The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปแบบการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิได้ดีขึ้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รูปแบบการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิได้ดีขึ้น

รูปแบบการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิได้ดีขึ้น

1 POLICY BRIEFสรุปและเรียบเรียงโครงการวิจัยเรื่อง โครงการรูปแบบการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิได้ดีขึ้น ของรศ.ดร.ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา (2568) และคณะ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้อตกลงเลขที่ สวรส. 67-086) ได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดย นางสาวณิศ์ชากมล คงศรีและ นางสาวเยาววัลยา อ่อนโพธิ์ทองประเด็นส ำคัญ• การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ส่งผลสำคัญต่อทั้งระบบสาธารณสุขและระบบการบริหารภาครัฐของไทย โดยร้อยละ 69.8 ของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิทั่วประเทศมี รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้อบจ. ซึ่งสะท้อนว่ามากกว่าครึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิมีการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น• ในเชิงสาธารณสุข การถ่ายโอนช่วยให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทันตกรรม และงานสุขภาพเชิงรุกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเกิดการประสานงานระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายและรพ.สต. อย่างไร้รอยต่อ ขณะเดียวกันบุคลากรทั้งสองสังกัดเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วม (Learning Process) ในการทำงาน “ข้ามสังกัด” เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด• ในเชิงการบริหารราชการ ผลการถ่ายโอนนำไปสู่ รูปแบบการบริหารแนวใหม่แบบ “เครือข่ายแนวราบ” (Horizontal Network) ที่ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นทำงานร่วมกัน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการให้บริการ (Unit of Care) ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาและปรับระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศให้ตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น• การศึกษาพบว่าระบบบริการปฐมภูมิมีความเข้มแข็ง มากขึ้น ประชาชนสามารถเข้ารับบริการใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลก่อน และมีการประสานงานระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอน กับโรงพยาบาลแม่ข่าย โดยเฉพาะระบบรับส่งต่อผู้ป่วย ที่ดีขึ้น• ทั้งนี้หน่วยงานราชการส่วนกลางควรลดการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือตีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายการกระจายอำนาจ และมุ่งขับเคลื่อนกฎหมายและนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติขณะเดียวกัน ควรพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของบุคลากร ภาครัฐให้มีความสามารถในการทำงานแบบเครือข่าย (Collaborative Leadership) รวมถึงกำหนดมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิและแนวทางการประเมินผลบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้ระบบถ่ายโอน รพ.สต. ดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส• การสร้างระบบการเรียนรู้และความร่วมมือเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน เป็นแนวทางสำคัญที่หน่วยงานหลักด้านการกระจายอำนาจ ระบบสุขภาพปฐมภูมิ และระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ควรรื้อฟื้นบทบาทของมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคในการทำวิจัยเชิงพื้นที่และวิจัยฐานชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิในช่วงเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากร พร้อมทั้งร่วมมือกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยในการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ การถอดบทเรียน และกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมหลักสูตรพัฒนาทีม Family Care Team สำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้พร้อมดำเนินการทันทีเมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ


POLICY BRIEF 2บริบทกำรเปลี่ยนแปลงและแรงผลักดันของโครงกำร1.การถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตามแผนกระจายอำนาจและประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผ่านเกณฑ์ความพร้อมระดับดีขึ้นไป โดยในปีงบประมาณ 2566 ถ่ายโอนแล้ว 3,263 แห่ง (ร้อยละ 33.21) ครอบคลุมประชากรกว่า 11 ล้านคน และปี 2567 อยู่ระหว่างถ่ายโอนเพิ่มอีก 931 แห่ง ส่งผลให้ประชากรในระบบหลักประกันสุขภาพภายใต้การดูแลของ อบจ. รวมกว่า 15.6 ล้านคน หรือร้อยละ 42.76 ของประเทศ2.การถ่ายโอนในบางพื้นที่ยังมีปัญหาการประสานงาน การจัดการกำลังคน และความเข้าใจบทบาทหน่วยบริการในระบบเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (Contracting Unit for Primary Care: CUP) รวมถึงการขาดระบบบูรณาการข้อมูลและการประเมินผลที่เป็นมาตรฐาน นักวิชาการเสนอให้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการท้องถิ่นและส่วนกลาง จัดทำระบบประเมินคุณภาพบริการสุขภาพปฐมภูมิท้องถิ่นและเสริมบทบาทคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่เพื่อให้ประชาชนทุกคนมี “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประจำตัว” ตามหลัก Family Medicine อย่างทั่วถึงและยั่งยืนประเด็นเชิงกฎหมำยในกำรบูรณำกำรควำมร่วมมือระหว่ำงหน่วยงำนเพื่อให้บริกำรสุขภำพปฐมภูมิถ่ำยโอนมีประสิทธิภำพสูงสุด 1.สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม รัฐมีหน้าที่จัดระบบสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และไม่เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รับรองสิทธินี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยให้ได้รับการรักษาพยาบาลฟรีผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม2.รัฐมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการจัดให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพและทั่วถึง เนื่องจากการได้รับบริการสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายรับรองไว้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการด้านส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การจัดตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจึงเป็นกลไกสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในทุกพื้นที่ และการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน เข้าใจปัญหาในพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายกระจายอำนาจของรัฐที่มุ่งให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการตนเองได้มากขึ้น4.ในด้านกลไกทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้รัฐมีพันธกรณีชัดเจนในการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชน โดยบัญญัติหน้าที่ของรัฐไว้ในหมวดที่ 5 ตั้งแต่มาตรา 51 ถึง 63 ซึ่งครอบคลุมภารกิจด้านการศึกษา การบริการสาธารณสุข และการจัดสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน กลไกดังกล่าวมีผลผูกพันในทางกฎหมายไม่ใช่เพียงแนวนโยบายเท่านั้น หากรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ประชาชนและชุมชนย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการติดตาม เร่งรัด หรือฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยและบังคับให้รัฐดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุด


ผลของกำรบูรณำกำรแนวคิดกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐแบบเครือข่ำย (Network Governance) และหลักเวชศำสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ต่อระบบบริกำรสุขภำพและกำรยกระดับควำมพึงพอใจของประชำชนในพื้นที่1.แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแบบเครือข่าย (Network Governance) แ ล ะ ห ล ั ก เ ว ชศ า ส ต ร ์ครอบครัว (Family Medicine) ส่งผลให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดและหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใน 11 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ปราจีนบุรี ปัตตานี สกลนคร ลำปาง อุบลราชธานี สุโขทัย น่าน เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และเชียงใหม่ การดำเนินงานตามแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ตรงจุดยิ่งขึ้น2.ผลการดำเนินงานพบว่า ประชาชนผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะความคุ้นเคยกับบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่เป็นอย่างดี ความพึงพอใจดังกล่าวสะท้อนถึงคุณภาพของบริการที่มีความต่อเนื่องและเข้าถึงได้มากขึ้นหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด5.กรณีที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ เช่น ขาดแคลนสถานพยาบาลของรัฐในพื้นที่ ไม่ได้รับวัคซีนจากหน่วยงานของรัฐในช่วงโรคระบาด หรือได้รับบริการที่ไม่มีคุณภาพ ย่อมถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 และ 55 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึงดังนั้นกลไกทางกฎหมายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบังคับให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และเท่าเทียม การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงไม่ใช่เพียงการกระจายอำนาจในทางการบริหาร แต่ยังเป็นการสร้างกลไกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้จริง ทำให้สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพไม่หยุดอยู่แค่ในตัวบทกฎหมาย หากแต่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ3.ข้อมูลจากระบบ Health Data Center (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุขแสดงให้เห็นว่าตัวชี้วัดสุขภาพส่วนใหญ่มีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ยกเว้นบางตัวชี้วัด เช่น ร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ดี และตัวชี้วัดด้านทันตสุขภาพในบางพื้นที่ที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพของระบบทันตสาธารณสุขโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศ4.แนวคิดการบริหารแบบเครือข่ายและหลักเวชศาสตร์ครอบครัวช่วยกระตุ้นให้เกิด “วงจรการเรียนรู้ของสังคม” (Social Learning Loop) ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานในพื้นที่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างหน่วยงานและสังกัดที่แตกต่างกัน การบูรณาการเชิงพื้นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เน้นเวชศาสตร์ครอบครัวและการทำงานร่วมกันของภาครัฐอย่างยั่งยืน หน่วยงานภาครัฐทั้งระดับภูมิภาคและท้องถิ่นรวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอน มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้มากขึ้น และเริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ แนวคิดการบริหารจัดการแบบเครือข่ายจึงเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน เหมาะสำหรับจังหวัดขนาดเล็กและพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ3 POLICY BRIEF


ประเด็นกำรยกระดับบริกำรสุขภำพปฐมภูมิด้วยแนวคิดเครือข่ำยและเวชศำสตร์ครอบครัว 1.ประยุกต์แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแบบเครือข่าย (Network Governance) ร่วมกับหลักเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ส่งผลให้ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อมูลจากทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนผู้รับบริการสะท้อนผลเชิงบวกต่อการเข้าถึงและคุณภาพบริการ โดยระบบสุขภาพปฐมภูมิสามารถให้บริการใกล้บ้านมากขึ้น ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ ขณะเดียวกัน ระบบประสานงานและการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างหน่วยบริการก็มีความต่อเนื่องและคล่องตัวมากขึ้น2.นอกจากนี้ ประชาชนผู้รับบริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับ “มากที่สุด” ซึ่งเกิดจากความใกล้ชิดและความคุ้นเคยกับบุคลากรและอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ ข้อมูลจากระบบ Health Data Center (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าตัวชี้วัดสุขภาพส่วนใหญ่มีแนวโน้มพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ยกเว้นบางตัวชี้วัด เช่น การควบคุมความดันโลหิตและตัวชี้วัดด้าน ทันตสุขภาพที่ลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นประเด็นที่เกินขอบเขตของแนวคิดเครือข่ายและต้องอาศัยการสนับสนุนจากนโยบายระดับประเทศ ผลลัพธ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่าแนวคิด Network Governance และ Family Medicine มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพปฐมภูมิและสร้างความร่วมมือเชิงพื้นที่ระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิผล5.ในขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะทันตบุคลากร ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม รวมทั้งภาวะผู้นำของบุคลากรในระบบสุขภาพปฐมภูมิต่อไป6.ภาพรวมของการบูรณาการแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแบบเครือข่ายและหลักเวชศาสตร์ครอบครัวจึงสะท้อนถึงการยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศที่มุ่งเน้นการให้บริการอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในทุกระดับเพื่อให้ระบบบริการสุขภาพดำเนินไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง3.แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแบบเครือข่าย (Network Governance) และหลักเวชศาสตร์ครอบ ครัว (Family Medicine) มีบทบาทสำคัญในการขับ เคลื่อนการเรียนรู้ของหน่วยงานระดับพื้นที่ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดและหน่วยงานสังกัด กระทรวงสาธารณสุขทั้ง 11 จังหวัด ซึ่งพัฒนาการทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการเรียนรู้ทาง สังคม (Social Learning Loop) กลายเป็นการเรียนรู้ ขององค์การ (Organizational Learning) ที่นำไปสู่การปรับตัวและยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย สามารถจำแนกพื้นที่ออกเป็น 3 รูปแบบของการเรียนรู้ ได้แก่4.การเรียนรู้แบบสองวงจร (Double-loop Learning) ที่เน้นการบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้บริการสุขภาพปฐมภูมิต่อเนื่องไม่สะดุด เช่น พื้นที่สุโขทัย เพชรบูรณ์ และสกลนคร ซึ่งแม้จะมีความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการ แต่ยังอยู่ในลักษณะ “การจัดการแบบแบ่งปัน (Shared Governance)” และไม่สามารถสะท้อนระบบสุขภาพในภาพรวมได้อย่างชัดเจน5.การเรียนรู้แบบสองวงจรในรูปแบบองค์กรนำ (Lead Organization) ที่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้นำ เช่น จังหวัดปัตตานี ซึ่งโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน ขณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังมีบทบาทจำกัดPOLICY BRIEF 4


6.การเรียนรู้แบบสามวงจร (Triple-loop Learning) ที่แสดงถึงการพัฒนาเชิงรุก โดยมุ่งให้ “ดีกว่าเดิม” ผ่านกลไกคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ การบูรณาการแผนงาน งบประมาณ และกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างพื้นที่ ได้แก่ ระยอง ปราจีนบุรีอุบลราชธานี ลำปาง น่าน และเชียงใหม่7.การบูรณาการเชิงพื้นที่จึงกลายเป็นหัวใจของระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ยึดหลักเวชศาสตร์ครอบครัว การวางแผนร่วมกัน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมให้บุคลากรคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การบริหารมีความยั่งยืนและเกิดพลังในระดับพื้นที่ หน่วยงานในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นรวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท ี่ถ่ายโอน มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้และเริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่เป็นเอกภาพ แนวคิด Network Governance จึงอาจเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเหมาะสมสำหรับจังหวัดขนาดเล็กหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการคลังอย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะทันตบุคลากร ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขซึ่งไม่สามารถพึ่งพาแนวทางเครือข่ายเพียงอย่างเดียวได้ รัฐบาลจึงควรพิจารณาแก้ไขเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ การพัฒนากำลังคน ทักษะ ภาวะผู้นำ และทัศนคติการทำงานร่วมกันของบุคลากร เพื่อสร้างระบบสุขภาพ ปฐมภูมิที่มั่นคงและมีคุณภาพในระยะยาวข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย • หน่วยงานราชการส่วนกลางควรลดการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายการกระจายอำนาจ และควรมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้กฎหมายและนโยบายใหม่สามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ• คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ระบบสุขภาพ และหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ควรร่วมกันฟื้นฟูบทบาทของมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค ให้กลับมาดำเนินงานวิจัยเชิงพื้นที่และวิจัยที่ยึดฐานชุมชน (Community-based/ Area-based Research) เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพของระบบสุขภาพปฐมภูมิให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ• กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขควรพัฒนาศักยภาพบุคลากรระดับภูมิภาคให้มีภาวะผู้นำเชิงบูรณาการแบบเครือข่าย (Collaborative Leadership) เพื่อเสริมความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ• หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยในการจัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับองค์กรท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการถอดบทเรียนและทบทวนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยควรดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับศักยภาพการบริหารงานท้องถิ่นอย่างยั่งยืน5 POLICY BRIEF


พระรำชบัญญัติก ำหนดแผนและขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542พระรำชบัญญัติระบบสุขภำพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562แผนกำรกระจำยอ ำนำจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง หลักเกณฑ์และขั้นตอน กำรถ่ำยโอนภำรกิจสถำนีอนำมัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษำ และโรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลให้แก่องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564วินัย ลีสมิทธ์ และ สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์. (2553). บทบำทที่เหมำะสมของกระทรวงสำธำรณสุขภำยใต้กำร กระจำยอ ำนำจด้ำนสำธำรณสุข. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สมพันธ์ เตชะอธิก และ พะเยา นาคํา. (2551). สรุปบทเรียนและติดตำมผลเพื่อพัฒนำระบบกำรถ่ำยโอนสถำนีอนำมัยไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา และคณะ. (2568).โครงกำรรูปแบบกำรถ่ำยโอนโรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบล ให้แก่องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดที่ท ำให้ประชำชนเข้ำถึงบริกำรสุขภำพปฐมภูมิได้ดีขึ้น. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. วิทยาลัยสหวิทยาการ ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-221-6111-20 ต่อ 4400โทรสาร 02-222-0153E-mail : [email protected]เอกสำรอ้ำงอิง• กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรร่วมมือกับราชวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ในการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรสำหรับทีมสหวิชาชีพ (Family Care Team) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้และทักษะให้สามารถดำเนินงานได้ทันที เมื่อรัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอน• กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่รับถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พร้อมทั้งจัดทำแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพของแต่ละสาขา เพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันPOLICY BRIEF 6


Click to View FlipBook Version