The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการการยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แนวทางการการยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

แนวทางการการยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

• ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG12)โดยส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบผ่านเกษตรกรรมอินทรีย์ซึ่งเน้นความปลอดภัยและสมดุลของระบบนิเวศ โดยพบว่าพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงในจังหวัดลำปางที่มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมโดยกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ลำปาง แม้มีความก้าวหน้า แต่การผลิตและบริโภคเกษตรอินทรีย์ยังคงต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทุน ความรู้ การตลาด และผลกระทบจากสภาพอากาศ • การส่งเสริมการรวมกลุ่มและการแปรรูปเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดลำปางผ่านการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปสินค้า มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชนในทุกกระบวนการ เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและการตลาดอย่างยั่งยืน โดยมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 4 ชนิดที่ตอบโจทย์ความพร้อมและการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม • การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน จะต้องมุ่งเน้นการส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นกระบวนการพัฒนา เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและเสริมสร้างศักยภาพการแปรรูปอย่างครบวงจร ทั้งด้านการบริหารจัดการผลผลิต การคัดเลือกวัตถุดิบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายช่องทางตลาด • โดยบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่าย PGS และภาคีในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สู่ อย. หรือมาตรฐานส่งออก พร้อมส่งเสริมให้กลุ่มสามารถพึ่งพาตนเองได้หลังสิ้นสุดโครงการ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จะถูกนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง1 POLICY BRIEFสรุปและเรียบเรียงโครงการวิจัยเรื่อง “การยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดลําปาง ให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน” (2566) ของ ผศ.ดร.ยิ่งลักษณ์ กาญจนฤกษ์ และคณะ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลําปาง ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนัญญ์ เมฆหมอก และ นางสาวเยาววัลยา อ่อนโพธิ์ทองประเด็นส ำคัญ• ในด้านการพัฒนาต้นแบบทางธุรกิจของสินค้าเกษตรอินทรีย์จะต้องมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานอินทรีย์ ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้คุณภาพ เช่น กาแฟพริกไทยดำ เจลกล้วยพลังงาน มัลเบอร์รี่แผ่นสามรส และผักผลไม้ทอดกรอบ โดยมีการร่วมมือกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน GHP และ HACCP รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผ่านการรับรอง อย. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค • สิ่งที่ภาครัฐจะต้องพิจารณาส่งเสริมด้วยการผลักดันเป็นนโยบาย จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับชุมชน รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดระบบแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานในระดับชุมชนผ่านการจัดตั้งศูนย์แปรรูปร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบคลัสเตอร์ เพื่อให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และมาตรฐานสำคัญ เช่น GHP, HACCP รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณในการขอ อย., มผช. และการตรวจสารตกค้าง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความปลอดภัยของสินค้า • ทั้งนี้ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านศูนย์เรียนรู้ร่วมกับสถาบันการศึกษาและวิทยากรชุมชน เพื่อสร้างการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Learning Loop) ที่สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว รวมถึงการขับเคลื่อนระบบตลาดเฉพาะและการบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยท้องถิ่นควรผลักดันตลาดเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูปควบคู่กับ การพัฒนาช่องทางจำหน่ายแบบ Online-to-Offline (O2O) เช่น e-marketplace และตลาดสีเขียว พร้อมทั้งอบรมความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดการธุรกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน • นอกจากนี้ยังควรยกระดับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นหน่วยขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามเป้าหมาย SDG โดยบูรณาการการวางแผน การจัดสรรงบประมาณ และการบริหารจัดการข้อมูลกลาง เพื่อเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาดอย่างครบวงจรในระดับพื้นที่


POLICY BRIEF 2• เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 12 ว่าด้วยการผลิตและบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อันเนื่องมาจากความกังวลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายนี้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง การแปรรูปและการตลาด ไปจนถึงการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติอย่างเป็นรูปธรรม• เกษตรอินทรีย์ถือเป็นรูปแบบการผลิตที่มีความรับผิดชอบและส่งเสริมความยั่งยืน โดยเน้นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความปลอดภัยของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ในประเทศไทย พื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 284,918.44 ไร่ในปี 2558 เป็น 1,515,132 ไร่ในปี 2564 สะท้อนถึงความตื่นตัวในภาคการเกษตร รวมถึงจังหวัดลำปางที่มีการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ลำปาง ซึ่งเริ่มก่อตั้งในปี 2560 ด้วยความร่วมมือของมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 150 คน และมีผู้ผ่านการรับรองเกษตรอินทรีย์ 102 ราย (ปี 2564) กลุ่มนี้ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เช่น น้ำเสาวรส ผลไม้ทอด ลูกอมเสาวรส และมัลเบอร์รี่แผ่น แม้ยังต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมสถำนกำรณ์และควำมท้ำทำยในปัจจุบัน• แม้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดลำปางจะเริ่มมีการรวมกลุ่มและพัฒนามาแล้วระยะหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังต้องการการสนับสนุนในหลายด้าน ทั้งทุน ความรู้ เทคโนโลยี และการตลาด เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและทักษะการบริหารจัดการของกลุ่ม อีกทั้งตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านความหลากหลายของสินค้า ความซ้ำซ้อน และขนาดตลาดที่เล็กกว่าจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขณะเดียวกันเกษตรกรยังต้องเผชิญความท้าทายจากภัยธรรม ชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และระบบนิเวศ ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพสินค้าโดยตรง รวมถึงปัญหาการจัดเก็บและส่งต่อผลผลิตที่มีอายุสั้น ทำให้สูญเสียโอกาสทางตลาด นอกจากนี้ การผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันยังส่งผลต่อการแย่งส่วนแบ่งตลาดและราคาผลผลิต ดังนั้น การส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการและแปรรูปผลผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับสินค้าขั้นปฐมภูมิให้มีมูลค่าเพิ่ม ช่วยยืดอายุสินค้า และเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดได้อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงและเป็นธรรมให้กับเกษตรกรในระยะยาว


• การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่นอย่างครบวงจร ทั้งกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และโรงงานแปรรูป (OEM) ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ โดยครอบคลุมกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ การปรับสูตร ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการตลาด ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพธุรกิจชุมชนให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยประเมินผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ พร้อมปรับใช้ตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยที่ยังขาดตัวชี้วัดเฉพาะในบางเป้าหมาย• สำหรับกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดลำปาง พบว่าการแปรรูปสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นการแปรรูปอย่างง่ายและไม่มีการรับรองมาตรฐาน ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปจำกัดและประสบปัญหาการเก็บรักษา รวมทั้งมีส่วนแบ่งตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายที่จำกัด ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าอินทรีย์ได้ยาก งานวิจัยจึงมุ่งยกระดับศักยภาพการผลิตผ่านการแปรรูปผลผลิตปฐมภูมิเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 ชนิด ได้แก่ กาแฟผสมพริกไทย เจลพลังงานจากกล้วย ผักและผลไม้ทอดสูญญากาศ และมัลเบอร์รี่แผ่นสามรส โดยคำนึงถึงความพร้อมในการผลิต การเก็บรักษา และการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม พร้อมพัฒนามาตรฐาน อย. หรือ มผช. เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคควบคู่กับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มฐานผู้บริโภคและสร้างความยั่งยืนให้แก่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในระยะยาว โดยมิติที่จำเป็นต้องพิจารณามีดังนี้ มิติควำมยั่งยืนด้ำนสังคม SDG 1 การขจัดความยากจน การสร้างผลิตภัณฑ์ แปรรูปของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดลำปาง ภายใต้ แบรนด์ “เพาะรัก” ซึ่งดำเนินงานโดยกลุ่มสมาชิก PGS เช่น แม่เมาะ เวียงดิน ห้างฉัตร วังแก้ว และริมวัง ช่วยสร้างรายได้ใหม่อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ สมาชิกซึ่งเป็นเกษตรกรดั้งเดิม คนรุ่นใหม่ และผู้เปลี่ยนอาชีพ มีโอกาสเข้าถึงเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ภายใต้การบริหารจัดการร่วมกัน โดยมากกว่าสองในสามได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์แปรรูป 4 ประเภท ได้แก่ มัลเบอร์รี่แผ่นสามรส ผักและผลไม้ทอดสุญญากาศ กาแฟผสมพริกไทย และเจลพลังงานจากกล้วย ช่วยสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นประมาณ 290,000 บาทต่อเดือนเมื่อผลิตได้ 1,000 ชุด ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาวSDG 2 การยุติความหิวโหย การแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ในงานวิจัยนี้ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและปรับปรุงโภชนาการสอดคล้องกับเป้าหมายย่อย 2.3 ของ SDG 2 ที่มุ่งเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรรายย่อยผ่านการใช้ระบบการผลิตอินทรีย์และการรับรองแบบ มีส่วนร่วม (PGS) ที่เน้นความเป็นธรรมในการเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากรความรู้ และตลาด โดยกลุ่มสมาชิกเกษตรอินทรีย์ในลำปางมีทั้งที่ผ่านการรับรองและอยู่ระยะปรับเปลี่ยน ภาคีเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ช่วยเสริมองค์ความรู้มาตรฐานและการตรวจแปลงประจำปี ทำให้เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเกษตรและการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ งานวิจัยยังสนับสนุนเป้าหมายย่อย 2.4 ด้วยการส่งเสริมระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน มีความยืดหยุ่น ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรักษาคุณภาพดินโดยเกษตรอินทรีย์ช่วยเสริมโครงสร้างดินและความชื้น ส่งเสริมการรองรับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาวกำรพัฒนำเศรษฐกิจฐำนรำกที่สอดคล้องกับกำรพัฒนำอย่ำงยั่งยืน3 POLICY BRIEF


POLICY BRIEF 4มิติควำมยั่งยืนด้ำนสังคม SDG 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ในงานวิจัยนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายย่อย 8.1 ที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อหัวประชากรอย่างครอบคลุมและยั่งยืน และ 8.2 ที่เพิ่มผลิตภาพและมูลค่า ทางเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้วยการยกระดับชุมชนให้พร้อมทางเทคโนโลยีในระดับ TRL8 รวมถึงการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองจาก อย. ซึ่งเดิมเน้นเพียงการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นอกจากนี้ยังสนับสนุนเป้าหมาย 8.3 ในการส่งเสริมงานที่ดี ความเป็นผู้ประกอบการ และนวัตกรรมของ SMEs รวมถึงเป้าหมาย 8.9 ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืนและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและดำเนินกิจการวิสาหกิจชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงกลางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพSDG 10 การลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและการเพิ่มรายได้จากการแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ ช่วยส่งเสริมการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยสมาชิกได้รับผลประโยชน์ทั้งจากการขายวัตถุดิบและการแบ่งปันผลกำไรจากผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย สร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในชุมชนอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการแปรรูปตั้งแต่ต้นน้ำช่วยสร้างรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน โดยเกษตรอินทรีย์ลดปริมาณของเสียด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ เช่น ฟางข้าวและเปลือกใบข้าวโพด มาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทนการทิ้งขยะ สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 12.2 และ 12.5 และยังช่วยลดการใช้สารเคมีตามเป้าหมาย 12.4 ส่งผลดีต่อระบบนิเวศโดยปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ พร้อมลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี การแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเพิ่มทางเลือกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระบบเกษตรอินทรีย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศบก ช่วยฟื้นฟูและป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสำคัญ การแปรรูปผลผลิตจึงสนับสนุนการใช้และฟื้นฟูระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 15 ในระยะยาว• การส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน เน้นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผ่านการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นกระบวนการวิจัย รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เช่น เครือข่ายเพาะรักเกษตรอินทรีย์และเครือข่าย PGS จังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มรายได้จากมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตตามฤดูกาล ด้วยการยืดอายุผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางการตลาด การยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน อย. หรือมาตรฐานส่งออก เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างการยอมรับในวงกว้าง โดยตัวชี้วัดความสำเร็จคือการยกระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีของชุมชนจากระดับ TRL 5 เป็น TALB หลังโครงการ ขณะที่ก่อนโครงการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่มีเพียงผลผลิตขั้นต้นที่รับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เท่านั้น• กระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยในโครงการนี้ ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการพัฒนา การร่วมกำหนดเกณฑ์คัดเลือกวัตถุดิบ การทดลองผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ตลอดจนการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อจำกัดและอุปสรรคด้านเทคโนโลยีแปรรูป ทั้งนี้พบว่ากลุ่มมีศักยภาพ ในการพัฒนานวัตกรรมโดยใช้ความรู้จากประสบการณ์จริงของเกษตรกรในการวางแผนต่อยอดวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดโครงการ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในโครงการจะเป็นทุนตั้งต้นก้อนแรกของกลุ่มในการดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนับตั้งแต่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการกำรยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อย่ำงยั่งยืน


• กระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในโครงการวิจัยนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสามระดับหลัก โดยล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องและความยั่งยืนของการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ระดับแรก คือ การบริหารจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ให้เพียงพอและสามารถจัดเก็บวัตถุดิบตลอดทั้งปี เพื่อใช้ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ประเภท ซึ่งเป็นความร่วมมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ะหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดและมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ โดยดำเนินการฝึกอบรมและทบทวนความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ความร่วมมือนี้ช่วยให้เกษตรกรในเครือข่ายสามารถจำหน่ายผลผลิตอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS 355) ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูป สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงวัตถุดิบในระบบเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ• ระดับที่สอง คือ การผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น บริษัท ทริปเปิ้ล เจ ฟู้ด แอนด์ เบเวอร์เรจ, จิน คอฟฟี่ แอนด์ โรสเตด จำกัด และบริษัท เวิล์ด โกรว์ ออแกนิค ฟาร์ม จำกัด ซึ่งมีศักยภาพในการแปรรูปสินค้าเกษตรภายใต้แบรนด์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้ได้มาตรฐาน อย. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับนี้ นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยลดการสูญเสียผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่วนเกินในช่วงฤดูกาล และขยายโอกาสทางการตลาดได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและนอกพื้นที่ ความร่วมมือนี้ยังถือเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในชุมชนด้วยการส่งเสริมกิจกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการผลิตในท้องถิ่น• ระดับที่สาม คือการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ.ลำปาง และ อบต. เวียงตาล ปงดอน วังแก้ว รวมถึงเทศบาลตำบลบ้านใหม่ ที่มีบทบาทส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เผยแพร่ผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนกลุ่มให้เป็นต้นแบบในพื้นที่ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพาะรักเกษตรอินทรีย์ (สมาชิก150 คน รับรองแล้ว 102 คน อยู่ระหว่างปรับเปลี่ยน 24 คน) และเครือข่าย PGS เชียงราย กว่า 300 คน โครงการช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบกลุ่ม ทั้งการวางแผนผลิต แปรรูป จำหน่าย และการจัดการทุนส่วนกลาง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนหลังโครงการ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่เมืองและชนบท สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 12 เรื่องการผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ5 POLICY BRIEF


POLICY BRIEF 6• การพัฒนาต้นแบบทางธุรกิจเริ่มจากการสร้างผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทั้ง 4 ประเภทได้แก่ 1) กาแฟพริกไทยดำ 2) เจลกล้วยพลังงาน 3) มัลเบอรี่แผ่นสามรส และ 4) ผักผลไม้ทอดกรอบ โดยมีวิสาหกิจชมชนเพาะรักเกษตรอินทรีย์ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนใช้เทคโนโลยีแปรรูปและองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรและยึดอายุการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตรได้ยาวนานขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขายผลิตได้มากขึ้นและเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความก้าวหน้าให้กับอาชีพเกษตรกรยุคใหม่• ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ประเภทข้างต้นพัฒนาจากวัตถุดิบ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ทั้งระบบรับรองบุคคลที่สามและระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) โดยผ่านการตรวจสอบสารพิษตกค้างในห้องปฏิบัติการ และได้รับเลขทะเบียน อย. เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GHP และ HACCP พร้อมระบุฉลากอาหารและโภชนาการอย่างครบถ้วน จากการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน พบว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการร่วมมือกับโรงงานผลิตสินค้า ราคาจำหน่ายตั้งโดยพิจารณาต้นทุน คู่แข่งในตลาด และความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภค ผลการสำรวจพบว่าผู้บริโภคมีความเต็มใจจ่ายสูงกว่าราคาที่ตั้งไว้สำหรับผักผลไม้ทอดสุญญากาศและมัลเบอร์รี่แผ่นสามรส จึงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ส่วนกาแฟพริกไทยดำและเจลกล้วยพลังงานมีความเต็มใจจ่ายต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้ จำเป็นต้องเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น นักวิ่ง นักเดินป่า หรือผู้ชื่นชอบกาแฟแปลกใหม่ พร้อมเน้นทำตลาดเพิ่ม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีจำหน่ายอยู่แล้วในตลาดทั่วไปแนวทำงกำรพัฒนำต้นแบบทำงธุรกิจของสินค้ำเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาดำเนินการดังนี้ในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์โดย• ปรับทิศทางการอุดหนุนจาก \"โรงงานชุมชน\" สู่ \"คลัสเตอร ์การผลิต ร่วม “ การ พัฒนาระบ บ \"Co-manufacturing Clusters“ โดยสนับสนุนให้โรงงาน OEM ในระดับภูมิภาคยกระดับมาตรฐาน GHPs/HACCP เพื่อรองรับสินค้าชุมชน ส่งเสริมให้โรงงานเอกชนหรือโรงงานในมหาวิทยาลัย/อาชีวะ ทำหน้าที่เป็น \"พี่เลี้ยงการผลิต\" หรือการจัดตั้งระบบคูปองสนับสนุนนวัตกรรมและการผลิต เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนนำไปใช้เป็นค่าบริการจ้างผลิตและขอมาตรฐาน อย. ในช่วงแรกของการพัฒนา ทำให้ชุมชนเข้าถึงโรงงานมาตรฐาน แทนการสร้างโรงงานเอง และสำหรับโรงงานอาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โรงงานที่รับผลิตสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์• การสนับสนุนการตลาดเชิงรุกตามฐานข้อมูล (DataDriven Marketing) ส่งเสริมการตลาดโดยใช้ข้อมูล WTP (Willingness to Pay) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านการสื่อสารการตลาดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น แยกตลาดสินค้าแมส (เน้นกระจายสินค้า) และสินค้าเฉพาะกลุ่ม (เน้นคุณค่าและเรื่องราว) เพื่อการจัดสรรงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ตรงจุดข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย


ยิ่งลักษณ์ กาญจนฤกษ์ และคณะ. (2566). กำรยกระดับศักยภำพกำรผลิตสินค้ำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดล ำปำง ให้ได้มำตรฐำนและเชื่อมโยงตลำดอย่ำงยั่งยืน. รายงานวิจัยเสนอต่อสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)วิทยาลัยสหวิทยาการ ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-221-6111-20 ต่อ 4400โทรสาร 02-222-0153E-mail : [email protected]เอกสำรอ้ำงอิง• การยกระดับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผลักดันให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกลาง \"Business Facilitator\" ในห่วงโซ่คุณค่า ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง (1) เกษตรกรผู้ปลูกในกลุ่มวิสาหกิจอินทรีย์ผู้แปรรูป (2) โรงงาน OEMและ (3) ตลาดปลายทาง โดยทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูล (Data Center) เพื่อช่วยวางแผนการผลิตไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นหรือขาดแคลน• การยกระดับเกษตรอินทรีย์ไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก แต่คือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระดับฐานราก การต่อยอดจากงานวิจัยนี้อาจช่วยลดความสูญเสียของงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปกับการสร้างโรงงานต้นแบบที่ไม่ได้ใช้งานเต็มศักยภาพ และเปลี่ยนมาเป็นการสร้างผู้ประกอบการเกษตร ที่มีทักษะการตลาดและแบรนด์ที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน7 POLICY BRIEFผลกระทบเชิงบูรณำกำร (SDGs Integration)• มิติเศรษฐกิจ: ยกระดับ TRL (Technology Readiness Level) ของชุมชนจากระดับ 5 (ต้นแบบ) สู่ระดับ 8(พร้อมจำหน่ายจริง)• มิติสังคม: การจัดตั้ง \"กองทุนหมุนเวียน\" ช่วยสร้างระบบสวัสดิการชุมชนจากกำไรจากการขายสินค้า• มิติสิ่งแวดล้อม: การทำเกษตรอินทรีย์ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศดินและน้ำ ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมบทสรุป


Click to View FlipBook Version