The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการปรับตัวของครัวเรือนเปราะบางและพลวัตด้านเด็กและครอบครัวในสังคมไทย บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แนวทางการปรับตัวของครัวเรือนเปราะบางและพลวัตด้านเด็กและครอบครัวในสังคมไทย บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19

แนวทางการปรับตัวของครัวเรือนเปราะบางและพลวัตด้านเด็กและครอบครัวในสังคมไทย บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19

1 POLICY BRIEFสรุปและเรียบเรียงโครงการวิจัยเรื่อง “พลวัตครอบครัวนสังคมไทย ในสถานการณ์โควิด–19: การปรับตัวของครัวเรือนเปราะบาง และข้อเสันอเชิงนโยบายด้านเด็กและครอบครัว.” (2565) ของ รศ.ดร.สร้อยมาศ รุ่งมณี ,ผศ.ดร.วาสนา ละอองปลิว และ ดร.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากโครงการศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนัญญ์ เมฆหมอก และ นางสาวเยาววัลยา อ่อนโพธิ์ทองประเด็นส ำคัญ• ในปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนเดี่ยว ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครัวเรือนแหว่งกลางที่ผู้สูงอายุดูแลหลานแทนพ่อแม่ที่ย้ายถิ่นเพื่อทำงาน ส่งผลให้เด็กจำนวนมากขาดการดูแลจากพ่อแม่โดยตรง และเผชิญความเสี่ยงด้านพัฒนาการและโอกาสทางการศึกษา ขณะเดียวกัน ครอบครัวแรงงานข้ามชาติและกลุ่ม LAT (Living Apart Together) ก็สะท้อนถึงความหลากหลายของครอบครัวยุคใหม่ที่รัฐยังไม่รองรับอย่างเพียงพอ • การแพร่ระบาดโควิด-19 ยิ่งเพิ่มความเปราะบางของครัวเรือนในมิติเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ และการเข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะครัวเรือนแหว่งกลางที่ปู่ย่าตายายต้องดูแลหลานแทนพ่อแม่ที่ย้ายถิ่นทำงาน ซึ่งขาดการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และรัฐอย่างเพียงพอ จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์นโยบายที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมตามความเป็นจริงของครอบครัวยุคใหม่• ในขณะที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิรักษาพยาบาล การศึกษา และขาดหลักประกันทางสังคม จึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง แม้ครอบครัวพยายามดูแลกันเอง แต่ยังขาดกลไกรองรับจากรัฐอย่างครบถ้วน ความเปราะบางนี้สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนานโยบายสวัสดิการและโครงสร้างสนับสนุนที่ตอบโจทย์และยั่งยืนในแต่ละพื้นที่• ครอบครัวที่เผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมมักขาดระบบสนับสนุนที่เพียงพอ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่ถูกจำกัดสิทธิและสถานะทางกฎหมาย ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานได้ไม่เท่าเทียม ปัญหาครอบครัวแหว่งกลางสะท้อนความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางเชิงนโยบาย การขยายกรอบนิยาม “ครอบครัว” ให้ยืดหยุ่นและครอบคลุมจึงจำเป็น เพื่อรองรับความเป็นจริงในสังคมร่วมสมัยอย่างมีมนุษยธรรมและประสิทธิภาพ• ครอบครัวเปราะบางคือครัวเรือนที่มีสมาชิกเผชิญความเปราะบางทางกาย จิตใจ หรือเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และแรงงานข้ามชาติที่เข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้ยาก แม้มาตรการรัฐมีแต่ยังไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับต้นทุนชีวิตจริง ความเปราะบางเหล่านี้ส่งผลข้ามรุ่นหากไม่มีการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นระบบ• ครัวเรือนเปราะบางเผชิญความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ ร่างกาย จิตใจ และครอบครัว แต่ระบบสวัสดิการยังรวมศูนย์ ขาดการเชื่อมโยงและบริการครบวงจร ทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือยากลำบาก อปท. มีบทบาทจำกัดและขาดทรัพยากร จึงควรกระจายอำนาจและเสริมศักยภาพเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกมากขึ้น• ภาครัฐควรกระจายภารกิจดูแลกลุ่มเปราะบางสู่ อปท. เพื่อดำเนินงานเชิงรุกและขยายระบบสวัสดิการครอบคลุมครอบครัวทุกรูปแบบ พร้อมจัดตั้ง “คณะทำงานเพื่อพัฒนาเด็กของชุมชน” ร่วมกับผู้นำ ครู และนักสังคมสงเคราะห์ โดยสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรเชี่ยวชาญ พร้อมมีกลไกดูแลเด็กเปราะบางอย่างยั่งยืน และพัฒนานโยบายรองรับครอบครัวหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมระยะยาว• นอกจากนี้รัฐจำเป็นต้องพัฒนานโยบายที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับรองและสนับสนุนรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันทางกายภาพ (Living Apart Together) ซึ่งกำลังเป็นรูปแบบที่พบได้มากขึ้น การมีกฎหมายและมาตรการสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของชีวิตครอบครัวเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเปราะบาง แต่ยังเป็นการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมและสร้างความเท่าเทียมอย่างยั่งยืนในระยะยาว


POLICY BRIEF 2สถำนกำรณ์และควำมท้ำทำยในปัจจุบัน• ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานทางสังคมที่มีหน่วยเล็กที่สุด โดยตามนิยามของราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ครอบครัวที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา และรวมถึงลูกด้วย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2530 – 2556 โดยครอบครัวคนเดียวเพิ่มขึ้นจาก8.8% เป็น 20.5% ขณะที่ครอบครัวเดี่ยวลดลงจาก 66.7% เหลือ 49.9% สะท้อนถึงความหลากหลายของรูปแบบครอบครัวไทยในปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกับนิยามดั้งเดิม ซึ่งอาจเป็นครอบครัวคู่ที่ไม่มีบุตร ครอบครัวเดี่ยวแบบพ่อแม่ลูก ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวกับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงพลวัตของสังคมไทยที่ต้องการการทำความเข้าใจและปรับตัวต่อความหลากหลายของครอบครัวยุคใหม่• จากสถิติที่กล่าวมา พบว่าอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโครงสร้างครอบครัวไทยคือ การเพิ่มขึ้นของครัว เรือนข้ามรุ่นหรือครัวเรือนแหว่งกลาง ซึ่งสมาชิกหลักประกอบด้วยปู่ย่าตายายและหลาน โดยไม่มีพ่อแม่อยู่ร่วมด้วย โดยในปี 2552 คาดว่ามีถึง 2.1% ของครัวเรือนไทย หรือราว 1.4 ล้านครัวเรือนที่อยู่ในลักษณะนี้ ส่งผลให้เด็กไทยราว 21% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ สาเหตุสำคัญมาจากการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงานของพ่อแม่ จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ \"Living Apart Together\" (LAT) หรือการแยกกันอยู่ในครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีอัตราการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นจนทำให้ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้น • ครอบครัวลักษณะใหม่นี้แตกต่างจากแนวคิดดั้งเดิมที่รัฐเคยใช้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์บริบทสังคมในปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้สูงวัยที่ต้องดูแลหลานในครัวเรือนแหว่งกลาง มักมีภาระมากขึ้นทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บางรายยังต้องทำงานเพื่อหารายได้เพิ่มเติม ขณะที่เด็กที่เติบโตในลักษณะครอบครัวนี้มักมีพัฒนาการล่าช้า ภาวะโภชนาการต่ำ ผลการเรียนถดถอย และความรู้สึกเป็นสุขต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในเชิงนโยบาย • แม้ว่าการย้ายถิ่นของพ่อแม่อาจนำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้นและลดความเครียดของผู้ดูแลในบางกรณี แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเด็กในหลายด้าน ทั้งโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่ำกว่าเด็กที่เติบโตกับพ่อแม่ แม้ว่าครัวเรือนเหล่านี้อาจได้รับเงินส่งกลับมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีการย้ายถิ่นก็ตาม จากการศึกษาพบว่าความหลากหลายและซับซ้อนของรูปแบบครอบครัวในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับนิยามแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวเปราะบาง เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวข้ามรุ่น/แหว่งกลาง และครอบครัวแรงงานข้ามชาติ ซึ่งลักษณะเหล่านี้อาจเกิดขึ้นชั่วคราวจากการย้ายถิ่นหรือการแยกกันอยู่ การศึกษาจะเน้นวิเคราะห์วิธีที่ครัวเรือนเหล่านี้รับมือกับความท้าทายในการดูแลสมาชิกและการอยู่ร่วมกัน รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนจากภายนอก • การเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์จริงของครอบครัวเหล่านี้จะช่วยสะท้อนภาพครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปและนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมและตอบรับกับความหลากหลายของโครงสร้างครอบครัวในสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะการพิจารณาพลวัต ความเสี่ยง และการปรับตัวของครัวเรือนทั้งก่อนและหลังการระบาดของโควิด-19 โดยชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานย้ายถิ่นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยทำงานในเมืองหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อเผชิญกับภาวะถูกเลิกจ้างหรือพักงานจำนวนมาก ทำให้ต้องเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาในพื้นที่ชนบทหรือภาคเกษตร เช่นในช่วงต้นปี 2563 มีแรงงานย้ายถิ่นกลับบ้านมากถึง 2 ล้านคน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของแรงงานย้ายถิ่นและผลกระทบต่อครัวเรือน ทั้งในด้านโครงสร้าง ความสัมพันธ์ในครอบครัวความเสี่ยงในการดำรงชีวิต การดูแลกันภายในบ้าน การอยู่ร่วมกัน และความสามารถในการเข้าถึงสวัสดิการรัฐหรือทรัพยากรที่จำเป็น ซึ่งล้วนเป็นมิติสำคัญที่ครัวเรือนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในช่วงวิกฤต


สถำนกำรณ์ควำมเปรำะบำงของครัวเรือนไทย• จากการศึกษาครอบครัวในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวมีความเหมือนและแตกต่างกันไปตามบริบทที่เฉพาะตัว กรณีแรก บ้านนาจาง ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก พบความเปราะบางอย่างน้อย 5 ประเภทที่ทับซ้อนกัน เช่น โรคเรื้อรัง ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแล และปัญหาครอบครัวแตกแยก ส่งผลให้ภาระการดูแลตกอยู่กับปู่ย่าตายายซึ่งบางรายก็มีสุขภาพไม่พร้อม ความเปราะบางเหล่านี้สร้างภาระทางกายภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แม้ว่าสมาชิกครอบครัวจะมีสิทธิได้รับบริการรักษาพยาบาลแต่ก็ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึง นอกจากนี้ การเข้าเรียนและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กในครอบครัวเปราะบางยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือปัญหาสุขภาพจิต ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนถึงโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการย้ายถิ่นของวัยแรงงานและครอบครัวแหว่งกลาง ทำให้การดูแลและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัวยากขึ้น จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านสวัสดิการและการศึกษาจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง• สำหรับชุมชนบ้านนาสนุกและบ้านสว่าง พบว่าแม้ชุมชนเกษตรกรรมจะยังคงมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติและความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่แนวโน้มความสัมพันธ์แบบปัจเจกมีเพิ่มขึ้น ความเป็นชุมชนยังแสดงจุดแข็งในการช่วยเหลือกันเมื่อเกิดวิกฤติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกินความสามารถในการจัดการของชุมชน เช่น ยาเสพติด ทุพพลภาพ และสวัสดิการผู้สูงอายุ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในส่วนของเด็กในครอบครัวเปราะบาง พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยครัวเรือนที่พอมีศักยภาพมักส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและพร้อมกว่าทั้งที่มีค่าใช้จ่ายและภาระการเดินทางเพิ่มขึ้น ชุมชนจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่ครอบคลุม เพื่อให้เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพียงพอ นอกเหนือจากสวัสดิการทางการเงินที่รัฐจัดสรรให้แล้ว• ครอบครัวในพื้นที่บ้านหัวทุ่ง จังหวัดลำปาง เป็นชุมชนชนบทที่มีประวัติการย้ายถิ่นทำงานของสมาชิก มายาวนานกว่า 30 ปี โดยส่วนใหญ่ครอบครัวประกอบด้วยคนรุ่นปู่ย่าตายายและหลาน เนื่องจากพ่อแม่มักย้ายถิ่นหรือหย่าร้าง ส่งผลให้เด็กหลายคนอยู่ในความดูแลของตายายหรือญาติ ความเปราะบางในครอบครัวทับซ้อนทั้งเรื่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การพึ่งพิงผู้สูงอายุในฐานะผู้ดูแล การมีสมาชิกป่วยเรื้อรัง พิการ หรือมีปัญหาติดการพนัน ภาระการดูแลจึงตกอยู่กับผู้สูงอายุที่ตัวเองก็เปราะบางและขาดการสนับสนุนเพียงพอ การดูแลกลุ่มเปราะบางแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ การดูแลโดยครอบครัวและเครือญาติ ที่มีข้อจำกัดด้านศักยภาพ การดูแลจากชุมชนที่มีความเข้มแข็งลดลง การดูแลผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ยังขาดบุคลากรและงบประมาณเพียงพอ และการดูแลผ่านกลไกราชการส่วนภูมิภาค โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านเงินสงเคราะห์ แต่การช่วยเหลือในรูปแบบนี้ยังไม่เพียงพอและมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ นอกจากนี้ โรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่มีบทบาทในการดูแลเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม โดยร่วมมือกับผู้ปกครองและหน่วยงานการศึกษา แต่ยังขาดมาตรการติดตามและส่งต่อข้อมูลเด็ก ไปยังระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ส่งผลให้การดูแลเด็กขาดความต่อเนื่อง3 POLICY BRIEF


พลวัตของครอบครัวในสังคมไทย • พลวัตของครอบครัวในสังคมไทยสะท้อนถึงความซับซ้อนและความเปลี่ยนแปลงตามบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฏจักรชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวเปราะบางทั้งไทยและแรงงานข้ามชาติ พบว่าครอบครัวไม่ได้มีรูปแบบตายตัว เช่น ครอบครัวเดี่ยว ขยาย แหว่งกลาง หรือพ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยว แต่กลับมีลักษณะซ้อนทับและเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เช่น ครอบครัวที่เคยเป็นครอบครัวสมบูรณ์อาจกลายเป็นครอบครัวแหว่งกลางจากการหย่าร้าง หรือครอบครัวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดหรือการแต่งงานแต่มีความผูกพันจากการเลี้ยงดูระยะยาว ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าความหมายของคำว่า \"ครอบครัว\" ในปัจจุบันมีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น• ครอบครัวแหว่งกลางในบริบทสังคม ไทยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ไม่เพียงเฉพาะจากการย้ายถิ่นทำงานของพ่อแม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงการหย่าร้าง ปัญหาครอบครัว เช่น การติดยา การถูกจองจำ การมีลูกเมื่อยังไม่พร้อม หรือการทิ้งลูกไว้กับปู่ย่าตายายตั้งแต่เกิด โดยลักษณะของครอบครัวแหว่งกลางมีความพลวัตสูงเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาและสถานการณ์ เช่น จากครอบครัว 3 รุ่นกลายเป็นแหว่งกลางหลังการย้ายถิ่น หรือในทางกลับกันหลังพ่อแม่กลับคืนถิ่น สภาพแหว่งกลางอาจสิ้นสุดลง แต่ก็อาจกลับมาเกิดซ้ำได้หากปัญหาเศรษฐกิจยังคงอยู่ งานภาคสนามในจังหวัดพิษณุโลก อุดรธานี และลำปาง พบรูปแบบการแหว่งกลางทั้งแบบชั่วคราวและเกือบถาวร โดยครอบครัวที่พ่อแม่เพียงย้ายถิ่นและยังคงรักษาความสัมพันธ์ มักมีรูปแบบการดูแลที่ดีกว่าครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างและขาดการติดต่อกับลูก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของญาติฝ่ายแม่ ขณะเดียวกัน บางกรณีพบว่าปู่ย่าตายายสามารถดูแลหลานได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังมีเครือญาติคอยเกื้อหนุน แม้ไม่สามารถพึ่งพาได้ในทุกด้านก็ตาม• ในกรณีของแรงงานข้ามชาติ เช่น ในจังหวัดเชียงรายและแม่สอด พบว่าครอบครัวแหว่งกลางไม่ได้ปรากฏเด่นชัดนัก เนื่องจากหลายครอบครัวอาศัยอยู่รวมกันในประเทศไทยแบบพร้อมหน้าพร้อมตา อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีที่พ่อแม่ส่งลูกกลับเมียนมาเพื่อให้ได้รับPOLICY BRIEF 4การศึกษา หรือฝากเลี้ยงไว้กับญาติ เนื่องจากสภาพงานในไทยไม่เอื้อให้ดูแลลูกได้เอง ส่งผลให้เกิดสภาวะแหว่งกลางที่ต้นทาง เช่นเดียวกับครอบครัวของหญิงคนหนึ่งที่ทำงานเป็นแม่บ้านในกรุงเทพฯ และฝากลูกไว้กับยายที่เมียนมา ภาวะแหว่งกลางเหล่านี้สะท้อนว่าความหมายของครอบครัวไม่ได้จำกัดเพียงการอยู่ร่วมกันทางกายภาพ หากแต่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ การดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง งานวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่าครอบครัวแหว่งกลางไม่ใช่เพียงภาวะชั่วคราวหรือถาวรของการขาดสมาชิกบางรุ่น หากแต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจที่จำเป็นต้องมีกลไกรองรับอย่างเป็นระบบ• ครอบครัวไม่สมบูรณ์ในบริบทของงานวิจัยนี้ หมายถึงครอบครัวที่ไม่เป็นไปตามนิยามปกติของคำว่าครอบครัว เช่น ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือโครงสร้างไม่ชัดเจน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์และดูแลกันในลักษณะของครอบครัว ปัญหาหลักที่พบในทุกพื้นที่วิจัยมักเริ่มจากการหย่าร้างหรือเลิกราของพ่อแม่ โดยพบรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เช่น เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยเพื่อนบ้าน ญาติห่าง ๆ หรือบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด เช่น ครอบครัวที่รับเลี้ยงเด็กแทนพ่อแม่ที่ติดคดียาเสพติด หรือกรณีที่เด็กเกิดจากเพื่อนของลูกสาวซึ่งเป็นทอมบอยและถูกทิ้งไว้ให้เลี้ยงดูตั้งแต่แบเบาะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเหล่านี้อาจไม่อิงสายเลือด แต่เกิดจากความเมตตา ความผูกพัน หรือหน้าที่ที่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อกัน• ในกลุ่มครอบครัวแรงงานข้ามชาติ ยังพบความซับซ้อนในโครงสร้างครอบครัวจากการย้ายถิ่นข้ามพรมแดน เช่น ปู่ย่าตายายอยู่ที่เมียนมา ขณะที่พ่อแม่และลูกอยู่ที่ไทย เด็กบางคนมีแม่คนเดียวแต่พ่อหลายคน หรือเด็กต้องอยู่กับญาติคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในครัวเดียวกัน กรณีที่เด็กวัยรุ่นต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวเนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตหรือขาดความสามารถในการดูแล ยังพบในบางครอบครัว ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างครอบครัวมีความยืดหยุ่น แตกต่างจากนิยามดั้งเดิม และไม่สามารถจัดประเภทได้ชัดเจนว่าเป็นครอบครัวเดี่ยวหรือขยายในแบบทั่วไป


ครอบครัวและกำรอยู่กับควำมเปรำะบำง • ครอบครัวเปราะบางในบริบทของการศึกษาครั้งนี้ หมายถึงครัวเรือนที่มีสมาชิกซึ่งประสบความเปราะบางทางร่างกาย จิตใจ หรือสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ เช่น ผู้พิการแต่กำเนิด ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่ มีปัญหาทางจิต กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไร้รัฐ ผู้ต้องขัง หรือผู้ มีความหลากหลายทางเพศที่มักถูกเลือกปฏิบัติและเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม แม้ชุมชนส่วนใหญ่จะมีศักยภาพในการดูแลสมาชิกกลุ่มนี้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อต้องเผชิญกับความเปราะบางในหลายมิติพร้อมกัน ก็อาจทำให้ความสามารถในการดูแลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อความเปราะบางเกิดขึ้นกับกลุ่มที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เช่น เด็ก, ผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ และยังมีความซับซ้อนทับซ้อนกัน (intersectionality) เช่น เด็กผู้หญิงที่เป็นออทิสติก ผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางจิต หรือแม่ที่ติดยาเสพติดและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้เอง ลักษณะเหล่านี้ส่งผลให้ไม่เพียงแต่ครอบครัวจะขาดศักยภาพในการดูแล แต่ชุมชนเองก็อาจไม่สามารถจัดการหรือให้ความช่วยเหลือได้อย่างเพียงพอ จนบางกรณีกลายเป็นภาระทางสังคมที่ต้องการการดูแลจากภาครัฐหรือองค์กรภายนอกอย่างเร่งด่วน• ก่อนการระบาดของโควิด-19 ครอบครัวเปราะบางจำนวนมากก็เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการดูแลอยู่แล้ว แต่สถานการณ์หลังโควิด-19 ได้ซ้ำเติมให้ครอบครัวเหล่านี้เผชิญความยากลำบากมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องรายได้ การเรียนรู้ของเด็ก การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการดูแลสมาชิกครอบครัวที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กพิเศษ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หลายครอบครัวมีลักษณะเปราะบางทับซ้อน เช่น ปู่ย่าที่แก่ชราต้องดูแลหลานที่พ่อแม่หย่าร้าง เด็กที่มีปัญหาการพัฒนาอาศัยอยู่กับผู้ดูแลที่มีโรคประจำตัว หรือครอบครัวที่มีเพียงคนเดียวทำงานหาเลี้ยงหลายชีวิต5 POLICY BRIEF• มาตรการช่วยเหลือของรัฐ เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด คนพิการ และด้านการศึกษา ยังไม่เพียงพอต่อความเป็นจริงของชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะการละเลยต้นทุนเล็ก ๆ ที่สะสม เช่น ค่าเดินทาง ค่าชุดนักเรียน และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ครอบครัวแรงงาน ข้ามชาติในพื้นที่เปราะบางอย่างแม่สอดและเชียงราย เผชิญความยากลำบากมากขึ้นจากการไม่มีสถานะ ทางกฎหมาย ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น การรักษาพยาบาลหรือค่าชดเชยเมื่อเจ็บป่วยหรือต้องพิการ แม้จะทำงานและมีลูกหลานเติบโตในไทยมาหลายสิบปี การเป็นแรงงานนอกระบบไร้หลักประกันยังซ้ำเติมภาระให้ครอบครัวเมื่อเกิดวิกฤต ขณะที่ เครือญาติหรือชุมชนที่ช่วยกันเองก็มีข้อจำกัด งานวิจัยยืนยันว่า การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม โดยเฉพาะการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ การสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว และการเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษาอย่างเท่าเทียม รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมต่อแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตในไทยได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมั่นคงในระยะยาว• ครัวเรือนในพื้นที่ศึกษาทั้งจังหวัดอุดรธานี ลำปาง และพิษณุโลก เผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่มีอัตราการพึ่งพิงสูงและประสบปัญหาหนี้สินสะสมอย่างต่อเนื่อง จังหวัดลำปางมีความยากจนสูงสุด ครอบครัวส่วนใหญ่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่แรงงานข้ามชาติในเชียงรายและแม่สอดก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน รายได้เฉลี่ยต่ำมากและหนี้สินส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมในชุมชน การพึ่งพิงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนกลุ่มนี้ทำให้โอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจมีอยู่อย่างจำกัด


• งานศึกษาชี้ให้เห็นว่าความยากจนและความเปราะบางเหล่านี้ส่งผลกระทบข้ามรุ่น แม้ว่าครอบครัวจะสามารถส่งบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ แต่สมาชิกในรุ่นก่อนหน้ายังคงมีระดับการศึกษาต่ำ ทำให้อาชีพและรายได้มีข้อจำกัด ส่วนกลุ่มที่มีการศึกษาสูงขึ้นก็ยังไม่สามารถสะสมทุนและก้าวหน้าในสังคมได้มากนัก การอยู่รอดของครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับการพึ่งพิงการสนับสนุนจากคนรุ่นพ่อแม่และรายได้จากแรงงานต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เด็กในครอบครัวเปราะบางยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวมีปัญหาสุขภาพหรือพ่อแม่หย่าร้าง การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องมองในมิติของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมสำหรับคนรุ่นพ่อแม่ เพื่อป้องกันการส่งต่อความเปราะบางข้ามรุ่นอย่างยั่งยืนPOLICY BRIEF 6แนวทำงกำรปรับตัวของครัวเรือน ภำยใต้สถำนกำรณ์วิกฤต• จากงานวิจัยพบว่าครัวเรือนเปราะบางในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงความเปราะบางทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาทางร่างกาย จิตใจ และครอบครัวที่ซับซ้อนและทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม ระบบสวัสดิการในปัจจุบันยังมีลักษณะรวมศูนย์ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และไม่มีระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (onestop service) ทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มักมีบทบาทจำกัดเพียงการเก็บข้อมูลและส่งต่อเรื่อง ขณะที่ยังขาดงบประมาณและบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เช่น นักสังคมสงเคราะห์ ส่งผลให้การช่วยเหลือมักอยู่ในรูปแบบการสงเคราะห์มากกว่าการป้องกัน แม้จะมีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในระดับชุมชน แต่การนำข้อมูลไปใช้ยังเป็นเชิงรับและแยกส่วนตามหน่วยงานต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจและงบประมาณมายัง อปท. อย่างจริงจัง พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจและเสริมศักยภาพให้ อปท. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลกลุ่มเปราะบางในเชิงรุก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจบริบทในพื้นที่ดีที่สุด• แม้ประเทศไทยมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ระบบสวัสดิการยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นไป ซึ่งพบความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน โรงเรียนขนาดใหญ่ได้รับการสนับสนุนมากกว่า ทั้งในด้านครู บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ครอบครัวที่มีรายได้สามารถเลือกโรงเรียนได้ดีกว่า ในขณะที่ครัวเรือนเปราะบางไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากนี้ เด็กในครอบครัวเปราะบางจำนวนหนึ่งยังเผชิญกับปัญหายาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว หรือปัญหาการเรียนรู้และพัฒนาการถดถอย โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนออนไลน์ของเด็กอย่างมาก ครอบครัวเปราะบางที่มีการศึกษาต่ำและขาดแคลนทรัพยากรมักไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเพียงพอ การให้ความช่วยเหลือจากรัฐมักเป็นเพียงเงินแบบให้เปล่าชั่วคราว ไม่ได้ส่งเสริมการแก้ปัญหาในระยะยาว งานวิจัยจึงเสนอให้กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา และสามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้ดีกว่า พร้อมทั้งบูรณาการการแก้ปัญหาเด็กกับการพัฒนาเศรษฐกิจของครัวเรือนควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงที่แท้จริงในระยะยาว• แนวทางการแก้ไขปัญหาสำคัญก็คือ การจัดตั้งกลไกการดูแลเด็กในระดับชุมชนในรูปแบบ “คณะทำงานเพื่อพัฒนาเด็กของชุมชน” ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน ตัวแทนชุมชน ครู และนักสังคมสงเคราะห์หรือนักพัฒนาชุมชนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคณะทำงานนี้จะทำงานร่วมกับครอบครัวของเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น เด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม ทั้งในรูปแบบการร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัว และการทำงานเชิงรุกเมื่อพบเด็กในภาวะเสี่ยง แม้ครอบครัวจะไม่ได้ร้องขอ เช่น กรณีเด็กที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในครอบครัว กลไกนี้เน้นว่าการดูแลเด็กไม่ควรเป็นภาระของครอบครัวและชุมชนเพียงลำพัง แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักโภชนาการ เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้การดูแลเด็กครอบคลุมทั้งด้านร่างกายจิตใจ และพัฒนาการ ส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างสมวัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี


• นอกจากนี้ ครัวเรือนแรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังคงถูกกันออกจากการเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐาน แม้กฎหมายแรงงานไทยจะรองรับสิทธิของแรงงานที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎห มาย เช่น ประกันสังคม แต่ในทางปฏิบัติแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิตามที่ควรได้รับ เนื่องจากความซับซ้อนของระบบ การพึ่งพานายจ้างในการต่ออายุเอกสาร หรือสถานะที่เปลี่ยนแปลง เช่น ว่างงาน ทำให้ขาดการคุ้มครอง บางครอบครัวต้องส่งสมาชิกกลับประเทศเมื่อเผชิญค่ารักษาพยาบาลสูง และลูกหลานแม้เกิดในไทยก็ยังเข้าไม่ถึงการศึกษาฟรีอย่างแท้จริงเพราะไม่มีเอกสารยืนยันสถานะ สะท้อนถึงข้อจำกัดของนโยบายที่เน้นการควบคุมมากกว่าการคุ้มครอง ดังนั้น รัฐควรจะต้องทำการปรับปรุงระบบการจ้างงานให้เข้าถึงง่าย เช่น การต่ออายุออนไลน์ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และพัฒนา Big Data เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งเจรจาระหว่างประเทศและประสานความร่วมมือกับองค์กรมนุษยธรรมเพื่อรับมือกับผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานไร้เอกสารและลูกหลานที่เข้าไม่ถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย• รัฐควรจัดตั้งและส่งเสริม “คณะทำงานเพื่อพัฒนาเด็กของชุมชน” ในระดับพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชน ตัวแทนประชาชน ครู และนักสังคมสงเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญจาก อปท. ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อดูแลเด็กและครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมถึงทำงานเชิงรุกกับครอบครัวที่มีความเสี่ยง แม้จะยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือก็ตาม รัฐต้องสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายชุมชนและองค์กรท้องถิ่นให้มีบทบาทในการดูแลครอบครัวเปราะบางอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและส่งเสริมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้สามารถทำงานในพื้นที่ได้จริง กลไกเหล่านี้จะช่วยสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน• รัฐควรกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลักภาระให้ครอบครัวหรือชุมชนแบกรับเพียงลำพัง เพื่อให้เด็กทุกคนมีพัฒนาการที่สมวัยและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่ นโยบายต้องรับรองสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อครอบครัวแรงงานข้ามชาติหรือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกล รัฐควรสนับสนุนการจัดอบรมและเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ดูแลในครอบครัว เช่นปู่ย่าตายาย ที่ต้องรับบทบาทแทนพ่อแม่ พร้อมออกมาตรการช่วยลดภาระและสร้างหลักประกันในการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีศักยภาพและเท่าเทียม• รัฐจำเป็นต้องพัฒนานโยบายที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับรองและสนับสนุนรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันทางกายภาพ (Living Apart Together) ซึ่งกำลังเป็นรูปแบบที่พบได้มากขึ้น การมีกฎหมายและมาตรการสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของชีวิตครอบครัวเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเปราะบาง แต่ยังเป็นการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมและสร้างความเท่าเทียมอย่างยั่งยืนในระยะยาว• ภาครัฐควรกระจายภารกิจในการดูแลกลุ่มเปราะบางไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ เนื่องจากมีความใกล้ชิดและเข้าใจบริบทพื้นที่มากกว่าระดับส่วนกลาง พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทเชิงรุกของ อปท. ในการดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งปรับปรุงและขยายระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมครอบครัวทุกรูปแบบ ทั้งครอบครัวแหว่งกลาง ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครอบครัวแรงงานข้ามชาติที่มักถูกมองข้ามในระบบปัจจุบัน การกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมในระดับชุมชนและสังคมโดยรวม7 POLICY BRIEF


สร้อยมาศ รุ่งมณี และคณะ. (2565). พลวัตครอบครัวในสังคมไทย ในสถำนกำรณ์โควิด–19: กำรปรับตัวของครัวเรือน เปรำะบำงและข้อเสนอเชิงนโยบำยด้ำนเด็กและครอบครัว. รายงานวิจัยเสนอต่อโครงการศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)วิทยาลัยสหวิทยาการ ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-221-6111-20 ต่อ 4400โทรสาร 02-222-0153E-mail : [email protected]เอกสำรอ้ำงอิงPOLICY BRIEF 8


Click to View FlipBook Version