The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทบาทของเชียงของในฐานะประตูสู่ตลาดจีน ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการส่งออกผลไม้ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

บทบาทของเชียงของในฐานะประตูสู่ตลาดจีน ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการส่งออกผลไม้ไทย

บทบาทของเชียงของในฐานะประตูสู่ตลาดจีน ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการส่งออกผลไม้ไทย

1 POLICY BRIEFสรุปและเรียบเรียงจากโครงการวิจัยเรื่อง การศึกษาโอกาสและศักยภาพการส่งออกผลไม้ของประเทศไทยไปจีนผ่านด่านเชียงของ จังหวัดเชียงรายภายหลังการเปิดใช้เส้นทางรถไฟคุนหมิง-เวียงจันทน์ โดย ผศ.ดร.ศิวริน เลิศภูษิต, รศ.ดร.พิทยา สุวคันธ์ และรศ.ดร.ธีรภัท ชัยพิพัฒน์ (2565) ได้รับสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนสนับสนุนการวิจัยวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ดูเอกสารอ้างอิง)โดย นางสาวภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัท และนางสาวเยาววัลยา อ่อนโพธิ์ทองประเด็นส ำคัญ• การเปิดรถไฟจีน–ลาว (คุนหมิง–เวียงจันทน์) ภายใต้ BRI (Belt and Road Initiative) ช่วยลดต้นทุนขนส่งลงกว่า 40–50% และเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างจีน ลาว และประเทศอาเซียน รวมถึงไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ไทยนั้นได้พัฒนาระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานด้าน โลจิสติกส์ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ–หนองคาย รถไฟรางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ รวมถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมต่อกับรถไฟจีน–ลาว และลดต้นทุนการขนส่งสินค้าไปยังตลาดจีน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค• การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยด่านเชียงของถือเป็นหนึ่งในด่านยุทธศาสตร์ที่รองรับการค้าผลไม้สดจากไทยไปจีน โดยนโยบายการลงทุนด้านถนน R3A, R8, R9 และ R12 ช่วยเพิ่มความสะดวกในการกระจายสินค้า การเปิดใช้เส้นทางรถไฟจีน–ลาวยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขนส่งผลไม้ไปยังคุนหมิงและเชื่อมต่อสู่มณฑลอื่น ๆ ของจีน โดยสามารถย่นเวลาและลดต้นทุนการขนส่งได้ อย่างไรก็ตามการใช้ระบบรางยังมีข้อจำกัด เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่สิ้นสุดเพียงเวียงจันทน์ ความจำเป็นต้องถ่ายโอนสินค้าและค่าใช้จ่ายแฝงทำให้ทางปฏิบัติผู้ประกอบการยังคงพึ่งพาการขนส่งทางถนนผ่านด่านเชียงของเป็นหลัก เนื่องจากระบบรางสิ้นสุดที่เวียงจันทน์และยังต้องถ่ายโอนตู้ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าไม่คุ้มและใช้ระยะเวลานานแม้ว่ารถไฟจีน–ลาวจะมีศักยภาพสูงในการรองรับผลไม้ไทยและช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนในระยะยาวก็ตาม• อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากเชื่อมโยงไทยกับลาวผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 4 และเชื่อมต่อสู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทางถนนสาย R3A (Route 3a: North–South Economic Corridor Road) ตลอดจนโครงการ Cross-Border E-Commerce ที่อยู่ระหว่างการผลักดันทำให้เชียงของถูกยกระดับเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนสมัยใหม่ที่รองรับทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางราง เชียงของยังคงมีศักยภาพสูงในการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ไทยไปจีน เนื่องจากมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุนและเวลา อีกทั้งยังมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้าง เช่น ทางด่วน R3A (Route 3A) และการขยายเส้นทางรถไฟ ซึ่งจะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัญหาปัจจุบันคือการบริหารจัดการศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า One Stop Service ที่ยังขาดความชัดเจนในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกรมวิชาการเกษตร ทำให้ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่• การค้าผ่านด่านเชียงของเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าส่งออกไปจีนเพิ่มจาก 8,971 ล้านบาทในปี 2560 เป็นกว่า 28,815 ล้านบาทในปี 2564 และยังขยายต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้งที่มีมูลค่า 38,345 ล้านบาทในปี 2565 และเพิ่มอีก 24% ในช่วงต้นปี 2566 ตลาดหลักคือคุนหมิงซึ่งเป็นศูนย์กระจายไปยังมณฑลเศรษฐกิจใหญ่ของจีน เส้นทางเชียงของ–ห้วยทราย–บ่อหานจึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาความร่วมมือไทย–จีน–ลาว ผ่านพิธีสารข้ามแดน ด่านตรวจพืช และโครงการ CBEC จะช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มความมั่นคงในการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน


POLICY BRIEF 2ข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย*GMS (Greater Mekong Subregion Program) คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่าง 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และจีนตอนใต้ (ยูนนาน–กว่างซี) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงภูมิภาค , ACFTA (ASEAN–China Free Trade Area) คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน–จีน ที่เริ่มใช้ปี 2010 ครอบคลุมการลดภาษีและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 10 ประเทศอาเซียนกับจีน• ภาครัฐควรเร่งพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ด่านเชียงของให้เป็น One Stop Service ตามแผนพัฒนาโลจิสติกส์แห่งชาติ โดยบูรณาการกรมศุลกากร กรมวิชาการเกษตร และตรวจคนเข้าเมือง ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้าและควบคุมคุณภาพผลไม้สด การดำเนินการนี้จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน• ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางเศรษฐกิจ R3A รัฐบาลควรปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเส้นทาง R3A (เชียงของ–ห้วยทราย–บ่อหาน–คุนหมิง) ให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น และออกนโยบายสนับสนุนค่าขนส่งกลับ (Backhaul Subsidy) เพื่อแก้ปัญหารถเปล่าขากลับ ซึ่งเป็นภาระต้นทุน การดำเนินการนี้จะช่วยให้ผลไม้สดจากไทย เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ส่งออกไปจีนได้รวดเร็ว มีคุณภาพ และสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน• ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดอุปสรรคการขนส่งข้ามแดน ไทยควรเร่งเจรจากับลาวและ จีนในกรอบความร่วมมือ GMS* และ ACFTA เพื่อลดข้อจำกัด เช่น มาตรการเ ปลี่ยนหัว ลากรถบรรทุกที่ด่านบ่อเต็น – โมฮัน ซึ่งเพิ่มเวลาและต้นทุน หากไม่สามารถยกเลิกได้ ควรจัดทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและมาตรฐานต้นทุนที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการขยายตลาดผลไม้ไทยไปจีน• สนับสนุนนวัตกรรมโลจิสติกส์และยกระดับเชียงของเป็นประตูการค้าผลไม้สู่จีน โดยภาครัฐควรส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีโลจิสติกส์ เช่น ห้องเย็นมาตรฐานสากล เครื่องจักรขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติ และระบบติดตามคุณภาพสินค้าแบบดิจิทัล รวม ทั้งผลักดันความร่วมมือเชิงลึกกับลาวและจีน เพื่อให้ด่านเชียงของ–ห้วยทราย–บ่อหานเป็นเส้นทางหลัก ในการส่งออกผลไม้การดำเนินการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก เชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน


* BRI (Belt and Road Initiative) คือ ยุทธศาสตร์ของจีนที่ริเริ่มปี 2013 เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ ผ่านเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล.3 POLICY BRIEFภูมิหลังและความสำคัญของเชียงของต่อการค้าผลไม้ไทย–จีน• การเปิดใช้เส้นทางรถไฟจีน – ลาว (คุนหมิง –เวียงจันทน์) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนที่มุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทางราง ถนน และท่าเรือ เพื่อเสริมอำนาจการค้าและการลงทุน (Manopiniwes,2020) การพัฒนารถไฟสายนี้ช่วยลดต้นทุนการขนส่งลงกว่า 40 – 50% และเพิ่มความรวดเร็วในการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้สดจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ตลาด จีนตอนใน• ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ที่สุดของอาเซียน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเชื่อมโยงนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าผลไม้ไทย เช่นทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วง เป็นที่ต้องการสูงในตลาดจีนและมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2564 มูลค่าการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้งจากไทยไปจีนสูงถึง 151,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (กรมการค้าต่างประเทศ, 2566)• อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนไม่ได้มีเพียงโอกาส แต่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจาก มาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) เช่น กฎระเบียบด้านสุขอนามัยพืช (SPS), การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต, และข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ที่เข้มงวด (ช่อทิพย์ ศัลยพงษ์ และคณะ, 2563) รวมทั้งข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในด่านชายแดนที่ทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าสำคัญ• ในบริบทนี้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเชื่อมโยงไทยกับลาวผ่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 และเชื่อมต่อสู่จีนผ่านด่านบ่อหาน–โมฮันในมณฑลยูนนาน ผ่านเส้นทาง R3A ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North–South EconomicCorridor: NSEC) ภ า ย ใ ต ้ ก ร อ บ ค ว า ม ร ่ ว ม ม ื อGMS และ BRI* (United Nations ESCAP, 2019)ความสำคัญดังกล่าวผลักดันให้เชียงของถูกเสนอให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมทั้งศูนย์กลาง โลจิสติกส์เพื่อการค้าผลไม้ไทยสู่จีน• ดังนั้น Policy Brief มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของเชียงของสู๋การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการส่งออกผลไม้ การสำรวจอุปสรรคและความท้าทาย รวมทั้งเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับบทบาทของเชียงของให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค


POLICY BRIEF 4• เชียงของถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ลงทุนสร้างถนน ระบบด่านศุลกากร และโครงการขนาดใหญ่ เช่น สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 และท่าเรือเชียงของ ทำให้เชียงของพัฒนาจากเมืองชายแดนท้องถิ่นไปสู่ เมืองโลจิสติกส์ชายแดนสมัยใหม่• การมีเส้นทางคมนาคมหลากหลาย ได้แก่- เส้นทางถนนสาย R3A (เชียงของ – ห้วยทราย –บ่อเต็น – คุนหมิง)- การก่อสร้างรถไฟรางคู่สายเด่นชัย – เชียงราย –เชียงของ (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568)- การเสนอจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างรูปแบบ (Multimodal Transport Center)• ทั้งหมดนี้ทำให้เชียงของมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุนและเวลาในการขนส่ง เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางเรือที่แม้ต้นทุนต่ำกว่า แต่ใช้เวลา 7–10 วัน ในขณะที่เส้นทางบกผ่านเชียงของใช้เวลาเพียง 2–3 วันในการส่งออกผลไม้สดไปยังคุนหมิงและมณฑลใกล้เคียง (ศิวริน เลิศภูษิต และคณะ, 2565)• ด้านการค้าชายแดน เชียงของมีมูลค่าการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 8,971 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 28,815 ล้านบาทในปี 2564 และเฉพาะช่วงมกราคม – พฤษภาคม 2566 มูลค่าส่งออกสูงถึง 23,695 ล้านบาท โดยสินค้าหลักคือ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ และสับปะรด ซึ่งมูลค่ารวมในปี 2565 สูงถึง 38,345 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่องในปีถัดมา (กรมการค้าต่างประเทศ, 2566; OEC, 2025)• ในแง่ยุทธศาสตร์ เชียงของยังถูกบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคเหน ือ และ นโยบาย Cross - Border E - Commerce ร่วมกับจีน ซึ่งจะยกระดับการค้าผลไม้ไทยไปสู่การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน ลดการพึ่งพาตัวกลางและเพิ่มช่องทางใหม่ในการกระจายสินค้าศักยภำพของเชียงของในกำร เป็นศูนย์กลำงโลจิสติกส์• ประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่น แฟ้นภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น FTA ไทย – จีน และ ACFTA ซึ่งช่วยลดภาษีสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเหลือ 0% ทำให้การค้าระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยยังคงเผชิญอุปสรรค เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ปัญหาด้านโลจิสติกส์ ความล่าช้าของพิธีการศุลกากร และค่าใช้จ่ายการขนส่งสูงกว่าคู่แข่ง• การส่งออกผลไม้ของไทยไปจีนส่วนใหญ่เป็นทุเรียน มังคุด ลำไย และส้มโอ โดยมีช่องทางสำคัญทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งแต่ละช่องทางมีต้นทุนและระยะเวลาแตกต่างกัน โดยทางเรือมีปริมาณมากที่สุด ส่วนทางบกและทางอากาศแม้มีปริมาณน้อยกว่าแต่มีความรวดเร็วและสะดวกขึ้นอยู่กับความต้องการตลาดจีน การค้าผ่านแดนโดยเฉพาะที่ด่านเชียงของและนครพนมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าผลไม้ไทยสู่จีน• ด้านนโยบาย จีนได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้จากไทย 23 รายการ พร้อมกำหนดมาตรการตรวจสอบและกักกันโรคร่วมกับไทย เพื่อให้การค้าผลไม้มีความสะดวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดยังสูง ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพสินค้า การบรรจุหีบห่อ และระบบโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือกับจีนและลาวเพื่อเสริมประสิทธิภาพการขนส่งโดยเฉพาะเส้นทางบก R3 และ R9 ที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ• รัฐบาลไทยควรร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อหาวิธีลดต้นทุนการขนส่งทางบก เนื่องจากผลไม้สด เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ต้องการความรวดเร็วในการส่งออก โดยเส้นทาง R9 ใช้เวลาเพียง 2 – 3 วัน ซึ่งเร็วกว่าทางเรือที่ใช้เวลา 7 – 10 วัน แต่มีต้นทุนสูงกว่า 3.15 – 6.57 เท่า จึงจำเป็นต้องหาทางลดต้นทุน เช่น ลดค่ารถเปล่า ขากลับ แก้ไขข้อจำกัดของระบบขนส่ง และพัฒนาการขนส่งผ่านประเทศที่สาม (เช่น ลาวและเวียดนาม) เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทยไปยังจีนให้มากขึ้น พร้อมทั้งต้องพัฒนาเทคโนโลยีการแช่เย็น บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานคุณภาพสินค้าให้ดียิ่งขึ้นสถำนกำรณ์กำรส่งออก ผลไม้ไทยไปยังจีน


5 POLICY BRIEFอุปสรรคและข้อจ ำกัด มำตรกำร ระเบียบกำรค้ำ และกฎระเบียบกำรส่งออกผลไม้ไปจีน• การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนแม้จะได้รับประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ช่วยลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรเหลือ 0% แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญอุปสรรคด้านมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs) และกฎระเบียบเข้มงวดของจีน โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพ มาตรการกักกันโรคพืชและสัตว์ รวมถึงข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) ผู้ส่งออกจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารและกฎหมายการกักกันโรคของจีนอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างต่อเนื่อง• ปัจจุบัน ผลไม้ไทยที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าจีนมี13 ชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง กล้วย มะพร้าว และส้มโอ โดยต้องผ่านด่านที่จีนกำหนดไว้เท่านั้น ทั้งด่านบกและด่านรถไฟ เช่น โม่ฮาน โหย่วอี้กวน และผิงเสียง ขณะเดียวกัน ผลไม้สดจากไทยยังต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัย (Rattana-amornpirom, 2020) • สำหรับ ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นจุดผ่านแดนสำคัญของไทยที่เชื่อมต่อกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 และเข้าสู่จีนผ่านด่านโมฮาน-บ่อหานในเส้นทางคมนาคม R3A การขนส่งเส้นทางนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกผลไม้สดไปยังมณฑลยูนนานและต่อไปยังตลาด จีนตอนใน ด่านเชียงของจึงเป็นประตูการค้าที่สำคัญที่ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับเส้นทางอื่น แม้ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านข้อกำหนดกักกันโรคและกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด (UNESCAP, 2019).• แม้การลดภาษีนำเข้าภายใต้ FTA จะเอื้อประโยชน์ แต่การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนยังมีต้นทุนเพิ่มเติมจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 13% สำหรับผลไม้สด และ 17% สำหรับผลไม้แปรรูป รวมถึงข้อจำกัดจากมาตรการสุขอนามัย การตรวจสอบเข้มที่ด่านชายแดนและความล่าช้าในการขนส่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานของจีน ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ และการเพิ่มประสิทธิภาพด่านเชียงของให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่มีศักยภาพสูงขึ้นในอนาคต (KPMG, 2019; Reuters, 2024).กำรวิเครำะห์ SWOT ของพื้นที่เชียงของ• ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการเชื่อมโยงการค้าผลไม้กับประเทศจีน โดยใช้เส้นทางถนนสายเศรษฐกิจ R3A (เชียงของ – ห้วยทราย – บ่อหาน – คุนหมิง) เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งผลไม้สดจากไทยไปยังจีนตอนใต้ โดยเฉพาะเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าต่อไปยังมณฑลอื่น ๆ ของจีน ความสำคัญของเส้นทางนี้ยิ่งทวีขึ้นหลังการเปิดใช้ รถไฟจีน–ลาว ที่เชื่อมจากคุนหมิงผ่านบ่อเต็น –เวียงจันทน์ ระยะทาง 414 กิโลเมตร ภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ที่มุ่งผลักดันลาวจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (LandLocked) สู่ประเทศที่เชื่อมโยงภูมิภาค (LandLinked) เส้นทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนขนส่งลง ได้ราว 40 –50% และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าเกษตรและผลไม้ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีน และอาเซียนได้อย่างมีนัยสำคัญ


POLICY BRIEF 6• เชียงของมี จุดแข็ง (Strengths) ที่สำคัญ คือ การเป็นด่านทางบกที่มีประสบการณ์และความพร้อมในการดำเนินพิธีการศุลกากรมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟรางคู่เด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ และโครงการ Cross-Border E-Commerce ซึ่งจะช่วยเสริมให้เชียงของกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนสมัยใหม่ รองรับทั้งถนน – ราง – และการค้าดิจิทัล ขณะที่ โอกาส (Opportunities) มาจากการก่อสร้างทางด่วนบ่อเต็น–ห้วยทราย ที่จะลดเวลาขนส่งจากชายแดนลาว–จีนมายังเชียงของเหลือเพียง 3 ชั่วโมง และช่วยให้ไทยสามารถพัฒนา Multimodal Transport เชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่จีนได้อย่างยืดหยุ่นและทันสมัย• อย่างไรก็ตาม เชียงของก็ยังมี จุดอ่อน (Weaknesses) และ อุปสรรค (Threats) หลายประการ จุดอ่อนคือแหล่งผลิตผลไม้ส่งออกหลักของไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ เช่น จันทบุรี ระยอง และนครศรีธรรมราช ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ต้องขนส่งผลไม้จากระยะทางไกลมาที่เชียงของ ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เส้นทาง R3A ที่แม้จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ แต่ยังมีข้อจำกัดจากสภาพถนนที่คดเคี้ยวตามภูเขาและบางช่วงชำรุด รวมถึงอุปสรรคด้านนโยบายของลาวที่ยังคงบังคับให้เปลี่ยนหัวลากและคนขับรถเป็นของลาวที่ชายแดน เพิ่มต้นทุนและเวลาในการขนส่ง แม้ว่าจะมีมาตรการผ่อนคลายหลังโควิดแล้วก็ตาม• ดังนั้น บทบาทของเชียงของในฐานะ “ประตูการค้าผลไม้ไทยสู่จีน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์การค้าและการพัฒนาชาติ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟรางคู่และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าแบบ One Stop Service รวมถึงการเจรจาลดอุปสรรคโลจิสติกส์กับลาว จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเชียงของให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งผลไม้ไทยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต


7 POLICY BRIEF• การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ภาครัฐควรกำหนดแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผลักดันให้เชียงของเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน” โดยบูรณาการระบบถนน ราง และน้ำเข้าด้วยกัน การเร่งรัดโครงการรถไฟรางคู่เด่นชัย –เชียงราย – เชียงของ ควบคู่ไปกับการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงของ และการปรับปรุงเส้นทางถนนสาย R3A จะช่วยให้การขนส่งผลไม้ไทยมีความสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำลง นอกจากนี้ควรจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) และคลังสินค้าเย็น (Cold Storage) ในพื้นที่ เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด• ลดอุปสรรคทางการค้าและปรับปรุงขั้นตอนศุลกากร ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อลดอุปสรรคที่เกิดจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) โดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อน เช่น การตรวจสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Inspection) และการตรวจสอบสารตกค้างที่บางครั้งต้องตรวจทั้งในฝั่งไทยและซ้ำอีกครั้งที่ด่านนำเข้าของจีน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้นไทยควรผลักดันการทำความตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) ด้านมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อให้ผลการตรวจสอบจากไทยได้รับการยอมรับจากจีนโดยตรง นอกจากนี้ ยังควรผลักดันให้จีนขยายจำนวนด่านนำเข้าที่อนุญาตสำหรับผลไม้ไทย เพื่อลดความแออัดและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาด่านหลักเพียงไม่กี่แห่ง• เพิ่มขีดความสามารถด้านคุณภาพและโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ไทยจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพผลไม้และระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GAP (Good Agricultural Practices) และ GMP (Good Manufacturing Practices) เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งควรสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เช่น ศูนย์กระจายสินค้า ห้องเย็น และคลังสินค้าที่ทันสมัยในพื้นที่ใกล้ชายแดนและท่าเรือสำคัญ เพื่อให้ผลไม้สดสามารถส่งถึงผู้บริโภคจีนได้โดยยังคงคุณภาพดี นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบบรรจุภัณฑ์แบบ Modified Atmosphere Packaging (MAP) หรือการขนส่งแบบ Cold Chain เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ลดความเสียหาย และเพิ่มความมั่นใจแก่คู่ค้าจีน• สนับสนุนการแข่งขันด้านภาษีและการตลาด แม้ว่าไทยและจีนมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรตามความตกลง FTA แต่ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของจีนที่ผลไม้สดและผลไม้แปรรูปไทยยังต้องเผชิญในอัตรา 13–17% ซึ่งเป็นภาระต้นทุนที่สำคัญ ภาครัฐควรเร่งเจรจาเพื่อหามาตรการผ่อนคลาย เช่น การขยายสิทธิประโยชน์จากหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) หรือการผลักดันข้อตกลงใหม่เพื่อลดต้นทุนภาษี นอกจากนี้ ไทยยังควรเน้นการทำการตลาดเชิงรุกในประเทศจีน โดยเฉพาะการเจาะตลาดผ่าน E-commerce Cross-Border Platforms (USDA FAS, 2025) และการร่วมมือกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ในจีน เพื่อให้ผลไม้ไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นและหลากหลายขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้าง “แบรนด์ผลไม้ไทย” ที่สื่อถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และความสดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าในสายตาผู้บริโภคจีนข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย


กรมการค้าต่างประเทศ. (2566). สถิติกำรค้ำชำยแดนและกำรค้ำผ่ำนแดนของประเทศไทย. กองความร่วมมือการค้าและการลงทุน. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2566, จาก http://btsstat.dft.go.thกุสุมา สวนตะโก. (2559). กำรส่งออกผลไม้สดของประเทศไทยไปสำธำรณรัฐปร ะช ำชนจีน [ปริญญำนิพนธ์, มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์]. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.ช่อทิพย์ ศัลยพงษ์, วีระยุทธ บุญรอด, นพรัตน์ บัวหอม, ภูษณิศา ธานี, วิไลรัตน์ สิงห์แก้วฟู, สมพล ช่างบุ, กวีวัฒน์ จาวสุวรรณวงษ์, พิทวัฒน์ อ่อนทองหลาง, ปุณยนุช เพชรฤทธิ์, ชัยศักดิ์ รินเกลื่อน, ภิรมณ เจริญศรี, ชัยชนะ นุ่นเส้ง, & เฉลียว ผาบุญ. (2563). คู่มือกำรปฏิบัติงำนกำรตรวจสอบรับรองและกำรออกใบรับรองสุขอนำมัยพืชเพื่อส่งออกผลทุเรียนไปสำธำรณรัฐประชำชนจีน. กรมวิชาการเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร.ศิวริน เลิศภูษิต, พิทยา สุวคันธ์, & ธีรภัท ชัยพิพัฒน์. (2565). กำรศึกษำโอกำสและศักยภำพกำรส่งออกผลไม้ของประเทศไทยไปจีนผ่ำนด่ำนเชียงของจังหวัดเชียงรำย ภำยหลังกำรเปิดใช้เส้นทำงรถไฟคุนหมิง–เวียงจันทน์: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ.KPMG China. (2019, March 5). China tax alert — Issue 8: Reduction of VAT rates to 13%/9% [PDF]. https://assets.kpmg.com/content/dam/kpmg/cn/pdf/en/2019/03/china-tax-alert- 08.pdfManopiniwes, C. (2020). Unlocking Lao-China rail connectivity: From landlocked to land-linked. World Bank Group. https://coilink.org/20.500.12592/FrccchOEC. (2025, August 14). Tropical fruits in Thailand trade. OEC. https://oec.world/en/profile/bilateralproduct/tropical-fruits/reporter/thaRattana-amornpirom, O. (2020). The Impacts of ACFTA on Export of Thai Agricultural Products to China. Journal of ASEAN PLUS Studies, 1(1), 44–54. retrieved from https://so06.tcithaijo.org/index.php/aseanplus/article/view/242412United Nations ESCAP. (2019). The role of R3A road & digital platform to promote Thai agriculture productinto China market [PDF]. https://www.unescap.org/sites/default/files/24.%20The%20role%20of%20R3A%20road%20%26%20digital%20platform%20to%20promote%20Thai%20agriculture%20product%20into%20China%20market- CAMT%20digital%20school%20of%20Chiangmai%20University.pdfU.S. Department of Agriculture, Foreign Agricultural Service (Beijing ATO). (2025, February 7). Staying cool: How new cold chains provide opportunities for U.S. fresh products in China’s cross-border ecommerce (Report CH2025-0023). https://apps.fas.usda.gov/newgainapi/api/Report/DownloadReportByFileName?fileName=Staying+Cool++How+New+Cold+Chains+Provide+Opportunities+for+US+Fresh+Products+in+China%27s+Cross-border+e-commerce_Beijing+ATO_China+-+People%27s+Republic+of_CH2025-0023.pdfวิทยาลัยสหวิทยาการ ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-221-6111-20 ต่อ 4400โทรสาร 02-222-0153E-mail : [email protected]เอกสำรอ้ำงอิงPOLICY BRIEF 8


Click to View FlipBook Version