการท่องเที่ยวของหมู่บ้านเราอย่างไรดี” จำนวน 7 ตอน เพื่อเผยแพร่ทางเสียงตามสายของหมู่บ้านในแต่ละวัน ช่วยสร้างความเข้าใจในช่วงชั้นโอกาสนันทนาการและแนวทางการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีการจัดทำป้ายนิเทศชุมชนในลักษณะของป้ายประชาสัมพันธ์ชุด “เราจะจัดการการท่องเที่ยวของหมู่บ้านเราอย่างไรดี” ติดตั้งในพื้นที่เป้าหมายรวม 20 ชุมชน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและตระหนักรู้ในบทบาทของการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชนให้คงอยู่ในระยะยาว


POLICY BRIEF 6แนวทำงกำรจัดกำรเขตท่องเที่ยวตำมช่วงชั้นกำรเกิดนันทนำกำรในแหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้ำนท่องเที่ยวในจังหวัดล ำปำง• เมื่อนำผลการศึกษาการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดลำปาง ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ผ่านการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์ร่วมกับหลักการจัดการเขตท่องเที่ยวตามช่วงชั้นการเกิดนันทนาการในแหล่งท่องเที่ยวจะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางการจัดการนันทนาการในแหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้านท่องเที่ยวในจังหวัดลำปางได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนี้• การจัดการนันทนาการในแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ในกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษไม่ใช้ยานยนต์ (Semi-primitive Non-motorized–SPNM) กลุ่มนี้ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน ได้แก่ก. หมู่บ้ำนบ้ำนปงถ้ ำ ต ำบลวังทอง อ ำเภอวังเหนือ จังหวัดล ำปำงข. บ้ำนป่ำเหมี้ยง ต ำบลแจ้ช้อน อ ำเภอเมืองปำน จังหวัดล ำปำงค. บ้ำนแม่กองปิน ต ำบลบ้ำนขอ อ ำเภอเมืองปำน จังหวัดล ำปำงง. บ้ำนแม่เจ๋ม ต ำบลแจ้ช้อน อ ำเภอเมืองปำน จังหวัดล ำปำงจ. บ้ำนแม่ฮ่ำง ต ำบลนำแก อ ำเภองำว จังหวัดล ำปำง• หมู่บ้านในกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์และแนวทางในการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติสูงสุด โดยเน้นให้พื้นที่ยังคงความสงบ ปราศจากการใช้ยานยนต์ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้เครื่องยนต์ทุกชนิด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยมีร่องรอยของการใช้พื้นที่จากมนุษย์ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติและระบบนิเวศ กิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่นี้เน้นการพึ่งพาตนเอง นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบและสันโดษ ซึ่งช่วยส่งเสริมความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ• ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่นี้จะถูกจัดเตรียมอย่างจำกัดและมีขนาดเล็กกลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น ป้ายบอกทางที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อป้องกันอันตรายต่อนักท่องเที่ยวและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่อนุญาตให้มีการสร้างที่พักหรือห้องน้ำถาวร ส่วนที่พักค้างคืนอาจใช้พื้นที่ธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือการผูกเปลนอนเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่ โดยให้บทบาทกับชุมชนที่จะเน้นการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ควบคุมจำนวนและคุณภาพของนักท่องเที่ยว เพื่อให้ผลกระทบต่อระบบนิเวศอยู่ในระดับต่ำ และให้ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ด้วยตนเอง รวมทั้งกำหนดมาตรการลดผลกระทบต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่


• ในขณะเดียวกันก็มีการควบคุมการพัฒนาพื้นที่ทุกประเภทอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะห้ามสร้างถนนหรือเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเป็นเกษตรหรือเมือง และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันไม่เกิน 3-5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-10 คน ตามความเหมาะสมของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการขยะจะเน้นให้นำขยะที่ไม่ย่อยสลายออกนอกพื้นที่ และฝังขยะที่ย่อยสลายได้ในพื้นที่ที่เหมาะสม นอกจากนี้ การสื่อความหมายและประชาสัมพันธ์ข้อมูลจะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ที่สามารถนำติดตัวไปได้ หรือผ่านเจ้าหน้าที่มัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง• พื้นที่นันทนาการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมีระดับการจัดการและการเข้าถึงที่แตกต่างกันตามลักษณะของพื้นที่ กลุ่มแรกคือพื้นที่กึ่งสันโดษที่ไม่ใช้ยานยนต์ (Semi-primitive Non-motorized) ซึ่งเน้นรักษาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติอย่างเคร่งครัด นักท่องเที่ยวจะต้องพึ่งพาตนเองสูง มีเพียงทางเดินเท้าและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเท่านั้น เพื่อให้ประสบการณ์การสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่กึ่งสันโดษที่ใช้ยานยนต์ (Semi-primitive Motorized) จะมีการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้รถยนต์บางประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานและการควบคุมการเข้า-ออกอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ• ในส่วนพื้นที่ที่มนุษย์สร้างหรือดัดแปลงธรรมชาติ (Rural Natural Modified) จะมีการตกแต่งภูมิทัศน์ให้สวยงามและเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร ที่พัก และระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้อย่างสะดวกสบาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผสมผสานการพักผ่อนในธรรมชาติกับความสะดวกสบาย ขณะที่พื้นที่ชนบท(Rural) จะเน้นกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการเกษตร พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนามากขึ้น เช่น ถนน ระบบน้ำไฟ และที่พัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวิถีชีวิตท้องถิ่น• นอกจากนี้ พื้นที่เมือง (Urban) ควรเป็นพื้นที่ที่จะต้องมีการพัฒนาอย่างครบวงจร ทั้งด้านสาธารณูปโภค การคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย รองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมสังคมในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความหลากหลายของบริการ เพื่อให้เมืองเป็นแหล่งนันทนาการที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้คนอย่างมีประสิทธิภาพ7 POLICY BRIEF


วัลลภ ทองอ่อน และคณะ. (2563). กำรบริหำรกิจกรรมนันทนำกำรเชิงพื้นที่ส ำหรับหมู่บ้ำนท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำมกำรจัดช่วงชั้น โอกำสนันทนำกำรผ่ำนกำรสื่อสำรชุมชนและระบบภูมิสำรสนเทศเพื่อกำรท่องเที่ยวอย่ำงยั่งยืน. รายงานวิจัยเสนอต่อ. กองทุนวิจัย วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางวิทยาลัยสหวิทยาการ ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-221-6111-20 ต่อ 4400โทรสาร 02-222-0153E-mail : [email protected]เอกสำรอ้ำงอิงPOLICY BRIEF 8ข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย • ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรร่วมมือกันส่งเสริมการบูรณาการการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการส่งเสริมนโยบายที่เชื่อมโยงระหว่างการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำกับการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยใช้แนวทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism: CBT) เป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เน้นให้ชุมชนมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง โดยอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรการควบคุมที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์• รัฐบาลควรพัฒนานโยบายสนับสนุนการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และกรอบการจำแนกช่วงชั้นโอกาสนันทนาการ (ROS) ด้วยการสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน นำเครื่องมือทางเทคโนโลยี เช่น ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และแนวคิด ROS มาใช้ในการวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่อ่อนไหวทางนิเวศ เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำ เพื่ อให้ การ พัฒน ากา รท่อ งเที ่ยวสอดค ล้อ งกับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ และลดผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว• รัฐบาลควรพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่และสนับสนุนการสื่อสารชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยนโยบายสนับสนุนการอบรมและพัฒนาทักษะของชุมชนในด้านการวางแผนเชิงพื้นที่ การใช้GIS และการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้เหมาะสมกับบริบทของตน ผ่านหลักสูตรอบรมแบบโมดูลที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการพัฒนาสื่อสารชุมชนที่เข้าถึงง่าย เช่น สารคดีเสียงตามสาย ป้ายนิเทศ และกิจกรรมสื่อสารที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมและสร้างความตระหนักรู้ ในชุมชน• รัฐบาลควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ธรรมชาติอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางนิเวศ ด้วยนโยบายกำกับดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มพื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษไม่ใช้ยานยนต์ (SPNM) ที่ควรจำกัดจำนวนผู้เข้าชม ต่อวัน ห้ามใช้ยานพาหนะเครื่องยนต์ และจำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อควบคุมผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมทั้งสนับสนุนรูปแบบการท่องเที่ยวแบบพึ่งพาตนเองและไม่ทิ้งร่องรอย (Leave No Trace) ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว


Click to View FlipBook Version